WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 5, 2008

‘นักวิชาการ’ซัดรธน.โจร ฟื้นอำมาตยาธิปไตยใหม่

นักวิชาการหนุนแก้ รธน.50 ระบุตัวการสถาปนา “อำมาตยาธิปไตย” ที่มากไปด้วยปัญหา มีองค์ประกอบทั้ง ส.ว.ลากตั้ง องค์กรจากน้ำลายรัฐาธิปัตย์ และศาล ขณะที่โพลชี้ประชาชนรวมพลังหนุนแก้เต็มที่ ด้าน “สามารถ แก้วมีชัย” เผยรอรายงานคณะ กมธ. 18 ส.ค.นี้ ย้ำถ้าไม่อยากให้เหลือซากเผด็จการต้องตัดติ่งเน่า ม.309

หลังจากที่มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยนิติบัญญัติ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็กลายเป็นเรื่องที่ถูกจับตาจากหลายฝ่าย และยังเป็นที่น่าสนใจมากขึ้นเมื่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เปิดประเด็นในรายการสนทนาประสาสมัคร ทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่าการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ก็เพราะกลัวการแก้ไข ม.63 ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้าที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายความร่วมมือในการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน นายกรัฐมนตรี ได้มอบเอกสาร 1 แผ่น ผ่านทาง พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อแจกให้กับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว พร้อมกับให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอ่านข้อความดังกล่าวด้วย

โดยเนื้อหาภายในเอกสารดังกล่าวมีข้อความดังนี้ "รัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ที่พันธมิตรฯ กลัวจะแก้ เป็นดังนี้ บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยไม่มีการสร้างข้อมูลเท็จเอามากล่าวหา ไม่ปลุกระดมประชนให้หลงผิด ไม่ใช้สื่อโฆษณาชวนเชื่อ ไม่บังคับ และไม่จ้างวานกลุ่มบุคคลใดๆ ให้มาร่วมชุมนุม"

ทั้งนี้เนื้อหาเดิมของรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ในปัจจุบันที่ระบุเพียงว่า"บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรืออยู่ในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก"

เชื่อประชาชนหนุนแก้รธน.โจร
ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปแม้ว่ากลุ่มพันธมิตรประกาศชุมนุมเคลื่อนไหวคัดค้านก็ตาม เพราะผลสำรวจเอแบคโพลพบว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยต่อไปจะกำหนดประเด็นในการแก้ไขว่าควรแก้ไขในประเด็นใดบ้างแล้วไปหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อให้มีความเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเพื่อความเป็นเอกภาพ ซึ่งเบื้องต้นจะแก้ไขเรื่องระบบการเลือกตั้ง แต่ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการยกร่างแก้ไขมาตรา 63 ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม แต่เห็นว่าควรที่จะมีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะเพื่อควบคุมการชุมนุมซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาอยู่

ส่วนเรื่องการทำประชามตินั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วยโดยผ่านการทำประชามติอย่างแนวคิดเดิมที่เคยมีการเสนอกันไว้

เชื่อแก้รธน.ไม่เกิดความรุนแรง
ขณะที่นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เปิดเผยว่า การยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ว่า จะมีการยื่นญัตติภายหลังจากได้เห็นผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้เพื่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ได้รายงานต่อสภาในวันที่ 18 สิงหาคมนี้

นายสามารถ กล่าวว่า ส่วนจะยื่นญัตติแก้ไขในประเด็นใดบ้างนั้น จะต้องมีการพิจารณากันอีกครั้ง เพราะจะต้องดูผลการศึกษาหลายๆ ส่วน ทั้งจากสภา จากนักวิชาการ และเสียงสะท้อนของ ส.ส.และประชาชน ซึ่งมีทั้งที่เห็นด้วยและคัดค้าน ทั้งนี้เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ทำให้เกิดสงครามกลางเมือง หรือเหตุรุนแรง ตามที่หลายฝ่ายวิตกกังวล หากไม่มีอคติต่อกัน ซึ่งทุกคนต้องมองปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีอคติ

ทั้งนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะแยกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนง่ายกับส่วนยาก ส่วนง่ายคือที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมด เช่น การเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวมทั้งส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้ง หรือหากมาจากการแต่งตั้งจะให้เหลืออำนาจเพียงกลั่นกรองกฎหมายแต่ว่าไม่มีอำนาจถอดถอน ในส่วนยาก เช่น มาตรา 190 วรรค2 เกี่ยวกับสนธิสัญญาต่างๆที่ต้องผ่านความเห็นชอบของสภานั้นจะมอบให้กระทรวงการต่างประเทศเชิญนักวิชาการมาถกเถียงเรื่องนี้ให้ตกผลึกเสียก่อน หากยังมี 6 วรรคเช่นเดิม ฝ่ายปฏิบัติก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะต้องผ่านสภาทั้งหมด

ส่วนมาตรา 237 วรรค 2 นั้นต้องดูรายละเอียดให้ชัดเจนว่าเป็นความผิดส่วนตัวหรือความผิดที่เกี่ยวโยงมาถึงพรรคไม่ใช่มาเหมารวม ไม่เช่นนั้นจะไม่เหลือพรรคการเมืองให้ประเทศพัฒนาพรรคเป็นสถาบันการเมือง ด้านมาตรา266 ที่ระบุไม่ให้ใช้สถานภาพส.ส.,ส.ว. ไปยุ่งเกี่ยวกับงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ตนเองหรือผู้ใด ซึ่งคำว่าผู้ใด ไม่มีคำจำกัดความ รวมทั้งมาตรา 309 ที่เขียนรองรับให้อำนาจ องค์กรที่แต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปฯ ซึ่งในวันนี้ก็หมดวาระไปแล้ว มาตรานี้จะเขียนหรือไม่เขียนก็ได้ แต่ถ้าหากไม่อยากให้เหลือเศษซากของการปฏิวัติ ก็ควรตัดออกไป เรื่องนี้ก็ต้องเปิดวงคุยก่อนดำเนินการเช่นกัน

* ลั่นแก้ไขเสร็จทันสมัยประชุมนี้
ทั้งนี้ในส่วนกรอบเวลาของการแก้ไข ประธานวิปรัฐบาลคาดว่าในส่วนที่เสนอแก้ไขในส่วนง่ายคาดว่าน่าจะแล้วเสร็จทันในสมัยการประชุมนี้ ส่วนของยากก็จะพิจารณาไปเรื่อยๆหากไม่แล้วเสร็จก็จะพิจารณาในสมัยการเปิดประชุมสมัยหน้า

ส่วนกรณีการแก้ไขกฎหมายมาตรา 63 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น นายสามารถ กล่าวว่า การประชุมวิปรัฐบาลวันนี้ ไม่มีการหยิบยกประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 เพราะเป็นเพียงการวางหลักเกณฑ์ว่าประชาชนมีสิทธิในการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ เป็นการล้อรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่ให้สิทธิการชุมนุมที่ถือเป็นเสรีภาพของประชาชน ซึ่งสามารถกระทำได้โดยอยู่ในกรอบของกฎหมาย ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็มีกฎหมายในการควบคุมดูแลอยู่แล้ว อีกทั้งยังเชื่อว่าหากมีการปรับแก้มาตราดังกล่าว ก็อาจทำให้มีปัญหาบานปลายได้

ด้านนายเอกพจน์ ปานแย้ม วิปรัฐบาล เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ตนได้สอบถามถึงท่าทีในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลหลังจากมีข่าวออกมาค่อนข้างสับสน ก่อนหน้านี้ระบุว่าจะยื่นแก้ไขทันทีในวันที่ 1 สิงหาคม ต่อมามีข่าวว่าจะยื่นหลังวันที่ 18 สิงหาคม จึงขอทราบความชัดเจน โดยนายสามารถกล่าวชี้แจงว่า สาเหตุที่ต้องแก้ 2 ขยักเพื่อต้องการลดความขัดแย้ง โดยต้องดูว่าส่วนใดที่สามารถแก้ได้และกระแสคัดค้านน้อยก็สามารถยื่นเสนอแก้ไขได้เลย โดยการยื่นขอแก้ไขจะรอหลังจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯศึกษาข้อดีข้อเสียเรียบร้อยแล้ว ในส่วนข้อที่ยากก็ต้องใช้เวลา ข้อที่ง่ายก็ทำไปเลย

ฉะ!สร้างอำมาตยาธิปไตยใหม่
ขณะที่ความคิดเห็นของนักวิชาการเกี่ยวกับกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ดร.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2550 นั้นทำให้เกิดการฟื้นกลับมาของระบอบอำมาตยาธิปไตยใหม่ในสังคมไทย ซึ่งแตกต่างไปจากระบอบอำมาตยาธิปไตยหลังทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา

โดยมีองค์กรหลัก 3 องค์กรเป็นตัวแทน เช่น ส.ว.สรรหา องค์กรอิสระ และศาล ทั้ง 3 บทบาทนี้จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะเห็นได้จากคดีความต่างๆ ของรัฐบาลที่เกิดขึ้น ทั้งหมดเป็นผลมาจากการดำเนินการอย่างเป็นระบบของอำมาตยาธิปไตยใหม่แทบทั้งสิ้น เช่นเรื่องที่ ส.ว.ทำหน้าที่ยื่นคำร้อง คำฟ้อง องค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.) รับลูกต่อทำหน้าที่รวบรวมคำร้องคำฟ้องพร้อมวินิจฉัยเบื้องต้นแล้วส่งต่อให้กับศาล



ยิ่งสาวยิ่งลึกมัด‘จารุวรรณ’

* กางหลักฐานแฉยิบ 8 ข้อกล่าวหาฉาว
ยิ่งสาวยิ่งพบข้อมูลลึก ล่าสุดมีผู้หวังดีอ้างเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ สตง. ระบุทนไม่ได้กับพฤติกรรม “จารุวรรณ เมณฑกา” ร่อนจดหมายร้องเรียนเปิดข้อมูลละเอียดยิบ 8 ข้อกล่าวหา พร้อมหลักฐานทีเด็ดหลายชิ้น ทั้งเรื่องการจัดซื้อ-จัดจ้างที่ส่อผูกขาดเอื้อประโยชน์คนใกล้ชิด รวมไปถึงเรื่องเก่าที่ยังไม่ถูกสะสางอย่างกรณีให้คู่สัญญาสตง.เช่าตึกผัวตัวเอง และเรื่องของที่ดินมูลค่ามหาศาลย่านนนทบุรี ที่เคยมีการร้องเรียน ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบร่ำรวยผิดปกติ ด้าน “ความจริงวันนี้” ตั้งข้อสังเกตขอให้ที่ราชพัสดุสร้างที่ทำการใหม่ สตง. ใกล้บ้านตัวเอง ขณะที่ “มือเชือดเป็ด” จ่อเล่นงานซ้ำอีกระลอก

ประเด็นความไม่ชอบมาพากลและข้อกังวลสงสัยในการทำหน้าที่ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ที่ถูกเปิดเผย และมีการร้องเรียนเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบความถูกต้อง โปร่งใส อย่างต่อเนื่องนั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ยังคงไม่มีคำชี้แจง และไม่มีความคืบหน้าในการสืบสาวราวเรื่องเท่าที่ควร โดยเฉพาะข้อร้องเรียนที่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

*เจ้าหน้าที่ สตง.สุดทน “จารุวรรณ”
จากกรณีดังกล่าวกลุ่มผู้อ้างตัวเป็น “กลุ่มเจ้าหน้าที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่ไม่ยอมสนองนโยบายที่มิชอบของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา” ได้ทำหนังสือลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 พร้อมหลักฐานสำคัญต่างๆ ร้องเรียนไปยังหน่วยงานและผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เพื่อให้มีการดำเนินการตรวจสอบและเอาผิดการกระทำต่างๆ อย่างจริงจัง

หนังสือร้องเรียนอ้างว่ามีความภูมิใจที่ได้ทำงานที่ สตง. เนื่องจากเป็นสถาบันเก่าแก่ มีความเป็นมายาวนานนับร้อยปี เป็นที่เชื่อถือในเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส อิสระ แต่เมื่อมาถึงยุคของคุณหญิงจารุวรรณ กลับมีหลายเรื่องที่ทำให้รู้สึกกังวลใจ โดยเฉพาะคำสั่งบางเรื่องเจ้าหน้าที่หลายคนรู้สึกไม่เห็นด้วย แต่เมื่อไม่ปฏิบัติตามก็เกรงจะมีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน

*ส่อไร้คุณธรรม-เล่นพรรคเล่นพวก
ขณะเดียวกันหนังสือร้องเรียนยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมที่ส่อว่าจะมีความไม่ถูกต้องของคุณหญิงจารุวรรณ เอาไว้ถึง 8 ประการด้วยกัน

1.การกระทำที่ส่อว่าไร้คุณธรรม เล่นพรรคเล่นพวก ดังปรากฎในหลักฐานการโยกย้ายเลื่อนขั้นที่มีข้อกังขาหลายครั้ง อย่างกรณีของ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ที่ใช้เวลาเพียง 3-4 ปี เลื่อนตำแหน่งจากซี 7 เป็น ซี 10 ในตำแหน่งรองผู้ว่าการ ทั้งที่นายพิศิษฐ์ อยู่ระหว่างถูกศาลอาญาตัดสินจำคุก 2 ปี รอลงอาญา 2 ปี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

2.ส่อว่าจะมีการเรียกรับประโยชน์การจากตรวจงานจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ซึ่งสอดรับกับข่าวที่มีผู้ร้องเรียนถึงความร่ำรวยผิดปกติจากการสร้างคฤหาสน์หรูและยังคงไม่มีการชี้แจง

*อาจเข้าข่ายใช้ตำแหน่งโดยมิชอบ
3.การใช้ตำแหน่งที่ส่อว่าจะเป็นไปในทางมิชอบ อย่างเช่นกรณีที่ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส จงใจให้สัมภาษณ์ดิสเครดิตผู้ชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีหาดใหญ่ จนมีการฟ้องร้องเป็นคดีความอยู่ในขณะนี้ รวมไปถึงกรณีของ นายศรีสุข จันทรางศุ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม และพวกที่ยื่นฟ้องคุณหญิงจารุวรรณ ต่อศาลอาญาว่ากระทำโดยมิชอบในการดำเนินการทางวินัยกับตนเองและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างทางหลวงวงแหวน

นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงกรณีของเทศบาลปากเกร็ด ที่มีการอนุมัติงบสร้างถนนไปจนถึงหน้าบ้านหลังใหม่ของคุณหญิง

*ส่งจนท.สอบบัญชี DSI สกัดคดีฉาว
4.หลังจากที่กลุ่ม PRAC นำโดยนายวันชัย จงจรูญหิรัญ ประธานกลุ่มติดตามปฏิรูปการเมืองฯ ได้ยื่นหนังสือถึง รมว.ยุติธรรม เพื่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เข้าตรวจสอบพฤติกรรมผู้ว่าการ สตง.กรณีจัดจ้างบริษัท ออดิต แมเนจเม้นท์ แอนด์ คอนซัลแตนท์ ผูกขาดส่อว่าอาจมีการฮั้ว และบริษัทดังกล่าว ยังเช่าอาคารพาณิชย์สามีของคุณหญิงที่อาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน ปรากฏว่า สตง. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 สาย คือสายตรวจสอบบัญชี สายตรวจสอบการจัดซื้อ และสายตรวจสอ บสืบสวน เข้าตรวจสอบการทำงานของดีเอสไอ ถึงขณะนี้ก็ยังตรวจสอบอยู่ ซึ่งที่ผ่านๆ มาไม่เคยพบว่ามีการส่งเจ้าหน้าที่ไปจำนวนมาก หรือตรวจสอบนานขนาดนี้

*ปิดปากเงียบกรณีผูกขาดจัดอบรม
5.ส่อว่าจะมีส่วนรู้เห็นในการผูกขาดในการจัดทัวร์ไปต่างประเทศของ สตง. โดยหนังสือร้องเรียนอ้างว่า คุณหญิงจารุวรรณ ได้ให้งานดังกล่าวกับเพื่อนร่วมสถาบันการศึกษา มาตั้งแต่ปี 2546 โดยใช้ชื่อบริษัททัวร์อื่นๆ เข้ารับงาน และได้ตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมาในภายหลัง

6.การจ้างบริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ ผูกขาดการจัดอบรม ซึ่งเคยปรากฏเป็นข่าวมานาน แต่ไม่เคยมีคำชี้แจงที่ชัดเจนจากปากคุณหญิงจารุวรรณ นอกจากคำขู่ว่าจะฟ้องร้องผู้ที่นำเสนอข่าวดังกล่าวเท่านั้น

*พบหลักฐานใหม่ทัวร์นอกส่อมีกลิ่น
7.การนำบุคคลในครอบครัวร่วมเดินทางไปต่างประเทศ โดยส่อว่าอาจจะใช้งบประมาณของ สตง. เรื่องนี้เคยมีข้อสงสัยและมีการตั้งคำถามมานานแล้วเช่นกัน แต่ไม่มีคำอธิบาย จนเกิดเป็นข้อสงสัยต่อไปอีกว่าอาจจะมีการจัดทำเอกสารขึ้นมาอย่างไม่ถูกจ้อง เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเงินได้หรือไม่ โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงการเสนอราคาของบริษัททัวร์ การแถมหรือการออกใบเสร็จต่างๆ รวมไปถึงการจัดซื้อตั๋วเครื่องบิน ซึ่งปรากฏหลักฐานสำคัญที่ตอกย้ำถึงข้อสงสัยชัดเจน

