WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 1, 2008

คุณทักษิณ เอาชีวิตไว้ในกำมือผู้อื่น ก็ต้องเจ็บปวดอย่างนี้แหละครับ


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ไม่ได้เหนือความคาดหมายของผมแต่อย่างใด เกี่ยวกับคดีของคุณหญิงอ้อ เพราะมันมีสัญญาณก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้วว่า ฝ่ายตรงข้ามไม่วางมือหรือมีเมตตาปรานีแน่

การปล่อยชีวิตให้ขึ้นอยู่กับ "เมตตาของคนอื่นนั้น" ผลมันก็เป็นอย่างที่เห็น

ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณทักษิณเองแล้วว่าจะสู้หรือจะถอย หากถอยก็เตรียมตัวรับอีกหลายฉาดได้เลย เพราะไม่มีศัตรูที่ไหนจะไว้ใจ "ให้เราเป็นหอกข้างแคร่" ได้อีก หากเขาจัดการ เข้าก็ต้องจัดการไม่ให้เหลือซาก ซึ่งผลของการทำรัฐประหารครั้งที่แล้ว พวกเขาสรุปบทเรียนแล้วว่า "หากไม่ทำให้สะเด็ดน้ำ" ก็อาจเป็นเภทภัยภายหลัง

ประวัติ ศาสตร์ก็มีอยู่ในสมัยการเปลี่ยนแผ่นดินในสมัยกรุงธนบุรี ที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาพิเษก (ทำรัฐประหารนั่นแหละ) ขึ้นมา กรมพระราชวังบวราสถานมงคลมหาสุรสีหนาท ที่เป็นน้องของ ร.1 ก็ได้จับเชื้อสายของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนฯ สำเร็จโทษจนหมดสิ้น เพื่อไม่เห็นเป็นเภทภัยในภายหลัง เหลือไว้องค์เดียวคือ กรมขุนกษัตรานุชิต หลานคนแรกของ ร.1 ที่เกิดจากธิดาองค์ใหญ่ที่ยกให้เป็นพระสนมของพระเจ้ากรุงธนฯ ที่ ร.1 ทรงขอเอาไว้ืเพราะเป็นหลานคนแรก แต่ในสมัย ร.2 ก็ได้ประหารเจ้าชายองค์นี้ ข้อหากบฏ โดยมีอีกาคาบหนังสืิอสนเท่ห์มาให้ (เข้าใจว่าคงมีคนผูกไว้ที่อีกาที่กินข้าวตอน ร.2 ตักบาตรทุกวัน)

ดังนั้น การรอความเมตตาของคนอื่นนั้น ผลก็คือ "ตายสถานเดียว

เรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องที่จะเมตตากันได้ ดังนั้น หากไม่สู้ คุณทักษิณ ก็ต้อง "ยอมตายอย่างน่าเวทนา" และข้อดีคือไม่ต้องดิ้นรนให้เหนื่อย

แต่โอกาสรอดคงยาก

แต่หากสู้ จนฝ่ายตรงข้ามไม่อาจปราบได้ หรือพ่ายแพ้ เกียรติยศทั้งหลายก็ได้กลับคืนมา โดยไม่ต้องรอ "ความเมตตาของฝ่ายตรงข้าม"

สู้ก็อาจตาย แต่ไม่สู้นั้นตายอย่างน่าอนาถแน่นอน และตายอย่างคนขี้แพ้

เลือกเอาก็แล้วกัน



หากเลือกจะสู้ จะต้องไม่มีความเมตตาต่อศัตรู เพราะการเมตตาต่อศัตรูคือ การทำร้ายตนเอง หรืออัตวิบาตกรรมตนเอง

ผมเป็นคนนอก ก็ได้แต่ประเมินอย่างนี้

ผมเห็นคุณทักษิณแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงหลังนี้ "เพราะหูเบา" เชื่อการหลอกลวงของคนอื่น หากตอนโดนทำรัฐประหารใหม่ๆ ตั้ง "รัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นมาสู้" ก็ต้องไม่มีวันนี้แน่นอน และต่อๆ มาก็ยังหลงเชื่อคนอื่นอีกหลายครั้ง ทำให้การเดินเกมไม่เด็ดขาดพอ สุดท้ายก็ต้องเป็นอย่างนี้



แต่ถึงอย่างไรคุณทักษิณ ก็ยังมีต้นทุนทางการเมืองสูง "แม้จะติดคุก" (ซึ่งโง่ที่สุด หากยอมอย่างนั้น) หรือต้องไปอยู่ต่างแดน ก็สามารถต่อสู้มาจากจุดนั้นได้ และจงอย่ามีความปรานี หรือ "นับถือผู้ใหญ่คนใดอีกต่อไป" หากจะรุกก็ต้องทำให้เขายอมจำนน โดยไม่มีทางเลือกได้อีก และสิ่งที่ต้องทำคือ "ต้องให้พวกเขาเหล่านั้น ยอมรับเงื่อนไขของเรา" ไม่ใช่เราไปยอมรับเงื่อนไขของเขา

หากยอมตายแบบ ปรีดี ก็คงไม่มีดินกลบหน้า
แต่ ต้นทุนทางการเมืองคุณทักษิณสูงกว่าปรีดีมาก เพราะมีฐานประชาชนที่แท้จริงสนับสนุน ดังนั้น แม้ต้องลงจากอำนาจไปแล้วก็ยังถือว่ามี "ต้นทุนทางการเมืองสูงอยู่"

ศัตรูต่างก็แก่ชราแล้ว พวกเขาไม่มีทางที่จะรบอยู่ได้นาน ต้องทำให้พวกเขาเห็นว่า หากพวกเขาไปแล้ว "ปราสาททรายของพวกเขาต้องพังพินาศ"




การรบใช้สงครามยืดเยื้อได้ แต่ศัตรูไม่อาจใช้ได้ เพราะแก่ชราแล้ว ลูกหลานศัตรูไม่มีพลังเพียงพอ

และอย่าปรานีต่อ "ตุลาการภิวัฒน์" ทั้งหลายด้วย คนพวกนี้ทำให้ หลักนิติธรรม ของไทยเสื่อมสลายและสั่นคลอน

ผมไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็น "ผลกรรมของคุณทักษิณ" แต่มันเป็นการกระทำของคน เพราะมันขึ้นกับคนล้วนๆ และผลที่ได้รับ ก็เกิดจากคนที่มีการวางแผนกันเอาไว้ หากเกิดจากกรรม ก็ต้องคิดว่า กรรมนั้นเพราะเราอ่อนแอไม่เด็ดขาดเอง

ลูกหลานของพระเจ้ากรุงธนฯ มีึความผิดอะไรจึงต้องตายหมด เป็นกรรมของพวกเขาหรือ ผมว่าเป็นเพราะ "พวกเขาแพ้" มากกว่าครับ

และหากมันเป็นกรรมจริงๆ มันก็ยังไม่จบ เพราะกรรมอาจจะตามมายังฝ่ายตรงข้ามอีก เชื่อผมเถอะว่า ตอนนี้ พระอาทิตย์ใกล้อัสดงแล้ว

แต่ "จักรวรรดิที่เสื่อมโทรมก็ยังมีพลังอยู่"

ผมเชื่อว่า หากพระเจ้ากรุงธนฯ ไม่เห็นว่าจะต้องฆ่ากัน และต่อสู้ก็อาจไม่แพ้ แต่การ "เมตตาต่อศัีตรู" ลูกหลานกฌต้องรับกรรมไป

ผมไม่สนใจว่าทักษิณจะสู้ด้วยวิธีไหนนะครับ แต่ผมประเมินได้เลยว่า "หากทักษิณยอมจำนน ขอความเมตตาจากศัตรู" ผมว่าเขาตายแน่นอน มันไม่ต่างอะไรกับการกำจัดเสี้ยนหนามในอนาคตหรอกครับ พวกเขาไม่เอาไว้แน่นอนครับ

หากเขาตัดสินใจสู้ ด้วยวิธีไหนก็ตาม นั่นคือการลุกขึ้นสู้ ซึ่งสามารถประเมินสถานการณ์และเปลี่ยนยุทธวิธีไปได้เรื่อยๆ หากใจสู้เสียอย่าง

หาก ใครดูหนังเรื่อง Brave heart คนที่เป็นพระรอง คือ Robert Bruce ที่ในตอนท้ายของเรื่อง นำทหารสก็อตเข้ารบกับอังกฤษและได้เอกราชในที่ิสุด และก็ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินของสก็อตแลนด์

ข้อเท็จจริงในประัวัติศาสตร์คือ หลังจาก William Wallace ตายแล้ว Robert Bruce ก็ได้รบต่อสู้อีกหลายปี และแพ้แล้วแพ้อีก จนเหลือทหารไม่กี่คนและหนีไปซ่อนตัวที่เกาะแห่งหนึ่ง และกำลังจะหมดกำลังใจอยู่แล้ว ก็เห็นแมงมุมตัวหนึ่งปีนขึ้นไปผนังถ้ำ และก็ตกแล้วตกอีก แต่แมงมุมตัวนั้นก็ปีนขึ้นไปใหม่ หลายสิบครั้งจนสำเร็จ โรเบิร์ตบรูส เลยได้คติแรงบันดาลใจว่า "ถ้าคุณแพ้ ก็จงพยายามใหม่อีก และพยายามอีก และพยายามอีก



คุณทักษิณหากแพ้ครั้งนี้ ก็ไม่ได้ล่มสลาย แค่สู้ สู้ และสู้ และสู้อีกครั้ง หากฝ่ายตรงข้ามแพ้ ก็หมายถึงไปเลย

ตอนนี้ถอยก็ตาย สู้็อาจตาย (ซึ่งโลกยุคนี้คงไม่ตายจริง ๆ ดังนั้นจึงไม่้ต้องกลัวว่าจะตาย)

แค่คุณทักษิณ "รักษาชีวิตเอาไว้ ศัตรูโดยสังขารของตนเองย่อมอยู่ไม่ได้นาน" สุดท้ายพวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้

แต่อย่ายอมแพ้เด็ดขาดไม่อย่างนั้น ไม่มีแผ่นดินอยู่แน่

สำหรับผมในฐานะประชาชนธรรมดา ผมได้แต่วางอุเบกขากับชะตากรรมของคุณทักษิณ เท่านั้น เพราะผมคงไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่ผมคงไม่ท้อถอยในการต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เพราะมันคือ ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทย ที่ต้องทำให้ลุล่วงไป

ประเทศเราคงเป็นประเทศประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในอนาคต ณ จุดเวลาใด เวลาหนึ่ง แต่วันนี้ มันเป็น ภารกิจของคนไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ที่จะจะต้องต่อสู้ให้ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มา เผด็จการศักดินาอำมาตยาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งแปลกปลอมในโลกสมัยใหม่ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ในโลกยุคนี้ แม้พวกเขาจะดิ้นอย่างรุนแรงก็ตาม แต่ชะตากรรมของพวกเขามันได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

จาก thaifreenews

ไพร่ปฎิวัติ !


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

บางคนเชื่อว่า การปฏิวัติภาคประชาชนจะไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะประชาชนไม่มีผู้นำที่เข็มแข็ง เหมือนที่ กลุ่มพันธมิตรมีแกนนำที่เข็มแข็ง

แต่ผมเชื่อมั่นใน "ทฤษฎีปฏิวัติประชาชน" ที่ หากสถานการณ์เหมาะสม ผู้นำตามธรรมชาติจะเกิดขึ้นเอง อาจไม่ใช่ ผู้นำเดี่ยว แต่จะเป็นกลุ่มๆ ไป แต่ละกลุ่มจะพัฒนาแกนนำของตนขึ้น และเมื่อสถานการณ์สับสนมายิ่งขึ้น ส่งเสริมด้วยระบบข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วในยุคปัจจุบัน สุดท้ายแกนนำของกลุ่มต่างๆ จะพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายกัน กลายเป็น "ตาข่ายอันมหึมา" ที่ทรงพลัง และผมเชื่อว่าแกนนำแบบนี้จะไม่มีใครควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชนก็ตาม

กรณีม็อบต่อต้านพันธมิตรที่อุดร หรือที่บุรีรัมย์ เชียงใหม่ หรือกลุ่มคนวันเสาร์ที่ กทม. ผมว่าสุดท้ายคนเหล่านี้จะเชื่อมโยงเข้าถึงกันกลายเป็นเครือข่ายของ "พลังมวลชน" ขนาดมหึมา" และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน ซึ่งเทคโนโลยีสมัยนี้ทำได้ไม่ยากนัก ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิดิโอ คลิปเสียงคำปราศรัย หรืออื่นๆ หรือแม้แต่วิทยุอินเตอร์เนทเป็นต้น

สุดท้ายพื้นที่อีสาน และภาคเหนือ แนวร่วมต่อต้าน "อำมาตยาธิปไตย" ก็จะขยายตัวขึ้น และเข็มแข็งมากขึ้น

นับว่าเป็นแนวโน้มที่ดี



ต้อง ขอบคุณ พธม. ครับ ที่ไปปลุกและกระตุ้นยักษ์หลับเหล่านั้นให้ตื่นขึ้นครับ มวลชนที่มีประสบการณ์ต่อสู้ร่วมกัน จะมีจิตวิญญานที่เชื่อมโยงถึงกัน เห็นใจกันมีพลังร่วม สุดท้ายก็จะพัฒนาระบบการจัดตั้งและ เชื่อมโยงเครือข่ายกัน หากพวกชนชั้นนำและ "ศักดินาไทย" ยังคิดว่าประชาชนเหล่านั้นถูกซื้อ และมีท่อน้ำเลี้ยงมาจาก "ทักษิณ" ผมคิดว่า เมื่อพวกเขารู้ตัวก็สายเสียแล้วครับ

ผมว่าประชาชนจำนวนมากตอนนี้ "ก้าวผ่านทักษิณ" ไปแล้ว ผมไม่ได้หมายถึงพวกเขาไม่ได้รักทักษิณ พวกเขายังรักและศรัทธาอยู่ แต่พวกเขาไม่ได้่ต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้ทักษิณกลับมา แต่พวกเขาต่อสู้เพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นคือ "ต่อสู้เพื่อให้เสียงของพวกเขามีความหมาย" จะเรียกว่า "ระบอบประชาธิปไตย" ก็ได้ แต่ผมไม่คิดว่าชาวบ้านจะมองประเด็นเหล่านี้จากอุดมการณ์ทางการเมือง

แต่ เขามองผ่านผลประโยชน์และประสบการณ์ของตนเอง นั่นคือ พวกเขารู้ว่า "หนึ่งเสียงที่กาบัตรเลือกตั้ง" มีความหมายต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเขา และเมื่อพวกเขาชนะเลือกตั้ง ผู้ปกครองไม่ว่าใครก็ตาม จะต้องฟังเสียงของพวกเขา

