WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 29, 2008

“ขวัญชัย” ยืดอก แถลงข่าวลาออก ลั่น ขอลุยพันธมิตรฯเต็มที่

ประธานชมรมคนรักอุดรและนักจัดรายการท้องถิ่น แถลงลาออกจากตำแหน่ง เลขาฯสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่อยากให้รัฐบาลเสียหาย ประกาศ เดินหน้าสู้พันธมิตรเต็มตัว

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรและนักจัดรายการท้องถิ่นชื่อดัง ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้ว หลังจากเป็นผู้นำกลุ่มชมรมคนรักอุดรปะทะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สวนสาธารณะหนองกระจับ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลไม่ต้องการให้กระทบกับตำแหน่งในการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา

นายขวัญชัย ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าว จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา ได้เงินเดือนตำแหน่งเทียบเท่าข้าราชการซี 8 คือเดือน ละ 27,000 บาท

ทั้งนี้ นายขวัญชัย จะแถลงข่าวในเวลา 09.00 น. อย่างไรก็ตาม นายขวัญชัย ยืนยัน จากนี้ต่อไปจะต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรฯอย่างเต็มที่



ถกกัมพูชาสุดชื่นมื่น‘เตช บุนนาค’ยืนยันไทยไม่เสียดินแดน

ผลเจรจาไทย-กัมพูชา ชื่นมื่นทั้ง 2 ฝ่าย เผยบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น ปูทางให้ผู้เชี่ยวชาญหารือเพื่อยุติปัญหา “เตช บุนนาค” ยืนยันทำทุกอย่างดีที่สุด มั่นใจไทยจะไม่เสียดินแดน เชื่อการหารือจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่ “ทูตไทย” การันตีไม่มีประท้วงจากชาวกัมพูชาแน่นอน

หลังจากรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ได้ รมว.ต่างประเทศคนใหม่ คือนายเตช บุนนาค ก็ได้ประเดิมการทำงานในฐานะเจ้ากระทรวงด้วยการบินไปประชุมทวิภาคีกับกัมพูชา กรณีพิพาทพื้นที่ทับซ้อนรอบปราสาทเขาพระวิหารที่เมืองเสียมเรียบประเทศกัมพูชา ในวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่เฝ้าจับตามองของสื่อมวลชนทั้งไทยและเทศว่าจะจบลงด้วยความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายหรือไม่

นายเตช บุนนาค รมว.ต่างประเทศ กล่าวก่อนการเดินทางไปร่วมประชุมหารือกับ นายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา กรณีปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ว่า พยายามดำเนินการให้ดีที่สุด พร้อมทั้งให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่สูญเสียพื้นที่ ซึ่งการเจรจาเป็นเรื่องยากแต่บรรยากาศความตึงเครียดน่าจะดีขึ้น ขณะเดียวกัน เห็นว่าการพูดคุยกับประเทศกัมพูชานั้นอาจจะไม่ง่ายนัก แม้จะผ่านพ้นการเลือกตั้งของกัมพูชามาแล้วก็ตาม

นายเตช กล่าวว่า ในการเจรจาต้องมีการตกลงกันว่าการปรับพื้นที่ระหว่างไทย-กัมพูชาควรทำอย่างไร การถอนทหารนั้น หากมีการถอนกำลัง ก็ต้องถอนในสัดส่วนที่เท่ากัน รวมทั้งพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีการท้วงติงมาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว

ทั้งนี้ คณะผู้แทนไทยที่เดินทางประกอบด้วย พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.นิพัทธ์ ทองเล็ก เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร เจ้าหน้าที่จากกรมแผนที่ทหาร นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

แหล่งข่าวที่เข้าร่วมการหารือนอกรอบเพื่อแก้ไขปัญหาบริเวณพื้นที่ใกล้ปราสาทเขาพระวิหาร เปิดเผยว่าบรรยากาศการหารือเป็นไปด้วยดี โดยแต่ละฝ่ายต่างย้ำจุดยืนของตัวเอง การหารือในระดับหัวหน้าคณะได้ข้อยุติแล้ว ต่อจากนี้ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญสองฝ่ายไปหารือกันอีกครั้ง แล้วค่อยนำกลับมาแจ้งต่อหัวหน้าคณะในภายหลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษพอใจผลการเจรจาระหว่างประเทศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย-กัมพูชา ที่มีข้อสรุปที่ชัดเจน และอยากให้ทั้งสองฝ่ายใช้เหตุผลและคำนึงถึงความสัมพันธ์ของประชาชนทั้งสองประเทศเป็นหลัก

นอกจากนั้น ชาวบ้านยังต้องการให้ปัญหาเขาพระวิหารยุติลงโดยเร็ว และไม่อยากให้เกิดการปะทะกันของทหารทั้งสองฝ่าย ขณะเดียวกัน ชาวบ้านยังมองว่า หลังจากนี้ปัญหากรณีเขาพระวิหารน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นและยุติลงโดยเร็ว เพราะจะได้มีชีวิตตามปกติและไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะเกิดเหตุความรุนแรงเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา

ด้าน นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้จะมีปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร แต่ภาพรวมไทย-กัมพูชา ยังถือเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และเชื่อว่าปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างกัน จะเป็นปัญหาระยะสั้น คาดว่า ไม่เกิน 1 เดือนทุกอย่างจะเข้าสู่ภาวะปกติ

นายวิรุฬ กล่าวว่า ขณะนี้มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากกัมพูชามาไทยก็เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 100 แสดงให้เห็นว่าการค้าขายยังไม่มีปัญหา แม้ว่า อาจจะมีปัญหาช่วงแรกที่ชาวกัมพูชา ลดการสั่งซื้อหรือนำเข้าสินค้าไทย

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังเลือกตั้งมีรัฐบาลใหม่ และการเจรจาระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศกับกัมพูชา จะช่วยทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลจะไม่มีการชะลอการลงทุน หรือย้ายฐานการผลิตจากกัมพูชา เพราะการค้าระหว่างกันยังเป็นไปด้วยดี แต่ได้กำชับนักธุรกิจว่าการเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา จะได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ไม่เอาเปรียบ ทำธุรกิจเหมือนพี่น้อง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การค้าการลงทุนของไทยได้รับการตอบรับจากประเทศเพื่อนบ้าน

DSIจ่อหมายจับคดีทุจริตบัตรเลือกตั้ง

คดีฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้ง คืบหน้าแล้วหลังจากก่อนหน้านี้ กกต.ยื้อไม่ยอมให้เข้าตรวจสอบเอกสาร ดีเอสไอ เตรียมออกหมายจับโรงพิมพ์คดีฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้ง พร้อมเรียกเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าชี้แจงข้อมูล 31 ก.ค. นี้ “สุทธิพล” อ้างมีการสอบสวนตลอด แต่เปิดเผยรายละเอียดไม่ได้

จากกรณี พล.ต.ต.ดร.เสวก ปิ่นสินชัย อดีต ผบก.ป่าไม้ ได้เข้าร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถึงความไม่ชอบมาพากลในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งยอดพิมพ์ที่สูงเกินจริง ข้อพิรุธในการแยกพิมพ์บัตร และบัตรที่มีการสูญหายที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้งได้ โดยที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กกต. เองก็ไม่เคยให้ความร่วมมือในเรื่องการเข้าตรวจสอบเอกสาร หลักฐานต่างๆ โดยอ้างว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวน จนเป็นที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง นั้น

ล่าสุด พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้บัญชาการสำนักคดีกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้ง เปิดเผยว่าคณะอนุกรรมการคดีพิเศษ ที่มี นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธาน จะเชิญ นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าให้ข้อมูลในประเด็นที่โต้แย้งอำนาจสอบสวนของดีเอสไอ ในวันที่ 31 ก.ค.นี้ เวลา 13.00 น.

