WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 30, 2008

อนงค์วรรณแนะให้พรรคร่วมรัฐบาลอดทน

จ.นครปฐม 30 ก.ค. - หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตยแนะให้พรรคร่วมรัฐบาลอดทน เห็นแก่ประเทศชาติ ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีในส่วนของพรรค ยังไม่ได้รับสัญญาณจากนายกรัฐมนตรี

นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม / หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อแผ่นดินประกาศถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลว่า ตนไม่ทราบมาก่อน แต่ในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ต้องมีทั้งเรื่องที่พอใจและไม่พอใจ โดยส่วนตัวเห็นว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่เปราะบาง ต้องอดทน เก็บเรื่องไม่พอใจไว้ เพื่อเห็นแก่ประเทศชาติ ประคับประคองสถานการณ์ไม่ให้วิกฤติยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม พรรคจะมีการหารือในเรื่องนี้ต่อไป แต่ก็ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะมีจุดยืนชัดเจนตั้งแต่ก่อนร่วมรัฐบาลที่จะยึดทางสายกลาง ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรีนั้น ยังไม่ได้หารือกัน เนื่องจากยังไม่ได้รับสัญญาณจากนายกรัฐมนตรี แต่ยอมรับคงต้องทบทวนเนื้องานบ้าง. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-30 13:29:28



วิปรัฐบาลอัด สุวิทย์ หาเหตุถอนตัวเพราะรู้ว่าถูกลดบทบาทใน ครม.


รัฐสภา 30 ก.ค. รองประธานวิปรัฐบาล อัด "สุวิทย์" ถอนตัวเพราะถูกลดบทบาทใน ครม.เลยหาเหตุถอนตัว พร้อมย้ำแม้แต่กรรมการบริหารพรรคเพื่อแผ่นดินยังยืนยันไม่ใช่มติพรรค เชื่อหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลอีก 5 พรรคจะหารือเรื่องนี้เพื่อชี้ว่าเป็นการถอนตัวหรือไม่ ยืนยัน พรรคชาติไทยยังเหนียวแน่น ชี้แม้พรรคเพื่อแผ่นดินถอนตัวเสียงของรัฐบาลยังมั่นคง

นายสุขุมพงษ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล ว่า เหตุผลในการถอนตัวของนายสุวิทย์ เป็นเหตุผลที่ยกขึ้นมาลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักและไร้ความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเรื่องเขาพระวิหาร และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นเรื่องเก่าแต่เอามาพูดใหม่ ซึ่งเหตุผลที่แท้จริงนั้นคิดว่า ตัวเองคงถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรีเลยต้องหาเรื่องถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

"การแก้ตัวเป็นเรื่องธรรมดา พูดแต่เรื่องดี ๆ แต่ผมเข้าใจว่า เป็นเหตุผลส่วนตัวของนายสุวิทย์ ที่จะถูกปรับลดบทบาทลงใน ครม. เลยถอนตัว ซึ่งเท่าที่ฟังก็ถอนตัวไปคนเดียว เพราะคนอื่นยังยินดีที่จะร่วมรัฐบาล ทั้งนี้ไม่แน่ใจที่นายสุวิทย์มาแถลงเป็นมติพรรค จะถูกต้องตามข้อบังคับหรือตามกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะหลายคนในกรรมการบริหารเพื่อแผ่นดินบอกว่า ไม่ใช่มติของกรรมการบริหาร แต่เป็นเรื่องส่วนตัวของหัวหน้าพรรค อันนี้เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อแผ่นดินต้องไปตรวจสอบเอาเอง"นายสุขุมพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าตัวแทนวิปจากพรรคเพื่อแผ่นดินได้ประสานมายังวิปรัฐบาลในกรณีนี้หรือไม่ นายสุขุมพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ประชุมวิป แต่หากตัวแทนของพรรคเพื่อแผ่นดินเข้าร่วมประชุม แสดงว่า ยังอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 5 พรรคที่เหลือคงจะต้องหารือถึงกรณีที่หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินดำเนินการเช่นนี้ จะถือเป็นการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ส่วนพรรคชาติไทยนั้นเท่าที่ทราบจากรองหัวหน้าพรรคชาติไทย ยังยืนยันว่า จะร่วมรัฐบาลต่อไป ทั้งนี้ ยืนยันว่าแม้พรรคเพื่อแผ่นดินจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาลจริง ไม่ได้ส่งกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะเมื่อหักจำนวน ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดินจำนวน 24 เสียง รัฐบาลจะมีเสียง ส.ส.จำนวน 280 เสียง ซึ่งเกินครึ่งไป 50 เสียงก็ถือว่ายังมั่นคงอยู่.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-07-30 13:17:36



หวยออกแล้ว

แม้ว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะประทับรับฟ้องคดีหวยบนดินไปแล้ว ซึ่งก็ต้องไปต่อสู้กันในทางคดี แต่ปัญหามันไม่ใช่แค่นั้น เพราะมีผลต่อ 3 รัฐมนตรีของรัฐบาลชุดนี้ด้วย

คือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จากพลังประชาชน นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจากพรรคประชาราช และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยคมนาคม

ข้อใหญ่ใจความอยู่ที่เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ว่าหากนายกฯ และรัฐมนตรีที่ถูกฟ้องร้องและศาลประทับรับฟ้องจะต้องหยุด “พักงาน” ทันที ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ใช้อำนาจฐานะตำแหน่งเอื้อประโยชน์ต่อรูปคดี

ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในกระบวนการตรวจสอบนักการเมือง

แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าเป็นนายกฯหรือรัฐมนตรีแต่ระบุว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั่นก็เกิดปัญหาทันทีเพราะมีการตีความเฉออกไปว่ากรณีนี้ หากไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แต่เป็น ส.ส.ก็ถือว่าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

หาก ส.ส.โดนคดีเช่นเดียวกันก็ต้อง “พักงาน” ด้วยนั่นประเด็นหนึ่ง

ขณะเดียวกันมีการพูดถึงการใช้อำนาจตามกฎหมายถูกต้องหรือไม่ เพราะกฎหมาย ป.ป.ช.ระบุว่าผู้ถูกกล่าวหาหากศาลประทับรับฟ้องก็ต้องพักงานทันที แต่กรณีนี้ปรากฏว่าการฟ้องร้องคดีนี้ดำเนินการโดย คตส. ซึ่งขณะนี้หมดวาระไปแล้ว

ดังนั้น จึงเกิดปัญหาว่าเมื่อเป็น คตส.จะต้องพักงานด้วยหรือไม่ ทั้งๆที่ คตส.ก็ใช้อำนาจตามกฎหมาย ป.ป.ช. นี่ก็ประเด็นหนึ่ง

และอีกประเด็นก็คือคดีหวยบนดินนั้นเกิดตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ ซึ่งในการฟ้องร้องกันนั้น ปรากฏว่ากว่าจะลงเอยได้ก็ติดปัญหามาตลอด คดีนี้อดีตนายกฯเป็น 1 ในผู้ถูกกล่าวหาจากจำนวน 47 คน คตส.ยื่นสำนวนให้อัยการส่งฟ้อง ปรากฏว่าอัยการไม่ยอมอ้างว่าสำนวนยังไม่สมบูรณ์ให้สอบเพิ่มเติม

แต่ คตส.ไม่ยอม อ้างว่าสมบูรณ์แล้ว ต้องตั้งกรรมการร่วมแต่ก็ไปกันไม่ได้ จนเกิดศึกระหว่างอัยการกับคตส.

สุดท้าย คตส.ต้องยื่นฟ้องเอง

ยังไม่จบแค่นั้นเมื่อ คตส.ยื่นฟ้องปรากฏว่าศาลยังไม่รับทันทีแต่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า คตส.มีที่มาถูกต้องหรือไม่ ต่ออายุถูกต้องหรือไม่ มีอำนาจหรือไม่ หากตีความว่าไม่ถูกต้องทุกอย่างก็จบ คดีความต่างๆก็ต้องยุติเพราะ คตส.เป็นองค์กรเถื่อน แต่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าชอบด้วยกฎหมาย และที่สุดก็ประทับรับฟ้องคดีนี้

แต่ 3 รัฐมนตรียังไม่ยอม “พักงาน” อ้างว่ากฎหมายยังไม่ชัดเจน หากไม่พักงานก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีโทษอะไรบ้าง จึงขอหารือ ครม.และให้กฤษฎีกาตีความว่าควรจะปฏิบัติอย่างไร

พูดง่ายๆยังไม่หยุดงาน แต่ขอตีความก่อน

จริงๆแล้วเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้นชัดเจน เมื่อรัฐมนตรีถูกฟ้องร้องเป็นคดีจะต้องถูกพักงาน เพื่อให้การดำเนินการสอบสวนเป็นไปอย่างอิสระ ไม่มีอำนาจการเมือง ไม่มีอำนาจรัฐมนตรีเข้ามามีบทบาท หรือเข้ามาล้วงลูกส่งผลต่อรูปคดี

แต่เมื่อไม่ยอมรับก็ต้องหาทางดิ้นทุกรูปแบบ ทั้งๆที่รู้กันอยู่เต็มอก และประเด็นนี้มันจะต้องต่อเนื่องไปถึงคดีอื่นๆ แม้กระทั่งคดีของนายกฯสมัคร สุนทรเวช ที่จะชี้ขาดกันอีกไม่นานนี้ ดังนั้นบรรทัดฐานตรงนี้มันจะโยงไปถึงคดีอื่นๆที่จะตามมา

มันก็ครือๆกับคดี “ยุบพรรค”

ก็เลยต้องงัดวิชา “หัวหมอ” ออกมาประดาบกัน.

“สายล่อฟ้า”


ใช่ไม่ใช่

ใครคิดออกบ้างว่า วิกฤติการเมือง ในบ้านเราจะจบลงอย่างไร หรือจะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร ช่วยตอบผมที เพราะยิ่งนานวันก็ยิ่งมองเห็นแต่ปัญหาที่เพิ่มขึ้น สงสารประชาชน สงสารประเทศไทย ทั้งปีทั้งชาติถูกหลอกเอามาเป็นตัวประกันในเกมชิงอำนาจการเมืองไม่ได้หยุดหย่อน

วันนี้มีใครเคยช่วยคิดบ้างหรือไม่ว่า ชาวบ้านเดินดินกินข้าวแกงจะมีอนาคตอย่างไร เห็นข่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เสนอวิธีการแก้ปัญหาเงินเฟ้อของประเทศ โดยการลดภาษีมูลค่าเพิ่มลงให้เหลือร้อยละ 3 ไม่เช่นนั้น ราคาสินค้าที่อั้นไว้เตรียมจะขอขึ้นราคากันอยู่ในขณะนี้จะมีเพิ่มขึ้นถึง 210 รายการ

อ่วม!

ตัวเลขอาจจะผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่ความจริงก็คือ เงินในกระเป๋าชาวบ้าน ที่หาเช้ากินค่ำก็ลดน้อยลงทุกวัน แถม ค่าของเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า ก็น้อยลงอีก เจอสองเด้ง จะให้เขาเหล่านั้นมีชีวิตอยู่อย่างไร

ตัวเลขการเลิกจ้างงานของกระทรวงแรงงานปีนี้มีแนวโน้มไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน รวมกับคนที่ยังหางานทำไม่ได้ ผมว่าตัวเลขเป็นแสน ในขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นๆ เข้าตาจนขึ้นมาจริงๆก็ไปก่ออาชญากรรมกลายเป็นปัญหาสังคม และความสุขของสังคมครอบครัวก็หมดไป เพราะต้องสาละวนอยู่กับการเอาชีวิตรอด

อันที่จริงผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับกระทรวงพาณิชย์ ที่จะให้ ลดภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 3 ซึ่งที่ถูกปีนี้ภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องขึ้นเป็นรอยละ 10 ด้วยซ้ำ เพื่อให้เกิดรายได้เพียงพอกับรายจ่ายของประเทศ แต่ก็เอาเถอะ ยามหน้าสิ่วหน้าขวานไม่ขึ้นภาษีก็ดี เท่าไหร่แล้ว

ที่ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการลดภาษีมูลค่าเพิ่มนั้น เพราะไม่ได้ ช่วยประชาชนผู้เดือดร้อนจริงๆ ส่วนหนึ่งอาจจะได้ประโยชน์กับผู้ประกอบธุรกิจ ลดภาษี สินค้าก็ถูกลง จูงใจให้คนบริโภคมากขึ้น แต่ก็เป็นดาบสองคม เพราะถ้า เป็นสินค้าประเภทฟุ่มเฟือยก็ไม่มีประโยชน์อะไร จะทำให้คนเป็นหนี้เป็นสินกันโดยไม่จำเป็น และนอกจากนี้คนรวยที่ยังเดือดร้อนไม่มากนักก็เลยพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย

แทนที่จะลดภาษีมูลค่าเพิ่ม น่าจะนำภาษีมูลค่าเพิ่มในสัดส่วนที่จะลดไปร้อยละ 4 มาเป็นสวัสดิการให้กับผู้ที่มีรายได้น้อยจะดีกว่า แถมยังไม่ทำให้ระบบการเงินการคลังของประเทศมีผลกระทบอีกด้วย

วันนี้มีคนส่วนหนึ่งไปเฮๆ กันแถวสะพานมัฆวาน แต่คนอีกส่วนหนึ่งต้องนอนเอามือก่ายหน้าผาก คิดหนักว่าพรุ่งนี้จะเอาอะไรกินจะเอาเงินที่ไหนให้ลูกไปโรงเรียน จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าเช่าบ้าน

วันนี้คนส่วนหนึ่งหน้ามืดตามัวอยู่กับการเมือง แต่คนอีกส่วนหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับเศรษฐกิจที่รัดตัวโดยลำพัง และคนส่วนหนึ่งจะไปไหนมาไหนก็ต้องเกณฑ์คนไปห้อมล้อม ต้องมีกำลังอารักขาและมีปากเป็นอาวุธ มีอภิสิทธิ์พิเศษเหนือคนอื่น แต่คนอีกส่วนหนึ่งมีอันตรายรอบตัว มีปากก็พูดอะไรไม่ได้

เชื่อหรือไม่ว่า นี่คือแผ่นดินเดียวกัน

ผมยังตั้งความหวังไว้กับกระบวนการยุติธรรม และสถาบัน จะพลิกฟื้นให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ในครรลองคลองธรรม ให้สิทธิหน้าที่และความมีเสรีภาพเสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นคนบนเวทีหรือไม่มีเวที.

“หมัดเหล็ก”



ปธ.ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันไม่มีการซื้อตัวให้อยู่ร่วมรัฐบาล

ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันไม่มีความแตกแยกภายในพรรค และไม่ได้ถูกซื้อตัวให้อยู่ร่วมรัฐบาลต่อ ขณะที่ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลตามหัวหน้าพรรคแล้ว

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ยืนยันว่า ไม่มีความแตกแยกภายในพรรค แม้นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค จะประกาศถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะส่วนตัวมองว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ที่จะอยู่กับรัฐบาลต่อไปหรือไม่ ทั้งนี้ยังเห็นว่า เหตุผลของนายสุวิทย์ ที่ไม่พอใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญและแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหารยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่ทราบจำนวน ส.ส.ว่าใครจะถอนตัวจากรัฐบาลบ้าง พร้อมระบุไม่มีการซื้อตัวให้อยู่ร่วมรัฐบาล เพราะแม้ไม่มีพรรคเพื่อแผ่นดิน 24 เสียง รัฐบาลก็ยังสามารถทำงานต่อไปได้

