WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 30, 2008

ใช่ไม่ใช่

ใครคิดออกบ้างว่า วิกฤติการเมือง ในบ้านเราจะจบลงอย่างไร หรือจะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร ช่วยตอบผมที เพราะยิ่งนานวันก็ยิ่งมองเห็นแต่ปัญหาที่เพิ่มขึ้น สงสารประชาชน สงสารประเทศไทย ทั้งปีทั้งชาติถูกหลอกเอามาเป็นตัวประกันในเกมชิงอำนาจการเมืองไม่ได้หยุดหย่อน

วันนี้มีใครเคยช่วยคิดบ้างหรือไม่ว่า ชาวบ้านเดินดินกินข้าวแกงจะมีอนาคตอย่างไร เห็นข่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เสนอวิธีการแก้ปัญหาเงินเฟ้อของประเทศ โดยการลดภาษีมูลค่าเพิ่มลงให้เหลือร้อยละ 3 ไม่เช่นนั้น ราคาสินค้าที่อั้นไว้เตรียมจะขอขึ้นราคากันอยู่ในขณะนี้จะมีเพิ่มขึ้นถึง 210 รายการ

อ่วม!

ตัวเลขอาจจะผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่ความจริงก็คือ เงินในกระเป๋าชาวบ้าน ที่หาเช้ากินค่ำก็ลดน้อยลงทุกวัน แถม ค่าของเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า ก็น้อยลงอีก เจอสองเด้ง จะให้เขาเหล่านั้นมีชีวิตอยู่อย่างไร

ตัวเลขการเลิกจ้างงานของกระทรวงแรงงานปีนี้มีแนวโน้มไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน รวมกับคนที่ยังหางานทำไม่ได้ ผมว่าตัวเลขเป็นแสน ในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นๆ เข้าตาจนขึ้นมาจริงๆก็ไปก่ออาชญากรรมกลายเป็นปัญหาสังคม และความสุขของสังคมครอบครัวก็หมดไป เพราะต้องสาละวนอยู่กับการเอาชีวิตรอด

อันที่จริงผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับกระทรวงพาณิชย์ ที่จะให้ ลดภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 3 ซึ่งที่ถูกปีนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องขึ้นเป็นรอยละ 10 ด้วยซ้ำ เพื่อให้เกิดรายได้เพียงพอกับรายจ่ายของประเทศ แต่ก็เอาเถอะ ยามหน้าสิ่วหน้าขวานไม่ขึ้นภาษีก็ดี เท่าไหร่แล้ว

ที่ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการลดภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เพราะไม่ได้ ช่วยประชาชนผู้เดือดร้อนจริงๆ ส่วนหนึ่งอาจจะได้ประโยชน์กับผู้ประกอบธุรกิจ ลดภาษี สินค้าก็ถูกลง จูงใจให้คนบริโภคมากขึ้น แต่ก็เป็นดาบสองคม เพราะถ้า เป็นสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยก็ไม่มีประโยชน์อะไร จะทำให้คนเป็นหนี้เป็นสินกันโดยไม่จำเป็น และนอกจากนี้คนรวยที่ยังเดือดร้อนไม่มากนักก็เลยพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย

แทนที่จะลดภาษีมูลค่าเพิ่ม น่าจะนำภาษีมูลค่าเพิ่มในสัดส่วนที่จะลดไปร้อยละ 4 มาเป็นสวัสดิการให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยจะดีกว่า แถมยังไม่ทำให้ระบบการเงินการคลังของประเทศมีผลกระทบอีกด้วย

วันนี้มีคนส่วนหนึ่งไปเฮๆ กันแถวสะพานมัฆวาน แต่คนอีกส่วนหนึ่งต้องนอนเอามือก่ายหน้าผาก คิดหนักว่าพรุ่งนี้จะเอาอะไรกินจะเอาเงินที่ไหนให้ลูกไปโรงเรียน จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าเช่าบ้าน

วันนี้คนส่วนหนึ่งหน้ามืดตามัวอยู่กับการเมือง แต่คนอีกส่วนหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับเศรษฐกิจที่รัดตัวโดยลำพัง และคนส่วนหนึ่งจะไปไหนมาไหนก็ต้องเกณฑ์คนไปห้อมล้อม ต้องมีกำลังอารักขาและมีปากเป็นอาวุธ มีอภิสิทธิ์พิเศษเหนือคนอื่น แต่คนอีกส่วนหนึ่งมีอันตรายรอบตัว มีปากก็พูดอะไรไม่ได้

เชื่อหรือไม่ว่า นี่คือแผ่นดินเดียวกัน

ผมยังตั้งความหวังไว้กับกระบวนการยุติธรรม และสถาบัน จะพลิกฟื้นให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในครรลองคลองธรรม ให้สิทธิหน้าที่และความมีเสรีภาพเสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นคนบนเวทีหรือไม่มีเวที.

