มท.1ขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติด เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้แก่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร
ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปร่วมกิจกรรมรวมพลคนฮักทักษิณ ที่จัดขึ้นโดยชมรมคนรักทักษิณเชียงราย ณ บริเวณด้านหน้าโรงแรมแสนภู จังหวัดเชียงราย ทั้งนี้เพื่อร่วมอวยพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 59 ปี ของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีประชาชนมาร่วมกิจกรรมนับพันคน ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวบนเวทีว่า พันตำรวจโททักษิณ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจ สามารถแก้ไขปัญหาความยากจนให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ พร้อมกันนี้ ยังขอความร่วมมือให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ให้ช่วยกันแก้ไขปัญหายาเสพติดเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้แก่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรด้วย
จากนั้น ประชาชนชมรมคนรักทักษิณ ได้ร่วมกับประชาชนในจังหวัดเป่าเค้กและร้องเพลงอวยพรวันเกิดให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรี จากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร้องเพลงเชียงรายรำลึก และเพลงทำบุญร่วมชาติ โดยประชาชนคนรักทักษิณเชียงราย ได้ต่อโทรศัพท์ถึงพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร เพื่ออวยพรวันเกิดพร้อมกับประชาชนในจังหวัดเชียงรายที่มาร่วมกิจกรรมด้วย
จาก thai-grassroots
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, July 27, 2008
‘เฉลิม'เร่งแก้ปัญหายาเสพติดเพื่อ‘ทักษิณ'
โปรดเกล้าฯ‘เตช'เป็นรมว.ตปท.
จาก thai-grassroots
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า แต่งตั้ง นายเตช บุนนาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว
ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี
(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 29 มกราคม พุทธศักราช 2551 แล้ว และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2551 และประกาศครั้งสุดท้ายลงวันที่ 23 พฤษภาคม พุทธศักราช 2551 นั้น
บัดนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลว่า ได้มีรัฐมนตรีลาออกบางตำแหน่งสมควรแก่การแต่งตั้งรัฐมนตรีแทนตำแหน่งที่ว่าง เพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์แก่ราชการ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
นายเตช บุนนาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 26 กรกฎาคม พุทธศักราช 2551เป็นปีที่ 63 ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นายสมัคร สุนทรเวช
นายกรัฐมนตรี
‘ทักษิณ'วอนคนไทยปรองดองเพื่อในหลวง
(25 ก.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกับกลุ่มแฟนคลับที่ให้กำลังพร้อมทั้งรับดอกไม้ของขวัญวันเกิดที่ตรงกับวันที่ 26 ก.ค. และได้ถ่ายรูปแจกลายเซ็นให้กับประชาชนเป็นเวลาประมาณ 30 นาที จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้คว้าโทรโข่ง(เครื่องขยายเสียงมือถือ)ของแกนนำแฟนคลับ กล่าวว่า ขอบคุณทุกคน ที่แสดงความรักความห่วงใยแก่ตนมาตลอด โดยเฉพาะตอนที่ต้องไประหกระเหินอยู่ต่างประเทศ ก็ได้ช่วยกันส่งกำลังใจ และเรียกร้องต่อสู้กับเผด็จการเพื่อให้ตนได้กลับมา อดีตนายกฯกล่าวต่อว่า วันนี้แม้จะกลับมาแล้ว เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบ เนื่องจากความไม่เข้าใจกันในหมู่คนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครพึงปรารถนา จึงอยากให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ตนได้แต่เรียกร้องวิงวอน และพยายามไม่ไปยุ่งเกี่ยวอะไร เพราะอยากให้เหตุการณ์ทุกอย่างสงบและยุติโดยเร็ว