WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 30, 2008

เอาดีใส่ตัว...เอาชั่วให้คนอื่น นิยามคลาสสิกของ ปชป.!

คอลัมน์: ละครชีวิต

ในวงสนทนามีคนแนะนำกันว่า ถ้าอยากให้ประเทศชาติสงบสุข บ้านเมืองไม่วุ่นวายแบบนี้ ก็ขอเอาใจช่วยพรรคประชาธิปัตย์ถล่มพรรคพลังประชาชน และถ้ามีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล

คนที่อยู่ในวงสนทนาอีกหลายคนดูท่าจะหงุดหงิดอยู่ไม่มากก็น้อย บางคนจินตนาการไปไกลถึงในช่วงพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมี นายชวน เชื่องช้า เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัย

บางคนบอกว่า แค่คิดก็ “สยอง” แล้ว เพราะไม่รู้ว่าบ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจเลวร้ายแบบนี้

อันที่จริงผมมองว่า “ข้อดี” ของพรรคประชาธิปัตย์ก็มีดีอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะบุคลากรของพรรคนี้มีคนขยันขันแข็งมากกว่าพรรคพลังประชาชนหลายเท่าตัว

ในฐานะของคนทำสื่อเอง ยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความตื่นตัวในทุกๆ วัน โดยเฉพาะ นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หรือบรรดาทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

เพราะทุกๆ วันจะต้องมีข่าวออกมารับลูกกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กำลังถล่มรัฐบาลอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์

เรียกได้ว่าขยันตอบโต้ กระทั่งวันหยุดราชการก็คิดประดิดประดอยถ้อยคำออกมาสาดใส่รัฐบาลอย่างถึงลูกถึงคน

แม้จะมีบุคลากรที่ขยันแบบนี้ แต่ประชาชนก็ไม่ได้ไว้วางใจเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากยิ่งขึ้น ผมไม่กล้าพอที่จะบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์มีคนประเภทโง่แต่ขยันเยอะ

เพียงแต่อยากบอกว่า มันคือ “จุดด้อย” ของประชาธิปัตย์ เพราะภาพลักษณ์มันดูเลวร้ายมากยิ่งขึ้นทุกวัน

ที่ผมต้องเขียนถึงพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง เพราะบังเอิญไปเจอเรื่องราวในวงสนทนาดังกล่าว และอ่านบทสัมภาษณ์ของ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ "คุณปลื้ม" ที่ประกาศลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ม.ล.ณัฏฐกรณ์ บอกว่า “บางคนเบื่อหน่ายที่ประชาธิปัตย์สอดคล้องกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเชื่อว่ามีฐานเสียงของประชาธิปัตย์ที่ไม่ happy กับสไตล์ของพรรคที่เน้นตรวจสอบลูกเดียว เหมือนสนับสนุนเอ็นจีโอ และถ้าฐานเสียงประชาธิปัตย์ happy ตัวผม ผมก็น้อมรับ แต่ถ้านั่งเชียร์ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ต้องมาเลือกผม และผมไม่ชอบมีหนี้ คือทำอะไรจะไม่ไปกู้ธนาคารมาทำธุรกิจ ผมไม่ติดหนี้บุญคุณใครเพื่อเป็นผู้ว่าฯ กทม.”

นี่คือคำพูดที่ออกมาจากปากของผู้ประกาศตัวจะลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งถือเป็นการประกาศจุดยืนที่แน่วแน่มั่นคง ไม่หลงไปตามกระแสใคร

แม้ปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์มีสโลแกนว่า “ประชาชนต้องมาก่อน” เป็นคำที่สวยหรู แต่ก็พิสูจน์ไปแล้วว่า ไม่เคยทำได้แม้แต่สักนิดเดียว ยามบ้านเมืองถูกป่วนด้วย “อันธพาลข้างถนน” พรรคนี้ก็ยังยอมตัวเข้าเป็นทาสรับใช้สุดๆ

