WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 6, 2008

แค่หน้าด้านก็พอ?

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ข้อร้องเรียนถึงพฤติกรรมความไม่ชอบมาพากล ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. มีมาอย่างต่อเนื่องและหลายเรื่องหลายราวติดต่อกัน แต่ทุกวันนี้ทุกเรื่องก็ยังเงียบหาย ไม่มีทั้งคำชี้แจงจากปากคุณหญิง และไม่มีทั้งความคืบหน้าของคดีข้อร้องเรียน จนเสมือนว่าเรื่องราวถูกลบทิ้งไปจากฐานข้อมูล

นับตั้งแต่คดีที่ส่อว่าจะมีการฮั้วจากการจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ ให้บริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ เข้าไปรับงานจัดอบรมให้บุคลากรของ สตง.อย่างต่อเนื่อง หลายต่อหลายรุ่น มีมูลค่าการจัดจ้างหลายล้านบาท

ซ้ำในเวลาต่อมายังมีการผูกโยงตัวละครที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าของบริษัท ที่พบว่าเคยร่วมงานและมีความรู้จักมักคุ้นกับคุณหญิงจารุวรรณ มาก่อนหน้า

แถมบริษัท ดังกล่าวก็ยังเช่าอาคารพาณิชย์ ของนายทรงเกียรติ เมณฑกา สามีตามกฎหมายของคุณหญิงจารุวรรณ ทำสำนักงาน ที่อาจส่อว่าเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน

เรื่องนี้ถูกร้องไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และมีการสอบสวนจนได้พยานหลักฐานเพิ่มเติมมัดแน่นมากมาย แต่นอกจากจะไม่มีคำชี้แจงที่น่าฟังออกจากปากคุณหญิงแล้ว กลับมีการส่งเจ้าหน้าที่ สตง. จำนวนมากจนผิดปกติ เข้าไปตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของดีเอสไอ ตามมาด้วยการออกมาขู่ว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่นำเรื่องนี้ออกมาเปิดเผย

แต่ผ่านมาจนป่านนี้จะครบปีเข้าไปแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าคุณหญิงจารุวรรณ จะมีการฟ้องร้องใครที่ไหน ทั้งที่มีหลายคน หลายฝ่ายตั้งตารอคอย เพราะจะเป็นโอกาสดีที่จะได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงกันในกระบวนการยุติธรรม ไม่ต้องมานั่งอมพะนำ ทำเป็นวางท่าเก่งกาจ

นอกจากเรื่องนั้น ก็ยังมาถึงเรื่องคฤหาสน์หรูที่กลุ่ม PRAC นำโดย วันชัย เรืองจรูญหิรัญ เปิดโปงออกมาเป็นละรอก ตั้งแต่ค่าก่อสร้างและค่าที่ดินในบ้านหลังงามที่ไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ล้านบาท มีที่มาของเงินอย่างไร เรื่องนี้คุณหญิงจารุวรรณ ก็ให้การไว้อย่างสับสน ไม่รู้ว่ามีเงินเมื่อไรค่อยสร้าง หรือว่ากู้เงินมาจากธนาคารกันแน่

แล้วถ้ากู้เงินจะไปกู้มาจากธนาคารไหน ค่าแบบค่าก่อสร้างหมดไปอีกเท่าไร หรือจะไปเกี่ยวข้องกับการต่างตอบแทนใดๆ กับเทศบาลปากเกร็ด อย่างที่มีคนกล่าวอ้างอีกหรือไม่ ก็ไม่เคยมีการแสดงข้อเท็จจริงให้ปรากฏ

ทั้งยังมีที่ดินของลูกชาย น้องสาว ที่คุณหญิงโอนให้ แต่ละแปลงไม่น่าจะต่ำกว่า 10 ล้านบาท ไปยังไงมายังไง น่าจะยินยอมให้สังคมตรวจสอบกันได้ เหมือนอย่างที่คุณหญิงทำงานอยู่ในองค์กรตรวจสอบย่อมรู้ดี ว่าการเป็นข้าราชการ ความโปร่งใสเป็นเรื่องสำคัญเหนืออื่นใด

และเมื่อพูดถึงบทบาทหน้าที่ของคุณหญิงก็อดคิดต่อไปไม่ได้ ว่าคุณหญิงย่อมรู้ดี ว่าเมื่อมีข้อกล่าวหา ก็ต้องมีหลักฐานมาหักล้าง ถึงจะพอทำให้เชื่อได้ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และเพียงแค่คำอ้างปากเปล่าข้างๆ คูๆ หรือคำขู่ คำบ่น คำด่า คงไม่พอจะช่วยให้เกิดความผุดผ่องขึ้นมาได้

