WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 29, 2008

มือไม่พาย...เอาเท้าราน้ำ!

คอลัมน์ : ละครชีวิต

ประชาชนบ่นมามากมายว่า นโยบายของรัฐบาลที่จะนำรายได้ที่อยู่ “ใต้โต๊ะ” ขึ้นมาอยู่ “บนโต๊ะ” อย่างถูกต้อง โปร่งใส และดำเนินการจัดสรรเงินให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้น ผิดด้วยหรือ?

คำถามนี้ผมยังไม่ตอบ เพราะถ้าตอบว่า “ไม่ผิด” ก็ถูกปรักปรำว่าเป็นพวกไร้คุณธรรม จริยธรรม หลงใหลในอบายมุข

หลังจากศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟ้องคดีหวยบนดินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 47 คน

โดยใน 3 คนเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้แก่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน และ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม ซึ่งก็ต้องติดตามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เรื่องของคดีก็ต้องไปว่ากันในศาล แต่ประเด็นนี้มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน

ผมจำได้ว่าเรื่องของ “บ่อน” และ “หวย” ในบ้านเมืองเรานั้น มีการเถียงกันแบบไม่รู้จักจบจักสิ้น ฟังแล้วก็น่าปวดหัว

แต่เท่าที่ดูแล้ว รู้สึกว่าคนที่พยายามผลักดันสิ่งเหล่านี้จะเหนื่อยไม่น้อย แม้จุดมุ่งหมายจะดีเลิศขนาดไหน เพราะคนที่ต่อต้านก็งัดเหตุผลและคำพูดที่สวยหรูมาหักล้างได้ดีเช่นกัน

อย่าลืมว่าการคัดค้านสิ่งต่างๆ เหล่านี้ สามารถแจ้งเกิด “นักการเมือง” หรือ “เอ็นจีโอ” หลายต่อหลายคนแล้ว

คนประเภทนี้เรียกว่า “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง”

การที่รัฐบาลของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ดำเนินนโยบายเอาหวยใต้ดินมาอยู่บนดินนั้น สร้างประโยชน์ให้กับแผ่นดินมากมาย

เพราะเป็นการนำเงินจากการขายหวยบนดินไปให้เด็กได้เรียนหนังสือ ไม่ใช่เอาเงินไปให้มาเฟีย ซึ่งเป็นเงินปีละหมื่นๆ ล้าน

การให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กยากจนและผู้ด้อยโอกาส ด้วยการผันเงินจากการขายหวยบนดินมาเป็นทุนการศึกษาสารพัดรูปแบบ

เช่น โครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอ และกิ่งอำเภอ ในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า “โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน”

ตามด้วยโครงการเขียนเรียงความสำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อรับทุนการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาล

รวมทั้งโครงการสนับสนุนทุนการศึกษาบุตร-ธิดา ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและราชการ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

ทราบหรือไม่ว่า ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ยกเลิกการเล่นหวยบนดิน ส่งผลให้การพนันหวยใต้ดินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของระบบเศรษฐกิจประเทศไทย เนื่องจากปล่อยให้เงินไหลลงสู่หวยใต้ดินหมด แทนที่จะนำขึ้นมาบนดินแล้วนำไปใช้ทำประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ

ผมมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและเสียดายแทนน้องๆ นักเรียน นักศึกษา ที่จะหมดโอกาสต่างๆ เหล่านี้ไปเพียงเพราะมี “ผู้ใหญ่ใจดำ” มองข้ามความสำคัญ

“ผู้ใหญ่ใจดำ” เหล่านี้ มองข้ามคุณค่าในความเป็นคน มองข้ามคุณค่าคนด้อยโอกาส มองข้ามคุณค่าในความยากจนของคนชั้นล่าง รวมทั้งดูหมิ่นศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ด้วย

น้องๆ นักเรียน นักศึกษา ต้องจดจำไว้ว่า เหตุผลทั้งหมดทั้งปวงมาจากคะแนนนิยมในตัวของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สิ่งนี้เองจึงทำให้นโยบายนี้ต้องหยุดดำเนินการทันที ไม่ว่าจะดีแสนดีขนาดไหน เหมือนๆ กับนโยบายประชานิยมที่กำลังโดนกำจัดและใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นานา

ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้ “คนไทย” ได้ประโยชน์

แบบนี้ที่เขาเรียกกันว่า มือไม่พาย...เอาเท้าราน้ำ

สงสารแต่ “คนชั้นล่าง” ไม่รู้ว่าจะอยู่กันต่อไปอย่างไร!

