WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 1, 2008

ศาลบุรีรัมย์ออกหมายจับ “การุณ” รุกป่าเขาพนมรุ้ง

ศาลบุรีรัมย์ ออกหมายจับ "การุณ ใสงาม" รุกป่าสงวนเขาพนมรุ้ง ในคดีที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ 6 อ.ประโคนชัยแจ้งความกล่าวหาบุกรุกทำลายป่าและครอบครองป่าสงวนแห่งชาติเขาพนมรุ้ง กว่า 3 ไร่ และไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก จึงขอศาลออกหายจับดังกล่าว

วันนี้ (1 ส.ค.51) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (31 ก.ค.) ศาลบุรีรัมย์ ได้อนุมัติออกหมายจับนายการุณ ใสงาม อดีต ส.ว. บุรีรัมย์ ในคดีที่นายมานิตย์ ศรีสุจารย์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ 6 อำเภอประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เข้าแจ้งความกล่าวหาว่านายการุณ ใสงาม ได้ร่วมกันเข้าไปบุกรุก หรือกระทำการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้าครอบครองป่าเพื่อตัวเอง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงาน ซึ่งพื้นที่ป่าดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติเขาพนมรุ้ง มีจำนวน 2 แปลง รวมกว่า 3 ไร่

แต่หลังจากที่พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียก นายการุณ ใสงาม หลายครั้ง แต่ไม่ยอมมารับทราบข้อกล่าวหา จึงได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับ โดยศาลมีความเห็นเชื่อได้ว่าเรื่องดังกล่าวมีมูล จึงอนุมัติให้ออกหมายจับ

พ.ต.ท.ธีระพงษ์ สาลิกา สารวัตรสถานีตำรวจภูธรบ้านบัว กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัว นายการุณ ใสงาม อดีต ส.ว.บุรีรัมย์ เพื่อมาสอบสวนดำเนินคดีแล้ว



"สุวิทย์" อำลาเจ้ากระทรวงอุตฯ ยันยังเป็นหัวหน้า พผ.

"สุวิทย์ คุณกิตติ" อำลาข้าราชการ ก.อุตสาหกรรม ฝากงาน เร่งผลักดัน อุตสาหกรรม SMEs ยืนยัน ยังเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

วันนี้ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม ได้เดินทางมาทำพิธีอำลาตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่กระทรวงอุตสาหกรรม โดยมีเหล่าข้าราชการประจำให้การต้อนรับและร่วมทำพิธีอำลาตำแหน่ง ภายหลังจากที่ได้ประกาศลาออกจากการร่วมรัฐบาล

จากนั้นได้มีการเปิดใจต่อสื่อมวลชนโดยยืนยันว่า ตนยังเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่ และการตัดสินใจออกจากพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ก็เป็นการกระทำเพื่อส่วนรวมไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง และยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับการปรับคณะรัฐมนตรี การลาออกในครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยมองว่า เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์การกระทำทั้งหมด ซึ่งเวลานี้ ต้องการให้ทุกฝ่ายสนใจเรื่องของบ้านเมืองมากกว่าเรื่องของการเมืองที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย ทั้งนี้ โดยส่วนตัวแม้จะลาออกตำแหน่งไปแล้ว ก็จะทำงานเพื่อบ้านเมืองต่อไปเพราะเป็นเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ ส่วนจะมีการหารือกับพรรคชาติไทยหรือไม่นั้น โดยส่วนตัวไม่ขอก้าวล่วงการตัดสินใจของพรรคอื่น

นอกจากนี้ นายสุวิทย์ยังฝากถึงคนที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ โดยขอให้เร่งผลักดันอุตสาหกรรม SMEs รวมทั้ง สานต่องานที่วางไว้ด้วย


แห่ให้กำลังใจแน่น‘คุณหญิงพจมาน’ยันสู้คดีจนถึงที่สุด

ประชาชนแห่ให้กำลังใจ "คุณหญิงพจมาน" ฟังคำตัดสินคดีหุ้นชินวัตรล้นหลาม ยันจะต่อสู้คดีจนถึงที่สุด "ทักษิณ" ให้กำลังใจก่อนบินไปบรรยายผู้นำในอนาคตที่ญี่ปุ่น “กลุ่มรักทักษิณ" เสียใจ ยันไม่จัดกิจกรรมให้กำลังใจ เชื่อในกระบวนการยุติธรรม

ในการมาฟังคำตัดสินคดีหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้น บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 546 ล้านบาท คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และบุตรทั้ง 3 คน พร้อมทีมทนาย ได้เดินทางมาถึงศาลอาญา โดยคุณหญิงพจมานมีสีหน้าปกติ และมีประชาชนที่ให้การสนับสนุนจำนวนมากมาถือป้ายให้กำลังใจ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังศาลเพื่อร่วมฟังการพิจารณาและตัดสินคดีเช่นกัน โดยนั่งเคียงข้างบุตรสาวทั้งสอง ในการนี้ศาลจัดให้มีการถ่ายทอดทีวีวงจรเพื่อให้ประชาชนได้รับชมด้วย

องค์คณะผู้พิพากษานั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาให้ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหารบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ น.ส.กาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน จำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 จำนวน 3 ปี และจำเลยที่ 3 จำนวน 2 ปี ในคดีร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงชำระภาษีอากรหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 546 ล้านบาท

ทันทีที่ศาลอ่านคำพิพากษาจบ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินไปจับมือและให้กำลังใจคุณหญิงพจมาน ทั้งนี้ขั้นตอนทางกฎหมายได้มีการยื่นประกันตัว 5 ล้านบาท รวมทั้งจะยื่นอุทธรณ์แน่นอน ตามเวลาที่กฎหมายกำหนดคือ 1 เดือน

โดย พ.ต.ท.ทักษิณ เอง จะมอบให้ทีมทนายเตรียมความพร้อมทั้งข้อเท็จจริงและกฎหมายในการต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด จนถึงศาลฎีกา หากศาลตัดสินอย่างไรก็เคารพการตัดสิน สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำลังใจดี ส่วนคดีของตนเองนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยืนยันจะสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด และจะสู้คดีด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการชี้แจงหรือมาฟังคำพิพากษา