“หมัดเหล็ก”



ปธ.ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันไม่มีการซื้อตัวให้อยู่ร่วมรัฐบาล

ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันไม่มีความแตกแยกภายในพรรค และไม่ได้ถูกซื้อตัวให้อยู่ร่วมรัฐบาลต่อ ขณะที่ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลตามหัวหน้าพรรคแล้ว

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันว่า ไม่มีความแตกแยกภายในพรรค แม้นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค จะประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะส่วนตัวมองว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ที่จะอยู่กับรัฐบาลต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ยังเห็นว่า เหตุผลของนายสุวิทย์ ที่ไม่พอใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญและแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหารยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ทราบจำนวน ส.ส.ว่าใครจะถอนตัวจากรัฐบาลบ้าง พร้อมระบุไม่มีการซื้อตัวให้อยู่ร่วมรัฐบาล เพราะแม้ไม่มีพรรคเพื่อแผ่นดิน 24 เสียง รัฐบาลก็ยังสามารถทำงานต่อไปได้

ส่วนที่นายสุวิทย์ ระบุว่าจะเกิดกรณี งูเห่าภาคสองเหมือนเช่นในอดีตนั้น นายสุรเดช กล่าวว่า ตอนนี้ต่างยุคต่างสมัยกัน และรัฐธรรมนูญก็เขียนให้เอกสิทธิ์ ส.ส.ในการตัดสินใจ อีกทั้ง ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดิน ยังเห็นว่า การได้ทำงานร่วมรัฐบาลจะทำให้ได้ใกล้ชิดและช่วยเหลือประชาชนมากยิ่งขึ้น

นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลตามนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค โดยยอมรับว่า ได้พูดคุยกับนายสุวิทย์แล้ว และขณะนี้มีนายมานพ ปัตนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 8 ของพรรคยินดีจะถอนตัวด้วย โดยให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมาตลอด 6 เดือนรู้สึกอึดอัดใจและไม่สบายใจที่รัฐบาลไม่ตั้งใจแก้ปัญหาภาคใต้ และต้องเคารพการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจึงไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานได้ นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับเหตุผลทั้งสองข้อที่นายสุวิทย์ แสดงจุดยืนในการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล นายแพทย์แวมาฮาดี ยังไม่พอใจกับการเคลื่อนไหวของ ส.ส.กลุ่มต่าง ๆ ภายในพรรค ที่ไม่มีความเป็นเอกภาพ

‘สนธิ’ท่าจะเพี้ยนประกาศสงครามชิงเขาพระวิหาร

“ขวัญชัย ไพรพนา” ไขก๊อกพ้นตำแหน่งข้าราชการการเมือง ระบุไม่อยากตกเป็นเครื่องมือพาดพิงสร้างความเสียหายให้รัฐบาล พร้อมประกาศเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ได้อย่างเต็มที่ ตั้งข้อสงสัยทำไมม็อบพันธมิตรฯ มีแต่คนต่างถิ่น สอดรับกับข่าวจงใจส่งคนไปป่วนในพื้นที่ที่มีคนไม่ต้อนรับ ด้าน “สนธิ” หนักข้อขึ้นทุกวัน ออกมาประกาศสงครามท้ารบกัมพูชาทวงคืนเขาพระวิหาร ทำลายบรรยากาศการเจรจาที่กำลังดำเนินไปด้วยดี

จากกรณีเกิดการปะทะกันของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มคนรักอุดร ที่เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องได้มีการตั้งข้อสังเกตและมีการตั้งข้อสงสัยกันอย่างกว้างขวาง ว่ากลุ่มใดเป็นผู้ก่อเหตุและลงมือยั่วยุกันแน่ เนื่องจากมีรายงานอ้างว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการจัดคนไปในจังหวัดต่างๆ ที่มีคนต่อต้านพันธมิตรฯ โดยมีเจตนาให้เกิดการปะทะ เกิดความรุนแรง เพื่อเป็นชนวนในการโจมตีขับไล่รัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับการที่พบว่าผู้บาดเจ็บที่เป็นฝ่ายพันธมิตรฯ มีทั้งคน จ.นนทบุรี คน จ.ตรัง ไม่ใช่คนในพื้นที่เหมือนอย่างกลุ่มที่ออกมาต่อต้านและระบุว่าไม่ต้องการเห็นคนที่อื่นมาสร้างความแตกแยก

ขณะเดียวกันในกรณีที่มีคนพยายามเชื่อมโยงถึงรัฐบาล อันเนื่องมาจาก นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร นักจัดรายการชื่อดัง มีตำแหน่งเป็นข้าราชการการเมืองกินเงินเดือน 27,000 บาท นั้น นายขวัญขัยได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยระบุว่าไม่อยากให้เกิดผลกระทบกับรัฐบาล เพราะการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาเป็นไปในนามส่วนตัว และจากนี้ก็จะขอทำบทบาทในการต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ต่อไป

ส่วนทางด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย ที่ตกเป็นข่าวว่าเข้าไปเกี่ยวข้อง ดังที่ปรากฏบนเว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาสัมภาษณ์ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทย์สภา ระบุว่า นพ.เหวง โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีชื่นชมกับชมรมคนรักอุดร และอาจจะต้องมีการนำเรื่องเข้าคณะอนุกรรมการจริยธรรมเพื่อพิจารณาว่ามีความผิดหรือไม่ เนื่องจากเกรงว่าจะขัดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพแพทย์นั้น

นพ.เหวง ได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวว่าไม่เคยโทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับชมรมคนรักอุดรเลย และไม่ได้มีความคิดสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงในการกระทำต่อฝ่ายที่มีความคิดเห็นต่างกัน ไม่ได้มีการสนับสนุนให้มีการตีกันหรือปะทะกันด้วยกำลังอาวุธโดยเด็ดขาด

“ผมขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อผู้ที่กระทำผิดไปตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างเข้มงวดเท่าเทียมและเป็นธรรม เพราะบ้านเมืองต้องมีขื่อมีแป กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ ตลอดชีวิตในการต่อสู้เผด็จการเพื่อประชาธิปไตยตั้งแต่ประมาณปี 2511 ผมก็ยึดหลักการต่อสู้ด้วยสันติวิธีมาโดยตลอด”

อย่างไรก็ตาม นพ.เหวง กล่าวยินดีที่จะเข้าไปชี้แจงกรณีดังกล่าวทุกประการ หากทางแพทยสภาต้องการให้เข้าไปรับฟังการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการจริยธรรม

ในขณะที่ม็อบพันธมิตรฯ ก็กำลังเร่งปลุกระดมผู้คนอย่างหนัก สอดรับกับกระแสข่าวว่าจะเผด็จศึกรัฐบาลให้ได้ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ โดยจะมีการระดมคนจากจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในภาคใต้ ที่มีคนของพรรคการเมืองบางพรรคเป็นผู้รับหน้าเสื่อเกณฑ์คนเข้ากรุงเทพฯ โดยบางจังหวัดที่มี ส.ส.เป็นนักธุรกิจใหญ่ มีการรับปากว่าจะมีคนเดินทางมาร่วมการชุมนุมถึง 24 คันรถบัส เช่นเดียวกับกลุ่มพันธมิตรฯ นครศรีธรรมราช ที่มีการนัดหมายเดินทางกันแล้วประมาณ 100 คน

พร้อมกันนี้บนเวทีปราศรัยก็ยังมีการปลุกระดมความรู้สึกบรรดาสาวกอย่างหนัก โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำ ที่อยู่ระหว่างการประกันตัวในคดีหมิ่นเบื้องสูง ได้เปิดฉากปราศรัยอย่างบ้าคลั่ง มีการปลุกระดม ด่าทอด้วยถ้อยคำและเนื้อหาที่รุนแรง

รวมทั้งปลุกกระแสคลั่งชาติประเด็นเขาพระวิหาร ชี้ชวนให้ทหารนำเครื่องเอฟ-16 ออกมาบินกดดันกัมพูชา เพิ่มทหารตามแนวชายแดน และนำเอาเรือรบไปปิดอ่าว ซึ่งประเด็นต่างๆ เหล่านี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าจะเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และจะเป็นการทำลายบรรยากาศการเจรจาของ 2 ประเทศ ที่กำลังดำเนินไปด้วยดี

ท้งนี้ มีรายงานข่าวด้วยว่าอาจจะมีกลุ่มคนที่ไม่พอใจการแสดงบทบาทที่หมิ่นเหม่ของนายสนธิ บนเวทีพันธมิตรฯ จะยื่นหนังสือร้องเรียนต่อบ.ชน. ให้มีการถอนการประกันตัวนายสนธิ ในคดีหมิ่นเบื้องสูง ด้วย



แฉ!คลิปเซ็กซ์โฟนเสียงเหมือน 'กล้านรงค์ จันทิก'

ภาคประชาชนผนึกกำลังไล่ ป.ป.ช. เถื่อน “กลุ่ม 24 มิถุนาฯ” ทำพิธีทุบกระเบื้อง “อย่างหนา” 9 แผ่น พร้อมจุดประทัดไล่ และทำหนังสือถึงนายกฯ ให้หยุดจ่ายเงินเดือน แถมเปิดเทปเสียงคล้าย “กล้านรงค์” บางคนเซ็กซ์โฟนผ่านสายโทรศัพท์ ด้าน “พิราบขาว” ซัดหน้าไม่อายไล่แล้วไม่ไป จี้ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ภายใน 3 วัน จี้รัฐบาลหากยังไม่จัดการจะร้องศาลปกครอง เอาผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่บริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กลุ่มพิราบขาว และประชาชนเสื้อแดง ประมาณ 30 คน นำโดย นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล เดินทางมายื่นหนังสือเรียกร้องให้กรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คนหยุดทำงานภายใน 3 วัน โดยระบุว่ามีที่มาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างสง่างามได้

นายพิชา วิจิตรศิลป์ ตัวแทนกลุ่มพิราบขาว กล่าวว่า การแต่งตั้งและการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คนจะได้ร่วมกันแถลงข่าวและยืนยันเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า ได้รับการแต่งตั้งโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทางกลุ่มเห็นว่าเหตุผลและข้อกฎหมายที่คณะกรรมการป.ป.ช.ได้แถลงร่วมกันนั้นเป็นการหยิบยกข้อเท็จริงและข้อกฎหมายเหมือนว่าเอาดีใส่ตัวทั้งสิ้น

นายพิชา ความจริงแล้วไม่ได้เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง เพราะคณะกรรมการป.ป.ช.ทุกคนไม่ได้เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาตามกฎหมาย ดังนั้นคณะกรรมการรป.ป.ช.ทั้ง 9 คนจึงต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสภาสนามหลวงต่อต้านระบอบพันธมิตร เผด็จการ และความไม่เป็นธรรม นำโดยนายสุเทพ วิภาตะวณิช ได้มายื่นแถลงการณ์ ถึงคณะกรรมการป.ป.ช.โดยยืนยันว่าคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดนี้ดำรงตำแหน่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล จึงไม่มีความชอบธรรมที่คณะกรรมการป.ป.ช.ชุดนี้จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จึงขอให้คณะกรรมการป.ป.ช.ทุกคนพิจารณาตัวเอง ไม่เช่นนั้นก็ถือว่าการทำหน้าที่ของคณะกรรมการป.ป.ช.เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

จากนั้นนายนพรุจได้ขึ้นรถกระบะติดเครื่องขยายเสียงปราศรัยโจมตี ป.ป.ช. พร้อมชื่นชมการทำงานของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และกล่าวขอบคุณนายสมัครที่จะตั้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร. เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขณะที่ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนายนพร้อมด้วยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กว่า 200 คน ได้เดินทางมาชุมนุมที่หน้าสำนักงาน ป.ป.ช. โดยมีขบวนมอเตอร์ไซค์นำหน้าประมาณ 20 คัน และได้นำแผ่นกระเบื้อง 10 แผ่น ติดรูปกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน และเลขาฯ ป.ป.ช.มากระทืบ และทุบทำลายทีละแผ่น พร้อมจุดประทัดขับไล่