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้รับความนิยม แม้กระทั่งการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ครั้งที่ผ่านมาก็มีคนครหาว่าได้ ส.ส. มาเพราะอำนาจเถื่อน

แต่แม้จะใช้อำนาจเถื่อนอย่างไร ก็ยังไม่สามารถเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ และยังหลงใหลคว้าเงาอยู่ตลอดเวลา

จากการออกมาโจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่องของพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้เห็นวิสัยทัศน์ของคนในพรรคได้อย่างชัดเจน

ดังนั้น นิยาม "เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น" จึงคงทนกับพรรคประชาธิปัตย์ตลอดไปตราบนานเท่านาน!

ลวดหนาม



เชือดหวยบนดิน “สมัคร 4” เกือบได้ปรับยกแผง

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

เป็นอันว่า รัฐบาล “สมัคร 4” คงได้ใช้สูตรปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหม่ ตามแผนที่สำรองไว้แน่แล้ว

หลังจากก่อนหน้า เตรียมแนวทางการปรับ ครม. ไว้ อันประกอบด้วย
1.หาแทนที่เฉพาะตำแหน่งที่ว่างลง 2 ตำแหน่ง คือ รมว.สาธารณสุข กับ รมว.ประจำสำนักนายกฯ
2.ปรับเก้าอี้ในตำแหน่งรัฐมนตรี ‘สายล่อฟ้า’
3.ปรับในตำแหน่งที่ตัวรัฐมนตรีอาจจะมีปัญหาข้อกฎหมาย

ซึ่งข้อสุดท้ายก็เป็นอันสรุปได้ว่า ไม่รอดสันดอนเมื่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษารับฟ้องคดีออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน

เท่ากับว่ามีรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลปัจจุบัน โดนร่างแหไปด้วยถึง 3 คน

“หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

“ป้าอุ” นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

และ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

เบื้องต้น ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 55 เมื่อศาลรับฟ้อง ทั้ง 3 ท่านต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีทันที

จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ หรือศาลฎีกาจะมีคำตัดสินชี้ขาด

แต่ขณะนี้ ดูเหมือนว่าเจ้าตัวโดยเฉพาะคุณหมอเลี้ยบ จะไม่มีแผนการหยุดการทำงานแต่อย่างใด

ยังคงทำงานร่วมกับคณะรัฐมนตรีทั้งชุด และในฐานะ รมว.คลัง ต่อไปตามปกติ

รวมถึงกระแสข่าวว่า อาจจะมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องการต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งว่าถูกต้องหรือไม่

กระนั้นก็คาดการณ์กันว่า คำพิพากษาออกมาเป็นเช่นนี้ สูตร “สมัคร 4” ก็คงเป็นไปตามที่วางแผนไว้ก่อนหน้าที่อาศัยการคาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่ลบที่สุด

นั่นคือ นอกจากตำแหน่งที่ว่างลง รัฐมนตรีสายล่อฟ้า ก็ต้องหามาแทนที่อีก 3 คือ คลัง 1 แรงงาน 1 และ ช่วยคมนาคม 1 อีก อย่างไม่ต้องสงสัย

จึงจับตามองกันอย่างหนักว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีคนใหม่ ต่อจาก นายเตช บุนนาค ที่เข้ามาช่วยชาติไปแล้วก่อนหน้า

เก้าอี้แรงงานของ “ป้าอุ” นั้น คงยังเป็นโควตาของ “พรรคประชาราช” ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง

ขณะที่ รมช.คมนาคม แว่วว่าพรรคชาติไทยอาจขอแลกเปลี่ยนกับ รมช.เกษตรฯ เพื่อที่พรรคจะดูแลงานด้านเกษตรได้อย่างสะดวกและเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น

จะมีก็แต่เก้าอี้ “คลัง” ในโควตาของพรรคพลังประชาชน ที่ชื่อของ “มืออาชีพ” ด้านการเงินการคลังถูกกล่าวขึ้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ชื่อ

