WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 2, 2008

เมื่อ “ม็อบชั่ว” ออกมา “ยั่วยุ”!

คอลัมน์: ละครชีวิต

ก่อนหน้านี้ในเมืองไทย สิ่งที่เรียกว่า “มลภาวะทางสายตา” หรือ “ขยะทางสายตา” อาจหมายถึง การจราจรที่ติดขัด ป้ายโฆษณาสินค้าขนาดใหญ่ ถังขยะ ตึกแถว หรืออาคารพาณิชย์ที่แออัดยัดเยียด

สิ่งเหล่านี้มองแล้วน่ารำคาญสายตา แต่หลังจากมีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถนนราชดำเนิน แขวงและเขตดุสิต กทม.

คนส่วนใหญ่ทั้งคนไทยและคนต่างชาติก็เปลี่ยนความคิดว่า “มลภาวะทางสายตา” หรือ “ขยะทางสายตา” ที่เกิดขึ้นใหม่คือ ม็อบพันธมิตรฯ

สาเหตุที่คนเปลี่ยนแปลงความคิดกันมากนั้น เพราะการชุมนุมที่ยืดเยื้อจนสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านทุกหย่อมหญ้า

เช่น กลุ่มอาจารย์โรงเรียนราชวินิตมัธยม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในข้อหาละเมิด เพื่อขับไล่ และให้รื้อถอนเวทีปราศรัย

เช่น กรณีที่ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ 6 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรื่องละเมิด และขอให้ย้ายสถานที่ชุมนุม และเปิดการจราจร ซึ่งศาลแพ่งส่งคำขอคุ้มครองชั่วคราวไปยังศาลปกครอง-ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

หรือกระทั่งตัวอย่างล่าสุด คืออาการทนไม่ไหวของ นายสโรชคริษฐ์ พรหมอักษร อายุ 56 ปี ที่ขับรถชนแผงกั้นเหล็กและอาสาสมัครพันธมิตรฯ จนมีผู้บาดเจ็บ 2 คน

แม้นายสโรชคริษฐ์ให้การว่า ไม่ทราบว่าพันธมิตรฯ มาชุมนุมอยู่ในบริเวณดังกล่าว และไม่ได้มีจุดมุ่งหมายทำร้ายพันธมิตรฯ แต่ไม่ชอบกลุ่มพันธมิตรฯ เลยแม้แต่น้อย

กรณีนี้ไม่ว่าผลการสอบสวนจะออกมาเป็นอย่างไร ก็อยากจะเตือนสติไปยังกลุ่มพันธมิตรฯ ที่นับวันจะก้าวร้าวและบ้าระห่ำมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะใช้คำว่า “รัฐบาลสัตว์นรก” ซึ่งถือเป็นการแสดงสติปัญญาและความเถื่อนของพันธมิตรฯ รวมทั้งเป็นการออกมา “ยั่วยุ” ให้กลุ่มต่อต้านออกมาตอบโต้มากขึ้น

ที่ผ่านมามักมี “ผู้หวังดีประสงค์ร้าย” ออกมาระบุว่า หากรัฐบาลและกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ไม่ขยันไปหา “มุก” เรียกแขกให้พันธมิตรฯ เข้าชุมนุม

ป่านนี้พันธมิตรฯ อาจจะหมดมุกเล่นไปแล้ว แต่กลุ่ม นปก. รวมทั้งกลุ่มต่อต้านฯ ขยันหามุกไปช่วยเรียกคนได้ไม่หยุดหย่อน เช่น ชมรมคนรักอุดร หรือแม้กระทั่งเรื่องร้อนๆ อย่างเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ผมอยากจะบอกว่า ใครก็ตามที่คิดแบบนี้ ถือว่าเป็นศัตรูกับระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่คนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เป็นเพียงแค่พวก “ใจปลาซิว” ที่กลัวหัวหดกับอำนาจเผด็จการทหาร

การต่อสู้กับอำนาจเผด็จการนั้น ไม่ใช่ว่าให้อยู่เฉยๆ โดนด่าเช้า ด่าเย็น ถูกปู้ยี่ปู้ยำว่าเป็น “รัฐบาลสัตว์นรก” ออกอากาศทางเอเอสทีวี แล้วจะให้อยู่นิ่งๆ เป็นพ่อพระแม่พระ

ผมไม่ได้อยากจะให้ใช้ความรุนแรงกับพวกอันธพาลทั้งหลาย ที่กระจายตัวไปตามหัวเมืองต่างๆ รวมทั้งไม่ได้ส่งเสริมให้กลุ่มคนรักประชาธิปไตยตามจังหวัดต่างๆ ใช้ความรุนแรง

แต่อยากบอกกับพันธมิตรฯ ว่า ถ้าพวกคุณไม่ไปยั่วยุเขาก่อน เขาก็ไม่มีทางไปทำร้ายคุณอย่างแน่นอน เพราะไม่มีใครจะเอาตัวเองไปเสี่ยงและเสียเวลาขนาดนั้น

พวกพันธมิตรฯ ต้องสำเหนียกให้ดีๆ ว่า สิ่งที่พวกคุณกำลังทำกัน ทั้งเอเอสทีวี ทั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ทั้งข่าวจากเว็บไซต์

มันก็ไม่ต่างอะไรกับคำว่า “สัตว์นรก” ที่พวกคุณตั้งฉายาให้กับฝ่ายที่พวกคุณไม่ชอบ

สถานการณ์ความขัดแย้งในบ้านเมืองเรากำลังจะบานปลาย และสุกงอมเต็มที่แล้ว ฝ่ายรัฐบาลซึ่งได้ตั้งรับมาโดยตลอด อาจจะควบคุมเหตุการณ์ไม่ได้

ผมคิดว่าไม่มีรัฐบาลประเทศไหนที่สนับสนุนให้ประชาชนตีกันเอง เพราะมีแต่ความเสียหาย แต่ต้องคิดถึง “จิตใจ” ด้วย

เพราะถ้าอารมณ์มันฉุดไม่อยู่ อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ!