แต่ถ้าต่างคนต่างกลั่นแกล้งทำร้ายกันและกัน คงยุติยาก หากทุกคนยังคิดว่าเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องรวมพลังกันไว้ ถ้าเรานึกตรงนี้ก็ไม่ยากที่จะยุติปัญหา แต่ถ้าคิดว่าเป็นพวกกูพวกมึง ทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกัน มันก็ลำบาก หวังว่าสักวันคงคิดกันได้ว่า เราคนไทยด้วยกัน ดังนั้น ตราบใดที่เรามีความรักความผูกพันและความเป็นไทยต่อกัน คิดว่าจะผ่านพ้นวันแห่งความวุ่นวายที่เป็นมาแล้ว 3 ปีได้ ความไม่สงบของบ้านเมืองที่เกิดขึ้น คนที่เดือดร้อนมากที่สุด คือคนไทยที่หาเช้ากินค่ำ คนยากจน ส่วนคนที่กินเงินเดือนคงเดือดร้องไม่มากเท่า แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ประเทศชาติเสียหาย
เนื่องในวันคล้ายวันเกิดซึ่งตรงกับวันที่ 26 ก.ค.นี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้กล่าววิงวอนคนไทยทุกฝ่ายร่วมกันยุติความขัดแย้ง และหันมาปรองดองกันเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง และพระราชินี
"ผมอยากฝากว่า ผมเข้าวัดทุบุญนั่งสมาธิ อโหสิกรรมทุกวัน กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ผู้จองเวรทั้งหลายตลอดเวลา ตัวผมนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่คือประเทศ อยากเห็นชีวิตคนไทยดีขึ้น หวังว่าคนไทยทุกคนจะให้อภัยกัน และนำความสันติกลับสู่ประเทศโดยเร็ว พวกเราเป็นผู้รักสันติ และอยู่ในกรอบตลอดเวลา แต่ขณะนี้บ้านเมืองเริ่มไม่มีกรอบกันมาขึ้น จึงอยากให้ทุกคนอดทนกันต่อไป สักวันสิ่งที่ดีย่อมชนะสิ่งที่ไม่ดี วันนี้เขาไม่เข้าใจเรา สักวันเขาจะเข้าใจเรา เมื่อเข้าใจเรา ก็จะรู้ว่ามันเสียหายไปเยอะแล้ว หวังว่าทุกคนจะอดทน และจะอยู่ในกรอบต่อไป" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนอยากเห็นความปรองดองของคนในชาติ ไม่อยากเห็นความขัดแย้งที่มีอยู่มากมายแบบนี้ ขอเรียนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในวันนี้ มันไม่ใช่กระเทือนขวัญคนไทยเท่านั้น แต่คนทั้งโลกที่เขาติดตามประเทศไทย ที่รักประเทศไทย ที่เคยมาเที่ยวมาลงทุนในประเทศไทย ต่างก็บอกว่าเขาอยากเห็นประเทศไทยสันติ และเป็นสยามเมืองยิ้ม เหมือนที่เราเคยได้รับการเรียกขานมานาน อยากให้สิ่งเหล่านั้นกลับคืนสู่ประเทศไทยโดยเร็ว
"วันนี้ผมขอให้ทุกฝ่ายได้รู้ว่าผู้ที่ได้ทำอะไรไม่ดีต่อผม ผมก็ไม่ได้คิดที่จะไปล้างแค้นเจ็บใจอะไร แต่ตรงข้ามก็คิดว่าคนเรามันมีอารมณ์ มีความรู้สึกกันได้ แต่อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพื่อให้ประเทศเข้าสู่ความปรองดองถวายพระเจ้าอยู่หัวในวันที่ 5 ธันวาคมที่จะถึง และถวายสมเด็จฯในวันที่12สิงหาคมนี้ อยากให้ทุกคนได้ร่วมใจกันว่าถ้าใครที่ว่ารักเจ้านายก็ต้องมาร่วมใจกันหันหน้าเข้าหากันให้ความปรองดองในชาติเกิดขึ้น" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯปะทะกับกลุ่มต่อต้านโดยมีการใช้อาวุธทำให้เกิดความรุนแรง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนคิดว่าเราคนไทยด้วยกัน หันไปทางไหนก็คนไทยทั้งนั้น เราสู้เก็บแรงเก็บสมอง เก็บปัญญาคนไทยด้วยกัน เอาไว้ต่อสู้กับสิ่งที่มากระทบต่อประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม เรายังต้องต่อสู้อีกมาก เราเก็บพลังคนไทยไว้ดีกว่าที่จะห่ำหั่นฆ่าฟันกันเอง อยากเรียกร้องทุกฝ่าย
เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนเพราะต่างฝ่ายก็ทิฐิกันอยู่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ก็บางครั้งเราก็ถือทิฐิใส่กันมากเกินไป ปล่อยวางไม่ได้ ลองปล่อยวางและคิดว่าคนเราไม่มีใครอยู่ยงคงกะพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นอายุไข หรือตำแหน่ง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง หากเราเข้าใจคำนี้เราก็ควรที่จะปล่อยวางแล้วหันหน้าเข้าหากันแบบคนไทยด้วยกันดีกว่า