นั่นคืิอ ระบอบประชาธิปไตยภาคปฏิบัติกำลังเกิดขึ้นคือ หากทุกคนปกป้องผลประโยชน์และรักษาสิทธิของตน สุดท้าย การโหวต ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะไม่มีใครยอมให้คนอื่นมาละเมิดสิทธิของตนอย่างแน่นอน

ชาวบ้านไม่ต้องการการชี้นำเรื่องประชาธิปไตย บ้าๆ บอๆ จากนักวิชาการที่ไม่เข้าใจสังคม และมุ่งรักษาผลประโยชน์ของชนชั้นตนเท่านั้น

ชาวบ้านเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงครับ

บางคนอาจคิดว่า พวกเราจำเป็นต้องชี้เป้าหมายให้ประชาชนว่า เรากำลังสู้กับใคร ต้องล้มล้างอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น..เรื่องต่างๆ จึงจะจบ



แต่ผมเชื่อว่าประชาชนเขาเรียนรู้เองครับว่า พวกเขากำลังต่อสู้กับใคร พวกเขาไม่ได้กลัวแต่อย่างใด เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ "ออกไปลงคะแนนเลือกตั้ง" ตามสิ่งที่เขาได้เรียนรู้เท่านั้นครับ แค่ชาวบ้าน "กาบัตรเลือกพรรคตรงข้ามกับระบอบอำมาตย์" สุดท้ายพวกนั้นก็แพ้อยู่ดี ไม่ว่าจะทำอย่างไร ไม่ว่าจะดิ้นอย่างไร

เมืองไทยยุคศตวรรษที่
21 สิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือ "การเลือกตั้ง" ครับ ระบอบปกครองที่ผู้ปกครองต้องเข้าสู่อำนาจโดย "การเลือกตั้ง" เป็นระบอบบังคับของโลกยุคปัจจุบัน มันไม่มีทางเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นที่ฝืนกระแสโลกไปได้

ผมไม่ กลัวแนวคิดระบอบ 70/30 เพราะไม่คิดว่า "ระบอบที่ชั่วร้ายแบบนี้ ระบอบที่แปลกประหลาดนี้ จะดำรงอยู่ได้ในศตวรรษที่ 21 ในโลกยุค "ข้อมูลข่าวสาร" นะัครับ ระบอบแบบนั้นมันคือศตวรรษที่ 19 มันขวางโลก ย้อนหลัง มันย่อมไม่อาจคงทนอยู่ได้ในโลกยุคใหม่นี้ แม้ว่าพวกที่พยายามสถาปนาระบอบแบบนี้ขึ้นมา จะมีบารมีมากมายแค่ไหนก็ตาม เขาไม่สามารถทวนกระแสโลกได้

ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามทำอย่างไรก็ตาม หากพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนใจผู้เลือกตั้งได้ สุดท้ายพวกก็ต้องแพ้อยู่ดี จะมาพยายามดำรงอำนาจต่อต้านประชาชนไว้ โดยบีบบังคับทำรัฐประหาร เพื่อร่างรัฐธรรมนูญแบบ
70/30 มันก็ไม่มีทางอยู่ได้อย่างยั่งยืน ระบอบแบบนี้ มันทำได้แต่ไปจุดไฟต่อต้าน เร่งให้มีการ ปฎิวัติภาคประชาชน ให้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง

ระบอบประชาธิปไตยแบบ "ประชาชนทุกคน (บรรลุนิติภาวะ) มีสิทธิเลือกตั้ง" มันไม่มีพื้นที่ให้ ศักดินาอำมาตยาธิปไตย ยืนอยู่ได้ ไม่ว่าจะโฆษณาชวนเชื่ออย่างไรก็ตาม โลกยุคใหม่ ไม่มีพื้นที่ให้คนที่โอ้อวดตนเองว่า เหนือกว่าผู้อื่น ผู้อื่นควรอยู่ใต้ปกครอง โลกยุคนี้ เป็นยุคแห่งความเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเหนือกว่าใคร จากการเกิด

การที่ประชาชนต่อสู้ เพื่อการเลือกตั้ง หมายความว่า สู้เพื่อสิทธิ์ในความเป็นอธิปไตย ของประชาชนเอง ใช่หรือไม่ สำหรับผมแล้วผมคิดว่าประชาชนไม่ได้มองประชาธิปไตยแบบอุดมการณ์ เพราะมันเป็นอุดมคติมากเกินไป และไม่สอดคล้องกับวิถีการคิดของชาวบ้านที่มักไม่สนใจเรื่องอุดมการณ์ มากกว่าเรื่องปากท้องของเขาเอง


แต่ "สิทธิในการลงคะแนน" พิสูจน์ว่ามันสัมพันธ์กับ "ความกินดีอยู่ดีและปากท้องของชาวบ้าน" และชาวบ้านได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในทศวรรษ 2540-2550s นี้ครับ

ดังนั้นเมื่อพวกเขาจะโหวตเพื่อรักษาสิทธิของพวกเขา มันก็จะกลายเป็นระบอบประชาธิปไตยไปโดยปริยาย คือระบอบที่ปกครองโดยเสียงข้างมากครับ

บางคนอาจคิดว่า ประชาชนชนชาวรากหญ้าขี้เซาไปหน่อย ต้องใช้เวลาถึง 75 ปี ในการตื่นขึ้นเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง แต่ผมคิดว่ามันเป็น "พัฒนาการของสังคม" มากกว่า ในปี 2475 ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็น ชาวนาที่ไม่มีความรู้ ทำเกษตรกรรมตามธรรมชาติ และไม่มีปัีญหาเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกิน ไม่ได้รับการรังแกจากขุนนาง เหมือนในประเทศจีนหรือยุโรป ซึ่งที่ดินเป็นของพวกขุนนางทั้งหมด เราจะหวังให้ชาวบ้านที่เขามีความเป็นอยู่แบบสุขสบาย ให้ลุกขึ้นมาปฏิวัตินั้น มันไม่มีทางเป็นไปได้ ชาวบ้านยุคนั้นเขาไม่ได้เสียสิทธิแต่อย่างใด "ประชาธิปไตย" ก็เป็นเรื่อง "อุดมการณ์" มากเกินไป ไม่เกี่ยวกับปากท้องของชาวบ้าน

ยุคนั้นเรามีประชากรแค่ 10 ล้านกว่าคน ที่ดินทำกินยังมีพอทุกครัวเรือน

แีต่ปี 2550 ประชากรมี 64 ล้านคน มีคนกว่า 8 ล้านที่ตกอยู่ใต้เส้นความยากจน และที่ดินไม่เพียงพอกับทุกครอบครัว การผลิตเป็นแบบตลาด ที่สัมพันธ์กับกลไกตลาด และการบริหารงานของรัฐบาลมีผลต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

ปี 2475 กับปี 2551 ประเทศไทยสมัยโน้น กับสมัยนี้ ไม่ใช่ประเทศเดียวกัน ประชาชนก็ไม่ใช่คนเดียวกัน วิุีถีชีวิต และวิถีคิดก็ไม่เหมือนกัน

มันเป็นคนละประเทศ ที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินเดียวกันเท่านั้นครับ

ความตื่นตัวทางการเมืองมันจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

ยิ่งกวนน้ำให้ขุ่น ผู้นำตามธรรมชาติก็เกิดขึ้น สุดท้ายจะเกิดสงครามระหว่างประชาชน

ยิ่งพวกผู้ปกครองที่กำลังเลื่อนหายไปกับประวัติศาสตร์พยายามยื้อ ที่จะดำรงอำนาจของตนไว้ โดยการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลของประชาชน นั่นเท่ากับเป็นการ กระตุ้นเร่งเร้าให้มีการ ปฎิวัติของประชาชน การปฎิวัติของไพร่ เร็วขึ้น

ผมจึงไม่ได้กลัวการทำรัฐปราหารของผู้ปกครองที่แก่หง่อมและกำลังจะลาโลกไปนี้แต่อย่างใด

จาก thaifreenews

ความเป็นมาของคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินฯ

กรุงเทพฯ 31 ก.ค. - คดีจงใจหลีกเลี่ยงการเสียภาษีหุ้นชินฯ ของตระกูลชินวัตร ซึ่งศาลมีคำพิพากษาออกมาในวันนี้ ถือเป็นคดีแรกการทำหน้าที่ของ คตส. ติดตามความเป็นมาของคดีนี้.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย



อัพเดตเมื่อ 2008-07-31 19:06:16


ร.ต.อ.เฉลิม เลื่อนแถลงเปิดใจจนกว่าจะโปรดเกล้าฯ ครม.ใหม่

กรุงเทพฯ 1 ส.ค.-รัฐมนตรีมหาดไทยยังไม่ยอมแถลงเปิดใจจนกว่าจะมีรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ แต่ยืนยันถึงแม้จะถูกปรับออก ก็ยังคงเคารพนายกรัฐมนตรี

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เลื่อนแถลงเปิดใจจากที่นัดสื่อมวลชนไว้ช่วงบ่ายวานนี้ โดยระบุว่าจะไม่ขอแสดงความเห็นจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รัฐมนตรีมหาดไทยยืนยันด้วยว่าถึงแม้จะถูกปรับออกจากตำแหน่ง แต่ยังคงรักและเคารพนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เช่นเดิม หากมีการประกาศชื่อ ครม.อย่างเป็นทางการจะแถลงข่าวอีกครั้งที่กระทรวงมหาดไทย และจะถือโอกาสกราบลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-01 01:10:58




Thursday, July 31, 2008

ละเว้นถวายความปลอดภัย กับ คดีหมิ่น!!!

คอลัมน์: ตะแกรงข่าว

ก่อนอื่นต้องขอทักทายผู้อ่านเป็นอันดับแรก หลังจากหายหน้าหายตาไประยะหนึ่ง ก็คงไม่มีอะไรมากกว่าต้องไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งก็หนีไม่พ้นในเรื่องของการข่าว

อย่างไรก็ตาม ข่าวคราวและความเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะนี้ เชื่อว่าหลายท่านก็คงนึกคิดเช่นเดียวกับผม

นั่นก็คือ เรื่องของการใช้กระบวนการยุติธรรมเข้าตัดสินคดีความ ซึ่งดูเหมือนบุคคลที่อยู่ในฟากฝั่งต่อต้านเผด็จการที่ต้องคดี กลับได้รับการปฏิบัติที่แตกต่าง!!!

พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อถูกตั้งคำถาม ก็ตอบออกมาอย่างเฉไฉ ไหลลื่น ตีความกฎหมาย ตะแบงเหตุผลข้ออ้าง ผิดจากคนส่วนใหญ่เขานึกคิดออกไป ได้อย่างหน้าตาเฉย

หรืออาจเป็นอย่างที่นักคิด นักเขียน นักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นว่า ความคิดของตุลาการเหล่านี้ “คร่ำครึ”!!!

โดยเฉพาะยังคงยึดถือการใช้กำลังอาวุธของกองทัพเข้ายึดอำนาจ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายสูงสุด แต่ก็ยอมสยบ ปิดตำรา กลืนหลักการ อุดมการณ์ของนักกฎหมายอย่างไม่ไยดี

แถมกระหน่ำความรู้สึกของสังคมที่หดหู่ให้หนักขึ้นไปอีก ด้วยการยกย่องอำนาจที่ได้มาอย่างไม่ชอบธรรมเหล่านั้น “เป็นรัฐาธิปัตย์” ที่ถูกต้อง คนไทยจึงต้องวังเวงด้วยประการฉะนี้...

อย่างไรก็ตาม เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเดินทางมาถึงจุดนี้ อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องๆ หนึ่ง ที่มีความใกล้เคียงในระนาบเดียวกัน แต่ก็ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งอยู่ในกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น

นั่นก็คือ การดำเนินงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ สตช. ในการเอาผิดกับประชาชน และการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกันเอง!!!

เรื่องหนึ่ง กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ถูกจับกุมคุมขัง ไม่ให้ประกันตัว ขณะที่อีกเรื่องหนึ่ง ปล่อยให้กลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง เงียบหายเข้ากลีบเมฆ

และก็ดูจะเกี่ยวพันในระนาบเดียวกัน กับการฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผมและคนไทยหลายคนไม่สบายใจไปตามๆ กัน!!!

หากยังจำกันได้ ข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เกิดขึ้นร่ายเรียงมาตั้งแต่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกรัฐประหารยึดอำนาจไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ข้อกล่าวหานี้ก็ถูกนำมาเป็น 1 ใน 4 ข้ออ้าง ที่เป็นเหตุผลแห่งการเข้ายึดอำนาจด้วย แต่ภายหลังอัยการสอบสวนแล้วก็สั่งยกฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรีไปแล้ว

ต่อมาก็ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือที่ชาวบ้านพลิกมาเรียกขานเป็นพันธมาร ก็ประสบกับข้อกล่าวหานี้เช่นเดียวกัน

แต่อัยการก็สั่งไม่ฟ้องมาแล้วหนหนึ่ง ด้วยข้ออ้างพิลึกคือ เพื่อความสมานฉันท์ หากยังจำกันได้

และล่าสุดนายสนธิคนเดียวกันนี้ ก็โดนข้อกล่าวหานี้ซ้ำเข้าไปอีก ซึ่งเป็นคดีความที่ต่อเนื่องมาจากการเข้าจับกุม นางดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด

จะด้วยข้ออ้างอย่างไรก็ตามจะไม่ขอพูดถึง แต่ ดา ตอร์ปิโด ไม่ได้รับการประกันตัว ขณะที่นายสนธิกลับได้รับการประกันตัว!!!

แต่จนแล้วจนรอด เรื่องที่ผมเก็บเงียบมานานนี้ก็ยังคงเงียบกริบอยู่ที่ สตช. จนกระทั่งอีกนั่นแหละครับ เมื่อผมได้รับสำเนาหนังสือจากกรมราชองครักษ์ ลงนามโดย พล.อ.สายัณห์ คัมภีร์พันธุ์ สมุหราชองครักษ์ ส่งไปถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 เรื่อง ให้นายตำรวจราชสำนักประจำพ้นตำแหน่ง

ใจความทั้งหมดสรุปได้ว่า ทาง สตช. เคยมีหนังสือขอตัว พล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันทน์ ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ กลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่ สตช.

แต่กรมราชองครักษ์ไม่เห็นด้วย เพราะได้พิจารณาคุณสมบัติต่างๆ ของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย แล้ว มีความเหมาะสมที่จะถวายความปลอดภัยต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ผมเก็บมานาน ไม่ใช่เรื่องของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อน พล.ต.ท.ฉัตรชัย จะเข้ามารับหน้าที่อันสำคัญนี้ในการถวายการอารักขา!!!

