WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 3, 2008

สมัคร ยอมรับไม่ชอบสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส


กรุงเทพฯ 3 ส.ค. - นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ตอบคำถามในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ถึงกรณีที่ชอบติติงสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสว่า เรื่องนี้ดูได้จากการพิจารณางบประมาณปี 2552 ที่ปรากฏว่า กรมประชาสัมพันธ์ได้รับงบประมาณเพียง 1,500 ล้านบาท ทั้งที่มีข้าราชการ 3,000 คน มีสถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุครอบคลุมทั่วประเทศ แต่สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเพียงสถานีเดียว กลับได้รับงบประมาณ 2,000 ล้านบาท ถือเป็นสถานีสาธารณะ แต่ชอบออกข่าวกระแทกแดกดันรัฐบาล ตรงนี้คงตอบคำถามได้ว่า ทำไมตนชอบกระแนะกระแหนสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-03 12:01:22

สมัคร เผยอดีต รมต.ปชป. เคยใช้เอกสารมีปัญหาลงนามกับกัมพูชา

กรุงเทพ 3 ส.ค. - สมัคร ยืนยัน นพดล ปัทมะ ทำดีกรณีปราสาทพระวิหาร แต่กลับถูกโจมตี ทั้งที่ปี 2543 รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์เคยใช้เอกสารที่มีปัญหาลงนามกับกัมพูชา กลับไม่มีปัญหา ขณะเดียวกัน ยืนยันได้ดูแลทหารไทยด้วยการซื้อสิ่งของไปช่วยเหลือด้วยตัวเอง

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ถึงกรณีปราสาทพระวิหารว่า ในปี 2543 เคยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ ไปลงนามให้มีการปักปันเขตแดน โดยใช้เอกสารที่เคยมีปัญหาเมื่อ 45 ปีที่แล้วมาเป็นเอกสารอ้างอิง แต่ไม่มีใครว่าอะไร แต่พอ นายนพดล ปัทมะ ไปตกลงกรณีปราสาทพระวิหารที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่าให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกได้เฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร กลับมีการด่าทอรัฐบาล จนกลายเป็นปัญหาข้อพิพาทและเกือบจะรบกัน

นอกจากนี้ นายสมัคร ยังกล่าวถึงกรณีที่มีสื่อระบุว่า กัมพูชาได้ดูแลทหารกัมพูชาบริเวณชายแดนปราสาทพระวิหารเป็นอย่างดี ส่วนฝ่ายไทยกลับไม่ได้เอาใส่ทหารไทยว่า เรื่องนี้ตนได้ทำแบบเงียบ ๆ โดยได้ไปซื้อของด้วยตัวเอง เพื่อส่งไปให้ทหารไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าวตังหมูหยอง แหนม หมูแผ่น รวมทั้งลำไย 2,000 กิโลกรัม แอปเปิล 1,000 ลูก รวม 7 อย่าง เพื่อให้ไปแจกทหารไทยบริเวณชายแดน โดยตนซื้อเอง ติดต่อเอง เพียงแต่ไม่ได้โฆษณาประชาสัมพันธ์เท่านั้น และไม่จำเป็นต้องให้ภริยาของตนนำสิ่งของขึ้นไปแจกทหารเหมือนภริยานายกรัฐมนตรีกัมพูชา แต่ขอยืนยันว่า ผู้บังคับบัญชาได้ดูแลทหารไทยเป็นอย่างดี. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-03 11:56:39



"โกวิท"เตรียมแจงกรณีคุณสมบัติ มท.1 หลังถวายสัตย์ฯ

"โกวิท"ปัดตอบกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขาดคุณสมบัติ เก้าอี้มท.1เผยรอถวายสัตย์ฯก่อน พร้อมชี้แจงอย่างเป็นทางการ

วันนี้(3 ส.ค.) พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คนใหม่ เปิดเผยว่า เตรียมที่จะเข้าพบข้าราชการกระทรวงในวันพุธที่จะถึงนี้ เพื่อศึกษาดูงาน ส่วนนโยบายหลักในการแก้ปัญหานั้นต้องรอให้ตนได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณเสียก่อน ถึงจะมีการชี้แจงอย่างเป็นทางการ

ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.โกวิท อาจจะมีคุณสมบัติขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากก่อนหน้านี้ ถูกศาลพิพากษาให้จำคุกแต่รอลงอาญานั้น พล.ต.อ.โกวิท ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม โดยขอให้รอวันพุธ ซึ่งคาดว่า พล.ต.อ.โกวิท จะมีการชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้น

ขณะที่ทางด้าน พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกรัฐบาล เชื่อมั่นว่า กรณีดังกล่าวไม่น่าจะมีปัญหา เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด



เอแบคโพลล์ชี้ปชช.ร้อยละ 53เห็นด้วยแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เอแบคโพลล์ เผย ประชาชนกำลังทุกข์ใจกับปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มากที่สุด ขณะที่ประชาชนร้อยละ 53.3 เห็นด้วยแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่า ถ้าไม่แก้แล้วจะเกิดความวุ่นวาย

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง สถานการณ์บ้านเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสายตาของสาธารณชน กรณีศึกษาประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา ระยอง ปราจีนบุรี สุพรรณบุรี นครราชสีมา สุรินทร์ ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย สกลนคร เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ กระบี่ สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 3,880 ตัวอย่าง มีระยะเวลาการดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม พ.ศ.2551

เมื่อถามความคิดเห็นของสาธารณชนต่อสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.1 ระบุ คิดว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ดีขึ้น สำหรับความทุกข์ใจของสาธารณชนต่อสถานการณ์บ้านเมืองใน 4 ปัญหาหลักของประเทศ พบว่า สถานการณ์ที่ทำให้ประชาชนทุกข์ใจมากเป็นอันดับแรกหรือร้อยละ 52.2 คือความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รองลงมาคือร้อยละ 49.7 ระบุ เป็นการปะทะกันระหว่างกลุ่มหนุน กับ กลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ขณะที่ร้อยละ 48.7 ระบุ ทุกข์ใจต่อปัญหาปากท้องและค่าครองชีพ และร้อยละ 38.5 ระบุ ทุกข์ใจต่อปัญหาชายแดนไทย - กัมพูชา กรณีประสาทพระวิหาร

ในส่วนของความคิดเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า เกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 53.3 เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า ถ้าไม่แก้แล้วจะเกิดความวุ่นวาย / เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของพรรคการเมือง / ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ / เป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ เป็นต้น ขณะที่ ประชาชนจำนวนมากเช่นกันหรือร้อยละ 46.7 ไม่เห็นด้วย เพราะ ถ้าแก้ไขจะเกิดความวุ่นวาย / เป็นการแก้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง / ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมลงประชามติก่อน เป็นต้น

ที่น่าสนใจคือเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการลงประชามติก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.6 เห็นด้วยว่า ควรลงประชามติถามประชาชนก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เมื่อจำแนกประชาชนออกตามภูมิภาค พบว่า ประชาชนในทุกภาคยกเว้นภาคใต้นั้น เกินกว่าครึ่ง คือภาคเหนือร้อยละ 55.4 ภาคกลางร้อยละ 59 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 51.9 และกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 56.7 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ภาคใต้ร้อยละ 42.7 ที่เห็นด้วย แต่ร้อยละ 57.3 ของคนในภาคใต้ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ดร.นพดล กล่าวอีกว่า กลุ่มคนที่น่าสนใจคือ คนที่ประกาศตนเองว่าเป็นพลังเงียบ ไม่ขออยู่ฝ่ายใด กำลังถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มพอ ๆ กัน คือร้อยละ 51.6 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย และเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้การเมืองอ่อนแอ เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 48.4 ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะไม่อยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย และเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง เป็นต้น



'ไชยา' ชี้รมต.ใหม่ ไม่ขัดรธน.ยันขายหุ้นทิ้งหมดแล้ว

"ไชยา"ยันศึกษาแล้วมีคุณสมบัติรมต.ถูกต้อง เชื่อนั่งเก้าอี้เจ้ากระทรวงพาณชิย์ไม่ขัดรธน.เหตุขายหุ้นที่ภรรยาถือเกินไปหมดแล้ว ขณะเดียวกันได้ตรวจสอบการถือครองหุ้นของตนเองและภรรยา ก่อนเข้ารับตำแหน่งเรียบร้อยไม่มีปัญหา คุยเตรียมช่วยเหลือเรื่องปากท้องปชช.และเงินเฟ้ออันดับแรก