เมื่อถามความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนใจเข้ามาทำงานการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่หรอก ใจจริงๆแล้วตนอยากให้เสร็จเรื่องราวของตน แล้วก็อยากจะไปทำมาหากินอยู่ต่างประเทศ เมื่อถามว่าในตอนนี้มีความเป็นห่วงในเรื่องคดีหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ก็ทำไป ตนเป็นคนเคารพกติกา ก็อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายคนที่กลั่นแกล้งตน ก็ขอให้เคารพในกติกาด้วย ตนอยากให้ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ตอนนี้ก็ทำมีมฟุตบอลแมนฯซิตี้ ก็กำลังจะเปิดฤดูกาลแข่งขัน ซึ่งการจะขอออกไปต่างประเทศนั้นก็คงต้องดูภารกิจที่จะต้องไปดำเนินการ
เมื่อถามถึงกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารที่ไทยยอมให้ขึ้นทะเบียนนั้นเพราะแลกกับการทำธุรกิจของท่าน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวเลยฮะ ไม่เกี่ยวเลย ความจริงแล้วต้องอยู่กันด้วยเหตุผล อย่าอยู่กันแบบไม่มีเหตุผล ผมคิดว่าอีก 2-3 วันนี้ถ้าทางรัฐบาลได้รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่แล้ว ก็คงจะเป็นคนที่แก้ปัญหานี้ได้ไม่ยาก เพราะความสัมพันธ์ของเรากับประเทศเพื่อนบ้านดีอยู่แล้ว
เมื่อถามรัฐมนตรีที่จะเข้ามาแก้ปัญหาควรมีคุณสมบัติอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนคิดว่า คนที่ทางรัฐบาลจะเสนอออกมานั้น ก็คิดว่าคงจะเป็นคนซึ่งพูดกับทุกฝ่ายได้ ให้เข้าใจให้อยู่ด้วยเหตุและผล ไม่ให้อยู่ด้วยอารมณ์หรือความเป็นพวกพ้อง ตนอยากบอกว่าโดยทั่วโลกนั้นนโยบายต่างประเทศถือว่าเป็นเรื่องประเทศ ไม่ใช่เป็นเรื่องของพวกหรือฝ่าย หรือพรรค เมื่อถามว่าห่วงสถานภาพของรัฐบาลในปัจจุบันอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่หรอกครับ ทุกอย่างให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
จาก thai-grassroots
Saturday, July 26, 2008
เมื่อความยุติธรรมในบ้านเมืองมีสองมาตรฐาน แผ่นดินนี้ก็ไร้ซึ่งธรรมะ
กรณีตำรวจไม่ให้ประกันตัวคุณดา ตอร์ปิโด แต่กลับให้ประกันตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในคดีเดียวกัน ได้ตอกย้ำให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวโลกให้ เห็นอย่างชัดเจนถึงความมีสองมาตรฐานในระบบยุติธรรมไทยอย่างล่อนจ้อน ความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมของไทยก็หมดไปโดยสิ้นเชิง มีแต่ความยุติธรรมในสายตาของใครเท่านั้น
กรณีนี้ยิ่งตอกย้ำให้กับคนในประเทศนี้ทราบว่า "ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศนี้มีการตั้งธงไว้ล่วงหน้าแล้ว” และจะนำความเสื่อมมาสู่สถาบันต่างๆ ต่อไป คาดว่าความน่าเชื่อถือขององค์กรต่างๆ จะหมดไปอย่างสิ้นเชิง สังคมนี้ไม่มีอะไรพอที่จะเป็นที่ยึดเหนี่ยวได้อีกต่อไปแล้ว ธรรมะที่พร่ำสั่งสอนกันมา ก็กลายเป็นแต่ลมปากที่หาสาระอันใดไม่ได้เท่านั้น
และนั่นคือ "ความไร้ขื่อแปร" ของบ้านเมืองก็จะตามมา ประชาชนคงให้ความเชื่อถือองค์กรใด หรือบุคคลใดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
แต่ผมก็ไม่แปลกใจอะไีีรนัก เพราะบ้านเมืองนี้มันไร้ขื่อแปรอยู่แล้ว

การให้อิสรภาพแก่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำหลักของพันธมิตรฯ ขุนพลเอกของระบอบเผด็จการศักดินาอำมาตยาธิปไตย ที่สร้างความวุ่นวายให้แก่บ้านเมืองมาอย่างต่อเนื่อง สร้างความแตกแยกให้กับสังคมไปทุกหย่อมหญ้า ในท่ามกลางข่าวลือที่ว่า “มีมือที่มองไม่เห็นเป็นเงาดำทะมึนอยู่เบื้องหลังของนายสนธิ ลิ้มทองกุล”
คนทั้งหลายเหล่านี้เลือกที่จะขังสตรีผู้หนึ่งต่อไปในคดีเดียวกัน ต่อไปนี้ระบบยุติธรรมจะทำอะไร มันจะมีคำถามตามมาตลอดถึงความน่าเชื่อถือ การมีธงล่วงหน้า การขังสตรีผู้หนึ่งไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก แต่เขาเหล่านั้นได้ทำลายศรัทธาของพวกตนที่เพียรสร้างสมมานาน