ลวดหนาม (แทน)



Friday, August 1, 2008

ทูตฝรั่งเศส-ญี่ปุ่น หนุน เตช แก้ปัญหาพิพาทปราสาทพระวิหาร

กระทรวงการต่างประเทศ 1 ส.ค.- ทูตฝรั่งเศสพบ “เตช” ระบุแจงเรื่องปราสาทพระวิหารไปยูเอ็นเอสซีแล้ว ขณะที่ทูตญี่ปุ่นพร้อมหนุนไทยแก้ปัญหาพระวิหาร โดยเฉพาะการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นาย Laurent Bill เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และนาย Hideaki Kobayashi เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น และนาย Gonzalo Gutierrez Reinel ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และปลัดกระทรวงการต่างประเทศเปรู เข้าเยี่ยมคารวะ นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง

นายธฤต กล่าวว่า ในการเข้าพบของเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสได้คุยกันถึงกรณีข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร ซึ่งเรื่องดังกล่าวทางฝรั่งเศสเห็นว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและคนไทยมีความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษมาก จึงได้รายงานสิ่งเหล่านี้ไปยังประเทศฝรั่งเศสและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ซึ่งนายเตช กล่าวกับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ว่า แม้ฝรั่งเศสจะมีบทบาทในภูมิภาคนี้มานานตั้งแต่สมัยยุคอาณานิคมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะบทบาทของฝรั่งเศสในยุคปัจจุบันสามารถเป็นสะพานเชื่อมในการหาข้อยุติปัญหาปราสาทพระวิหารได้ ซึ่งทูตฝรั่งเศสก็รับเรื่องนี้ไป และกล่าวด้วยว่าการที่ฝรั่งเศสสนับสนุนท่าทีของกัมพูชาในการยื่นเรื่องให้ยูเอ็นเอสซี เข้ามายุติปัญหาปราสาทพระวิหาร เพราะเห็นว่าเป็นสิทธิที่ทำได้

ส่วนการพบกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น นายธฤต กล่าวว่า ได้พูดถึงปัญหาปราสาทพระวิหารเช่นกัน และรู้สึกทึ่งกับบทบาทของนายเตช ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง แต่เมื่อไปประชุมร่วมกับกัมพูชาก็สามารถหาข้อยุติกับปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีอย่างมาก พร้อมสนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาปราสาทพระวิหารในระดับทวิภาคี และยินดีเข้ามาสนับสนุนอย่างเต็มที่ในเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพิ่มเติมในบริเวณดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมาญี่ปุ่นสนับสนุนเรื่องงบประมาณและเทคนิคในการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังมีความยินดีที่ความตกลงทางหุ้นส่วนเศรษฐกิจระหว่างไทย- ญี่ปุ่น (JTEPA) มีผลเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเห็นได้ว่ามูลค่าการค้าระหว่างทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 2.6.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-01 15:35:54


ปัญหาพรมแดนไทย-กัมพูชา จินตภาพที่แตกต่างระหว่างชนชั้น

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

คุยกับหมอบ้านนอก: นพ.กิติภูมิ จุฑาสมิต

ชื่อของเขาอาจดูคุ้นตา สำหรับคนที่สนใจบทความการเมืองในประชาไท จากคอลัมน์ปีกซ้ายพฤษภา สำหรับคอเพลงสากลยุคซิกซ์ตี้อาจรู้จักเขาในฐานะของแฟนพันธุ์แท้ The Beatles แต่ในขณะที่สถานการณ์การเมืองภายในประเทศลุกลาม จนกลายเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราอยากให้คุณได้รับทราบทรรศนะของเขา ในฐานะของแพทย์ที่ทำงานประจำอยู่โรงพยาบาลชายแดนไทย-กัมพูชามากว่า 10 ปี นพ.กิติภูมิ จุฑาสมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ

ถาม : มองปัญหาที่บานปลายจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ จนมาเป็นปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนตามแนวเขตชายแดนอย่างไร

ตอบ : จากประสบการณ์ที่ผมทำงานอยู่ในบริเวณพื้นที่ชายแดน ผมพบว่า คนที่มีถิ่นฐานอยู่บริเวณชายแดน จะมีความคิดในเรื่องพรมแดนน้อยมาก แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีเลย ที่ผ่านมาพวกเขามีการไปมาหาสู่กัน สัมพันธ์กันแบบญาติมิตรโดยตลอด มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจซื้อขายแลกเปลี่ยน มีบางคนแต่งงานอยู่กินสร้างครอบครัวร่วมกัน ผมเชื่อว่านี่เป็นสภาพความเป็นจริงในทุกพื้นที่ชายแดน และของทุกประเทศด้วย เว้นไว้แต่ว่า จะมีการเคลื่อนไหวสร้างทัศนคติที่ผิดพลาดโดยคนชั้นนำจากส่วนกลาง

ถาม : เมื่อมองในบทบาทของหน่วยงานราชการในพื้นที่ชายแดน ถ้ามีความขัดแย้งระหว่างประเทศขึ้น จะสร้างปัญหาให้กับการทำงานอย่างไร

ตอบ : มีแน่นอน ในฐานะของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขที่ทำงานในพื้นที่ ก็ไม่ได้แตกต่างกับประชาชนในพื้นที่หรอกครับ พวกเราประสานความร่วมมือกันกับหน่วยงานสาธารณสุขของกัมพูชา ในทางสาธารณสุข เช่น การป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ หรือกรณีการควบคุมโรคไข้เลือดออก และมาลาเรีย ที่คร่าชีวิตมนุษย์ไปจำนวนมาก ยุงมันไม่ได้รู้เรื่องพรมแดนหรอกครับ ไม่ได้มีลักษณะชาตินิยมว่าเป็นไทยหรือกัมพูชาด้วย การการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์เพื่อป้องกันหรือควบคุมโรคติดต่อที่ร้ายแรงนี้ จำเป็นต้องมีการประสานความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานด้านสาธารณสุขจากทั้ง 2 ประเทศ หากเกิดความขัดแย้งขึ้น การประสานความร่วมมือก็จะมีปัญหา การแพร่ระบาดของโรคติดต่อก็จะทวีความรุนแรงขึ้น

ผมมีโอกาสได้ร่วมงานและพูดคุยแลกเปลี่ยนกับข้าราชการทหารตำรวจในพื้นที่ ผมพบว่าเขาก็ไม่ได้ต้องการให้เกิดสงครามหรือภาวะขัดแย้งขึ้น ในพื้นที่ที่พวกเขารับผิดชอบอยู่หรอกครับ เพราะในสภาพปกติพวกเขาก็ทำงานหนักอยู่แล้ว ใน อ.ภูสิงห์ ก็มีกรณีการสร้างสถานกาสิโนในเขตกัมพูชา แต่มีพื้นที่ส่วนหนึ่งล้ำพรมแดนเข้ามาในไทย ซึ่งต้องมีการเจรจาเพื่อผลักดันแก้ไขปัญหา หรือในกรณียาเสพติดที่แพร่ระบาด ก็ต้องอาศัยความสัมพันธ์ประสานความร่วมมือกันกับทางกัมพูชา ภาระหน้าที่ที่พวกเขาต้องเผชิญมันหนักพอแรงแล้ว

ถ้ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นจริง พื้นที่ชายแดนตั้งแต่อุบลฯ จนถึงตราด ก็คงจะมีปัญหาไปหมด