แต่ที่เหมือนจะเต็งจ๋าที่สุดอย่าง “วีรพงษ์ รามางกูร” ได้ปฏิเสธไปแล้ว ด้วยเหตุว่าติดเงื่อนไขเรื่องไม่เห็นด้วยกับนโยบายผู้ว่าการแบงก์ชาติ หรือธนาคารแห่งประเทศไทย

ทั้งที่ชื่อ ดร.โกร่ง กำลังเป็นชื่อที่นักธุรกิจเห็นด้วยอย่างมาก หากจะยอมมารับตำแหน่งให้จริงๆ

ถัดจาก ดร.โกร่ง ก็ยังมีรายชื่อของ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตนักเรียนทุนธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์ทั้งในแบงก์ชาติ และเคยเป็นบอร์ดบริหารของธุรกิจขนาดใหญ่ต่างๆ นายอนุชา สะสมทรัพย์ ส.ส. นครปฐม นายอิทธิ ศิริลัทธยากร ส.ส. ฉะเชิงเทรา นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส. แพร่ ฯลฯ

ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นใครอย่างไรนั้น ก็คงได้ประกาศออกมาพร้อมกันทุกตำแหน่ง แต่ต้องรอฟังคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคุณสมบัติของ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์ อีกคนเสียก่อน

แต่ไม่ว่าจะหมู่หรือจ่า...งานนี้ “สมัคร 4” คงได้ “ปรับใหญ่” อย่างที่โฆษณาไว้แน่แล้ว




นพ.เหวง ชี้แจงความเป็นจริง กรณีปะทะที่ จ.อุดรธานี

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดความแตกแยกของกลุ่มคน ซึ่งหลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การเผชิญหน้าของประชาชนในเวลานี้

ไม่ว่าใครจะลงมือก่อนในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ระหว่างกลุ่มพันธมารและกลุ่มต่อต้านพันธมาร สิ่งหนึ่งที่นักวิชาการและคนในสังคมต้องตระหนัก ก่อนที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ให้ความคิดเห็นต่อสาธารณะ และมองให้เห็น “ต้นตอ” ของปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วย

“ต้นตอ” ที่ว่านี้ก็คือ การชุมนุมและการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมาร ที่มีเป้าหมายคือ ต้องการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสะท้อนได้จากข้อเรียกร้อง และการปราศรัยบนเวที ที่มีลักษณะโจมตีบุคคลต่างๆ ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ และปลุกกระแสล้าหลังคลั่งชาติ พฤติกรรมและเป้าหมายเช่นนี้ ถือเป็นความรุนแรงทางโครงสร้างที่ร้ายแรงกว่าการทุบตีกันทางกายภาพ

ผลเกิดจากเหตุ จะแก้ปัญหาจึงต้องมุ่งไปแก้ที่เหตุ จึงจะคลี่คลายปมความขัดแย้งได้

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน จ.อุดรธานี ที่ผ่านมา มีสื่อสำนักหนึ่ง และมีการปล่อยข่าวบนเวทีพันธมารว่า นพ.เหวง มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏ จึงได้นำจดหมายเปิดผนึกชี้แจงข้อเท็จจริงจาก นพ.เหวง โตจิราการ ความดังนี้
เรื่อง ขอชี้แจงความเป็นจริง

เรียน กอง บ.ก. การเมืองที่นับถือ ส่งสำเนาถึง นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา

ตามที่มีข่าวในหน้าข่าว (เว็บไซต์) ของหนังสือพิมพ์มติชน ประจำวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 โดยมีเนื้อความว่า

“นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีที่ นพ.เหวง โตจิราการ ได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับชมรมคนรักอุดร กรณีปะทะกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.อุดรธานี ว่ายังไม่มีผู้ร้องเรียนกรณีพฤติกรรมของ นพ.เหวง ว่าขัดจรรยาบรรณวิชาชีพแพทย์หรือไม่ ซึ่งหากมีผู้ร้องเรียนเข้ามา ก็ต้องนำเรื่องเข้าคณะอนุกรรมการจริยธรรม เพื่อพิจารณาว่ามีความผิดหรือไม่ แม้กรณีที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่การประกอบวิชาชีพก็ตาม แต่เนื่องจากแพทย์มีหน้าที่ดูแลรักษาคนป่วย และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีแพทย์คนใดรู้สึกดีใจที่ได้เห็นคนบาดเจ็บด้วย”

ในฐานะที่เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง จึงขอเรียนชี้แจงว่า

“ผมไม่ได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับชมรมคนรักอุดร กรณีปะทะกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.อุดรธานี” และ “ไม่ได้สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงในการกระทำต่อฝ่ายที่เห็นต่าง ไม่ได้สนับสนุนให้มีการตีกัน ปะทะกัน ด้วยกำลังอาวุธ” โดยเด็ดขาด

และ “ผมขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อผู้ที่กระทำผิดไปตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างเข้ม งวด เท่าเทียม และเป็นธรรม เพราะบ้านเมืองต้องมีขื่อมีแป กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์”

ตลอดชีวิตในการต่อสู้เผด็จการเพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่ประมาณปี 2511 ผมก็ยึดหลักการต่อสู้ด้วยสันติวิธีมาโดยตลอด

แม้ในการต่อสู้กับเผด็จการ 19 กันยายน 2549 ในคราวนี้ ผมก็ได้ยืนหยัดหลักการ “สันติวิธี” รวมทั้งเป็นผู้จัดตั้งกลุ่ม “สันติวิธี” โดยมีหลักการ 3 ไม่ คือ ไม่โกรธ ไม่รุนแรง ไม่ตอบโต้ ให้เกิดขึ้นในการเคลื่อนไหว และยังคงดำเนินต่อเนื่องตลอดไป

การเข้าร่วมต่อสู้เผด็จการนั้น เป็นภาระหน้าที่ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคนต้องทำ เพื่อไม่ให้ระบอบประชาธิปไตยถูกเผด็จการทำลายล้างไป

แต่ผมก็ประกอบวิชาแพทย์ด้วยความเคารพต่อวิชาชีพและคนไข้ตลอดมาและตลอดไป

หากทางแพทยสภาต้องการที่จะให้ไปชี้แจง ก็ยินดีที่จะไปชี้แจงทุกประการ

จึงขอเรียนชี้แจงมาเพื่อได้โปรดเผยแพร่ให้เข้าใจตามนี้ด้วย

ขอแสดงความนับถือ
(นายแพทย์เหวง โตจิราการ)



Tuesday, July 29, 2008

มือไม่พาย...เอาเท้าราน้ำ!

คอลัมน์ : ละครชีวิต

ประชาชนบ่นมามากมายว่า นโยบายของรัฐบาลที่จะนำรายได้ที่อยู่ “ใต้โต๊ะ” ขึ้นมาอยู่ “บนโต๊ะ” อย่างถูกต้อง โปร่งใส และดำเนินการจัดสรรเงินให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้น ผิดด้วยหรือ?

คำถามนี้ผมยังไม่ตอบ เพราะถ้าตอบว่า “ไม่ผิด” ก็ถูกปรักปรำว่าเป็นพวกไร้คุณธรรม จริยธรรม หลงใหลในอบายมุข

หลังจากศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟ้องคดีหวยบนดินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 47 คน

โดยใน 3 คนเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้แก่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน และ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม ซึ่งก็ต้องติดตามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เรื่องของคดีก็ต้องไปว่ากันในศาล แต่ประเด็นนี้มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน

ผมจำได้ว่าเรื่องของ “บ่อน” และ “หวย” ในบ้านเมืองเรานั้น มีการเถียงกันแบบไม่รู้จักจบจักสิ้น ฟังแล้วก็น่าปวดหัว