ระบบยุติธรรมของไทยและระบอบอำมาตยาธิปไตย เลือกที่จะฝังตัวเอง เพียงเพื่อต้องการที่จะช่วยเหลือนายสนธิ ลิ้มทองกุล เอาไว้เพื่อเป็นหมากทางการเมืองต่อไปเท่านั้น นั่นคือการทำฮาราคีรีความน่าเชื่อถือของตนอย่างเห็นได้ชัด
กรณี สนธิ ลิ้มทองกุล กับ คุณดา ตอร์ปิโด มันเป็นอะไรที่ Contrast กันมากจนเกินไป
แต่เมื่อเลือกที่จะเดินไปสู่เส้นทางแห่งความเสื่อม ก็คงไม่มีใครช่วยอะไรได้
สำหรับผมแล้วสังคมนี้ไม่มีอะไรเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวได้อีกแล้ว
กรณีสนธิ ลิ้มฯ ผมไม่ได้ถือว่า "ฝ่ายประชาธิปไตย" พ่ายแพ้แต่อย่างใด เพราะกรณีนี้มันจะตอกย้ำให้วิญญูชนที่รักความยุติธรรม และตาเริ่มสว่างแล้วทั้งหลายได้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของระบบยุติธรรมไทย ว่ามีการตั้งธงกันไว้ล่วงหน้าอย่างที่คนทั้งหลายตั้งข้อสงสัยกันเอาไว้ บัดนี้ได้มีข้อพิสูจน์ที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว
ระบบที่ทำลายความเชื่อมั่นของตนเอง คาดว่าในที่สุดก็จะล่มสลายลง แม้จะไม่เร็วเกินไปนัก แต่พวกเขาผ่านเลยจุดสูงสุดไปแล้ว มีแต่จะเสื่อมถอยลง ไม่อาจฟื้นศรัทธาได้อีกต่อไป
จะแถลงการณ์อะไร ความน่าเชื่อถือมันก็จะไม่มีอีกต่อไปแล้ว
ผมไม่ได้กังวลว่า พวกอำมาตย์จะมีพลังอำนาจมากมายเพียงใด เพราะยิ่งพวกเขาแสดงอำนาจบาตรใหญ่กระทำการที่ฝ่าฝืนความยุติธรรมตามธรรมชาติมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความไม่ชอบธรรม การมีธงมากยิ่งขึ้น สุดท้ายพวกเขาจะแพ้ภัยตัวเอง เพราะประชาชนจำนวนมากที่ไม่ยอมรับพวกเขาอยู่แล้ว ก็จะยิ่งไม่ยอมรับมากยิ่งขึ้น รังเกียจและสะอิดสะเอียนกับการกระทำของพวกนี้มากยิ่งขึ้น
วิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยในปี 2551 นี้ พวกอำมาตยาธิปไตย ได้พ่ายแพ้ต่อฝ่ายประชาธิปไตยในด้านพลังมวลชน แม้พวกเขาจะพยายามใช้เกมมวลชนปลุกม็อบขึ้น แต่มันก็เป็นเพียงม็อบจัดตั้งเท่านั้น ไม่มีผลต่อการชิงอำนาจในอนาคตมากมายนัก
เพราะฐานเสียงของผู้เลือกตั้งส่วนใหญ่ของประเทศ ได้อยู่ตรงข้ามพวกอำมาตยาธิปไตยทั้งสิ้น พวกนี้รักษาสภาพได้เพียงแต่ใช้ “คอนเน็กชั่น” จากระบอบเส้นสายที่โยงใยกันเอาไว้ กับระบบกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเท่านั้น แต่เมื่อ “ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ” ไม่ได้อยู่ข้างพวกเขา พลังเหล่านี้ของพวกอำมาตย์ ก็มีแต่เสื่อมถอยลง ยิ่งใช้อำนาจมาก ยิ่งเสื่อมถอยลงไปมาก สุดท้ายก็จะล่มสลายไปอย่างแน่นอน
ยิ่งพวกเขาแสดงให้เห็นถึง Connection ที่ไม่เป็นธรรม มากขึ้นเท่าใด พวกเขายิ่งสูญเสียความชอบธรรมและฐานสนับสนุนจากมวลชนมากขึ้นเท่านั้น
ในศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางสังคมข้อมูลข่าวสารยุค Information Age ถึงอย่างไร ก็ไม่มีประเทศใดที่จะหลีกเลี่ยง ระบอบการเมืองที่มี “การเลือกตั้ง” ไปได้พ้น เพราะไม่อย่างนั้นจะต้องอยู่ย่างโดดเดี่ยวแบบพม่า ที่สุดท้ายก็โดนบีบให้มีการเลือกตั้งอยู่ดี เมื่อการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองจะต้องผ่านระบบเลือกตั้ง “มวลชน” ย่อมสำคัญกว่า “คอนเน็กชั่น” ในระบอบอำมาตยาธิปไตยมากมายยิ่ง และสุดท้ายมวลชนจะเป็นตัวตัดสิน
คอนเน็กชั่นแบบนี้ ไม่ทำให้พวกเขาชนะเลือกตั้ง แต่จะทำให้ผู้เลือกตั้งเกลียดชังระบอบอำมาตย์มากยิ่งขึ้น
ยิ่งเจ้ดา ตอร์ปิโด โดนกระทำอย่างขาดความอยุติธรรมมากเท่าใด และนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้รับการปกป้องมากขึ้นเท่าใด ผมว่าระบอบอำมาตย์ยิ่งไปตอกย้ำความเชื่อว่า "มีธง" มากยิ่งขึ้น
พวกเขาอาจช่วย “สนธิิ ลิ้มทองกุล" เอาไว้ได้ แต่พวกเขาก็ต้องสูญเสียความชอบธรรมไปมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ผมยังจำสุภาษิตบทหนึ่งได้ว่า "ลิงยิ่งขึ้นที่สูงก็ยิ่งเห็นชัดว่าเป็นลิง"
เมื่อเขายิ่งแสดงอำนาจที่ไม่ชอบธรรม คนก็ยิ่งเสื่อมศรัทธาลงไปเรื่อยๆ