ลวดหนาม (แทน)



บทบาทของ “สุขุมพันธ์” ความเลวของพันธมิตรฯ และพรรคอีแอบ

คอลัมน์ : ละครชีวิต

แม้จะมีการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยปัญหาพื้นที่ทับซ้อนในบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ที่โรงแรม ดิ อังกอร์ พาเลซ สปา รีสอร์ต ที่เมืองเสียมเรียบ

โดย นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คนใหม่ของไทย มีกำหนดการเดินทางถึงกัมพูชาวันนี้ (28 ก.ค.) เวลา 09.00 น.

ท่ามกลางเสียงยอมรับรัฐมนตรีคนใหม่ ผมขอย้ำว่า “ความจริงก็คือความจริง” เพราะความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ดังนั้นอย่าตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคอีแอบ

ที่หวังเพียงแค่ปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่นำพาต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง

การที่รัฐบาลได้แต่งตั้ง นายเตช บุนนาค ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ นั้น ไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้

นายเตช บุนนาค มิใช่เทวดาที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงความคิดชาตินิยมได้เพียงแค่ชั่วข้ามคืน แม้เสียงขานรับจะมี “ดอกไม้” มากกว่า “ก้อนอิฐ”

ในช่วงที่ผ่านมา มีนักวิชาการที่เป็นกลางทางการเมือง คอลัมนิสต์ที่ไร้อคติ ออกมาแสดงความคิดเห็นกรณีนี้มากมาย
ล่าสุดได้มีการย้ำถึงบทบาทของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ไปลงนามเมื่อ 14 มิถุนายน 2543 ให้การปักปันเขตแดนใช้แผนที่ ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1604 ฉบับที่ไทยเสียประสาทเขาพระวิหารให้กัมพูชา

เป็นการลงนามโดย ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย และ นายวาร์ คิม ฮง ที่ปรึกษารัฐบาล ผู้รับผิดชอบกิจการชายแดนแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

แม้จะมีการเขียนไว้เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองกว้างๆ ในข้อ 5 ว่า “หน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้น จะงดเว้นการดำเนินการใดๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมเพื่อประโยชน์ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน”

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็เท่ากับว่าประเทศไทยได้เสียดินแดนเขาพระวิหารตั้งแต่สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแล้ว

ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ลงนามในสัญญาครั้งนั้น ด้วยความสับสนและไม่ชัดเจน เนื่องจากหลักฐานบางอย่างจัดทำไว้นานและเกิดการสูญหาย

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ คงไม่แสดงความรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าว เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่ต้องการประสาทเขาพระวิหารคืนกลับมาให้คนไทย

แต่จุดหมายปลายทางคือ การล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยนำเอากระแสชาตินิยมมาถล่มรัฐบาล

ผมมองว่า ปัญหาดังกล่าวจะสามารถแก้ได้ไม่ยากนัก เนื่องจากทั้งไทยและกัมพูชาเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาช้านาน และที่สำคัญยังมีเจตนาร่วมกันที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

แต่การต่อสู้กันทางการเมืองของพันธมิตรฯ และพรรคอีแอบ ต้องสำเหนียกถึงความเสียหายของประเทศชาติให้มากยิ่งขึ้น

ผมขอทิ้งท้ายด้วยคำพูดของ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

นายนพดล กล่าวว่า “ผมมั่นใจ เมื่อควันและฝุ่นจางลงความจริงจะปรากฏขึ้นชัดเจน เมื่อเหตุผลเข้ามาแทนที่อารมณ์ เวลาจะตัดสินสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศและกระผมได้ทำไป ว่าพวกเราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อปกป้องดินแดนและประโยชน์ของไทย พี่น้องชาวไทยครับ ผมไม่ได้ขายชาติ ผมรักชาติ รักชาติเท่ากับคนไทยทุกคน”

ครับ...เมื่อควันและฝุ่นจางลง ตามที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่าไว้ คนไทยจะได้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร

รวมทั้งจะได้รู้เบื้องหลังความเลวร้ายของพันธมิตรฯ และพรรคอีแอบว่า ต้องการล้มรัฐบาลโดยใช้ประชาชนที่รักชาติเป็นเครื่องมือเท่านั้น!