หนังสือของกรมองครักษ์ฉบับนี้ ระบุไว้ช่วงหนึ่ง เป็นหมายเหตุที่อยู่ในวงเล็บของการเข้ามารับหน้าที่ของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ไม่กี่วัน เพราะเหตุอดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 19-25 กันยายน 2549 โดยไม่มีเหตุอันควร เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรมราชองครักษ์ถือว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรง สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนี้ จึงให้พ้นหน้าที่ไป

และนายตำรวจที่พ้นหน้าที่ไปนี้ก็คือ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ปัจจุบันก็กลับไปอยู่ สตช. ปฏิบัติหน้าที่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ!!!

ส่วนเมื่อครั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. เรืองอำนาจ มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ สตช. พล.ต.อ.วิเชียร ผู้นี้ก็ได้รับหน้าที่เป็นนายตำรวจใหญ่ที่ดูแลการเลือกตั้งทั่วประเทศนั่นเอง ซึ่งคงไม่ต้องพูดอะไรว่า นายตำรวจท่านนี้ยืนอยู่ฟากฝั่งไหน

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญที่จะกล่าวถึง คงไม่ใช่เรื่องที่นายตำรวจท่านนี้มีความคิด มีความเอนเอียงอยู่กับฝ่ายเผด็จการหรือฝ่ายประชาธิปไตย

แต่ความสำคัญของเรื่องคือ การไม่ไปปฏิบัติหน้าที่ถวายอารักขาในช่วงเหตุการณ์บ้านเมืองตึงเครียด เรื่องแบบนี้ถือได้หรือไม่ว่า ไม่เห็นความสำคัญในหน้าที่ต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพของประชาชนชาวไทย ดังที่หนังสือระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นความผิดอย่างร้ายแรง!!!

แล้ว สตช.ได้ดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด ให้เกิดเป็นตัวอย่างของผู้ที่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญนี้หรือไม่???

แต่ที่แน่ๆ ได้กลายเป็นที่โจษขานกันขึ้นแล้ว ทั้งในวงการสีกากี รวมไปถึงข้าราชการในสำนักพระราชวังอย่างถ้วนหน้า

ส่วนผมก็ได้แต่เทียบเคียงระหว่างประชาชนผู้ถูกกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูงด้วยวาจา ถูกจับกุมคุมขัง ที่ถูกฟ้องร้องโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กับผู้ที่ละทิ้งการอารักขา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของ สตช. ดังความที่กรมราชองครักษ์แจ้งเป็นที่ประจักษ์นั้น อยู่ในระนาบเดียวกัน สูงกว่า หรือต่ำกว่ากันเพียงใด ที่จะได้รับการยกเว้น???

เพราะแม้จะอ้างว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน และแจ้งให้ พล.ต.อ.วิเชียร ชี้แจงแล้ว แต่ก็ดูจะเนิ่นนานจนผิดสังเกตจริงๆ...

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ในสายตาประชาชนแล้ว สตช. ต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้ประจักษ์ออกมาโดยเร็วเสียแล้ว

มิเช่นนั้น จะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สังคมอาจต้องวิพากษ์วิจารณ์ สตช. อีกครั้งว่า มีหลายมาตรฐานในการดำเนินการ...

พร ภัทร



จับตา “มาเฟียยาบ้า” หมูไปไก่มาผ่านผู้ไม่หวังดีจ้อง...“ล้มรัฐบาล”

คอลัมน์: ตะแกรงข่าว

ปัญหายาเสพติดในขณะนี้ ต้องยอมรับว่ารุนแรงมากครับ มีการระบาดเข้าไปทุกแห่งหน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องรับพิษภัย มีเพียงไม่กี่คนที่เสวยสุขบนมหันตภัยของเพื่อนมนุษย์ ทำให้หลายคนคิดถึง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กล้าประกาศสงครามกับยาเสพติด ปฏิบัติการอย่างเอาจริงเอาจังและต่อเนื่อง

คงจำกันได้ว่า รัฐบาลไทยรักไทยที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ใช้มาตรการ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” กับวายร้ายในขบวนการค้ายาบ้า จนสถานการณ์เบาบางลงไปทันตาเห็น เป็นผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรม แม้จะถูกผู้สูญเสียผลประโยชน์ออกมากล่าวหารัฐบาลในขณะนั้นว่า เป็นการจับกุมแบบหว่านแห

ผมจำได้ว่า ตอนนั้นรัฐบาลมีมาตรการแนวทางการปฏิบัติหลายอย่างออกมาเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามผู้ค้าและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับยาบ้าอย่างเฉียบขาด การประสานขอความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นแหล่งผลิตยาบ้า และเป็นแหล่งที่มีการผลิตสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้า เพื่อป้องกันไม่ให้มีการผลิตและขนเข้ามาจำหน่ายในประเทศ นับว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจประชาชนทุกระดับชั้น โดยมีฝ่ายปกครองและตำรวจ รับลูกไปดำเนินการอย่างจริงจัง

การกลับมาของยาบ้าในวันนี้น่าเป็นห่วงจริงๆ ครับ เพราะมีปริมาณเพิ่มขึ้นทั้ง “ผู้เสพและผู้ขาย” ทั้งในกรุงเทพฯ ในเมืองใหญ่ๆ และในชุมชนท้องถิ่น มีข่าวการจับกุมมาเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ครั้งละเป็นหมื่นเป็นแสนเม็ด ที่เล็ดลอดไปได้อีกไม่รู้เท่าไร ที่ยังวนเวียนอยู่ในเมืองไทย เพื่อจำหน่ายให้ผู้เสพที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น และแน่นอนว่า ได้สร้างผลประโยชน์ให้กับ “มาเฟียยาบ้า” อย่างมหาศาล และสามารถเชิดหน้าอยู่ในสังคม ในสภาพฉากหน้าของคนที่เป็นผู้ใจบุญบริจาคเงินครั้งละมากๆ

เงินที่ได้จากการค้ายาบ้านี่แหละ ที่วายร้ายเหล่านี้สามารถซื้อทุกอย่าง จนความเป็นธรรมต้องยุติลง เพื่อไม่ให้ภัยมาถึงตัว ไม่แปลกอะไรที่จะยอมทุ่มเงินจำนวนมากมายมหาศาล เพื่อเข้าร่วมอยู่ในขบวนการที่ประกาศตัวว่า เป็นคนรักชาติ ต้องการกู้ชาติกู้บ้านเมืองให้พ้นจากหายนะ

ที่น่าห่วงคือ มีเด็กและเยาวชนเข้าไปเป็น “ทาสยาบ้า” มากขึ้น ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะในยามที่มีปัญหาทางด้านค่าครองชีพที่สูงขึ้น ต้องอยู่กันอย่างปากกัดตีนถีบ ต้องเอาชีวิตให้รอดไปวันๆ ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่บอบช้ำจากรัฐบาลที่แล้ว

สิ่งที่อุบัติขึ้นในสังคม เป็นปรอทวัดสถานการณ์ที่เกี่ยวกับยาบ้ายานรก คือมีเด็กผู้หญิงเดินมาสู่เส้นทางวิบัตินี้เป็นจำนวนมาก ทั้งอยากลองเองเพราะความอยากรู้ อยากสัมผัส หรือการเห็นดีเห็นงามตามที่ถูกเพื่อนชักจูงก็ตาม ด้วยการใช้ยาบ้า มาทำให้มีความกล้าที่จะเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้ได้เงินมาซื้อยาบ้า หรือสิ่งที่เป็นความต้องการอื่นๆ

เราจึงเห็นเด็กที่เป็นทาสยาบ้ายานรก มาขายตัวกันมากขึ้น พบแม้กระทั่งแม่เล้าอายุน้อยๆ ที่รวบรวมเด็กอายุ 13-14 ปี มาอยู่ในสังกัด ออกเร่ขายบริการทางเพศเกิดขึ้นในสังคมนี้

มีการศึกษาพบว่า การใช้ยาบ้าในปริมาณเล็กน้อยในระยะแรก ทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ทำงานมากกว่าปกติ มีอารมณ์คึกคะนอง อยากลอง

ผลเหล่านี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ยาบ้าช่วยเพิ่มพลังทางเพศ

ถ้าใช้ติดต่อกันนานเข้า ผู้เสพต้องเพิ่มปริมาณ เพื่อให้ได้ผลใกล้เคียงกับเมื่อเริ่มเสพในครั้งแรก ผลที่ได้รับคือ มีอาการทางประสาทและทางจิตตามมา

พิษภัยของยาบ้ามีการโยงใยไปถึงเพศสัมพันธ์ เนื่องจากผู้เสพกล้าพบปะกับผู้คนมากขึ้น ทำให้กล้าทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ หรือคิดว่าไม่ควรทำ รวมทั้งทำให้ความกังวลน้อยลงในการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เมื่อมีครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2-3-4-5 ก็ตามมา จนมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่หารู้ไม่ว่า วันเวลาที่ผ่านไปได้สะสมพิษภัยให้กับตัวเอง และได้สร้างปัญหาให้กับสังคม

เด็กผู้ชายก็ไม่ต่างไปจากนี้หรอกครับ ที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อได้เงินจากผู้ชายที่ชอบไม้ป่าเดียวกัน ทั้งคนไทยและต่างประเทศ มาใช้จ่าย มาซื้อยาบ้ายานรกนี้เสพ

ที่ตอกย้ำว่าสังคมขณะนี้ฟอนเฟะมีปัญหาจริงๆ คือ การจับกุมแม่ที่ค้ายาบ้า อ้างว่าหาเงินส่งเสียให้ลูกเรียนครับ
นี่เป็นสัญญาณอันตรายของประเทศ เยาวชนที่จะมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต้องตกเป็นทาสยาเสพติด โอกาสที่จะเล่าเรียนเป็นอันปิดประตูไป เมื่อติดยาบ้า ก็ต้องหาทางให้ได้มาเสพจนได้ กล้าทำในสิ่งที่รู้ว่าผิดกฎหมาย

นี่ถือเป็นมหันตภัยของสังคม ที่จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายในการแก้ปัญหานี้ให้ได้

ย้อนกลับไปดูการปราบปรามยาบ้าในปี 2546 “สวนดุสิตโพล” ทำการสำรวจในรอบ 3 เดือน ระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 2 พฤษภาคม 2546 มีผลออกมาดังนี้

1.พอใจ 56.1% เพราะเป็นวิธีการที่เด็ดขาดฉับไว มีผลปราบปรามที่ทันใจ ปราบปรามได้ดีไม่เว้นผู้มีอิทธิพล 2.ค่อนข้างพอใจ 38.04% เพราะมีผลงานอย่างต่อเนื่อง มีการจับกุมผู้เสพผู้ค้าได้จำนวนมาก 3.เฉยๆ 3.18% เพราะควรทำมานานแล้ว เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขอยู่แล้ว 4.ไม่พอใจ 2.57% เพราะเจ้าหน้าที่บางคนจับกุมผู้บริสุทธิ์ไปเป็นผู้ต้องหา ทำไปเพื่อสร้างผลงานให้ตัวเอง

เมื่อถามว่า ประชาชนคิดว่าความสำเร็จในการปราบปรามยาบ้า ควรยกให้กับบุคคลใด
1.นายกรัฐมนตรี 37.22% 2.ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 18.61% 3.ประชาชนทุกคน 17.98% 4.ตำรวจ 15.11% 5.คณะรัฐบาล 11.08%

มาถึงคำถามการปราบปรามยาบ้าให้สิ้นซาก

1.ทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรทำๆ หยุดๆ 30.20% 2.มีบทลงโทษที่รุนแรงเด็ดขาดกว่านี้ 21.96% 3.ต้องพยายามสืบให้ถึงต้นตอ/ตัวการใหญ่/ปราบผู้มีอิทธิพล ผู้ค้ารายใหญ่ด้วย 20.06% 4.ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการต่อต้านยาเสพติดทุกชนิด 15.21% 5.ควรปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีเรื่องยาเสพติด ให้ความรู้ถึงคุณและโทษของยาเสพติดอย่างจริงจัง 6.89% 6.อื่นๆ เช่น ผู้เสพควรได้รับการบำบัดอย่างจริงจัง รักษาผู้เสพให้หายขาด 5.68%

จึงไม่แปลกที่จะมีคนคิดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะยอมรับในผลงาน และต้องการคนมาสานต่อ เพื่อให้การแพร่ระบาดของยาบ้าลดลง

ขอฝากไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ ได้โปรดรับเรื่องนี้ไปทำให้จริงจังเสียทีเถอะครับ อย่าเอาอย่างใครบางคนที่รู้ทางข่าวดี มาตีกินว่าตัวเองนี่เก่งกาจเหลือหลาย รู้จักตัวการที่ผลิตยานรกนี้ มาหลอกกันอีกเลย

อย่ายอมให้คนในขบวนการค้ายาบ้า ลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้ เพราะให้การสนับสนุนกลุ่มคนที่ไม่หวังดีต่อรัฐบาลและประเทศชาติอย่างที่เคยทำกันมา

ถ้ารัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่จัดการปราบปรามอย่างจริงจังในตอนนั้น ก็ไม่รู้ว่าป่านนี้จะมีเยาวชนที่ไม่ติดยาบ้าเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน

ว่ากันว่า การปราบปรามอย่างเอาจริงเอาจัง ได้ทำลายขุมประโยชน์ของ “มาเฟียยาบ้า” เป็นหมื่นล้าน จึงยอมทุ่มเงินล้ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลงให้ได้ เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ผลประโยชน์ของตัวเองอยู่ได้ โดยยืมมือคนที่ไม่หวังดีมาเป็นเครื่องมือ

วันนั้น...การ “ฆ่าตัดตอน” เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการนำมาใช้ยับยั้งการปราบปรามอย่างจริงจัง

วันนี้...ก็เชื่อว่ายังใช้วิธีการนี้อยู่ ก็แค่หมูไปไก่มา ธรรมด๊า...ธรรมดา ไม่มีอะไรซับซ้อน

อัฐศิริ



คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2551 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ปรับคณะรัฐมนตรีนำร่องไปแล้ว ขอพระราชทาน นายเตช บุนนาค จากตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักราชเลขาธิการ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถูกจังหวะถูกเวลา หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ของท่านผู้มีอุปการคุณ ก็จะยกเครื่องปรับปรุงเนื้อหาสาระให้ถูกจังหวะถูกเวลาเช่นกัน เริ่มวันที่ 1 สิงหาคมนี้ เพิ่มเนื้อหา ขุดรากถอนโคนขบวนการมารศาสนา ทันสถานการณ์โดย สอาด จันทร์ดี ชื่อนี้ มหา 5 ขัน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ยินแล้วหนาว เพราะรู้จริงรู้ลึกถึงกำพืดแต่หนหลัง เห็นทีบนเวทีพันธมิตรฯ จะต้องซื้อประชาทรรศน์ไปฉีกโชว์ทุกคืนแน่นนอน