แต่เท่าที่ดูแล้ว รู้สึกว่าคนที่พยายามผลักดันสิ่งเหล่านี้จะเหนื่อยไม่น้อย แม้จุดมุ่งหมายจะดีเลิศขนาดไหน เพราะคนที่ต่อต้านก็งัดเหตุผลและคำพูดที่สวยหรูมาหักล้างได้ดีเช่นกัน

อย่าลืมว่าการคัดค้านสิ่งต่างๆ เหล่านี้ สามารถแจ้งเกิด “นักการเมือง” หรือ “เอ็นจีโอ” หลายต่อหลายคนแล้ว

คนประเภทนี้เรียกว่า “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง”

การที่รัฐบาลของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ดำเนินนโยบายเอาหวยใต้ดินมาอยู่บนดินนั้น สร้างประโยชน์ให้กับแผ่นดินมากมาย

เพราะเป็นการนำเงินจากการขายหวยบนดินไปให้เด็กได้เรียนหนังสือ ไม่ใช่เอาเงินไปให้มาเฟีย ซึ่งเป็นเงินปีละหมื่นๆ ล้าน

การให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กยากจนและผู้ด้อยโอกาส ด้วยการผันเงินจากการขายหวยบนดินมาเป็นทุนการศึกษาสารพัดรูปแบบ

เช่น โครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอ และกิ่งอำเภอ ในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า “โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน”

ตามด้วยโครงการเขียนเรียงความสำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อรับทุนการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาล

รวมทั้งโครงการสนับสนุนทุนการศึกษาบุตร-ธิดา ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและราชการ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

ทราบหรือไม่ว่า ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ยกเลิกการเล่นหวยบนดิน ส่งผลให้การพนันหวยใต้ดินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของระบบเศรษฐกิจประเทศไทย เนื่องจากปล่อยให้เงินไหลลงสู่หวยใต้ดินหมด แทนที่จะนำขึ้นมาบนดินแล้วนำไปใช้ทำประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ

ผมมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและเสียดายแทนน้องๆ นักเรียน นักศึกษา ที่จะหมดโอกาสต่างๆ เหล่านี้ไปเพียงเพราะมี “ผู้ใหญ่ใจดำ” มองข้ามความสำคัญ

“ผู้ใหญ่ใจดำ” เหล่านี้ มองข้ามคุณค่าในความเป็นคน มองข้ามคุณค่าคนด้อยโอกาส มองข้ามคุณค่าในความยากจนของคนชั้นล่าง รวมทั้งดูหมิ่นศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ด้วย

น้องๆ นักเรียน นักศึกษา ต้องจดจำไว้ว่า เหตุผลทั้งหมดทั้งปวงมาจากคะแนนนิยมในตัวของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สิ่งนี้เองจึงทำให้นโยบายนี้ต้องหยุดดำเนินการทันที ไม่ว่าจะดีแสนดีขนาดไหน เหมือนๆ กับนโยบายประชานิยมที่กำลังโดนกำจัดและใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นานา

ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้ “คนไทย” ได้ประโยชน์

แบบนี้ที่เขาเรียกกันว่า มือไม่พาย...เอาเท้าราน้ำ

สงสารแต่ “คนชั้นล่าง” ไม่รู้ว่าจะอยู่กันต่อไปอย่างไร!

ลวดหนาม (แทน)



บทบาทของ “สุขุมพันธ์” ความเลวของพันธมิตรฯ และพรรคอีแอบ

คอลัมน์ : ละครชีวิต

แม้จะมีการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยปัญหาพื้นที่ทับซ้อนในบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ที่โรงแรม ดิ อังกอร์ พาเลซ สปา รีสอร์ต ที่เมืองเสียมเรียบ

โดย นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คนใหม่ของไทย มีกำหนดการเดินทางถึงกัมพูชาวันนี้ (28 ก.ค.) เวลา 09.00 น.