ลวดหนาม



“ปปช. เถื่อน” ยังหน้าด้านไม่ยอมออก จี้อัปเปหิภายใน 3 วัน

กลุ่มพิราบขาว เตือนสติ ปปช. ไร้ยางอาย ไล่แล้วไม่ไป พร้อมจี้ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ภายใน 3 วัน ขณะที่แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนายน และ นปก.กว่า 200 คน จุดประทัดขับไล่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น.ที่บริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กลุ่มพิราบขาว และประชาชนเสื้อแดงประมาณ 30 คน นำโดย นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล เดินทางมายื่นหนังสือเรียกร้องให้กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนหยุดทำงานภายใน 3 วัน โดยระบุว่ามีที่มาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสง่างามได้

จากนั้นนายนพรุจได้ขึ้นรถกระบะติดเครื่องขยายเสียงปราศรัยไล่ ป.ป.ช. พร้อมชื่นชมการทำงานของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และกล่าวขอบคุณนายสมัครที่ได้ตั้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร.เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ต่อมา เวลา 11.00 น. นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนายนพร้อมด้วยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กว่า 200 คน ได้เดินทางมาชุมนุมที่หน้าสำนักงาน ป.ป.ช. โดยมีขบวนมอเตอร์ไซค์นำหน้าประมาณ 20 คัน จากนั้นได้นำแผ่นกระเบื้อง 10 แผ่น ติดรูปกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน และเลขาฯ ป.ป.ช.มากระทืบ และทุบทำลายทีละแผ่น พร้อมจุดประทัดขับไล่และนัดแนะว่าในเวลา 13.30 น.จะมายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี



“อนุพงษ์” รอคำสั่งรัฐบาลถอนกำลังทหาร

อนุพงษ์ พร้อมส่งสารวัตรทหาร แก้ปัญหาความขัดแย้งคนไทย2กลุ่มปะทะกัน เผยรอคำสั่งรัฐบาลถอนกำลังทหาร

วันนี้ (29กรกฏาคม) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เดินทางลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อมอบแนวทางการปฏิบัติงาน และสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้กับกำลังพลในพื้นที่

อย่างไรก็ตามก่อนการเดินทางที่กรมการขนส่งทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ ได้กล่าวถึงกรณีการถอนกำลังทหาร ออกจากพื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่าขณะนี้กองทัพบกได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว และมีแนวทางที่เชื่อว่าจะสามารถลดความตึงเครียดลงได้ แต่ต้องรอรัฐบาลสั่งการมาก่อน

พร้อมกันนี้ ผบ.ทบ.ยังกล่าวแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์การปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุม2ฝ่ายทั้งที่ต่อต้าน และให้การสนับสนุนรัฐบาลว่า สาเหตุที่กองทัพไม่ได้ เข้ามาแก้ปัญหา เนื่องจากติดข้อกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการร้องขอจากทางตำรวจ กองร้อยทหารสารวัตรจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ทันที แต่ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเจรจากันด้วยเหตุผล

"ขอให้ทุกคนรำลึกถึงสถาบันสูงสุดของประเทศ คือสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน รวมถึง นำหลักศาสนาเข้ามาเป็นแนวคิด ที่จะแก้ไข ปัญหาไม่ใช้ความรุนแรง" ผบ.ทบ.กล่าว



“กลุ่ม 24 มิถุนา” ร่วมชุมนุมลานพระบรมรูปทรงม้า เรียกร้อง ป.ป.ช.ลาออก

บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ได้มีประชาชนมารวมตัวกันเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีที่มาจากการแต่งตั้งโดยมิชอบ

เมื่อเวลา 10.15 น. นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย พร้อมด้วยประชาชนจำนวนหนึ่ง ได้รวมตัวกันที่หน้าลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ทั้งหมดลาออกจากตำแหน่ง หลังจากที่เคยยื่นหนังสือให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งหมดแสดงสปิริตลาออกไปแล้ว และที่มาอีกครั้งในวันนี้ เพื่อเป็นการเตือนว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจในการไต่สวนคดีความใดๆ ทั้งสิ้น ควรให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหม่ ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายมาปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้ นายสมยศ ยังระบุว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช.ถือว่าผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 2542 ตามมาตรา 6 และ 12 ควรลาออกจากตำแหน่งทั้งหมด และคืนเงินเดือนที่เป็นภาษีของประชาชนทั้งหมด นับตั้งแต่ได้รับเงินเดือนครั้งแรก