00 ยุทธการดาวกระจาย เดินสายยั่วยุ ไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดของ กลุ่มพันธมิตรพันธมาร ถือว่า ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เมื่อเจ้าของพื้นที่สุดทนกับพฤติกรรมก่อความวุ่นวายทำลายชาติ รวมตัวกันต้าน เหตุปะทะกันเป็นเรื่องธรรมดา ในเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายมองหน้ากันเป็นศัตรู ตั้งแต่วันแรกที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารรวมตัวกัน แล้วตีกันชิมลาง กลุ่มผู้ต่อต้านบาดเจ็บไปหลายคน แต่ไม่มีใครให้ความสนใจ แต่ไม่มีใครร้องโวยวาย ฟ้องร้ององค์กรโน้นองค์กรนี้ให้ประเทศชาติเสียชื่อ เรียกว่า เจ็บอย่างเสือ แต่ทีกลุ่มพันธมิตรพันธมาร โดนเข้าบ้าง ร้องเอ๋งๆ ทำเรื่องฟ้ององค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย โดยไม่สนใจว่าชื่อเสียงของประเทศชาติจะเสียหายในสายตาชาวต่างประเทศ

00 เกมนี้มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญคอยบงการ อ่านไม่ยาก เมื่อนึกถึงเดือนพฤษภาคม 2535 จนถึงวันนี้ ปฏิเสธคอเป็นเอ็น ก็ไม่มีใครเชื่อว่า ไม่ได้พาคนไปตาย เพราะงั้น ยุทธการดาวกระจาย เปิดขึ้นมาเพื่อหวังให้มีการสอยดาว เพื่อจะได้ฟ้องชาวโลกยกระดับอาณาจักรมัฆวานฯ ให้ชาวโลกรับรู้ เหมือนเช่นกลุ่มขบวนการก่อการร้ายในพื้นที่ภาคใต้พยายามจะให้รัฐบาลส่งคนไปเจรจาอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับขบวนการ

00 เห็นกันชัดๆ ตั้งแต่ปะทะกัน รับกันเป็นทอดๆ เริ่มกันตั้งแต่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่จ้องจอทีวีช่องเอ็นบีทีทุกเช้าวันอาทิตย์ เพื่อจ้องจับผิดหยิบยกคำพูดของ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช มาวิพากษ์วิจารณ์ ตามสไตล์ฝ่ายค้านมืออาชีพและตลอดชีพ แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกฯ สมัคร พูดถึงวันภาษาไทย ไม่ข้องแวะเรื่องการเมือง ทำเอาทีมงานจ้องจับผิดของพรรคประชาธิปัตย์ พากันหงุดหงิด ไม่รู้จะหยิบประเด็นอะไรมาเป็นข่าว สยองขวัญวันหยุด แต่ไม่วายที่ เทพไทขนเพชร นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ออกมาลอยหน้าลอยตาเป็นมโนราห์หลงโรง บอกว่า นายกฯ สมัคร ไม่พูดเรื่องการเมือง เป็นไปตามที่ เทพไทขนเพชรแนะนำให้ ปากเข้าพรรษา สถานการณ์ต่างๆ จะดีขึ้น

00 เมื่อก่อนออกจากห้องสมุดวิพากษ์การเมืองไทยปีละครั้ง แต่วันนี้แล้วแต่โอกาสอำนวย เอกฉัตร แปลกใจกับการแสดงความคิดเห็นของ อ.ธีรยุทธ บุญมี แสดงอาการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกากเดนของเผด็จการทหาร ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ อ.ธีรยุทธ บุญมี ชื่นชมรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ใครต่อใครอยากจะให้หยิบขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่ ใช้แทน ฉบับหน้าแหลมฟันดำ

00 หายหน้าไปนาน โผล่มาอีกที ยังยิ้มไม่ได้เต็มหน้า ต้องขอบคุณที่ บิ๊กบัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เจ้าของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่ตั้งขึ้นมาโดยไม่ต้องโปรดเกล้าฯ แต่ยังทู่ซี้หน้าด้านทำงานรับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน บิ๊กบังออกมาพูดว่า ยุคนี้คงไม่มีใครปฏิวัติแล้ว แต่ถ้า บิ๊กบัง ต่อท้ายสักประโยคว่า ยุคนี้ทหารโง่ๆ เกษียณหมดแล้ว จึงไม่มีใครปฏิวัติ นั่นแหละ จะเป็นพระคุณอย่างสูงขอรับ

00 ไม่ใช่เรื่องเข็มขัดสั้นแต่อย่างใดกับกรณี ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประทับรับฟ้องคดีหวยบนดิน ทำให้ ลี้กิมเลี้ยบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ นายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จับมือกันดิ้นเฮือกสุดท้าย ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า ข้อกล่าวหาจากรัฐบาลชุดก่อน มีผลมาถึงรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ ต้องรออีก 7 วัน รู้คำตอบ นับจากนี้ไปรัฐมนตรีทั้ง 3 คนต้องทำใจ หาสำลีอุดหูไว้ดีที่สุด เพราะจะมีเสียงกระทุ้งจาก พรรคประชาธิปัตย์ สอดรับกับ เสียงจากเวทีพันธมิตรฯ ให้แสดงสปิริต

00 สงเอยสงสาร ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อุตส่าห์เฝ้ารอมากว่า 20 ปี เพื่อนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่นั่งได้ 5 เดือนเศษ มีอันต้องอำลา แม้ปากจะบอกว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ แต่ วันวาน เหมือนมีลางสังหรณ์ว่า อาจจะหลุดวงโคจรไปเลย ทำให้ สารวัตรเหลิม ลา ไม่ประชุม ครม. กะทันหัน

00 ที่ บ้านริมคลองคงเลี้ยงแต่สุนัข ไม่ได้เลี้ยงแมวกระมัง ทำให้ สารวัตรเหลิม ไม่รู้นิสัยของแมวว่าเป็น สัตว์จอมดันทุรัง หากดึงหางไว้มันจะเดินหน้า การตั้งกลุ่มระดม ส.ส. มาเลี้ยงข้าว และจะดูแลให้ทั่วถึงในห้วงเวลานี้ มีความเป็นไปได้ที่ นายกฯ สมัคร มองว่า ท้าทายกดดันรวมหัวกันไม่ให้ปรับพ้นเก้าอี้ มท.1 โอกาสหลุดโผ ครม. ชุดใหม่ เป็นไปได้สูง ด้วยประการฉะนี้

00 จนถึงนาทีนี้ เอกฉัตร มั่นใจเต็มร้อย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นั่ง เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ แถมควบรองนายกรัฐมนตรี เพื่อกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แทน นายกฯ สมัคร สุนทรเวช เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ย้อนอดีตไปหมาดๆ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ถูกปลดพ้นเก้าอี้ ผบ.ตร. เพราะใคร และใครตามไล่บี้ทั้งๆ ไม่มีความผิด กลับมาใหญ่คราวนี้ ถึงแม้ พล.ต.อ.โกวิท ไม่ใช่คนมีความแค้น แต่บังเอิญความจำดี ชะเอย

เอกฉัตร


3 รัฐมนตรีไม่ต้องฟังกติกาโจร

คอลัมน์ : ความจริงวันนี้

รายการความจริงวันนี้ ในคืนวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ยังคงมากไปด้วยสาระน่าสนใจ โดยมีนายวีระ มุสิกพงษ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ และมี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นแขกรับเชิญเช่นเคย

ประเด็นที่นำมาสนทนามีทั้งเรื่อง ของ 3 รัฐมนตรี และเรื่องของ 9 ป.ป.ช. ที่ล้วนอยู่ในกระแสสนใจทั้งสิ้น

วีระ– เนื่องจากวันนี้เป็นวันมหามงคลคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร ข้าพระพุทธเจ้าในนามรายการความจริงวันนี้ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพร ขอจงทรงพระองค์ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน

สวัสดีครับท่านผู้ขม รายการความจริงวันนี้พบกันเช่นเคยนะครับ วันนี้วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม สีเหลือง ความจริงวันนี้ก็อาจจะเป็นความจริงสีเหลือง เรื่องราววันนี้เป็นเรือ่งเด่น 2 เรื่องด้วยกัน คิดว่ามันมีความจำเป็นที่จะต้องมาพิจารณากับตามเวลาที่ได้ เราเริ่มเวลากันตอน 4 ทุ่มครึ่ง ฉะนั้น ความจริงมันก็หดลงไปตามเวลา ไม่ให้เสียเวลาเราก็ต้องเรียนกันคืออย่างงี้ เรือ่งของ 3 รัฐมนตรี ที่ว่าต้องคดีถูกนำไปฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีนักการเมืองนี่นะครับ ว่าด้วยเรื่อง “หวยบนดิน” ทุกท่านคงทราบข่าวตลอดวันนี้มันมีเรื่องวิพากษืวิจารณ์กันตลอดวัน ที่พูดว่า ถ้าศาลฎีกาท่านรับฟ้องคดีนี้ รัฐมนตรีก็อาจต้องพักงาน ปัญหาอยู่ที่ว่าจะพักงานจริงหรือไม่จริงอย่างไร เรามาดูรายละเอียดกันดีกว่า

ตั้งแต่เวลาที่ศาลรับคดีนี้ ท้าวความหน่อยนึงนะครับว่ามาจากคตส. คตส.ทำเรื่องนี้มาโดยตลอด ตามขั้นตอนปกติก็ต้องส่งไปอัยการ ถ้าอัยการเห็นสมควรก็จะส่งไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมือง แต่ว่าเรื่องนี้พอส่งไปให้อัยการแล้ว ปรากฎว่าอัยการก็ส่งกลับมาบอกให้หาหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้สำนวนสมบรูณิยิ่งขึ้น แต่คณะกรรมการคตส.รู้สึกคล้ายๆ สำนักงานอัยการสูงสุดจะมีใจโน้มเอียง ไปข้างฝากถูกกล่าหาหรืออย่างไรไม่ทราบได้ ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และเมื่อเวลามันใกล้ถึงกำหนดจำเป็นที่คตส.จะใช้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้ คือเป็นคนฟ้องคดีเอง เพราะนั้นเรื่องก็เลยมาถึงศาลฎีกาแผนกคดีการเมือง ปรากฎว่าศาลได้ชี้ขาดวว่ารับเรื่องนี้ไว้พิจารณา

การรับเรืองนี้ไว้พิจารณาก็เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกัน เนือ่งจากว่าคดีนี้มีจำเลย 47 คน 47 คนนั้นพ้นจากอำนาจหน้าที่ไปแล้วส่วนใหญ่ มี 3 คนที่นั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน บังเอิญว่ามาจากพรรค ใครจะให้รายละเอียดดีไหมครับ จตุพรจะให้รายละเอียดไหมครับ ว่ารัฐมนตรี 3 ท่านที่มาจากต่างพรรคเป็นใครบ้าง และท่านจะคิดอย่างประการใดต่อไป

จตุพร - เอ่อ..รัฐมนตรีทั้ง 3 คนก็คือ คุณหมอสุรพงษ์ สืบวงค์ลี ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คนที่สอง คุณ อุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คนที่ 3 คือคุณ อนุรักษ์ จุรีมาศ คุณอุไรวรรณอยู่พรรคประชาราช คุณอนุรักษ์ อยู่พรรคชาติไทย อันเป็นผลพวงมาจากการฟ้องทั้งหมด 47 คน นำโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

วีระ – ผมอยากจะให้คุณจตุพร ช่วยอ่านชื่อผู้ถูกกล่าวหาหน่อยครับ เพราะว่าผู้ถูกกล่าวหาใหญ่ๆทั้งนั้น แต่ไม่จำเป็นต้องอ่านถึง 47 คน เอา 4 – 5 คนเท่านั้นเป็นตัวอย่าง

จตุพร - คนที่ 2 นะครับ พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธ ตอนนั้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี คนที่ 3 คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คุณจาตุรน ฉายแสง ร.ต.อ.ปุรุชัย เปี่ยมสมบรูณ์ คุณวิษณุ เครืองาม

วีระ – อือหือ ... นี่ไม่รู้จะอุทานว่ายังไงแล้ว หมดคำอุทาน

จตุพร – คุณสุดารัรตน์ เกยุราพันธ์ คุณเนวิน ชิดชอบ หลายคนครับ

วีระ – ก็คณะรัฐมนตรีมีอยู่ 35 คนใช่มั้ยครับ โดนถูกกล่าวหาไป 30

จตุพร – คนที่ไม่โดยเพราะวันนั้นไม่ได้เข้าประชุมคณะรัฐมนตรี

วีระ – คือโดดร่มก็โชคดีไป กลายเป็นอย่างนั้น และที่เหลือก็เป้นกรรมการโน่น กรรมการบอร์ดของการสลากน อธิบายความหน่อยซิครับว่า.. เดี๋ยวพี่น้องประชาชนจะลืมไปซะว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง

ณัฐวุฒิ – คือเรื่องมันเกิดขึ้นจากกรณีที่รัฐบาลก่อนการยึดอำนาจ โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเนี่ย ก๋เกิดความคิดว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลก็คือล๊อตตาลี่ที่ขายกันอยู่เนี่ย ก็มีคนไปออกเลขท้ายสองตัว สามตัว ซึ่งเค้าเรียกว่าหวยเบอร์ที่เขาซื้อกันอยู่ หวยเบอร์ที่เขาซื้อกันอยู่เนี่ยนอกเหนือจากล๊อตตาลี่ทชาวบ้านเขาก็เรียกติดปากว่าหวยใต้ดิน หวยใต้ดินเนี่ยไม่มีกฎหมายรองรับก็ถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทีนี้เนี่ย แต่ก่อนร่อนชะไลมาคนขายหวยใต้ดินก็มักจะเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ตามพื้นที่ ตามท้องถิ่นตามอำเถอจังหวัดตำบล ก็แล้วแต่

วีระ – เจ้ามือหวยๆ เป็นผู้ทรงอิทธิพล

ณัฐวุฒิ – ครับ เป็นผู้ทรงอิทธิพล แล้วก็ผุ้ทรงอิทิพลดังกล่าวจะทรงอิทธิพลได้ ก็ต้องแตะมือกับเจ้าหน้าที่รัฐนอกแถวนอกส่วนบางคน เพื่อที่จะสร้างอิทธิพลแล้วทำมาค้าหวยใต้ดิน เนี่ยโดยที่ตัวเองก็อยู่รอดปลอดภัยโดยที่ตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย ก็เป็นอย่างงี้ตลอด เพราะฉะนั้นรายได้ผลกำไรของการขายหวยใต้ดิน ก็จะตกอยู่เป็นประโยชน์เพิ่มผลให้กับคนกลุ่มนี้ คือเจ้ามือหวยและก็เจ้าหน้าที่รัฐนอกแถวบางส่วนบางคน ก็กินกันอยู่อย่างนี้