อย่างไรก็ตาม วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีกำหนดเดินทางไปที่เมืองฟูจิโอกะ และเมืองคิวชู ประเทศญี่ปุ่น เพื่อบรรยายเรื่องผู้นำในอนาคต จากนั้นวันที่ 1-3 สิงหาคม จะเดินทางไปประเทศจีน พร้อมกับคุณหญิงพจมาน เพื่อร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และจะกลับประเทศไทยก่อนขออนุญาตเดินทางไปประเทศอังกฤษ ในฐานะประธานสโมสรแมนฯ ซิตี้ สโมสรฟุตบอลของอังกฤษ เพื่อคัดเลือกตัวนักเตะ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณหน้าศาลหลังมีคำตัดสินว่า บรรดาผู้สนับสนุนต่างตะโกนพร้อมปรบมือและชูป้ายให้กำลังใจคุณหญิงพจมาน ก่อนแยกย้ายเดินทางกลับด้วยความเรียบร้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ได้เดินทางมาฟังการพิจารณาคดีด้วย

แหล่งข่าวในพรรคพลังประชาชนที่ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เน้นย้ำให้ทีมทนายเตรียมหร้อมตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมเอกสารการชี้แจง ซึ่งมีการติดตามอย่างใกล้ชิด และให้ทีมงานแจ้งความคืบหน้าเป็นระยะ แต่ก็เชื่อว่าจะชี้แจงได้ทุกข้อกล่าวหาและพ้นผิด

ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ เองก็มีจิตใจที่สงบขึ้น เนื่องจากเดินสายทำบุญก่อนหน้านี้พร้อมครอบครัว โดยวันเกิดที่ผ่านมาก็มีกำลังใจที่ดีขึ้น มีนักการเมืองให้กำลังใจ อีกทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เองก็หมั่นทำสมาธิด้วย

นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ประธานสภาประชาชนภาคเหนือ กลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เปิดเผยว่า รู้สึกเสียใจแทน คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่ประชาชนเชียงใหม่ชื่นชอบ แต่ต้องให้เป็นไปตามคำสั่งศาล เพราะถือว่าเป็นที่สุดแล้วสำหรับกระบวนการยุติธรรม ทุกคนไม่ว่าคนที่รักและเคารพ หรือผู้ที่เกลียดชัง ทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีและภริยา ต้องเคารพคำตัดสินของศาล

ชี้ขาดใบแดง‘วิฑูรย์ นามบุตร’15 ส.ค.

สอบเพิ่มพยาน 6 ปากมัดคดีใบแดง "วิฑูรย์ นามบุตร" ใกล้เสร็จ คาดส่งให้ กกต. กลางชี้ขาดได้ไม่เกิน 15 สิงหาคม มั่นใจพยานหลักฐานแน่นถึงแจกใบแดง และส่อถึงขั้นยุบพรรคประชาธิปัตย์แน่ ถ้า กกต. ทำงานด้วยความเป็นกลาง มาตรฐานเดียวกับพรรคการเมืองอื่น แม้ว่าจะมีพยานสำคัญบางคนหายตัวลึกลับก็ตาม

การสอบเพิ่มเติมพยานปากสำคัญในคดี มีผู้ร้องเรียน นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส. สัดส่วน กลุ่ม 4 และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ นามบุตร นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี และ นายวิทวัส พันธ์นิกุล ผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ด้วยการแจกบัตรชมภาพยนตร์ และสลับกันขึ้นปราศรัยหาเสียง ใกล้จะเสร็จสิ้นลงแล้ว

แม้ว่าพยานสำคัญรายหนึ่งที่เป็นผู้ถ่ายวิดีโอจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยก็ตาม แต่บรรดาผู้ร้องเรียนก็เชื่อว่าหลักฐานวีซีดี และพยานที่เหลืออยู่ น่าจะแน่นหนาพอที่จะนำไปสู่การแจกใบแดง และอาจดำเนินต่อไปถึงขั้นการยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้ หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำงานด้วยความโปร่งใส และพิจารณาด้วยมาตรฐานเดียวกับการพิจารณาให้ใบแดงพรรคการเมืองอื่นๆ และไม่ได้มีใบสั่งให้ช่วยพรรคประชาธิปัตย์ ดังที่เป็นข่าวหนาหูก่อนหน้านี้

กรณีดังกล่าว นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนร้องคัดค้านการเลือกตั้งของ นายวิฑูรย์ นามบุตร ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำพยานจำนวน 6 ปาก ของคณะอนุกรรมการ ซึ่งได้กำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จในวันที่ 10 สิงหาคม และสรุปสำนวนเสนอต่อ กกต. โดยคาดว่า กกต. จะพิจารณาได้ในวันที่ 15 สิงหาคมนี้

ขณะที่ นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวถึงเรื่องร้องเรียนให้มีการตรวจสอบทางการเมืองว่า ในขณะนี้มีการมุ่งตรวจสอบกันมากเกินไป โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานว่า ผู้สมัครเลือกตั้งเป็นคนไม่ดี ซึ่งตนยอมรับว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ดี แต่หากมีการตรวจสอบเพื่อจ้องจับผิด หรือเพื่อแก้เกี้ยวเมื่อแพ้การเลือกตั้ง จะทำให้ประเทศเดินต่อไปไม่ได้ และท้ายที่สุดก็จะเกิดความแตกแยกและแบ่งพวกกัน



‘สดศรี’หนุนแก้รธน.โจร มาจากความเกลียดชัง

"สดศรี" หนุนแก้รัฐธรรมนูญโจร ลั่นไร้ความยุติธรรม เอา “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นตัวตั้ง มีความเกลียดชังเป็นพื้นฐาน แนะให้ กกต.จัดเลือกตั้งอย่างเดียว ส่วนยุบพรรคให้ศาลตัดสิน ด้านประธานวิปรัฐบาลยันเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญเต็มเหนี่ยว ไม่ห่วงแรงต้าน ส่วน บช.น.ประชุมรับมือพันธมิตรฯ ป่วนรัฐสภา ขณะที่ โผครม.นายกฯ ให้รอโปรดเกล้าฯ