“ปู่ชัย” แจง กกต. ยัน ถือหุ้นโรงโม่หิน ไม่มีส่วนได้เสียกับรัฐ

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าพบกับ กกต.เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับหุ้นในบริษัทโรงโม่หินและทำสัมปทานกับรัฐ ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เดินทางมาที่สำนักงาน กกต. เพื่อเข้าชี้แจงในกรณีที่ถูกร้องว่ามีหุ้นในบริษัทโรงโม่หินและทำสัมปทานกับรัฐต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยหาข้อเท็จจริง ที่มีนายประสาน สุสิกขโกศล เป็นประธาน โดยนายชัย กล่าวก่อนเข้าชี้แจงว่า วันนี้ตนเดินทางมาชี้แจงข้อเท็จจริง โดยไม่มีเอกสาร มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากอนุกรรมการต้องการทราบข้อเท็จจริงก็สามารถลงพื้นที่ตรวจสอบได้

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนี้เป็นเพราะบริษัทไปรับสัมปทานจากรัฐจึงเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ตนยืนยันว่าตนไม่เคยมีหรือทำสัมปทานกับรัฐ ตนเป็น ส.ส. มาตลอดก็ไม่เคยมีส่วนได้ส่วนเสียกับรัฐ ส่วนเรื่องหุ้นก็เป็นธรรมดาที่ทุกคนต้องมีเพราะเป็นการทำมาหากินและเป็นหุ้นที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ และอยากชี้แจงว่าคำว่าสัมปทานกับประทานบัตรมีความแตกต่างกัน คำว่าสัมปทานคือทรัพย์ของแผ่นดินที่แผ่นดินให้เอกสิทธิกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ขออนุญาตทำสัมปทาน เช่น สัมปทานรถ สัมปทานปิโตรเลียม สัมปทานขุดเจาะเหมืองแร่ ฯลฯ

ส่วนของตนนั้นเป็นกรณีที่เอาที่ดินของตนเองซึ่งเป็นกรรมสิทธิชอบด้วยกฎหมายแต่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินที่อยู่ใต้ที่ดินนั้นเป็นสินแร่เอง มีสินแร่ก็ต้องนำ พ.ร.บ.แร่ปี 2510 มาใช้ซึ่งระบุให้ต้องขออนุญาตประทานบัตร และที่ผ่านมาเราก็ทำถูกต้องตามกฎหมายและที่ผ่านมาก็ไม่มีคำว่าสัมปทาน มีแต่ประทานบัตร



รอง ปธ.หอการค้านราธิวาส ชี้ การเมืองไม่แทรกแซง ลดความขัดแย้งไทย-กัมพูชาได้

รองประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส เชื่อหากมีการเจรจาระดับท้องถิ่น และไม่มีการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวมากนัก จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาได้มากกว่านี้

นายแสงทอง ปรีชาวุฒิเดช รองประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส ห่วงความขัดแย้งในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เนื่องจากจะกระทบความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันและจะทำให้ประชาชนตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศได้รับความเดือดร้อนโดยตรง

พร้อมระบุหากการเมืองไม่เข้ามาแทรกแซง สื่อลดการนำเสนอความขัดแย้ง และไม่ปลุกระดมความเป็นชาตินิยมมากเกินไป ก็เชื่อว่าการเจรจาระดับท้องถิ่นจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ต่างๆ ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ เนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นแบบเครือญาติมาอย่างยาวนานที่คนต่างพื้นที่ไม่สามารถเข้าถึงได้

รองประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส กล่าวถึงพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกับหลายประเทศ และพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นแหล่งรวมของเศรษฐกิจชายแดนที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงขอให้มีการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจให้ตื่นตัวอย่างต่อเนื่อง



“ขวัญชัย” ยืดอก แถลงข่าวลาออก ลั่น ขอลุยพันธมิตรฯเต็มที่

ประธานชมรมคนรักอุดรและนักจัดรายการท้องถิ่น แถลงลาออกจากตำแหน่ง เลขาฯสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่อยากให้รัฐบาลเสียหาย ประกาศ เดินหน้าสู้พันธมิตรเต็มตัว

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรและนักจัดรายการท้องถิ่นชื่อดัง ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งข้าราชการการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้ว หลังจากเป็นผู้นำกลุ่มชมรมคนรักอุดรปะทะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สวนสาธารณะหนองกระจับ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลไม่ต้องการให้กระทบกับตำแหน่งในการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา

นายขวัญชัย ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าว จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา ได้เงินเดือนตำแหน่งเทียบเท่าข้าราชการซี 8 คือเดือน ละ 27,000 บาท

ทั้งนี้ นายขวัญชัย จะแถลงข่าวในเวลา 09.00 น. อย่างไรก็ตาม นายขวัญชัย ยืนยัน จากนี้ต่อไปจะต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรฯอย่างเต็มที่