จากนั้นจะสรุปว่า ดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนหรือไม่ ทั้งนี้ ที่ประชุมภายในดีเอสไอได้เสนอให้แยกสำนวนดำเนินคดีกับโรงพิมพ์เอกชน 2 แห่งที่มีพฤติการณ์ส่อไปในทางสมยอมราคา และในเร็วๆ นี้ อาจขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญาด้วย

ส่วนคดีที่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษว่า กกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หลังได้รับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการนำบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์เกินจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนไปใช้ทุจริตการเลือกตั้งในการลงคะแนนล่วงหน้า ดีเอสไอได้แยกสำนวน ส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีการสืบสวนสอบสวนการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกิน ตามที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามาที่ประธานกกต. ว่า ตนได้รับรายงานว่าอนุกรรมการสอบสวนทั้ง 4 ชุดได้สรุปสำนวนข้อเท็จจริงมาที่คณะอนุกรรมการชุดใหญ่แล้ว และขณะนี้คณะกรรมการฯ กำลังสรุปสำนวนเสนอต่อกกต. ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถเสนอให้กกต.ได้โดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ การสอบสวนของอนุกรรมการทั้ง 4 ชุด ได้สอบสวนพนักงานกกต. โรงพิมพ์ เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งอนุกรรมการชุดที่ตรวจสอบเอกสารหลุดมีข้อสงสัยว่าเอกสารที่หายไปน่าจะเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ภายในกกต. แต่ตนไม่สามารถให้รายละเอียดได้ต้องรอการพิจารณาของกกต.ก่อนและจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การที่กล่าวหาว่า กกต.ไม่ทำอะไรจริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่เป็นความจริง ไม่ได้กลัวถูกตรวจสอบ แต่หน่วยงานที่จะเข้ามาตรวจสอบต้องมีอำนาจตามกฎหมายและต้องมีความเป็นกลาง ซึ่งก็ยินดีไปชี้แจง


ยัน 3 รมต.ทำงานต่อได้ชี้ความผิดคนละรัฐบาล

นักกฎหมายยืนยัน 3 รมต. “สุรพงษ์-อุไรวรรณ-อนุรักษ์” ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง รับฟ้องคดีหวยบนดิน ระบุเจตนารมณ์กฎหมายต้องการให้หยุดทำงานในตำแหน่งที่ถูกกล่าวหา แต่การเป็นรัฐมนตรีในปัจจุบันถือว่าเป็นคนละตำแหน่งกัน ติงคนออกมาแสดงความเห็นควรมีจรรยาบรรณและมารยาท ด้าน 3 รมต. เตรียมนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุม ครม. วันนี้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มี นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ รองประธานศาลฎีกา เป็นผู้พิพากษา และองค์คณะ 9 คน มีคำสั่งประทับรับฟ้องคำสั่งคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับพวกรวม 47 คน เป็นจำเลย

โดยศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรก เวลา 10.00 น. ของวันที่ 26 กันยายน 2551 ซึ่งคดีออกสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัวนี้ มีรัฐมนตรีในรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ตกเป็นผู้ต้องหาอยู่ด้วย 3 คน คือ นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รมว.คลัง และ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม ซึ่งมีความพยายามที่จะชี้ว่ารัฐมนตรีทั้ง 3 คน ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่

*3 รัฐมนตรีทำงานต่อไปได้
กรณีดังกล่าว นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า กรณีนี้ต้องตีความกันอย่างเคร่งครัดและเห็นสมควรว่าการที่จะยุติบทบาทหน้าที่ ไม่ใช่อยู่ในวาระของรัฐบาลนี้ การกล่าวหาความผิด เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในเมื่อกล่าวหาความผิดเช่นนี้แล้ว ก็ควรจะยุติหน้าที่ในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้อำนาจหน้าที่ในรัฐบาลนั้น เมื่อทั้ง 3 รัฐมนตรีเข้ามาทำงานในรัฐบาลชุดนี้ก็ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเดิม

อย่างไรก็ตาม เห็นสมควรว่าควรจะให้ 3 รัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งต่อไป จนกว่าศาลจะพิจารณาแล้วเสร็จ หากจะมองเรื่องมารยาทและจรรยาบรรณแล้ว ก็อยากจะให้ผู้ที่คัดค้าน รอฟังศาลพิจารณาก่อน ไม่ควรจะใช้ความรู้สึกหรืออารมณ์เข้ามาตัดสินในเรื่องนี้ เพราะศาลมีกระบวนการและกฎเกณฑ์อยู่แล้ว

พร้อมกันนี้ยังตั้งคำถามว่าที่มีการอ้างเสียนงเรียกร้องของสังคมนั้น สังคมที่ว่าหมายถึงใคร เพราะหากอ้างเช่นนั้น ก็ยังมีคนอีกส่วนหนึ่ง ที่เห็นว่า 3 รัฐมนตรีสามารถทำงานต่อไปได้

*แนะ ครม.ส่งตุลาการศาล รธน.
ด้าน รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่ายังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ของนักวิชาการ เพราะเนื้อหาในกฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนไว้ไม่ละเอียดว่าตกลงจะให้มีการยุติหน้าที่ในช่วงการดำรงตำแหน่ง ณ ขณะไหน ไม่แน่ใจในเจตนารมณ์ของผู้ที่ร่างกฎหมายฉบับนี้

ถึงอย่างไรเพื่อเป็นการตอบคำถามสังคมให้ชัดเจนก็ควรจะรีบนำไปสู่กระบวนการส่งหนังสือร้องถามคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อตีความว่าต้องการให้เป็นอย่างไร ทั้งนี้ต้องพิจารณาประกอบกับคำตัดสินของศาลด้วย

ด้าน นายยงเกียรติ อดิเศรษฐกุล ผอ.ฝ่ายกฎหมายสำนักงาน กกต. กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่าเป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องชี้ ตีความให้ชัดเจน เพราะบางคนมองว่าควรจะให้ยุติหน้าที่ในขณะรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แต่บางคนก็มองว่าอยากให้ยุติหน้าที่ในรัฐบาลนี้ เพื่อไม่ให้ใช้อำนาจต่อไปได้

ทั้งนี้ เห็นว่า คณะรัฐมนตรีควรยื่นหนังสือถามศาลรัฐธรรมนูญเพื่อความกระจ่าง ตรงนี้เชื่อว่าคณะรัฐมนตรีมีอำนาจทำได้ ปัญหาก็คือหากขณะนี้จะให้รัฐมนตรีทั้งสามหยุดบทบาทหน้าที่จริงก็ต้องหาบุคคลมาทำหน้าที่แทน แต่ถ้าศาลไม่สามารถวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว ก็จะเกิดปัญหาขาดผู้มารับผิดชอบงาน อาจก่อให้เกิดงานสะดุดในรัฐบาลนี้ได้

*“หมอเลี้ยบ” มั่นใจไม่ต้องหยุดงาน
ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จึงต้องไปดูข้อกฎหมายว่าจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ปัจจุบันในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง หรือไม่

“ทั้งนี้ในส่วนของกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 275 และมาตรา 272 วรรคสี่ ระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาว่าจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหาดังกล่าวจึงเป็นข้อกล่าวหาในตำแหน่ง รมว.ไอซีที ซึ่งผมเองได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปแล้ว และรัฐมนตรีชุดนั้นก็หยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ใช่ตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน หากจะตีความว่าจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งปัจจุบันด้วยนั้นคงจะไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่ง รธน.50” นพ.สุรพงษ์ กล่าว

รมว.คลัง กล่าวด้วยว่า ในกรณีนี้ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยให้ความเห็นไว้ว่า ในกรณีนี้ตาม รธน.50 มาตรา 275 และมาตรา 272 วรรคสี่ ผู้ที่ถูกกล่าวหา ซึ่งในปัจจุบันดำรงตำแหน่งใหม่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น ตนขอยืนยันว่าจะไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่

*รอหารือในที่ประชุมครม.
เมื่อถามว่าจะต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนดำรง 2 ตำแหน่ง คือ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการบริหารและอีกตำแหน่งคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หากจะตีความอย่างนั้นแม้แต่ ส.ส. ก็คงเป็นไม่ได้ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาว่าเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างนั้นหรือไม่ เข้าใจว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญคือตำแหน่งที่ถูกกล่าวหา หากผู้ใดมีความเห็นที่แตกต่างไปก็ไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้

ในส่วนของรัฐมนตรีอีก 2 คน คือ นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน และ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม ก็คงจะได้คุยกัน ซึ่งอาจจะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาในเรื่องของข้อกฎหมาย โดยจะมีการปรึกษากันในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันพรุ่งนี้

เมื่อถามว่าการดำเนินการในการตีความของกฤษฎีกาจะกระทำควบคู่ไปกับการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความข้อกฎหมายหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องคงจะดำเนินการเฉพาะในส่วนของกฤษฎีกา ตนทราบว่าจะมี ส.ว. บางส่วนไปยื่นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจะทำให้เกิดบรรทัดฐาน ประเด็นนี้หากเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดบรรทัดฐานก็จะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ทั้งนี้ตนไม่ได้หมายความว่าจะยื้อเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อ แต่หากทำให้เกิดบรรทัดฐานก็จะดี

*ยืนยันประชุม ครม. ตามปกติ
นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่วันนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประทับรับฟ้องคดีหวยบนดินว่า ในส่วนของตนเองนั้น ก็พร้อมน้อมรับกับคำวินิจฉัยที่ศาลฎีกาประทับรับฟ้อง และพร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ก็จะต้องมีการหารือกับอีก 2 รัฐมนตรี คือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม ว่าจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นางอุไรวรรณ ยังกล่าวต่อไปว่า ในวันพรุ่งนี้จะเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ ส่วนด้านการปรับคณะรัฐมนตรี ยืนยันว่า ทางนายกรัฐมนตรียังไม่ได้ประสานมายังพรรคประชาราช แต่อย่างใด

นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม และรองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า ได้ทราบคำพิจารณาของศาลจากข่าวแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ จะเดินทางเข้าประชุม ครม. ตามปกติ และเพื่อหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะฝ่ายกฎหมาย เพราะร่วมรัฐบาลอยู่และเรื่องนี้มีผลต่อ ครม.

