WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 29, 2008

จนท. ผู้ต้องหา เหยื่อ พยาน?

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

มุมมองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมไทยและสากล

ในงานสัมมนาโครงการส่งเสริมและพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2551 ณ โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชน แก่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมของกระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับหลักสิทธิมนุษยชนที่เป็นมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลของสหประชาชาติ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยไม่เกิดการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน จากกระบวนการสอบสวนเพื่อค้นหาความจริง

ดร.คณิต ณ นคร ประธานกรรมการการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวในการบรรยายเรื่อง “สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม” โดยระบุว่า กระบวนการยุติธรรมไทยได้พัฒนามาจากระบบไต่สวนที่ไม่แยกอำนาจหน้าที่การ สอบสวนฟ้องร้อง กับการพิจารณา พิพากษา ออกจากกัน การตรวจสอบความจริงในระบบไต่สวนจึงมีชั้นเดียว คือ การตรวจสอบโดยศาล ในระบบไต่สวน “ผู้ถูกกล่าวหา” เป็น “กรรมในคดี” จึงขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่ซึ่งเป็นระบบกล่าวหา ได้แยกอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบความจริงออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ การตรวจสอบความจริงในชั้นเจ้าพนักงาน และการตรวจสอบความจริงในชั้นศาล

โดยกฎหมายได้กำหนดให้ผู้ต้องหามีสิทธิต่างๆ ในการต่อสู้ทางคดี ซึ่งสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ วิธีพิจารณาคดีอาญาที่ดีต้องมีความเป็นเสรีนิยม มีความเป็นประชาธิปไตย และเป็นการกระทำเพื่อสังคม ให้สังคมได้รับรู้ ตระหนัก และเห็นว่ากระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ถูกต้อง อีกทั้งนัยที่สำคัญในตัวกฎหมายประกอบด้วย 2 หลักสำคัญ คือ เป็นกฎหมายที่รักษาความสงบเรียบร้อย และเป็นกฎหมายที่เป็นการคุ้มครองสิทธิ ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนก็จะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะการตรวจสอบความจริงที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนในชั้นเจ้าพนักงาน จึงต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาเสมอ ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่า การกระทำดังกล่าวนั้นเป็นความผิดอาญาหรือไม่ และเป็นความผิดฐานใด พนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวง เพื่อยืนยันการกระทำนั้นต่อศาล

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ บทบาทการตรวจสอบใน การออกหมายค้น และการขอหมายจับของศาล ซึ่งเป็นการพิจารณาตามหลักเกณฑ์และความจำเป็นของการขอออกหมายค้น หมายจับ ยังไม่แสดงถึงความเป็นเสรีนิยมในด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเท่าที่ควร และหลายส่วนก็ยังไม่เป็นไปตามกฎหมายเท่าที่ควร อย่างเรื่องของการขอหมายค้น หมายจับ รวมทั้งความสมบูรณ์ของการแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งยังไม่สมบูรณ์นัก การแจ้งข้อกล่าวหาที่สมบูรณ์จะต้องแจ้งว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาคืออะไร และผิดกฎหมายอย่างไร

ตรงจุดนี้ควรพัฒนาเรื่องการเคารพสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาให้มากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้อาชีพนายประกันและบริษัทประกันเสรีภาพที่เข้ามาหากินในขั้นตอนการขอประกันตัวของผู้ต้องหา ได้ผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลจากการประกันเสรีภาพ ซึ่งระบบอยางนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เป็นการซ้ำเติมผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นประชาชนยากจน กระทรวงยุติธรรมจึงต้องเข้าไปดูแลแก้ไข

“ตามกฎหมายกระบวนการยุติธรรมไทยในปัจจุบันสามารถคุ้มครองสิทธิมนุษยชนดีพอสมควร แต่ทางปฏิบัติยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนบ่อยครั้ง การปฏิรูปกฎหมายต้องทำพร้อมกัน 3 อย่าง คือ ปฏิรูปตัวบทกฎหมาย ปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย และปฏิรูปความคิดของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ผมคิดว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษหน่วยงานใหม่ เป็นมิติใหม่ของสังคมไทย ที่จะปฏิรูปความคิดของคนในองค์กรได้ และจะทำให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนได้” ดร.คณิต กล่าว

Mr.Homayoun Alizadeh Regional Representative, Office of High Commissioner for Human Rights : OHCHR บรรยายเรื่อง “Human Rights : The Road to Justice” โดยกล่าวว่า ในการทำให้เกิดการเคารพสิทธิมนุษยชนดำเนินไปได้ด้วยดี จะต้องคำนึงถึงคนยากจน และผู้ทุพพลภาพ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มักจะถูกละเลย

ฉะนั้นจะต้องมีกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีกฎเกณฑ์เพื่อการดำเนินการ และมีแนวทางที่ละเอียดที่จะดำเนินไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่ถ่องแท้ ดังนั้นการสร้างสังคมยุติธรรมคนในสังคมนั้นจะต้องมีสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียมกันทุกคน
Dr.Friedrich Hamburger Ambassador Head of Delegation, EU Delegation บรรยายเรื่อง “The Role of international Cooperation to Promoting and Protecting Human Rights” โดยกล่าวว่า ตนได้ยินบ่อยครั้งเรื่องการที่ผู้ต้องหาหรือผู้เกี่ยวข้องในคดีไม่ได้รับการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเหมาะสม และเข้าใจว่าวัฒนธรรมความเชื่อที่แตกต่างกันของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลกระทบกับเรื่องนี้โดยเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งตนเชื่อว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้กำลังปรับตัวให้สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ซึ่งปัจจุบันสมาชิกสหภาพยุโรปและอื่นๆ ราว 110 ประเทศ ได้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว และในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปยังได้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อปรับปรุงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศสมาชิกให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งใน ปี 2006 ได้มีกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไว้ว่า จะไม่มีการซื้อสินค้าจากประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือประเทศที่ยังมีการลงโทษประหารชีวิตอยู่ นอกจากนี้ ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้มีการกำหนดจุดยืนของตัวเองในเวทีระหว่างประเทศไว้ โดยมีเป้าหมายในการพยายามคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้วย

นายชัชชม อรรฆภิญญ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ รักษาการอัยการพิเศษ ฝ่ายกิจการต่างประเทศ สำนักงานต่างประเทศ สำนักอัยการสูงสุด กล่าวว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นได้มากที่สุดในคดีอาญา ทั้งนี้เนื่องจากการรับโทษในคดีอาญาของผู้ต้องหาแต่ละประเภทล้วนกระทบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นปรับ ยึดทรัพย์ จำคุก ประหารชีวิต นอกจากนั้นระหว่างการดำเนินคดีก็คล้ายกับว่าเจ้าพนักงานจะมีดาบอาญาสิทธิ์ที่จะไปจับกุม หรือถามคำถามที่ปกติจะไม่สามารถถามคนอื่นได้เลย แต่เมื่อสวมบทพนักงานสอบสวนแล้วเขาสามารถถามคำถามเหล่านั้นได้ จึงเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นได้

ดังนั้น การคุ้มครองสิทธิกับการดำเนินคดีสามารถทำควบคู่กันได้ แต่ต้องถามก่อนว่า การคุ้มครองสิทธินั้นสิทธิของใคร เพื่ออะไร และทำอย่างไร และต้องคำนึงว่าผู้ที่จะต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิคือผู้ต้องหา ผู้เสียหาย หรือเหยื่อ และพยาน การคุ้มครองสิทธินั้นเป็นไปเพื่อค้นหา “ความจริง” ซึ่งจะเป็นเกราะปกป้องทั้ง 3 ฝ่าย ในกระบวนการค้นหาความจริงของกระบวนการยุติธรรม

สำหรับบทบาทอัยการกับการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการค้นหาความจริง ทั้งในคดีอาญา คดีแพ่ง และคดีปกครองนั้น อัยการมีบทบาทเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสิ้น รวมทั้งในส่วนคดีอาญาพิเศษ ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในเรื่องการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 (5) และยังมีกฎหมายอื่นๆ ที่กล่าวถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลอื่นไว้

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)



แก๊งไม้จิ้มฟัน กับต้นทุนทางสังคมที่สุดเสื่อม

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนมีภาวะเสื่อมถอยของสิ่งที่เรียกว่า “สังขาร” ยิ่งเกิดมานานก็ยิ่งเข้าใกล้ แก่ เจ็บ และตาย เป็นธรรมดาโลก

จะมีก็แต่ “ประสบการณ์” ที่ยิ่งผ่านหลายฝนก็ยิ่งสั่งสมพอกพูนเป็นสิ่งที่แก่กล้า แข็งแรงสวนทางภาวะถอยหลังของร่างกาย

ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เปรียบคนที่เป็น “ผู้หลักผู้ใหญ่” ว่าเป็นดัง “ไม้ยืนต้น” แผ่กิ่ง ก้าน ใบ ให้คนรุ่นหลังได้พึ่งพิงอาศัย

นึกชื่อ “ผู้หลักผู้ใหญ่” ของบ้านเมืองนี้ ก็มีไม่กี่สิบคน เช่น ชื่อของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายอานันท์ ปันยารชุน นพ.ประเวศ วะสี ฯลฯ เหล่านี้ล้วนขึ้นทำเนียบ “ไม้ยืนต้น” กันได้แล้วทั้งนั้น พูดจาอะไรแต่ละคำ สังคมก็ต้องหยุดฟัง สื่อมวลชนต้องให้พื้นที่

แต่พูดแล้ว ฟังแล้ว จะมีคนเห็นดีเห็นงามด้วยสักแค่ไหน...ก็อีกเรื่อง

ระยะหลัง 2-3 ปี นอกจากไม่ค่อยมีคนเห็นดี ยังร่ำๆ จะกลายเป็นร้าย

“ส่วนรวม” ไม่ได้ประโยชน์อะไร และคนพูดก็กลายเป็นความขายหน้าว่า ไม้ใหญ่เป็นได้แค่ท่อนไม้ผุๆ ติดตลิ่ง

สำหรับ “ป๋า” แทบไม่ต้องพูดถึง เพราะหลังจากแนวร่วมด้วยกันเองอย่าง “สุริยะใส กตะศิลา” หลุดปากโพล่งออกมาว่า อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

หอก ดาบ กระถาง รองเท้า ฯลฯ ก็ปลิวว่อนใส่ไม้ใหญ่ต้นนี้ชนิดไม่มีเหลือความเคารพ

ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่เคารพยำเกรงระบบอาวุโส แต่ในแง่ระบอบการปกครอง ก็มีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เมื่อใครก็ตามมีพฤติกรรมทำลายระบอบประชาธิปไตย ก็เป็นอันลืมได้เลยว่าจะมีความอาวุโสเป็นเกราะกำบัง