ดังนั้นเมื่อคุณหญิงจารุวรรณ พูดพล่ามอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ที่โดนใส่ร้ายป้ายสี ทำไมจึงไม่ออกมาชี้แจงแสดงหลักฐานให้สังคมหายสงสัย ผมเชื่อว่าอย่างไรสังคมก็ต้องเชื่อ “ของจริง” มากกว่า “ของปลอม” เสมอ
และเชื่อว่าที่สุดแล้ว “คนเลว” อย่างไรเสียก็ต้องแพ้ภัย “คนดี”

ยิ่งตอนนี้มีคนที่อ้างตัวเองว่าเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ สตง. ออกมาร่อนหนังสือร้องเรียนไปถึงหลายหน่วยงาน คุณหญิงจารุวรรณ ยิ่งต้องรีบออกมาอธิบาย เพราะ 8 ข้อกล่าวหาแต่ละเรื่องล้วนเป็นเรื่องฉกรรจ์ บอกตรงๆ ว่าไม่กล้าที่จะปักใจเชื่อง่ายๆ ว่าคนดีในสายตาใครต่อไครอย่างคุณหญิงจารุวรรณ จะมีพฤติกรรมเยี่ยงนั้น

แต่หากไม่ได้รับข้อมูลยืนยัน ไม่มีการพิสูจน์ความจริง ก็ไม่แน่เหมือนกันว่านานวันเข้าความคิดอ่านมันจะเปลี่ยนไป เพราะเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คิดคล้ายกันว่าถ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้ทำผิดก็ไม่เห็นจะต้องกลัวหรือร้อนตัวอะไร

ในเวลานี้ผมคงไม่กล้าปักใจเชื่อทั้ง 8 ข้อกล่าวหา แต่ก็อยู่ที่ว่า ในโอกาสจากนี้ไปคุณหญิงจารุวรรณ จะทำให้สังคมเชื่อถือได้แค่ไหน ทั้งเรื่อง 1.บริหารงานไร้คุณธรรม เล่นพรรคเล่นพวก 2.ส่อว่าจะมีการเรียกรับผลประโยชน์ 3.การใช้ตำแหน่งที่อาจส่อไปในทางมิชอบ

4.การส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบดีเอสไออย่างน่าสงสัยหลังถูกร้องเรียน 5.การจ้างบริษัททัวร์ผูกขาด 6.การจ้างบริษัทฝึกอบรมผูกขาด 7.การนำครอบครัวเดินทางไปพร้อมกับคณะสตง. ที่อาจมีการใช้งบประมาณราชการ 8.นำรถราชการไปใช้ทั้งที่มีรถประจำตำแหน่งอยู่แล้ว

ยืนยันว่าทั้งหมดนั้นเป็นเพียงข้อมูลตามเอกสารร้องเรียน แม้ว่าแทบทุกเรื่องจะแนบหลักฐาน หรือแหล่งค้นคว้าหาข้อมูลยืนยันมาด้วย แต่ก็ไม่ใช่ข้อสรุปว่าเป็นจริงตามนั้น

เรื่องนี้คงต้องฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาล ว่าเพื่อเป็นการรักษาองค์กรที่ต้องทำหน้าที่ในการพิทักษ์ความโปร่งใสเอาไว้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความกระจ่าง

ไม่ว่าผลที่ออกมาจะเป็นไปในทางใดก็ตาม คุณหญิงจารุวรรณ ก็ย่อมรู้ว่าเมื่อกระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้นลง คนดีก็ย่อมเป็นคนดีอยู่วันยังค่ำ และกลับกันคนเลวก็ต้องรับโทษทัณฑ์ไปตามระเบียบ

และเมื่อพูดถึงกรณีนี้ก็อดนึกต่อไปถึง ป.ป.ช. และ กกต. ที่มีที่มาขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้ เพราะถึงวันนี้ก็ยังเล่นบทไม่รู้ไม่ชี้แบบเดียวกันกับคุณหญิงจารุวรรณ ด้วยความเชื่อว่าจะไม่มีใครทำอะไรได้

คงต้องฝากถึงรัฐบาลว่า...บ้านนี้เมืองนี้มีกฎหมาย มีกฎเกณฑ์กติกาชัดเจน

ไม่ใช่ว่าใคร “หน้าด้าน” กว่าก็สามารถชูคออยู่ในสังคมได้ ซะเมื่อไรล่ะ...!!