เนื่องจากคำสั่งศาลนั้นรับฟ้องอดีตนายกฯ อดีต ครม. และข้าราชการรวม 47 คนด้วยกัน คงต้องหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องและฝ่ายกฎหมายในครม.ก่อนว่าเมื่อศาลรับฟ้องเช่นนี้ต้องปฏิบัติกันอย่างไร อย่างไรก็ตามหากผลการตีความของฝ่ายกฎหมายมีความเห็นออกมาอย่างไรก็พร้อมปฏิบัติตาม ซึ่งข้อกฎหมายนั้นก็มีหลายประเด็นที่ต้องตีความ อย่างไรก็ตามยังไม่ได้หารือกับ นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยในเรื่องนี้



กมธ.ทหารสอย‘กริพเพน’ส่อทุจริต

* พิรุธ!จัดซื้อระบบเรดาร์พันล้านวิธีพิเศษ

กรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนฯ จ่อสอยเครื่องบินรบ “กริพเพน” หลังพบความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อ ยอมรับส่อเงื่อนงำทุจริต แค่เห็นยี่ห้อที่เลือกซื้อก็น่าสงสัยแล้ว ทั้งยังเข้าข่าย ม.190 ค่อนข้างชัดเจน ระบุเป็นเรื่องสำคัญต้องเร่งดำเนินการพิจารณา ขณะเดียวกันพบพิรุธ ที่กองทัพอากาศอีก การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษระบบเรดาร์พันล้านเมืองกาญจน์ พบเอกสารที่ส่งให้พิจารณาไม่เหมือนกับชุดที่ใช้ทำสัญญาจ้าง แถมยังส่อว่าจะมีการงุบงิบเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารสัญญา ส่อเจตนาเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน รวมถึงการตั้งงบบูรณาการเกินจริงถึง 2 เท่า

* ส่องุบงิบแก้สัญญาซื้อระบบเรดาร์เอื้อเอกชน

จากประเด็นข้อกังขาในการจัดซื้อเครื่องบินรบ “กริพเพน” ของกองทัพอากาศในยุค พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข เป็นผบ.ทอ. และรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ด้วยมูลค่า 19,000 ล้านบาท ในลักษณะงบประมาณผูกพัน 5 ปี ที่มีการอนุมัติอย่างรวดเร็วในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และมีการตั้งข้อสงสัยทั้งเรื่องของการจัดซื้อที่อ้างว่าเป็นแบบ G To G รวมไปถึงเรื่องของราคา ระยะเวลาเตรียมการ การโยกงบประมาณ ตลอดจนข้อสงสัยที่ส่อว่าอาจจะมีผู้ได้รับผลประโยชน์หลายพันล้านบาท นั้น

นายวัชระ ยาวอหะซัน ผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวกรรมาธิการฯ ได้มีการพูดคุยกันบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงในรายละเอียดมากนัก ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทางกรรมาธิการฯ ให้ความสนใจ และต้องการเร่งการพิจารณา ที่ผ่านมาทางกองทัพอากาศก็ได้ส่งคนมาอธิบายเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่ประธานฯ มองว่าเรื่องนี้มีที่มาไม่ชอบและส่อเค้าทุจริต

ในส่วนของกรรมาธิการฯ กำลังพิจารณาอยู่ว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในอำนาจการพิจารณาว่ามีความผิดตามมาตรา 190 หรือไม่ โดยส่วนตัวนั้นตนมองว่าหากทางกรรมาธิการฯ มีอำนาจในการพิจาณาคาดว่าอย่างไรเรื่องนี้ก็คงไม่ผ่านตามมาตรา 190 อยู่แล้ว

“ผมมองว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก เพราะทราบแค่ชื่อยี่ห้อของเครื่องบินแล้ว ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเลือกซื้อยี่ห้อนี้ เพราะยี่ห้ออื่นๆ ของประเทศอื่นที่มีคุณภาพดีกว่าก็มี ซึ่งทางกรรมาธิการฯ ก็จะเร่งพิจารณาไปตามข้อเท็จจริง” นายวัชระกล่าว

ขณะเดียวกันนอกจากจะพบข้อสงสัยในการจัดซื้อเครื่องบินรบกริพเพน 6 ลำดังกล่าวแล้ว ก็ยังพบเรื่องที่มีการร้องเรียนถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่ามีความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการพัฒนาระบบควบคุมและแจ้งเตือนการป้องกันทางอากาศ

โดยเอกสารการร้องเรียนระบุว่ากองทัพอากาศได้รับงบประมาณเพื่อดำเนินการโครงการดังกล่าว ในปี 2549-2552 โดยมีการแยกส่วนงานออก 3 งานประกอบไปด้วย 1.งานจัดซื้อเรดาร์พร้อมการติดตั้ง ที่สถานีเรดาร์เขาใหญ่ จ.กาญจนบุรี 2.งานจัดซื้ออุปกรณ์ระบบโทรคมนาคมและระบบวิทยุ และ 3.งานจ้างบูรณาการระบบสื่อสารโทรคมนาคมและระบบวิทยุ

ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าวมีการตั้บงคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ และคณะกรรมการมีการพิจารณาแล้วระบุว่าข้อเสนอทางเทคนิค และอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ตลอดจนการซ่อมบำรุงของ บริษัท Nera Telecommunications ประเทศสิงคโปร์ ให้ประโยชน์กับทางราชการสูงสุด จึงได้เลือกบริษัทดังกล่าวเข้ามาเป็นผู้ดำเนินงานที่ 1 และงานที่ 2 โดยได้รายงานผลการพิจารณาให้กรมการทหารอากาศเพื่อดำเนินการจัดซื้อ จัดจ้างโดยวิธีพิเศษ

กระทั่งวันที่ 21 กันยายน 2550 พล.อ.ต.พิริยะ ศิริบุญ เจ้ากรมสื่อสารทหารอากาศได้เป็นผู้ลงนามแทน ในการทำสัญญาจัดซื้ออุปกรณ์ระบบโทรคมนาคมและระบบวิทยุมูลค่า 850 ล้านบาท และสัญญาจ้างบูรณาการระบบสื่อสารโทรคมนาคมและระบบวิทยุอีก 145 ล้านบาท โดยมีบริษัท Nera Telecommunications เป็นคู่สัญญาทั้ง 2 งาน

ซึ่งประเด็นที่ปรากฏในเอกสารสัญญาดังกล่าว มีข้อมูลส่อว่าอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน ส่อเจตนาทุจริต กระทำโดยปราศจากอำนาจหรือนอกอำนาจหน้าที่

ประการแรกพบว่าเอกสารที่ใช้ในการทำสัญญาต่างจากเอกสารที่มีการเสนอให้คณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษคัดเลือก และเป็นเอกสารที่ไม่มีลายมือชื่อของคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษแนบท้ายสัญญา

ประการที่สองการทำสัญญาโดยมีการเปลี่ยนแปลงต่อเติมข้อความจากที่กรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษมีการเจรจาตกลงกับผู้ขายไว้ กรมสารบรรณทหารอากาศไม่ได้แจ้งให้คณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษให้ความเห็นชอบก่อนนำเรียนผบ.ทอ. เพื่อขออนุมัติใช้ทำสัญญา ซึ่งทั้ง 2 ประการนี้ส่อเจตนาว่าอาจจะจงใจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน

นอกจากนี้ในประเด็นที่สาม การตั้งวงเงินจ้างบูรณาการระบบสื่อสารโทรคมนาคมและระบบวิทยุไว้สูงถึง 145 ล้านบาท ทั้งที่ปกติน่าจะมีการตั้งราคาไว้ที่ประมาณร้อยละ 5-10 ของราคาอุปกรณ์ ซึ่งมีการจัดซื้อในวงเงิน 850 ล้านบาท การจ้างงานบูรณาการระบบฯ คิดอย่างมากที่สุดร้อยละ 10 ก็ไม่ควรจะใช้งบประมาณเกิน 85 ล้านบาท แต่ทำไมจึงมีการตั้งงบไว้ถึง 145 ล้านบาท

ที่สำคัญในเวลาต่อมายังมีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษตามสัญญาเลขที่ 56/2550 ลงวันที่ 28 กันยายน 2550 เพื่อปรับปรุงเรดาร์ Giraffe-180 เป็นเงินสูงถึง 89,987,000 บาท ทั้งที่ข้อเสนอนี้บริษัทได้กำหนดเป็นข้อเสนอพิเศษไว้อยู่แล้วและเป็นเหตุหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ดำเนินงานในเรื่องดังกล่าว

การดำเนินการดังกล่าวทั้งหมดจึงส่อเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และความผิดตาม พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของีรัฐ



จนท. ผู้ต้องหา เหยื่อ พยาน?