ปรากฏการณ์ไม่เห็นแก่หัวหงอกหัวดำจึงเกิดขึ้นไปทั่วในขณะนั้น

เช่นเดียวกันกับแก๊งไม้ยืนต้นระดับแนวหน้าของประเทศไทยอีกไม่ต่ำกว่าสิบ...จากไม้ใหญ่กลายเป็นได้เพียง “ไม้แคะฟัน” ก็เพราะหลังรัฐประหาร 19 กันยายน กันแทบทั้งสิ้น

พวกที่ยังยกมือไหว้กันได้ ก็พวกลัทธิเทวดาที่เห็นตัวเองสูงส่งกว่าชาวบ้านเหมือนกัน จึงยังนับเป็นพวกเดียวกันได้ แต่สำหรับฝ่าย “ประชาธิปไตย” จะมีใครกล้ายกมือว่าเป็นพวกเดียวกับคนอย่าง อานันท์ ประเวศ ธีรยุทธ ฯลฯ บ้าง

ออกมาพูดจากี่ครั้ง ก็ยังย้ำคิดอยู่แต่ว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นความเลวร้าย จิกกัดคนที่เคารพประชาธิปไตยเสียงข้างมากว่าเป็นพวกยึดติด “รูปแบบ”

ทั้งที่ “รูปแบบ” ก็เป็นสิ่งสะท้อน “เนื้อหา” ถ้าเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตยเสียแล้ว รูปแบบจะเป็นประชาธิปไตยอย่างไรได้

หรือต้องให้เป็นรูปแบบสรรหาอย่าง “การเมืองใหม่” คนอย่างนายอานันท์ หรือใครต่อใครในบรรทัดเดียวกัน จึงจะให้การยอมรับ

ในแง่นี้ กลุ่มก๊วนอย่าง “พันธมาร” ก็อาจยังน่านับถือมากกว่าที่กล้าแสนอ “รูปแบบ” ของตัวเอง ให้สังคมมองเห็นกันไปเลยว่า นี่เป็นการโต้แย้งของฝ่ายประชาธิปไตยกับอำมาตยาธิปไตย

ต่างจากแก๊งไม้จิ้มฟัน ที่อาศัยความอาวุโสและต้นทุนทางสังคมแต่ก่อนเก่ามาเป็นทุนรอนให้พูดอะไรได้นานสองนาน โดยรับประกันได้ว่าพรุ่งนี้ก็จะมีพื้นที่ในข่าว

ถ้าไม่เรียกว่ากินบุญเก่า ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร เพราะที่คนส่วนหนึ่งยังอุตส่าห์ให้ความสนใจ ก็มาจาก “ชื่อ” ทั้งนั้น แต่อ่านไปหลายบรรทัดก็พบว่า เนื้อหาล้วนวนเวียนอยู่ที่เดิม

19 กันยายน ไม่มีคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างไร จนบัดนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น

ถ้าอยากเห็นบ้านเมืองมีทางออกร่วมกันอย่างถูกต้องเที่ยงธรรมจริง แล้วหดหัวไปไหนในวันที่แก๊งข้างถนนก่อเหตุป่วนให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ

หรือเพราะตัวเองก็ผูกติดอยู่กับแก๊งพาลและมาร อย่างยากจะแยกออกจากกัน

ใครที่ยังชอบตื่นเต้นในสิ่งที่คนอย่างประเวศ อานันท์ ธีรยุทธ ฯลฯ ออกมาพูด น่าจะได้ทบทวนสติปัญญาของตัวเองให้มากหน่อย หรืออย่างน้อยก็ตอบตัวเองให้ได้ว่า กล้ายอมรับหรือเปล่าว่าตัวเองไม่ยอมรับประชาธิปไตย ไม่ยอมรับระบอบที่ให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน

เพราะพื้นฐานความคิดของคนเหล่านั้น จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ล้วนอยู่บนฐานที่ว่า ไม่มีใครรู้ดีกว่าตัวเองทั้งสิ้น ชาวบ้านที่เลือกตั้งรัฐบาลเข้ามาก็เป็นได้แค่วัวแค่ควาย ที่เลือกรัฐบาลโจรเข้ามาสร้างปัญหาให้ประเทศ คนเหล่านี้จึงเห็นว่ามีแต่รัฐบาลที่เป็นปัญหา แต่แก๊งข้างถนนอย่างพันธมาร หรือพวกที่ชอบอ้างคำว่าภาคประชาชน ทั้งที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชน...ยังไม่ใช่

เพราะคิดและเชื่อกันอย่างนี้ พูดกี่ทีๆ จึงไม่เคยมีอะไรสร้างสรรค์

เป็นไม้จิ้มฟันที่ทิ่มแทงเหงือกให้เลือดไหลซิบเท่านั้นเอง



ถึงเวลา...ปฏิรูปกฎหมาย?

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมของไทย ยังเป็นเรื่องที่ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แม้จะเชื่อมั่นกันว่า กฎหมายกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบัน สามารถคุ้มครองสิทธิมนุษยชนดีพอสมควร แต่ในทางปฏิบัติยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนบ่อยครั้ง

ดังนั้น การปฏิรูปกฎหมายจึงจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ทั้งการปฏิรูปตัวบทกฎหมาย ปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย และปฏิรูปความคิดของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม

ดร.คณิต ณ นคร ประธานกรรมการการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวในการบรรยายเรื่อง “สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม” ในงานส่งเสริมและพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทย โดยระบุว่า

“ยุคเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมไทย ได้พัฒนามาจากระบบไต่สวนที่ไม่แยกอำนาจหน้าที่การสอบสวนฟ้องร้องกับการพิจารณาพิพากษาออกจากกัน การตรวจสอบความจริงในระบบไต่สวนจึงมีชั้นเดียว คือ การตรวจสอบโดยศาล ในระบบไต่สวน “ผู้ถูกกล่าวหา” เป็น “กรรมในคดี” จึงขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน

ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่ ซึ่งเป็นระบบกล่าวหา ได้แยกอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบความจริงออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ การตรวจสอบความจริงในชั้นเจ้าพนักงาน และการตรวจสอบความจริงในชั้นศาล โดยกฎหมายได้กำหนดให้ผู้ต้องหามีสิทธิต่างๆ ในการต่อสู้ทางคดี ซึ่งสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ วิธีพิจารณาคดีอาญาที่ดีต้องตามตำรานั้นได้กล่าวไว้ว่า ต้องมี 3 ส่วน คือ ต้องมีความเป็นเสรีนิยม พูดถึงการคุ้มครองสิทธิ มีความเป็นประชาธิปไตย ยกตัวอย่างเช่น การที่จะพิจารณาพิพากษาต้องกระทำโดยเปิดเผย และเป็นการกระทำเพื่อสังคม ให้สังคมได้รับรู้ ตระหนัก และเห็นว่ากระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ถูกต้อง

อีกทั้งนัยที่สำคัญในตัวกฎหมายประกอบด้วย 2 ประการ คือ ประการแรก เป็นกฎหมายที่รักษาความสงบเรียบร้อย ประการที่สอง เป็นกฎหมายที่เป็นการคุ้มครองสิทธิ เป็นกฎหมายที่ดูแลให้เกิดความถูกต้อง และเป็นกฎหมายที่วางกรอบการใช้อำนาจ ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนก็จะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะการตรวจสอบความจริงที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนในชั้นเจ้าพนักงานนั้นมีความสำคัญสูงสุด จึงต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาเสมอ

ขั้นตอนของการตรวจสอบชั้นเจ้าพนักงาน ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นความผิดอาญาหรือไม่ และเป็นความผิดฐานใด และเมื่อเห็นว่าเป็นความผิดอาญาแล้ว จึงเริ่มขั้นตอนพนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยาน หลักฐานทั้งปวง เพื่อยืนยันการกระทำนั้นต่อศาล ไม่ใช่เริ่มนำตัวมาจับขังไว้ แต่ต้องเริ่มจากการตรวจสอบความจริง และมีการรวบรวมหลักฐานเพื่อระบุว่าผิดจริงจึงสามารถนำตัวมาได้ และมีการใช้มาตรการบังคับเพื่อการรวบรวมพยานหลักฐาน เช่น การค้นตัว จริงๆ จะต้องกระทำเมื่อถึงคราวจำเป็นและทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ บทบาทการตรวจสอบในการออกหมายค้นและการขอหมายจับของศาล ในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งเป็นการพิจารณาตามหลักเกณฑ์และความจำเป็นของการขอออกหมายค้น หมายจับ ยังไม่แสดงถึงความเป็นเสรีนิยมในด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเท่าที่ควร และหลายส่วนก็ยังไม่เป็นไปตามกฎหมายเท่าที่ควร อย่างเรื่องของการขอหมายค้น หมายจับ รวมทั้งความสมบูรณ์ของการแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งยังไม่สมบูรณ์นัก การแจ้งข้อกล่าวหาที่สมบูรณ์จะต้องแจ้งว่าการกระทำของเขาคืออะไร และผิดกฎหมายอย่างไร

ด้านการรวบรวมพยานหลักฐานเสียก่อน และการที่จะดึงตัวเพื่อจะมีจุดมุ่งหมายไว้พิจารณาคือ ประการแรก เพื่อให้การสอบสวนดำเนินไปได้โดยเรียบร้อย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าไม่ได้สอบปากคำผู้ต้องหาก็จะไม่สามารถฟ้องได้ ประการที่สอง จำเป็นที่จะต้องคุมตัวไว้ แต่เมื่อสอบปากคำแล้วเท่านั้น

ซึ่งการที่คุมตัวไว้นั้นจำเป็นหรือไม่ จะต้องตอบคำถามได้ว่าทำไมถึงต้องจำเป็น เช่น การฟ้องจำเป็นที่ต้องมีตัวผู้ต้องหา หรือการพิจารณาคดีก็จำเป็นที่จะต้องมีตัวผู้ต้องหาเช่นกัน

เพราะฉะนั้นในชั้นเจ้าพนักงานมี 2 เรื่องที่จะต้องพิจารณาให้ดี ซึ่งถ้าไม่มี 2 อย่างนี้แล้วโดยหลักการจะคุมตัวบุคคลไว้ไม่ได้ กระบวนการเอาตัวบุคคลไว้ใต้อำนาจรัฐมันเป็นกระบวนการเดียว นั่นหมายถึงว่า การออกหมายจับหรือการจับตัว การควบคุมขัง ทุกอย่างนี้คือเรื่องเดียวกัน ที่มีเป้าหมายเดียวกัน