พวกเขาอาจทำได้ทุกอย่าง แต่ทำไม่ได้อย่างเีดียวคือ "เรียกศรัทธาที่สูญเสียไปแล้วกลับคืน"
เมื่อไม่มีศรัทธาหลงเหลืออยู่ หรือใช้มันหมดไป สุดท้ายก็เหมือนปลาที่ไม่มีน้ำ ซึ่งในที่สุดปลาก็ไม่สามารถที่จะอยู่โดยการขาดน้ำได้
ระบบที่พิกลพิการ ไม่มีอำนาจทางกฎหมาย มีแต่การใช้อำนาจมืด เมื่อศรัทธาและบารมีหมดไป ก็จะล่มสลายไปเอง
เหตการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยขณะนี้ผมได้แต่วางอุเบกขา ครับ โวยวายไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อันใด
แต่อย่างน้อย “ใจของผมก็เป็นอิสระ และไม่ได้เป็นทาสของใครอีกต่อไป” นั้นคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด ที่ผมได้จากวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้ ถึงแม้ว่าผมตายจากโลกนี้ไป ผมก็ตายอย่างเสรีชน ที่ไม่ได้เกิดมาเป็นทานทางความคิดของใครอีกต่อไป
ปล. หลังจากเขียนบทความนี้เสร็จ ผมก็ได้ข่าวว่า พันธมิตรกับชมรมคนรักอุดร ได้ปะทะกันมีผลทำให้นักรบศรีวิชัย เสียชีวิตสองคน ผมทายไว้แล้วไม่ผิดว่า ในบทความก่อนหน้านี้ว่า “สงครามกลางเมืองไทยได้เกิดขึ้นแล้ว” และจะต้องมีคนที่สังเวยชีวิตแน่นอน และก็ไม่ผิดจากที่ผมทำนายเอาไว้
วันนี้ "หัวใจผมตายด้านแล้ว" ตายก็ตายไป ผมวางอุเบกขาไม่ยินดียินร้ายทั้งสิ้น
บ้านเมืองมันมาถึงซึ่งความไร้ขื่อแปรแล้ว เพราะไม่มี "ธรรมะบนแผ่นดินนี้" อีกต่อไปแล้ว ไม่มีใคร "น่าเทิดทูน" อีกต่อไปแล้ว ดังนั้น จะฆ่ากันตาย ผมก็ไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น
ก็เ่ล่นกันมาถึงขนาดนี้ มันก็ต้องตายกันเข้าสักวัน เหมือนที่ผมทำนายไว้ไม่มีผิด ผมว่าต่อไปแกนนำพันธมิตรคงโดนประชาทัณฑ์บ้าง ไม่เลือดทาแผ่นดิน "สติย่อมไม่กลับคืนมายังแผ่นดินนี้"
ตายก็ตายไป ไม่มีใครเป็นวีระบุรุษ
และ ภาษิตที่ว่า "ไทยไม่ควรฆ่าไทย" มันใช่ไม่ได้แล้ว เพราะบางคนมันไม่ยอมเลิก มัน "วิ่งตระเวนให้คนฆ่าทั่วประเทศ "สุดท้ายประชาชนก็ต้องเหลืออดเข้าสักวัน
และหากยังมียุทธการดาวกระจายอยู่ ผมเชื่อว่าจะมีการตายอีกอย่างแน่นอน
ยุคนี้ "มันต้องวางอุเบกขา ตายก็ตายไป อะไรมันจะพังพินาศ ล่มสลาย" ก็ต้องปล่อยมันไป
ยุคแห่งความบ้าคลั่ง ก็ต้องปล่อยมันไป
ผม เคยอ่านสามก็กที่สุมาเต็กโซ บอกว่า "แผ่นดินรวมกันแล้วก็แตกแยก แตกแยกแล้วก็รวมกัน" มันไม่มีแก่นสารอะไรที่จะต้องไปยึดถือ ผู้ปกครองมาแล้วต่างก็จากไป ผู้มีอำนาจมาแล้วก็หายไป ไม่มีใครเลิศล้ำน่าเทอดทูนหรอกครับ นอกจากตัวเราเอง
พ.ต.ท.ทักษิณ ทำบุญวันเกิด 59 ปี เรียบง่าย
กทม. 26 ก.ค. - พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดปีที่ 59
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมครอบครัว และคนใกล้ชิด ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 รูป จากวัดเพลง บางประกอก ที่บ้านพักส่วนตัวในซอย จรัญสนิทวงศ์ 69 เนื่องในวันคล้ายวันเกิดปีที่ 59 ซึ่งบรรยากาศในปีนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย
ภายหลังทำบุญตักบาตร พ.ต.ท.ทักษิณ ได้พบกับกลุ่มผู้สนับสนุนประมาณ 10 คน ที่เดินทางมาจากหลายจังหวัด ได้เข้าอวยพรและมอบของขวัญ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวเพียงสั้น ๆ ถึงของขวัญวันเกิดปีนี้ว่า ได้พูดไปแล้วเมื่อวานนี้ว่า อยากให้บ้านเมืองสงบ.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-07-26 08:16:23
พระวิหาร เครื่องมือการเมือง 2 ประเทศ
กรุงเทพฯ 25 ก.ค. - การเจรจาระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาและไทย ที่จะมีขึ้นในวันจันทร์นี้ นักวิชาการไทยเห็นต่างจากนายกรัฐมนตรี โดยเชื่อว่าจะยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องพรมแดน เนื่องจาก 2 ประเทศ ยังมีปัญหาการเมืองภายในอยู่.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-07-25 19:13:22