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

มุมมองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมไทยและสากล

ในงานสัมมนาโครงการส่งเสริมและพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทย ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2551 ณ โรงแรมอมารี แอร์พอร์ต โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชน แก่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมของกระทรวงยุติธรรม เกี่ยวกับหลักสิทธิมนุษยชนที่เป็นมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลของสหประชาชาติ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยไม่เกิดการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชน จากกระบวนการสอบสวนเพื่อค้นหาความจริง

ดร.คณิต ณ นคร ประธานกรรมการการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวในการบรรยายเรื่อง “สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม” โดยระบุว่า กระบวนการยุติธรรมไทยได้พัฒนามาจากระบบไต่สวนที่ไม่แยกอำนาจหน้าที่การ สอบสวนฟ้องร้อง กับการพิจารณา พิพากษา ออกจากกัน การตรวจสอบความจริงในระบบไต่สวนจึงมีชั้นเดียว คือ การตรวจสอบโดยศาล ในระบบไต่สวน “ผู้ถูกกล่าวหา” เป็น “กรรมในคดี” จึงขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่ซึ่งเป็นระบบกล่าวหา ได้แยกอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบความจริงออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ การตรวจสอบความจริงในชั้นเจ้าพนักงาน และการตรวจสอบความจริงในชั้นศาล

โดยกฎหมายได้กำหนดให้ผู้ต้องหามีสิทธิต่างๆ ในการต่อสู้ทางคดี ซึ่งสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ วิธีพิจารณาคดีอาญาที่ดีต้องมีความเป็นเสรีนิยม มีความเป็นประชาธิปไตย และเป็นการกระทำเพื่อสังคม ให้สังคมได้รับรู้ ตระหนัก และเห็นว่ากระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ถูกต้อง อีกทั้งนัยที่สำคัญในตัวกฎหมายประกอบด้วย 2 หลักสำคัญ คือ เป็นกฎหมายที่รักษาความสงบเรียบร้อย และเป็นกฎหมายที่เป็นการคุ้มครองสิทธิ ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนก็จะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะการตรวจสอบความจริงที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนในชั้นเจ้าพนักงาน จึงต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาเสมอ ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่า การกระทำดังกล่าวนั้นเป็นความผิดอาญาหรือไม่ และเป็นความผิดฐานใด พนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวง เพื่อยืนยันการกระทำนั้นต่อศาล

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ บทบาทการตรวจสอบใน การออกหมายค้น และการขอหมายจับของศาล ซึ่งเป็นการพิจารณาตามหลักเกณฑ์และความจำเป็นของการขอออกหมายค้น หมายจับ ยังไม่แสดงถึงความเป็นเสรีนิยมในด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเท่าที่ควร และหลายส่วนก็ยังไม่เป็นไปตามกฎหมายเท่าที่ควร อย่างเรื่องของการขอหมายค้น หมายจับ รวมทั้งความสมบูรณ์ของการแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งยังไม่สมบูรณ์นัก การแจ้งข้อกล่าวหาที่สมบูรณ์จะต้องแจ้งว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาคืออะไร และผิดกฎหมายอย่างไร

ตรงจุดนี้ควรพัฒนาเรื่องการเคารพสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาให้มากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้อาชีพนายประกันและบริษัทประกันเสรีภาพที่เข้ามาหากินในขั้นตอนการขอประกันตัวของผู้ต้องหา ได้ผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลจากการประกันเสรีภาพ ซึ่งระบบอยางนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เป็นการซ้ำเติมผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นประชาชนยากจน กระทรวงยุติธรรมจึงต้องเข้าไปดูแลแก้ไข

“ตามกฎหมายกระบวนการยุติธรรมไทยในปัจจุบันสามารถคุ้มครองสิทธิมนุษยชนดีพอสมควร แต่ทางปฏิบัติยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนบ่อยครั้ง การปฏิรูปกฎหมายต้องทำพร้อมกัน 3 อย่าง คือ ปฏิรูปตัวบทกฎหมาย ปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย และปฏิรูปความคิดของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม ผมคิดว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษหน่วยงานใหม่ เป็นมิติใหม่ของสังคมไทย ที่จะปฏิรูปความคิดของคนในองค์กรได้ และจะทำให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนได้” ดร.คณิต กล่าว

Mr.Homayoun Alizadeh Regional Representative, Office of High Commissioner for Human Rights : OHCHR บรรยายเรื่อง “Human Rights : The Road to Justice” โดยกล่าวว่า ในการทำให้เกิดการเคารพสิทธิมนุษยชนดำเนินไปได้ด้วยดี จะต้องคำนึงถึงคนยากจน และผู้ทุพพลภาพ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มักจะถูกละเลย

ฉะนั้นจะต้องมีกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีกฎเกณฑ์เพื่อการดำเนินการ และมีแนวทางที่ละเอียดที่จะดำเนินไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่ถ่องแท้ ดังนั้นการสร้างสังคมยุติธรรมคนในสังคมนั้นจะต้องมีสิทธิมนุษยชนที่เท่าเทียมกันทุกคน
Dr.Friedrich Hamburger Ambassador Head of Delegation, EU Delegation บรรยายเรื่อง “The Role of international Cooperation to Promoting and Protecting Human Rights” โดยกล่าวว่า ตนได้ยินบ่อยครั้งเรื่องการที่ผู้ต้องหาหรือผู้เกี่ยวข้องในคดีไม่ได้รับการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเหมาะสม และเข้าใจว่าวัฒนธรรมความเชื่อที่แตกต่างกันของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลกระทบกับเรื่องนี้โดยเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งตนเชื่อว่ากลุ่มประเทศเหล่านี้กำลังปรับตัวให้สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

ซึ่งปัจจุบันสมาชิกสหภาพยุโรปและอื่นๆ ราว 110 ประเทศ ได้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิตไปแล้ว และในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปยังได้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อปรับปรุงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศสมาชิกให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งใน ปี 2006 ได้มีกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไว้ว่า จะไม่มีการซื้อสินค้าจากประเทศที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือประเทศที่ยังมีการลงโทษประหารชีวิตอยู่ นอกจากนี้ ในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้มีการกำหนดจุดยืนของตัวเองในเวทีระหว่างประเทศไว้ โดยมีเป้าหมายในการพยายามคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้วย

นายชัชชม อรรฆภิญญ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ รักษาการอัยการพิเศษ ฝ่ายกิจการต่างประเทศ สำนักงานต่างประเทศ สำนักอัยการสูงสุด กล่าวว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นได้มากที่สุดในคดีอาญา ทั้งนี้เนื่องจากการรับโทษในคดีอาญาของผู้ต้องหาแต่ละประเภทล้วนกระทบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นปรับ ยึดทรัพย์ จำคุก ประหารชีวิต นอกจากนั้นระหว่างการดำเนินคดีก็คล้ายกับว่าเจ้าพนักงานจะมีดาบอาญาสิทธิ์ที่จะไปจับกุม หรือถามคำถามที่ปกติจะไม่สามารถถามคนอื่นได้เลย แต่เมื่อสวมบทพนักงานสอบสวนแล้วเขาสามารถถามคำถามเหล่านั้นได้ จึงเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นได้

ดังนั้น การคุ้มครองสิทธิกับการดำเนินคดีสามารถทำควบคู่กันได้ แต่ต้องถามก่อนว่า การคุ้มครองสิทธินั้นสิทธิของใคร เพื่ออะไร และทำอย่างไร และต้องคำนึงว่าผู้ที่จะต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิคือผู้ต้องหา ผู้เสียหาย หรือเหยื่อ และพยาน การคุ้มครองสิทธินั้นเป็นไปเพื่อค้นหา “ความจริง” ซึ่งจะเป็นเกราะปกป้องทั้ง 3 ฝ่าย ในกระบวนการค้นหาความจริงของกระบวนการยุติธรรม

สำหรับบทบาทอัยการกับการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการค้นหาความจริง ทั้งในคดีอาญา คดีแพ่ง และคดีปกครองนั้น อัยการมีบทบาทเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสิ้น รวมทั้งในส่วนคดีอาญาพิเศษ ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในเรื่องการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 (5) และยังมีกฎหมายอื่นๆ ที่กล่าวถึงการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลอื่นไว้

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)



แก๊งไม้จิ้มฟัน กับต้นทุนทางสังคมที่สุดเสื่อม

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนมีภาวะเสื่อมถอยของสิ่งที่เรียกว่า “สังขาร” ยิ่งเกิดมานานก็ยิ่งเข้าใกล้ แก่ เจ็บ และตาย เป็นธรรมดาโลก

จะมีก็แต่ “ประสบการณ์” ที่ยิ่งผ่านหลายฝนก็ยิ่งสั่งสมพอกพูนเป็นสิ่งที่แก่กล้า แข็งแรงสวนทางภาวะถอยหลังของร่างกาย

ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เปรียบคนที่เป็น “ผู้หลักผู้ใหญ่” ว่าเป็นดัง “ไม้ยืนต้น” แผ่กิ่ง ก้าน ใบ ให้คนรุ่นหลังได้พึ่งพิงอาศัย