ตรงจุดนี้เราควรพัฒนาเรื่องการเคารพสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาให้มากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้อาชีพนายประกันและบริษัทประกันเสรีภาพที่เข้ามาหากินในขั้นตอนการขอประกันตัวของผู้ต้องหา และได้ผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลจากการประกันเสรีภาพ ซึ่งระบบอยางนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ซึ่งถ้าหากว่าปฏิบัติถูกต้องตามขั้นตอนแล้ว สิ่งเหล่านี้จะถูกกำจัดออกไปจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้ถูกซ้ำเติมซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นประชาชนยากจน กระทรวงยุติธรรมจึงต้องเข้าไปดูแลแก้ไข

ด้านการพิจารณาถึงความจำเป็นลำดับต้น ที่จะพิจารณาดึงตัวบุคคลไว้ภายใต้อำนาจรัฐนั้นคือ มีการหลบหนีและการยุ่งเหยิงในพยานหลักฐาน หรืออย่างเช่น ถ้าปล่อยตัวไปจะกลับไปกระทำผิดซ้ำ อย่างนี้เป็นต้น ในส่วนของการกระทำผิดร้ายแรงนั้น เป็นประเด็นรองที่ใช้ในการพิจารณา เช่น การกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่น ก็สามารถที่จะยอมให้ประกันปล่อยตัวออกไปได้ ถ้าผู้นั้นไม่มีท่าทีที่จะแสดงการหลบหนีหรือยุ่งเหยิงเกี่ยวกับคดี

แต่ว่ามักมีความเข้าใจผิดกันมากว่า ความผิดร้ายแรงเป็นสาเหตุที่เพียงพอในการคุมตัวบุคคล แต่จริงๆ แล้วควรที่จะมีการพิจารณาในหลายด้าน เพราะถ้าให้มีความเสรีนิยมแล้วนั้น ต้องมีองค์ประกอบให้ครบในหลายด้าน

กรณีเรื่องการแจ้งข้อหานั้น แม้จะมีการแก้ไขไปแล้ว แต่ความจริงนั้นยังไม่ถือว่าสมบูรณ์ ซึ่งกฎหมายกล่าวว่า ให้แจ้งการกระทำที่ผู้ต้องหากระทำผิดแล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ

ในส่วนของการเรียกตัวผู้ถูกกล่าวหานั้น ต้องพิจารณาจากความจำเป็นอย่างไร ความจำเป็นนั้นคือ เพื่อต้องการจะสอบปากคำหรือว่ามีทีท่าว่าจะหลบหนี ซึ่งมีการหยิบยกประเด็นนี้มาเป็นที่กล่าวถึงบ่อยมากในช่วงนี้ ดังนั้นจึงต้องมีหน้าที่ที่จะมีการสร้างมาตรฐานที่ดีให้เกิดขึ้น

ต่อมานั้นคือ การขอหมายจับก็ต้องเกิดในความจำเป็นที่จะเกิดขึ้นนั้นจากที่มีการกล่าวไว้ก่อนหน้าคือ หลบหนี ยุ่งเหยิงกับคดี หรือว่ามีการกระทำผิดซ้ำ แต่กฎหมายในบ้านเรานั้นพิจารณาจากโทษร้ายแรง นั่นคือ โทษเกิน 3 ปี

ซึ่งตรงนี้นั้นเกิดจากความบกพร่องในข้อกฎหมาย การขอหมายจับในต่างประเทศนั้น จะต้องผ่านพนักงานอัยการ แต่ว่าตามกฎหมายของบ้านเรานั้นไม่จำเป็น สาเหตุที่ต้องมีการผ่านขั้นตอนอัยการก่อนนั้น เพื่อที่จะต้องตรวจสอบโดยชั้นหนึ่งก่อนว่ามีความผิดจริงหรือเปล่า มีเหตุจำเป็นอย่างไร เมื่อผ่านความเห็นของอัยการแล้ว จึงส่งต่อให้กับทางศาลแต่นั้น ไม่ได้หมายความว่าเมื่อศาลได้รับเรื่องแล้วศาลจะต้องอนุญาตโดยทันที แต่ศาลจะต้องนำมาเพื่อพิจารณาอีกขั้นตอนโดยละเอียดรอบคอบ

เพราะฉะนั้นปัญหาในการกระทบกระทั่งสิทธจึงเกิดได้ยาก แต่ว่าในขั้นตอนของกฎหมายไทยนั้นสามารถเกิดได้

ดังนั้น การขอหมายจับในกฎหมายไทยนั้นยังไม่เป็นไปตามกฎหมายเท่าที่ควร ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว ภารกิจของผู้พิพากษาจะต้องเป็นบุคคลที่ถือครองความยุติธรรมซึ่งต้องมีความเป็นเสรีนิยมสูงสุด เพราะฉะนั้นในการตรวจสอบการออกหมายจับของศาลนั้น คิดว่ายังขาดความมีเสรีนิยมแสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในบทบาทที่ตัวเองซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิ

ในด้านการตรวจสอบในชั้นศาล การฟ้องคดีนั้นคือ การยืนยันการกระทำ การยืนยันข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวน แต่จริงๆ แล้วการฟ้องคดีของอัยการนั้นก็ยังไม่ถือว่าถูกต้องตามหลักกฎหมาย ในเรื่องของการบรรยายฟ้องต้องบรรยายการกระทำ ซึ่งการกระทำนั้นเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องใช้ในการพิจารณา แต่ของบ้านเรานั้นทำเพียงแค่ให้ครบองค์ประกอบของกฎหมาย

ซึ่งเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามหลักของกฎหมาย ซึ่งหากเราพิจารณาในมาตรา 158 การฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำ แต่ของเรานั้นไม่มีการกระทำใดๆ เลย แม้ว่าพนักงานอัยการจะเห็นผู้ต้องหานี้กระทำโดยป้องกันตนเอง แต่ไม่มีข้อเท็จจริงอะไรเลย ซึ่งไปฟ้องจำเลยว่าฆ่าคนตายนั้นเพราะว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ แต่หากศาลเห็นว่าไม่ได้เป็นกระทำที่เกินกว่าเหตุ จะสามารถทำการตรวจสอบได้

แต่การทำงานบ้านเราโดยการทำงานของอัยการนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้เลย และถ้าหากการตรวจสอบความจริงเจ้าพนักงานมีความเกินภาวะวิสัยที่ได้กล่าวเอาไว้นั้น แล้วการฟ้องของอัยการถูกกฎหมายนั่นเท่ากับว่าได้คุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาที่ดี และถูกต้อง

ซึ่งในความคิดเห็นว่า หากขั้นตอนในการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์แล้วนั้น จะไม่มีโอกาสที่จะถูกยกฟ้องได้เลย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีการลงโทษได้ถึง 99.61 เปอร์เซ็นต์ แต่ของประเทศไทยเรา ถ้าหากว่าจำเลยปฏิเสธนั้นประกันตัวได้ หรืออาจจะ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเนื่องจากกระบวนการตรวจสอบของเรานั้นยังไม่ดีพอ จึงส่งผลไปถึงศาล

เพราะฉะนั้น สิทธิของผู้ถูกกล่าวนั้นต้องให้ความสำคัญในการดำเนินคดี ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐก็ตาม ควรใช้เท่าที่จำเป็นและตามสมควร สิทธินั้นแบ่งออกได้เป็น 2 หลัก นั่นคือ สิทธิในการกระทำ เช่น มีสิทธิในการให้การ สิทธิในการตั้งทนายซึ่งผู้ต้องหานั้นมีสิทธิที่จะไม่ให้การได้ จะบังคับก็ไม่ได้ ซึ่งกฎหมายมีเขียนไว้ทั้งหมด แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นตามนั้น ดังนั้นสิทธิในการอยู่เฉยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งมีระบุไว้ชัดเจนว่าไม่ให้กระทำการใดที่กระทบต่อเสรีภาพผู้ต้องหา

อีกประการต่อมานั้นสำคัญอย่างยิ่ง ที่อยากจะฝากถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นั่นคือ สิทธิในการตั้งทนายของประเทศไทยนั้นยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ซึ่งกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้พิการทางสายตา หรือมีปัญหาในการได้ยิน ซึ่งบ้านเรายังไม่มีทนายให้นั้น ความจริงมันจำเป็นอย่างมาก

โดยสรุปว่า ตามกฎหมายกระบวนการยุติธรรมไทยในปัจจุบัน สามารถคุ้มครองสิทธิมนุษยชนดีพอสมควร แต่ทางปฏิบัติยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนบ่อยครั้ง การปฏิรูปกฎหมายต้องทำพร้อมกัน 3 อย่าง คือ ปฏิรูปตัวบทกฎหมาย ปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย และปฏิรูปความคิดของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม

ผมคิดว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ หน่วยงานใหม่ เป็นมิติใหม่ของสังคมไทย ที่จะปฏิรูปความคิดของคนในองค์กรได้ และจะทำให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนได้”


‘ทักษิณ’ วอนคนไทยปรองดองเพื่อในหลวง

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

ท่ามกลางสถานการณ์การเผชิญหน้าของคนในสังคมไทยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง หรือสถานการณ์การเผชิญหน้าระหว่างพรมแดนประเทศ ที่ถูกปลุกเร้ากระแสล้าหลังคลั่งชาติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกเผด็จการทำรัฐประหาร ได้เปิดเผยความในใจของเขา จากการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเนื่องในโอกาสครบรอบวันเกิด เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ต่อสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ ฝากความห่วงใยของเขาถึงประชาชนคนไทยดังนี้

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกับกลุ่มแฟนคลับที่ให้กำลังใจ พร้อมทั้งรับดอกไม้ของขวัญวันเกิดซึ่งตรงกับวันที่ 26 กรกฎาคม และได้ถ่ายรูปแจกลายเซ็นให้กับประชาชนเป็นเวลาประมาณ 30 นาที จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้คว้าโทรโข่ง (เครื่องขยายเสียงมือถือ) ของแกนนำแฟนคลับ กล่าวว่า ขอบคุณทุกคนที่แสดงความรักความห่วงใยแก่ตนมาตลอด โดยเฉพาะตอนที่ต้องไประหกระเหินอยู่ต่างประเทศ ก็ได้ช่วยกันส่งกำลังใจ และเรียกร้องต่อสู้กับเผด็จการเพื่อให้ตนได้กลับมา

อดีตนายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้แม้จะกลับมาแล้ว เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบ เนื่องจากความไม่เข้าใจกันในหมู่คนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครพึงปรารถนา จึงอยากให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ตนได้แต่เรียกร้องวิงวอน และพยายามไม่ไปยุ่งเกี่ยวอะไร เพราะอยากให้เหตุการณ์ทุกอย่างสงบและยุติโดยเร็ว แต่ถ้าต่างคนต่างกลั่นแกล้งทำร้ายกันและกัน คงยุติยาก หากทุกคนยังคิดว่าเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องรวมพลังกันไว้