ผมคิดว่าพรมแดนเป็นสิ่งสมมติ เป็นจินตภาพของคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในที่ตรงนั้น คนที่ไม่ได้อยู่ชายแดน ไม่เคยแม้แต่จะลงมาสัมผัส กลับกลายเป็นคนที่มีอำนาจในการกำหนด ซึ่งพวกเขาอาจมองจากภาพถ่ายดาวเทียม แผนที่ สนธิสัญญา สันปันน้ำ หรืออะไรก็ตามแต่ เมื่อมีปัญหาความขัดแย้งจนเกิดความรุนแรงหรือเกิดสงคราม คนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดก็คือคนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนยากจนหรือข้าราชการชั้นผู้น้อย

ถาม : พอจะมีรูปธรรมปัญหาไหม

ตอบ :
รูปธรรมก็มีอยู่แล้วไงครับ ผลจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เรื่องเขาพระวิหารที่ อ.กันทรลักษ์ ทหารพรานขาขาดไปแล้วหนึ่งคน จะมีอะไรมาชดเชยขาข้างนั้นได้ครับ จะใช้เงินจำนวนเท่าไรถึงจะทดแทนได้ครับ จะมีใครช่วยบอกผมได้ อยากให้บรรดาผู้ที่บอกว่าหวงแหนผืนแผ่นดินไทยทั้งหลายมาตอบตรงนี้หน่อย คงจะพอเห็นได้ชัดขึ้นนะครับว่า ผลกระทบจากการสร้างกระแสคลั่งชาติ พูดตรงๆ นะครับ ตอนนี้ทั้งคนไทยและคนกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณพรมแดน ไม่ได้มองว่าพรมแดนเป็นปัญหาเลย แต่คนที่อาจมองว่าพรมแดนมีปัญหาก็คือ พวกคนเมือง คนชั้นกลาง ไม่ได้เจาะจงที่คนชั้นกลางไทยเท่านั้นนะครับ ที่กัมพูชาก็คงจะเหมือนกัน กรณีเผาสถานทูตไทยที่กรุงพนมเปญ เกิดจากกระแสชาตินิยมในลักษณะเดียวกันนี่แหละ ตอนนี้มีการปั่นกระแสการคลั่งชาติในไทย โดยบรรดาผู้นำภาคประชาชนทั้งหลาย ถ้าสมมติว่าเกิดการสร้างกระแสนี้ขึ้นด้วยที่กัมพูชาล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น

ถาม : คุณพูดอย่างนี้อาจถูกมองว่าเป็นพวกไม่รักชาติ ไม่หวงแหนอำนาจอธิปไตย อาจถูกถามว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า???

ตอบ : ผมคิดว่า “ชาติหรืออธิปไตย” มันไม่ได้จำกัดความหมายแคบๆ แค่เรื่องดินแดนเท่านั้น แล้ว “คน” ล่ะ สำคัญมากหรือน้อยกว่าพื้นที่ซ้อนทับในสายตาของคนชั้นนำ ในสายตาของคนที่ไม่เคยลงมาสัมผัสหรือพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ คำว่าศักดิ์ศรีของประเทศกับชีวิตคน อย่างไหนสำคัญกว่ากัน

คำถาม : ถ้าเกิดภาวะสงคราม นึกสภาพออกไหมว่ามันจะเป็นอย่างไร

ตอบ : ยังนึกไม่ออกครับ แต่ในปี 2543 มีการปะทะกันในพื้นที่ประเทศกัมพูชา ติดกับ อ.ภูสิงห์ ที่ผมทำงานอยู่ เป็นการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มพอล พต กับกลุ่มเฮง สัมริน ผลคือเราต้องพบกับผู้ลี้ภัยสงครามจำนวน 3,000 คน เราพบกับปัญหาเรื่องการดูแลคนเจ็บจำนวนมาก มันเป็นฝันร้ายของหลายๆ คน

ผมเจอทหารเขมรแดงคนหนึ่ง เขาถูกกับระเบิด ขาของเขาขาดทั้ง 2 ข้าง เราไม่มีความพร้อมพอที่จะรักษาชีวิตของเขาได้ จึงต้องส่งเขาไปที่โรงพยาบาลจังหวัด และเขาก็ไปเสียชีวิตที่นั่น สิ่งที่ผมไม่ลืมเลยก็คือ ในระหว่างที่ผมดูแลเขา ผมพบว่าเขากำลังสวดมนต์ ที่ผมรู้ก็เพราะเขาสวดด้วยภาษาบาลี เขาสวดด้วยภาษาเดียวกับที่คนไทยพุทธทุกคนสวด

(โปรดติดตาม วิพากษ์นักสันติวิธี นักวิชาการ จากความรุนแรงกรณีเขาพระวิหาร)

สัมภาษณ์โดย ศรายุทธ ตั้งประเสริฐ



กรรมการสิทธิ & 145 นักวิชาการ“กล้าหาญ” หรือ “ดัดจริต”?

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

สืบเนื่องจาก 2 ประเด็นร้อน “ปราสาทเขาพระวิหาร” และ “ม็อบชนม็อบ”

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เขียนจดหมายถึงองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แสดงความ “ผิดหวัง” กรณีขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยเห็นว่ายูเอ็น “ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง”

“145 นักวิชาการ” จากกว่า 30 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ออกแถลงการณ์ “ประณามการใช้ความรุนแรง” ของกลุ่มผู้ชุมนุมที่เกิดขึ้นที่อุดรธานี

คนละเรื่อง คนละสถานการณ์

แต่จุดร่วมเดียวกันคือ ผู้ออกมาประณามเป็นบุคคลในแวดวง “ปัญญาชน”

จึงทนไม่ได้กับการกระทำที่ใช้ความรุนแรงทั้งทางตรง ทางอ้อม ทั้งการตีกันซึ่งหน้า หรือแม้แต่ลักษณะในทางกฎหมาย

จึงได้เห็นคณะกรรมการสิทธิ ทวงถามถึงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ตำหนิการตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลก ที่ทำให้ชีวิตของผู้ที่อาศัยอยู่ชายแดนไทย-กัมพูชาต้องตกอยู่ในอันตราย อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในพื้นที่

จึงได้เห็น 145 นักวิชาการเรียกร้องความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ปล่อยให้ม็อบตีกัน และระบุว่า รัฐบาลอาจหมดความชอบธรรมกับกรณีนี้

แม้ไม่บอกออกมา แต่ก็ตีความได้ว่า ผู้ประณามการกระทำดังกล่าว ต้องวางตัวเองอยู่ตรงข้ามกับความเลว คือเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม เที่ยงธรรมอย่างไม่ต้องสงสัย

เพียงแต่คำถามง่ายๆ ที่ทั้ง 2 กลุ่มชนชั้นนำทางปัญญานี้จงใจมองข้ามคือ ทั้ง 2 เหตุการณ์ “เขาพระวิหาร” และ “ม็อบชนม็อบ” นอกจาก “รัฐ” ที่หลีกเลี่ยงการปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้แล้ว…ยังมี “ตัวละคร” สำคัญใดอีกบ้าง