สมัคร ขอบคุณกองทัพที่วางบทบาทต่อกรณีปัญหาปราสาทพระวิหารได้อย่างดี
กลาโหม 25 ก.ค. - พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหม ว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานการประชุม ได้ขอบคุณกองทัพที่วางบทบาทหน้าที่ต่อกรณีปัญหาปราสาทพระวิหารได้เป็นอย่างดี และขอให้อยู่บนบทบาทที่ดีเช่นนี้ต่อไป โดยเฉพาะเรื่องความอดทนอดกลั้น ส่วนทางการเมืองกำลังแก้ไขปัญหาอยู่ และมีทิศทางเป็นบวก เห็นได้จากการเจรจาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยคาดว่าหลังจากกัมพูชาเสร็จสิ้นการเลือกตั้งแล้ว และสามารถวางบุคลากรทางการเมืองของตัวเองได้อย่างลงตัว คงจะมีการหารือกันต่อไปเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ยังมีอยู่ ส่วนกำลังทหารที่ยังอยู่ในพื้นที่ ไม่มีอะไรต้องห่วง เพราะกำลังของทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันฉันมิตร ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่อย่าให้เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นเท่านั้น ส่วนกัมพูชาจะรายงานต่อองค์กรนานาชาติอย่างไร เป็นเรื่องของกัมพูชา และเป็นการตีความกันไปเอง ทั้งนี้ ผู้นำกัมพูชาหลายคนมีทัศนคติที่ดีกับไทย แม้บางคนจะยังไม่คลายความกังวล ซึ่งเรื่องความคิดเห็นไม่สามารถห้ามได้ กระทรวงกลาโหมไม่พยายามที่จะวิพากษ์วิจารณ์หรือตีความในมิติทางการเมือง จะพูดเฉพาะในมิติของกระทรวงกลาโหมเท่านั้น.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-07-25 17:16:48

กมธ.กิจการองค์กรตาม รธน.ฯ ชี้ที่มา ป.ป.ช.ไม่ชอบ กม.
รัฐสภา 25 ก.ค.-คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญฯ เสียงส่วนใหญ่ สรุปที่มา ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อ้าง คมช.เป็น "รัฏฐาธิปัตย์" แค่วันเดียว ก่อนถวายคืนพระราชอำนาจ ระบุบทเฉพาะกาลมาตรา 309 ไม่อุ้มสิ่งที่ไม่ถูกต้อง “สุทิน คลังแสง” เตรียมหารือพรรคพลังประชาชนยื่นถอดถอน ขณะที่ กมธ.ซีกพรรคประชาธิปัตย์ มีความเห็นต่าง ยืนยัน ป.ป.ช.มีที่มาถูกต้อง นายสุทิน คลังแสง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรณีที่ผู้ร้องขอให้สอบสวนที่มาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยหลังจากได้พิจารณาประเด็นดังกล่าว ซึ่งกรรมาธิการส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ที่มา ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมายและจารีตประเพณีตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข “ป.ป.ช.ชุดนี้เกิดจากประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 ก.ย. 2549 และประกาศ คปค.ฉบับที่ 31 ลงวันที่ 31 ก.ย. 2549 ลงนามโดยประธาน คมช.ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง วันที่ 20 ก.ย. 2549 จึงไม่ถือว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์แล้ว เพราะเท่ากับเป็นการถวายคืนพระราชอำนาจ ดังนั้น จึงถือว่า ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ได้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง” นายสุทิน กล่าว นายสุทิน ยังกล่าวถึง รัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ในบทเฉพาะกาล ที่รับรองสถานะของ ป.ป.ช. ว่า แม้มาตราดังกล่าวจะให้การรับรอง แต่ก็เป็นการรับรองเฉพาะในสิ่งที่ถูกกฎหมาย เมื่อ ป.ป.ช.มาโดยไม่ชอบตามกฎหมาย จึงไม่อยู่ในข่ายการรับรอง อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ต้องมีการถกเถียง จึงขอเสนอให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ นำประเด็นเรื่ององค์รัฏฐาธิปัตย์ไปวินิจฉัย และหาข้อสรุปต่อไป นายสุทิน กล่าวว่า กรรมาธิการฯ คงทำได้เพียงนำเสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรรับทราบ แต่ถ้าจะมีประชาชน หรือ ส.ส.