ถ้านึกตรงนี้ก็ไม่ยากที่จะยุติปัญหา แต่ถ้าคิดว่าเป็นพวกกูพวกมึง ทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกัน มันก็ลำบาก หวังว่าสักวันคงคิดกันได้ว่า ทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน ดังนั้นตราบใดที่มีความรักความผูกพันและความเป็นไทยต่อกัน คิดว่าจะผ่านพ้นวันแห่งความวุ่นวายที่เป็นมาแล้ว 3 ปีได้ ความไม่สงบของบ้านเมืองที่เกิดขึ้น คนที่เดือดร้อนมากที่สุดคือคนไทยที่หาเช้ากินค่ำ คนยากจน ส่วนคนที่กินเงินเดือนคงเดือดร้อนไม่มากเท่า แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ประเทศชาติเสียหาย

"ผมอยากฝากว่า ผมเข้าวัดทำบุญ นั่งสมาธิ อโหสิกรรมทุกวัน กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ผู้จองเวรทั้งหลายตลอดเวลา ตัวผมนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่คือประเทศ อยากเห็นชีวิตคนไทยดีขึ้น หวังว่าคนไทยทุกคนจะให้อภัยกัน และนำความสันติกลับสู่ประเทศโดยเร็ว พวกเราเป็นผู้รักสันติ และอยู่ในกรอบตลอดเวลา แต่ขณะนี้บ้านเมืองเริ่มไม่มีกรอบกันมากขึ้น จึงอยากให้ทุกคนอดทนกันต่อไป สักวันสิ่งที่ดีย่อมชนะสิ่งที่ไม่ดี วันนี้เขาไม่เข้าใจเรา สักวันเขาจะเข้าใจเรา เมื่อเข้าใจเรา ก็จะรู้ว่ามันเสียหายไปเยอะแล้ว หวังว่าทุกคนจะอดทน และจะอยู่ในกรอบต่อไป" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนอยากเห็นความปรองดองของคนในชาติ ไม่อยากเห็นความขัดแย้งที่มีอยู่มากมายแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในวันนี้มันไม่ใช่สะเทือนขวัญคนไทยเท่านั้น แต่คนทั้งโลกที่เขาติดตามประเทศไทย ที่รักประเทศไทย ที่เคยมาเที่ยวมาลงทุนในประเทศไทย ต่างก็บอกว่าเขาอยากเห็นประเทศไทยสันติ และเป็นสยามเมืองยิ้ม เหมือนที่ไทยเคยได้รับการเรียกขานมานาน อยากให้สิ่งเหล่านั้นกลับคืนสู่ประเทศไทยโดยเร็ว

"วันนี้ผมขอให้ทุกฝ่ายได้รู้ว่า ผู้ที่ได้ทำอะไรไม่ดีต่อผม ผมก็ไม่ได้คิดที่จะไปล้างแค้นเจ็บใจอะไร แต่ตรงข้าม ก็คิดว่าคนเรามันมีอารมณ์ มีความรู้สึกกันได้ แต่อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพื่อให้ประเทศเข้าสู่ความปรองดอง ถวายพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 5 ธันวาคม ที่จะถึง และถวายพระราชินี ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ อยากให้ทุกคนได้ร่วมใจกันว่า ถ้าใครที่ว่ารักเจ้านายก็ต้องมาร่วมใจกันหันหน้าเข้าหากัน ให้ความปรองดองในชาติเกิดขึ้น" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ปะทะกับกลุ่มต่อต้าน โดยมีการใช้อาวุธทำให้เกิดความรุนแรง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนคิดว่าคนไทยด้วยกัน หันไปทางไหนก็คนไทยทั้งนั้น สู้เก็บแรงเก็บสมอง เก็บปัญญาคนไทยด้วยกัน เอาไว้ต่อสู้กับสิ่งที่มากระทบต่อประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ยังต้องต่อสู้อีกมาก เก็บพลังคนไทยไว้ดีกว่าที่จะห้ำหั่นฆ่าฟันกันเอง

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะต่างฝ่ายก็ทิฐิกันอยู่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า บางครั้งก็ถือทิฐิใส่กันมากเกินไป ปล่อยวางไม่ได้ ลองปล่อยวางและคิดว่าคนเราไม่มีใครอยู่ยงคงกระพัน ไม่ว่าจะเป็นอายุไข หรือตำแหน่ง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง หากเข้าใจคำนี้ก็ควรที่จะปล่อยวางแล้วหันหน้าเข้าหากันแบบคนไทยด้วยกันดีกว่า

เมื่อถามความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนใจเข้ามาทำงานการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่หรอก ใจจริงๆ แล้วตนอยากให้เสร็จเรื่องราวของตน แล้วก็อยากจะไปทำมาหากินอยู่ต่างประเทศ เมื่อถามว่าในตอนนี้มีความเป็นห่วงในเรื่องคดีหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ก็ทำไป ตนเป็นคนเคารพกติกา ก็อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายที่กลั่นแกล้งตนขอให้เคารพในกติกาด้วย ตนอยากให้ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และตอนนี้ก็ทำทีมฟุตบอลแมนฯ ซิตี้ ก็กำลังจะเปิดฤดูกาลแข่งขัน ซึ่งการจะขอออกไปต่างประเทศนั้นก็คงต้องดูภารกิจที่จะต้องไปดำเนินการ

เมื่อถามถึงกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร ที่ไทยยอมให้ขึ้นทะเบียนนั้น เพราะแลกกับการทำธุรกิจของตนเองนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวเลย ความจริงแล้วต้องอยู่กันด้วยเหตุผล อย่าอยู่กันแบบไม่มีเหตุผล ตนคิดว่าเมื่อทางรัฐบาลได้รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่แล้ว ก็คงจะเป็นคนที่แก้ปัญหานี้ได้ไม่ยาก เพราะความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นดีอยู่แล้ว

เมื่อถามว่ารัฐมนตรีที่จะเข้ามาแก้ปัญหาควรมีคุณสมบัติอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนคิดว่าคนที่ทางรัฐบาลจะเสนอออกมานั้นคงจะเป็นคนซึ่งพูดกับทุกฝ่ายได้ให้เข้าใจ ให้อยู่ด้วยเหตุและผล ไม่ให้อยู่ด้วยอารมณ์หรือความเป็นพวกพ้อง ตนอยากบอกว่า โดยทั่วโลกนั้น นโยบายต่างประเทศถือว่าเป็นเรื่องของประเทศ ไม่ใช่เป็นเรื่องของพวกหรือฝ่าย หรือพรรค เมื่อถามว่าห่วงสถานภาพของรัฐบาลในปัจจุบันอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า “ไม่หรอกครับ ทุกอย่างให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย”

ที่มาของข่าว www.thai-grassroot.com


ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา : บทเรียนคนปากไม่มีหูรูด

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ลักษณะเหมือน “เจ้าลัทธิ” ไปแล้วทุกวัน สำหรับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล

ภาพผู้ชุมนุมที่พากันร้องห่มร้องไห้เมื่อแกนนำของตัวเองถูกออกหมายจับ โทษฐานมีถ้อยคำปราศรัยที่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มันชวนให้สงสัยและขนลุกไปพร้อมๆ กันว่า พวกเขากำลังรู้สึกอะไร และนายสนธิเป็นใคร

ถ้ามั่นใจว่าไม่มีความผิด แล้วทำไมต้องตีบทโศกกันไปก่อน ราวกับจะไม่ได้เห็นหน้ากันอีกแล้วในโลกนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าลัทธิลิ้มออกอาการ “ปากพล่อย”

โทษผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการพูดจาพาดพิงใส่ร้ายผู้อื่น ก็มีติดตัวเป็นหางว่าว

แต่เพราะความสามารถในการเป่ากระหม่อมเสกคาถาหรืออย่างไรไม่ทราบได้ จึงยังมีผู้คนมากมายยินยอมพร้อมเคียงข้าง เพื่อสร้างความชอบธรรมและยิ่งใหญ่ให้อยู่เสมอ

และนั่นก็ยิ่งทำให้เหิมเกริม ไม่ติดหูรูดที่ปากอีกต่อไป

นึกอยากจะพูดโกหกตอแหลแค่ไหนก็พูดได้ อย่างไม่เกรงกลัวว่าจะเสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง

ก็ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ถึงขนาดมี “รถถัง” หนุนหลัง...แล้วยังจะกลัวอะไรอีก

โรคปากไม่มีหูรูดนี้ ยังเผื่อแผ่เจือจานไปถึงมือซ้ายมือขวารอบข้างอย่างทั่วถึงกัน และทำเป็นกระบวนการอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ออกอากาศทุกวันผ่านจานดาวเทียม

ใครคิดเห็นไม่เหมือนกับตัวเอง เป็นได้เข้าสู่ทำเนียบแห่งการบิดเบือนความจริงของนายลิ้ม ลูกน้องนายลิ้ม และสื่อนายลิ้มทั้งสิ้น

เป็นแค่คนสองคนยังพอเข้าใจ แต่เป็นกันทีละมากๆ และหลายคนยังดูเหมือนจะฉลาด คิดไตร่ตรองเองได้

แต่ก็ไม่รู้ทำไม พร้อมใจกันหน้ามืดตามัว เดินหลงเข้าสู่กระบวนการนี้กันหมด

อาการผยอง ลำพอง จนคิดว่าจะสั่งประเทศไทยซ้ายหันขวาหันได้ดังใจนี้ ปรากฏออกมาให้เห็นโดยตลอดและต่อเนื่อง

ถึงกับขนาดจะสั่ง “กองทัพ” ให้ทำรัฐประหาร...ก็ผ่านมาแล้ว

ล่าสุด กล้าแม้กระทั่งเอาคำพูดที่ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจว่า “หมิ่นเหม่” มาประกาศซ้ำปาวๆ อยู่บนเวทีของตัวเอง

งานนี้จะอ้างว่าเป็นปากคนอื่นพูด ก็อ้างไม่ขึ้นเสียแล้ว

เหตุเดียวที่ตัวเองไม่ยั้งคิด ไม่เกรงกลัวความผิด ก็เพราะหลงคิดไปว่า ตัวเองเป็นเจ้าของประเทศนี้ นึกจะพูดอะไรก็พูดได้

พูดพล่อยมาตั้งไม่รู้เท่าไร ยังรอดมาได้จนป่านนี้

เพียงแต่หนนี้ไม่มีโอกาสให้ปากมากได้อีก เมื่อปากที่หนึ่งโดนดำเนินคดี ปากที่สองอย่างนายสนธิก็จำต้องโดนด้วย ไม่อาจทำสองมาตรฐาน

ก็ได้แต่หวังว่าเจ้าพนักงานจะไม่สองมาตรฐานจริงเหมือนดังที่กล่าวออกมา

เพราะเบื้องต้น แม้แต่กระบวนการพาตัวมาที่โรงพัก หรือกระทั่งการยินยอมให้ประกันตัว ก็ทำประชาชนจำนวนมากไม่ค่อยสบายใจแล้วว่า มาตรฐานจะไม่เท่ากัน

นอกจากคดีสำคัญนี้แล้ว นายสนธิก็ยังพาดพิงอย่างไร้นำหนัก ไร้ความรับผิดชอบ ไปยังอดีตนักการเมืองบางคนด้วยอีก...