*ร้องเรียนพร้อมหลักฐาน-ภาพถ่าย
8.มีการนำรถส่วนกลางไปใช้ ทั้งที่มีรถประจำตำแหน่งอยู่แล้ว โดยหนังสือร้องเรียนระบุว่าตัวคุณหญิงเองมีรถประจำตำแหน่งคือ เบนซ์ CDI หมายเลขทะเบียน สฮ 833 กรุงเทพฯ แต่ก็ยังคงมีการนำรถโฟล์คตู้ ทะเบียน อห 9427 กรุงเทพฯ ไปใช้ ซึ่งส่อว่าอาจเป็นการจงใจเบียดบังค่าน้ำมัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นส่อเข้าข่ายผิดระเบียบ คตง. ว่าด้วยการใช้รถ

ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวผู้ร้องเรียนได้มีคำร้องเรียนและคำอธิบายรวม 12 หน้ากระดาษ และมีหลักฐานเป็นเอกสารและภาพถ่ายประกอบข้อร้องเรียนในแต่ละประเด็นสงสัยอีกหลายชิ้น ซึ่งจะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป

*ความจริงวันนี้ของ “เลดี้ดั๊ก”
ขณะเดียวกันรายการ “ความจริงวันนี้” ที่ดำเนินรายการโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็มีการพูดถึงคุณหญิงจารุวรรณ ไว้ในรายการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเปิดประเด็นด้วยภาพถ่ายทางอากาศที่คุณหญิงจารุวรรณ ได้พยายามขอที่ดินราชพัสดุจำนวน 80 ไร่ มาก่อสร้างเป็นสำนักงาน สตง.แห่งใหม่ ซึ่งน่าสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้น เพราะจริง ๆ แล้ว สำนักงาน สตง. น่าจะอยู่รวมกับสำนักงานราชการอื่นๆ ที่ ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ

แต่เมื่อประมวลข้อมูลและเรื่องราวเข้าด้วยกัน ก็ทำให้ทราบได้ว่า แท้จริงแล้วการที่คุณหญิงจารุวรรณ ต้องการให้มีการสร้างสำนักงาน สตง.ในที่ดินราชพัสดุ เนื่องมาจากที่ดินดังกล่าวอยู่ใกล้กับบ้านที่คุณหญิงจารุวรรณ กำลังสร้าง จึงประเมินได้ว่า คุณหญิงจารุวรรณ ต้องการทำเรื่องดังกล่าวไว้เป็นเกียรติภูมิของตัวเอง ว่านอกจากจะเป็นผู้ว่าการ สตง. ที่ดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลานานแล้ว ยังมีที่ทำงานอยู่ใกล้บ้านของตัวเอง ประหนึ่งว่าเป็นสำนักงานส่วนตัวของตัวเอง

*จตุพรท้าสร้างบ้าน4ล.จะยอมลาออก
ด้านนายจตุพร กล่าวว่า เมื่อกล่าวถึงคุณหญิงจารุวรรณแล้ว ก็ต้องกล่าวถึงบ้านของคุณหญิงจารุวรรณ ที่คุณหญิงกล่าวว่า ราคาสร้างแค่ 4.4 ล้านนั้น ในฐานะที่ตนเรียนจบทางด้านก่อสร้างมา ตนแน่ใจว่า บ้านที่คุณหญิงจารุวรรณสร้าง ราคาก่อสร้างจะต้องเกิน 4 ล้าน ตามที่คุณหญิงจารุวรรณ ระบุอย่างแน่นอน ดังนั้นตนจะขอท้าคุณหญิงจารุวรรณว่า ให้ไปเอาสมาคมวิศวกรรมสถาน และสมาคมสถาปัตย์ มาตรวจสอบได้เลยว่า หากบ้านที่คุณหญิงจารุวรรณสร้างมีราคาแค่ 4 ล้านจริง ตนยินดีจะแลกด้วยตำแหน่ง ส.ส.สัดส่วน ซ้ำยังจะกราบขอโทษคุณหญิงจารุวรรณด้วย

*ชี้ต้นทุนทางสังคมสูงอาจไม่ใช่คนดี
ผู้ดำเนินรายการทั้งสามยังได้สรุปเรื่องของคุณหญิงจารุวรรณ ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นข้อคิดได้ว่า บางครั้งบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคมสูง สื่อให้การยกย่อง จริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้ดีอย่างที่หลายคนคิดก็ได้

นอกจากนั้น ได้นำเอาเรื่องของคุณหญิงจารุวรรณไปเปรียบเทียบกับกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. ที่มีต้นทุนในสังคมสูง มีภาพลักษณ์ที่ดี แต่สุดท้ายก็มีมูลว่ากระทำความผิดวินัยร้ายแรง จนต้องถูกให้ออกจากราชการ

*PRAC จ่อ “เชือดเป็ด”อีกรอบ
ขณะที่นายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ซึ่งมีการร้องเรียนกรณีความไม่ชอบมาพากลของคุณหญิงจารุวรรณ หลายครั้งจนได้ฉายา “มือเชือดเป็ด” กล่าวว่าได้มีประชาชนโทรเข้ามาแจ้งข้อมูลและร้องเรียนและให้ข้อมูลการทุจริตของคุณหญิงจารุวรรณ ในเรื่องการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายเกินความเป็นจริงจากตั๋วเครื่องบินและการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่ สตง. และกำลังติดตามหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม คาดว่าไม่นานคงได้หลักฐานมากพอและจะมีการหารือกันในกลุ่มว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป



Monday, August 4, 2008

แหย่ม็อบหลบเคลียร์?

Showdown ตามดิกชันนารีแปลว่า “การเผชิญหน้า”

นี่คือศัพท์ล่าสุดที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หยิบมาใช้ในรายการ “สนทนา ประสาสมัคร” เปิดโปงแผนของม็อบพันธมิตรฯ จะเอากันให้พังกันไปข้าง มีการกำหนดวันให้รัฐบาลต้องลาออก ปลุกระดมชาวบ้าน ขนคนมา กทม.

ล้อกับภาพที่เกิดขึ้นบนถนนราชดำเนิน

ม็อบพันธมิตรฯขนคนขึ้นรถไฟฟรีตามนโยบาย 6 มาตรการของรัฐบาลมาจากต่างจังหวัด รวมตัว เคลื่อนขบวนจากสะพานมัฆวานฯไปปักหลักที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และต่อไปยังวัดพระแก้ว

โดยมีหน่วย รปภ.สวมหมวกกันน็อก ถือกระบองเหล็กเดินเรียงหน้ากระดานนำขบวน

สำแดงพลังรบเต็มอัตราศึก

พร้อมๆกับการประกาศกร้าวของเหล่าแกนนำม็อบยื่นคำขาด หากรัฐบาลดื้อดึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม็อบพันธมิตรฯจะเป่านกหวีดประจัญบานภายใน 7 วัน

เพื่อเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย

ม็อบพันธมิตรฯเร้ากระแส เร่งเกมหักดิบ

แต่นอกจากไม่ตกใจแล้ว ยังทำเหมือนแกล้งยั่ว ล่าสุด “ลุงหมัก” เปิดมุกใหม่ดักคอแฉม็อบ พันธมิตรฯที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จริงๆแล้ว กลัวแก้มาตรา 63 ทำให้ไม่สามารถปลุกม็อบชุมนุมได้

“เขากลัวแก้มาตรา 63 ก็ไอ้ที่คาราคาซังอยู่กลางบ้านกลางเมืองทุกวันนี้ ถนนนี้ ย้ายไปถนนนี้ ยึดถนนนี้ ยึดหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ยึดกลางบ้านกลางเมือง ที่ทำได้ อย่างนี้ก็เพราะมาตรา 63 ไม่ใช่ 237, 190 หรือ 309 กลัวว่าแก้ 63 แล้วมันจะปลุกระดมกันกลางเมืองอย่างนี้ไม่ได้”

ทิ่มหอก แทงทะลุใจดำเลย

และก็ทันทีทันควัน “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ออกมาตอบโต้ยืนยันคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่ใช่เพียงมาตรา 63 ที่ว่าด้วยสิทธิการชุมนุมเพียงมาตราเดียวตามที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวอ้าง

ซึ่งการที่นายกฯออกมาพูดเรื่องดังกล่าว เพราะไปขัดต่อผลประโยชน์ของรัฐบาล

“ลุงหมัก” แหย่ไฟม็อบฯทีไร ได้เรื่องทุกที

แต่อย่างที่อ่านเกม คิวนี้เป็นเรื่องของความตั้งใจ

“ลุงหมัก” เองก็คงอยากเบี่ยงประเด็น ถ่ายน้ำหนักกระแสวิพากษ์วิจารณ์โฉมหน้า ครม.ชุดใหม่ ที่ลุ้นกันอยู่นานก่อนจะโปรดเกล้าฯลงมา

โดยเฉพาะคิวของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย ที่ยังคลุมเครือข้อกฎหมายโดนศาลตัดสินจำคุก 1 ปี คดีรอลงอาญา รายของ นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.พาณิชย์ ที่ยังติดบ่วงคาราคาซังโดนเอ็นจีโอยื่น ถอดถอนจากกรณีซีแอลยา

ในเมื่อทำได้ดีที่สุดแค่นี้ “ลุงหมัก” เลยต้องหลบ ไม่อยากเคลียร์อะไร

ที่แน่ๆโดยความตั้งใจที่จะโชว์ หวังทำแต้มได้มากกว่ารัฐมนตรีใหม่ “ลุงหมัก” ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งกุนซือนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ

ดึงมือโปรระดับ “ด็อกเตอร์โกร่ง” นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรอง นายกรัฐมนตรีและอดีต รมว.คลัง เป็นประธาน และทีมงานประกอบด้วยกูรูแวดวงเศรษฐกิจการเงินการคลัง อาทิ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมว.พาณิชย์ นายคณิต แสงสุพรรณ กรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ศูนย์ข้อมูลนักลงทุนประเทศไทย และอดีต ผอ.สำนักวิจัย เศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง

เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ เสนอแนะแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบบทบาทอำนาจหน้าที่ให้แก่คณะกรรมการชุดนี้มากเป็นพิเศษ โดยให้สามารถเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีได้ด้วย

นี่แหละห้องเครื่องใหญ่

และโดยความเก๋าของ “ลุงหมัก” ที่ชิงประกาศ รัฐบาลเตรียมจัดงาน ใหญ่ กระตุ้นให้คนไทยรู้รักสามัคคี ระหว่างวันที่ 12 สิงหาคมถึง 5 ธันวาคม จากวันแม่ถึงวันพ่อ เป็นระยะเวลา 116 วัน

เนื่องจากพบว่ามีการแตกแยกแบ่งฝ่าย ที่แม้กระทั่งศาลยุติธรรม ยังยอมรับ

โดยกิจกรรมดังกล่าวที่จะจัดขึ้น จะมีการวิ่งเทิดพระเกียรติไปทั่วประเทศ และจำหน่ายริสต์แบนด์คู่สีเหลืองและฟ้า โดยจะเปิดตัวในงานวันแม่ ที่ลาน พระราชวังดุสิต

หักอารมณ์ดีเดย์รบแตกหักของม็อบพันธมิตรฯเลย.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


นายกฯเรียก NBT แจงจัดงาน 116 วัน อีกรอบ

"สมัคร" เรียก “เอ็นบีที ”แจงจัดงาน 116 วันอีกรอบ "เผย" ตั้งแต่วันนี้ถึงปลายปีมี 5 งานใหญ่ แต่ไม่ขอแสดงความเห็นหลัง กลุ่มพันธ มิตรฯ ระบุ เป็นการกดดัน

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เรียกทีมข่าวของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีขึ้นไปที่ห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อให้สัมภาษณ์ ว่า ในรายการ “ สนทนาประสาสมัคร ” เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ตนได้พูดถึงการจัดงานจาก “116 วันจากวันแม่ถึงวันพ่อ ” นั้น แต่ยังไม่มีรายละเอียด จึงขอพูดอีกครั้งว่าจะมีการจัดงาน 5 งานใหญ่ ที่จะทำตั้งแต่วันนี้จนถึงปลายปี

ซึ่งจะนับว่าเป็นของขวัญหรือจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ โดยในวันที่ 10-12 ส.ค. จะทำงานถวายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งนับว่าเป็นของขวัญหรือจะเป็นเรื่องงานพระราชวังดุสิต ลานพระที่ขึ้นไปที่ห้องทำงานตึกไท มีการออกร้านต่าง ๆ รวมทั้งนำสินค้าจากศูนย์ศิลปาชีพมาจำหน่าย มีซุ้มอาหารจากภาคต่าง ๆ โดยรอบลานพระราชวังดุสิต แล้วทรงโปรดเกล้าฯ ที่จะให้เชิญผู้ที่มาร่วมงานเข้าไปในพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยขอว่าผู้ที่จะเข้าไปให้แต่งกายให้เรียบร้อย เพื่อเข้าไปชม ซึ่งจะไม่เสียค่าธรรมเนียมหรือค่าเข้าชมอะไร

นายสมัคร กล่าวอีกว่า งานที่ 2. จะเป็นงานครบ 116 จากวันแม่ถึงวันพ่อ ที่คิดแบบนี้ก็ขออธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า ตอนนี้ผู้คนแบ่งแยกกันในบ้านเมือง แต่เราไม่คิดจะแยก พวกตนที่เป็นรัฐบาลก็แยกไม่ได้ จะต้องทำให้รวมกัน ส่วนจะรวมได้แค่ไหน อย่างไรก็จะใช้วิธีการโดยการทูลเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งเป็นพระบรมราชโอรส เสด็จมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพระราชทานธงให้กับผู้ว่าฯ ทั้ง 76 จังหวัด เมื่อผู้ว่าฯ รับธงพระราชทานไปก็จะนำไปวิ่งกัน 116 วัน โดยมีสัญญากันว่าวันที่ 3 ธ.ค.ก็จะนำธงพระราชทานนั้นกลับมายังลานพระราชวังดุสิต และถวายให้กับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช โดยกิจกรรม 116 วันของแต่ละจังหวัด ก็จะมีการจัดวิ่งไปในทุก ๆ พื้นที่ เป็นการแสดงความผูกพันว่าชีวิตของคนไทยเราเทิดทูลพระมหากษัตริย์ ผู้คนที่คิดจะแตกแยกกันก็คงคิดได้ว่าสิ่งที่เราจะทำ จะช่วยกันทุกฝ่ายและดึงทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกัน

นายสมัคร กล่าวอีกว่า งานที่ 3.จะมีตั้งแต่วันที่ 14-23 ต.ค. เรียกว่างาน 100 ปีพระราชอนุสาวรีย์พระพุทธเจ้าหลวง ที่ผ่านมาในวันที่ 23 ต.ค.ทุกคนทราบว่าเป็นวันสวรรคตเมื่อปี 2453 แต่มีการสร้างพระราชอนุสาวรีย์ในวันที่ 10 พ.ย. 2451 การจัดงานจะมีตลอด 9 วัน โดยเป็นการจัดนิทรรศการของทุกหน่วยราชการในการเสด็จพระราชดำเนินในต่างประเทศ ไม่ใช่การสมโภช และจะจัดแสดงทั้งในลานพระราชวังดุสิตและพระที่นั่งอนันตสมาคม ส่วนงานที่ 4 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 พ.ย. เป็นงานส่งเสด็จสู่สวรรครรลาลัย

โดยจะให้คนทั้งประเทศสงบนิ่งในหนึ่งเวลาเพื่อส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา ซึ่งในวันพระราชทานเพลิงพระศพ ในทุก ๆ จังหวัดจะมีจุดที่จัดให้สำหรับประชาชน โดยจะมีการกำหนดระยะเวลาอย่างเป็นทางการ ซึ่งในเวลา 18.00 น.จะมีการจุดเทียนส่งเสด็จ โดยจะทำพร้อมกันทั้งประเทศ ทุกคนจะหยุดนิ่งถือเป็นการถวายแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ขอให้พร้อมใจกันทั่วทั้งประเทศส่งดวงพระวิญญาณ ถือเป็นการรวมใจถึงเจ้านาย

นายสมัคร กล่าวอีกว่า งานที่ 5 จัดขึ้นในวันที่ 5 ธ.ค. โดยจะเริ่มจัดงานตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะมีงานผูกพันร้อยเรียงกันแบบนี้ทั้ง 5 งาน

ทั้งนี้ภายหลังการบันทึกเทปเสร็จสิ้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่าการจัดงานดังกล่าวของรัฐบาลก็เพื่อกดดันกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ให้ชุมนุมและสลายการชุมนุมในที่สุด นายสมัคร กล่าวว่า ตนไม่ขอแสดงความเห็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทปการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว จะออกอากาศในช่วงเวลาท้ายข่าวภาคค่ำของวันเดียวกันนี้ (4 ส.ค.)

"ชูศักดิ์"แจง"วีรพงษ์"แค่ที่ปรึกษาไม่ต้องลาออกจากเอกชน

"ชูศักดิ์" ยัน "วีรพงษ์" แค่นั่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจภาพรวม ไม่ใช่ทางกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องลาออกภาคเอกชน

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะแต่งตั้งนายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ สามารถเข้าร่วมประชุมครม.ได้และบางฝ่ายมองว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 ว่า การให้คำปรึกษาหมายถึงการที่มีคำถามขึ้นมา ที่ปรึกษาก็ให้คำปรึกษาไป ผู้ที่รับคำปรึกษาจะปฏิบัติตามหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ ไม่ใช่เป็นบทบังคับว่าเมื่อพูดแล้วรัฐบาลหรือนายกฯต้องทำตาม การที่แต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาก็เพื่อให้คำแนะนำต่างๆ หากไม่ขอคำแนะนำก็ไปทำอะไรไม่ได้