นึกชื่อ “ผู้หลักผู้ใหญ่” ของบ้านเมืองนี้ ก็มีไม่กี่สิบคน เช่น ชื่อของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายอานันท์ ปันยารชุน นพ.ประเวศ วะสี ฯลฯ เหล่านี้ล้วนขึ้นทำเนียบ “ไม้ยืนต้น” กันได้แล้วทั้งนั้น พูดจาอะไรแต่ละคำ สังคมก็ต้องหยุดฟัง สื่อมวลชนต้องให้พื้นที่

แต่พูดแล้ว ฟังแล้ว จะมีคนเห็นดีเห็นงามด้วยสักแค่ไหน...ก็อีกเรื่อง

ระยะหลัง 2-3 ปี นอกจากไม่ค่อยมีคนเห็นดี ยังร่ำๆ จะกลายเป็นร้าย

“ส่วนรวม” ไม่ได้ประโยชน์อะไร และคนพูดก็กลายเป็นความขายหน้าว่า ไม้ใหญ่เป็นได้แค่ท่อนไม้ผุๆ ติดตลิ่ง

สำหรับ “ป๋า” แทบไม่ต้องพูดถึง เพราะหลังจากแนวร่วมด้วยกันเองอย่าง “สุริยะใส กตะศิลา” หลุดปากโพล่งออกมาว่า อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

หอก ดาบ กระถาง รองเท้า ฯลฯ ก็ปลิวว่อนใส่ไม้ใหญ่ต้นนี้ชนิดไม่มีเหลือความเคารพ

ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่เคารพยำเกรงระบบอาวุโส แต่ในแง่ระบอบการปกครอง ก็มีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เมื่อใครก็ตามมีพฤติกรรมทำลายระบอบประชาธิปไตย ก็เป็นอันลืมได้เลยว่าจะมีความอาวุโสเป็นเกราะกำบัง

ปรากฏการณ์ไม่เห็นแก่หัวหงอกหัวดำจึงเกิดขึ้นไปทั่วในขณะนั้น

เช่นเดียวกันกับแก๊งไม้ยืนต้นระดับแนวหน้าของประเทศไทยอีกไม่ต่ำกว่าสิบ...จากไม้ใหญ่กลายเป็นได้เพียง “ไม้แคะฟัน” ก็เพราะหลังรัฐประหาร 19 กันยายน กันแทบทั้งสิ้น

พวกที่ยังยกมือไหว้กันได้ ก็พวกลัทธิเทวดาที่เห็นตัวเองสูงส่งกว่าชาวบ้านเหมือนกัน จึงยังนับเป็นพวกเดียวกันได้ แต่สำหรับฝ่าย “ประชาธิปไตย” จะมีใครกล้ายกมือว่าเป็นพวกเดียวกับคนอย่าง อานันท์ ประเวศ ธีรยุทธ ฯลฯ บ้าง

ออกมาพูดจากี่ครั้ง ก็ยังย้ำคิดอยู่แต่ว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นความเลวร้าย จิกกัดคนที่เคารพประชาธิปไตยเสียงข้างมากว่าเป็นพวกยึดติด “รูปแบบ”

ทั้งที่ “รูปแบบ” ก็เป็นสิ่งสะท้อน “เนื้อหา” ถ้าเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตยเสียแล้ว รูปแบบจะเป็นประชาธิปไตยอย่างไรได้

หรือต้องให้เป็นรูปแบบสรรหาอย่าง “การเมืองใหม่” คนอย่างนายอานันท์ หรือใครต่อใครในบรรทัดเดียวกัน จึงจะให้การยอมรับ

ในแง่นี้ กลุ่มก๊วนอย่าง “พันธมาร” ก็อาจยังน่านับถือมากกว่าที่กล้าแสนอ “รูปแบบ” ของตัวเอง ให้สังคมมองเห็นกันไปเลยว่า นี่เป็นการโต้แย้งของฝ่ายประชาธิปไตยกับอำมาตยาธิปไตย

ต่างจากแก๊งไม้จิ้มฟัน ที่อาศัยความอาวุโสและต้นทุนทางสังคมแต่ก่อนเก่ามาเป็นทุนรอนให้พูดอะไรได้นานสองนาน โดยรับประกันได้ว่าพรุ่งนี้ก็จะมีพื้นที่ในข่าว

ถ้าไม่เรียกว่ากินบุญเก่า ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร เพราะที่คนส่วนหนึ่งยังอุตส่าห์ให้ความสนใจ ก็มาจาก “ชื่อ” ทั้งนั้น แต่อ่านไปหลายบรรทัดก็พบว่า เนื้อหาล้วนวนเวียนอยู่ที่เดิม

19 กันยายน ไม่มีคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างไร จนบัดนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น

ถ้าอยากเห็นบ้านเมืองมีทางออกร่วมกันอย่างถูกต้องเที่ยงธรรมจริง แล้วหดหัวไปไหนในวันที่แก๊งข้างถนนก่อเหตุป่วนให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ

หรือเพราะตัวเองก็ผูกติดอยู่กับแก๊งพาลและมาร อย่างยากจะแยกออกจากกัน

ใครที่ยังชอบตื่นเต้นในสิ่งที่คนอย่างประเวศ อานันท์ ธีรยุทธ ฯลฯ ออกมาพูด น่าจะได้ทบทวนสติปัญญาของตัวเองให้มากหน่อย หรืออย่างน้อยก็ตอบตัวเองให้ได้ว่า กล้ายอมรับหรือเปล่าว่าตัวเองไม่ยอมรับประชาธิปไตย ไม่ยอมรับระบอบที่ให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน

เพราะพื้นฐานความคิดของคนเหล่านั้น จะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ล้วนอยู่บนฐานที่ว่า ไม่มีใครรู้ดีกว่าตัวเองทั้งสิ้น ชาวบ้านที่เลือกตั้งรัฐบาลเข้ามาก็เป็นได้แค่วัวแค่ควาย ที่เลือกรัฐบาลโจรเข้ามาสร้างปัญหาให้ประเทศ คนเหล่านี้จึงเห็นว่ามีแต่รัฐบาลที่เป็นปัญหา แต่แก๊งข้างถนนอย่างพันธมาร หรือพวกที่ชอบอ้างคำว่าภาคประชาชน ทั้งที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชน...ยังไม่ใช่

เพราะคิดและเชื่อกันอย่างนี้ พูดกี่ทีๆ จึงไม่เคยมีอะไรสร้างสรรค์

เป็นไม้จิ้มฟันที่ทิ่มแทงเหงือกให้เลือดไหลซิบเท่านั้นเอง



ถึงเวลา...ปฏิรูปกฎหมาย?

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมของไทย ยังเป็นเรื่องที่ได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แม้จะเชื่อมั่นกันว่า กฎหมายกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบัน สามารถคุ้มครองสิทธิมนุษยชนดีพอสมควร แต่ในทางปฏิบัติยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนบ่อยครั้ง

ดังนั้น การปฏิรูปกฎหมายจึงจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ทั้งการปฏิรูปตัวบทกฎหมาย ปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย และปฏิรูปความคิดของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม

ดร.คณิต ณ นคร ประธานกรรมการการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวในการบรรยายเรื่อง “สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม” ในงานส่งเสริมและพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทย โดยระบุว่า

“ยุคเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมไทย ได้พัฒนามาจากระบบไต่สวนที่ไม่แยกอำนาจหน้าที่การสอบสวนฟ้องร้องกับการพิจารณาพิพากษาออกจากกัน การตรวจสอบความจริงในระบบไต่สวนจึงมีชั้นเดียว คือ การตรวจสอบโดยศาล ในระบบไต่สวน “ผู้ถูกกล่าวหา” เป็น “กรรมในคดี” จึงขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน

ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่ ซึ่งเป็นระบบกล่าวหา ได้แยกอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบความจริงออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ การตรวจสอบความจริงในชั้นเจ้าพนักงาน และการตรวจสอบความจริงในชั้นศาล โดยกฎหมายได้กำหนดให้ผู้ต้องหามีสิทธิต่างๆ ในการต่อสู้ทางคดี ซึ่งสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ วิธีพิจารณาคดีอาญาที่ดีต้องตามตำรานั้นได้กล่าวไว้ว่า ต้องมี 3 ส่วน คือ ต้องมีความเป็นเสรีนิยม พูดถึงการคุ้มครองสิทธิ มีความเป็นประชาธิปไตย ยกตัวอย่างเช่น การที่จะพิจารณาพิพากษาต้องกระทำโดยเปิดเผย และเป็นการกระทำเพื่อสังคม ให้สังคมได้รับรู้ ตระหนัก และเห็นว่ากระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ถูกต้อง

อีกทั้งนัยที่สำคัญในตัวกฎหมายประกอบด้วย 2 ประการ คือ ประการแรก เป็นกฎหมายที่รักษาความสงบเรียบร้อย ประการที่สอง เป็นกฎหมายที่เป็นการคุ้มครองสิทธิ เป็นกฎหมายที่ดูแลให้เกิดความถูกต้อง และเป็นกฎหมายที่วางกรอบการใช้อำนาจ ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนก็จะเกิดขึ้น