หลังจากที่ประชุมวิปรัฐบาลเห็นชอบให้เสนอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญในการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติที่จะเปิดตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม - 28 พฤศจิกายน โดยเห็นว่า ควรแก้ไขมาตราที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศ อาทิ 309, 237, 265 และ 266 ซึ่งในเช้าวันที่ 1 สิงหาคม จะมีการยื่นญัตติ ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาข่มขู่ว่าจะเดินหน้าคัดค้านทุกวิถีทางนั้น

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ประเด็นในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาเป็นตัวตั้ง เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายซึ่งรวมถึงกฎหมายเรื่องการถือครองหุ้น ทำให้เป็นปัญหาและมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบกันอยู่ในขณะนี้

นางสดศรี กล่าวว่าตนเห็นควรมีการแก้ไข เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้นำความเกลียดชังนักการเมืองมาเป็นพื้นฐาน และตนอยากเสนอให้ กกต.ทำหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว โดยให้อำนาจการพิจารณาใบเหลือง ใบแดง และการยุบพรรคเป็นของศาลเพราะมีภูมิคุ้มกันมากกว่า กกต.

นอกจากนี้ นางสดศรี ยังกล่าวถึงเรื่องที่มาของ กกต.โดยยอมรับว่า กกต.ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่ก็มาจากกระบวนการสรรหาจากศาลฎีกาตามขั้นตอนของกฎหมาย และในที่สุดหากมีการตีความว่า กกต.มีที่มาโดยมิชอบก็อาจทำให้ ส.ส.และ ส.ว.ที่ กกต.รับรองมีที่มาโดยมิชอบเช่นกัน

ขณะที่ นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานกรรมาธิการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวสั้นๆ ว่าจะมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยหยิบยกประเด็นที่มีความขัดแย้งมาแก้ไขก่อน และไม่ห่วงเรื่องแรงต่อต้าน เพราะเชื่อว่าทุกฝ่ายนั้นต้องคำนึงถึงเหตุผล สอดคล้องกับที่ผ่านมาที่รัฐบาลเตรียมจะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญทันทีที่มีการเปิดสภา



คุณทักษิณ เอาชีวิตไว้ในกำมือผู้อื่น ก็ต้องเจ็บปวดอย่างนี้แหละครับ


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ไม่ได้เหนือความคาดหมายของผมแต่อย่างใด เกี่ยวกับคดีของคุณหญิงอ้อ เพราะมันมีสัญญาณก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้วว่า ฝ่ายตรงข้ามไม่วางมือหรือมีเมตตาปรานีแน่

การปล่อยชีวิตให้ขึ้นอยู่กับ "เมตตาของคนอื่นนั้น" ผลมันก็เป็นอย่างที่เห็น

ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณทักษิณเองแล้วว่าจะสู้หรือจะถอย หากถอยก็เตรียมตัวรับอีกหลายฉาดได้เลย เพราะไม่มีศัตรูที่ไหนจะไว้ใจ "ให้เราเป็นหอกข้างแคร่" ได้อีก หากเขาจัดการ เข้าก็ต้องจัดการไม่ให้เหลือซาก ซึ่งผลของการทำรัฐประหารครั้งที่แล้ว พวกเขาสรุปบทเรียนแล้วว่า "หากไม่ทำให้สะเด็ดน้ำ" ก็อาจเป็นเภทภัยภายหลัง

ประวัติ ศาสตร์ก็มีอยู่ในสมัยการเปลี่ยนแผ่นดินในสมัยกรุงธนบุรี ที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาพิเษก (ทำรัฐประหารนั่นแหละ) ขึ้นมา กรมพระราชวังบวราสถานมงคลมหาสุรสีหนาท ที่เป็นน้องของ ร.1 ก็ได้จับเชื้อสายของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนฯ สำเร็จโทษจนหมดสิ้น เพื่อไม่เห็นเป็นเภทภัยในภายหลัง เหลือไว้องค์เดียวคือ กรมขุนกษัตรานุชิต หลานคนแรกของ ร.1 ที่เกิดจากธิดาองค์ใหญ่ที่ยกให้เป็นพระสนมของพระเจ้ากรุงธนฯ ที่ ร.1 ทรงขอเอาไว้ืเพราะเป็นหลานคนแรก แต่ในสมัย ร.2 ก็ได้ประหารเจ้าชายองค์นี้ ข้อหากบฏ โดยมีอีกาคาบหนังสืิอสนเท่ห์มาให้ (เข้าใจว่าคงมีคนผูกไว้ที่อีกาที่กินข้าวตอน ร.2 ตักบาตรทุกวัน)

ดังนั้น การรอความเมตตาของคนอื่นนั้น ผลก็คือ "ตายสถานเดียว

เรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องที่จะเมตตากันได้ ดังนั้น หากไม่สู้ คุณทักษิณ ก็ต้อง "ยอมตายอย่างน่าเวทนา" และข้อดีคือไม่ต้องดิ้นรนให้เหนื่อย

แต่โอกาสรอดคงยาก

แต่หากสู้ จนฝ่ายตรงข้ามไม่อาจปราบได้ หรือพ่ายแพ้ เกียรติยศทั้งหลายก็ได้กลับคืนมา โดยไม่ต้องรอ "ความเมตตาของฝ่ายตรงข้าม"

สู้ก็อาจตาย แต่ไม่สู้นั้นตายอย่างน่าอนาถแน่นอน และตายอย่างคนขี้แพ้

เลือกเอาก็แล้วกัน



หากเลือกจะสู้ จะต้องไม่มีความเมตตาต่อศัตรู เพราะการเมตตาต่อศัตรูคือ การทำร้ายตนเอง หรืออัตวิบาตกรรมตนเอง