ท่ามกลางเสียงยอมรับรัฐมนตรีคนใหม่ ผมขอย้ำว่า “ความจริงก็คือความจริง” เพราะความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ดังนั้นอย่าตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคอีแอบ

ที่หวังเพียงแค่ปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่นำพาต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง

การที่รัฐบาลได้แต่งตั้ง นายเตช บุนนาค ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ นั้น ไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้

นายเตช บุนนาค มิใช่เทวดาที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงความคิดชาตินิยมได้เพียงแค่ชั่วข้ามคืน แม้เสียงขานรับจะมี “ดอกไม้” มากกว่า “ก้อนอิฐ”

ในช่วงที่ผ่านมา มีนักวิชาการที่เป็นกลางทางการเมือง คอลัมนิสต์ที่ไร้อคติ ออกมาแสดงความคิดเห็นกรณีนี้มากมาย
ล่าสุดได้มีการย้ำถึงบทบาทของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ไปลงนามเมื่อ 14 มิถุนายน 2543 ให้การปักปันเขตแดนใช้แผนที่ ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1604 ฉบับที่ไทยเสียประสาทเขาพระวิหารให้กัมพูชา

เป็นการลงนามโดย ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย และ นายวาร์ คิม ฮง ที่ปรึกษารัฐบาล ผู้รับผิดชอบกิจการชายแดนแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

แม้จะมีการเขียนไว้เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองกว้างๆ ในข้อ 5 ว่า “หน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้น จะงดเว้นการดำเนินการใดๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมเพื่อประโยชน์ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน”

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็เท่ากับว่าประเทศไทยได้เสียดินแดนเขาพระวิหารตั้งแต่สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแล้ว

ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ลงนามในสัญญาครั้งนั้น ด้วยความสับสนและไม่ชัดเจน เนื่องจากหลักฐานบางอย่างจัดทำไว้นานและเกิดการสูญหาย

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ คงไม่แสดงความรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าว เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่ต้องการประสาทเขาพระวิหารคืนกลับมาให้คนไทย

แต่จุดหมายปลายทางคือ การล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยนำเอากระแสชาตินิยมมาถล่มรัฐบาล

ผมมองว่า ปัญหาดังกล่าวจะสามารถแก้ได้ไม่ยากนัก เนื่องจากทั้งไทยและกัมพูชาเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาช้านาน และที่สำคัญยังมีเจตนาร่วมกันที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

แต่การต่อสู้กันทางการเมืองของพันธมิตรฯ และพรรคอีแอบ ต้องสำเหนียกถึงความเสียหายของประเทศชาติให้มากยิ่งขึ้น

ผมขอทิ้งท้ายด้วยคำพูดของ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

นายนพดล กล่าวว่า “ผมมั่นใจ เมื่อควันและฝุ่นจางลงความจริงจะปรากฏขึ้นชัดเจน เมื่อเหตุผลเข้ามาแทนที่อารมณ์ เวลาจะตัดสินสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศและกระผมได้ทำไป ว่าพวกเราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อปกป้องดินแดนและประโยชน์ของไทย พี่น้องชาวไทยครับ ผมไม่ได้ขายชาติ ผมรักชาติ รักชาติเท่ากับคนไทยทุกคน”

ครับ...เมื่อควันและฝุ่นจางลง ตามที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่าไว้ คนไทยจะได้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร

รวมทั้งจะได้รู้เบื้องหลังความเลวร้ายของพันธมิตรฯ และพรรคอีแอบว่า ต้องการล้มรัฐบาลโดยใช้ประชาชนที่รักชาติเป็นเครื่องมือเท่านั้น!