วันนี้(3 ส.ค.) นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึง การเตรียมเข้าทำงานในหน้าที่ใหม่ว่า จะพยายามเข้าไปแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อเพื่อให้ความช่วยเหลือเรื่องปากท้องของประชาชน ให้ได้โดยเร็วที่สุดเป็นลำดับแรก โดยอาจหันกลับไปใช้นโยบายแบบ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนเก่า ที่เรียกบรรดาผู้ประกอบการมาพูดคุย เพื่อร่วมมือกันในการตรึงราคาสินค้าไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นมากนัก แต่ในประเด็นนี้ อาจต้องขอปรึกษากับทางกระทรวงการคลัง ก่อน

นายไชยา ยังกล่าวถึงประเด็นการกลับเข้ามารับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อาจมีปัญหา จากกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำตัดสินว่าขาดคุณสมบัติ ในสมัยนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากภรรยาถือหุ้นเกินร้อยละ 5 จนต้องพ้นจากตำแหน่ง นั้น นายไชยา กล่าวว่า ตนเองได้ศึกษาแล้วไม่พบว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด อีกทั้งยังได้ขายหุ้นในส่วนที่ภรรยาถือเกินอยู่นั้นออกไปทั้งหมดแล้ว รวมทั้งล่าสุด ยังได้มีการตรวจสอบหุ้น ที่ทั้งตนเองและภรรยาถือครองอยู่ทั้งหมดแล้ว และไม่พบว่าจะมีกรณีเช่นที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้แต่อย่างใด



“สมัคร”ชี้ พันธมิตรฯ ค้านแก้ รธน. แท้จริงกลัวแก้ มาตรา 63

นายกรัฐมนตรี ชี้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเกรงว่าจะมีการแก้ไขมาตรา 63 ทำให้ไม่สามารถออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิได้

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ว่า การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พยายามสร้างให้เกิดความรุนแรงในแต่ละพื้นที่ เตรียมการปิดล้อมศาลากลางจังหวัด เพื่อให้รัฐบาลลาออกภายใน 7 วัน ทั้งที่รัฐบาลและกองทัพพยายามสร้างความสงบให้บ้านเมือง

ทั้งนี้การคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าควรให้การพิจารณาคดีของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เสร็จก่อนนั้น ที่จริงแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ เกรงว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ที่ระบุว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองเพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชน และเพื่อดำเนินกิจการในทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้นตาม ซึ่งหากมีการแก้ไขมาตรานี้จะทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่สามารถออกมาชุมนุมได้อีก และไม่ได้เกรงว่ารัฐบาลจะแก้มาตรา 237,190 และ 309 อย่างที่กล่าวอ้าง



นายกฯ ประกาศจัดงานเฉลิมพระเกียรติยิ่งใหญ่ ชวนคนไทยรู้รักสามัคคี

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร เช้านี้ ว่า รัฐบาลเตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 10-12 สิงหาคมนี้

โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 10-12 สิงหาคมนี้ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม และ ลานพระราชวังดุสิต หรือลานพระบรมรูปทรงม้าโดยโอกาสนี้ พระที่นั่งอนันตสมาคม ได้จัดงานนิทรรศการศิลป์แผ่นดิน ที่แสดงงานฝีมือของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าชมขณะที่บริเวณโดยรอบจะมีกิจกรรมการจัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ การจัดจำหน่ายสินค้าในโครงการหลวง สินค้าราคาพิเศษ การจัดแสดงอาหารการจัดกิจกรรมบนเวที

นอกจากนี้ รัฐบาลจะเปิดตัวโครงการจากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม ถึง 3 ธันวาคม 2551 รวม 116 วัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหาความแตกแยกของบ้านเมืองที่เป็นปัญหาสำคัญในขณะนี้ โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร จะเสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน ทั้งนี้จะมีการจัดการเดินวิ่งรณรงค์ความรู้รักสามัคคี 116 วันทั่วประเทศ และจัดจำหน่ายริสต์แบนด์ 1 ล้านชุด นำรายได้ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ โดยเสด็จพระราชกุศล