ผมเป็นคนนอก ก็ได้แต่ประเมินอย่างนี้

ผมเห็นคุณทักษิณแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงหลังนี้ "เพราะหูเบา" เชื่อการหลอกลวงของคนอื่น หากตอนโดนทำรัฐประหารใหม่ๆ ตั้ง "รัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นมาสู้" ก็ต้องไม่มีวันนี้แน่นอน และต่อๆ มาก็ยังหลงเชื่อคนอื่นอีกหลายครั้ง ทำให้การเดินเกมไม่เด็ดขาดพอ สุดท้ายก็ต้องเป็นอย่างนี้



แต่ถึงอย่างไรคุณทักษิณ ก็ยังมีต้นทุนทางการเมืองสูง "แม้จะติดคุก" (ซึ่งโง่ที่สุด หากยอมอย่างนั้น) หรือต้องไปอยู่ต่างแดน ก็สามารถต่อสู้มาจากจุดนั้นได้ และจงอย่ามีความปรานี หรือ "นับถือผู้ใหญ่คนใดอีกต่อไป" หากจะรุกก็ต้องทำให้เขายอมจำนน โดยไม่มีทางเลือกได้อีก และสิ่งที่ต้องทำคือ "ต้องให้พวกเขาเหล่านั้น ยอมรับเงื่อนไขของเรา" ไม่ใช่เราไปยอมรับเงื่อนไขของเขา

หากยอมตายแบบ ปรีดี ก็คงไม่มีดินกลบหน้า
แต่ ต้นทุนทางการเมืองคุณทักษิณสูงกว่าปรีดีมาก เพราะมีฐานประชาชนที่แท้จริงสนับสนุน ดังนั้น แม้ต้องลงจากอำนาจไปแล้วก็ยังถือว่ามี "ต้นทุนทางการเมืองสูงอยู่"

ศัตรูต่างก็แก่ชราแล้ว พวกเขาไม่มีทางที่จะรบอยู่ได้นาน ต้องทำให้พวกเขาเห็นว่า หากพวกเขาไปแล้ว "ปราสาททรายของพวกเขาต้องพังพินาศ"




การรบใช้สงครามยืดเยื้อได้ แต่ศัตรูไม่อาจใช้ได้ เพราะแก่ชราแล้ว ลูกหลานศัตรูไม่มีพลังเพียงพอ

และอย่าปรานีต่อ "ตุลาการภิวัฒน์" ทั้งหลายด้วย คนพวกนี้ทำให้ หลักนิติธรรม ของไทยเสื่อมสลายและสั่นคลอน

ผมไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็น "ผลกรรมของคุณทักษิณ" แต่มันเป็นการกระทำของคน เพราะมันขึ้นกับคนล้วนๆ และผลที่ได้รับ ก็เกิดจากคนที่มีการวางแผนกันเอาไว้ หากเกิดจากกรรม ก็ต้องคิดว่า กรรมนั้นเพราะเราอ่อนแอไม่เด็ดขาดเอง

ลูกหลานของพระเจ้ากรุงธนฯ มีึความผิดอะไรจึงต้องตายหมด เป็นกรรมของพวกเขาหรือ ผมว่าเป็นเพราะ "พวกเขาแพ้" มากกว่าครับ

และหากมันเป็นกรรมจริงๆ มันก็ยังไม่จบ เพราะกรรมอาจจะตามมายังฝ่ายตรงข้ามอีก เชื่อผมเถอะว่า ตอนนี้ พระอาทิตย์ใกล้อัสดงแล้ว

แต่ "จักรวรรดิที่เสื่อมโทรมก็ยังมีพลังอยู่"

ผมเชื่อว่า หากพระเจ้ากรุงธนฯ ไม่เห็นว่าจะต้องฆ่ากัน และต่อสู้ก็อาจไม่แพ้ แต่การ "เมตตาต่อศัีตรู" ลูกหลานกฌต้องรับกรรมไป

ผมไม่สนใจว่าทักษิณจะสู้ด้วยวิธีไหนนะครับ แต่ผมประเมินได้เลยว่า "หากทักษิณยอมจำนน ขอความเมตตาจากศัตรู" ผมว่าเขาตายแน่นอน มันไม่ต่างอะไรกับการกำจัดเสี้ยนหนามในอนาคตหรอกครับ พวกเขาไม่เอาไว้แน่นอนครับ

หากเขาตัดสินใจสู้ ด้วยวิธีไหนก็ตาม นั่นคือการลุกขึ้นสู้ ซึ่งสามารถประเมินสถานการณ์และเปลี่ยนยุทธวิธีไปได้เรื่อยๆ หากใจสู้เสียอย่าง

หาก ใครดูหนังเรื่อง Brave heart คนที่เป็นพระรอง คือ Robert Bruce ที่ในตอนท้ายของเรื่อง นำทหารสก็อตเข้ารบกับอังกฤษและได้เอกราชในที่ิสุด และก็ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินของสก็อตแลนด์

ข้อเท็จจริงในประัวัติศาสตร์คือ หลังจาก William Wallace ตายแล้ว Robert Bruce ก็ได้รบต่อสู้อีกหลายปี และแพ้แล้วแพ้อีก จนเหลือทหารไม่กี่คนและหนีไปซ่อนตัวที่เกาะแห่งหนึ่ง และกำลังจะหมดกำลังใจอยู่แล้ว ก็เห็นแมงมุมตัวหนึ่งปีนขึ้นไปผนังถ้ำ และก็ตกแล้วตกอีก แต่แมงมุมตัวนั้นก็ปีนขึ้นไปใหม่ หลายสิบครั้งจนสำเร็จ โรเบิร์ตบรูส เลยได้คติแรงบันดาลใจว่า "ถ้าคุณแพ้ ก็จงพยายามใหม่อีก และพยายามอีก และพยายามอีก



คุณทักษิณหากแพ้ครั้งนี้ ก็ไม่ได้ล่มสลาย แค่สู้ สู้ และสู้ และสู้อีกครั้ง หากฝ่ายตรงข้ามแพ้ ก็หมายถึงไปเลย