คุณทักษิณมาก็เห็นว่า กรณีอย่างนี้ พูดกันตรงไปตงมานะครับท่านผู้ชมที่เคารพครับ คือจะห้ามคนไทยไม่ให้ซื้อหวยก็เห็นว่าจะเป็นเรื่องยากเต็มที แต่ที่นี่เมื่อห้ามกันไม่ได้ เห็นว่าการซื้อหวยนี่มันเป็นวิถีชีวิตของคนไทยจำนวนหนึ่ง ก็แทนที่จะปล่อยให้มันอยู่ใต้ดินเป็นประโยชน์เก็บกินของคนเพียงไม่กี่คนไม่กี่กลุ่ม

จตุพร – คือรับบาลก่อนหน้า มีหวยใต้ดินที่ผิดกฎหมาย อยู่ทุกรัฐบาล แต่ว่าไม่มีการดำเนินคดีกับรัฐบาลที่มีหวยใต้ดิน

วีระ – แต่รัฐบาลดึงขึ้นมาเอาไว้บนดิน

ณัฐวุฒิ – ก็เอาขึ้นมาไว้บนดิน เพราะหวยนี้มันไม่เหมือนถั่วเขียวนะครับคุณวีระ ที่แช่ไว้เฉยๆแล้วจะขึ้นมาเป็นถั่วงอก มันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นมันไปอยุ่ใต้ดินจะกี่สิบกี่ร้อยปีก็ตาม ถ้าไม่มีใครดึงมามันก็ไม่ขึ้น ที่นี้รัฐบาล ชุดนั้นเขาก็ดึงหวยใต้ดินมาไว้บนดิน แล้วก็ขายกันถูกต้องตามกฎหมาย ก้พี่น้องประชาชนห้างร้ายนค้าต่างๆ นานา ตามต่างจังหวัดภุมิภาคทั่วประเทศ ก็เป็นตัวแทนจำหน่ายหัวบนดิน

วีระ - ขายเสร็จแล้ว กำไรเอาไปไหนอ่ะ

ณัฐวุฒิ - ก็ได้กำไรแล้ว ส่วนหนึ่งเปอร์เซ้นต์ก็เอาไปให้กับผู้ที่ขาย แล้วว่วนหนึ่งก้คืนมาให้หลวง กองสลากก็จะเก็บรายได้จากหวยบนดินเนี้ยไว้ เอามาไว้เสร็จแล้วก็จะมีโครงการใหม่ๆของรัฐบาล ที่ส่งไปถึงเนื้อถึงตัวพีน้องประชาชนจากกำไรหวยบนดิน

วีระ – ท่านเล่าให้ผมฟังไม่ใช่เหรอ ว่าเงินนี้ไม่ได้เอามากองรวมกับล๊อตตาลี่

ณัฐวุฒิ – ใช่ครับเงินคนล่ะก้อน

จตุพร – คืออย่างนี้ครับ เงินนี้แยกเป็นสองกอง กองลีอตตาลี่ก้แยกเป็นต่างหาก แต่กองเลขท้าย2ตัว3ตัว นายกฯทักษิณ ชินวัตร ในเวลานั้น ก้มอบหมายให้กับคุณจาตุรน ฉายแสงเป็นคนดูแลโครงการนี้ เงินที่ได้จากหัว 2 ตัว 3 ตัว ปีละหมื่นล้านเนี่ยนะครับ ใช้เพียงแค่ 2 ภารกิจเท่านั้น คือ ภารกิจส่วนใหญ่คือทุนการศึกษาของเด็กนักเรียน ทุนที่สองคือ ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ติดตามทำคดีต่างๆ มีคนเพียงแค่สองกลุ่มเท่านั้น ไม่มีนักการเมืองไม่มีนักการเมือง ไม่มีส่วนอื่นใดเกี่ยวข้องกับเงินกองทุนนี้เลย

จะเห็นได้ว่า เงิน 1 ทุน 1 อำเภอ หรือทุนที่ได้จากการเรียงความ รวมกระทั่งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เป็ฯนายกตำรวจที่มีเกียรติไม่รับเงินหวยใต้โต๊ะ ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ นะครับ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการเอาเงินนี้คืนให้กับคนจน จะเห็นได้ชัดว่าเงิน 1 กองทุน 1 อำเภอ ลูกหลานคนไทยที่ได้รับทุน ไปเรียนทั่วโลกไม่ใช่กระจุกกันเฉพาะในบางประเทศ คือมองการไกลไปวันว่า เมื่อเด็กยากจน ยากจนแต่เรียนดี ก็มีความสัมพันธืกันทั่งโลก ในวันข้างหน้าเขาจะเป็นตัวแทนแห่งประเทศ

วีระ – พูดจากันง่าย มีเพื่อนมีฝูง กันอยู่ในทุกประเทศ

จตุพร – ฉะนั้นตอลดระยะเวลาที่ดำเนินการหวยบนดิน พี่น้องประชาชนมีความสุข 1. ลูกหลานเขาได้ทุนการศึกษา 2. รายได้ตกอยู่กับรัฐ ไม่ตกกลับไปอยู่คนมีอิทธิพล มันจะสอดคล้องกับการประกาศสงครามต้านยาเสพติด และเอาหวยกลับไปอยู่บนดิน ทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไรเลย พอคตส.ไปตรวจสอบ คนที่ตรวจสอบก็ยืนยันว่าไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น

วีระ – คุณจาตุรน เขาดุแลรับผิดชอบเรื่องการให้ทุนนักศึกษา เขายืนยันว่าหากมีการทุจริตเรือ่งนี้หล่ะก็เอาไปประหารชีวิตซะก็ได้ เอาไปตัดหัวซะก็ได้ แต่ไม่มี แต่ว่าไม่ทุจริต แต่เขาก็มองว่ามีความผิด เขาที่ว่านี้ก็คือเขาทมี่เขามายึดอำนาจการปกครองเมื่อ 19 กันยายน 2549 เมื่อโค้นล่มรัฐบาลเก่าก็จำเป็นที่จะต้องอยู่เอง ที่จะต้องปราบเสี่ยนหนาม ก็เลยเอาเรื่องนี้มาเป็นเรื่องที่สำคัญ เลยต้องตั้งคตส.มาแล้วก็เอามาตรวจสอบกัน ในทีสุดก็อย่างที่เราได้เห็นในวันนี้ว่า คณะรัฐมนตรี35 คนนั้น ตกเป็นจำเลย 30 ที่เหลือเป็นคณะกรรมการกองสลาก และแต่ละคน ผมดุแล้วก็ขำดี ซึ่งก็บอกว่าขำมาตั้งนานล่ะ ตั้งแต่เขาตั้งข้อกล่าวหาว่าคณะรับมนตรีทั้งคณะต้องมีความผิดเนี่ย โดยเฉพาะ พล.อ.เชาวลิต ยงใจยุทธของผมเนี่ย ผมสนใจมากว่าใครจะไปประกันตัวท่าน และมันต้องมีการประกันตัวกันรึเปล่า ผมต้องไปประกันตัวลูกพี่ของผมหน่อยแล้ว

จตุพร – ในชั้นนี้ยังครับ

วีระ- ในชั้นนี้ยังนะ เอ่าหล่ะ แต่ว่าปัญหาที่ตามมาคือว่าท่านเหล่านั้นไม่เป็นไรเพราะอยู่บ้าน จะเลี้ยงหลานเลี้ยงนกเขาก็สุดแล้วแต่ แต่ว่าคนที่อยู่ในตำแหน่งรับมนตรีในขณะนี้ เขาก็เกิดมีความกังขามีความสงสัยว่า การที่ศาลฎีกาแผนกคดีการเมืองเนี่ย รับฟ้องเนี้ยจะเป็นเหตุให้เขาถูกพักงานตามตัวบทกฎหมายที่เขียนไว้หรือไม่
จตุพร – คดีนี้เนี่ยจะนัดพิจารณาคดีครั้งแรกในวันที่ 26 กันยายน วันนั้นกระบวนการประกันตัวก็ต้องว่าในชั้นนั้น

วีระ – แต่ขั้นนี้เนี่ย พอรับฟ้องแล้วจะพักหรือไม่ เพราะมันเป็นขอ้กำกวมในทางกฎหมาย ที่บัญญัติไว้ คือก็ตีความไปสองทาง คือการที่เขาถูกฟ้องและศาลรับฟ้อง แล้วต้องพักงานนั้น เหตุเพราะกฎหมายไม่ต้องการให้เขาซึ่งนั่งอยู่ตำแหน่งหน้าที่ใหญ่ๆ ไปใช้อิทธิพลต่อสู้คดี หรือสั่งการนู้นนี้ให้มันยุ่งยากวุ่นวาย เพราะฉะนั้นเขาเลยสั่งให้พักงานทันที แต่นั้นต้องหมายความว่าคุณถูกกล่าวหาใรฐานะรับมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วศาลรับฟ้องในขณะรับมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คุณต้องพักงาน ...คุณในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถูกฟ้อง ศาลรับฟ้องในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พักงาน ทางนั้นชัดเจน แต่ปัญหาเรื่องนี้อยู่ที่ว่า ท่านเหล่านี้ เมือ่ครั้งถูกกล่าวหา ท่านเป็นรับมนตรีกระทรวงอะไรกันก็ไม่รู้

จตุพร – คุณหมอสุรพงษ์ กระทรวงไอซีที คุณอนุรักษ์ จุรีมาศ กระทรวงพัฒนาสังคมฯ คุรอุไรวรรณ กระทรวงวัฒนธรรม

วีระ – แล้วได้เป็นอยู่ 2 ปีมาแล้ว เพราะว่าคณะยึดอำนาจเขามายึดอำนาจซะ 17 เดือน นับมาจนบัดนี้ก็เท่ากับว่าท่านว่างเว้นหน้าที่ มาแล้ว 2 ปี แล้วก็กลับมารับหน้าที่ซึ่งเป็นหน้าที่ใหม่ ของรัฐบาลใหม่ เปรียบเสมือนหนึ่งเกิดใหม่ มาจากการเลือกตั้งของประชาชนครั้งใหม่ ปัญหามีอยุ่ว่ม่านจะต้องพักงานนี้หรือไม่ ก้ชวนให้สงสัยได้ เพราะเรื่องมันขาดตอน ฉะนั้นก็ทั้ง 3 คนปรึกาหารือกัน และก็มีมติกันใน 3 คน ว่าจะทดลองดุให้มันเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายนั่นก็คือการยังไม่พักงาน แต่ว่าจะหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะที่เป้นที่ปรึกษาทางกฎหมายาของรัฐบาล ในวันพรุ่งนี้ ดูว่ากฤษฎีกาจะแนะนำว่ากระไร แนะนำแล้วท่านก็จะคคิดต่อไปอีกว่าจะตัดสินใจอะไรต่อไป ในขณะนี้เนี่ยก็จะยังไม่มีการพักงาน

ณัฐวุฒิ - คือวันพรุ่งนี้เนี่ย คุรหมอสุรพงษ์ยืนยันว่าจะไปเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี

วีระ – ซึ่บความเห็นส่วนตัวของผมนะ ผมก็คิดว่าน่าจะลองดู เพราะว่ายังไม่เคยใช้กฎหมายนี้มาก่อน ไม่มีใครเคยวางบรรทัดฐานเอาไว้ เมื่อไม่ใครเคยวางเอาไว้ก็ต้องทดสอบดูว่า บรรทัดฐานที่ดีงามที่ถูกต้องนั้นควรจะอยู่ตรงไหน อย่างไร แต่ว่านั่นก็เป็นเหตุผิวเผินนะที่อ้างแบบนี้

จตุพร – คณะกรรมการป.ป.ช.คุณวิชา มหาคุณ และคุณสมลักษณ์ จัดกระบวนพล ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

วีระ – นักกฎหมายทั้งคู่

จตุพร – นักกฎหมายทังคู่ เป็นคณะกรรมการในป.ป.ช.ทั้งคู่

วีระ – คุณวิชา มหาคุณ บอกว่าไง

จตุพร – บอกว่า ดูตามกฎหมายของป.ป.ช. มาตรา 55 เนี่ย ก็คือว่าต้องเทียบเคียงกัน แต่กรณีคุณสมลักษณ์บอกว่า มาตรา 272 (4) ระบุชัดเจนว่า การถูกกล่าวหาต้องเป็นหน้าที่ตามข้อกล่าวหา ไม่ใช่หน้าที่ขณะที่ป.ป.ช.มีมติ ความเห็นไม่ตรงกันนะครับ

วีระ – เห็นไหมครับ นักกฎหมาย 2 คนอยู่ที่เดียวกัน ยังเห็นไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นจะไปโทษคนอื่นว่าเห็นไม่ตรงกันไม่ได้ ต้องยอมรับความเห็นที่แตกต่างในทางกฎหมาย แต่ผมเนี่ยต้องบอกว่าผมเห็นลึกไปกว่านั้น ผมเห็นลึกไปกว่านั้นก็คตือ ผมเห็นว่า กฎหมายคตส.ออกมาโดยคณะยึดอำนาจ ผมเคยใช้คำว่าพวกนี้คือ “โจรปล้นประชาธิปไตยของประชาชนไป”

ณัฐวุฒิ - ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาถือว่าเป็นความผิดฐานกบฎนะครับ

วีระ – อ่า..เป็นโจรกบฎ เมื่อโจรกบฎยึดอำนาจไป แล้วไปตั้งองค์กรต่างๆขึ้น ผมถือเป็ฯองค์กรของโจรด้วยกัน ผมไม่ให้ความเชื่อถือ ผมไม่ให้การรับรอง และผมไม่ปฏิบัติตาม นี่เป้นความเห้ฯส่วนตัวของผมนะ ไม่ผูกมัดกับใคร คือผมอยากให้รัฐมนตรีทั้งสามคน ได้แข็งขอ้อย่างเนี่ย คืออย่าไปปฏิบัติตาม แต่ก็เสียสูตรไปหน่อยนึงว่า ท่านไม่ได้อ้างเหตุผลแบบเดียวกับผม คือท่านไม่ยอมทำตามเพราะท่านไม่ยอมรับกติกาโจร แต่ผมต้องการพุดว่าไม่ยอมรับกติกาโจร ท่านเพียงแต่บอกว่าต้องการให้ดูบบทัดฐานทางกฎหมาย เพราะฉะนั้นถ้าถามผม..ผมอยากให้ไปไกลถึงขั้นนู้นเลย คือมันต้องรื้อโครงสร้าง คือมันต้องรื้อโครงสร้างของประเทศ เสียใหม่ ผมไม่อยากให้ปนกัน