กกต.เตรียมเชิญ นายกฯ-หมอเลี๊ยบ ชี้แจงยุบพรรค พปช. 7หรือ8 ส.ค.นี้

กกต. เตรียมเชิญ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีคลัง เข้าชี้แจงคดียุบพรรคพลังประชาชนหลังจากมีมติตั้ง นายประทีป เปรื่องวงศ์ เป็นผู้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง ในวันที่ 7 หรือ 8 ส.ค.ที่จะถึงนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ กกต. มีมติไป เมื่อวันที่ 16 ก.ค.ตั้งนาย ประทีป เปรื่องวงศ์ เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง กรณี นาย ยงยุทธ ติยะไพรัช กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งได้รับใบแดง ซึ่งกกต.จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ภายใน 15 วัน นั้น

ขณะนี้กกต.ได้มีมติให้ขยายเวลาออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันที่ 31ก.ค.ถึง 14 ส.ค.ตามที่คณะอนุกรรมการขอมา เนื่องจากว่าจะต้องเชิญ นาย สมัคร สุนทรเวช ในฐานหะหัวหน้าพรรค และนาย สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน ซึ่งได้ออกหนังสือเชิญไปเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ให้มาชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการฯในวันพฤหัสบดีที่ 7 ส.ค. หรือ วันศุกร์ที่ 8 ส.ค. เวลา 13.30 น. เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้ชี้แจง ก่อนที่จะสรุปเรื่องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับการดำเนินการยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตยและพรรคชาติไทย

ก่อนหน้านี้ ถึงแม้ว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาได้ชี้ชัดไว้แล้วก็ตาม อย่างไรก็ตามคาดว่ากรณีดังกล่าวจะดำเนินการสรุปแล้วเสร็จเสนอต่อกกต.ได้ก่อนวันที่ 15 ส.ค.



Saturday, August 2, 2008

“ณัฐวุฒิ” ชี้ พันธมิตรฯเคลื่อนไหว หวั่นนองเลือดเหมือนปฏิวัติ 19 ก.ย.

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย กลุ่มพันธมิตรเคลื่อนไหวอาจใช้คำพูดและท่าทีที่รุนแรงเพื่อล้มล้างรัฐบาล อาจจะนำไปสู่สถานการณ์นองเลือดเหมือนกับเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ได้

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศ 7 วันอันตรายว่า ในส่วนของรัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติงานตามปกติ และคิดว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯ มีท่าทีชัดเจนในการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประกอบกับการเคลื่อนไหว การใช้คำพูด และท่าทีที่รุนแรงของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ค่อนข้างทำให้สถานการณ์บ้านเมืองยิ่งเข้มข้น และอาจนำไปสู่ความตึงเครียดได้

ทั้งนี้ หากไม่มีการปรับท่าทีการเคลื่อนไหว ทำให้น่าเป็นห่วงว่า การได้ชัยชนะของกลุ่มพันธมิตรฯ อาจหมายถึงเหตุการณ์เช่นเดียวกับวันที่ 19 กันยายน 2549 พร้อมเตือนเรื่องวิธีการ รูปแบบ เนื้อหาในการเคลื่อนไหว ควรคำนึงถึงความบอบช้ำของบ้านเมือง และผลกระทบของคนส่วนใหญ่ด้วย



เอาไงดี

โฉมหน้า ครม.เวอร์ชั่นปรับปรุงใหม่ของรัฐบาลชิมไปบ่อนไปจะดีขึ้น? หรือแย่ลง? หรือแปะเอี้ยเหมือนเดิม??

ประเด็นนี้ขอเก็บไว้ก่อนชั่วคราว

เพราะยังมีควันหลงกรณี “สุวิทย์ คุณกิตติ” หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ประกาศ ถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาล ที่ควรต้องหยิบมาวิจัยแก้เซ็ง

ประเด็นแรก ก็คือการที่ “สุวิทย์” ใช้อำนาจหัวหน้าพรรคประกาศนำพรรคเพื่อแผ่นดินถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล แต่กลับโดน ส.ส.ในพรรคแข็งข้อไม่ยอมถอนตัวตาม

คำถามคาใจก็คือ...ในฐานะหัวหน้าพรรคซึ่งได้รับมอบอำนาจจาก กก.บริหารพรรค ให้สามารถตัดสินใจแทนพรรค เสมือนเป็นมติพรรคได้เลย

ฉะนั้น เมื่อหัวหน้าพรรคตัดสินใจประกาศ ถอนตัว ส.ส.สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดินทั้ง 23 คน ก็ต้องปฏิบัติตาม

แต่การที่ ส.ส.ลูกพรรคไม่ยอมถอนตัว ก็เท่ากับลูกพรรคมีเจตนาฝ่าฝืนมติพรรค ขัดคำสั่งหัวหน้าพรรคชัดเจน!!