จากนั้น นายสมยศ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงรัฐบาลกับ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผ่านทางนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี งดจ่ายเงินเดือนให้แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากป.ป.ช.มีที่มาไม่ถูกต้อง

นายสมยศ กล่าวว่า ตนจะมาที่ทำเนียบรัฐบาลทุกวันอังคาร เพื่อยื่นหนังสือ จนกว่า ป.ป.ช. จะยุติการทำหน้าที่ นอกจากนี้ ขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่จนครบวาระด้วย

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังเดินหน้าจ่ายเงินเดือนให้กับ ป.ป.ช. อีก นายสมยศ กล่าวว่ากลุ่มของตนจะไปยื่นหนังสือต่อศาลปกครองว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนที่ป.ป.ช.อ้างว่าได้รับการแต่งตั้งจาก คมช.ถือว่าไม่ถูกต้องเพราะไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯจึงไม่สามารถรับเงินเดือนได้ และยังขัดต่อประเพณีที่ปฏิบัติมา

ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนของสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากพล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยตนจะนำเรื่องนี้ไปมอบให้นายกรัฐมนตรีต่อไป

‘กฤษฎีกา’การันตี 3 รมต.ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ

3 รมต.ยังคงทำงานตามปกติ เผยที่ประชุมครม.ไม่มีใครคัดค้าน “หมอเลี้ยบ” ยืนยันหารือกฤษฎีกาเป็นการส่วนตัวแล้ว ได้รับคำแนะนำว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ จนกว่าการพิจารณาอย่างเป็นทางการจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ระบุมาตรา 174 ตามรธน.50 ไม่ได้ห้ามผู้ถูกดำเนินคดีดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ตามที่ศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับกรณีโครงการหวยบนดินไว้พิจารณา และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ต้องการให้ รัฐมนตรีทั้ง 3 คนยุติการทำหน้าที่ ในขณะที่ 3 รัฐมนตรียืนยันให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเพื่อความชัดเจนในข้อกฎหมายเสียก่อนเพื่อเป็นบรรทัดฐาน นั้น

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาประเด็นข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ 3 รัฐมนตรีว่าสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่ ซึ่งไม่มีรัฐมนตรีคนไหนท้วงติงให้ 3 รัฐมนตรี ทั้ง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม หยุดการปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตีความแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ รัฐมนตรี ทั้ง 3 คน ยืนยันตามมาตรา 174 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ได้ห้ามหรือกำหนดว่าผู้ที่ถูกฟ้องคดีไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ ดังนั้นหากมีผู้ถูกฟ้องในคดีหวยบนดินที่ไม่ถูกถอนสิทธิเลือกตั้ง ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีสามารถรับตำแหน่งได้ และในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุตำแหน่งทางการเมือง ในฐานะ ส.ส. จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคล คณะรัฐมนตรีไม่มีความอึดอัดอะไร ตอนนี้เรื่องได้เข้าสู่กระบวนการ ยังไม่ปรากฎความผิด ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่า อำนาจบริหารไม่เคารพอำนาจตุลาการนั้นนายสมศักดิ์กล่าวว่า เป็นความเห็นของนักวิชาการ แต่ยืนยันว่าฝ่ายบริหารเคารพกฎหมายอยู่แล้ว พร้อมยกตัวอย่างกรณีเขาพระวิหารก็ปฏิบัติตาม ดังนั้นเรื่องหวยบนดินก็พร้อมปฏิบัติตามเช่นกัน แต่กฎหมายยังไม่ชัดเจนก็ต้องทำให้ชัดเจนก่อน เพราะจะได้เป็นบรรทัดฐานหากมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี 1 ใน 3 รัฐมนตรีกรณีหวยบนดิน กล่าวว่า ตนได้หารือเป็นการส่วนตัวกับคณะกรรมการกฤษฎีกา เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ได้รับคำแนะนำว่ายังปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป

ทางด้าน นางพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ โดยให้เป็นวิจารณญาณของประชาชน แต่หากรัฐบาลหยิบยกปัญหานี้มาหารือ คาดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์

นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังยืนยันว่า พร้อมจะปฏิบัจติตามคำสั่งศาล ตนยึดหลักกฎหมาย แต่ความชัดเจนต้องมีว่าใครวินิจฉันตรงนี้ พร้อมกับตัดพ้อว่า เรื่องที่กล่าวหา เป็นการประชุมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 จนมาเป็นฝ่ายค้าน เมื่อลงสมัครรับเลือกตั้งก็ไม่ได้รับเลือก จนได้มาเป็นรัฐมนตรีใหม่ จะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับอะไร ความชัดเจนตรงนี้ต้องมี



เอาดีใส่ตัว...เอาชั่วให้คนอื่น นิยามคลาสสิกของ ปชป.!