ส่วนที่นายสุวิทย์ ระบุว่าจะเกิดกรณี งูเห่าภาคสองเหมือนเช่นในอดีตนั้น นายสุรเดช กล่าวว่า ตอนนี้ต่างยุคต่างสมัยกัน และรัฐธรรมนูญก็เขียนให้เอกสิทธิ์ ส.ส.ในการตัดสินใจ อีกทั้ง ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดิน ยังเห็นว่า การได้ทำงานร่วมรัฐบาลจะทำให้ได้ใกล้ชิดและช่วยเหลือประชาชนมากยิ่งขึ้น

นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลตามนายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรค โดยยอมรับว่า ได้พูดคุยกับนายสุวิทย์แล้ว และขณะนี้มีนายมานพ ปัตนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 8 ของพรรคยินดีจะถอนตัวด้วย โดยให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมาตลอด 6 เดือนรู้สึกอึดอัดใจและไม่สบายใจที่รัฐบาลไม่ตั้งใจแก้ปัญหาภาคใต้ และต้องเคารพการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจึงไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานได้ นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับเหตุผลทั้งสองข้อที่นายสุวิทย์ แสดงจุดยืนในการถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล นายแพทย์แวมาฮาดี ยังไม่พอใจกับการเคลื่อนไหวของ ส.ส.กลุ่มต่าง ๆ ภายในพรรค ที่ไม่มีความเป็นเอกภาพ

‘สนธิ’ท่าจะเพี้ยนประกาศสงครามชิงเขาพระวิหาร

“ขวัญชัย ไพรพนา” ไขก๊อกพ้นตำแหน่งข้าราชการการเมือง ระบุไม่อยากตกเป็นเครื่องมือพาดพิงสร้างความเสียหายให้รัฐบาล พร้อมประกาศเคลื่อนไหวต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ได้อย่างเต็มที่ ตั้งข้อสงสัยทำไมม็อบพันธมิตรฯ มีแต่คนต่างถิ่น สอดรับกับข่าวจงใจส่งคนไปป่วนในพื้นที่ที่มีคนไม่ต้อนรับ ด้าน “สนธิ” หนักข้อขึ้นทุกวัน ออกมาประกาศสงครามท้ารบกัมพูชาทวงคืนเขาพระวิหาร ทำลายบรรยากาศการเจรจาที่กำลังดำเนินไปด้วยดี

จากกรณีเกิดการปะทะกันของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มคนรักอุดร ที่เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่องได้มีการตั้งข้อสังเกตและมีการตั้งข้อสงสัยกันอย่างกว้างขวาง ว่ากลุ่มใดเป็นผู้ก่อเหตุและลงมือยั่วยุกันแน่ เนื่องจากมีรายงานอ้างว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการจัดคนไปในจังหวัดต่างๆ ที่มีคนต่อต้านพันธมิตรฯ โดยมีเจตนาให้เกิดการปะทะ เกิดความรุนแรง เพื่อเป็นชนวนในการโจมตีขับไล่รัฐบาล ซึ่งสอดคล้องกับการที่พบว่าผู้บาดเจ็บที่เป็นฝ่ายพันธมิตรฯ มีทั้งคน จ.นนทบุรี คน จ.ตรัง ไม่ใช่คนในพื้นที่เหมือนอย่างกลุ่มที่ออกมาต่อต้านและระบุว่าไม่ต้องการเห็นคนที่อื่นมาสร้างความแตกแยก

ขณะเดียวกันในกรณีที่มีคนพยายามเชื่อมโยงถึงรัฐบาล อันเนื่องมาจาก นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร นักจัดรายการชื่อดัง มีตำแหน่งเป็นข้าราชการการเมืองกินเงินเดือน 27,000 บาท นั้น นายขวัญขัยได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยระบุว่าไม่อยากให้เกิดผลกระทบกับรัฐบาล เพราะการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาเป็นไปในนามส่วนตัว และจากนี้ก็จะขอทำบทบาทในการต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯ ต่อไป

ส่วนทางด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย ที่ตกเป็นข่าวว่าเข้าไปเกี่ยวข้อง ดังที่ปรากฏบนเว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาสัมภาษณ์ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทย์สภา ระบุว่า นพ.เหวง โทรศัพท์ไปแสดงความยินดีชื่นชมกับชมรมคนรักอุดร และอาจจะต้องมีการนำเรื่องเข้าคณะอนุกรรมการจริยธรรมเพื่อพิจารณาว่ามีความผิดหรือไม่ เนื่องจากเกรงว่าจะขัดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพแพทย์นั้น

นพ.เหวง ได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวว่าไม่เคยโทรศัพท์ไปแสดงความยินดีกับชมรมคนรักอุดรเลย และไม่ได้มีความคิดสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงในการกระทำต่อฝ่ายที่มีความคิดเห็นต่างกัน ไม่ได้มีการสนับสนุนให้มีการตีกันหรือปะทะกันด้วยกำลังอาวุธโดยเด็ดขาด

“ผมขอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการต่อผู้ที่กระทำผิดไปตามกฎหมายบ้านเมืองอย่างเข้มงวดเท่าเทียมและเป็นธรรม เพราะบ้านเมืองต้องมีขื่อมีแป กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ ตลอดชีวิตในการต่อสู้เผด็จการเพื่อประชาธิปไตยตั้งแต่ประมาณปี 2511 ผมก็ยึดหลักการต่อสู้ด้วยสันติวิธีมาโดยตลอด”

อย่างไรก็ตาม นพ.เหวง กล่าวยินดีที่จะเข้าไปชี้แจงกรณีดังกล่าวทุกประการ หากทางแพทยสภาต้องการให้เข้าไปรับฟังการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการจริยธรรม

ในขณะที่ม็อบพันธมิตรฯ ก็กำลังเร่งปลุกระดมผู้คนอย่างหนัก สอดรับกับกระแสข่าวว่าจะเผด็จศึกรัฐบาลให้ได้ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ โดยจะมีการระดมคนจากจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในภาคใต้ ที่มีคนของพรรคการเมืองบางพรรคเป็นผู้รับหน้าเสื่อเกณฑ์คนเข้ากรุงเทพฯ โดยบางจังหวัดที่มี ส.ส.เป็นนักธุรกิจใหญ่ มีการรับปากว่าจะมีคนเดินทางมาร่วมการชุมนุมถึง 24 คันรถบัส เช่นเดียวกับกลุ่มพันธมิตรฯ นครศรีธรรมราช ที่มีการนัดหมายเดินทางกันแล้วประมาณ 100 คน

พร้อมกันนี้บนเวทีปราศรัยก็ยังมีการปลุกระดมความรู้สึกบรรดาสาวกอย่างหนัก โดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำ ที่อยู่ระหว่างการประกันตัวในคดีหมิ่นเบื้องสูง ได้เปิดฉากปราศรัยอย่างบ้าคลั่ง มีการปลุกระดม ด่าทอด้วยถ้อยคำและเนื้อหาที่รุนแรง

รวมทั้งปลุกกระแสคลั่งชาติประเด็นเขาพระวิหาร ชี้ชวนให้ทหารนำเครื่องเอฟ-16 ออกมาบินกดดันกัมพูชา เพิ่มทหารตามแนวชายแดน และนำเอาเรือรบไปปิดอ่าว ซึ่งประเด็นต่างๆ เหล่านี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าจะเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และจะเป็นการทำลายบรรยากาศการเจรจาของ 2 ประเทศ ที่กำลังดำเนินไปด้วยดี

ท้งนี้ มีรายงานข่าวด้วยว่าอาจจะมีกลุ่มคนที่ไม่พอใจการแสดงบทบาทที่หมิ่นเหม่ของนายสนธิ บนเวทีพันธมิตรฯ จะยื่นหนังสือร้องเรียนต่อบ.ชน. ให้มีการถอนการประกันตัวนายสนธิ ในคดีหมิ่นเบื้องสูง ด้วย



แฉ!คลิปเซ็กซ์โฟนเสียงเหมือน 'กล้านรงค์ จันทิก'

ภาคประชาชนผนึกกำลังไล่ ป.ป.ช. เถื่อน “กลุ่ม 24 มิถุนาฯ” ทำพิธีทุบกระเบื้อง “อย่างหนา” 9 แผ่น พร้อมจุดประทัดไล่ และทำหนังสือถึงนายกฯ ให้หยุดจ่ายเงินเดือน แถมเปิดเทปเสียงคล้าย “กล้านรงค์” บางคนเซ็กซ์โฟนผ่านสายโทรศัพท์ ด้าน “พิราบขาว” ซัดหน้าไม่อายไล่แล้วไม่ไป จี้ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ภายใน 3 วัน จี้รัฐบาลหากยังไม่จัดการจะร้องศาลปกครอง เอาผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่บริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กลุ่มพิราบขาว และประชาชนเสื้อแดง ประมาณ 30 คน นำโดย นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล เดินทางมายื่นหนังสือเรียกร้องให้กรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คนหยุดทำงานภายใน 3 วัน โดยระบุว่ามีที่มาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างสง่างามได้

นายพิชา วิจิตรศิลป์ ตัวแทนกลุ่มพิราบขาว กล่าวว่า การแต่งตั้งและการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คนจะได้ร่วมกันแถลงข่าวและยืนยันเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า ได้รับการแต่งตั้งโดยถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทางกลุ่มเห็นว่าเหตุผลและข้อกฎหมายที่คณะกรรมการป.ป.ช.ได้แถลงร่วมกันนั้นเป็นการหยิบยกข้อเท็จริงและข้อกฎหมายเหมือนว่าเอาดีใส่ตัวทั้งสิ้น