เมื่อถามว่า นายวีรพงษ์ อาจนำความลับในที่ประชุมครม.ไปเปิดเผยกับภาคธุรกิจเอกชนที่นายวีรพงษ์ทำงานอยู่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า การให้คณะกรรมการชุดนี้เข้าประชุมหรือไม่ แล้วแต่ดุลยพินิจของครม. บางเรื่องที่เกี่ยวข้องก็มีหัวหน้าฝ่ายต่างๆ เข้ามาชี้แจง คงไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อถามว่า แสดงว่านายวีรพงษ์อาจจะไม่เข้าร่วมประชุมครม.ทุกครั้ง นายชูศักดิ์กล่าวว่า เป็นดุลพินิจของนายกฯว่าสมควรให้เข้าร่วมประชุมหรือไม่ ส่วนใหญ่หากใครเข้าประชุมครม.ก็ต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ เช่นตนดูแลงานกฎหมายก็จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม ดังนั้นมันเป็นคนละเรื่องกัน เชื่อว่าความเห็นของฝ่ายนั้นๆ จะเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง และน่าจะมองในแง่นั้น สุดท้ายก็อยู่ที่ดุลยพินิจของนายกฯและรัฐบาลว่าจะมีความเห็นอย่างไรอาจทำตามหรือไม่ทำตาม อาจมีความเห็นตรงข้ามก็ได้ เป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อถามว่า นายวีระพงษ์ไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีแต่เลี่ยงมาทำหน้าที่ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียประโยชน์ที่ได้รับจากเอกชน นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้เลี่ยงอะไร นายวีระพงษ์แสดงเจตนาไม่รับตำแหน่ง ซึ่งย้อนไปเมื่อรัฐบาลชุดที่แล้วก็มีผู้มีความรู้ความสามารถหลายคน และสุดท้ายคนพวกนี้ไม่รับตำแหน่งเพราะกลัวกฎหมายนั้นกฎหมายนี้ ตนเชื่อว่าการให้คำปรึกษาชื่อมันก็บอกแล้วว่าให้คำปรึกษา จะทำตามหรือไม่ก็ไม่มีผลผูกพันอะไรกัน เมื่อถามว่า การเข้าร่วมประชุมครม.อาจผิดหลักธรรมาภิบาลการบริหารราชการแผ่นดิน

ดังนั้นนายวีระพงษ์ควรลาออกจากงานภาคเอกชนก่อนเข้ารับตำแหน่งหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องดูว่าล่วงรู้ความลับของครม.เกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง ตนเข้าใจว่านายวีระพงษ์จะเข้ามาให้คำปรึกษาด้านเศรษฐกิจในภาพรวมและคงไม่จำเป็นต้องลาออก เพราะมันไม่ใช่ตำแหน่งที่เป็นทางการหรือในแง่กฎหมาย

โพลชี้ปชช.หนุนเร่งแก้ไขรธน.โจรห่วงบ้านเมืองวุ่น

“เอแบคโพล” ชี้ชัดประชาชนส่วนใหญ่หนุนแก้รัฐธรรมนูญโจร เชื่อถ้าไม่ได้รับการแก้ไขบ้านเมืองถึงขั้นวุ่นวายแน่ ซัดกฎหมายโจรเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของพรรคการเมือง ด้านนายกฯ “สมัคร” ฉะพันธมิตรฯ ต้านแก้รัฐธรรมนูญ เพราะห่วง ม.63 เกรงถูกสกัดการชุมนุมป่วนเมือง

หลังจากที่ประชุมวิปรัฐบาลเห็นชอบให้เสนอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ในการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ และได้เลื่อนวันยื่นญัตติไปเป็นวันที่ 18 สิงหาคม โดยมีหลายหน่วยงานออกมาสนับสนุนให้มีการแก้ไข เพราะประเด็นในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาเป็นตัวตั้ง เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายซึ่งทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายในปัจจุบันนั้น

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง "สถานการณ์บ้านเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสายตาของสาธารณชน" กรณีศึกษาประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา ระยอง ปราจีนบุรี สุพรรณบุรี นครราชสีมา สุรินทร์ ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย สกลนคร เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ กระบี่ สุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 3,880 ตัวอย่าง มีระยะเวลาการดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม - 2 สิงหาคม พ.ศ.2551

เมื่อถามความคิดเห็นของสาธารณชนต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทเขาพระวิหาร พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.1 ระบุ คิดว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ดีขึ้น สำหรับความทุกข์ใจของสาธารณชนต่อสถานการณ์บ้านเมืองใน 4 ปัญหาหลัก ของประเทศพบว่า สถานการณ์ที่ทำให้ประชาชนทุกข์ใจมากเป็นอันดับแรกหรือร้อยละ 52.2 คือความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รองลงมาคือร้อยละ 49.7 ระบุ เป็นการปะทะกันระหว่างกลุ่มหนุนกับกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ ขณะที่ร้อยละ 48.7 ระบุ ทุกข์ใจต่อปัญหาปากท้องและค่าครองชีพ และร้อยละ 38.5 ระบุ ทุกข์ใจต่อปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีประสาทเขาพระวิหาร

ดร.นพดล กล่าวว่า ในส่วนของความคิดเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า เกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 53.3 เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าถ้าไม่แก้แล้วจะเกิดความวุ่นวายเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ เป็นต้น ขณะที่ประชาชนจำนวนมากเช่นกัน หรือร้อยละ 46.7 ไม่เห็นด้วย เพราะถ้าแก้ไขจะเกิดความวุ่นวาย เป็นการแก้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว และพวกพ้อง ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมลงประชามติก่อน เป็นต้น

“ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการลงประชามติก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.6 เห็นด้วยว่า ควรลงประชามติถามประชาชนก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เมื่อจำแนกประชาชนออกตามภูมิภาคพบว่า ประชาชนในทุกภาคยกเว้นภาคใต้นั้น เกินกว่าครึ่ง คือภาคเหนือร้อยละ 55.4 ภาคกลางร้อยละ 59 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 51.9 และกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 56.7 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ภาคใต้ร้อยละ 42.7 ที่เห็นด้วย แต่ร้อยละ 57.3 ของคนในภาคใต้ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ”

ดร.นพดล กล่าวอีกว่า กลุ่มคนที่น่าสนใจคือ คนที่ประกาศตนเองว่าเป็นพลังเงียบ ไม่ขออยู่ฝ่ายใด กำลังถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มพอๆ กัน คือ ร้อยละ 51.6 เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย และเป็นรัฐธรรมนูญที่ทำให้การเมืองอ่อนแอ เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 48.4 ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะไม่อยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย และเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง เป็นต้น

ด้าน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัคร ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ว่าสังคมปัจจุบันอยู่ในความแตกแยกเป็นฝักฝ่าย มีการกำหนดวันที่ให้รัฐบาลต้องลาออก ปลุกระดมชาวบ้านหรือขนประชาชนมา กทม. หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Show down โดยบอกว่าจะยึดศาลากลางทั้งหมดไม่ให้ทำงานกันได้ และหวังให้ทหารออกมา แต่ทหารก็ยังไม่ออก

นายสมัคร กล่าวว่า กลุ่มพวกนี้ต้านการแก้รัฐธรรมนูญโดยให้เหตุผลว่าควรมีการพิจารณาคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จบก่อน เนื่องจากเกรงว่าจะไปกระทบกับเรื่องคดีความ จริงๆ แล้วไม่ใช่เช่นนั้น แต่กลุ่มต้านกลัวรัฐบาลไปแก้มาตรา 63 ทำให้ไม่สามารถชุมนุมได้ ทั้งที่รัฐบาลและกองทัพพยายามสร้างความสงบให้บ้านเมือง รวมถึงการคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญ สังคมไทยมีความแตกแยกแต่ไม่รู้ว่ามีอัตราส่วนเท่าไร แม้กระทั่งศาลเองที่มีการพิจารณาคดีก็ยังต้องออกตัวว่าตัดสินคดีด้วยความเป็นกลาง กับมีการใช้โทรทัศน์เอเอสทีวีปลุกระดมให้คนไทยแบ่งค่ายกัน ด่าทอด้วยคำหยาบคาย

เย้ย!ดีเดย์พันธมิตรแค่เรื่องขำขำ

รุมเย้ย! ดีเดย์ของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ยิ่งใหญ่เหมือนกับที่ปลุกระดมเอาไว้ล่วงหน้า สะท้อนชัดว่าเริ่มหมดมนต์ขลัง ประชาชนเริ่มเบื่อหน่าย เพราะไร้จุดยืนเปลี่ยนประเด็นไปได้ทุกวีน จ้องจับผิดรัฐบาลทุกเรื่องจนไร้เหตุผล เชื่อปลุกระดมไม่ขึ้นอีกต่อไป ทำได้อย่างมากก็แค่เดินสายก่อความวุ่นวายไปวันๆ เชื่อถ้าทหารไม่บ้าจี้ออกมาใช้อำนาจเถื่อน บ้านเมืองเดินต่อไปได้สบายมาก

จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ประกาศดีเดย์ชุมนุมใหญ่ล้มรัฐบาลไป เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา จนมีการประเมินกันว่าอาจจะมีผู้คนมาร่วมกิจกรรมจำนวนมากจากการเกณฑ์ผู้คนในหลังจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ และอาจจะมีกิจกรรมทางการเมืองที่น่าตื่นเต้น