คอลัมน์: ละครชีวิต

ในวงสนทนามีคนแนะนำกันว่า ถ้าอยากให้ประเทศชาติสงบสุข บ้านเมืองไม่วุ่นวายแบบนี้ ก็ขอเอาใจช่วยพรรคประชาธิปัตย์ถล่มพรรคพลังประชาชน และถ้ามีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล

คนที่อยู่ในวงสนทนาอีกหลายคนดูท่าจะหงุดหงิดอยู่ไม่มากก็น้อย บางคนจินตนาการไปไกลถึงในช่วงพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมี นายชวน เชื่องช้า เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัย

บางคนบอกว่า แค่คิดก็ “สยอง” แล้ว เพราะไม่รู้ว่าบ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจเลวร้ายแบบนี้

อันที่จริงผมมองว่า “ข้อดี” ของพรรคประชาธิปัตย์ก็มีดีอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะบุคลากรของพรรคนี้มีคนขยันขันแข็งมากกว่าพรรคพลังประชาชนหลายเท่าตัว

ในฐานะของคนทำสื่อเอง ยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความตื่นตัวในทุกๆ วัน โดยเฉพาะ นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หรือบรรดาทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

เพราะทุกๆ วันจะต้องมีข่าวออกมารับลูกกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กำลังถล่มรัฐบาลอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์

เรียกได้ว่าขยันตอบโต้ กระทั่งวันหยุดราชการก็คิดประดิดประดอยถ้อยคำออกมาสาดใส่รัฐบาลอย่างถึงลูกถึงคน

แม้จะมีบุคลากรที่ขยันแบบนี้ แต่ประชาชนก็ไม่ได้ไว้วางใจเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากยิ่งขึ้น ผมไม่กล้าพอที่จะบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์มีคนประเภทโง่แต่ขยันเยอะ

เพียงแต่อยากบอกว่า มันคือ “จุดด้อย” ของประชาธิปัตย์ เพราะภาพลักษณ์มันดูเลวร้ายมากยิ่งขึ้นทุกวัน

ที่ผมต้องเขียนถึงพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง เพราะบังเอิญไปเจอเรื่องราวในวงสนทนาดังกล่าว และอ่านบทสัมภาษณ์ของ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ "คุณปลื้ม" ที่ประกาศลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ม.ล.ณัฏฐกรณ์ บอกว่า “บางคนเบื่อหน่ายที่ประชาธิปัตย์สอดคล้องกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเชื่อว่ามีฐานเสียงของประชาธิปัตย์ที่ไม่ happy กับสไตล์ของพรรคที่เน้นตรวจสอบลูกเดียว เหมือนสนับสนุนเอ็นจีโอ และถ้าฐานเสียงประชาธิปัตย์ happy ตัวผม ผมก็น้อมรับ แต่ถ้านั่งเชียร์ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ต้องมาเลือกผม และผมไม่ชอบมีหนี้ คือทำอะไรจะไม่ไปกู้ธนาคารมาทำธุรกิจ ผมไม่ติดหนี้บุญคุณใครเพื่อเป็นผู้ว่าฯ กทม.”

นี่คือคำพูดที่ออกมาจากปากของผู้ประกาศตัวจะลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งถือเป็นการประกาศจุดยืนที่แน่วแน่มั่นคง ไม่หลงไปตามกระแสใคร

แม้ปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์มีสโลแกนว่า “ประชาชนต้องมาก่อน” เป็นคำที่สวยหรู แต่ก็พิสูจน์ไปแล้วว่า ไม่เคยทำได้แม้แต่สักนิดเดียว ยามบ้านเมืองถูกป่วนด้วย “อันธพาลข้างถนน” พรรคนี้ก็ยังยอมตัวเข้าเป็นทาสรับใช้สุดๆ

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้รับความนิยม แม้กระทั่งการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ครั้งที่ผ่านมาก็มีคนครหาว่าได้ ส.ส. มาเพราะอำนาจเถื่อน

แต่แม้จะใช้อำนาจเถื่อนอย่างไร ก็ยังไม่สามารถเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ และยังหลงใหลคว้าเงาอยู่ตลอดเวลา

จากการออกมาโจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่องของพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้เห็นวิสัยทัศน์ของคนในพรรคได้อย่างชัดเจน

ดังนั้น นิยาม "เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น" จึงคงทนกับพรรคประชาธิปัตย์ตลอดไปตราบนานเท่านาน!

ลวดหนาม



เชือดหวยบนดิน “สมัคร 4” เกือบได้ปรับยกแผง

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

เป็นอันว่า รัฐบาล “สมัคร 4” คงได้ใช้สูตรปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหม่ ตามแผนที่สำรองไว้แน่แล้ว

หลังจากก่อนหน้า เตรียมแนวทางการปรับ ครม. ไว้ อันประกอบด้วย
1.หาแทนที่เฉพาะตำแหน่งที่ว่างลง 2 ตำแหน่ง คือ รมว.สาธารณสุข กับ รมว.ประจำสำนักนายกฯ
2.ปรับเก้าอี้ในตำแหน่งรัฐมนตรี ‘สายล่อฟ้า’
3.ปรับในตำแหน่งที่ตัวรัฐมนตรีอาจจะมีปัญหาข้อกฎหมาย

ซึ่งข้อสุดท้ายก็เป็นอันสรุปได้ว่า ไม่รอดสันดอนเมื่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษารับฟ้องคดีออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน

เท่ากับว่ามีรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลปัจจุบัน โดนร่างแหไปด้วยถึง 3 คน

“หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

“ป้าอุ” นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

และ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

เบื้องต้น ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 55 เมื่อศาลรับฟ้อง ทั้ง 3 ท่านต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีทันที

จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ หรือศาลฎีกาจะมีคำตัดสินชี้ขาด

แต่ขณะนี้ ดูเหมือนว่าเจ้าตัวโดยเฉพาะคุณหมอเลี้ยบ จะไม่มีแผนการหยุดการทำงานแต่อย่างใด

ยังคงทำงานร่วมกับคณะรัฐมนตรีทั้งชุด และในฐานะ รมว.คลัง ต่อไปตามปกติ

รวมถึงกระแสข่าวว่า อาจจะมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องการต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งว่าถูกต้องหรือไม่