เป็น “ตัวละคร” สำคัญที่เกี่ยวพันกับทั้ง 2 เรื่องอย่างไม่น่าจะบังเอิญ แต่ทำไมกลุ่มปัญญาชนผู้เปี่ยมคุณธรรมไม่ตงิดสะกิดใจ

เมื่อเหตุการณ์ที่เข้าข่ายความรุนแรงที่สุดในเรื่องเขาพระวิหารก็คือ การปะทะของชาวบ้านที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเริ่มต้นจากมี “ม็อบ” นอกพื้นที่เดินทางเข้าไปในพื้นที่

เมื่อเหตุการณ์การปะทะกันของม็อบในอุดรธานี ก็เกิดจากการที่มี “กลุ่ม” เข้าไปแหย่หนวดเสือในพื้นที่นั้นก่อน

ทั้งม็อบที่ชายแดนเขาพระวิหาร ทั้งม็อบที่อุดรธานี

ล้วนมีชื่อของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” เกี่ยวข้องทั้งสิ้น

ความรุนแรงในพื้นที่ ไม่ว่าจะที่เกิดกับชาวบ้านชาวไทยที่เคยอยู่ร่วมชายแดนอย่างสงบกับชาวบ้านกัมพูชา หรือชาวบ้านที่สนับสนุนรัฐบาลอย่างเหนียวแน่นในอุดรธานี…

หาก “รัฐ” หรือ “ชาวบ้านในพื้นที่” ที่ย้ำว่าเคยอยู่กันอย่างสงบ จะต้องตกเป็นจำเลยในสายตาคนกลุ่มนี้ด้วยแล้ว…

ก็แล้วทำไมคุณธรรมจริยธรรมที่กล้าแกร่งของ “ปัญญาชน” เหล่านี้ไม่เผื่อแผ่ไปถึง “พันธมิตรฯ” ด้วยเล่า

ทั้งที่ก็กลุ่มพันธมิตรฯ มิใช่หรือ ที่ปราศรัยยั่วยุให้ทหารไทยใช้กำลังเปิดเกมรุกที่ชายแดนก่อน

ทั้งที่ก็ยังเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ มิใช่หรือ ที่ยุแยงให้กองทัพเข้าใช้กำลังแทรกแซงการเมืองภายในประเทศอยู่เสมอ

แต่การกระทำเหล่านี้ของพันธมิตรฯ กลับเป็นสิ่งที่ไม่รุนแรง ไม่น่าถือสา ในสายตาคณะกรรมการสิทธิฯ และ 145 นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ…!?!

ยังไม่รวมกับที่ว่า ก่อนหน้านี้เกือบ 2 ปี เมื่อมีกำลังทหารขับรถถังเข้ากรุง ใช้ปืนยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนในวันที่ 19 กันยายน 2549

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนโดย นายเสน่ห์ จามริก กลับเป็นคนแรกๆ ที่ออกมาปกป้องแก้ต่างให้คณะรัฐประหาร อย่างไม่มีความสำนึกสักนิดว่า การยึดอำนาจนั้น มันเข้าข่าย “ความรุนแรง” หรือละเมิดสิทธิมนุษยชนบ้างหรือไม่

เช่นเดียวกันกับ 145 นักวิชาการ ที่ไม่รู้ว่าตอนนั้นยังเกิดไม่ทันหรืออย่างไร จึงไม่เห็นมี “สาร” แข็งขันในอันที่จะประณามและเรียกร้องให้ “โจร” รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง เหมือนที่ทำเสียงแข็งกับ “ชาวบ้าน” ในตอนนี้

คำตอบอาจไม่มีมากไปกว่า ก็เพราะเหตุการณ์ 19 กันยาฯ ที่จะครบรอบ 2 ปีในอีก 2 เดือนข้างหน้า มันดัน “ถูกจริต” ของเหล่าท่านๆ

และความเลวร้ายของพันธมิตรฯ ที่เพรียกหาความรุนแรงในทุกรูปแบบ ก็เป็นสิ่งที่ตรงกับใจลึกๆ แต่ไม่กล้าพูดออกมาเท่านั้น

เมื่อมีพันธมิตรฯ พูดให้ ทำให้ โดย “ปัญญาชน” ไม่ต้องเปลืองตัวเอง…จึงต้องแอบปรบมือให้ข้างหลัง

ขณะเดียวกัน ก็เป็นแนวร่วมช่วยตีศัตรูของพันธมิตรฯ อีกต่อหนึ่ง

เป็น “มิตรรักมิตรแท้” ของ “พันธมิตรฯ” โดยแท้

แม้ว่าจะต้องเป็นศัตรูกับประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยอีกเกือบทั้งประเทศก็ตาม…




แผนชั่วพันธมาร!

คอลัมน์: ฮอตสกู๊ป

ม็อบบ้าคลั่งบนสะพานมัฆวานฯ ประกาศนัดรวมตัวใหญ่อีกครั้งในวันที่ 1 สิงหาคม หลังจากศาสดาสนธิ ตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูง ผู้ประสานงานหนุ่มจากที่ราบสูง ที่ว่ากันว่าเป็นต้นคิดออกแบบระบบการเมืองถอยหลังเข้าคลองให้ ส.ส. มาจากการแต่งตั้ง 70 : เลือกตั้ง 30 ประกาศต่อสาธารณชนอย่างไม่ละอายต่อวิญญาณวีรชนประชาธิปไตย ที่องค์กรซึ่งตัวเองเป็นเลขาธิการอยู่นั้น จัดงานหากินกับวีรชนทั้งตุลา พฤษภา เป็นประจำทุกปี กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ปลุกระดมประชาชนด้วยความล้าหลังคลั่งชาติ และข้อมูลที่บิดเบือน ทำจริงให้เป็นเท็จ และทำเท็จให้เป็นเท็จ ให้มาเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ (ครั้งแล้วครั้งเล่า) ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ โดยส่งสัญญาณว่าจะเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ และสำคัญที่สุดกว่าการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา และย้ำว่าตนเชื่อว่า การชุมนุมครั้งนี้จะเป็นการชุมนุมครั้งสุดท้าย!

1 สิงหาคมนี้ พันธมารคิดแผนการอะไรอยู่?

มีหลักฐานใดบ้างที่จะบ่งชี้ให้เห็นว่า นี่จะเป็นการชุมนุมครั้งสุดท้าย ท้ายสุดของเหล่าพันธมาร อะไรคือชัยชนะที่พันธมารมุ่งหวัง

นอกจากการปลุกเร้ามวลชน ให้เต็มไปด้วยความโกรธ เกลียดต่อรัฐบาล ด้วยการสุมไฟกรณีเขาพระวิหารขึ้นมาเป็น “ความคลั่งชาติ ล้าหลัง” การพูดจาปราศรัยประหนึ่งว่า พวกพันธมารเป็นพวกเดียวกับขบวนการตุลาการภิวัตน์ ที่ถูกฝ่ายประชาธิปไตยตั้งคำถามถึงการทำหน้าที่ และความยุติธรรม มาตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

จนถึงปัจจุบัน และการแอบอ้างเบื้องสูงมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ประหัตประหารศัตรูทางการเมืองของพวกตน
เป้าหมายก็คือ “ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยใช้ทุกวิถีทางแม้แต่การเรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหารอีกครั้ง!”