แต่เมื่อถึงเวลากลับระดมคนมาได้เพียงไม่กี่พันคน และต้องแก้เกี้ยวด้วยการเดินไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลยไปสักการะวัดพระแก้ว และก็เดินทางกลับไปชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ตามเดิม โดยที่หลังจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมก็ทยอยกลับบ้าน เหลือเพียงเวทีกับบรรดาขาประจำเพียงไม่กี่คนตามเดิมเท่าน้ะน

กรณีดังกล่าว นพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 กล่าวว่า ตอนนี้เท่ากับว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว ถึงความไม่มีมนต์ขลังอีกต่อไป เท่ากับทำให้ประชาชนที่มาร่วมงานรู้สึกถึงความผิดหวัง เพราะจากการที่นัดรวมพลเพื่อมาขับไล่รัฐบาล และต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับแก้เกมไปปิดล้อมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และการเดินขบวนไปที่วัดพระแก้ว กลับลำมาใช้พฤติกรรมเข้ากดดันแทนที่จะมาต่อสู้กันทางการเมือง

จำนวนผู้ที่เข้ามาร่วมชุมนุมก็มีจำนวนลดน้อยลง ตอนนี้เปรียบพันธมิตรฯ เป็นนักกีฬา ก็เหมือนกับการชกลม นานๆเข้าคงจะหมดแรงไปเอง เพราะว่าที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้ใช้ไม่อ่อนมาโดยตลอด อีกไม่นานก็คงจะสลายการชุมนุมไปเอง
ที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้หลอกลวงประชาชนทุกอย่าง เพราะที่ผ่านที่เรียกรวมตัวกันนั้นก็ไม่รู้ว่า

เอาประชาชนมาเล่นลิเกหรือเปล่า เพราะที่ผ่านคนกลุ่มนี้ไม่เคยมีแก่นสารสาระอะไรเลย ออกมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญได้ระบุชัดเจนว่าในมาตรา 291 ว่าสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ พอเห็นว่าประเด็นนี้ไม่สามารถสร้างกระแสได้หันความสนใจมาเล่นงานรัฐบาล ซึ่งเขาไม่สามารถทำได้ เพราะรัฐบาลอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ รวมถึงเรื่องของเขาพระวิหาร ที่อ้างเรื่องการเซ็นสัญญาว่าจะทำให้ประเทศไทยเสียดินแดง โดยที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าประเทศไทยไม่ได้มีการเสียดินแดนแต่อย่างใด

“วันนี้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่มีความชอบธรรมอีกต่อไป แต่พันธมิตรต่างหากที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประเทศ”

ทางด้าน นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ กล่าวว่า ได้มองอยู่ว่า พันธมิตรฯ อาจจะประสบปัญหาในเรื่องของการระดมคน เนื่องจากการเปลี่ยนจุดยืนจากการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองแบบใหม่ ทำให้รู้ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ เป็นเผด็จการ แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์เองตอนนี้ก็ได้ถอนตัวออกมาจากกลุ่มนี้แล้ว โดยไม่มีการส่งคนไปร่วมปราศรัยบนเวที เพราะรู้ว่าถ้ายังมีความสัมพันธ์กันอยู่ต่อไปทางพรรคเองก็อาจได้รับความเดือดร้อน

ซึ่งตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เปลี่ยนพฤติกรรมมาเป็นการก่อกวนไปวันๆ เท่านั้น โดยใช้แผนดาวกระจายไปที่ตามจังหวัดโดยเฉพาะในภาคเหนือ และภาคอีสาน เพื่อสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น

จึงอยากเรียกร้องให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากการปิดถนนของกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเรียกร้องความชอบธรรมตามกระบวนการทางกฎหมายของรัฐธรรมนูญ 2550 ในมาตรา 63 วรรคสองที่ได้มีการกำหนดไว้ รวมถึงบุคคลที่ถูกดูถูกด้วยวาจา การให้ร้ายผู้อื่นจากการปราศรัยบนเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯ ให้ออกมาดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าว

ถึงแม้ว่าตอนนี้กลุ่มพันธมิตรฯ จะใช้กระบวนการดึงคนไม่สำเร็จ ก็ไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์จะน่าไว้วางใจ ตราบใดที่ยังมีกลุ่มทุนสนับสนุน และมีการปลุกระดมผ่านสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีอยู่สถานการณ์ก็ยังมาน่าไว้วางใจ เพราะคนกลุ่มนี้เรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่เขาจะได้บรรลุผลที่ได้ตั้งไว้

“แต่ตราบใดถ้าทหารไม่เข้ามาข้องเกี่ยวในเรื่องนี้ โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลความเรียบร้อยหรือเข้ามาดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงสถานการณ์ตอนนี้ทางรัฐบาลก็ได้ออกมาประกาศแล้วว่าจะไม่มีการสลายการชุมนุม ก็แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังมีอำนาจในการบริหารอยู่” นายเมธาพันธ์กล่าว



จัดงาน ‘จากวันแม่ถึงวันพ่อ”ต่อเนื่อง 116 วัน ย้ำสามัคคี

รัฐบาลจัดงานเทิดพระเกียรติ วันแม่แห่งชาติยิ่งใหญ่ จำหน่ายริสต์แบนด์ 1 ล้านชุด ถวายเป็นพระราชกุศล พร้อมเปิดโครงการ “จากวันแม่ถึงวันพ่อ” 116 วัน จัดกิจกรรมรู้รักสามัคคี หวังลดความแตกแยกของคนในประเทศ

วันที่ 12 สิงหาคม 2551 เป็นวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 76 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งจะมีพิธีถวายความจงรักภักดีและมีการเฉลิมฉลองด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า

ในรายการสนทนาประสาสมัครวันที่ 3 สิงหาคม 2551 นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เฉลิมพระชนมพรรษา 76 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ 10-12 สิงหาคมนี้ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม และ ลานพระราชวังดุสิต หรือลานพระบรมรูปทรงม้าโดยโอกาสนี้ ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม กิจกรรมภายในงานจะจัดนิทรรศการพระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นิทรรศการงานศิลป์แผ่นดินการจำหน่ายสินค้าจากศูนย์ศิลปาชีพ สินค้าจากโครงการหลวง ร้านจิตรลดา ร้านภูฟ้า การจำหน่ายสินค้าราคาถูก กิจกรรมบนเวทีด้านศิลปวัฒนธรรมจากทุกภาค เป็นต้น

นายกรัฐมนตรีขอเชิญชวนประชาชนไปชมงานนี้ เพราะเป็นศูนย์รวมงานศิลปะชั้นสูงของแผ่นดิน ผลงานชิ้นเยี่ยมฝีมือประณีตของนักเรียนจากโรงฝึกศิลปาชีพ สวนจิตรลดา ให้ประชาชนทั่วไปทั้งในและต่างประเทศได้ซึมซับและเรียนรู้เอกลักษณ์วัฒนธรรมของแผ่นดินไทยงานที่นำมาแสดง เป็นฝีมืองานศิลปะอันทรงคุณค่าในโครงการศูนย์ศิลปาชีพ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยในงานฝีมือพื้นบ้าน หรือศิลปกรรมพื้นบ้านที่จัดทำขึ้นโดยใช้วัสดุในท้องถิ่นมาก พระองค์จึงส่งเสริมโดยการจัดให้ฝึกสอนชาวบ้านปรับปรุงคุณภาพของงานให้ดียิ่งขึ้นจนมีความชำนาญ

นอกจากนี้ รัฐบาลจะเปิดตัวโครงการจากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม ถึง 3 ธันวาคม 2551 เพื่อให้คนไทยรู้รักสามัคคีไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ลดปัญหาความแตกแยกในประเทศที่เป็นปัญหาสำคัญในขณะนี้ โดยมีกิจกรรมเดิน-วิ่งเฉลิมพระเกียรติทั่วประเทศ นอกจากนี้ มีการจัดจำหน่ายริสต์แบนด์สีเหลืองกับสีฟ้าพันกันจำนวน 1 ล้านชุด นำรายได้ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยเสด็จพระราชกุศล ในการจัดงานเทิดพระเกียรติปีนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร จะเสด็จฯ เป็นองค์ประธานเปิดงาน

‘สมัคร’โวยปชป.หดหัวแจงพระวิหาร

* แฉ!เอกสารลับมัด ’สุขุมพันธ์’ ทำเสียดินแดน?