กระนั้นก็คาดการณ์กันว่า คำพิพากษาออกมาเป็นเช่นนี้ สูตร “สมัคร 4” ก็คงเป็นไปตามที่วางแผนไว้ก่อนหน้าที่อาศัยการคาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่ลบที่สุด

นั่นคือ นอกจากตำแหน่งที่ว่างลง รัฐมนตรีสายล่อฟ้า ก็ต้องหามาแทนที่อีก 3 คือ คลัง 1 แรงงาน 1 และ ช่วยคมนาคม 1 อีก อย่างไม่ต้องสงสัย

จึงจับตามองกันอย่างหนักว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีคนใหม่ ต่อจาก นายเตช บุนนาค ที่เข้ามาช่วยชาติไปแล้วก่อนหน้า

เก้าอี้แรงงานของ “ป้าอุ” นั้น คงยังเป็นโควตาของ “พรรคประชาราช” ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง

ขณะที่ รมช.คมนาคม แว่วว่าพรรคชาติไทยอาจขอแลกเปลี่ยนกับ รมช.เกษตรฯ เพื่อที่พรรคจะดูแลงานด้านเกษตรได้อย่างสะดวกและเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น

จะมีก็แต่เก้าอี้ “คลัง” ในโควตาของพรรคพลังประชาชน ที่ชื่อของ “มืออาชีพ” ด้านการเงินการคลังถูกกล่าวขึ้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ชื่อ

แต่ที่เหมือนจะเต็งจ๋าที่สุดอย่าง “วีรพงษ์ รามางกูร” ได้ปฏิเสธไปแล้ว ด้วยเหตุว่าติดเงื่อนไขเรื่องไม่เห็นด้วยกับนโยบายผู้ว่าการแบงก์ชาติ หรือธนาคารแห่งประเทศไทย

ทั้งที่ชื่อ ดร.โกร่ง กำลังเป็นชื่อที่นักธุรกิจเห็นด้วยอย่างมาก หากจะยอมมารับตำแหน่งให้จริงๆ

ถัดจาก ดร.โกร่ง ก็ยังมีรายชื่อของ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตนักเรียนทุนธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์ทั้งในแบงก์ชาติ และเคยเป็นบอร์ดบริหารของธุรกิจขนาดใหญ่ต่างๆ นายอนุชา สะสมทรัพย์ ส.ส. นครปฐม นายอิทธิ ศิริลัทธยากร ส.ส. ฉะเชิงเทรา นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส. แพร่ ฯลฯ

ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นใครอย่างไรนั้น ก็คงได้ประกาศออกมาพร้อมกันทุกตำแหน่ง แต่ต้องรอฟังคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคุณสมบัติของ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์ อีกคนเสียก่อน

แต่ไม่ว่าจะหมู่หรือจ่า...งานนี้ “สมัคร 4” คงได้ “ปรับใหญ่” อย่างที่โฆษณาไว้แน่แล้ว




นพ.เหวง ชี้แจงความเป็นจริง กรณีปะทะที่ จ.อุดรธานี

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น ก่อให้เกิดความแตกแยกของกลุ่มคน ซึ่งหลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การเผชิญหน้าของประชาชนในเวลานี้

ไม่ว่าใครจะลงมือก่อนในเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ระหว่างกลุ่มพันธมารและกลุ่มต่อต้านพันธมาร สิ่งหนึ่งที่นักวิชาการและคนในสังคมต้องตระหนัก ก่อนที่จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์ให้ความคิดเห็นต่อสาธารณะ และมองให้เห็น “ต้นตอ” ของปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วย

“ต้นตอ” ที่ว่านี้ก็คือ การชุมนุมและการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมาร ที่มีเป้าหมายคือ ต้องการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสะท้อนได้จากข้อเรียกร้อง และการปราศรัยบนเวที ที่มีลักษณะโจมตีบุคคลต่างๆ ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ และปลุกกระแสล้าหลังคลั่งชาติ พฤติกรรมและเป้าหมายเช่นนี้ ถือเป็นความรุนแรงทางโครงสร้างที่ร้ายแรงกว่าการทุบตีกันทางกายภาพ

ผลเกิดจากเหตุ จะแก้ปัญหาจึงต้องมุ่งไปแก้ที่เหตุ จึงจะคลี่คลายปมความขัดแย้งได้

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน จ.อุดรธานี ที่ผ่านมา มีสื่อสำนักหนึ่ง และมีการปล่อยข่าวบนเวทีพันธมารว่า นพ.เหวง มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏ จึงได้นำจดหมายเปิดผนึกชี้แจงข้อเท็จจริงจาก นพ.เหวง โตจิราการ ความดังนี้
เรื่อง ขอชี้แจงความเป็นจริง

เรียน กอง บ.ก. การเมืองที่นับถือ ส่งสำเนาถึง นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา

ตามที่มีข่าวในหน้าข่าว (เว็บไซต์) ของหนังสือพิมพ์มติชน ประจำวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 โดยมีเนื้อความว่า

“นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีที่ นพ.เหวง โตจิราการ ได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับชมรมคนรักอุดร กรณีปะทะกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.อุดรธานี ว่ายังไม่มีผู้ร้องเรียนกรณีพฤติกรรมของ นพ.เหวง ว่าขัดจรรยาบรรณวิชาชีพแพทย์หรือไม่ ซึ่งหากมีผู้ร้องเรียนเข้ามา ก็ต้องนำเรื่องเข้าคณะอนุกรรมการจริยธรรม เพื่อพิจารณาว่ามีความผิดหรือไม่ แม้กรณีที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่การประกอบวิชาชีพก็ตาม แต่เนื่องจากแพทย์มีหน้าที่ดูแลรักษาคนป่วย และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีแพทย์คนใดรู้สึกดีใจที่ได้เห็นคนบาดเจ็บด้วย”