ตอนนี้ถอยก็ตาย สู้็อาจตาย (ซึ่งโลกยุคนี้คงไม่ตายจริง ๆ ดังนั้นจึงไม่้ต้องกลัวว่าจะตาย)

แค่คุณทักษิณ "รักษาชีวิตเอาไว้ ศัตรูโดยสังขารของตนเองย่อมอยู่ไม่ได้นาน" สุดท้ายพวกเขาก็ต้องพ่ายแพ้

แต่อย่ายอมแพ้เด็ดขาดไม่อย่างนั้น ไม่มีแผ่นดินอยู่แน่

สำหรับผมในฐานะประชาชนธรรมดา ผมได้แต่วางอุเบกขากับชะตากรรมของคุณทักษิณ เท่านั้น เพราะผมคงไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่ผมคงไม่ท้อถอยในการต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เพราะมันคือ ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทย ที่ต้องทำให้ลุล่วงไป

ประเทศเราคงเป็นประเทศประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในอนาคต ณ จุดเวลาใด เวลาหนึ่ง แต่วันนี้ มันเป็น ภารกิจของคนไทยที่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ ที่จะจะต้องต่อสู้ให้ได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์มา เผด็จการศักดินาอำมาตยาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งแปลกปลอมในโลกสมัยใหม่ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ในโลกยุคนี้ แม้พวกเขาจะดิ้นอย่างรุนแรงก็ตาม แต่ชะตากรรมของพวกเขามันได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

จาก thaifreenews

ไพร่ปฎิวัติ !


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

บางคนเชื่อว่า การปฏิวัติภาคประชาชนจะไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะประชาชนไม่มีผู้นำที่เข็มแข็ง เหมือนที่ กลุ่มพันธมิตรมีแกนนำที่เข็มแข็ง

แต่ผมเชื่อมั่นใน "ทฤษฎีปฏิวัติประชาชน" ที่ หากสถานการณ์เหมาะสม ผู้นำตามธรรมชาติจะเกิดขึ้นเอง อาจไม่ใช่ ผู้นำเดี่ยว แต่จะเป็นกลุ่มๆ ไป แต่ละกลุ่มจะพัฒนาแกนนำของตนขึ้น และเมื่อสถานการณ์สับสนมายิ่งขึ้น ส่งเสริมด้วยระบบข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วในยุคปัจจุบัน สุดท้ายแกนนำของกลุ่มต่างๆ จะพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายกัน กลายเป็น "ตาข่ายอันมหึมา" ที่ทรงพลัง และผมเชื่อว่าแกนนำแบบนี้จะไม่มีใครควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชนก็ตาม

กรณีม็อบต่อต้านพันธมิตรที่อุดร หรือที่บุรีรัมย์ เชียงใหม่ หรือกลุ่มคนวันเสาร์ที่ กทม. ผมว่าสุดท้ายคนเหล่านี้จะเชื่อมโยงเข้าถึงกันกลายเป็นเครือข่ายของ "พลังมวลชน" ขนาดมหึมา" และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน ซึ่งเทคโนโลยีสมัยนี้ทำได้ไม่ยากนัก ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิดิโอ คลิปเสียงคำปราศรัย หรืออื่นๆ หรือแม้แต่วิทยุอินเตอร์เนทเป็นต้น

สุดท้ายพื้นที่อีสาน และภาคเหนือ แนวร่วมต่อต้าน "อำมาตยาธิปไตย" ก็จะขยายตัวขึ้น และเข็มแข็งมากขึ้น

นับว่าเป็นแนวโน้มที่ดี



ต้อง ขอบคุณ พธม. ครับ ที่ไปปลุกและกระตุ้นยักษ์หลับเหล่านั้นให้ตื่นขึ้นครับ มวลชนที่มีประสบการณ์ต่อสู้ร่วมกัน จะมีจิตวิญญานที่เชื่อมโยงถึงกัน เห็นใจกันมีพลังร่วม สุดท้ายก็จะพัฒนาระบบการจัดตั้งและ เชื่อมโยงเครือข่ายกัน หากพวกชนชั้นนำและ "ศักดินาไทย" ยังคิดว่าประชาชนเหล่านั้นถูกซื้อ และมีท่อน้ำเลี้ยงมาจาก "ทักษิณ" ผมคิดว่า เมื่อพวกเขารู้ตัวก็สายเสียแล้วครับ

ผมว่าประชาชนจำนวนมากตอนนี้ "ก้าวผ่านทักษิณ" ไปแล้ว ผมไม่ได้หมายถึงพวกเขาไม่ได้รักทักษิณ พวกเขายังรักและศรัทธาอยู่ แต่พวกเขาไม่ได้่ต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้ทักษิณกลับมา แต่พวกเขาต่อสู้เพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นคือ "ต่อสู้เพื่อให้เสียงของพวกเขามีความหมาย" จะเรียกว่า "ระบอบประชาธิปไตย" ก็ได้ แต่ผมไม่คิดว่าชาวบ้านจะมองประเด็นเหล่านี้จากอุดมการณ์ทางการเมือง

แต่ เขามองผ่านผลประโยชน์และประสบการณ์ของตนเอง นั่นคือ พวกเขารู้ว่า "หนึ่งเสียงที่กาบัตรเลือกตั้ง" มีความหมายต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเขา และเมื่อพวกเขาชนะเลือกตั้ง ผู้ปกครองไม่ว่าใครก็ตาม จะต้องฟังเสียงของพวกเขา

นั่นคืิอ ระบอบประชาธิปไตยภาคปฏิบัติกำลังเกิดขึ้นคือ หากทุกคนปกป้องผลประโยชน์และรักษาสิทธิของตน สุดท้าย การโหวต ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะไม่มีใครยอมให้คนอื่นมาละเมิดสิทธิของตนอย่างแน่นอน

ชาวบ้านไม่ต้องการการชี้นำเรื่องประชาธิปไตย บ้าๆ บอๆ จากนักวิชาการที่ไม่เข้าใจสังคม และมุ่งรักษาผลประโยชน์ของชนชั้นตนเท่านั้น