“สมัคร” ซัด “ประชาธิปัตย์” ออกมาปลุกกระแสเขาพระวิหารจนบ้านเมืองลุกเป็นไฟ แต่พอบ้านเมืองเกิดปัญหากลับ “หดหัว” กันหมด พบเอกสารลับ ชี้ชัด “สุขุมพันธ์” ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับกัมพูชา เมื่อปี 2543 สมัยรัฐบาล “ชวน หลีกภัย” ยอมรับสนธิสัญญาฝรั่งเศส รศ.112 นักวิชาการชี้สนธิสัญญาฉบับนี้เป็นปมสำคัญให้ประเทศไทยเสียดินแดน ขณะที่ “นพดล” ออกมาสางปัญหา รักษาผลประโยชน์ 4.6 ตร.กม. กลับโดนเล่นงานซะอ่วม ดาหน้าจี้ “ประชาธิปัตย์-สุขุมพันธ์” ออกมาชี้แจงให้ชัดว่าใครหรือพรรคการเมืองไหนกันแน่ ที่ทำให้ไทยต้องเสียดินแดน

ปัญหาปราสาทเขาพระวิหารได้ถูกปลุกกระแสและหยิบยกมาเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง จนทำท่าจะบานปลายกลายเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่มีความพยายามกล่าวหาว่าประเทศไทยจะต้องเสียดินแดน และพุ่งเป้าไปที่นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ จนต้องตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง โดยให้เหตุผลงว่าเกรงจะถูกลากเป็นประเด็นทำลายรัฐบาล นั้น

*พบเอกสารชัด! มัด “สุขุมพันธ์”
ล่าสุดพบว่าเมื่อปี 2543 ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร อดีต รมช.ต่างประเทศ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้เคยลงนามใน “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนทางบก” ในสมัยที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี
โดยที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ได้ไปลงนามในฐานะตัวแทนฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ในการปักปันเขตแดนโดยอ้างถึงแผนที่ฉบับลงนาม ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904 ในการจัดทำเขตแดน ซึ่งเป็นฉบับที่เคยทำให้คนไทยต้องเสียน้ำตามาแล้ว เพราะต้องเสียปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาเมื่อปี 2505 แต่กลับไม่ได้ระบุถึงแผนที่ แอล 7017 ของอเมริกา ที่ประเทศไทยใช้อ้างอิงมาโดยตลอด

*“นพดล”ต่างหากรักษาประโยชน์
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ที่ นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ เป็นผู้เจรจาในกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และทางกัมพูชายอมรับเงื่อนไขดังกล่าวทั้งหมด คือการให้กัมพูชาตัดพื้นที่ทับซ้อนออกและขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท และแถลงการณ์ร่วมดังกลฃ่าวส่งผลให้ประเทศไทยกลับมาได้เปรียบในหลายเรื่อง ทำให้กัมพูชายอมรับว่าพื้นที่ของเขาจริงๆนั้น มีเพียงบริเวณที่ตั้งตัวปราสาทเท่านั้น ตามเนื้อหาในข้อ 2 ของแถลงการณ์ที่ระบุว่า ด้วยเจตนารมณ์แห่งมิตรภาพและความร่วมมือกัน ราชอาณาจักรกัมพูชายิ้มรับว่า ปราสาทเขาพระวิหารที่จะเสนอขอขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีมรดกโลก ในขั้นนี้จะไม่รวมถึงพื้นที่กันชนทางด้านเหนือและตะวันตกของปราสาท (2. In the spirit of goodwill and conciliation, the Kingdom of Cambodia accepts that the Temple of Preah Vihear be nominated for inscription on the World Heritage List without at this stage a buffer zone on the northern and western areas of the Temple.)

*ใครกันแน่ต้องออกมารับผิดชอบ
จากประเด็นดังกล่าวได้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงตัวบุคคลที่แท้จริงที่จะต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว และมีการตั้งเป็นประเด็นคำถามว่า ใคร หรือพรรคการเมืองไหนกันแน่ ที่ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียเขาพระวิหาร หลังจากที่มีความพยายามบิดเบือน ป้ายสีรัฐบาลทั้งในสภาและข้างถนนมาอย่างต่อเนื่อง

ในวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” ทางสถานีโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ NBT ถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวว่าสิ่งที่นายนพดล ปัทมะ ไปตกลงกันไว้ที่ปารีสว่า จะเอาไปขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวพระวิหาร นั่นละไปเซ็นกับเขามา เอกสารชิ้นนี้เพิ่งจะมีคนเห็นว่าเป็นเอกสารดี มีความสำคัญ ยืนยัน เขมรก็มาตกลงแล้วว่าจะเอาเฉพาะที่นั่นไปขึ้น แต่ด่าทอว่ากล่าวกันเสียจนกระทั่งเกิดเหตุ

*ถึงเวลาตึงเครียดหดหัวกันหมด
เสร็จแล้วปรากฏว่าเมื่อปี 2543 รัฐมนตรีช่วยว่าการซึ่งเป็นคนสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ไปลงนามโดยใช้เอกสารที่เคยมีปัญหามาแล้วเมื่อ 45 ปีที่แล้ว จะมีการปรับปรุงเขตด้านชายแดน ใช้เอกสารที่มีปัญหาแล้ว อย่างนั้นไม่เป็นไรนะครับ อย่างนพดลฯ ไปจัดการไปเซ็น ไปตกลงว่าเอาเฉพาะพระวิหารไปขึ้น ล่อกันเสียจนกระทั่งเกิดเหตุ จนกระทั่งจะต้องกรีฑาทัพมารบกันเข้า แต่นี่เงียบกันไปหมดเลย พอตึงเครียดก็อย่างนี้เข้า เงียบกันไปหมดเลย

"ถามว่าแล้วมีความเห็นอย่างไรอย่างนี้ ไทยรัฐก็เขียน เดลินิวส์ก็เขียนไม่มีใครรับลูกเลย หดหัวกันหมด ไม่ละ ต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ ผมก็ขอประทานโทษนะครับ ขอประทานโทษจริงๆ ที่จะต้องใช้คำพังเพยเฉพาะตัว คือแต่ก่อนนี้เขาบอกว่าทำดีเป็นศรีแก่ตัว ทำชั่วต้องอัปราชัย ต้องว่ากันไปอย่างนั้น แต่ว่าคติพจน์ของผมเวลานี้ อย่างนพดลฯ ทำนี่ เขาเรียกว่า ทำดีอัปรีย์กินหัว ถ้าคนทำชั่วอย่างไปเซ็นไว้อย่างนั้นละก็ มีคนช่วยปกป้องให้ คือไม่มีใครพูดถึงเลย เอาเท่านั้นละกัน เดี๋ยวนี้เมืองไทยเป็นอย่างนี้ครับ"

สนธิสัญญาฝรั่งเศสทำเสียดินแดน
รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช หัวหน้าภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าพื้นที่ที่เราเรียกว่าพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร มันเกิดจากกรณีที่เราถือตามสนธิสัญญาปี 1904 และปี 1907 ที่สยามทำกับฝรั่งเศส ในนั้นบอกว่าให้เป็นไปตามสันปันน้ำ มาตราต่อมาก็บอกว่าให้คณะกรรมาธิการผสมทั้ง 2 ฝ่าย ทำการปักปันไปตามสันปันน้ำ ก็มีการทำแผนที่ เป็นการร้องขอฝ่ายเดียวของฝ่ายไทย ใช้เวลาสัก 3-4 ปี ฝรั่งเศสทำเสร็จส่งมา 11 ฉบับ ประเทศไทยในตอนนั้นก็ไม่ได้ทักท้วง

อย่างไรก็ตามตนเองไม่โทษฝ่ายไทย เพราะมันเป็นการยากที่จะคาดหวังว่า 100 ปีที่แล้วต้องมีความรู้มาตรวจสอบ แผนที่ตรงนี้มันมีส่วนที่กินพื้นที่ของเราไป มันเลยเกิดปัญหาว่า 4.6 ตร.กม.จะทำอย่างไร ตอนนี้หลายคนพูดว่าพื้นที่ทับซ้อนรวมทั้งตรงบันได เป็น no man's land ตนเห็นว่าไม่ควรใช้คำว่าพื้นที่ทับซ้อน

“ผมเห็นว่าโดยหลักแล้วการปักปันต้องเป็นไปตามหลักสันปันน้ำตามสนธิสัญญาเสมอ และเข้าใจว่าคณะกรรมการผสมไทยกับกัมพูชาก็ยืนยันว่าให้เป็นไปตามหลักสันปันน้ำ จึงน่าจะเรียกว่าเป็นพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ เพราะโดยสภาพแล้วอำนาจอธิปไตยทับซ้อนกันไม่ได้ ไม่เป็นของไทยก็ต้องเป็นของเขมร”