กระจกที่พอจะสะท้อนให้เห็นถึงความคิด ความอ่าน ของบรรดาแก๊ง 5+1 พันธมาร ก็คือ รายงานข่าวบนเว็บไซต์กระบอกเสียงของพวกตน ที่โหมข่าวรายงานว่า มีประชาชนมาจากต่างจังหวัดมากมาย เตรียมเดินทางมาชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้ายที่กรุงเทพฯ นี้

เนื้อข่าวจากสื่อรับใช้พันธมาร พาดหัวข่าวปลุกเร้ามวลชนรายงานความเคลื่อนไหวดังนี้
“กรุงเทพฯ-30 กรกฎาคม-ผู้จัดการออนไลน์ ศูนย์ข่าวศรีราชา-ฝูงชนนับหมื่นจาก 7 จังหวัดภาคตะวันออก เริ่มทยอยเข้ากรุงมุ่งสู่เวทีชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผนึกใจผนึกพลังยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ 5 ผู้กล้าแกนนำพันธมิตรฯ บ้างแล้ว ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของการชุมนุมขับไล่รัฐบาลสมัครชั่ว! ตามเสียงเป่านกหวีด...” โดยมีเนื้อหาที่เล่าถึงความเคลื่อนไหวของมวลชนพันธมารหลายจังหวัด ซึ่งจะมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ

นอกจากนั้นยังรายงานข่าวว่า “ขณะนี้ ภายในกลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการพูดคุยและวิจารณ์กันว่า ทหารควรจะออกมาได้แล้ว โดยเฉพาะในวันที่รัฐบาลร่วมประชุม ครม. ทางทหารก็เข้าไปควบคุมคณะรัฐมนตรีชุดดังกล่าว และนำตัวไปควบคุมดูแลอย่างดีในกองทัพ พร้อมกันนั้นก็ต้องยึดอุปกรณ์สื่อสาร (โทรศัพท์) เพื่อไม่ให้ทำการติดต่อกับส่วนใดๆ ปัญหาต่างๆ ก็จะยุติโดยสงบ เพราะไม่ต้องใช้อาวุธแต่อย่างไร เพียงแต่เข้าไปควบคุมตัวคณะรัฐบาลไว้เท่านั้น”

ไม่ว่าสิ่งที่สื่อเผด็จการรายงานจะเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน มีความน่าเชื่อถือจริงหรือไม่ แต่สามารถที่จะ “อ่าน” ถึงวิธีคิด ความเชื่อของเหล่าพันธมารได้ว่า

แก๊ง 5+1 ข้างถนนและฝูงชนบ้าคลั่งเหล่านี้ ต้องการให้มีการทำรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง

เหล่าอำมาตย์ที่แฝงตัวอยู่กับบรรดาแก๊งข้างถนน คงดิ้นกันสุดฤทธิ์สุดเดช ที่จะ “ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” เพื่อไม่ให้เกิด “การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เอื้อประโยชน์ต่อพวกเขา”

ว่ากันว่า วิธีการของเหล่าพันธมารที่แพลมๆ ออกมาพอเป็นข่าว ก็คือการใช้มวลชนปิดล้อมรัฐสภา เพื่อไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และชูประเด็นขับไล่รัฐบาล พร้อมๆ กับสร้างสถานการณ์ให้มีทหารทำรัฐประหาร

ฝ่ายประชาธิปไตยจึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอเรียกร้องต่อทหารทุกหน่วย ทุกเหล่าทัพ ให้ตระหนักถึง “จิตวิญญาณประชาธิปไตย” ไม่บ้าจี้ทำตามความต้องการของแก๊งข้างถนน เพราะจะนำมาซึ่งความหายนะและฉิบหายของประชาชนทั้งประเทศ!



‘คุณสุวิทย์ คุณกิตติ’

คอลัมน์: รายงานพิเศษ

โผล่มาทีเดียว ก็ได้ “ซีน” ไปเต็มๆ

เบียดประเด็นร้อนอื่นๆ กระเด็นตกกระดาน คอการเมืองตาสว่างตื่นเต้น หลังจากเริ่มเหนื่อย เบื่อ และเอียนกับข่าวปลุกกระแส ข่าวเชื้อชาติ ข่าวพิษรัฐธรรมนูญที่กำลังผลิดอกออกเกลื้อนให้คันกันอยู่ถ้วนหน้า

เพราะแค่ก่อนหน้าที่นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช จะนำรายชื่อ ครม. “สมัคร 4” ขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่กี่ชั่วโมง หนึ่งในรัฐมนตรีตัวเต็งว่าจะเจอ “แจ็กพอต” ได้ตั๋วพักร้อนยาวจากรัฐบาล ก็ตัดหน้าแถลงข่าวซะงั้น

ชื่อ “สุวิทย์ คุณกิตติ” จึงกระหึ่มและเป็นที่ตามหาตัวให้ควั่กในคืนนั้น เพราะหลังแถลงข่าวที่กระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งตัวเองเป็นรัฐมนตรีอยู่ ก็ไม่รู้ไปไหนต่อ ปล่อยให้ลูกพรรคตั้งแต่ระดับรองหัวหน้าตามหาตัวให้วุ่น…

จึงได้รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่าที่แท้ “คลาด” กันมาหลายสัปดาห์แล้ว ก็เพราะนักข่าวเกาะติดสายไหม้ทุกช่องนั่นแหละ

เมื่อหาตัว “หัวหน้า” ไม่เจอ ลูกพรรคที่เหลือก็เลยแถลงข่าวชี้แจงเสียเลยว่า ไม่ใช่มติพรรค เพราะกรรมการบริหารพรรคเองก็ยังงงเป็นไก่ตาแตก

ที่สำคัญ ไม่มีปัจจัยอะไรในขณะนี้ที่มีน้ำหนักมากพอจะให้พรรคเพื่อแผ่นดินที่มี ส.ส. ร่วมรัฐบาลอยู่ 24 คน จะต้องถอนตัวออกจากรัฐบาลกะทันหัน

ไม่ว่าประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทางพรรคก็เสนอชัดเจนไปแล้วว่า “เห็นด้วย” กับการแก้ในหลายมาตรา เกือบทั้งฉบับด้วยซ้ำ