ผมเรียนท่านผู้ชม ที่เคารพอย่างยิ่ง ก่อนนี้บ้านเมืองเราเป็นอธิปไตย ถุกต้องสมบรูณ์ทุกประการไม่มีปัญหาอะไรเลย แล้วก็มายึดอำนาจกันในวันที่ 19 กันยายน 2549 บ้านเมืองกลายเป้นเผด็จการ พอเป็นเผด็จการแล้วก็มาดูแลบ้านเมือง 17 เดือน ใน 17 เดือนนั้น เป็น 17 เดือนในเผด็จการ ซึ่งทั่วโลกไม่มีใครนิยมยกย่องสักคน มีแต่คนเค้าประนามทั้งนั้น ฉะนั้นเวลานี้เรากลับเข้ามาสู่ความเป็นประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่งแล้ว มีการเลือกตั้งแล้ว มีสภาจากการเลือกตั้ง มีรัฐบาล

จากการเลือกตั้ง ผมอยากให้เรามาตั้งต้นประเทศว่าเราไม่รับกติกาโจร เรารับกติกาประชาธิปไตย เราอยากพูดถึงผู้พิพากษาด้วย อัยการด้วย ตำรวจด้วย พูดไปถึงองคืกรอิสระต่างๆ เรามาทำใจกันใหม่ได้ไหม เมื่อบ้านเมืองเราเป็นประชาธิปไตยเช่นนี้แล้ว เราอย่าไปรับกติกาเผด็จการมาใช้ซิครับ เราต้องใช้กติกาของประชาธิปไตย มาใช้ในระบอบประชาธิปไตย อย่าเอากติกาของระบอบเผด็จการมาใช้ในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเขาสับสน

จตุพร – พวกเราเคยวิพากษ์วิจารณ์กันมาตั้งแต่ที่มาของคตส. แม้ว่าจะเป็นอำนาจ ของหัวหน้ารัฐประหารที่แต่งตั้งก็ตาม แต่ว่าเมื่อเป็นองค์กรที่เรียกว่าไปตรวจาสอบผู้อื่นอย่างงี้เนี่ย ปกติการตั้งคณะกรรมการองค์ใดก็ตาม ต้องมีความชัดเจนในเรือ่งความเป็นกลาง แต่กณณีของคณะกรรมกาคตส. ถามความรู้สึกของคนไทย ว่ คณะรัฐประหารไปเลือกพวกที่เป็นปฏิปักษ์ กับพ.ต.ท.ทักษิณ ผุ้ถูกกล่าวหา ฉะนั้นจะเห็นได้ชัดเจนว่าที่ผ่านมาในห้วงทำนอง การสืบสวนสอบสวนเนี่ยเป้ฯการโฆษณาชวนเชื้อ นำข้อเท็จจริง เห็นปรากฎการณ์การตามอายัดทรัพย์บัญชี ของครอบคัวอดีตนายกรัฐมนตรี ผมเห็นได้ชัดเจนว่าคววามจริงคตส.สามารถข้อข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยมากองรวมกันได้ไว้ทั้งหมด เพราะเป็นทรัพย์สินที่เปิดเผยไม่ได้เป้นความลับ หรือไปซุกแอบทีไหน อยู่ในบัญชีสาระบบธนาคาร แต่ที่คตส.ใช้วิธีทยอยเปิดบัญชีทุกวันจันทร์ ในทำนองให้ความรู้สึกประชาชนว่าตามได้เท่านี้ล่ะนะ ตามมาได้เท่านี้ล่ะ

วีระ – ราวกับว่าไปค้นขุมทรัพย์เขาซ้อนเร้น แหมตามมาด้วยความสามารถเลย เราก็ได้มากองนึง รุ่งขึ้นอีกกองนึง ไอ้คนฟังก็ โอ้โห! เขาเอาไปแอบซ่อนไว้ที่ไหน ความจริงไม่มีอะไรหรอก มันอยู่ในธนาคาร เอามาวันแรกเลยก็ได้

จตุพร – ความจริงของเรา มีเรื่องที่ต้องพูดถึงสตง. ถึงกรรมการผู้ว่าสตง.คนหนึ่งเนี่ย ที่มีความลึกลับซับซ้อน โฆษณาเอาไว้เลยนะครับ

วีระ – แต่ว่าเฉพาะเรื่องนี้เนี่ย เฉพาะหวยใต้ดิน สตง.ตรวจแล้วว่าไม่มีความทุจริต อันนี้เฉพาะอ่ะเราก็ต้องทิ้งไว้

ณัฐวุฒิ – ทีนี้เรื่องในบิ๊กสตง. คนหนึ่งซึ่งเป็นสุภาพสตรี โฆษณาไว้เลยนะครับ มีข้าราชการในสตง.หลายคนเหลือเกินติดต่อเรา มาทางรายการ และเอาข้อมุลมาให้ขอเวลารวบรวมประมวลข้อมูลสักนิดนึง แล้วใครติดตามผู้ยิ่งใหญ่คนหนี่งของสตง.คนหนึ่งที่เป็นสุภาพสตรีตอ้งดูรายการนี้ ทีนี้ผมสนใจเรื่องของคุณ วิชา มหาคุณ เพราวันนนี้ผมก็ได้แถลงประเด็นป.ป.ช.ที่ตั้วข้อสังเกตุเมื่อคืนนี้ คุณวิชาบอกว่า อยากให้นพ.สุรพงษ์ คุณอุไรวรรณ คุณอนุรักษ์ ได้ตัดสินใจที่จะยุติการทำงาน เพราะต้องพิจารณาตามตัวบทกฎหมาย โดยไปอ้าง พระราชบัญญัติประกอบรับธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็คือพ.ร.บ.ป.ป.ช.เอามาเทียบเคียงแล้วบอกว่าตัวบทกฎหมายเป็นอย่างนี้

ที่นี้ผมอยากตั้งคำถามกลับไปที่คุณวิชา มหาคุณเหมือนกัน เพราะคุณวิชาเรียกร้องให้ 3 รัฐมนตรียึดตามตัวบทกฎมหายในมาตรา 55 ของพ.ร.บ.ประกอบรับธรรมนูญว่าด้วยป.ป.ช.เนี่ย แล้วเวลาเราเรียกร้องให้คุณ วิชา ยึดตัวบทกฎหมาย มาตรา 112 ของพ.ร.บ.ฉบับเดี่ยวกันว่าด้วยการเข้าดำรงตำแหน่ง และปฏิบัตินหน้าที่โดยให้มีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งโดยองค์พระมหากษัตริย์ คุณวิชากลับไม่ยึดตาม

วีระ – คุณวิชากลับไม่สนใจ แต่ว่าเดี๋ยวหมดเวลาเรามาต่อด้วยเรื่องนี้ได้ไม่มีปัญหา ยเอาล่ะอนุญาติให้ณัฐวุฒิพูดต่อ

ณัฐวุฒิ-พ.ร.บ.ป.ป.ช. ใจคอจะให้บังคับใช้เฉพาะ 3 รัฐมนตรี จาก ป.ป.ช.9 คนที่คนเรียกร้อง ใครต่อใครเรียกร้องว่าให้ดูมาตรา 12 ว่าด้วยที่มาและการเข้าดำรงตำแหน่ง คุณวิชาก็เพิกเฉย

จตุพร -ไม่จำมาตรา 12 จำแต่มาตรา 55

ณัฐวุฒิ -แล้วมาบอกให้ 3 คนนี้มาเคารพมาตรานี้ คุณวิชาอ้างว่าที่ตัวเองไม่ต้องคำนึงถึงบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ป.ป.ช. ก็เพราะว่าตัวเองแต่งตั้งโดย รัฐาธิปัตย์ คือ พลเอกสนธิ บุญรัตนกริน ซึ่งพูดอย่างตรงไปตรงมาตามภาษากฏหมายอย่างที่คุณวีระบอกประมวลกฏหมายวิธี หรือเป็นหัวหน้ากบฏ คำถามของผมคือ ถ้าคุณวิชา มหาคุณ ถ้าเอากันอย่างนี้ ความหมายว่า วันนี้ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี คุณอุไรวรรณ เทียนทอง และคุณอนุรักษ์ จุรีมาศ ถ้าได้แต่งตั้งโดยรัฐาธิปัตย์ ก็ไม่ต้องหยุดงานใช่ไหม เพราะว่าคุณวิชาเขามาโดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.นี้ แล้วอ้างตามที่รัฐาธิปัตย์ตั้ง

จตุพร-โดยมาตราฐานของคุณวิชา มหาคุณ วันนี้ออกสัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ มีกรณีที่นักข่าวไปถามกรณีที่ดีเอสไอไปจับหลานชาย ซึ่งคุณวิชา ก็ยอมรับว่าเป็นหลานชายจริงๆ ว่ามีการหนีภาษี 300 ล้าน คุณวิชาบอกว่าเรื่องนี้เป็นการกลั่นแกล้งกัน คุณวิชาบอกว่าเรื่องนี้ต้องเป็นหน้าทีของศุลาการไม่ใช่หน้าที่ของดีเอสไอ ผมมองโดยมโนสำนึกตัวเองเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะชอบหรือไม่ชอบเราวิจารณ์ไปแล้ว ก็ควรให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไป ในเมื่อตัวเองเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. นี้ออกมาชี้ตูมเลยว่านี้เป็นการกลั่นแกล้งและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของตนเอง

ณัฐวุฒิ -ผมอยากจะกลับมาถามคุณวิชาว่า ตกลงอำนาจรัฐาธิปัตย์มันยิ่งใหญ่แค่ไหน ทำอะไรได้ทุกอย่างหรือครับ รัฐาธิปัตย์ตั้งมาแม้ว่าขัดพ.ร.บ.เดียวกันแต่คุณวิชาอกมาปฏิเสธ พร้อมกับยืนยันจะอยู่ในวาระครบ 9 ปี แต่นี้ประชาชนเขาเลือก และได้มีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พร้อมดับเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา แต่ขัด พ.ร.บ.นี้คุณวิชาบอกให้เคารพและหยุดตามตัวบทกฏหมายทันที

วีระ -เรื่องรัฐาธิปัตย์มีคนพูดได้ไว้หลากหลาย ความจริงแล้วก็เป็นนักกฏหมายเหมือนกัน ถ้าจะเอาคำว่า รัฐาธิปัตย์มาอ้าง อาจจะอ้างได้ในช่วงที่พลเอกสนธิ บุญรัตนกริน เป็นหัวหน้ายึดอำนาจไว้ในกำมือ ตรงนั้นถ้าจะพอจะอ้างก็สามารถอ้างได้ แต่ ณ วันที่คุณสนธิ ขอพระราชทานการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ตัวเองเป็น หัวหน้าคณะ คปค. นั้นคือฐานะในการเป็น รัฐาธิปัตย์ ของคุรสนธิ บุญรัตนกริน จบสิ้นลงไปแล้ว มีนักกฏหมายบอกว่าถ้านับเรื่องรัฐาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นต่อจากนั้นจะเห็นว่า คุณสนธิในฐานะที่เป็นหัวหน้าในการยึดอำนาจจะแต่งตั้งใครตั้งใครต้องขึ้นทูลเกล้า แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีต้องขึ้นทูลเกล้า ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฏหมายหมด

จตุพร - แต่ว่ามาเว้นอยู่ 14 คน มาเป็นรัฐาธิปัตย์มาอยู่ในหัวใจของคุณวิชาและพวก

วีระ -เพราะฉะนั้นเป็นคำถามที่คุณวิชาจะต้องตอบ เพราะว่าเราจะไม่หยุดอยู่แค่ตรงนี้ให้หมดเวลา เพราะว่ามันยังมีเรื่องตกค้างมาจากเมื่อคืนนี้ เรื่องที่ตกค้างมาจากเมื่อคืนและต้องการความกระจ่าง จาก กกต.

จตุพร -ผมอ่านประเด็นให้ฟังเลยนะครับคาดว่าท่านจะติดตามรายการของเราอยู่ และตอบมาตามสิ่งที่เราถามเลยแต่คำตอบจะตรงคำถามหรือเปล่าต้องฟังกัน

ณัฐวุฒิ -เลขาธิการ กกต. คุณสุทธิพล ทวีชัยการ มาพูดเรื่องการสอบสวนสืบสวนบัตรเลือกตั้ง ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนมาที่ประธาน กกต.พ.ต.ต.เสวก ปิ่นสินชัย ไปร้อง เลขา กกต.ได้กล่าวว่าตนได้รับรายงานจากอนุกรรมการสอบสวนทั้ง 4 ชุด สรุปสำนวนข้อเท็จจริงมาที่คณะอนุกรรมการ และขณะนี้คณะอนุกรรมการกำลังสรุปสำนวนเพื่อเสนอให้ทาง กกต. เชื่อว่าจะนำเสนอให้ทาง กกต.ได้โดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้การสอบสวนของอนุกรรมการทั้ง 4 ชุดได้สอบสวน คณะกรรมการ กกต. โรงพิมพ์ เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเอาเท่านี้ก่อน ผมจะถามคุณ สุทธิพล ทวีชัยการ ว่าพ.ต.ต.เสวก ไปถาม กกต.ทั้ง 5 คนรวมถึงคุณสิทธิพลที่เป็นเลขาฯ ด้วยพิมพ์เลือกตั้งมาเกินทำไมตั้ง 20 % รวมกันทั้งแบบแบ่งเขตและแบบเลือกตั้งรวมกันประมาณ 50กว่าล้านใบ แล้วก็น่าจะตอบได้เลยไปตั้งกรรมการสอบใคร คือเราถามห้าท่านนั้นบวกหนึ่งคือคุณสิทธิพล และก็ต้องตอบได้เลย เพราะพนักงานโรงพิมพ์ พนักงาน กกต. เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เขาทำตามโยบายของ 5 ท่านนี้ แล้วก็การดำเนินการของคุณสิทธิพล พอเราไปถามตรงๆ ก็บอกว่าต้องตั้งอนุกรรมการขึ้นมา 4 ชุด แล้วก็มีอนุกรรมการชุดใหญ่ชุดหนึ่งคอยรับเรื่องจาก 4 ชุดนี้ มันจะไม่อารมณ์ขันไปหน่อยหรือครับ

วีระ -หนึ่งไม่ตอบเรื่องว่าเพราะเหตุใด ว่าทำไมถึงได้พิมพ์บัตรเลือกตั้งมากมายอย่างนั้น คำถามที่สองและเป็นคำท้าทายด้วย ถามว่าบัตรที่เหลืออยู่ที่ไหน ขอไปดูกัน พิสูจน์กัน เอาผู้สื่อข่าวทุกสาขาที่ให้ความสนใจรายการเราก็จะไปด้วยขอไปดูว่าบัตรที่เหลืออยู่ที่ไหน