ชาวบ้านเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงครับ

บางคนอาจคิดว่า พวกเราจำเป็นต้องชี้เป้าหมายให้ประชาชนว่า เรากำลังสู้กับใคร ต้องล้มล้างอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น..เรื่องต่างๆ จึงจะจบ



แต่ผมเชื่อว่าประชาชนเขาเรียนรู้เองครับว่า พวกเขากำลังต่อสู้กับใคร พวกเขาไม่ได้กลัวแต่อย่างใด เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ "ออกไปลงคะแนนเลือกตั้ง" ตามสิ่งที่เขาได้เรียนรู้เท่านั้นครับ แค่ชาวบ้าน "กาบัตรเลือกพรรคตรงข้ามกับระบอบอำมาตย์" สุดท้ายพวกนั้นก็แพ้อยู่ดี ไม่ว่าจะทำอย่างไร ไม่ว่าจะดิ้นอย่างไร

เมืองไทยยุคศตวรรษที่
21 สิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือ "การเลือกตั้ง" ครับ ระบอบปกครองที่ผู้ปกครองต้องเข้าสู่อำนาจโดย "การเลือกตั้ง" เป็นระบอบบังคับของโลกยุคปัจจุบัน มันไม่มีทางเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นที่ฝืนกระแสโลกไปได้

ผมไม่ กลัวแนวคิดระบอบ 70/30 เพราะไม่คิดว่า "ระบอบที่ชั่วร้ายแบบนี้ ระบอบที่แปลกประหลาดนี้ จะดำรงอยู่ได้ในศตวรรษที่ 21 ในโลกยุค "ข้อมูลข่าวสาร" นะัครับ ระบอบแบบนั้นมันคือศตวรรษที่ 19 มันขวางโลก ย้อนหลัง มันย่อมไม่อาจคงทนอยู่ได้ในโลกยุคใหม่นี้ แม้ว่าพวกที่พยายามสถาปนาระบอบแบบนี้ขึ้นมา จะมีบารมีมากมายแค่ไหนก็ตาม เขาไม่สามารถทวนกระแสโลกได้

ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามทำอย่างไรก็ตาม หากพวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนใจผู้เลือกตั้งได้ สุดท้ายพวกก็ต้องแพ้อยู่ดี จะมาพยายามดำรงอำนาจต่อต้านประชาชนไว้ โดยบีบบังคับทำรัฐประหาร เพื่อร่างรัฐธรรมนูญแบบ
70/30 มันก็ไม่มีทางอยู่ได้อย่างยั่งยืน ระบอบแบบนี้ มันทำได้แต่ไปจุดไฟต่อต้าน เร่งให้มีการ ปฎิวัติภาคประชาชน ให้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง

ระบอบประชาธิปไตยแบบ "ประชาชนทุกคน (บรรลุนิติภาวะ) มีสิทธิเลือกตั้ง" มันไม่มีพื้นที่ให้ ศักดินาอำมาตยาธิปไตย ยืนอยู่ได้ ไม่ว่าจะโฆษณาชวนเชื่ออย่างไรก็ตาม โลกยุคใหม่ ไม่มีพื้นที่ให้คนที่โอ้อวดตนเองว่า เหนือกว่าผู้อื่น ผู้อื่นควรอยู่ใต้ปกครอง โลกยุคนี้ เป็นยุคแห่งความเท่าเทียมกัน ไม่มีใครเหนือกว่าใคร จากการเกิด

การที่ประชาชนต่อสู้ เพื่อการเลือกตั้ง หมายความว่า สู้เพื่อสิทธิ์ในความเป็นอธิปไตย ของประชาชนเอง ใช่หรือไม่ สำหรับผมแล้วผมคิดว่าประชาชนไม่ได้มองประชาธิปไตยแบบอุดมการณ์ เพราะมันเป็นอุดมคติมากเกินไป และไม่สอดคล้องกับวิถีการคิดของชาวบ้านที่มักไม่สนใจเรื่องอุดมการณ์ มากกว่าเรื่องปากท้องของเขาเอง


แต่ "สิทธิในการลงคะแนน" พิสูจน์ว่ามันสัมพันธ์กับ "ความกินดีอยู่ดีและปากท้องของชาวบ้าน" และชาวบ้านได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในทศวรรษ 2540-2550s นี้ครับ

ดังนั้นเมื่อพวกเขาจะโหวตเพื่อรักษาสิทธิของพวกเขา มันก็จะกลายเป็นระบอบประชาธิปไตยไปโดยปริยาย คือระบอบที่ปกครองโดยเสียงข้างมากครับ

บางคนอาจคิดว่า ประชาชนชนชาวรากหญ้าขี้เซาไปหน่อย ต้องใช้เวลาถึง 75 ปี ในการตื่นขึ้นเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง แต่ผมคิดว่ามันเป็น "พัฒนาการของสังคม" มากกว่า ในปี 2475 ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็น ชาวนาที่ไม่มีความรู้ ทำเกษตรกรรมตามธรรมชาติ และไม่มีปัีญหาเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกิน ไม่ได้รับการรังแกจากขุนนาง เหมือนในประเทศจีนหรือยุโรป ซึ่งที่ดินเป็นของพวกขุนนางทั้งหมด เราจะหวังให้ชาวบ้านที่เขามีความเป็นอยู่แบบสุขสบาย ให้ลุกขึ้นมาปฏิวัตินั้น มันไม่มีทางเป็นไปได้ ชาวบ้านยุคนั้นเขาไม่ได้เสียสิทธิแต่อย่างใด "ประชาธิปไตย" ก็เป็นเรื่อง "อุดมการณ์" มากเกินไป ไม่เกี่ยวกับปากท้องของชาวบ้าน