นายพิชา ความจริงแล้วไม่ได้เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง เพราะคณะกรรมการป.ป.ช.ทุกคนไม่ได้เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาตามกฎหมาย ดังนั้นคณะกรรมการรป.ป.ช.ทั้ง 9 คนจึงต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสภาสนามหลวงต่อต้านระบอบพันธมิตร เผด็จการ และความไม่เป็นธรรม นำโดยนายสุเทพ วิภาตะวณิช ได้มายื่นแถลงการณ์ ถึงคณะกรรมการป.ป.ช.โดยยืนยันว่าคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดนี้ดำรงตำแหน่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ชอบด้วยคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล จึงไม่มีความชอบธรรมที่คณะกรรมการป.ป.ช.ชุดนี้จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จึงขอให้คณะกรรมการป.ป.ช.ทุกคนพิจารณาตัวเอง ไม่เช่นนั้นก็ถือว่าการทำหน้าที่ของคณะกรรมการป.ป.ช.เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

จากนั้นนายนพรุจได้ขึ้นรถกระบะติดเครื่องขยายเสียงปราศรัยโจมตี ป.ป.ช. พร้อมชื่นชมการทำงานของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และกล่าวขอบคุณนายสมัครที่จะตั้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร. เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ขณะที่ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนายนพร้อมด้วยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กว่า 200 คน ได้เดินทางมาชุมนุมที่หน้าสำนักงาน ป.ป.ช. โดยมีขบวนมอเตอร์ไซค์นำหน้าประมาณ 20 คัน และได้นำแผ่นกระเบื้อง 10 แผ่น ติดรูปกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน และเลขาฯ ป.ป.ช.มากระทืบ และทุบทำลายทีละแผ่น พร้อมจุดประทัดขับไล่

จากนั้น นายสมยศ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงรัฐบาลกับ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผ่านทางนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี งดจ่ายเงินเดือนให้แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากป.ป.ช.มีที่มาไม่ถูกต้อง

นายสมยศ กล่าวว่า ตนจะมาที่ทำเนียบรัฐบาลทุกวันอังคาร เพื่อยื่นหนังสือ จนกว่า ป.ป.ช. จะยุติการทำหน้าที่ นอกจากนี้ ขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่จนครบวาระด้วย

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยังเดินหน้าจ่ายเงินเดือนให้กับ ป.ป.ช. อีก นายสมยศ กล่าวว่ากลุ่มของตนจะไปยื่นหนังสือต่อศาลปกครองว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนที่ป.ป.ช.อ้างว่าได้รับการแต่งตั้งจาก คมช.ถือว่าไม่ถูกต้องเพราะไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯจึงไม่สามารถรับเงินเดือนได้ และยังขัดต่อประเพณีที่ปฏิบัติมา

ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนของสำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากพล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยตนจะนำเรื่องนี้ไปมอบให้นายกรัฐมนตรีต่อไป

‘กฤษฎีกา’การันตี 3 รมต.ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ

3 รมต.ยังคงทำงานตามปกติ เผยที่ประชุมครม.ไม่มีใครคัดค้าน “หมอเลี้ยบ” ยืนยันหารือกฤษฎีกาเป็นการส่วนตัวแล้ว ได้รับคำแนะนำว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ จนกว่าการพิจารณาอย่างเป็นทางการจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ระบุมาตรา 174 ตามรธน.50 ไม่ได้ห้ามผู้ถูกดำเนินคดีดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ตามที่ศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับกรณีโครงการหวยบนดินไว้พิจารณา และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ต้องการให้ รัฐมนตรีทั้ง 3 คนยุติการทำหน้าที่ ในขณะที่ 3 รัฐมนตรียืนยันให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเพื่อความชัดเจนในข้อกฎหมายเสียก่อนเพื่อเป็นบรรทัดฐาน นั้น

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาประเด็นข้อกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของ 3 รัฐมนตรีว่าสามารถดำเนินการต่อได้หรือไม่ ซึ่งไม่มีรัฐมนตรีคนไหนท้วงติงให้ 3 รัฐมนตรี ทั้ง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม หยุดการปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตีความแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ รัฐมนตรี ทั้ง 3 คน ยืนยันตามมาตรา 174 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่ได้ห้ามหรือกำหนดว่าผู้ที่ถูกฟ้องคดีไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ ดังนั้นหากมีผู้ถูกฟ้องในคดีหวยบนดินที่ไม่ถูกถอนสิทธิเลือกตั้ง ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นรัฐมนตรีสามารถรับตำแหน่งได้ และในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุตำแหน่งทางการเมือง ในฐานะ ส.ส. จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคล คณะรัฐมนตรีไม่มีความอึดอัดอะไร ตอนนี้เรื่องได้เข้าสู่กระบวนการ ยังไม่ปรากฎความผิด ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่า อำนาจบริหารไม่เคารพอำนาจตุลาการนั้นนายสมศักดิ์กล่าวว่า เป็นความเห็นของนักวิชาการ แต่ยืนยันว่าฝ่ายบริหารเคารพกฎหมายอยู่แล้ว พร้อมยกตัวอย่างกรณีเขาพระวิหารก็ปฏิบัติตาม ดังนั้นเรื่องหวยบนดินก็พร้อมปฏิบัติตามเช่นกัน แต่กฎหมายยังไม่ชัดเจนก็ต้องทำให้ชัดเจนก่อน เพราะจะได้เป็นบรรทัดฐานหากมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี 1 ใน 3 รัฐมนตรีกรณีหวยบนดิน กล่าวว่า ตนได้หารือเป็นการส่วนตัวกับคณะกรรมการกฤษฎีกา เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ได้รับคำแนะนำว่ายังปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป

ทางด้าน นางพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ โดยให้เป็นวิจารณญาณของประชาชน แต่หากรัฐบาลหยิบยกปัญหานี้มาหารือ คาดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์

นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังยืนยันว่า พร้อมจะปฏิบัจติตามคำสั่งศาล ตนยึดหลักกฎหมาย แต่ความชัดเจนต้องมีว่าใครวินิจฉันตรงนี้ พร้อมกับตัดพ้อว่า เรื่องที่กล่าวหา เป็นการประชุมเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 จนมาเป็นฝ่ายค้าน เมื่อลงสมัครรับเลือกตั้งก็ไม่ได้รับเลือก จนได้มาเป็นรัฐมนตรีใหม่ จะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับอะไร ความชัดเจนตรงนี้ต้องมี



เอาดีใส่ตัว...เอาชั่วให้คนอื่น นิยามคลาสสิกของ ปชป.!

คอลัมน์: ละครชีวิต

ในวงสนทนามีคนแนะนำกันว่า ถ้าอยากให้ประเทศชาติสงบสุข บ้านเมืองไม่วุ่นวายแบบนี้ ก็ขอเอาใจช่วยพรรคประชาธิปัตย์ถล่มพรรคพลังประชาชน และถ้ามีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นรัฐบาล

คนที่อยู่ในวงสนทนาอีกหลายคนดูท่าจะหงุดหงิดอยู่ไม่มากก็น้อย บางคนจินตนาการไปไกลถึงในช่วงพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมี นายชวน เชื่องช้า เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัย

บางคนบอกว่า แค่คิดก็ “สยอง” แล้ว เพราะไม่รู้ว่าบ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจเลวร้ายแบบนี้

อันที่จริงผมมองว่า “ข้อดี” ของพรรคประชาธิปัตย์ก็มีดีอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะบุคลากรของพรรคนี้มีคนขยันขันแข็งมากกว่าพรรคพลังประชาชนหลายเท่าตัว

ในฐานะของคนทำสื่อเอง ยอมรับว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความตื่นตัวในทุกๆ วัน โดยเฉพาะ นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ หรือบรรดาทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

เพราะทุกๆ วันจะต้องมีข่าวออกมารับลูกกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กำลังถล่มรัฐบาลอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์

เรียกได้ว่าขยันตอบโต้ กระทั่งวันหยุดราชการก็คิดประดิดประดอยถ้อยคำออกมาสาดใส่รัฐบาลอย่างถึงลูกถึงคน

แม้จะมีบุคลากรที่ขยันแบบนี้ แต่ประชาชนก็ไม่ได้ไว้วางใจเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากยิ่งขึ้น ผมไม่กล้าพอที่จะบอกว่า พรรคประชาธิปัตย์มีคนประเภทโง่แต่ขยันเยอะ

เพียงแต่อยากบอกว่า มันคือ “จุดด้อย” ของประชาธิปัตย์ เพราะภาพลักษณ์มันดูเลวร้ายมากยิ่งขึ้นทุกวัน

ที่ผมต้องเขียนถึงพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง เพราะบังเอิญไปเจอเรื่องราวในวงสนทนาดังกล่าว และอ่านบทสัมภาษณ์ของ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือ "คุณปลื้ม" ที่ประกาศลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ม.ล.ณัฏฐกรณ์ บอกว่า “บางคนเบื่อหน่ายที่ประชาธิปัตย์สอดคล้องกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเชื่อว่ามีฐานเสียงของประชาธิปัตย์ที่ไม่ happy กับสไตล์ของพรรคที่เน้นตรวจสอบลูกเดียว เหมือนสนับสนุนเอ็นจีโอ และถ้าฐานเสียงประชาธิปัตย์ happy ตัวผม ผมก็น้อมรับ แต่ถ้านั่งเชียร์ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่ต้องมาเลือกผม และผมไม่ชอบมีหนี้ คือทำอะไรจะไม่ไปกู้ธนาคารมาทำธุรกิจ ผมไม่ติดหนี้บุญคุณใครเพื่อเป็นผู้ว่าฯ กทม.”

นี่คือคำพูดที่ออกมาจากปากของผู้ประกาศตัวจะลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งถือเป็นการประกาศจุดยืนที่แน่วแน่มั่นคง ไม่หลงไปตามกระแสใคร

แม้ปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์มีสโลแกนว่า “ประชาชนต้องมาก่อน” เป็นคำที่สวยหรู แต่ก็พิสูจน์ไปแล้วว่า ไม่เคยทำได้แม้แต่สักนิดเดียว ยามบ้านเมืองถูกป่วนด้วย “อันธพาลข้างถนน” พรรคนี้ก็ยังยอมตัวเข้าเป็นทาสรับใช้สุดๆ

จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้รับความนิยม แม้กระทั่งการเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ครั้งที่ผ่านมาก็มีคนครหาว่าได้ ส.ส. มาเพราะอำนาจเถื่อน

แต่แม้จะใช้อำนาจเถื่อนอย่างไร ก็ยังไม่สามารถเข้ามาเป็นรัฐบาลได้ และยังหลงใหลคว้าเงาอยู่ตลอดเวลา

จากการออกมาโจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่องของพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้เห็นวิสัยทัศน์ของคนในพรรคได้อย่างชัดเจน

ดังนั้น นิยาม "เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น" จึงคงทนกับพรรคประชาธิปัตย์ตลอดไปตราบนานเท่านาน!