โดยเฉพาะการตรวจสอบความจริงที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนในชั้นเจ้าพนักงานนั้นมีความสำคัญสูงสุด จึงต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาเสมอ

ขั้นตอนของการตรวจสอบชั้นเจ้าพนักงาน ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นความผิดอาญาหรือไม่ และเป็นความผิดฐานใด และเมื่อเห็นว่าเป็นความผิดอาญาแล้ว จึงเริ่มขั้นตอนพนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยาน หลักฐานทั้งปวง เพื่อยืนยันการกระทำนั้นต่อศาล ไม่ใช่เริ่มนำตัวมาจับขังไว้ แต่ต้องเริ่มจากการตรวจสอบความจริง และมีการรวบรวมหลักฐานเพื่อระบุว่าผิดจริงจึงสามารถนำตัวมาได้ และมีการใช้มาตรการบังคับเพื่อการรวบรวมพยานหลักฐาน เช่น การค้นตัว จริงๆ จะต้องกระทำเมื่อถึงคราวจำเป็นและทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ บทบาทการตรวจสอบในการออกหมายค้นและการขอหมายจับของศาล ในรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งเป็นการพิจารณาตามหลักเกณฑ์และความจำเป็นของการขอออกหมายค้น หมายจับ ยังไม่แสดงถึงความเป็นเสรีนิยมในด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเท่าที่ควร และหลายส่วนก็ยังไม่เป็นไปตามกฎหมายเท่าที่ควร อย่างเรื่องของการขอหมายค้น หมายจับ รวมทั้งความสมบูรณ์ของการแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งยังไม่สมบูรณ์นัก การแจ้งข้อกล่าวหาที่สมบูรณ์จะต้องแจ้งว่าการกระทำของเขาคืออะไร และผิดกฎหมายอย่างไร

ด้านการรวบรวมพยานหลักฐานเสียก่อน และการที่จะดึงตัวเพื่อจะมีจุดมุ่งหมายไว้พิจารณาคือ ประการแรก เพื่อให้การสอบสวนดำเนินไปได้โดยเรียบร้อย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าไม่ได้สอบปากคำผู้ต้องหาก็จะไม่สามารถฟ้องได้ ประการที่สอง จำเป็นที่จะต้องคุมตัวไว้ แต่เมื่อสอบปากคำแล้วเท่านั้น

ซึ่งการที่คุมตัวไว้นั้นจำเป็นหรือไม่ จะต้องตอบคำถามได้ว่าทำไมถึงต้องจำเป็น เช่น การฟ้องจำเป็นที่ต้องมีตัวผู้ต้องหา หรือการพิจารณาคดีก็จำเป็นที่จะต้องมีตัวผู้ต้องหาเช่นกัน

เพราะฉะนั้นในชั้นเจ้าพนักงานมี 2 เรื่องที่จะต้องพิจารณาให้ดี ซึ่งถ้าไม่มี 2 อย่างนี้แล้วโดยหลักการจะคุมตัวบุคคลไว้ไม่ได้ กระบวนการเอาตัวบุคคลไว้ใต้อำนาจรัฐมันเป็นกระบวนการเดียว นั่นหมายถึงว่า การออกหมายจับหรือการจับตัว การควบคุมขัง ทุกอย่างนี้คือเรื่องเดียวกัน ที่มีเป้าหมายเดียวกัน

ตรงจุดนี้เราควรพัฒนาเรื่องการเคารพสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาให้มากขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้อาชีพนายประกันและบริษัทประกันเสรีภาพที่เข้ามาหากินในขั้นตอนการขอประกันตัวของผู้ต้องหา และได้ผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลจากการประกันเสรีภาพ ซึ่งระบบอยางนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ซึ่งถ้าหากว่าปฏิบัติถูกต้องตามขั้นตอนแล้ว สิ่งเหล่านี้จะถูกกำจัดออกไปจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นการช่วยให้ผู้ถูกซ้ำเติมซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นประชาชนยากจน กระทรวงยุติธรรมจึงต้องเข้าไปดูแลแก้ไข

ด้านการพิจารณาถึงความจำเป็นลำดับต้น ที่จะพิจารณาดึงตัวบุคคลไว้ภายใต้อำนาจรัฐนั้นคือ มีการหลบหนีและการยุ่งเหยิงในพยานหลักฐาน หรืออย่างเช่น ถ้าปล่อยตัวไปจะกลับไปกระทำผิดซ้ำ อย่างนี้เป็นต้น ในส่วนของการกระทำผิดร้ายแรงนั้น เป็นประเด็นรองที่ใช้ในการพิจารณา เช่น การกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่น ก็สามารถที่จะยอมให้ประกันปล่อยตัวออกไปได้ ถ้าผู้นั้นไม่มีท่าทีที่จะแสดงการหลบหนีหรือยุ่งเหยิงเกี่ยวกับคดี

แต่ว่ามักมีความเข้าใจผิดกันมากว่า ความผิดร้ายแรงเป็นสาเหตุที่เพียงพอในการคุมตัวบุคคล แต่จริงๆ แล้วควรที่จะมีการพิจารณาในหลายด้าน เพราะถ้าให้มีความเสรีนิยมแล้วนั้น ต้องมีองค์ประกอบให้ครบในหลายด้าน

กรณีเรื่องการแจ้งข้อหานั้น แม้จะมีการแก้ไขไปแล้ว แต่ความจริงนั้นยังไม่ถือว่าสมบูรณ์ ซึ่งกฎหมายกล่าวว่า ให้แจ้งการกระทำที่ผู้ต้องหากระทำผิดแล้วจึงแจ้งข้อหาให้ทราบ

ในส่วนของการเรียกตัวผู้ถูกกล่าวหานั้น ต้องพิจารณาจากความจำเป็นอย่างไร ความจำเป็นนั้นคือ เพื่อต้องการจะสอบปากคำหรือว่ามีทีท่าว่าจะหลบหนี ซึ่งมีการหยิบยกประเด็นนี้มาเป็นที่กล่าวถึงบ่อยมากในช่วงนี้ ดังนั้นจึงต้องมีหน้าที่ที่จะมีการสร้างมาตรฐานที่ดีให้เกิดขึ้น

ต่อมานั้นคือ การขอหมายจับก็ต้องเกิดในความจำเป็นที่จะเกิดขึ้นนั้นจากที่มีการกล่าวไว้ก่อนหน้าคือ หลบหนี ยุ่งเหยิงกับคดี หรือว่ามีการกระทำผิดซ้ำ แต่กฎหมายในบ้านเรานั้นพิจารณาจากโทษร้ายแรง นั่นคือ โทษเกิน 3 ปี

ซึ่งตรงนี้นั้นเกิดจากความบกพร่องในข้อกฎหมาย การขอหมายจับในต่างประเทศนั้น จะต้องผ่านพนักงานอัยการ แต่ว่าตามกฎหมายของบ้านเรานั้นไม่จำเป็น สาเหตุที่ต้องมีการผ่านขั้นตอนอัยการก่อนนั้น เพื่อที่จะต้องตรวจสอบโดยชั้นหนึ่งก่อนว่ามีความผิดจริงหรือเปล่า มีเหตุจำเป็นอย่างไร เมื่อผ่านความเห็นของอัยการแล้ว จึงส่งต่อให้กับทางศาลแต่นั้น ไม่ได้หมายความว่าเมื่อศาลได้รับเรื่องแล้วศาลจะต้องอนุญาตโดยทันที แต่ศาลจะต้องนำมาเพื่อพิจารณาอีกขั้นตอนโดยละเอียดรอบคอบ

เพราะฉะนั้นปัญหาในการกระทบกระทั่งสิทธจึงเกิดได้ยาก แต่ว่าในขั้นตอนของกฎหมายไทยนั้นสามารถเกิดได้

ดังนั้น การขอหมายจับในกฎหมายไทยนั้นยังไม่เป็นไปตามกฎหมายเท่าที่ควร ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว ภารกิจของผู้พิพากษาจะต้องเป็นบุคคลที่ถือครองความยุติธรรมซึ่งต้องมีความเป็นเสรีนิยมสูงสุด เพราะฉะนั้นในการตรวจสอบการออกหมายจับของศาลนั้น คิดว่ายังขาดความมีเสรีนิยมแสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจในบทบาทที่ตัวเองซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิ

ในด้านการตรวจสอบในชั้นศาล การฟ้องคดีนั้นคือ การยืนยันการกระทำ การยืนยันข้อเท็จจริงที่ได้จากการสอบสวน แต่จริงๆ แล้วการฟ้องคดีของอัยการนั้นก็ยังไม่ถือว่าถูกต้องตามหลักกฎหมาย ในเรื่องของการบรรยายฟ้องต้องบรรยายการกระทำ ซึ่งการกระทำนั้นเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องใช้ในการพิจารณา แต่ของบ้านเรานั้นทำเพียงแค่ให้ครบองค์ประกอบของกฎหมาย