เชื่อมโยงว่ามีความเกี่ยวพัน สนับสนุนอยู่เบื้องหลังผู้ที่ดูหมิ่นเบื้องสูง

เข้าตำราจับแพะชนแกะอีกคำรบหนึ่ง

งานนี้เจ้าทุกข์จึงต้องพึ่งพากระบวนการยุติธรรม ให้คนปากเสียหุบปากไปตามระเบียบ

แต่ดูประวัติแล้ว แค่หุบปากชั่วคราวไม่น่าจะพอ

ควรใช้กฎหมายดำเนินมาตรการเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่คนทั้งประเทศได้เห็นอีกด้วย

ว่าคนเรา พูดก็พูดได้ แต่ต้องรับผิดชอบ

และยิ่งพูดอย่างรู้แก่ใจว่ากำลังโกหกพกลม

ยิ่งต้องเพิ่มความรับผิดชอบเป็นเท่าทวีคูณ



มือกำจัดสิ่งกีดขวางความเจริญ

ทุกครั้งที่พรรคพลังประชาชนต้องใช้แง่มุมทางกฎหมายขึ้นต่อสู้ เหลี่ยมเชิง ลีลา จังหวะการเข้าทำเพื่อความได้เปรียบ นาทีนี้ไม่มีใครเกิน ศุภชัย ใจสมุทร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รองโฆษกพรรคพลังประชาชน นักกฎหมายมือหนึ่งที่ทำงานเพื่อพรรคอย่างทุ่มเท

ความเป็นคนครบเครื่องต้มยำ เชิงบุ๋นวางหมากล่วงหน้าห้าชั้นเป็นอย่างน้อย (ฐานกรุณา) แนวบู๊ยิ่งบู๊ได้ใจ งานภาคสนามจึงเป็นภาระในมือ ศุภชัย ใจสมุทร แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าเปิดประเด็นไหนขึ้นมา ฝั่งตรงข้ามหนาวๆ ร้อนๆ ไข้ขึ้นไปตามๆ กัน เขาผู้นี้แหละครับ ที่งัดกลยุทธ์ช่วยเด็กนักเรียนราชวินิตมัธยม กำจัดสิ่งกีดขวางความเจริญที่สะพานชมัยมรุเชฐ ให้ต้องถ่อยร่นไม่เป็นขบวนดังทัพพ่ายศึก ไปตั้งหลักที่สะพานมัฆวานฯ อย่างน่าสมเพชเวทนา

ศุภชัย ใจสมุทร ให้สัมภาษณ์ประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 78 วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม – วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พุทธศักราช 2551 กล่าวถึงเบื้องหลังการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญปกป้องสิทธิเด็กนักเรียน จากการล่วงละเมิดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชุมนุมปิดถนน สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น พร้อมฟ้องอีกหากมีคนเดือดร้อนขอมา ชี้พวก “อนาธิปไตย” ไปที่ไหนเดือดร้อนที่นั่น ตีคนไทยด้วยกันเลือดตกยางออก เผย พปช. เดินหน้าแก้ รธน. ต่อไปนี้ “ชนเป็นชน” ส่วน กกต.-ป.ป.ช. ไม่รอดแน่ ส่อก้าวล่วง “พระราชอำนาจ” ชัดเจน ซ้ำยังต้องคืนเงินเดือนอีกด้วย พร้อมมุมมองทางการเมืองในอนาคตอย่างน่าสนใจ

“การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ สร้างความเดือดร้อนกับคนในกรุงเทพฯ มาตลอด แต่เนื่องจากว่าลักษณะนิสัยของคนในเมืองหลวงหรือเมืองไหนๆ ก็ตาม อะไรที่พยายามทนได้...ก็ทนกันไป แม้จะเดือดร้อน แต่กรณีเรื่องของการชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และย้ายไปอยู่ที่สะพานชมัยมรุเชฐ ใกล้กับทำเนียบรัฐบาล ไปรบกวนการเรียนการสอนของโรงเรียนราชวินิตมัธยม เขาได้รับความเดือดร้อนมาก

ผมเคยพูดมาตลอดว่า ใครเดือดร้อน “ผมยินดีที่จะช่วยเหลือ” ใครที่รับอาสาเป็นโจทก์ ผมยินดีที่จะช่วย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ในที่สุดแล้วมีอาจารย์โรงเรียนราชวินิตฯ กล้าที่จะมาต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งใครๆ ก็รู้ว่ากลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มพลังที่ไม่มีใครอยากจะยุ่งด้วย เมื่อครูอาจารย์ทั้งหลายกล้า...ผมจัดการที่จะช่วยในการฟ้องคดีนี้ ผลที่ได้รับมาส่วนหนึ่งคือ หลังจากที่ได้รับการยื่นฟ้องแล้ว โจทก์ได้ทำการขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวโดยยื่นคำร้องไต่สวนฉุกเฉิน ศาลมีคำสั่งอย่างที่ทราบกัน...

ซึ่งผลนี้มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ อันแรกคือ ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน 2.นี่เป็นแนวทาง แม้จะไม่ได้เป็นบรรทัดฐานสุดท้าย แต่ว่าการที่ศาลได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ถือได้ว่าการที่ใครก็ตามจะไปอ้างสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม ที่อ้างว่าโดยปราศจากอาวุธในการชุมนุม ที่สุดแล้วการใช้เสรีภาพนั้นต้องมีขอบเขต ที่ศาลได้มีคำสั่งออกมาให้เห็นชัดเจนอยู่ อย่างในคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว คือว่าจะต้องไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับคนอื่น

โดยเฉพาะถ้าการชุมนุมนั้นเป็นการชุมนุมสาธารณะ เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นบรรทัดฐานสำหรับการชุมนุมในที่อื่นๆ ด้วย เสรีภาพในการชุมนุมไม่มีใครปฏิเสธว่าจะไม่มี หรือจะกระทำไม่ได้ แต่มันต้องมีกรอบ กรอบของมันคือ ถ้าคุณชุมนุมเป็นที่เป็นทาง ในสนามอะไรก็ตาม ถือว่าไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นการชุมนุมแล้วเกินสมควร ก่อให้เกิดความเดือดร้อน ทำไม่ได้

นี่เป็นเรื่องของการตีความ แต่พันธมิตรฯ อ้างตลอด มาตรา 63 ในรัฐธรรมนูญ เป็นการอ่านและอ้างเฉพาะในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง แต่ไม่ได้อ้างทั้งฉบับ วันนี้ศาลได้ชี้ให้เห็นว่า การชุมนุมอ้างมาตรา 63 วรรคต้นอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องดูมาตรา 63 วรรค 2 หรือวรรคอื่นด้วย ผมว่าวันนี้พันธมิตรฯ ยังตะแบงอยู่ ที่แน่ๆ เวลานี้คดีที่สะพานชมัยมรุเชฐคือว่าต้องดำเนินต่อไปเพื่อเป็นบรรทัดฐาน คือ ศาลจะต้องมีคำพิพากษาออกมา แต่การที่ย้ายไปชุมนุมที่ราชดำเนิน สะพานมัฆวานฯ

ตรงนี้ถือได้ว่า การกระทำนั้นของพันธมิตรฯ ยังเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิของผู้อื่นอยู่ ผมยังยืนยันว่าการกระทำในปัจจุบันของเขาเป็นการกระทำที่ไม่สามารถอ้างรัฐธรรมนูญได้ ตามความหมายเดียวกับคดีที่ชมัยมรุเชฐ...จริงๆ สิ่งที่พันธมิตรฯ หรือกลุ่มที่อยู่บนเวทีพันธมิตรฯ อาจจะไม่รู้อย่างหนึ่งว่า ที่หลายคนที่กล่าวอ้างการรักชาติบ้านเมือง รักประชาชนเนี่ยนะครับ เป็นการที่ยกย่องตัวเองไป ในความจริงแล้ว ก่อนที่ผมจะเข้ามาสู่การเมือง ผมเคยทำงานในองค์กรสิทธิมนุษยชนมานาน คือ สสส.

ซึ่งเป็นสมาคมเพื่อต่อสู้กับเผด็จการมาตลอด ผมเป็นประธานชมรมนักกฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน เป็นทนายความ ผมเป็นเลขานุการชมรมนักกฎหมายมุสลิม ซึ่งมี คุณสมชาย นีละไพจิตร เป็นนักต่อสู้ เป็นประธาน ผมเป็นเลขาธิการมูลนิธิ นายผี-อัศนี พลจันทร ซึ่งเป็นองค์กรที่ล้วนแล้วแต่ทำงานเพื่อปกป้องประชาชนต่อต้านเผด็จการ ผมเป็นกรรมการของสมาพันธ์ครอบครัวเพื่อความสามัคคีและสันติภาพโลกประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรภายใต้ยูเอ็น

ฉะนั้น หลายสิ่งที่พูดมาไม่ใช่เพื่อโอ้อวด แต่จะบอกว่าความเป็นตัวตนของผมในการที่จะต่อสู้เพื่อบ้านเพื่อเมือง ไม่ได้น้อยกว่าพวกที่ยืนบนเวทีพันธมิตรฯ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป ผมทำมานาน ฉะนั้นกรณีที่ผมช่วยโรงเรียนราชวินิตฯ ปกติแม้ผมจะไม่ได้อยู่ในสถานะความเป็นนักการเมือง ผมช่วยมานาน ช่วยมาตลอด ไม่คิดหวังเงินทอง กับชาวบ้านชาวช่อง เรื่องเขื่อนปากมูลผมก็ช่วย “ยายไฮ” (นางไฮ ขันจันทา ผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนห้วยละห้า กิ่ง อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี) รู้จักผมดี ผมช่วยแกมาตลอด ไม่มีใครรู้ดีมิติของนายศุภชัยในมุมนี้!!