ประเด็นต่อไป ถึงแม้ ส.ส.ของพรรคส่วนใหญ่ยืนยันจะสนับสนุนรัฐบาล แต่ก็มี ส.ส.กลุ่มภาคใต้ และ ส.ส.สัดส่วนบางคนที่เห็นด้วยกับหัวหน้าพรรคได้ประกาศไม่สนับสนุนรัฐบาล และขอทำหน้าที่ฝ่ายค้านทันที

พรรคเพื่อแผ่นดินจึงมี ส.ส.ที่สนับสนุน รัฐบาล และ ส.ส.ที่สนับสนุนฝ่ายค้านผสม อยู่ในพรรคเดียวกัน!!

คำถามคือ... สถานะของพรรคเพื่อแผ่นดิน จะถือเป็นพรรคร่วมรัฐบาล? หรือเป็นพรรคฝ่ายค้าน? หรือเป็นพรรคผสม 2 ขั้วทูอินวัน??

ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์พรรคการเมือง!!

ประเด็นที่สาม...การที่พรรคเพื่อแผ่นดิน มี ส.ส.สนับสนุนรัฐบาล และคัดค้านรัฐบาล อยู่ในสังกัดเดียวกัน

การทำงานของ ส.ส.ในสภาฯก็เกิดปัญหาคาราคาซัง

ส.ส.ที่ไม่ต้องการสนับสนุนรัฐบาล จะขอย้ายไปสังกัดพรรคฝ่ายค้านก็ไม่ได้

เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 160 กำหนดว่า ถ้า ส.ส.คนใดลาออกจากพรรคการเมืองที่สังกัดจะต้องพ้นจากความเป็น ส.ส.ทันที!!

หรือ ส.ส.กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลอยากจะยุบพรรคเพื่อแผ่นดินไปรวมกับพรรคการเมือง อื่นก็ไม่ได้!!

เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 104 กำหนดไว้ว่า ในระหว่างอายุของสภาฯ ห้ามไม่ให้พรรค การเมืองควบรวมกัน

ก็เท่ากับ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน 2 กลุ่ม ซึ่งมีจุดยืนตรงข้ามกันจำเป็นต้องทู่ซี้อยู่ร่วมกันต่อไปจนกว่าจะครบเทอม 4 ปี

หรือจนกว่าจะมีการยุบสภาฯ

“แม่ลูกจันทร์” สรุปว่าปรากฏการณ์ที่เกิดกับพรรคเพื่อแผ่นดินได้สะท้อนให้เห็นว่าระบบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเสาหลักรองรับระบอบประชาธิปไตย ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง!!

พรรคการเมืองไม่จำเป็นต้องมีเอกภาพ หรือมีจุดยืนเดียวกัน

ถึงเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล แต่ ส.ส.ก็มีสิทธิแหกค่ายไปสนับสนุนฝ่ายค้าน หรือเป็นพรรคฝ่ายค้าน แต่ ส.ส.ก็มีสิทธิแหกคอกไปสนับสนุนรัฐบาล

เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ระบุว่า ส.ส.ต้องไม่อยู่ในความผูกมัด หรืออาณัติ หรือความครอบงำใดๆ

รัฐธรรมนูญมาตรา 162 เขียนย้ำชัดๆว่า ส.ส.ย่อมมีอิสระจากมติพรรค ส.ส.จึงไม่ต้องปฏิบัติตามมติพรรคอย่างเดิม

ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่จำเป็นที่ ส.ส.จะต้องสังกัดพรรคการเมือง

ประเด็นสุดท้าย... นายทุนพรรคหรือคนที่จ่ายเงินสนับสนุนพรรคย่อมมีสิทธิได้ โควตารัฐมนตรี

โดยไม่ต้องมีอาวุโสทางการเมือง

แถมไม่ต้องลงเลือกตั้งให้ลำบากลำบน

สรุปว่าใครมีเงินเหลือใช้ก็เอาเงินไปอัดฉีด พรรคก็จะได้เป็นรัฐมนตรี

เออ...มันก็สะดวกดีเหมือนกันนะโยม.

แม่ลูกจันทร์