ซึ่งเป็นการบรรยายฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามหลักของกฎหมาย ซึ่งหากเราพิจารณาในมาตรา 158 การฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำ แต่ของเรานั้นไม่มีการกระทำใดๆ เลย แม้ว่าพนักงานอัยการจะเห็นผู้ต้องหานี้กระทำโดยป้องกันตนเอง แต่ไม่มีข้อเท็จจริงอะไรเลย ซึ่งไปฟ้องจำเลยว่าฆ่าคนตายนั้นเพราะว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ แต่หากศาลเห็นว่าไม่ได้เป็นกระทำที่เกินกว่าเหตุ จะสามารถทำการตรวจสอบได้

แต่การทำงานบ้านเราโดยการทำงานของอัยการนั้นไม่สามารถตรวจสอบได้เลย และถ้าหากการตรวจสอบความจริงเจ้าพนักงานมีความเกินภาวะวิสัยที่ได้กล่าวเอาไว้นั้น แล้วการฟ้องของอัยการถูกกฎหมายนั่นเท่ากับว่าได้คุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาที่ดี และถูกต้อง

ซึ่งในความคิดเห็นว่า หากขั้นตอนในการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์แล้วนั้น จะไม่มีโอกาสที่จะถูกยกฟ้องได้เลย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นนั้นมีการลงโทษได้ถึง 99.61 เปอร์เซ็นต์ แต่ของประเทศไทยเรา ถ้าหากว่าจำเลยปฏิเสธนั้นประกันตัวได้ หรืออาจจะ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเนื่องจากกระบวนการตรวจสอบของเรานั้นยังไม่ดีพอ จึงส่งผลไปถึงศาล

เพราะฉะนั้น สิทธิของผู้ถูกกล่าวนั้นต้องให้ความสำคัญในการดำเนินคดี ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐก็ตาม ควรใช้เท่าที่จำเป็นและตามสมควร สิทธินั้นแบ่งออกได้เป็น 2 หลัก นั่นคือ สิทธิในการกระทำ เช่น มีสิทธิในการให้การ สิทธิในการตั้งทนายซึ่งผู้ต้องหานั้นมีสิทธิที่จะไม่ให้การได้ จะบังคับก็ไม่ได้ ซึ่งกฎหมายมีเขียนไว้ทั้งหมด แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เป็นตามนั้น ดังนั้นสิทธิในการอยู่เฉยนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งมีระบุไว้ชัดเจนว่าไม่ให้กระทำการใดที่กระทบต่อเสรีภาพผู้ต้องหา

อีกประการต่อมานั้นสำคัญอย่างยิ่ง ที่อยากจะฝากถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นั่นคือ สิทธิในการตั้งทนายของประเทศไทยนั้นยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ซึ่งกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้พิการทางสายตา หรือมีปัญหาในการได้ยิน ซึ่งบ้านเรายังไม่มีทนายให้นั้น ความจริงมันจำเป็นอย่างมาก

โดยสรุปว่า ตามกฎหมายกระบวนการยุติธรรมไทยในปัจจุบัน สามารถคุ้มครองสิทธิมนุษยชนดีพอสมควร แต่ทางปฏิบัติยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนบ่อยครั้ง การปฏิรูปกฎหมายต้องทำพร้อมกัน 3 อย่าง คือ ปฏิรูปตัวบทกฎหมาย ปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย และปฏิรูปความคิดของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม

ผมคิดว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ หน่วยงานใหม่ เป็นมิติใหม่ของสังคมไทย ที่จะปฏิรูปความคิดของคนในองค์กรได้ และจะทำให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนได้”


‘ทักษิณ’ วอนคนไทยปรองดองเพื่อในหลวง

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

ท่ามกลางสถานการณ์การเผชิญหน้าของคนในสังคมไทยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง หรือสถานการณ์การเผชิญหน้าระหว่างพรมแดนประเทศ ที่ถูกปลุกเร้ากระแสล้าหลังคลั่งชาติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกเผด็จการทำรัฐประหาร ได้เปิดเผยความในใจของเขา จากการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเนื่องในโอกาสครบรอบวันเกิด เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ต่อสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ ฝากความห่วงใยของเขาถึงประชาชนคนไทยดังนี้

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกับกลุ่มแฟนคลับที่ให้กำลังใจ พร้อมทั้งรับดอกไม้ของขวัญวันเกิดซึ่งตรงกับวันที่ 26 กรกฎาคม และได้ถ่ายรูปแจกลายเซ็นให้กับประชาชนเป็นเวลาประมาณ 30 นาที จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้คว้าโทรโข่ง (เครื่องขยายเสียงมือถือ) ของแกนนำแฟนคลับ กล่าวว่า ขอบคุณทุกคนที่แสดงความรักความห่วงใยแก่ตนมาตลอด โดยเฉพาะตอนที่ต้องไประหกระเหินอยู่ต่างประเทศ ก็ได้ช่วยกันส่งกำลังใจ และเรียกร้องต่อสู้กับเผด็จการเพื่อให้ตนได้กลับมา

อดีตนายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้แม้จะกลับมาแล้ว เหตุการณ์ก็ยังไม่สงบ เนื่องจากความไม่เข้าใจกันในหมู่คนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครพึงปรารถนา จึงอยากให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ตนได้แต่เรียกร้องวิงวอน และพยายามไม่ไปยุ่งเกี่ยวอะไร เพราะอยากให้เหตุการณ์ทุกอย่างสงบและยุติโดยเร็ว แต่ถ้าต่างคนต่างกลั่นแกล้งทำร้ายกันและกัน คงยุติยาก หากทุกคนยังคิดว่าเป็นคนไทยด้วยกัน ต้องรวมพลังกันไว้

ถ้านึกตรงนี้ก็ไม่ยากที่จะยุติปัญหา แต่ถ้าคิดว่าเป็นพวกกูพวกมึง ทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกัน มันก็ลำบาก หวังว่าสักวันคงคิดกันได้ว่า ทุกคนเป็นคนไทยด้วยกัน ดังนั้นตราบใดที่มีความรักความผูกพันและความเป็นไทยต่อกัน คิดว่าจะผ่านพ้นวันแห่งความวุ่นวายที่เป็นมาแล้ว 3 ปีได้ ความไม่สงบของบ้านเมืองที่เกิดขึ้น คนที่เดือดร้อนมากที่สุดคือคนไทยที่หาเช้ากินค่ำ คนยากจน ส่วนคนที่กินเงินเดือนคงเดือดร้อนไม่มากเท่า แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ประเทศชาติเสียหาย

"ผมอยากฝากว่า ผมเข้าวัดทำบุญ นั่งสมาธิ อโหสิกรรมทุกวัน กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ผู้จองเวรทั้งหลายตลอดเวลา ตัวผมนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่คือประเทศ อยากเห็นชีวิตคนไทยดีขึ้น หวังว่าคนไทยทุกคนจะให้อภัยกัน และนำความสันติกลับสู่ประเทศโดยเร็ว พวกเราเป็นผู้รักสันติ และอยู่ในกรอบตลอดเวลา แต่ขณะนี้บ้านเมืองเริ่มไม่มีกรอบกันมากขึ้น จึงอยากให้ทุกคนอดทนกันต่อไป สักวันสิ่งที่ดีย่อมชนะสิ่งที่ไม่ดี วันนี้เขาไม่เข้าใจเรา สักวันเขาจะเข้าใจเรา เมื่อเข้าใจเรา ก็จะรู้ว่ามันเสียหายไปเยอะแล้ว หวังว่าทุกคนจะอดทน และจะอยู่ในกรอบต่อไป" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนอยากเห็นความปรองดองของคนในชาติ ไม่อยากเห็นความขัดแย้งที่มีอยู่มากมายแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในวันนี้มันไม่ใช่สะเทือนขวัญคนไทยเท่านั้น แต่คนทั้งโลกที่เขาติดตามประเทศไทย ที่รักประเทศไทย ที่เคยมาเที่ยวมาลงทุนในประเทศไทย ต่างก็บอกว่าเขาอยากเห็นประเทศไทยสันติ และเป็นสยามเมืองยิ้ม เหมือนที่ไทยเคยได้รับการเรียกขานมานาน อยากให้สิ่งเหล่านั้นกลับคืนสู่ประเทศไทยโดยเร็ว

"วันนี้ผมขอให้ทุกฝ่ายได้รู้ว่า ผู้ที่ได้ทำอะไรไม่ดีต่อผม ผมก็ไม่ได้คิดที่จะไปล้างแค้นเจ็บใจอะไร แต่ตรงข้าม ก็คิดว่าคนเรามันมีอารมณ์ มีความรู้สึกกันได้ แต่อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน เพื่อให้ประเทศเข้าสู่ความปรองดอง ถวายพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 5 ธันวาคม ที่จะถึง และถวายพระราชินี ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ อยากให้ทุกคนได้ร่วมใจกันว่า ถ้าใครที่ว่ารักเจ้านายก็ต้องมาร่วมใจกันหันหน้าเข้าหากัน ให้ความปรองดองในชาติเกิดขึ้น" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ปะทะกับกลุ่มต่อต้าน โดยมีการใช้อาวุธทำให้เกิดความรุนแรง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนคิดว่าคนไทยด้วยกัน หันไปทางไหนก็คนไทยทั้งนั้น สู้เก็บแรงเก็บสมอง เก็บปัญญาคนไทยด้วยกัน เอาไว้ต่อสู้กับสิ่งที่มากระทบต่อประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ยังต้องต่อสู้อีกมาก เก็บพลังคนไทยไว้ดีกว่าที่จะห้ำหั่นฆ่าฟันกันเอง