ฉะนั้นเมื่อโรงเรียนนี้เดือดร้อนผมมาช่วย ยิ่งผมเป็นนักการเมืองที่สังกัดพรรคพลังประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของพันธมิตรฯ ผมจึงยิ่งเต็มใจร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะช่วย ผมบอกเลยว่าไม่คิดที่จะอยู่เบื้องหลังคดีนี้ แต่เต็มใจจะอยู่เบื้องหน้าอยู่แล้ว เพียงแต่พันธมิตรฯ อาจจะหลงไป ผมไม่ใช่ประเภทเล่นลับหลัง ผมชอบแบบซึ่งหน้า วิธีการของผมคิดแบบนี้มาตลอด เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่อยากให้เข้าใจว่าสิ่งที่คุณด่าผมไม่เป็นไร ในขณะที่คุณด่าผมนะ มีอีกปีกหนึ่งที่เขาชื่นชมผมนะ เอาเป็นว่าคนกลางๆ ที่ไม่เชียร์ผม เขาต้องรู้สึกว่าผมตั้งใจ แต่คนที่รู้จักผมดี เขาบอกว่าไม่แปลกใจกับสิ่งที่ผมทำ เพราะผมทำมาตลอดชีวิต...”

ศุภชัย ใจสมุทร เรียกร้องให้ผู้ได้รับความเสียหายจากการชุมนุมของพันธมิตรฯ เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ยินดีให้คำปรึกษาทางกฎหมายเต็มที่ ทั้งวิจารณ์แกนนำพันธมิตรฯ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่จะเข้าชื่อถอดถอนผู้พิพากษาศาลแพ่งที่ตัดสินภายใต้พระปรมาภิไธยว่า อาจทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

“สิ่งที่ผมอยากเรียกร้องไม่ใช่เพื่อตัวผมเอง สิ่งที่เขาว่ากล่าวผมเสียๆ หายๆ ผมก็มีข้อมูลหมดแล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้องคือ เวทีพันธมิตรฯ ใช้วาจาผรุสวาท การด่าทอคนโดยไม่มีเหตุผล การเอาเรื่องส่วนตัวคนมาพูด ซึ่งสิ่งที่จะบอกคือว่า ทำเช่นนั้นขัดกับที่แกนนำทั้งหลายได้ป่าวประกาศว่าการชุมนุมเป็นการชุมนุมโดยสงบ สงบนี้ต้องสงบทั้งกาย วาจา ใจ คุณไม่มีวจีสุจริต คุณด่าทอเขา ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง บอกว่า “พวกเรามาทำบุญ เราทำบุญ เรามาทำบุญเพื่อประเทศชาติ” แต่มันสวนทางกับการกระทำ!!

วันนี้สิ่งที่อยากเรียกร้องคือ ใครก็ตามที่ถูกล่วงละเมิดจากเวทีนี้ การใช้ถ้อยคำซึ่งเป็นคำหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา อยากเรียกร้องท่านทั้งหลายไปดำเนินคดีกับพวกที่พูดจาถึงท่านเสียเถอะ การที่เอเอสทีวีมีการแพร่ภาพไปทุกจังหวัด ท่านสามารถไปดำเนินคดีได้ ไม่ใช่เพื่อเล่นงานพันธมิตรฯ แต่เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของเรา วันนี้เราจะปล่อยให้กลุ่มเถื่อน...ถ่อย!!! เข้ามาทำให้บ้านเมืองเสื่อมอีกเนี่ยมันไม่ควร ในวันนี้ยิ่งท่านละเลยที่จะไม่ดำเนินการกับกลุ่มพวกนี้ ยิ่งทำให้กลุ่มพวกนี้เหิมเกริม ผมเรียกร้องให้ท่านไปดำเนินการเสีย…เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย!!! ที่มีกลุ่มหรือบุคคลกล้า หรือบุคคลที่บังอาจกล้าวิจารณ์การทำงานของศาลยุติธรรม

โดยเฉพาะการทำงานของศาลที่พิจารณาพิพากษาคดี ผมได้ดูเอเอสทีวีหลังจากที่ศาลตัดสิน วันนั้นกลุ่มแกนนำได้กลับไป และมีการพูดบนเวที อ่านคำสั่งศาลให้ผู้ชุมนุมฟัง วันนั้นผมตกใจ! ผมได้ยินเสียงโห่ร้องในทำนองไม่พอใจศาล ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นอารมณ์โกรธของมนุษย์ ผมเข้าใจได้ แต่รุ่งขึ้นกลับปรากฏว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ กลับมีการพูดจาว่าจะมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอนองค์คณะผู้พิพากษา 2 ท่านนั้น เป็นเรื่องซึ่ง ถ้ากรณีมีการทำอย่างนั้นจริง ผมคนหนึ่งแหละที่จะออกมาต่อสู้เพื่อท่านทั้งสอง ไม่ใช่ว่าเพราะท่านตัดสินถูกใจผม แต่ประเด็นคือ บ้านเมืองต้องยอมรับว่าสถาบันศาล หรืออำนาจตุลาการ ได้หยิบยกขึ้นมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากเกินสมควรในบางกรณี ซึ่งเราอาจจะต้องยอมรับในบางสถานการณ์

แต่กรณีที่ศาลได้พิจารณาพิพากษาคดีตามปกติ เป็นเรื่องของครูที่ฟ้องพันธมิตรฯ และพันธมิตรฯ ก็แสดงความรู้สึกไม่พึงพอใจ แล้วคิดจะไปเล่นงานศาลเช่นนั้น ผมคิดว่าคนไทยที่ได้ยินได้ฟังเขาทนไม่ได้...คงไม่ใช่เฉพาะผม เพราะอย่าลืมว่าผู้พิพากษาทั้ง 2 ท่าน ในฐานะส่วนบุคคลท่านไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดี แต่ในฐานะที่ทำไปเป็นผู้พิพากษาที่ได้กระทำในพระปรมาภิไธยในพระมหากษัตริย์ การใช้ถ้อยคำของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง วันนั้น ผมรู้สึกว่าเหมือนกับ ไม่ยอมรับในการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการ ที่กระทำในพระปรมาภิไธยในพระมหากษัตริย์!!

ขณะที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวอ้างเรื่องจงรักภักดี แต่การกระทำกลับส่อว่าจะสวนทางกับสิ่งที่พูด ไม่รวมกรณีที่ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เป็นผู้ที่ถูกออกหมายจับ ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่วันนี้กลายเป็นแกนนำสำคัญในเวทีที่กล่าวอ้างว่ามีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ฉะนั้นเวทีพันธมิตรฯ พูดอย่าง การกระทำแตกต่างเป็นอีกอย่างอยู่เสมอ แม้แต่วันนี้การที่ตั้งกลุ่ม “พลังแผ่นดิน” ผมถือว่ากรณีนี้เป็นการที่ กลุ่มพันธมิตรฯ บังอาจเหิมเกริม เพราะอย่าลืมว่า พระนามของในหลวงองค์ปัจจุบันคือคำว่า “ภูมิพล” ซึ่งแปลว่า “พลังแผ่นดิน” ตลอดระยะเวลาที่มีการกล่าวถึง “พลังแผ่นดิน” เรากล่าวโดยมีนัยว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นไปเพื่อพระองค์ท่าน แต่วันนี้กลุ่มการเมืองข้างถนนพยายามที่จะดึงเอาคำนี้มา เพื่อให้คนเกิดความเข้าใจในทิศทางที่อาจจะก่อให้เป็นการระคายเคืองพระยุคลบาทของพระองค์ท่านก็ได้...”

ทนายความนักสู้ท่านนี้ยังกล่าวถึงสถานภาพของ ป.ป.ช. และการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างหนักแน่นว่า “ผมยังยืนยันว่ายังไม่ได้มีการปฏิบัติครบถ้วนตามกฎหมาย คุณเข้าสู่ตำแหน่งครบถ้วนตามขั้นตอน เราไม่ปฏิเสธว่า คปค. มีอำนาจให้คุณเข้ามานั่งในตำแหน่งต่อ แต่คุณจะปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระมหากษัตริย์ เมื่อเขามานั่งทำงานตรงนี้โดยไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระมหากษัตริย์...ถือว่าเขาได้ก้าวล่วงต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย และมันจะมีเรื่องตามมาเยอะว่า การทำงานของคุณจะชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย การเข้ามานั่งอยู่บนเก้าอี้นี้กับการทำงานมันคนละส่วนนะ

ถ้าคุณจะเริ่มขยับมาทำงานคุณก็ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ ก่อน...พลังประชาชนเป็นพรรคการเมืองที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่า เราไม่ต้องการรัฐธรรมนูญ 2550 ตั้งแต่เริ่มแรก แต่วันนี้ชะลอมา ผมว่าไม่มีความจำเป็นแล้ว ตอนนี้เราต้องอ้างประชาชนที่สนับสนุนเราอยู่ ถ้าจะชนต้องชนกัน ถ้าพันธมิตรฯ เห็นว่ามีจำนวนประชาชนที่อยู่ข้างถนนแล้วเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ผมก็จะบอกว่าวันนี้ ส.ส. พรรคพลังประชาชน จะถือว่าเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งประเทศ ลองกันดู ผมว่าไม่งั้นบ้านเมืองเสียหายทุกภาคส่วน”

วางแผงแล้ววันนี้ เนื้อหาแน่นปึ้ก แนวทางการต่อสู้ครบครัน อย่าช้าครับท่าน


ยกเครื่องประชาทรรศน์

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

นั่งดูปฏิทินสิ้นเดือนนี้ เหลือเวลาอีก 2 เดือน หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของสังคม เพื่อประชาธิปไตย ก็จะมีอายุครบ 1 ปี

“เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก” ซึ่งผมไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนบัญญัติขึ้นมา แต่ขออนุญาตนำมาพูดซ้ำ

10 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์เกิดขึ้นมา ท่ามกลางบรรยากาศที่ประเทศไทยยังถูกครอบงำด้วยระบอบเผด็จการ แม้ว่ารัฐบาลขิงแก่ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นการยึดวันเลือกตั้งไว้เป็นตัวประกัน ไม่ให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งขณะนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง คิดพิเรนทร์ก่อการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นมาอีก

เมื่อหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์เลือกเกิดขึ้นมาในฤกษ์ดาวโจรครองเมือง เราก็ต้องแก้เคล็ดด้วยสโลแกน เป็นสื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย

เป็นเพราะสโลแกนที่กำหนดขึ้นมาเพื่อแก้เคล็ดที่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์เกิดขึ้นมาในฤกษ์ดาวโจรครองเมืองกระมัง ทำให้หนังสือพิมพ์รายวันราคาถูกที่สุดในประเทศไทยฉบับนี้ ได้รับการต้อนรับจากประชาชนผู้มีอุดมการณ์ร่วมกันอย่างอบอุ่น โดยไม่ได้ลงทุนเสียเงินค่าโฆษณาจากสื่ออื่นๆ เลยแม้แต่บาทเดียว

แต่เพราะปากต่อปากของผู้ที่ร่วมอุดมการณ์รักประชาธิปไตย ทำให้ยอดจำหน่ายสูงอย่างคาดไม่ถึง ถ้าภาษาของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต้องเรียกว่า ยอดจำหน่ายสูงอย่างเข็มขัดสั้น

จากวางจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก็ต้องขยายออกมาวางแผงหนังสือทั่วๆ ไป และขยายออกไปวางแผงในพื้นที่ต่างจังหวัดบางจังหวัด และในอนาคตอันใกล้นี้จะวางแผงจำหน่ายทั่วประเทศ ตามเสียงเรียกร้องของท่านผู้มีอุปการคุณ

อีก 2 วันจะครบ 10 เดือนของอายุหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ผมยอมรับว่าเหนื่อยพอสมควรกว่าจะฟันฝ่ากับอุปสรรคต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาเป็นพายุบุแคม โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่เริ่มวางแผง ถูกกลั่นแกล้งสารพัดจากผู้ไม่หวังดีกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และพวกปากเสีย กล่าวหาว่า เป็นหนังสือพิมพ์เฉพาะกิจบ้าง หลังจากเลือกตั้งแล้วก็จะปิด เป็นสื่อเทียมบ้าง เพราะไม่นำเสนอข่าวที่สื่อโดยทั่วๆ ไปนำเสนอ สารพัดที่จะหยิบยกขึ้นมากล่าวหากัน

“ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” สุภาษิตโบราณว่าไว้ วันนี้ได้พิสูจน์หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์แล้วว่า ข้อกล่าวหาก็คือข้อกล่าวหา

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่า หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ คือสื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ตามสโลแกนที่กำหนดขึ้นมาเพื่อแก้เคล็ดในฤกษ์ดาวโจรครองเมือง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ได้พิสูจน์ให้ท่านผู้มีอุปการคุณเห็นแล้วว่า เรายึดมั่นสโลแกนที่ประกาศไว้อย่างเหนียวแน่น เป็นสื่อทางเลือกของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาของข่าวสารต่างๆ ที่ท่านหาอ่านไม่ได้จากหนังสือพิมพ์ฉบับอื่น

และ...ที่เรายึดมั่นเป็นเจตนารมณ์ นั่นคือ สนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดังจะเห็นได้ว่า ไม่ว่ากระแสสังคมที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่รับใช้เผด็จการ หรือพรรคประชาธิปัตย์ ปลุกระดมขึ้นมาเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยสื่อต่างๆ เห็นคล้อยตาม

แต่...

หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ยังคงยืนยันเจตนารมณ์เดิม สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลเดียวคือ รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2550 หรือที่เรียกกันว่า ฉบับหน้าแหลมฟันดำ เป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นกากเดนของเผด็จการ ร่างขึ้นมาจากการบงการของเผด็จการที่เข้ามาครอบงำประเทศไทย หลังจากรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

และ...เรามั่นใจว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และส่อเค้าว่าจะรุนแรงขึ้นในอนาคต พาประเทศชาติไปสู่วิกฤติทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เกิดมาจากรัฐธรรมนูญกากเดนของเผด็จการ

ดังนั้น ด้วยเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ ที่เราได้พิสูจน์ให้ท่านผู้มีอุปการคุณได้เห็นแล้วตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม เป็นต้นไป หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ จะยกเครื่องใหม่ให้แน่นเปรี๊ยะกว่าเดิม เพิ่มเนื้อหาสาระตามความต้องการของท่านผู้มีอุปการคุณ

โดยเฉพาะขบวนการปล้นประชาธิปไตย ขบวนการมารศาสนา คุณสอาด จันทร์ดี ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม เป็นต้นไป จะต้องพบกับวิบากกรรมกับสิ่งที่ก่อขึ้นมา รับรองว่าเจาะกันถึงกึ๋นแน่นอน

นี่คือสิ่งที่เราจะบอกกล่าวกันล่วงหน้า วันที่ 1 สิงหาคม รอพิสูจน์ผลการยกเครื่องประชาทรรศน์นะครับ

เอกฉัตร



เข้าทาง...เท้า

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

เหตุการณ์ม็อบพันธมิตรฯ และกลุ่มคนรักอุดรฯ ยกพวกตีกันที่ จ.อุดรธานี กลายเป็นเรื่อง “เข้าตีน” ให้พวกที่จ้องหาเรื่องอย่างเวทีพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ออกมากล่าวหารัฐบาลกันอย่างสนุกปาก และพยายามลากให้เป็นความผิดของรัฐบาลอีกจนได้

เหมือนกับหลายเรื่องราวที่ผ่านมา ไม่ว่ารัฐบาลจะขยับทางซ้ายหรือทางขวา ก็เป็นอันได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งสิ้น

ข้อกล่าวหาของเจ้าเก่าอย่างพันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุชัดว่า รัฐบาลอยู่เบื้องหลังการกระทำรุนแรงดังกล่าว และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีส่วนรู้เห็น

ทั้งๆ สิ่งที่กล่าวนั้นไร้หลักฐาน ไม่มีสิ่งใดบ่งบอก หรือนำมาเชื่อมโยงให้เชื่อได้เลยว่าเป็นเช่นนั้น

ชี้ให้เห็นว่าคนที่ออกมาเปิดประเด็นเหล่านี้ จ้องอยู่ตลอดเวลาที่จะกล่าวหาและให้ร้ายรัฐบาล รวมถึงอดีตผู้นำ ด้วยจิตใจที่มีอคติเป็นส่วนตัว และสามารถพูดได้โดยไม่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น

จนชวนให้เชื่อได้ว่า หลายเรื่องราวที่ออกมากล่าวหาก่อนหน้านี้ ก็เกิดขึ้นด้วยมูลเหตุและวิธีการอันเดียวกัน

หากจะพิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีกระดับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนรักอุดรฯ หรือกลุ่มคนเชียงใหม่ ที่ออกมาต่อต้านการเปิดเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯ มีการประกาศเจตนารมณ์ชัดว่า ไม่อยากให้มีการเปิดเวทีปราศรัยสร้างความแตกแยกขึ้นในจังหวัดของพวกเขา

ไม่อยากให้คน “ที่อื่น” เข้าไปทำลายความสงบสุขในพื้นที่ซึ่งมีมาอย่างยาวนาน และไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดที่จะเชื่อมโยงไปถึงรัฐบาล

กลับกัน กลุ่มผู้ชุมนุมเองต่างหากที่ “ตีตรา” ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นพวกเดียวกับที่ก่อความวุ่นวายอยู่ที่กรุงเทพฯ และกระจายความวุ่นวายไปยังสถานที่ทำการสำคัญต่างๆ รวมทั้งมีแผนในการกระจายความเดือดร้อนวุ่นวายไปยังต่างจังหวัด

เมื่อเป็นดังนี้ ทำไมสื่อค่ายผู้จัดการ หรือผู้คนของพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ออกมาประณาม หรือตั้งสมมติฐานกันบ้างว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหัวหน้านักเลง ที่ส่งคนไปก่อกวนตามเมืองที่เขาอยู่กันอย่างสงบสุข

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาวุ่นวายที่เชียงใหม่ เชียงราย มหาสารคาม อุดรธานี บุรีรัมย์ ฯลฯ ที่ไหนๆ ก็ล้วนแต่เป็นคนของพันธมิตรฯ ทั้งนั้น

แต่บรรดาผู้ที่ออกมาต่อต้านต่างหากที่ล้วนเป็นคนในแต่ละพื้นที่ ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกัน เพียงแต่เป็นการออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย ไม่ยอมรับ ก็เท่านั้น

เมื่อเป็นดังนี้ คงเป็นความชัดเจนมากขึ้นว่า ใครกันแน่ที่พยายามจัดตั้ง พยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย
และการที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามเคลื่อนม็อบไปในพื้นที่ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่ต้อนรับ รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นพื้นที่ที่มีคนต่อต้าน ก็คงจะต้องตอบสังคมอย่างตรงไปตรงมา ไม่โกหกตอแหล ว่ามีเจตนาอย่างไรกันแน่

ไปทั้งๆ ที่รู้ว่าอาจจะเกิดการประจันหน้านั้น มีเหตุผลอะไร

ขณะเดียวกัน ทำไมไม่เลือกไปในจังหวัดที่ผู้คนให้การสนับสนุน อย่างหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้

การเคลื่อนไหวเช่นนี้ แท้ที่จริงแล้วมีเจตนาที่จะให้เกิดการปะทะ ต้องการให้เกิดการนองเลือดอย่างนั้นหรือเปล่า

เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ต้องถือว่า “เลวมาก” ที่จงใจหลอกคนไทยให้ปะทะกับคนไทยด้วยกันเอง เพียงเพื่อเป็นบันไดไต่ไปสู่ความสำเร็จของตัวเองและพวกพ้อง

ซ้ำยังอาจหมายถึงการหลอกทหารให้ออกมาฮึ่มๆ และหลงคิดว่าถึงเวลาออกมารักษาความสงบในบ้านเมือง อันเนื่องมาจากการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบที่มีคนจงใจให้เกิดขึ้น

การปล่อยให้กลุ่มคนเพียงแค่หยิบมือปลุกปั่น และหลอกใช้ หรือการออกมาชุมนุมปิดถนนปาวๆ เพื่อปกป้องคนคนเดียว หวังให้รอดพ้นจากกระบวนการยุติธรรม ทั้งที่เชื่อว่าหลายๆ คนยังไม่เคยทำเพื่อพ่อ เพื่อแม่ หรือโคตรเหง้าตัวเองถึงขนาดนั้น บอกตามตรงว่า เมื่อเห็นข่าวมีการเจ็บเนื้อเจ็บตัวก็อดไม่ได้ที่จะนึก “สมน้ำหน้า” เพราะดันโง่ให้เขาหลอกเอาได้

แต่ขณะเดียวกันก็สมเพชเวทนา และอดคิดไม่ได้ว่า “คนโง่ก็ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด” อยู่ร่ำไป

บทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้อาจสรุปได้ว่า...