ในฐานะที่เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรง จึงขอเรียนชี้แจงว่า

“ผมไม่ได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับชมรมคนรักอุดร กรณีปะทะกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.อุดรธานี” และ “ไม่ได้สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงในการกระทำต่อฝ่ายที่เห็นต่าง ไม่ได้สนับสนุนให้มีการตีกัน ปะทะกัน ด้วยกำลังอาวุธ” โดยเด็ดขาด

และ “ผมขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อผู้ที่กระทำผิดไปตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างเข้ม งวด เท่าเทียม และเป็นธรรม เพราะบ้านเมืองต้องมีขื่อมีแป กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์”

ตลอดชีวิตในการต่อสู้เผด็จการเพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่ประมาณปี 2511 ผมก็ยึดหลักการต่อสู้ด้วยสันติวิธีมาโดยตลอด

แม้ในการต่อสู้กับเผด็จการ 19 กันยายน 2549 ในคราวนี้ ผมก็ได้ยืนหยัดหลักการ “สันติวิธี” รวมทั้งเป็นผู้จัดตั้งกลุ่ม “สันติวิธี” โดยมีหลักการ 3 ไม่ คือ ไม่โกรธ ไม่รุนแรง ไม่ตอบโต้ ให้เกิดขึ้นในการเคลื่อนไหว และยังคงดำเนินต่อเนื่องตลอดไป

การเข้าร่วมต่อสู้เผด็จการนั้น เป็นภาระหน้าที่ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคนต้องทำ เพื่อไม่ให้ระบอบประชาธิปไตยถูกเผด็จการทำลายล้างไป

แต่ผมก็ประกอบวิชาแพทย์ด้วยความเคารพต่อวิชาชีพและคนไข้ตลอดมาและตลอดไป

หากทางแพทยสภาต้องการที่จะให้ไปชี้แจง ก็ยินดีที่จะไปชี้แจงทุกประการ

จึงขอเรียนชี้แจงมาเพื่อได้โปรดเผยแพร่ให้เข้าใจตามนี้ด้วย

ขอแสดงความนับถือ
(นายแพทย์เหวง โตจิราการ)



Tuesday, July 29, 2008

มือไม่พาย...เอาเท้าราน้ำ!

คอลัมน์ : ละครชีวิต

ประชาชนบ่นมามากมายว่า นโยบายของรัฐบาลที่จะนำรายได้ที่อยู่ “ใต้โต๊ะ” ขึ้นมาอยู่ “บนโต๊ะ” อย่างถูกต้อง โปร่งใส และดำเนินการจัดสรรเงินให้ถูกต้องตามกฎหมายนั้น ผิดด้วยหรือ?

คำถามนี้ผมยังไม่ตอบ เพราะถ้าตอบว่า “ไม่ผิด” ก็ถูกปรักปรำว่าเป็นพวกไร้คุณธรรม จริยธรรม หลงใหลในอบายมุข

หลังจากศาลฎีกาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับฟ้องคดีหวยบนดินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับพวกรวม 47 คน

โดยใน 3 คนเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้แก่ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน และ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม ซึ่งก็ต้องติดตามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เรื่องของคดีก็ต้องไปว่ากันในศาล แต่ประเด็นนี้มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน

ผมจำได้ว่าเรื่องของ “บ่อน” และ “หวย” ในบ้านเมืองเรานั้น มีการเถียงกันแบบไม่รู้จักจบจักสิ้น ฟังแล้วก็น่าปวดหัว

แต่เท่าที่ดูแล้ว รู้สึกว่าคนที่พยายามผลักดันสิ่งเหล่านี้จะเหนื่อยไม่น้อย แม้จุดมุ่งหมายจะดีเลิศขนาดไหน เพราะคนที่ต่อต้านก็งัดเหตุผลและคำพูดที่สวยหรูมาหักล้างได้ดีเช่นกัน

อย่าลืมว่าการคัดค้านสิ่งต่างๆ เหล่านี้ สามารถแจ้งเกิด “นักการเมือง” หรือ “เอ็นจีโอ” หลายต่อหลายคนแล้ว

คนประเภทนี้เรียกว่า “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง”

การที่รัฐบาลของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ดำเนินนโยบายเอาหวยใต้ดินมาอยู่บนดินนั้น สร้างประโยชน์ให้กับแผ่นดินมากมาย

เพราะเป็นการนำเงินจากการขายหวยบนดินไปให้เด็กได้เรียนหนังสือ ไม่ใช่เอาเงินไปให้มาเฟีย ซึ่งเป็นเงินปีละหมื่นๆ ล้าน

การให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กยากจนและผู้ด้อยโอกาส ด้วยการผันเงินจากการขายหวยบนดินมาเป็นทุนการศึกษาสารพัดรูปแบบ

เช่น โครงการทุนศึกษาต่อของนักเรียนจากทุกอำเภอ และกิ่งอำเภอ ในระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า “โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน”

ตามด้วยโครงการเขียนเรียงความสำหรับเด็กและเยาวชน เพื่อรับทุนการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาล

รวมทั้งโครงการสนับสนุนทุนการศึกษาบุตร-ธิดา ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมและราชการ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

ทราบหรือไม่ว่า ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ยกเลิกการเล่นหวยบนดิน ส่งผลให้การพนันหวยใต้ดินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของระบบเศรษฐกิจประเทศไทย เนื่องจากปล่อยให้เงินไหลลงสู่หวยใต้ดินหมด แทนที่จะนำขึ้นมาบนดินแล้วนำไปใช้ทำประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติ

ผมมองว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและเสียดายแทนน้องๆ นักเรียน นักศึกษา ที่จะหมดโอกาสต่างๆ เหล่านี้ไปเพียงเพราะมี “ผู้ใหญ่ใจดำ” มองข้ามความสำคัญ

“ผู้ใหญ่ใจดำ” เหล่านี้ มองข้ามคุณค่าในความเป็นคน มองข้ามคุณค่าคนด้อยโอกาส มองข้ามคุณค่าในความยากจนของคนชั้นล่าง รวมทั้งดูหมิ่นศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ด้วย

น้องๆ นักเรียน นักศึกษา ต้องจดจำไว้ว่า เหตุผลทั้งหมดทั้งปวงมาจากคะแนนนิยมในตัวของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สิ่งนี้เองจึงทำให้นโยบายนี้ต้องหยุดดำเนินการทันที ไม่ว่าจะดีแสนดีขนาดไหน เหมือนๆ กับนโยบายประชานิยมที่กำลังโดนกำจัดและใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ นานา

ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้ “คนไทย” ได้ประโยชน์

แบบนี้ที่เขาเรียกกันว่า มือไม่พาย...เอาเท้าราน้ำ

สงสารแต่ “คนชั้นล่าง” ไม่รู้ว่าจะอยู่กันต่อไปอย่างไร!

ลวดหนาม (แทน)



บทบาทของ “สุขุมพันธ์” ความเลวของพันธมิตรฯ และพรรคอีแอบ

คอลัมน์ : ละครชีวิต

แม้จะมีการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยปัญหาพื้นที่ทับซ้อนในบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร ที่โรงแรม ดิ อังกอร์ พาเลซ สปา รีสอร์ต ที่เมืองเสียมเรียบ

โดย นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คนใหม่ของไทย มีกำหนดการเดินทางถึงกัมพูชาวันนี้ (28 ก.ค.) เวลา 09.00 น.

ท่ามกลางเสียงยอมรับรัฐมนตรีคนใหม่ ผมขอย้ำว่า “ความจริงก็คือความจริง” เพราะความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ดังนั้นอย่าตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ และพรรคอีแอบ

ที่หวังเพียงแค่ปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่นำพาต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง

การที่รัฐบาลได้แต่งตั้ง นายเตช บุนนาค ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ นั้น ไม่ใช่ว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้

นายเตช บุนนาค มิใช่เทวดาที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงความคิดชาตินิยมได้เพียงแค่ชั่วข้ามคืน แม้เสียงขานรับจะมี “ดอกไม้” มากกว่า “ก้อนอิฐ”

ในช่วงที่ผ่านมา มีนักวิชาการที่เป็นกลางทางการเมือง คอลัมนิสต์ที่ไร้อคติ ออกมาแสดงความคิดเห็นกรณีนี้มากมาย
ล่าสุดได้มีการย้ำถึงบทบาทของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งกำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ไปลงนามเมื่อ 14 มิถุนายน 2543 ให้การปักปันเขตแดนใช้แผนที่ ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1604 ฉบับที่ไทยเสียประสาทเขาพระวิหารให้กัมพูชา

เป็นการลงนามโดย ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย และ นายวาร์ คิม ฮง ที่ปรึกษารัฐบาล ผู้รับผิดชอบกิจการชายแดนแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

แม้จะมีการเขียนไว้เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองกว้างๆ ในข้อ 5 ว่า “หน่วยงานของรัฐบาลกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านั้น จะงดเว้นการดำเนินการใดๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน เว้นแต่จะเป็นการดำเนินการของคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วมเพื่อประโยชน์ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน”

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็เท่ากับว่าประเทศไทยได้เสียดินแดนเขาพระวิหารตั้งแต่สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลแล้ว

ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ลงนามในสัญญาครั้งนั้น ด้วยความสับสนและไม่ชัดเจน เนื่องจากหลักฐานบางอย่างจัดทำไว้นานและเกิดการสูญหาย

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ คงไม่แสดงความรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าว เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่ต้องการประสาทเขาพระวิหารคืนกลับมาให้คนไทย

แต่จุดหมายปลายทางคือ การล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยนำเอากระแสชาตินิยมมาถล่มรัฐบาล

ผมมองว่า ปัญหาดังกล่าวจะสามารถแก้ได้ไม่ยากนัก เนื่องจากทั้งไทยและกัมพูชาเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาช้านาน และที่สำคัญยังมีเจตนาร่วมกันที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

แต่การต่อสู้กันทางการเมืองของพันธมิตรฯ และพรรคอีแอบ ต้องสำเหนียกถึงความเสียหายของประเทศชาติให้มากยิ่งขึ้น

ผมขอทิ้งท้ายด้วยคำพูดของ นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ

นายนพดล กล่าวว่า “ผมมั่นใจ เมื่อควันและฝุ่นจางลงความจริงจะปรากฏขึ้นชัดเจน เมื่อเหตุผลเข้ามาแทนที่อารมณ์ เวลาจะตัดสินสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศและกระผมได้ทำไป ว่าพวกเราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อปกป้องดินแดนและประโยชน์ของไทย พี่น้องชาวไทยครับ ผมไม่ได้ขายชาติ ผมรักชาติ รักชาติเท่ากับคนไทยทุกคน”

ครับ...เมื่อควันและฝุ่นจางลง ตามที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่าไว้ คนไทยจะได้รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร

รวมทั้งจะได้รู้เบื้องหลังความเลวร้ายของพันธมิตรฯ และพรรคอีแอบว่า ต้องการล้มรัฐบาลโดยใช้ประชาชนที่รักชาติเป็นเครื่องมือเท่านั้น!

ลวดหนาม