*จี้ปชป.-สุขมุพันธ์ชี้แจงประชาชน
ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย กล่าวหลังจากเห็นเอกสารการลงนามของม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ในหนังสือบันทึกความเข้าใจของรัฐบาลทั้งสองฝ่าย เรื่องการจัดเขตแดน ว่าจากหลักฐานที่ปรากฏ ขอให้พรรคประชาธิปัตย์ออกมาชี้แจงรายละเอียดโดยเร็วที่สุด ขอเรียกร้องให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร นายชวน หลีกภัย ที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำเอกสารฉบับจริงมาเปิดเผยให้ประชาชนดู เพราะถ้าไม่นำมาเปิดเผย ประชาชนจะทราบและตัดสินได้หาความถูกต้องได้อย่างไร ว่าการที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ลงนามไว้ในบันทึกฉบับดังกล่าว เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน ทำให้เพรี่ยงพร่ำประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ นพ.เหวง ยังได้เรียกร้องโดยระบุเป็นข้อว่า 1.ให้บุคคลที่กล่าวชื่อไปข้างต้นเผชิญหน้าต่อสังคมเพื่อชี้แจงข้อมูลที่แท้จริง 2. ให้บุคคลที่กล่าวชื่อไปข้างต้นนำเอกสารฉบับจริงออกมาชี้แจงต่อประชาชน 3. ขอให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ออกมาตอบคำถามกรณีที่ประเทศไทยต้องเสียเปรียบประเทศกัมพูชาเพราะเหตุใด 4. ขอให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ออกมายอมรับต่อประชาชนชาวไทยว่าที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ลงนามในบันทึกฉบับนั้นทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนหรือไม่ และ 5. ขอให้นำเอกสารของนายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ที่ไปลงนามร่วมกับประเทศกัมพูชา ทำให้เกิดกรณีวิพากษ์นั้น มาเปรียบเทียบกับของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ เอง เพื่อให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศพิจารณาว่าเอกสารบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลสองประเทศนั้น เอกสารฉบับของใครที่ทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนโดยแท้จริง

*เสียดินแดนรัฐบาลนี้ไม่เกี่ยว
ด้าน ดร.อดิศร เพียงเกษ กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การที่นายนพดลเดินทางไปลงนามสัญญาร่วมกับประเทศกัมพูชานั้น เป็นการช่วยเหลือประเทศไทยอย่างที่สุด เพราะมีการเจรจากรณีเขาพระวิหาร โดยทางประเทศกัมพูชาแจ้งว่าในส่วนของตัวปราสาทเขาพระวิหารเท่านั้นที่จะเป็นของประเทศกัมพูชา แต่ในส่วนพื้นที่โดยรอบไม่ใช่ของประเทศกัมพูชา หากแต่เป็นของประเทศไทย

เป็นเพราะคนบางกลุ่มไม่เข้าใจว่าการเสียดินแดนไม่ใช่เสียจากรัฐบาลนี้ จึงต่อต้านเรียกร้องจะเอาพระวิหารคืนให้ได้ ประเทศกัมพูชาจึงไม่พอใจนัก ทำให้เกิดการต่อสู้เรื่องดินแดนกันอีก ทั้งๆ ที่ควรจะไปถามพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเหตุเกิดที่คนของพรรคประชาธิปัตย์ หรือ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ที่เป็นคนไปลงนามทำบันทึกความเข้าใจให้เราต้องเสียดินแดน

*หรือจะให้จุดธูปถามม.ร.ว.เสนีย์
“หรือต้องจุดธูปถาม ม.ร.ว.เสนีย์ ว่าเริ่มต้นเสียดินแดนยังไง ดึง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ออกมาพูดให้ได้ ต้องด่าให้ถูกคน จะบอกประชาชนต้องบอกอย่างนี้ แล้วนายสนธิออกมาเรียกร้องจะเอาเขาพระวิหารคืน มาก่อความวุ่นวาย นายสนธิต้องถูกประหารชีวิต ต้องถูกแขวนคอ เป็นความระยำตำบอนของพันธมิตรฯ ปลุกปั่นคนให้คลั่งชาติ ทำให้มนุษย์กลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน สนธิ ลิ้มก็เป็นผู้นำสัตว์เดรัจฉาน ประชาธิปัตย์ก็เป็นประชาธิปด ต้องตีความจริงให้ประชาชนได้รู้ว่าใครเป็นจำเลยในเรื่องนี้กันแน่”

นอกจากนี้ ดร.อดิศร ได้กล่าวเพิ่มเติมเชิงประวัติศาสตร์ว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคสมัยล่าอาณานิคม เมื่อครั้งเจ้าแห่งฝรั่งเศสเป็นผู้ที่มีกำลังทางการรบ โดยนำเรือปืนไฟมาปิดแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงตัดสินใจแบ่งดินแดนระหว่างต่อกับประเทศกัมพูชา โดยให้ประเทศฝรั่งเศสเป็นผู้เขียนแผนที่ขึ้นมาใหม่

*แก้ปัญหาให้แต่กลับโดนกล่าวหา
ทางด้าน รศ.ดร.ศิลป์ ราศี นักวิชาการมหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวถึงกรณีที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในขณะนั้น ทำการลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจจัดทำหลักเขตแดนทางบก กรณีปราสาทเขาพระวิหารเมื่อปี 2543 ว่า แม้บันทึกความเข้าใจดังกล่าวที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ลงนาม เมื่อปี 2543 เกี่ยวกับกรณีปราสาทเขาพระวิหาร โดยไม่มีการทักท้วงข้อตกลงในบันทึกดังกล่าวที่ยึดเอาแผนที่ของฝรั่งเศส เป็นตัวตั้ง นั่นก็หมายถึงรวมกับพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ที่มีข้อพิพาทว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนไปด้วย แต่การจะเอาผิดย้อนหลังคงเป็นเรื่องที่พูดยาก เพราะเรื่องเกิดขึ้นมายาวนาน โดยที่รัฐบาลไทยไม่ได้มีการเรียกร้องแต่อย่างใด

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือปัญหาในขณะนี้ หลังจากที่ประเทศกัมพูชาจะทำการขึ้นทะเบียนประสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยรวมพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรไปด้วย เป็นเหตุให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไม่เห็นด้วยกับกรณีดังกล่าว และมอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ทำการเจรจากับประเทศกัมพูชา ว่าไทยไม่ยอมรับเอกสารดังกล่าว จนท้ายสุดรัฐบาลกัมพูชาต้องยอมรับ และมีการตกลงว่าในอีก 2 ปีข้างหน้าจะมีการตกลงกรณีพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง พร้อมการมีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย –กัมพูชา

*ซัดปชป.บิดเบือนข้อเท็จจริง
อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวพรรคประชาธิปัตย์ พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง พร้อมกับเป็นต้นเหตุแห่งการจุดชนวนความรุนแรงระหว่างประเทศในครั้งนี้ และทำให้ไทยไม่มีสัญญาที่จะชี้ได้ว่าพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตรเป็นของไทย เพราะศาลปกครองพิจารณาว่าแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นสนธิสัญญาและขัดต่อมาตรา 190 ถือเป็นอันโมฆะและสุดท้ายไทยอาจต้องเสียดินแดนอธิปไตยให้กับกัมพูชาโดยปริยาย

“ปัญหาที่เกิดในตอนนื้ ต้องโทษพรรคประชาธิปัตย์ และลงลึกไปตุลาการ ที่เข้ามาแทรกแซง ทั้งๆ ที่ไม่มีหน้าที่โดยตรงพรรคฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้จุดชนวนให้เกิดกระแสความรุนแรง ทำเรื่องที่ไม่เป็นปัญหา ให้เป็นปัญหา ทั้งๆ ที่

แถลงการณ์ร่วมที่นายนพดลเซ็นนั้นเป็นการปกป้องดินแดนของไทย ไม่ให้เสียไปแม้แต่ตารางเมตรเดียว ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ หรือแม้แต่สมัยของคุณสุขุมพันธ์เองก็ยังลงนามยอมรับและสนับสนุนแผนที่ของฝรั่งเศสอย่างเต็มที่ นี่จะหมายความว่าอย่างไรได้ ต้องให้ประชาชนตัดสิน” ดร.ศิลป์ กล่าว



Sunday, August 3, 2008

'สมัคร4'-ไม่พลิก โปรดเกล้า 'โกวิท' ผงาดมท.1

หลังจากที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ได้นำรายชื่อคณะรัฐมนตรี ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมานี้นั้น

โปรดเกล้าฯ ครม.ใหม่ “สมัคร 4”

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ได้มีประกาศให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี และแต่งตั้งรัฐมนตรี (พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 29 มกราคม พุทธศักราช 2551 แล้ว และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2551 และประกาศครั้งสุดท้ายลงวันที่ 26 กรกฎาคม พุทธศักราช 2551 นั้น

บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า สมควรปรับปรุงรัฐมนตรีบางตำแหน่ง เพื่อความเหมาะสมและเกิดประโยชน์แก่ราชการอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 และมาตรา 183 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี และแต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

1. ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีดังต่อไปนี้

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี นายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

2. ให้แต่งตั้งรัฐมนตรีดังต่อไปนี้

พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายมั่น พัธโนทัย เป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกหนึ่งตำแหน่ง นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายพิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายไชยา สะสมทรัพย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายประสงค์ โฆษิตานนท์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 2 สิงหาคม พุทธศักราช 2551 เป็นปีที่ 63 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ วันที่ 5 ส.ค.

นอกจากนั้น ยังมีประกาศสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2551 ด้วยว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 2 สิงหาคม พุทธศักราช 2551 นั้น

บัดนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรี นำรัฐมนตรีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ

ก่อนเข้ารับหน้าที่ในวันอังคารที่ 5 สิงหาคม 2551 เวลา 17.00 น. ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

การแต่งกาย เครื่องแบบปกติขาว และติดเครื่องหมายสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี


อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