ลวดหนาม



เชือดหวยบนดิน “สมัคร 4” เกือบได้ปรับยกแผง

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

เป็นอันว่า รัฐบาล “สมัคร 4” คงได้ใช้สูตรปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหม่ ตามแผนที่สำรองไว้แน่แล้ว

หลังจากก่อนหน้า เตรียมแนวทางการปรับ ครม. ไว้ อันประกอบด้วย
1.หาแทนที่เฉพาะตำแหน่งที่ว่างลง 2 ตำแหน่ง คือ รมว.สาธารณสุข กับ รมว.ประจำสำนักนายกฯ
2.ปรับเก้าอี้ในตำแหน่งรัฐมนตรี ‘สายล่อฟ้า’
3.ปรับในตำแหน่งที่ตัวรัฐมนตรีอาจจะมีปัญหาข้อกฎหมาย

ซึ่งข้อสุดท้ายก็เป็นอันสรุปได้ว่า ไม่รอดสันดอนเมื่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษารับฟ้องคดีออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน

เท่ากับว่ามีรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลปัจจุบัน โดนร่างแหไปด้วยถึง 3 คน

“หมอเลี้ยบ” นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

“ป้าอุ” นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

และ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

เบื้องต้น ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 55 เมื่อศาลรับฟ้อง ทั้ง 3 ท่านต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีทันที

จนกว่าวุฒิสภาจะมีมติ หรือศาลฎีกาจะมีคำตัดสินชี้ขาด

แต่ขณะนี้ ดูเหมือนว่าเจ้าตัวโดยเฉพาะคุณหมอเลี้ยบ จะไม่มีแผนการหยุดการทำงานแต่อย่างใด

ยังคงทำงานร่วมกับคณะรัฐมนตรีทั้งชุด และในฐานะ รมว.คลัง ต่อไปตามปกติ

รวมถึงกระแสข่าวว่า อาจจะมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องการต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งว่าถูกต้องหรือไม่

กระนั้นก็คาดการณ์กันว่า คำพิพากษาออกมาเป็นเช่นนี้ สูตร “สมัคร 4” ก็คงเป็นไปตามที่วางแผนไว้ก่อนหน้าที่อาศัยการคาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่ลบที่สุด

นั่นคือ นอกจากตำแหน่งที่ว่างลง รัฐมนตรีสายล่อฟ้า ก็ต้องหามาแทนที่อีก 3 คือ คลัง 1 แรงงาน 1 และ ช่วยคมนาคม 1 อีก อย่างไม่ต้องสงสัย

จึงจับตามองกันอย่างหนักว่าใครจะเป็นรัฐมนตรีคนใหม่ ต่อจาก นายเตช บุนนาค ที่เข้ามาช่วยชาติไปแล้วก่อนหน้า

เก้าอี้แรงงานของ “ป้าอุ” นั้น คงยังเป็นโควตาของ “พรรคประชาราช” ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลง

ขณะที่ รมช.คมนาคม แว่วว่าพรรคชาติไทยอาจขอแลกเปลี่ยนกับ รมช.เกษตรฯ เพื่อที่พรรคจะดูแลงานด้านเกษตรได้อย่างสะดวกและเป็นเอกภาพยิ่งขึ้น

จะมีก็แต่เก้าอี้ “คลัง” ในโควตาของพรรคพลังประชาชน ที่ชื่อของ “มืออาชีพ” ด้านการเงินการคลังถูกกล่าวขึ้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ชื่อ

แต่ที่เหมือนจะเต็งจ๋าที่สุดอย่าง “วีรพงษ์ รามางกูร” ได้ปฏิเสธไปแล้ว ด้วยเหตุว่าติดเงื่อนไขเรื่องไม่เห็นด้วยกับนโยบายผู้ว่าการแบงก์ชาติ หรือธนาคารแห่งประเทศไทย

ทั้งที่ชื่อ ดร.โกร่ง กำลังเป็นชื่อที่นักธุรกิจเห็นด้วยอย่างมาก หากจะยอมมารับตำแหน่งให้จริงๆ

ถัดจาก ดร.โกร่ง ก็ยังมีรายชื่อของ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ อดีตนักเรียนทุนธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์ทั้งในแบงก์ชาติ และเคยเป็นบอร์ดบริหารของธุรกิจขนาดใหญ่ต่างๆ นายอนุชา สะสมทรัพย์ ส.ส. นครปฐม นายอิทธิ ศิริลัทธยากร ส.ส. ฉะเชิงเทรา นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส. แพร่ ฯลฯ

ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นใครอย่างไรนั้น ก็คงได้ประกาศออกมาพร้อมกันทุกตำแหน่ง แต่ต้องรอฟังคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคุณสมบัติของ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์ อีกคนเสียก่อน

แต่ไม่ว่าจะหมู่หรือจ่า...งานนี้ “สมัคร 4” คงได้ “ปรับใหญ่” อย่างที่โฆษณาไว้แน่แล้ว