ถกกัมพูชาสุดชื่นมื่น‘เตช บุนนาค’ยืนยันไทยไม่เสียดินแดน

ผลเจรจาไทย-กัมพูชา ชื่นมื่นทั้ง 2 ฝ่าย เผยบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น ปูทางให้ผู้เชี่ยวชาญหารือเพื่อยุติปัญหา “เตช บุนนาค” ยืนยันทำทุกอย่างดีที่สุด มั่นใจไทยจะไม่เสียดินแดน เชื่อการหารือจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะที่ “ทูตไทย” การันตีไม่มีประท้วงจากชาวกัมพูชาแน่นอน

หลังจากรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช ได้ รมว.ต่างประเทศคนใหม่ คือนายเตช บุนนาค ก็ได้ประเดิมการทำงานในฐานะเจ้ากระทรวงด้วยการบินไปประชุมทวิภาคีกับกัมพูชา กรณีพิพาทพื้นที่ทับซ้อนรอบปราสาทเขาพระวิหารที่เมืองเสียมเรียบประเทศกัมพูชา ในวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่เฝ้าจับตามองของสื่อมวลชนทั้งไทยและเทศว่าจะจบลงด้วยความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายหรือไม่

นายเตช บุนนาค รมว.ต่างประเทศ กล่าวก่อนการเดินทางไปร่วมประชุมหารือกับ นายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา กรณีปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ว่า พยายามดำเนินการให้ดีที่สุด พร้อมทั้งให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่สูญเสียพื้นที่ ซึ่งการเจรจาเป็นเรื่องยากแต่บรรยากาศความตึงเครียดน่าจะดีขึ้น ขณะเดียวกัน เห็นว่าการพูดคุยกับประเทศกัมพูชานั้นอาจจะไม่ง่ายนัก แม้จะผ่านพ้นการเลือกตั้งของกัมพูชามาแล้วก็ตาม

นายเตช กล่าวว่า ในการเจรจาต้องมีการตกลงกันว่าการปรับพื้นที่ระหว่างไทย-กัมพูชาควรทำอย่างไร การถอนทหารนั้น หากมีการถอนกำลัง ก็ต้องถอนในสัดส่วนที่เท่ากัน รวมทั้งพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีการท้วงติงมาเป็นเวลา 4 ปีแล้ว

ทั้งนี้ คณะผู้แทนไทยที่เดินทางประกอบด้วย พล.ท.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.นิพัทธ์ ทองเล็ก เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร เจ้าหน้าที่จากกรมแผนที่ทหาร นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

แหล่งข่าวที่เข้าร่วมการหารือนอกรอบเพื่อแก้ไขปัญหาบริเวณพื้นที่ใกล้ปราสาทเขาพระวิหาร เปิดเผยว่าบรรยากาศการหารือเป็นไปด้วยดี โดยแต่ละฝ่ายต่างย้ำจุดยืนของตัวเอง การหารือในระดับหัวหน้าคณะได้ข้อยุติแล้ว ต่อจากนี้ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญสองฝ่ายไปหารือกันอีกครั้ง แล้วค่อยนำกลับมาแจ้งต่อหัวหน้าคณะในภายหลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษพอใจผลการเจรจาระหว่างประเทศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย-กัมพูชา ที่มีข้อสรุปที่ชัดเจน และอยากให้ทั้งสองฝ่ายใช้เหตุผลและคำนึงถึงความสัมพันธ์ของประชาชนทั้งสองประเทศเป็นหลัก

นอกจากนั้น ชาวบ้านยังต้องการให้ปัญหาเขาพระวิหารยุติลงโดยเร็ว และไม่อยากให้เกิดการปะทะกันของทหารทั้งสองฝ่าย ขณะเดียวกัน ชาวบ้านยังมองว่า หลังจากนี้ปัญหากรณีเขาพระวิหารน่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นและยุติลงโดยเร็ว เพราะจะได้มีชีวิตตามปกติและไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะเกิดเหตุความรุนแรงเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา

ด้าน นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า แม้จะมีปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร แต่ภาพรวมไทย-กัมพูชา ยังถือเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และเชื่อว่าปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างกัน จะเป็นปัญหาระยะสั้น คาดว่า ไม่เกิน 1 เดือนทุกอย่างจะเข้าสู่ภาวะปกติ

นายวิรุฬ กล่าวว่า ขณะนี้มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากกัมพูชามาไทยก็เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 100 แสดงให้เห็นว่าการค้าขายยังไม่มีปัญหา แม้ว่า อาจจะมีปัญหาช่วงแรกที่ชาวกัมพูชา ลดการสั่งซื้อหรือนำเข้าสินค้าไทย