หรือเรื่องเขาพระวิหาร ที่ตอนนี้รัฐบาลก็ได้ นายเตช บุนนาค มารับตำแหน่งใหม่ และก็เริ่มกระบวนการเจรจาที่ส่อแววจะลงเอยในทางดีไปแล้วบ้าง

เมื่อ “ข้ออ้าง” ที่ท่านหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินบอกกล่าวนั้นอ่อนแสนอ่อน…แล้วจะไม่ให้คนเขา “ตีความ” กันให้ลึกถึงแกนโลกได้อย่างไร

ยิ่งมีประเด็นแคลงใจกันมาก่อนหน้าแล้วตั้งแต่กลุ่มพันธมิตรฯ ยื่นถอดถอนรัฐมนตรีทั้งคณะ ด้วยมาตรา 190 เรื่องเขาพระวิหาร แต่ดันตกหล่นอย่างโจ่งแจ้งที่สุดไปเพียง 1 ชื่อ คือชื่อของ สุวิทย์ คุณกิตติ

ชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไรขนาดนี้ แม้พันธมิตรฯ จะแก้ตัวด้วยการเพิ่มรายชื่อถอดถอนในวันถัดมา แต่ก็ไม่ทันการณ์ เพราะสถานะของหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินถูกจับตามองทันที…ซึ่งอันที่จริง ความเป็นมาและเป็นไปของการได้นั่งเป็นหัวโขนอยู่ตรงนี้ก็ล่อแหลมอยู่แล้ว เรื่องการเดินเกมที่โฉ่งฉ่างแต่ผิดพลาดของพันธมิตรฯ เพียงแต่มาเสริมความคลางแคลงใจก็เท่านั้น

ยิ่งลักษณะความสัมพันธ์อันห่างเหินของคนในพรรคเองถูกเปิดออกมาอย่างนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำภาพความเป็นพรรคเฉพาะกิจ หัวหน้าเฉพาะกาลเข้าไปใหญ่

ก็ไม่รู้งานนี้อะไรเป่าหูหรือสะกิดไหล่ให้ทำแบบนี้ จน ส.ส. ลูกพรรคต้องออกมาติงว่า น่าจะให้เกียรติกันมากกว่านี้

แต่อย่างน้อยก็เป็นข้อดีที่ทำให้เห็นคุณูปการบางอย่างของตัวอ่อนไข่โจรอย่าง “รัฐธรรมนูญ 2550”

เมื่อ ส.ส. พรรคเพื่อแผ่นดินที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วยกับการตัดสินใจของหัวหน้า สามารถตั้งโต๊ะแถลงข่าวโต้ได้ในเวลาไล่เลี่ยกันทันที

และเป็นเสียงที่มีน้ำหนักยิ่งต่อการดำรงอยู่ของรัฐบาล เพราะประกาศชัดว่า อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่มีใครบ้าจี้พอจะทิ้งกันไปไหน

รัฐธรรมนูญ 2550 เปิดทางไว้เรียบร้อยแล้วว่า ส.ส. มีเอกสิทธิที่จะตัดสินใจทางการเมืองเองได้ ไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับมติพรรค

ออกแบบกันมาหวังฆ่าพรรคใหญ่ด้วยการวางไข่งูเห่าทั้งสิ้น

แต่ไม่นึกไม่ฝันว่า ที่โดนสนองไปดาบแรกกลับเป็นคนของตัวเอง ป่านนี้ฝ่ายอำมาตย์คงกำลังกระอักเลือดกันยกใหญ่

และงานนี้ หากจะมีคำว่า “มติพรรค” จากพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็คงเป็นมติเสียงข้างมากของ ส.ส. พรรค ที่จะยังทำงานให้บ้านเมืองต่อไป

เพราะแม้จะมีนายสุวิทย์เป็นหัวหน้า แต่ ส.ส. ที่เหลือก็มีเสียงเลือกตั้งจากประชาชนเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ

แล้วจะได้รู้ว่า สิ่งที่ทำให้นักการเมืองเป็นใหญ่ มีอำนาจต่อรองได้จริงยิ่งกว่า “พลังพิเศษ” อื่นใด ก็ไม่พ้น “เสียงประชาชน” นั่นแ




ดีเดย์-พันธมิตรไม่ง่ายอย่างที่คิด

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

เหตุการณ์ความรุนแรงที่ จ.อุดรธานี ที่กลายเป็นเรื่องลุกลามใหญ่โต ถึงขั้นจะถอดถอนนายกฯ และ มท.1 คงจะปล่อยให้ผ่านเลยไปไม่ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เกิดจากความจงใจของพันธมิตรฯ ที่ต้องการจะให้เป็นเรื่องขึ้นมา แต่ถูกต่อต้านจากกลุ่มคนรักอุดร ที่ยืนยันว่า เป็นการปกป้องถิ่นฐาน จรรโลงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และศักดิ์ศรีของลูกหลานชาวอุดร ไม่ให้ถูกย่ำยี

คนอุดรที่รักความถูกต้องเป็นธรรม เห็นว่าเป็นความภาคภูมิใจ ที่ได้สืบทอดพระปณิธานที่แน่วแน่ของ พลตรี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้สร้างเมืองอุดรธานี ผู้กล้าที่อุทิศตนเป็นแนวหน้าในการต่อสู้ กอบกู้ศักดิ์ศรี จากการถูกย่ำยีจากเสี้ยนหนามแผ่นดิน

ทั้งยังทรงเป็นกำลังสำคัญของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการรักษาดินแดนพระราชอาณาเขตของไทย ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในสมัยที่ประเทศมหาอำนาจในยุโรป กำลังแสวงหาเมืองขึ้น ในดินแดนติดต่อกับประเทศไทย

สมควรแล้วที่ลูกหลานชาวอุดรจะได้ยึดถือเป็นแบบอย่าง เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่สยบยอมต่อ “อำนาจเถื่อน” อันธพาลทางการเมือง กลุ่มที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ ไม่เคารพกฎหมาย และสร้างสิ่งเลวร้ายให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองไม่หยุดหย่อน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเพราะ “คนอุดร” ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มอันธพาลทางการเมือง แก๊งก่อกวนข้างถนน ที่เหิมเกริมเดินสายเพื่ออวดศักดา สร้างความสับสนวุ่นวาย ความแตกแยกตามจังหวัดต่างๆ

การเสียเลือดเสียเนื้อครั้งนี้...แทนที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะสำนึกว่า เป็น “ต้นเหตุ” ให้คนไทยต้องปะทะกันเอง แต่กลับเดินหน้าท้าทาย ด้วยการส่งสมุนบริวารออกปฏิบัติการ “แหย่รังแตน” ที่เรียกว่าดาวกระจาย เพื่อให้เกิดปัญหาความวุ่นวาย ความสงบในจังหวัดต่างๆ

จะได้นำมาเป็น “ข่าว” ใช้ปลุกระดมว่าถูกรังแก แต่ความจริงแล้ว...แส่ไปหาเรื่องเองต่างหาก