พี่น้องประชาชนต้องไม่หลงเชื่อคำปลุกปั่นของใครง่ายๆ เพราะเสี่ยงต่อการเป็นเครื่องมือให้เขาหลอกใช้โดยไม่รู้ตัว และควรศึกษาหาข้อมูลรอบด้าน อย่าเชื่อในเรื่องราวเพียงเพราะได้ยินบ่อย หรือคนพูดดูภูมิฐานน่าเชื่อถือเท่านั้น เพราะทุกวันนี้คนมาดดีนิสัยเลวมีอยู่เยอะไป

ส่วนทหารที่เป็นเป้าหมายลำดับต่อไปที่เขาจะหลอก เชื่อว่าคงไม่โง่ และไม่แกล้งโง่

พันธมิตรฯ ก็เหมือนกัน ต้องหยุดความพยายามสร้างความร้าวฉานในบ้านเมืองได้แล้ว การพยายามขยายวงในการสร้างความแตกแยก นับวันจะยิ่งตอกย้ำความเป็นพวกทำลายชาติ ทำลายแผ่นดิน หรือแม้แต่การทำตัวเป็นมาเฟีย ออกมาท้าทายกระบวนการยุติธรรม นับวันก็จะยิ่งตอกย้ำความพยายามที่จะปฏิเสธกฎกติกาบ้านเมือง ทำตัวเป็นคนเถื่อน คนถ่อย มากขึ้นเท่านั้น

และขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องออกมากวดขัน ดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจังกับทุกฝ่ายที่ออกมาทำผิดกฎหมายบ้านเมือง

การปะทะกันในที่ต่างๆ ต้องสืบสาวราวเรื่องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดให้ได้ รวมไปถึงทุกความวุ่นวายต้องจับตัวผู้เกี่ยวข้องมาลงโทษให้เฉียบขาด โดยเฉพาะประเด็นหมิ่นเบื้องสูง ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ยิ่งปล่อยไว้ไม่ได้เป็นอันขาด

รวมทั้งพวกที่พยายามตั้งตัวเป็นใหญ่ ใช้อำนาจเถื่อน ไม่เคารพกติกา ทำตัวเกะกะระรานอยู่ในบ้านเมือง ก็ต้องเร่งจัดการโดยเร็ว

เพราะขืนปล่อยไว้ ก็ไม่ต่างอะไรจากโจรก่อการร้าย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้...ที่ลอบกัดไม่เว้นแม้แต่คนดีๆ...!!

บิ๊กโบ๊ต



Sunday, July 27, 2008

ทักษิณไม่ล้างแค้นกรวดน้ำอโหสิพวกจองเวร

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 ก.ค. ที่อาคารชินวัตร 3 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปิดชั้น 33 เพื่อรับการอวยพรล่วงหน้าเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 59 ปี ในวันที่ 26 ก.ค. โดยมีผู้เข้าอวยพรอย่างเนืองแน่นทั้งรัฐมนตรี ส.ส.พรรคพลังประชาชน อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 อาทิคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายสุธรรม แสงประทุม นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.การพัฒนาสังคมฯ นายพงศกร อรรณพพร นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รมช.ศึกษาธิการ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวัน อยู่บำรุง ลูกชายและตัวแทนของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย และ พล.อ.พรชัย กรานเลิศ

แฟนคลับแห่เชียร์-ร่วมถ่ายรูป

สำหรับบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก ผู้เข้าอวยพรต่อแถวรอมอบกระเช้าดอกไม้ยาวเหยียด ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส สอบถามทุกข์สุขกับทุกคนอย่างอารมณ์ดี โดยมีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และนางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว คอยให้การต้อนรับแขกเหรื่อ ส่วนลูกทั้ง 3 คน ของ พ.ต.ท.ทักษิณคือนายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา น.ส.แพทองธาร ช่วยกันแจกหนังสือ Thailand on the world state (ประเทศไทยบนเวทีโลก) ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมสุนทรพจน์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวบนเวทีโลก ระหว่างปี 2003-2008 แจกผู้มาอวยพร ขณะที่บริเวณด้านล่างของอาคารก็คึกคักไปด้วยกลุ่มแฟนคลับคนรักทักษิณและกองเชียร์เสื้อแดงราว 300 คน กระทั่งเวลา 13.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณพร้อมด้วย น.ส.พิณทองทา และ น.ส.แพทองธาร ลงมาที่ชั้นล่างเพื่อพบกับกองเชียร์ โดย พ.ต.ท.ทักษิณมีสีหน้ายิ้มแย้มเปิดโอกาสให้บรรดาแฟนคลับได้มอบดอกไม้อวยพรวันเกิด และถ่ายรูปร่วมกันอย่างใกล้ชิดทีละคน เป็นเวลา 40 นาที

วอนหยุดแบ่งฝ่ายทำร้ายกัน

จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณคว้าโทรโข่งของแกนนำกองเชียร์มากล่าวว่า ขอบคุณทุกคนที่รักและห่วงใยมาตลอด โดยเฉพาะตอนที่ระหกระเหินอยู่ต่างประเทศ ก็ได้ ช่วยกันเรียกร้องต่อสู้กับเผด็จการเพื่อให้ตนได้กลับมา วันนี้แม้จะกลับมาแล้ว เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบ เนื่องจากความไม่เข้าใจกันในหมู่คนไทย จึงอยากให้ทุกอย่างกลับ เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ตนพยายามไม่ไปยุ่งเกี่ยวอะไร เพราะอยากให้เหตุการณ์ทุกอย่างสงบและยุติโดยเร็ว แต่ ถ้าต่างคนต่างกลั่นแกล้งทำร้ายกันและกัน แบ่งแยกพวกกูพวกมึง คงยุติยาก หวังว่าสักวันคงคิดกันได้ว่าเราคนไทย ด้วยกัน ดังนั้น ตราบใดที่มีความรักความผูกพันและความ เป็นไทยต่อกัน คิดว่าจะผ่านพ้นวันแห่งความวุ่นวายที่ เป็นมาแล้ว 3 ปีได้

กรวดน้ำอโหสิให้พวกจองเวร

ผมอยากฝากว่า ผมเข้าวัดทำบุญนั่งสมาธิ อโหสิกรรมทุกวัน กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ผู้จองเวรทั้งหลายตลอดเวลา ตัวผมนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่คือประเทศ อยากเห็นชีวิตคนไทยดีขึ้น หวังว่าคนไทยทุกคนจะให้อภัยกัน และนำความสันติกลับสู่ประเทศโดยเร็ว พวกเรา เป็นผู้รักสันติ และอยู่ในกรอบตลอดเวลา แต่ขณะนี้บ้านเมืองเริ่มไม่มีกรอบกันมากขึ้น จึงอยากให้ทุกคนอดทนกันต่อไป สักวันสิ่งที่ดีย่อมชนะสิ่งที่ไม่ดี วันนี้เขาไม่เข้าใจเรา สักวันเขาจะเข้าใจเรา เมื่อเข้าใจเรา ก็จะรู้ว่ามันเสียหายไปเยอะแล้วพ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

ยันไม่คิดล้างแค้นศัตรูเก่า

หลังพบปะกองเชียร์แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวถึงของขวัญวันเกิดที่อยากได้ในปีนี้ว่า อยากเห็นความปรองดองของคนในชาติ ไม่อยากเห็นความขัดแย้งมากมายแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยวันนี้ไม่ได้กระเทือนขวัญและความรู้สึกคนไทยเท่านั้น แต่คนทั้งโลกที่ติดตามและรักประเทศไทย เห็นประเทศไทยมีสันติ เป็นสยามเมืองยิ้ม ขอให้ทุกฝ่ายรู้ว่าผู้ที่ทำอะไรไม่ดีต่อตน ตนไม่ได้คิดล้างแค้นเจ็บใจ ตรงข้ามคิดว่าคนเรามีอารมณ์ ความรู้สึกกันได้ แต่อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ให้ประเทศเข้าสู่ความปรองดอง ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยวันที่ 12 ส.ค.นี้ อยากให้ทุกคนได้รวมใจกัน ถ้าใคร บอกว่ารักเจ้านายก็ต้องมาร่วมใจกัน หันหน้าเข้าหากัน

ต่อข้อถามว่า อยากฝากอะไรกรณีกลุ่มพันธมิตรฯและกลุ่มต่อต้านใช้กำลังและอาวุธปะทะกันที่ จ.อุดรธานีจนมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า เราคนไทยด้วยกัน หันไปทางไหนก็คนไทยทั้งนั้น สู้เก็บแรงเก็บสมองเก็บปัญญาไว้ต่อสู้กับสิ่งที่มากระทบประเทศไทยดีกว่า อย่าห้ำหั่นฆ่าฟันกันเองเลย ขอให้ปล่อยวาง อย่าถือทิฐิใส่กันมากเกินไป ไม่มีใครอยู่ยงคงกระพัน หันหน้าเข้าหากันดีกว่า

ขออยู่ ตปท.หลังเคลียร์ปัญหาเสร็จ

เมื่อถามว่า หากมีการเรียกร้องให้กลับมาแก้ปัญหาบ้านเมืองอีกครั้ง จะตัดสินใจอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ไม่หรอก ในใจผมเองจริงๆแล้วอยากให้เสร็จเรื่องเสร็จราวของผม แล้วอยากจะไปทำมาหากินอยู่ต่างประเทศเมื่อถามว่า สิ่งที่รอให้เสร็จเรื่องเสร็จราวรวมถึงเรื่องคดีความต่างๆใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า ก็ทำไป คือตนเคารพกติกา และอยากขอร้องให้ทุกฝ่ายรวมถึงคนที่กลั่นแกล้งตน ขอให้เคารพในกติกาด้วย เมื่อถามว่าที่อยากไปทำมาหากินต่างประเทศ เพราะถอดใจไม่อยากอยู่ประเทศไทยแล้วใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณตอบว่า อยากให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ตอนนี้ไปทำสโมสรแมนฯซิตี้กำลังจะเปิดฤดูกาล คงต้องไปดูแล ส่วนจะขอเดินทางออกนอกประเทศอีกครั้งเมื่อใดนั้น ต้องดูภารกิจที่จะต้องออกไปก่อน

นางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเผยว่า วันที่ 26 ก.ค. นี้ พ.ต.ท.ทักษิณจะตักบาตรร่วมกับครอบครัว ไม่ได้เดินทางไปฉลองที่ จ.เชียงใหม่ เพราะคนในครอบครัวต้องการความเป็นส่วนตัว จึงน่าจะเป็นเพียงการจุดเทียนและเป่าเค้กกันภายในครอบครัวมากกว่า


อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ


สมัคร เลี่ยงพูดประเด็นการเมืองในรายการ สนทนาประสาสมัคร

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ตอบคำถามในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ถึงกรณีที่ได้พูดกฎหมายลูก กฎหมายหลาน โดยได้ยกตัวอย่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ทีวีสาธารณะ ที่ออกมาบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2551 ว่า เป็นกฎหมาย “หลาน” เพราะกฎหมาย “แม่” คือ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เพิ่งออกมาบังคับใช้ 5 มีนาคม 2551 ส่วนกฎหมาย “ยาย” คือ พ.ร.บ.องค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ยังไม่ออกมาบังคับใช้ ดังนั้น กฎหมาย “หลาน” คือ กฎหมายทีวีสาธาณะที่ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ไทยทีบีเอส เป็นการชิงออกมาก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ในวันนี้ ได้มีการพูดถึงเรื่องทั่วๆ ไป เช่น การถวายพระพร สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพทรงเจริญพระชนมายุ 56 พรรษาในวันพรุ่งนี้ (28ก.ค.) หรือเรื่องการใช้ภาษาไทย โดยไม่มีประเด็นทางการเมืองแต่อย่างใด.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-27 11:13:40