ยุคนั้นเรามีประชากรแค่ 10 ล้านกว่าคน ที่ดินทำกินยังมีพอทุกครัวเรือน

แีต่ปี 2550 ประชากรมี 64 ล้านคน มีคนกว่า 8 ล้านที่ตกอยู่ใต้เส้นความยากจน และที่ดินไม่เพียงพอกับทุกครอบครัว การผลิตเป็นแบบตลาด ที่สัมพันธ์กับกลไกตลาด และการบริหารงานของรัฐบาลมีผลต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

ปี 2475 กับปี 2551 ประเทศไทยสมัยโน้น กับสมัยนี้ ไม่ใช่ประเทศเดียวกัน ประชาชนก็ไม่ใช่คนเดียวกัน วิุีถีชีวิต และวิถีคิดก็ไม่เหมือนกัน

มันเป็นคนละประเทศ ที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินเดียวกันเท่านั้นครับ

ความตื่นตัวทางการเมืองมันจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

ยิ่งกวนน้ำให้ขุ่น ผู้นำตามธรรมชาติก็เกิดขึ้น สุดท้ายจะเกิดสงครามระหว่างประชาชน

ยิ่งพวกผู้ปกครองที่กำลังเลื่อนหายไปกับประวัติศาสตร์พยายามยื้อ ที่จะดำรงอำนาจของตนไว้ โดยการทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลของประชาชน นั่นเท่ากับเป็นการ กระตุ้นเร่งเร้าให้มีการ ปฎิวัติของประชาชน การปฎิวัติของไพร่ เร็วขึ้น

ผมจึงไม่ได้กลัวการทำรัฐปราหารของผู้ปกครองที่แก่หง่อมและกำลังจะลาโลกไปนี้แต่อย่างใด

จาก thaifreenews

ความเป็นมาของคดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินฯ

กรุงเทพฯ 31 ก.ค. - คดีจงใจหลีกเลี่ยงการเสียภาษีหุ้นชินฯ ของตระกูลชินวัตร ซึ่งศาลมีคำพิพากษาออกมาในวันนี้ ถือเป็นคดีแรกการทำหน้าที่ของ คตส. ติดตามความเป็นมาของคดีนี้.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย



อัพเดตเมื่อ 2008-07-31 19:06:16


ร.ต.อ.เฉลิม เลื่อนแถลงเปิดใจจนกว่าจะโปรดเกล้าฯ ครม.ใหม่

กรุงเทพฯ 1 ส.ค.-รัฐมนตรีมหาดไทยยังไม่ยอมแถลงเปิดใจจนกว่าจะมีรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ แต่ยืนยันถึงแม้จะถูกปรับออก ก็ยังคงเคารพนายกรัฐมนตรี

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เลื่อนแถลงเปิดใจจากที่นัดสื่อมวลชนไว้ช่วงบ่ายวานนี้ โดยระบุว่าจะไม่ขอแสดงความเห็นจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ รัฐมนตรีมหาดไทยยืนยันด้วยว่าถึงแม้จะถูกปรับออกจากตำแหน่ง แต่ยังคงรักและเคารพนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เช่นเดิม หากมีการประกาศชื่อ ครม.อย่างเป็นทางการจะแถลงข่าวอีกครั้งที่กระทรวงมหาดไทย และจะถือโอกาสกราบลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-01 01:10:58




Thursday, July 31, 2008

ละเว้นถวายความปลอดภัย กับ คดีหมิ่น!!!

คอลัมน์: ตะแกรงข่าว

ก่อนอื่นต้องขอทักทายผู้อ่านเป็นอันดับแรก หลังจากหายหน้าหายตาไประยะหนึ่ง ก็คงไม่มีอะไรมากกว่าต้องไปปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งก็หนีไม่พ้นในเรื่องของการข่าว

อย่างไรก็ตาม ข่าวคราวและความเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะนี้ เชื่อว่าหลายท่านก็คงนึกคิดเช่นเดียวกับผม

นั่นก็คือ เรื่องของการใช้กระบวนการยุติธรรมเข้าตัดสินคดีความ ซึ่งดูเหมือนบุคคลที่อยู่ในฟากฝั่งต่อต้านเผด็จการที่ต้องคดี กลับได้รับการปฏิบัติที่แตกต่าง!!!

พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อถูกตั้งคำถาม ก็ตอบออกมาอย่างเฉไฉ ไหลลื่น ตีความกฎหมาย ตะแบงเหตุผลข้ออ้าง ผิดจากคนส่วนใหญ่เขานึกคิดออกไป ได้อย่างหน้าตาเฉย

หรืออาจเป็นอย่างที่นักคิด นักเขียน นักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นว่า ความคิดของตุลาการเหล่านี้ “คร่ำครึ”!!!

โดยเฉพาะยังคงยึดถือการใช้กำลังอาวุธของกองทัพเข้ายึดอำนาจ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายสูงสุด แต่ก็ยอมสยบ ปิดตำรา กลืนหลักการ อุดมการณ์ของนักกฎหมายอย่างไม่ไยดี

แถมกระหน่ำความรู้สึกของสังคมที่หดหู่ให้หนักขึ้นไปอีก ด้วยการยกย่องอำนาจที่ได้มาอย่างไม่ชอบธรรมเหล่านั้น “เป็นรัฐาธิปัตย์” ที่ถูกต้อง คนไทยจึงต้องวังเวงด้วยประการฉะนี้...

อย่างไรก็ตาม เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเดินทางมาถึงจุดนี้ อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องๆ หนึ่ง ที่มีความใกล้เคียงในระนาบเดียวกัน แต่ก็ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งอยู่ในกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น

นั่นก็คือ การดำเนินงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ สตช. ในการเอาผิดกับประชาชน และการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยกันเอง!!!

เรื่องหนึ่ง กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ถูกจับกุมคุมขัง ไม่ให้ประกันตัว ขณะที่อีกเรื่องหนึ่ง ปล่อยให้กลายเป็นคลื่นกระทบฝั่ง เงียบหายเข้ากลีบเมฆ

และก็ดูจะเกี่ยวพันในระนาบเดียวกัน กับการฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ผมและคนไทยหลายคนไม่สบายใจไปตามๆ กัน!!!