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังเลือกตั้งมีรัฐบาลใหม่ และการเจรจาระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศกับกัมพูชา จะช่วยทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลจะไม่มีการชะลอการลงทุน หรือย้ายฐานการผลิตจากกัมพูชา เพราะการค้าระหว่างกันยังเป็นไปด้วยดี แต่ได้กำชับนักธุรกิจว่าการเข้าไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา จะได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ไม่เอาเปรียบ ทำธุรกิจเหมือนพี่น้อง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้การค้าการลงทุนของไทยได้รับการตอบรับจากประเทศเพื่อนบ้าน

DSIจ่อหมายจับคดีทุจริตบัตรเลือกตั้ง

คดีฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้ง คืบหน้าแล้วหลังจากก่อนหน้านี้ กกต.ยื้อไม่ยอมให้เข้าตรวจสอบเอกสาร ดีเอสไอ เตรียมออกหมายจับโรงพิมพ์คดีฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้ง พร้อมเรียกเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าชี้แจงข้อมูล 31 ก.ค. นี้ “สุทธิพล” อ้างมีการสอบสวนตลอด แต่เปิดเผยรายละเอียดไม่ได้

จากกรณี พล.ต.ต.ดร.เสวก ปิ่นสินชัย อดีต ผบก.ป่าไม้ ได้เข้าร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถึงความไม่ชอบมาพากลในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งยอดพิมพ์ที่สูงเกินจริง ข้อพิรุธในการแยกพิมพ์บัตร และบัตรที่มีการสูญหายที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้งได้ โดยที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กกต. เองก็ไม่เคยให้ความร่วมมือในเรื่องการเข้าตรวจสอบเอกสาร หลักฐานต่างๆ โดยอ้างว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวน จนเป็นที่น่าสงสัยอย่างยิ่ง นั้น

ล่าสุด พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้บัญชาการสำนักคดีกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ ดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีฮั้วประมูลพิมพ์บัตรเลือกตั้ง เปิดเผยว่าคณะอนุกรรมการคดีพิเศษ ที่มี นายเรวัต ฉ่ำเฉลิม อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธาน จะเชิญ นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เข้าให้ข้อมูลในประเด็นที่โต้แย้งอำนาจสอบสวนของดีเอสไอ ในวันที่ 31 ก.ค.นี้ เวลา 13.00 น.

จากนั้นจะสรุปว่า ดีเอสไอมีอำนาจสอบสวนหรือไม่ ทั้งนี้ ที่ประชุมภายในดีเอสไอได้เสนอให้แยกสำนวนดำเนินคดีกับโรงพิมพ์เอกชน 2 แห่งที่มีพฤติการณ์ส่อไปในทางสมยอมราคา และในเร็วๆ นี้ อาจขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญาด้วย

ส่วนคดีที่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษว่า กกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หลังได้รับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการนำบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์เกินจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนนไปใช้ทุจริตการเลือกตั้งในการลงคะแนนล่วงหน้า ดีเอสไอได้แยกสำนวน ส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวถึงกรณีการสืบสวนสอบสวนการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกิน ตามที่มีผู้ร้องเรียนเข้ามาที่ประธานกกต. ว่า ตนได้รับรายงานว่าอนุกรรมการสอบสวนทั้ง 4 ชุดได้สรุปสำนวนข้อเท็จจริงมาที่คณะอนุกรรมการชุดใหญ่แล้ว และขณะนี้คณะกรรมการฯ กำลังสรุปสำนวนเสนอต่อกกต. ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถเสนอให้กกต.ได้โดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ การสอบสวนของอนุกรรมการทั้ง 4 ชุด ได้สอบสวนพนักงานกกต. โรงพิมพ์ เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งอนุกรรมการชุดที่ตรวจสอบเอกสารหลุดมีข้อสงสัยว่าเอกสารที่หายไปน่าจะเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ภายในกกต. แต่ตนไม่สามารถให้รายละเอียดได้ต้องรอการพิจารณาของกกต.ก่อนและจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม การที่กล่าวหาว่า กกต.ไม่ทำอะไรจริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่เป็นความจริง ไม่ได้กลัวถูกตรวจสอบ แต่หน่วยงานที่จะเข้ามาตรวจสอบต้องมีอำนาจตามกฎหมายและต้องมีความเป็นกลาง ซึ่งก็ยินดีไปชี้แจง