ณัฐวุฒิ -ถ้าเอาบัตรที่เหลือมาดูไม่ได้ กกต.ก็เหลือบัตรเดียว ก็คือบัตรเสีย

จตุพร -แต่ว่ามีประเด็นเพิ่มเติม อย่างแรกมีเจ้าหน้าที่ กกต.ได้ทำหนังสือไปยัง พ.ต.ต. เสวก มาให้ปากคำ และหลีกเลี่ยงการที่จะมาให้ชื่อ โดยใช้วิธีการป็มลายมือแทน เพื่อที่จะแสดงตน แต่ประเด็นที่เพิ่มเติมมาก็คือว่า มีการพิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบสัดส่วนมีจำนวนเกินกว่าที่จะใช้จริง มีการระบุว่าผู้ควบคุมการพิมพ์ของบริษัท ที.เค.เอส. แมเนจเมนท์ ซึ่งทำการพิมพ์บัตรแบบสัดส่วนได้ทำการแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ กกต.ที่ควบคุมการพิมพ์ว่า มีการพิมพ์บัตรเกินรันนิ่งนัมเบอร์ผิดไปเป็นจำนวนกว่า 1 ล้านฉบับ และเกินกว่า 55 ล้าน นี้เป็นล้านที่ 56 บัตรนี้อยู่ที่ไหน

วีระ -ท่านผู้ชมอาจจะตั้งข้อสังเกตหรือถามพวกผมทั้งสามคนก็ได้ว่าพวกนี้สนใจอะไร เรื่องบัตรเกิน มานั่งพูดอยู่ได้ ผมก็จะอธิบายเลยครับ เพื่อที่ท่านจะได้คลายความสงสัย ว่าคุณเสวก ปิ่นสินชัย ตั้งข้อสังเกตว่าที่พิมพ์บัตรเกิน เอาบัตรนี้ไปหมุนเวียนที่คนลงเสียง วันที่ได้มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ไปเลือกตั้งและไดมีการใส่หีบจริง เสร็จแล้วก็เอาหีบนั้นทิ้งไป แล้วก็เอาบัตรที่เกินนี้ล่ะครับมาใช้กากัน ตามความประสงค์ที่อยากจะให้พรรคไหนชนะก็กาพรรคนั้น เสร็จแล้วเอาหีบใบนี้ไปแทนที่ นี่คือความสงสัยของคุณเสวก ปิ่นสินชัย และต้องการรอการพิสูจน์ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าในกรุงเทพมหานครว่าทำไมผลเอ็กซิกโพลมันถึงได้มีการผิดพลาดมาก มันเป็นไปไม่ได้เพราะเราเห็นว่าผลเอ็กซิกโพลทำมากี่รอบก็เฉียดฉิว

ณัฐวุฒิ -เราจะเห็นว่าการเลือกตั้งล่วงหน้ากับการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 มันสวนทางกัน ผมได้ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ กกต.ว่ามันมีบางเขตในกรุงเทพฯ กรรมการนับคะแนนแยก เอาหีบล่วงหน้านับต่างหาก ผลปรากฏว่าผลคะแนนในหีบเลือกตั้งล่วงหน้าผู้สมัครพรรคจากประชาธิปัตย์ได้ 21,000 คะแนน ผู้สมัครพรรคพลังประชาชนได้คะแนนประมาณ 800 คะแนนเศษ แต่ปรากฏว่าผลคะแนนในวันเลือกตั้งจริงมีความสู่สีใกล้เคียงกันอย่างยิ่ง นั้นหมายความว่าคนที่เลือกตั้งล่วงหน้าเลือกพรรคประชาธิปัตย์เป็นส่วนใหญ่ แล้วที่หลังค่อยนึกได้ในวันเลือกตั้งจริงกลับมาเลือกพรรคพลังประชาชน

วีระ -นี้ก็เป็นประเด็นปัญหา และก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่จะพูดให้ชัดกันไปเลย ว่าที่เขามีการตั้งข้อหาว่ามีการฮั้วกันเพื่อพิมพ์บัตร ระหว่าง 2-3 บริษัท ทางกกต.ได้มีการประชุมกันหลายครั้งบรรดากรรมการทั้ง 5 คน แต่ผิดปกติอยู่ว่า กรรมการท่านหนึ่งซึ่งค่อนข้างที่จะตรงฉินท่านไม่เข้าประชุม

ณัฐวุฒิ -ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าเรื่องการพิมพ์บัตรลงคะแนนได้มีความไม่ชอบมาตั้งแต่การพิมพ์บัตรรับ-ไม่รับร่าง รธน.

วีระ -ผมเรียนให้ประชาชนได้เข้าใจอย่างชัดเจนว่าการลงมติรับ-ไม่รับการร่าง รธน.นั้นคือการซ่อมการเลือกตั้งครั้งแรกอย่างเป็นทางการ แต่เรื่องนั้นไม่มีโจทย์ เพราะว่าเป็นเรื่องของประชามติ แต่ที่จริงแล้วเขาซ้อมก่อนที่จะมาถึงในวันข้างหน้าก็คือวันที่ 23 ธันวาคม

จ-ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งบอกว่าคนมาเลือกตั้งไม่เกิน 80 ฉะนั้นพิมพ์บัตรก้ไม่น่าจะเกิน 90-95 % ยกเว้นถิ่นทุรกันดารเอาบัตรไปสำรองไว้ 100% แต่ว่าเวลาที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิมพ์เกินมา 22 %

ณัฐวุฒิ -ปรากฎว่าผลการประกวดราคา การจัดซื้อจัดจ้างทั้งการพิมพ์ประชามติ และบัตรการเลือกตั้งได้แค่สองบริษัทคือ บริษัทจันวานิชซีเคียวริตี้ พริ้นติ้ง จำกัด และบริษัท ที.เค.เอส. สยามเพรส แมเนจเม้นท์ ก็ได้มีการประชุม กกต.และก็พูดเรื่องนี้เป็นระยะๆ ปรากฏว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เมื่อทางเจ้าหน้าที่ทางกกต.คนหนึ่งส่งข้อมูลมาให้เราเป็นรายงานการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีทั้งหมด 5 ท่าน ส่งข้อมูลมาให้ ปรากฏว่าน่าแปลกมาก ในแต่ละวันที่ได้มีการคุยกันเรื่องการพิมพ์บัตรในการลงคะแนนไม่ว่าจะเป็นบัตรประชามติ หรือบัตรการเลือกตั้ง มีคณะกรรมการกาเลือกตั้งคนหนึ่ง มักจะลาประชุมและไม่อยู่ในที่ประชุม คณะกรรมการท่านนั้นปรากฏหลักฐานว่าไม่อยู่ในที่ประชุมทุกวันก็คือคุณสดศรี สัตยะธรรม ที่ท่านไม่เอาประชุมอย่างนั้นเพราะว่า

วีระ -จะเป็นเพราะว่าท่านไม่อยากจะร่วมมือกับคนที่คิดการณ์ไม่ดี

ณัฐวุฒิ -ผมเข้าใจว่าคุณสดศรีคงไปเห็นข้อพิรุทบางประการ การประชุมเพื่อการพิมพ์บัตรประชามติของกกต. มีวันที่ดังต่อไปนี้14 มีนาคม 2550คุณสดศรีลา 4พฤษภาคม 2550คุณสดศรีลา คุณสดศรีมาเข้าประชุมครั้งแรกและครั้งเดียวในการพิจารณาเรื่องนี้คือวันที่ 18 กรกฎาคม เข้าปุ๊บได้เรื่อง เพราะว่าคุณสดศรีได้ตั้งเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประชุมกันอยู่ก่อน 3 ประเด็นดังนี้1.บริษัททั้งสองที่ได้รับการประกวดราคา เป็นบริษัทเดิมที่ได้รับการประกวดราคาให้พิมพ์ในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา จากสำนักกรรมการการเลือกตั้งด้วยวิธีพิเศษ โดยไม่มีการประกวดราคาแต่อย่างใด ซึ่งแสดงว่าทั้งสองบริษัทนี้มีความเกี่ยวพันกับทาง กตต.มาก่อนอย่างยาวนาน 2.บริษัททั้งสองมีเรื่องร้องเรียนว่ามีผู้มีอิทธิพลในคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดเดิมมีหุ้นส่วน แต่ถ้าดูแล้วว่ามัผู้มีอิทธิพลจากกรรมการชุดเดิมก็ไม่น่าจะมีอิทธิพลต่อชุดนี้ นี้แสดงว่ามีอิทธิพลต่อเนื่อง 3.สำนักงานกรรมการการเลือกตั้ง มีการอนุมัติการจัดจ้างครั้งนี้ในช่วงเวลากระชั้นชิด คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีเวลาเพียงพอในการพิจารณารายละเอียดประกอบกับผลการตรวจสอบทางเทคนิคของโรงพิมพ์ที่เสนอราคาผ่านการพิจารณาเพียง 3 รายเท่านั้น ซึ่งสองบริษัทเดิมก็เข้าอยู่แล้ว นี้คุณสดศรีเข้าครั้งเดียวแล้วก็ทีกท้วงเลย ปรากฎว่าหลังจากนั้นวันที่ 23 กรกฎาคม 2550คุณสดศรีลาประชุม แต่คุณประพันธ์ นัยโกวิทย์ ซึ่งอยู่ในที่ประชุมได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบหลังจากที่คุณสดศรีประท้วง บอกว่าการเสนอเรื่องการพิมพ์บัตรลงประชามติต่อคณะกรรมการที่ประชุมการเลือกตั้งในวันที่ 18 กรกฎาคม 2550ไม่ทราบเรื่องและรายละเอียดมาก่อน ทั้งที่เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นการเสนอเรื่องการบริหารจัดการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้เสนอผ่านตามสายงานและไม่ได้แจ้งให้ทราบมาก่อน ประกอบกับการเสนอเรื่องดังกล่าวไม่ได้บรรจุเป็นวาระการประชุมอย่างเป็นทางการ ซึ่งไม่ได้มีส่วนในการพิจารณาหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ขอให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบบันทึกข้อชี้แจ้งให้ทราบต่อไปคือ 1.เหตุใดจึงต้องพิมพ์บัตรเกินกว่าจำนวนที่มีผู้ออกเสียงเป็นจำนวนมาก

จตุพร -นี้แสดงว่ามีปัญหาตั้งแต่เรื่องบัตรการลงประชามติแล้ว

วีระ -ทางคณะกรรมการ กกต.ก็ยังตั้งข้อสังเกตแบบเดียวกับเราอย่างไม่ได้นัดหมาย

ณัฐวุฒิ -2.เหตุใดต้องพิมพ์บัตรตัวอย่างเป็นจำนวนมาก และราคาพิมพ์บัตรดังกล่าวเป็นราคาที่สมควรหรือไม่ คือคุณประพันธ์ ก็มีข้อสงสัยหลังจากที่คุณสดศรีได้มีการทักท้วง แล้วก็ได้พูดไว้ให้เป็นบันทึกในการประชุมซึ่งผมไม่แน่ใจว่าหากมีการดำเนินคดีใดๆ คุณประพันธ์อาจจะใช้เป็นหลักฐานว่าตัวเองนั้นได้ทักท้วง ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่าหากมีการพิมพ์บัตรลงประชามติมากเกินผู้ที่มีสิทธิ์อย่างที่คุณประพันธ์ว่า

วีระ -ที่นี้การลงประชามติทำอย่างเดียวกันกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 คือลอกแบบกันออกมาเลย

ณัฐวุฒิ -คือการประชุม กกต.ในการพิจารณาบัตรเลือกตั้งวันที่ 9 ตุลาคม 13 พฤศจิกายน 20 พฤศจิกายน คุณสดศรีไม่เข้า 27 พฤศจิกายน เธอเข้าแต่ก็ไม่ได้มีมติอะไรสำคัญในการประชุมวันนั้น แล้วหลังจากนั้นในวันที่ 23 ธันวาคม คุณสดศรีก็ไม่ได้เข้าประชุมเช่นเดียวกัน อันนี้ผมพูดกันแบบบ้านๆ ว่าหากเรื่องนี้มีการฟ้องร้องคดีในชั้นศาล ซึ่งในขั้นตอนการสอบสวนก็ต้องมีการเดินหน้า ตามที่ พ.ต.ต.เสวกฟ้องร้องอยู่ คุณสดศรีอาจจะถูกกั้นไว้เป็นพยานหรือเปล่า

จตุพร -คือวันนี้ในส่วนของโรงพิมพ์ทั้งสองแห่งทางดีเอสไอ ก็แถลงเตรียมออกหมายจับ โดย พันตำรวจเอกสุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ส่วนคดีที่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษว่า กกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หลังได้รับการแจ้งข้อมูลภายหลังการพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวนผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งล่วงหน้า ดีเอสไอก็ได้แจ้งสำนวนส่งให้ทาง ป.ป.ช.ไปแล้ว

วีระ -ส่งไปทาง ป.ป.ช.ก็ส่งหายสิครับ

จตุพร
-คือว่าเรื่อง ที่เป็นสาระหลักส่งไปที่ทาง ป.ป.ช.ส่วนเรื่องที่ดีเอสไอสามารถดำเนินการได้เองและเตรียมออกหมายจับก็คือ 2 โรงพิมพ์ กรณีฮั้วการประมูลในการพิมพ์บัตรการเลือกตั้ง

ณัฐวุฒิ -กรณีฮั้วอยู่ในอำนาจของดีเอสไอสามารถตรวจสอบได้

จตุพร -จะมีการเชิญคณะกรรมการเลขาธิการการเลือกตั้งมาให้ข้อมูลในประเด็นโต้แย้งในการสอบสวนของดีเอสไอ แต่ว่าตัวดีเอสไออย่างไรก็แล้วแต่ในการฮั้วการประมูลสามารถสอบสวนเองได้

ณัฐวุฒิ -ส่วนประเด็นที่เหลือของทาง กกต.ส่งไปให้ ป.ป.ช. เอาลูกรัฐาธิปัตย์มาตรวจสอบกันเองจะได้ผลหรือครับ

จตุพร -ประเด็นคือว่าถ้าทาง กกต.โต้แย้งในประเด็นฮั้วการประมูล ก็อาจจะมีปัญหาเหมือนกัน เพราะฉะนั้นวันที่ 31 หลังจากที่ได้มีการโต้แย้งกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ว่าถ้าทางดีเอสไอดูข้อมูลแสดงว่าเป็นมีหลักฐานครบถ้วนที่จะดำเนินคดี