เมื่อถามว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะต่างฝ่ายก็ทิฐิกันอยู่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า บางครั้งก็ถือทิฐิใส่กันมากเกินไป ปล่อยวางไม่ได้ ลองปล่อยวางและคิดว่าคนเราไม่มีใครอยู่ยงคงกระพัน ไม่ว่าจะเป็นอายุไข หรือตำแหน่ง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง หากเข้าใจคำนี้ก็ควรที่จะปล่อยวางแล้วหันหน้าเข้าหากันแบบคนไทยด้วยกันดีกว่า

เมื่อถามความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนใจเข้ามาทำงานการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่หรอก ใจจริงๆ แล้วตนอยากให้เสร็จเรื่องราวของตน แล้วก็อยากจะไปทำมาหากินอยู่ต่างประเทศ เมื่อถามว่าในตอนนี้มีความเป็นห่วงในเรื่องคดีหรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ก็ทำไป ตนเป็นคนเคารพกติกา ก็อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายที่กลั่นแกล้งตนขอให้เคารพในกติกาด้วย ตนอยากให้ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และตอนนี้ก็ทำทีมฟุตบอลแมนฯ ซิตี้ ก็กำลังจะเปิดฤดูกาลแข่งขัน ซึ่งการจะขอออกไปต่างประเทศนั้นก็คงต้องดูภารกิจที่จะต้องไปดำเนินการ

เมื่อถามถึงกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหาร ที่ไทยยอมให้ขึ้นทะเบียนนั้น เพราะแลกกับการทำธุรกิจของตนเองนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวเลย ความจริงแล้วต้องอยู่กันด้วยเหตุผล อย่าอยู่กันแบบไม่มีเหตุผล ตนคิดว่าเมื่อทางรัฐบาลได้รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่แล้ว ก็คงจะเป็นคนที่แก้ปัญหานี้ได้ไม่ยาก เพราะความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นดีอยู่แล้ว

เมื่อถามว่ารัฐมนตรีที่จะเข้ามาแก้ปัญหาควรมีคุณสมบัติอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนคิดว่าคนที่ทางรัฐบาลจะเสนอออกมานั้นคงจะเป็นคนซึ่งพูดกับทุกฝ่ายได้ให้เข้าใจ ให้อยู่ด้วยเหตุและผล ไม่ให้อยู่ด้วยอารมณ์หรือความเป็นพวกพ้อง ตนอยากบอกว่า โดยทั่วโลกนั้น นโยบายต่างประเทศถือว่าเป็นเรื่องของประเทศ ไม่ใช่เป็นเรื่องของพวกหรือฝ่าย หรือพรรค เมื่อถามว่าห่วงสถานภาพของรัฐบาลในปัจจุบันอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า “ไม่หรอกครับ ทุกอย่างให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย”

ที่มาของข่าว www.thai-grassroot.com


ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา : บทเรียนคนปากไม่มีหูรูด

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

ลักษณะเหมือน “เจ้าลัทธิ” ไปแล้วทุกวัน สำหรับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล

ภาพผู้ชุมนุมที่พากันร้องห่มร้องไห้เมื่อแกนนำของตัวเองถูกออกหมายจับ โทษฐานมีถ้อยคำปราศรัยที่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มันชวนให้สงสัยและขนลุกไปพร้อมๆ กันว่า พวกเขากำลังรู้สึกอะไร และนายสนธิเป็นใคร

ถ้ามั่นใจว่าไม่มีความผิด แล้วทำไมต้องตีบทโศกกันไปก่อน ราวกับจะไม่ได้เห็นหน้ากันอีกแล้วในโลกนี้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าลัทธิลิ้มออกอาการ “ปากพล่อย”

โทษผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับการพูดจาพาดพิงใส่ร้ายผู้อื่น ก็มีติดตัวเป็นหางว่าว

แต่เพราะความสามารถในการเป่ากระหม่อมเสกคาถาหรืออย่างไรไม่ทราบได้ จึงยังมีผู้คนมากมายยินยอมพร้อมเคียงข้าง เพื่อสร้างความชอบธรรมและยิ่งใหญ่ให้อยู่เสมอ

และนั่นก็ยิ่งทำให้เหิมเกริม ไม่ติดหูรูดที่ปากอีกต่อไป

นึกอยากจะพูดโกหกตอแหลแค่ไหนก็พูดได้ อย่างไม่เกรงกลัวว่าจะเสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง

ก็ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ถึงขนาดมี “รถถัง” หนุนหลัง...แล้วยังจะกลัวอะไรอีก

โรคปากไม่มีหูรูดนี้ ยังเผื่อแผ่เจือจานไปถึงมือซ้ายมือขวารอบข้างอย่างทั่วถึงกัน และทำเป็นกระบวนการอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ออกอากาศทุกวันผ่านจานดาวเทียม

ใครคิดเห็นไม่เหมือนกับตัวเอง เป็นได้เข้าสู่ทำเนียบแห่งการบิดเบือนความจริงของนายลิ้ม ลูกน้องนายลิ้ม และสื่อนายลิ้มทั้งสิ้น

เป็นแค่คนสองคนยังพอเข้าใจ แต่เป็นกันทีละมากๆ และหลายคนยังดูเหมือนจะฉลาด คิดไตร่ตรองเองได้

แต่ก็ไม่รู้ทำไม พร้อมใจกันหน้ามืดตามัว เดินหลงเข้าสู่กระบวนการนี้กันหมด

อาการผยอง ลำพอง จนคิดว่าจะสั่งประเทศไทยซ้ายหันขวาหันได้ดังใจนี้ ปรากฏออกมาให้เห็นโดยตลอดและต่อเนื่อง

ถึงกับขนาดจะสั่ง “กองทัพ” ให้ทำรัฐประหาร...ก็ผ่านมาแล้ว

ล่าสุด กล้าแม้กระทั่งเอาคำพูดที่ตัวเองก็รู้อยู่แก่ใจว่า “หมิ่นเหม่” มาประกาศซ้ำปาวๆ อยู่บนเวทีของตัวเอง

งานนี้จะอ้างว่าเป็นปากคนอื่นพูด ก็อ้างไม่ขึ้นเสียแล้ว

เหตุเดียวที่ตัวเองไม่ยั้งคิด ไม่เกรงกลัวความผิด ก็เพราะหลงคิดไปว่า ตัวเองเป็นเจ้าของประเทศนี้ นึกจะพูดอะไรก็พูดได้

พูดพล่อยมาตั้งไม่รู้เท่าไร ยังรอดมาได้จนป่านนี้

เพียงแต่หนนี้ไม่มีโอกาสให้ปากมากได้อีก เมื่อปากที่หนึ่งโดนดำเนินคดี ปากที่สองอย่างนายสนธิก็จำต้องโดนด้วย ไม่อาจทำสองมาตรฐาน

ก็ได้แต่หวังว่าเจ้าพนักงานจะไม่สองมาตรฐานจริงเหมือนดังที่กล่าวออกมา

เพราะเบื้องต้น แม้แต่กระบวนการพาตัวมาที่โรงพัก หรือกระทั่งการยินยอมให้ประกันตัว ก็ทำประชาชนจำนวนมากไม่ค่อยสบายใจแล้วว่า มาตรฐานจะไม่เท่ากัน

นอกจากคดีสำคัญนี้แล้ว นายสนธิก็ยังพาดพิงอย่างไร้นำหนัก ไร้ความรับผิดชอบ ไปยังอดีตนักการเมืองบางคนด้วยอีก...

เชื่อมโยงว่ามีความเกี่ยวพัน สนับสนุนอยู่เบื้องหลังผู้ที่ดูหมิ่นเบื้องสูง

เข้าตำราจับแพะชนแกะอีกคำรบหนึ่ง

งานนี้เจ้าทุกข์จึงต้องพึ่งพากระบวนการยุติธรรม ให้คนปากเสียหุบปากไปตามระเบียบ

แต่ดูประวัติแล้ว แค่หุบปากชั่วคราวไม่น่าจะพอ

ควรใช้กฎหมายดำเนินมาตรการเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่คนทั้งประเทศได้เห็นอีกด้วย

ว่าคนเรา พูดก็พูดได้ แต่ต้องรับผิดชอบ

และยิ่งพูดอย่างรู้แก่ใจว่ากำลังโกหกพกลม

ยิ่งต้องเพิ่มความรับผิดชอบเป็นเท่าทวีคูณ