ใช้ “สื่อ” ที่มีอยู่ปลุกเร้าเสี้ยมคนของตัว ให้พร้อมที่จะเข้าห้ำหั่นทำร้ายกับคนที่ไม่เห็นด้วย คนที่มาต่อต้านขัดขวาง โดยไม่ฟังเหตุและผล คนเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับ “หุ่นยนต์” ไร้ชีวิตจิตใจ ถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ให้ออกไปสร้างความปั่นป่วนอย่างเดียว

แต่หวยก็กลับมาออกที่ ผวจ. ผบก. ผกก. ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยเอาภาพถ่ายมาอ้างถึงความสัมพันธ์ ซึ่งการทำงานในต่างจังหวัดนั้น “สื่อมวลชน” กับ “ราชการ” โดยเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการ ล้วนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เพราะต้องพึ่งพาอาศัยกัน

ที่พันธมิตรฯ จับมาเป็นประเด็น ก็เพื่อต้องการเล่นงานฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น

แต่ในม็อบพันธมิตรฯ ที่มี “ทหาร” ไปยุ่งเกี่ยวด้วย กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึง

วันนั้นภาพมันชัดมากครับ เพราะทหารเหล่านี้ไม่เหมือนกับ บักเถิง บังเทือง ชาวบ้านธรรมดา เพราะมีผ้าผูกแขน สวมหมวกต่างสี ที่บ่งบอกขีดขั้นการบังคับบัญชา แน่นอนว่าต้องมีการเตรียมการกันมาแล้ว เช่นเดียวกัน คนเจ็บที่อยู่ในห้องไอซียู ก็เป็นคนมาจากตรัง จากนนทบุรี

เรื่องไม่จบเพียงแค่นี้ครับ ยังลามไปถึงการพิจารณางบประมาณ มีการเสนอตัดงบการสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่จะไปลงที่ จ.อุดรธานี 13 ล้านบาท

ในขณะที่ทางแกนนำพันธมิตรฯ และคนใกล้ชิด เอาตัวรอดหดหัวอยู่ในกระดอง ยึดครองเขตปลดปล่อยใจกลางเมืองหลวงไว้อย่างเหนียวแน่น รอวันว่าจะมีใครมาสะท้อนภาพให้เห็นว่า เป็นบุคคลที่น่ารังเกียจ เป็นตัวการจุดประกายการแตกแยกในบ้านเมือง

ด้วยความอาฆาต ผูกใจเจ็บ คิดพยาบาท อาศัยความสามารถในการโน้มน้าวปลุกระดม จับ
“แพะชนแกะ” ไปวันๆ จึงต้องสร้างเรื่อง สร้างสถานการณ์ มาเป็นเครื่องมือในการปลุกระดม

ที่เลวร้ายที่สุดคือ ดึงสถาบันทหารไปปู้ยี่ปู้ยำ มาเป็นเครื่องมือ อ้างว่ามีทหารใหญ่ส่งกำลังพลมา 4-5 กองร้อย มาดูแลความปลอดภัยให้ หลังจากถูกคนเมาขับรถชนรั้ว โดยสามัญสำนึกแล้วมันเป็นไปไม่ได้ เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ยิ่งใหญ่ มีความสำคัญอะไรขนาดนั้น ถ้าอ้างว่ามีทหารแก่ 4-5 คนไปร่วมในม็อบ ไม่ปฏิเสธครับ

ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว เมื่อเอาความมีสำนึกรับผิดชอบมาเป็นที่ตั้ง เทียบกันระหว่าง แกนนำพันธมิตรฯ กับ การลาออกจากข้าราชการการเมืองที่เทียบได้กับระดับ 8 ของ ขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ที่กล้ายืนหยัดในความถูกต้อง รักในศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ ที่พร้อมจะลุกขึ้นมาปกป้องถิ่นฐานบ้านเกิด ไม่ยอมให้ใครมาย่ำยีจนถึงถิ่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งม็อบพันธมิตรฯ ผมเชื่อว่าคนแบบนี้ยังมีอีกมากครับ

ที่พันธมิตรฯ มีแผนการ เตรียมลุกฮือปลุกระดมกันครั้งใหญ่ มีการระดมลิ่วล้อ เกณฑ์คนในต่างจังหวัดจำนวนมาก เพื่อมากดดันรัฐบาลนั้น คงไม่ง่ายอย่างที่คิดแล้ว

บิ๊กโบ๊ต



“พงศ์เทพ” เผย “ทักษิณ” ไม่คิดลี้ภัย ขอสู้คดียันความบริสุทธิ์

โฆษกประจำตัวทักษิณ ยืนยันอดีตนายกฯกลับมาสู้คดีด้วยความเต็มใจ พร้อมมั่นใจความบริสุทธิ์ เพราะเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม โต้ไม่คิดลี้ภัยการเมือง

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรมว.ยุติธรรม ในฐานะโฆษกประจำตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีที่อดีตนายกฯและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ขออนุญาตศาลเดินทางไปต่างประเทศระหว่างวันที่1-11ส.ค.51หลังทราบคำพิพากษาการแพ้คดีการโอนหุ้นบ.ชินวัตรคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งมีการมองกันว่าอดีตนายกฯและคุณหญิงพจมานอาจลี้ภัยในต่างประเทศและไม่กลับมาสู้คดีที่เหลือแล้วว่า ไม่จริง อดีตนายกฯกลับมาสู้คดีในประเทศด้วยความเต็มใจและมั่นใจความบริสุทธิ์และเชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม หากอดีตนายกฯจะไม่กลับประเทศตามข้อสังเกตของบางฝ่ายนั้น อดีตนายกฯก็คงไม่กลับมาตั้งนานแล้ว

"ยืนยันว่า หลังเสร็จสิ้นภารกิจในญี่ปุ่นและจีน อดีตนายกฯจะกลับมาตามกำหนดการที่แจ้งไว้แน่นอน คือกลับมาหลังร่วมพิธีเปิดพิธีการแข่งขันโอลิมปิค ณ กรุงปักกิ่ง ในช่วงวันที่ 9-10 สิงหาคมนี้" นายพงษ์เทพกล่าว

เมื่อถามว่า บางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า คดีแรกที่บุคคลในตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์แพ้คดี คดีอื่นๆที่เกี่ยวข้องน่าจะแพ้ด้วยนั้น นายพงศ์เทพกล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน เพราะการพิจารณาคดีต่างๆนั้น มันใช้คนละสำนวน พยานหลักฐานก็แตกต่างกัน ฉะนั้นคดีต่างๆก็ต้องแยกกันนั่นเอง และศาลจะตัดสินกันคนละคดีโดยจะไม่นำสำนวนของคดีอื่นๆมาร่วมพิจารณา