วีระ -
สรุปคือว่าท่านทั้งหลายที่เป็น กกต.ท่านไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ พวกผมถือว่าไม่มีอำนาจในการเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ต้น และไม่มีสิทธิ์ที่จะรับเงินเดือนค่าตอบแทนตามพระราชบัญญัติเงินเดือน อันนี้ขอยืนยันคำกล่าวของเราตั้งแต่ต้นประเด็นต่อมาก็คือ ผลงานที่ท่านที่เราได้เรียบเรียงให้ฟังในแต่ละเรื่องไม่น่าไว้วางใจ ไม่มีความโปร่งใสและดูท่าที่ไม่พร้อมที่จะให้คนอื่นตรวจสอบ ไม่มีศักดิ์ศรีที่จะทำหน้าที่ผดุงความยุติธรรม ท่านไม่ได้ตอบคำถามในสังคมให้คนได้เห็นอย่างตรงประเด็น อ้อมไปอ้อมมา ท้ายที่สุดความในที่คุยกันมันรั่วไหลอกมาข้างนอกได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ยังไม่จบ

ณัฐวุฒิ -ท่านกกต.ทั้งหลายครับคุณวีระถามเชิงท้านะครับว่า บัตรเลือกตั้ง ที่เหลือเกือบ 50 ล้านใบอยู่ที่ไหน

วีระ -แม้แต่บัตรเลือกตั้งที่ใช้ไปแล้วที่ยังไม่ได้ทำลาย และต้องขอดูด้วยเหมือนกัน

จตุพร -คือเรื่องประชาธิปไตย เรื่องความโปร่งใส ควรจะได้รับการพิสูจน์ว่าโปร่งใสอยู่
เราเห็นคนทั้ง 14 คนเข้าดำรงตำแหน่งโดยไม่ได้รับการแต่งตั้ง

ณัฐวุฒิ -ยกเว้นคนทั้ง 14 คนที่มีความภาคภูมิใจเหลือเกินในการเป็นมรดกเผด็จการก็เห็นแล้ว เห็นผลการดำเนินการของคน 14 คนต่อบ้านเมืองโดยเฉพาะเรื่องบัตรการเลือกตั้ง อยู่ที่ไหนครับทางกกต. เราจะไปดูเพื่อมาถ่ายทำและมาดูกัน


“สุวิทย์ คุณกิตติ” ต่อมสปิริตเพิ่งกระตุก

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ต้องถือว่าเป็นความโชคดีของ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ตามประสาคนที่ดวงกำลังขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ใครต่อใครมองกันว่าใกล้วิกฤติ เมื่อ นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แถมยังโมเมว่า พรรคเพื่อแผ่นดินจะถอนยวงจากรัฐบาล ทำให้สมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน ออกมาตอบโต้ทันควันว่า การประกาศของนายสุวิทย์ไม่ได้เป็นมติพรรคแต่อย่างใด

วันนี้ แม้สถานภาพการเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินของ นายสุวิทย์ คุณกิตติ ยังดำรงอยู่ แต่ในทางพฤตินัย ต้องถือว่า นายสุวิทย์ คุณกิตติ สิ้นสภาพการเป็นหัวหน้าพรรคไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อสมาชิกพรรคส่วนใหญ่ไม่ยอมรับสิ่งที่นายสุวิทย์โมเมให้ตื่นเต้นในวันที่ประกาศลาออก

ซึ่งถือว่าเป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์การเมืองที่เริ่มจะดูดีขึ้นมา เมื่อนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เตรียมปรับคณะรัฐมนตรีล็อตใหญ่ เพื่อให้ภาพดูดีขึ้นกว่าเดิม โดยการขอพระราชทานตัว นายเตช บุนนาค จากที่ปรึกษาสำนักงานราชเลขาธิการ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

เข้าทำนองจุดไฟเผาบ้านที่ตัวเองเคยใช้เป็นที่ซุกหัวนอน ก่อนจะเดินออกไป

ไม่ต่างจากกลุ่มงูเห่า ที่มี นายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นพญางู ก่อกำเนิดขึ้นมาในพรรคประชากรไทย เมื่อครั้งที่ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค

พฤติกรรมของนายสุวิทย์วันนี้ จึงถูกเรียกขานกันว่า “งูเห่า ภาค 2”

เหตุผลสามสี่ข้อที่นายสุวิทย์ยกขึ้นมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองนั้น ไม่สมเหตุสมผลเลยกับสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ ในเมื่อสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งได้ตั้งโต๊ะเจรจากันมาแล้ว 2 ครั้ง และวันนี้ประเทศไทยยังไม่ได้เสียดินแดนแต่อย่างใด หรือปัญหาเศรษฐกิจวันนี้ หลังจากรัฐบาลได้ประกาศนโยบาย 6 มาตรการ 6 เดือน ผลสำรวจของโพลสำนักต่างๆ ออกมาชัดเจนแล้วว่า สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ระดับหนึ่ง ซึ่งยังมีอีกหลายมาตรการที่รัฐบาลจะนำออกมาแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติ

จะมีอยู่เพียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ ที่นายสุวิทย์ยกขึ้นมาอ้างเพื่อเอาความดีใส่ตัว โยนชั่วให้คนอื่นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มากกว่าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชน

ใครก็ตามที่สนใจการเมือง เมื่อได้ฟังเหตุผลนี้ จะต้องถามนายสุวิทย์ว่า ในวันที่นายกฯ สมัคร สุนทรเวช นัดหัวหน้าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลไปรับประทานอาหารกันก่อนปิดสมัยประชุมสภานั้น นายสุวิทย์นั่งไฝเหนือริมฝีปากกระดิกอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมอบให้เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ

นอกจากนั้น วันนี้ พรรคเพื่อแผ่นดินก็เป็นอีกพรรคหนึ่งที่จะถูกยุบพรรค เมื่อ นายนพดล พลซื่อ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด กรรมการบริหารพรรค ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. สอยด้วยใบแดง

เออ...ถ้านายสุวิทย์บอกว่า ที่ต้องตัดสินใจคนเดียว ประกาศลาออกโดยโมเมแอบอ้างเป็นมติพรรคจะถอนยวงออกจากรัฐบาล เพราะตอนนี้ยิ่งนานวันลายเริ่มออก มีข่าวแว่วๆ มาบ้างแล้วว่า กำลังจะถูกจับได้คาหนังคาเขาในการเล่นบทตีสองหน้า ทำตัวเป็นฝ่ายค้านในรัฐบาล เป็นเหตุผลที่พอฟังได้ในการลาออก

เออ...ถ้าบอกว่าในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ จะให้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือรองนายกรัฐมนตรี เพียงตำแหน่งเดียว หรืออาจจะต้องเขี่ยพ้นไปเลย จึงต้องตัดสินใจลาออกก่อน ก็เป็นเหตุผลที่พอรับฟังได้

ซึ่งในความเป็นจริง นายสุวิทย์น่าจะสำเหนียกสำนึกได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครชี้ทางสว่างให้ตาเห็นทางธรรม โดยไม่ต้องนุ่งขาวห่มขาว ให้พระทำพิธีบังสุกุลเป็นบังสุกุลตาย อย่างที่นายสุวิทย์เคยทำมาแล้วว่า ตั้งแต่เป็น ส.ส. สอบตก แม้จะยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ แต่ความสง่างามไม่มีมานานแล้ว

หรือที่เรียกกันว่า ไม่มีไพ่ในมือให้เล่นมาตั้งนานแล้ว

นายสุวิทย์ผ่านสนามการเมืองมานาน น่าจะสำนึกได้ว่า การที่เป็น ส.ส. สอบตกไม่เป็นท่า เพราะคนขอนแก่นต้องการจะดัดสันดานคนที่เห็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เพลี่ยงพล้ำ แล้วกระโดดหนี

มิหนำซ้ำยังหลงตัวเอง ประกาศตัวจะเป็นคนสายเลือดอีสานคนแรกที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมั่นใจแรงหนุนจากเผด็จการที่กุมอำนาจรัฐอยู่ในขณะนั้น

ดังนั้น การลาออกของนายสุวิทย์ไม่ใช่เรื่องตื่นเต้นอะไร เพราะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยกมือในสภา ในทางกลับกัน เป็นความโชคดีของ นายสมัคร สุนทรเวช ที่คนประเภทนี้พ้นไปจากคณะรัฐมนตรี

ต่อมสปิริตของ นายสุวิทย์ คุณกิตติ น่าจะกระตุ้นให้สำนึกตั้งแต่วันแรกที่เป็น ส.ส. สอบตกในระบบเขตเลือกตั้ง ในพื้นที่ที่ตัวเองเคยเป็น ส.ส. มาหลายสมัย น่าจะละอายใจมานานแล้ว

เอกฉัตร



เหี้ย 9 ตัว

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะต้องเคลื่อนไหวกดดันให้ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ที่มีที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย และส่อเข้าช่ายละเมิดพระราชอำนาจ ออกจากการทำหน้าที่ให้ได้

โดยในเบื้องต้นจะมีการนัดหมายทำกิจกรรมกันทุกวันอังคาร และจะเพิ่มความถี่ ความเข้มข้นมากขึ้นเป็นลำดับ ตามความ “หนา” ของผู้ถูกประท้วง

อย่างเมื่อวันอังคารที่ผ่านมากลุ่มต่อต้าน ป.ป.ช. ก็พากันเดินทางไปหน้าที่ทำการ พร้อมกับสื่อด้วยการทุบกระเบื้องอย่างหนา 9 แผ่น และจุดประทัดไล่ 2 พันดอก ที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เดินทางไปกดดัน

ซึ่งยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องเพิ่มจำนวนประทัดเป็นกี่พัน หรือกี่หมื่นดอก

เพราะเท่าที่ดูท่าทีแล้ว ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ยังไม่มีทีท่าว่าจะแสดงสปิริตลาออกง่ายๆ ยังคงเกาะเก้าอี้แน่น และทำท่าว่าจะดึงดันทำงานไปจนครบวาระ 9 ปี

แต่ในขณะที่ตัวเองไม่เคารพกติกา ไม่ยอมออกจากตำแหน่ง และยังใช้ความเป็นนักกฎหมายบิดเบือนให้ตัวเองและพวกพ้องได้รับประโยชน์อยู่นั้น

กลับออกมาจี้ให้ 3 รัฐมนตรีร่วมรัฐบาล ทั้ง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ นางอุไรวรรณ เทียนทอง หยุดการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วสถานภาพของ 9 ป.ป.ช. กับ 3 รัฐมนตรี มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เริ่มตั้งแต่ที่มา กระบวนการของรัฐมนตรีทั้ง 3 คนนั้น ผ่านระบบการเลือกตั้ง ผ่านกระบวนการทางสภา มาจนถึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยมีเสียงของประชาชนทั่วทั้งประเทศที่ไปใช้สิทธิใช้เสียง รับประกันอยู่อีกชั้นหนึ่ง

เรียกได้ว่ามีที่มาถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ

และเราเรียกกติกาต่างๆ เหล่านี้ว่าระบอบ “ประชาธิปไตย”

ในขณะที่ 9 ป.ป.ช. เกิดขึ้นในสมัยการปฏิวัติรัฐประหาร ที่ชาวบ้านเขาเรียกว่ามาด้วยอำนาจ “เผด็จการ”

มิหนำซ้ำการอ้าง “รัฐาธิปัตย์” ยังส่อว่าจะเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ เพราะการปฏิวัตินั้น เป็นเพียงการยึดอำนาจการบริหารประเทศ เป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลเท่านั้น

แต่พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไม่ได้ถูกยึดไปด้วย หรือพูดแบบชาวบ้านก็คือในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครที่จะสามารถทดแทนองค์พระมหากษัตริย์ได้ ไม่ว่าในเรื่องใดๆ หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม

ซึ่งแม้แต่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ 9 ป.ป.ช. อ้างว่าเป็นองค์รัฐาธิปัตย์ ก็ยังตระหนักดีในประเด็นดังกล่าว เพราะแม้แต่ตำแหน่งประธาน คมช. ก็ยังต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ

แล้ว ป.ป.ช. เองจะปฏิเสธ เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้ ป.ป.ช. เริ่มปฏิบัติหน้าที่นับแต่วันที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ได้อย่างไร

อีกประการ ตัวหนังสือไทย ภาษาไทยเขียนไว้อย่างไรก็ย่อมแปลตามตัวได้อย่างนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญระบุว่าจะต้องมีการโปรดเกล้าฯ ก็ย่อมหมายถึงเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

เชื่อว่าหากนำเรื่องนี้ย้อนไปถาม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ว่าได้ทำหน้าที่ตรงนั้นแทนองค์พระมหากษัตริย์ไปแล้วอย่างนั้นหรือเปล่า พล.อ.สนธิ ก็คงต้องรีบตอบปฏิเสธ

เพราะประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ต่างก็รู้กันดีว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุด อยู่ในที่ที่คนไทยทั้งประเทศเคารพเทิดทูน ไม่มีใครกล้าคิดอาจเอื้อม

จึงน่าแปลกอยู่ว่าในเมื่อ ป.ป.ช.เองก็เป็นคนไทย ทำไมจึงกล้าออกมาเอ่ยอ้างอย่างนั้นได้

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ก่อนที่จะมารับตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีเชิดหน้าชูตาวงศ์ตระกูลกันมาตามสมควร

ทำไมวันนี้จึงละทิ้งหลักการ ไม่เคารพกติกา และยอมที่จะให้ชื่อเสียงที่สั่งสมมานานมาเสียหายเอาตอนแก่

มันคุ้มค่าหรือไม่ที่จะนั่งให้ผู้คนก่นด่า ให้ผู้คนประณามว่าห่วงผลประโยชน์มากกว่านิยมความถูกต้อง

และคุ้มหรือไม่ที่ต้องให้ผู้คนมาขับไล่พ้นตำแหน่งทุกวี่ทุกวัน

เหมือนอย่างเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา การประท้วงด้วยกระเบื้องอย่างหนา เป็นการสื่อตรงๆ ที่ทำให้คนฟังมองเห็นภาพและคล้อยตามได้ง่ายๆ

ในสัปดาห์หน้า ถ้า 9 ป.ป.ช. ยังไม่ยอมออกไป ก็อาจจะมีพิธีปล่อยเหี้ย หรือตัวเงินตัวทอง 9 ตัว ที่ตอนนี้มีคนตระเตรียมไว้ให้เป็นที่เรียบร้อย

ส่วนจะเป็นการปล่อยเอาฤกษ์เอาชัย หรือเพื่อสื่อความหมายอย่างไร...

คงต้องติดตามเรื่องราวของเหี้ย 9 ตัว กันต่อไป...!!

บิ๊กโบ๊ต