ลวดหนาม



“ปปช. เถื่อน” ยังหน้าด้านไม่ยอมออก จี้อัปเปหิภายใน 3 วัน

กลุ่มพิราบขาว เตือนสติ ปปช. ไร้ยางอาย ไล่แล้วไม่ไป พร้อมจี้ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ภายใน 3 วัน ขณะที่แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนายน และ นปก.กว่า 200 คน จุดประทัดขับไล่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น.ที่บริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กลุ่มพิราบขาว และประชาชนเสื้อแดงประมาณ 30 คน นำโดย นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล เดินทางมายื่นหนังสือเรียกร้องให้กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนหยุดทำงานภายใน 3 วัน โดยระบุว่ามีที่มาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสง่างามได้

จากนั้นนายนพรุจได้ขึ้นรถกระบะติดเครื่องขยายเสียงปราศรัยไล่ ป.ป.ช. พร้อมชื่นชมการทำงานของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และกล่าวขอบคุณนายสมัครที่ได้ตั้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร.เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ต่อมา เวลา 11.00 น. นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนายนพร้อมด้วยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กว่า 200 คน ได้เดินทางมาชุมนุมที่หน้าสำนักงาน ป.ป.ช. โดยมีขบวนมอเตอร์ไซค์นำหน้าประมาณ 20 คัน จากนั้นได้นำแผ่นกระเบื้อง 10 แผ่น ติดรูปกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน และเลขาฯ ป.ป.ช.มากระทืบ และทุบทำลายทีละแผ่น พร้อมจุดประทัดขับไล่และนัดแนะว่าในเวลา 13.30 น.จะมายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี



“อนุพงษ์” รอคำสั่งรัฐบาลถอนกำลังทหาร

อนุพงษ์ พร้อมส่งสารวัตรทหาร แก้ปัญหาความขัดแย้งคนไทย2กลุ่มปะทะกัน เผยรอคำสั่งรัฐบาลถอนกำลังทหาร

วันนี้ (29กรกฏาคม) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เดินทางลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อมอบแนวทางการปฏิบัติงาน และสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้กับกำลังพลในพื้นที่

อย่างไรก็ตามก่อนการเดินทางที่กรมการขนส่งทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ ได้กล่าวถึงกรณีการถอนกำลังทหาร ออกจากพื้นที่ทับซ้อนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่าขณะนี้กองทัพบกได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว และมีแนวทางที่เชื่อว่าจะสามารถลดความตึงเครียดลงได้ แต่ต้องรอรัฐบาลสั่งการมาก่อน

พร้อมกันนี้ ผบ.ทบ.ยังกล่าวแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์การปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุม2ฝ่ายทั้งที่ต่อต้าน และให้การสนับสนุนรัฐบาลว่า สาเหตุที่กองทัพไม่ได้ เข้ามาแก้ปัญหา เนื่องจากติดข้อกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการร้องขอจากทางตำรวจ กองร้อยทหารสารวัตรจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ทันที แต่ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเจรจากันด้วยเหตุผล

"ขอให้ทุกคนรำลึกถึงสถาบันสูงสุดของประเทศ คือสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน รวมถึง นำหลักศาสนาเข้ามาเป็นแนวคิด ที่จะแก้ไข ปัญหาไม่ใช้ความรุนแรง" ผบ.ทบ.กล่าว



“กลุ่ม 24 มิถุนา” ร่วมชุมนุมลานพระบรมรูปทรงม้า เรียกร้อง ป.ป.ช.ลาออก

บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ได้มีประชาชนมารวมตัวกันเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากมีที่มาจากการแต่งตั้งโดยมิชอบ

เมื่อเวลา 10.15 น. นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย พร้อมด้วยประชาชนจำนวนหนึ่ง ได้รวมตัวกันที่หน้าลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ทั้งหมดลาออกจากตำแหน่ง หลังจากที่เคยยื่นหนังสือให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้งหมดแสดงสปิริตลาออกไปแล้ว และที่มาอีกครั้งในวันนี้ เพื่อเป็นการเตือนว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจในการไต่สวนคดีความใดๆ ทั้งสิ้น ควรให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหม่ ผ่านกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายมาปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ทั้งนี้ นายสมยศ ยังระบุว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช.ถือว่าผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 2542 ตามมาตรา 6 และ 12 ควรลาออกจากตำแหน่งทั้งหมด และคืนเงินเดือนที่เป็นภาษีของประชาชนทั้งหมด นับตั้งแต่ได้รับเงินเดือนครั้งแรก