เมื่อถามว่า คดีที่ดินรัชดาภิเษกนั้น อยู่ในการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือตัดสินในศาลเดียว หากอดีตนายกฯแพ้คดีจะโดนจับกุมทันที ตรงนี้อาจเป็นเหตุผลที่อดีตนายกฯอาจไม่กลับประเทศ นายพงศ์เทพกล่าวว่า ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการสืบพยานของฝ่ายจำเลย อดีตนายกฯคือจำเลยก็กำลังสู้คดีนี้อยู่ เมื่อถามว่า หลังคดีแรกที่แพ้ไปนั้น อดีตนายกฯหนักใจหรือไม่ นายพงศ์เทพกล่าวว่า ตนไม่ได้คุยกับอดีตนายกฯในเรื่องนี้เลย



ทนายยัน “อดีตนายกฯ ทักษิณ” กลับมาสู้คดีแน่นอน

ไต่สวนพยานจำเลยครั้งแรกคดี ทักษิณ -คุณหญิงพจมาน ชินวัตร จัดซื้อที่ดินรัชดาฯ นัดไต่สวนอีกครั้ง 5 ส.ค.ทนายยัน “พตท.ทักษิณ” กลับสู้คดีแน่นอน 11 ส.ค.นี้ ส่วนจะขึ้นเบิกความพร้อม “คุณหญิงพจมาน” นัดไต่สวนจำเลยครั้งสุดท้าย 22 ส.ค.หรือไม่ ยังไม่รับปาก

วันนี้ (1 ส.ค.) เมื่อเวลา 09.30 น.ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายทองหล่อ โฉมงาม ผู้พิพากษาอาวุโสเจ้าของสำนวนคดีหมายเลขดำที่ อม.1/2550 ทุจริตซื้อ-ขายที่ดินรัชดาภิเษก พร้อมองค์คณะออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานจำเลยครั้งแรก ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท ตามประมวลกฎหมายอาญา 83, 86, 90, 91, 152 และ 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542

โดยในวันนี้ นายอเนก คำชุ่ม และนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทนายความจำเลย นำพยานร่วมของฝ่ายโจทก์และจำเลยเข้าเบิกความรวม 2 ปาก ประกอบด้วย นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เบิกความเกี่ยวกับการทำสำนวนไต่สวนและการนำคดีในส่วนของคุณหญิงพจมาน จำเลยที่ 2 มาฟ้องยังศาลฎีกาฯ รวมทั้งประเด็นการฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายอาญา ม.152 และ 157 ซึ่งคุณหญิงพจมานไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน

ส่วนนายกล้านรงค์ จันทิก ป.ป.ช. เบิกความเกี่ยวกับคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งริบเงินจำนวน 772 ล้านบาทที่ซื้อที่ดิน เพราะเห็นว่าเป็นเงินที่ใช้กระทำความผิดเช่นเดียวกับการขอให้ริบที่ดินดังกล่าว และพยานจำเลยอีก 2 ปาก คือ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เข้าเบิกความเกี่ยวกับประเด็นสถานภาพกองทุนฟื้นฟูกิจการและพัฒนาสถาบันการเงิน ว่าปกติเจ้าหน้าที่กองทุนฯ ได้รับเงินเดือนที่เบิกมาจากหน่วยใด

ภายหลังศาลไต่สวนพยานจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ทนายจำเลยแถลงต่อศาลว่า นายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พยานจำเลยอีกปากติดภารกิจไม่สามารถเดินทางมาได้ ส่วนผู้แทนของสำนักงบประมาณ พยานอีกปากยังไม่สามารถติดต่อได้ จึงขอให้ศาลเลื่อนนัดไต่สวนไปก่อน โดยศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยอีกครั้งในวันที่ 5 ส.ค.นี้ เวลา 09.30 น.

ด้าน นายอเนก คำชุ่ม ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน จะเดินทางมาไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้ายวันที่ 22 ส.ค.หรือไม่ ขณะนี้รอการแจ้งอยู่น่าจะทราบผลในวันที่ 15 ส.ค. อย่างไรก็ดี ยืนยันว่า แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปต่างประเทศ แต่จะกลับมาเบิกความแน่นอน ส่วนเรื่องการยื่นคำร้องขอเดินทางไปประเทศอังกฤษนั้น ไม่ทราบแล้วแต่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะตัดสินใจอย่างไร

“ท่านกลับมาแน่นอน อย่าไปคิดอย่างนั้นเลย และในวันที่ 11 ส.ค.นี้ ผมจะพาท่านมารายงานตัวต่อศาลเพื่อให้เห็นว่าท่านกลับมาเมืองไทยแล้ว” นายเอนก กล่าว



“บุญสร้าง” เตือนม็อบอย่าสร้างความวุ่นวายทำลายบ้านเมือง

ผบ.สส. ขอให้ทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด พร้อมช่วยกันดูแลบ้านเมืองความรุนแรงจะเกิดขึ้นหรือไม่ อยู่ที่คน ถ้ามีสติ ความรุนแรงจะไม่เกิดขึ้น ขอให้ช่วยกันเตือนสติพวกก่อความวุ่นวาย

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เปิดเผยก่อนร่วมประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอาเซียน เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง ที่ยังมีความแตกแยกทางความคิด ว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องคงเตรียมการดูแลบ้านเมือง และให้ความปลอดภัยกับประชาชนอยู่แล้ว ใครมีหน้าที่อะไร ก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และสื่อถือว่ามีบทบาทสำคัญ ก็ให้ช่วยกันดูแลบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม ยอมรับเรื่องคนหมู่มากดูแลยาก หากเกิดอะไรขึ้นจะเป็นประวัติศาสตร์ เป็นความทรงจำที่ไม่ดี ความรุนแรงจะเกิดขึ้นหรือไม่ อยู่ที่คน ถ้ามีสติ ความรุนแรงจะไม่เกิดขึ้น ขอให้ช่วยกันเตือนสติ สำหรับทหารก็จะทำไปตามหน้าที่ของตัวเอง ในกรอบที่สามารถทำได้ตามขั้นตอน

พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า หัวข้อในการประชุมจะเป็นความร่วมมือเรื่องการให้ความช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มประเทศอาเซียนในยามที่มีปัญหาต่าง ๆ อาทิ โรคระบาด ภัยพิบัติ การก่อการร้าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และในการประชุมวันนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกัมพูชา ได้เดินทางมาร่วมประชุมด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพทั้งสองยังเป็นไปด้วยดี

ส่วนกรณีที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต้องการให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับปัญหาข้อพิพาทกับกัมพูชา พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ในส่วนของกองบัญชาการทหารสูงสุด จะมีผู้แทนไปหารือร่วมอยู่แล้วภายใน 1-2 วันนี้ ทั้งนี้เห็นว่า การเจรจากันหลาย ๆ ครั้งระหว่างไทย-กัมพูชา น่าจะทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น