หากยังจำกันได้ ข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เกิดขึ้นร่ายเรียงมาตั้งแต่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกรัฐประหารยึดอำนาจไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ข้อกล่าวหานี้ก็ถูกนำมาเป็น 1 ใน 4 ข้ออ้าง ที่เป็นเหตุผลแห่งการเข้ายึดอำนาจด้วย แต่ภายหลังอัยการสอบสวนแล้วก็สั่งยกฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรีไปแล้ว

ต่อมาก็ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือที่ชาวบ้านพลิกมาเรียกขานเป็นพันธมาร ก็ประสบกับข้อกล่าวหานี้เช่นเดียวกัน

แต่อัยการก็สั่งไม่ฟ้องมาแล้วหนหนึ่ง ด้วยข้ออ้างพิลึกคือ เพื่อความสมานฉันท์ หากยังจำกันได้

และล่าสุดนายสนธิคนเดียวกันนี้ ก็โดนข้อกล่าวหานี้ซ้ำเข้าไปอีก ซึ่งเป็นคดีความที่ต่อเนื่องมาจากการเข้าจับกุม นางดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด

จะด้วยข้ออ้างอย่างไรก็ตามจะไม่ขอพูดถึง แต่ ดา ตอร์ปิโด ไม่ได้รับการประกันตัว ขณะที่นายสนธิกลับได้รับการประกันตัว!!!

แต่จนแล้วจนรอด เรื่องที่ผมเก็บเงียบมานานนี้ก็ยังคงเงียบกริบอยู่ที่ สตช. จนกระทั่งอีกนั่นแหละครับ เมื่อผมได้รับสำเนาหนังสือจากกรมราชองครักษ์ ลงนามโดย พล.อ.สายัณห์ คัมภีร์พันธุ์ สมุหราชองครักษ์ ส่งไปถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงวันที่ 26 มกราคม 2550 เรื่อง ให้นายตำรวจราชสำนักประจำพ้นตำแหน่ง

ใจความทั้งหมดสรุปได้ว่า ทาง สตช. เคยมีหนังสือขอตัว พล.ต.ท.ฉัตรชัย โปตระนันทน์ ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ กลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่ สตช.

แต่กรมราชองครักษ์ไม่เห็นด้วย เพราะได้พิจารณาคุณสมบัติต่างๆ ของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย แล้ว มีความเหมาะสมที่จะถวายความปลอดภัยต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ผมเก็บมานาน ไม่ใช่เรื่องของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อน พล.ต.ท.ฉัตรชัย จะเข้ามารับหน้าที่อันสำคัญนี้ในการถวายการอารักขา!!!

หนังสือของกรมองครักษ์ฉบับนี้ ระบุไว้ช่วงหนึ่ง เป็นหมายเหตุที่อยู่ในวงเล็บของการเข้ามารับหน้าที่ของ พล.ต.ท.ฉัตรชัย เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 ไม่กี่วัน เพราะเหตุอดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 19-25 กันยายน 2549 โดยไม่มีเหตุอันควร เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรมราชองครักษ์ถือว่าเป็นความผิดอย่างร้ายแรง สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนี้ จึงให้พ้นหน้าที่ไป

และนายตำรวจที่พ้นหน้าที่ไปนี้ก็คือ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ปัจจุบันก็กลับไปอยู่ สตช. ปฏิบัติหน้าที่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ!!!

ส่วนเมื่อครั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. เรืองอำนาจ มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ สตช. พล.ต.อ.วิเชียร ผู้นี้ก็ได้รับหน้าที่เป็นนายตำรวจใหญ่ที่ดูแลการเลือกตั้งทั่วประเทศนั่นเอง ซึ่งคงไม่ต้องพูดอะไรว่า นายตำรวจท่านนี้ยืนอยู่ฟากฝั่งไหน

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญที่จะกล่าวถึง คงไม่ใช่เรื่องที่นายตำรวจท่านนี้มีความคิด มีความเอนเอียงอยู่กับฝ่ายเผด็จการหรือฝ่ายประชาธิปไตย

แต่ความสำคัญของเรื่องคือ การไม่ไปปฏิบัติหน้าที่ถวายอารักขาในช่วงเหตุการณ์บ้านเมืองตึงเครียด เรื่องแบบนี้ถือได้หรือไม่ว่า ไม่เห็นความสำคัญในหน้าที่ต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพของประชาชนชาวไทย ดังที่หนังสือระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นความผิดอย่างร้ายแรง!!!

แล้ว สตช.ได้ดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่างชัด ให้เกิดเป็นตัวอย่างของผู้ที่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญนี้หรือไม่???

แต่ที่แน่ๆ ได้กลายเป็นที่โจษขานกันขึ้นแล้ว ทั้งในวงการสีกากี รวมไปถึงข้าราชการในสำนักพระราชวังอย่างถ้วนหน้า

ส่วนผมก็ได้แต่เทียบเคียงระหว่างประชาชนผู้ถูกกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูงด้วยวาจา ถูกจับกุมคุมขัง ที่ถูกฟ้องร้องโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กับผู้ที่ละทิ้งการอารักขา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดของ สตช. ดังความที่กรมราชองครักษ์แจ้งเป็นที่ประจักษ์นั้น อยู่ในระนาบเดียวกัน สูงกว่า หรือต่ำกว่ากันเพียงใด ที่จะได้รับการยกเว้น???

เพราะแม้จะอ้างว่า ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวน และแจ้งให้ พล.ต.อ.วิเชียร ชี้แจงแล้ว แต่ก็ดูจะเนิ่นนานจนผิดสังเกตจริงๆ...

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ในสายตาประชาชนแล้ว สตช. ต้องดำเนินการเรื่องนี้ให้ประจักษ์ออกมาโดยเร็วเสียแล้ว

มิเช่นนั้น จะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สังคมอาจต้องวิพากษ์วิจารณ์ สตช. อีกครั้งว่า มีหลายมาตรฐานในการดำเนินการ...

พร ภัทร