ดำเนินการ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการฯ ขอเสนอให้องค์กรที่มีหน้าที่วินิจฉัยตามกฎหมาย นำข้อศึกษานี้ไปวินิจฉัย “กรรมาธิการฯ ไม่มีหน้าที่ถอดถอน แต่ถ้าเป็น ส.ส.ก็ดำเนินการได้ ซึ่งผมจะนำเรื่องนี้เข้าหารือที่ประชุมพรรคพลังประชาชน ว่าจะยื่นถอดถอนหรือไม่ ถ้า ส.ส.เข้าชื่อยื่นถอดถอน ก็เป็นเอกสิทธิส่วนบุคคล” นายสุทิน กล่าว ทั้งนี้ นายอับดุลการิม เด็งระกีนา ส.ส.ยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า กรรมาธิการฯ ในซีกพรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้าร่วมประชุม ได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมาธิการฯ เนื่องจากเห็นว่า คปค.เป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ที่มีความชอบธรรมในการแต่งตั้ง ป.ป.ช. ประกอบกับต่อมาได้มีรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2549 และรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 ได้ให้การรับรองเอาไว้ว่า การกระทำที่เกิดขึ้นของ คปค.ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น จึงเห็นว่า ป.ป.ช.มีที่มาที่ชอบด้วยกฎหมายทุกประการ แต่เมื่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากมีความเห็นเช่นนี้ เราในฐานะที่เป็นเสียงข้างน้อยก็ต้องให้ความเคารพ.-สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-07-25 16:51:26
ปฐมพงษ์
คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
การแต่งเครื่องแบบทหารเต็มยศขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ของ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ประธานที่ปรึกษากองบัญชาการทหารสูงสุด ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง และเป็นไปในทางลบเสียเป็นส่วนใหญ่
แม้ว่านายทหารหลายคนจะไม่ออกมาติติงอย่างเต็มปากเต็มคำ ด้วยความที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ ก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ สมควรที่จะมีความคิดและสำนึกได้เอง
แต่ก็เชื่อว่าหลายคนมองเห็นถึงความไม่เหมาะสม
ขนาดคนของประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ส.สอบตก ที่มาป้วนเปี้ยนขึ้นเวทีม็อบอยู่หลายคน จนผู้คนรู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงกัน ก็ยังรู้จักเหนียมอาย ออกมาบอกกล่าวว่าเป็นการขึ้นเวทีในนามส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับพรรคการเมือง
นั่นหมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์ เองก็รู้ว่าการออกมาเคลื่อนไหวบนเวทีข้างถนนไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม โดยเฉพาะคนที่มีบทบาทที่จะต้องวางตัวอย่างเป็นกลาง และเป็นคนที่อยู่ในสายตาของคนทั้งประเทศ
แต่ทำไม พล.อ.ปฐมพงษ์ จึงคิดไม่ได้แบบเดียวกัน
จะเป็นเพราะมีวิธีคิดแบบทหารโบราณ ที่นิยมใช้กำลังมากกว่าการใช้สมอง อย่างนั้นหรือเปล่า
เพราะไม่ว่าจะพิจารณาด้วยเหตุผลกลใด ไม่ว่า พล.อ.ปฐมพงษ์ จะมีความปรารถนาในการเคลื่อนไหวอย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่เล็งเห็นว่าเป็นความชาญฉลาด ที่ออกมาเปิดตัว พร้อมกับเปิดเปลือยขบวนการที่เกี่ยวข้องเช่นนี้
เพราะการออกมาขับเคลื่อน ทำให้ผู้คนได้รู้ได้เห็นภาพชัดมากขึ้นถึงขบวนการการขับเคลื่อนล้มล้างรัฐบาล ที่มีเวทีพันธมิตรฯ เป็นฉากหน้า
ความสัมพันธ์แรกที่ไม่อาจปฏิเสธ คือการเป็นสามีที่แม้จะไม่ได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่สังคมก็รับรู้ถึงการอยู่กินกันมาอย่างยาวนาน กับ คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช และรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์หลายสมัย
เป็นการคอนเฟิร์มถึงบทบาทและท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีคนสงสัยมาอย่างต่อเนื่อง
ความสัมพันธ์ต่อมา การที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เลือกเสนอความคิดความเห็นผ่านเวทีพันธมิตรฯ ที่รู้กันดีว่ามีเจตนาล้มล้างรัฐบาล นั่นหมายถึงความคิดอ่านที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือพูด
ง่ายๆ ว่ามีความเป็นพวกเดียวกัน
ทั้งยังเป็นเรื่องน่าตลกที่นายทหารยศพลเอก อัตราจอมพล ต้องทำหนังสือขออนุญาตแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 6 คน เพื่อขอออกมาระบายความเห็นเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร
แต่ขณะเดียวกันทั้งที่กินเงินเดือนข้าราชการจากภาษีประชาชน กลับไม่เสนอความเห็นเป็นขั้นเป็นตอนให้กับรัฐบาล เพื่อประกอบการทำงานบ้านเมือง ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน
ซึ่งหาก พล.อ.ปฐมพงษ์ ไม่เชื่อมั่น ไม่ศรัทธาในระบบ ไม่เห็นคล้องกับการทำงานที่ต้องมีลำดับชั้นการบังคับบัญชา ที่นายทหารทั้งหลายยึดถือกันแน่นหนา ก็สมควรเอาตัวเองออกไปจากระบบ ไปเคลื่อนไหวในวิถีที่ตัวเองเชื่อมั่น
ส่วนอีกความสัมพันธ์หนึ่ง ก็คือการมีหนังสือขอเคลื่อนไหวเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะประธานองคมนตรี ที่มีการเกษียนหนังสือกลับมาว่า “เป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินอย่างหนึ่ง”
การกระทำดังกล่าวย่อมบอกเล่าชัดเจนว่าคนทั้งคู่มีความสัมพันธ์กัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะจดหมายของ พล.อ.ปฐมพงษ์ ขอคำปรึกษาไปถึงประธานองคมนตรี ทั้งที่องคมนตรีนั้นมีหน้าที่ถวายคำปรึกษาพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
หากจะเป็นการกระทำที่คำนึงถึงความรู้ในกาลเทศะ ก็สมควรที่จะหารือและตอบรับกันอย่างเป็นส่วนตัว มิใช่โดยตำแหน่งและเอกสารทางราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นประเด็นที่อยู่นอกเหนือการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะข้าราชการ
และที่สำคัญเรื่องราวทั้งหมดยังเป็นการบอกเล่าถึงความเชื่อมโยงของคนกลุ่มหนึ่ง ที่อย่างน้อยก็มี พล.อ.ปฐมพงษ์ เป็นเบื้องต้น และมีตัวละครอื่นๆ ประกอบเข้าด้วยกันทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และมีพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสมือนเป็นหนึ่งใจเดียวกัน
ทั้งยังรวมถึง นายคำนูณ สิทธิสมาน ที่ใช้ตำแหน่ง ส.ว.(ลากตั้ง) ไปประกันตัว สนธิ ลิ้มทองกุล ก็ยังเป็นการบอกเล่าถึงความเชื่อมโยงถึง ส.ว. ที่มาโดยกรรมการสรรหา 7 คนในยุคปฏิวัติรัฐประหาร
เป็นการบอกเล่าว่าเครือข่ายเผด็จการยังคงแทรกซึมอยู่ทุกหลืบมุมของบ้านเมือง โดยมีพันธมิตรฯ เป็นหน่วยกล้าตาย และมีหน่วยสนับสนุนปะปนอยู่ในที่ต่างๆ
รวมทั้งมี รธน.50 เป็นเครื่องมืออันสำคัญในการทำลายล้างรัฐบาล และสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับการบริหารบ้านเมือง...!!
บิ๊กโบ๊ต
สตช.จี้"สนธิ" กระทำผิดซ้ำ ถอนประกันแน่
พล.ต.ท.วัชรพล ประสารราชกิจ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก ตร. กล่าวถึงเรื่องการให้ประกันตัวนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า เป็นอำนาจของตำรวจนครบาล ซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจโดยตรงตามขั้นตอนทางกฎหมาย เนื่องจากนายสนธิ แสดงตนเองด้วยการมอบตัวไม่ได้หลบหนี
จากกรณีมีการยื่นข้อเสนอต่อรองในการประตัวหรือไม่ โฆษก ตร. กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่ามีหรือไม่ แต่การให้ประกันเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่แสดงเจตนาไม่หลบหนีเข้ามอบตัว และยืนยันว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับมวลชนที่มาชุมนุมรอบ บช.น.เมื่อวานนี้ เพราะเจ้าหน้าที่จะทำอะไรต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่าเป็นไปตามครรลองที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในภาวะที่สังคมสนใจ หากตำรวจทำไม่ถูกก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่หากนายสนธิกระทำผิดซ้ำจะอาจถูกถอนประกันได้