“ปู่ชัย” แจง กกต. ยัน ถือหุ้นโรงโม่หิน ไม่มีส่วนได้เสียกับรัฐ

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้าพบกับ กกต.เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับหุ้นในบริษัทโรงโม่หินและทำสัมปทานกับรัฐ ว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เดินทางมาที่สำนักงาน กกต. เพื่อเข้าชี้แจงในกรณีที่ถูกร้องว่ามีหุ้นในบริษัทโรงโม่หินและทำสัมปทานกับรัฐต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยหาข้อเท็จจริง ที่มีนายประสาน สุสิกขโกศล เป็นประธาน โดยนายชัย กล่าวก่อนเข้าชี้แจงว่า วันนี้ตนเดินทางมาชี้แจงข้อเท็จจริง โดยไม่มีเอกสาร มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ หากอนุกรรมการต้องการทราบข้อเท็จจริงก็สามารถลงพื้นที่ตรวจสอบได้

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีนี้เป็นเพราะบริษัทไปรับสัมปทานจากรัฐจึงเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ตนยืนยันว่าตนไม่เคยมีหรือทำสัมปทานกับรัฐ ตนเป็น ส.ส. มาตลอดก็ไม่เคยมีส่วนได้ส่วนเสียกับรัฐ ส่วนเรื่องหุ้นก็เป็นธรรมดาที่ทุกคนต้องมีเพราะเป็นการทำมาหากินและเป็นหุ้นที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ใจ และอยากชี้แจงว่าคำว่าสัมปทานกับประทานบัตรมีความแตกต่างกัน คำว่าสัมปทานคือทรัพย์ของแผ่นดินที่แผ่นดินให้เอกสิทธิกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ขออนุญาตทำสัมปทาน เช่น สัมปทานรถ สัมปทานปิโตรเลียม สัมปทานขุดเจาะเหมืองแร่ ฯลฯ

ส่วนของตนนั้นเป็นกรณีที่เอาที่ดินของตนเองซึ่งเป็นกรรมสิทธิชอบด้วยกฎหมายแต่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินที่อยู่ใต้ที่ดินนั้นเป็นสินแร่เอง มีสินแร่ก็ต้องนำ พ.ร.บ.แร่ปี 2510 มาใช้ซึ่งระบุให้ต้องขออนุญาตประทานบัตร และที่ผ่านมาเราก็ทำถูกต้องตามกฎหมายและที่ผ่านมาก็ไม่มีคำว่าสัมปทาน มีแต่ประทานบัตร



รอง ปธ.หอการค้านราธิวาส ชี้ การเมืองไม่แทรกแซง ลดความขัดแย้งไทย-กัมพูชาได้

รองประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส เชื่อหากมีการเจรจาระดับท้องถิ่น และไม่มีการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวมากนัก จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาได้มากกว่านี้

นายแสงทอง ปรีชาวุฒิเดช รองประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส ห่วงความขัดแย้งในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เนื่องจากจะกระทบความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันและจะทำให้ประชาชนตามแนวชายแดนของทั้ง 2 ประเทศได้รับความเดือดร้อนโดยตรง

พร้อมระบุหากการเมืองไม่เข้ามาแทรกแซง สื่อลดการนำเสนอความขัดแย้ง และไม่ปลุกระดมความเป็นชาตินิยมมากเกินไป ก็เชื่อว่าการเจรจาระดับท้องถิ่นจะสามารถคลี่คลายสถานการณ์ต่างๆ ให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้ เนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นแบบเครือญาติมาอย่างยาวนานที่คนต่างพื้นที่ไม่สามารถเข้าถึงได้

รองประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส กล่าวถึงพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกับหลายประเทศ และพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นแหล่งรวมของเศรษฐกิจชายแดนที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงขอให้มีการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการพัฒนาเศรษฐกิจให้ตื่นตัวอย่างต่อเนื่อง