บิ๊กโบ๊ต



Tuesday, August 5, 2008

คุณพรทิพย์ ระบุทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจร่วมประชุม ครม.ได้

ทำเนียบฯ 5 ส.ค. - คุณพรทิพย์ จาละ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ สามารถเข้าร่วมประชุม ครม.ได้ และไม่ขัดกฎหมายผลประโยชน์ทับซ้อน แต่หากมีปัญหาผู้เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม วันนี้ไม่มีท่านใดมาเข้าร่วมประชุม.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-08-05 10:13:39




รัฐบาล-ทหาร-สภาฯ เห็นชอบใช้พื้นที่เกียกกาย สร้างรัฐสภาใหม่

รัฐสภา 4 ส.ค. - ที่ประชุมร่วม “รัฐบาล-รัฐสภา-ทหาร” เห็นชอบใช้พื้นที่เกียกกาย ก่อสร้างรัฐสภาใหม่ ยืนยันชุมชนและโรงเรียนโยธินฯ ไม่มีปัญหา พร้อมย้ายไปอยู่ที่ใหม่ คาดวางศิลาฤกษ์ก่อน 5 ธ.ค. และสร้างเสร็จภายใน 3 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ว่า เวลา 16.00 น. วันนี้ (4 ก.ค.) นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมพิจารณาสรุปแนวทางการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ที่อาคารรัฐสภา โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ซึ่งก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเลือกกรมการขนส่งทหารบก เกียกกาย เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่

โดยก่อนการประชุม นายกรัฐมนตรีปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชน กรณีคนใกล้ชิดรับสินบน 10 ล้านบาท โดยนายกรัฐมนตรีมีสีหน้าเรียบเฉย หลังจากที่เมื่อวานนี้ (3 ส.ค.) แสดงความไม่พอใจสื่อมวลชนอย่างมาก

หลังจากใช้เวลาประชุมนานประมาณ 2 ชั่วโมง นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา พร้อมด้วย พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯ และนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา ได้ร่วมกันแถลงข่าว โดยนายชัย กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบในการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่บริเวณที่ราชพัสดุถนนทหาร เนื้อที่ 119 ไร่ พื้นที่เกียกกาย บางซื่อ ส่วนการวางศิลาฤกษ์อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ จะทำก่อนวันที่ 5 ธันวาคน 2551 ส่วนงบประมาณนั้น ในปี 2551 จะใช้งบประมาณของรัฐสภาที่มีอยู่ 300 ล้านบาท ก่อน ส่วนในปี 2552 จะตั้งงบเวนคืน 4,800 ล้านบาท ส่วนงบอื่น ๆ จะพิจารณาแบบค่อยเป็นค่อยไป ยืนยันว่าไม่ถึงหมื่นล้านบาทอย่างที่กล่าวหา

ด้านนายนิคม กล่าวถึงการพิจารณาเรื่องชุมชนในพื้นที่ดังกล่าวและการเวนคืนที่ดินว่า ชุมชนที่อยู่บริเวณดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นชุมชนทอผ้า โรงเรียนโยธินบูรณะ ได้มีการเจรจาจนไม่มีปัญหาแล้ว ในส่วนของโรงเรียนโยธินฯ จะย้ายไปที่บริเวณโรงเรียนวัดสร้อยทอง ห่างจากที่เดิมประมาณ 1.7 กิโลเมตร ในพื้นที่ 16 ไร่ ซึ่งก็ไม่มีปัญหา ส่วนการประกวดราคาในการก่อสร้าง ที่ประชุมยืนยันว่า จะไม่มีการใช้แบบพิเศษ โดยการประมูลจะดำเนินการอย่างรอบคอบและค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งคาดว่าการก่อสร้างคงใช้เวลาประมาณ 3 ปี จะแล้วเสร็จ. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-04 19:22:42



‘สมัคร’ย้ำจัดงานมงคลจนถึงสิ้นปีมี5งานใหญ่เน้นทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

"สมัคร" ย้ำจัดงานมงคลต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี 5 งานใหญ่ ทั้งงาน จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน งาน 100 ปีพระราชานุสาวรีย์พระพุทธเจ้าหลวง และงานพระราชพิธีส่งเสด็จพระพี่นางฯ สู่สวรรคาลัย โดยจะจัดกิจกรรมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทั่วทั้งประเทศ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ถวายความจงรักภักดี และดึงคนไทยทุกส่วนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสร้างเสริมความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชาติบ้านเมือง

ในตอนสายวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ขยายความถึงสิ่งที่ได้พูดไว้ในรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมา ว่าที่ได้พูดถึงการจัดงาน “ จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน” นั้นยังไม่มีรายละเอียด จึงขอพูดอีกครั้งว่าจะมีการจัดงาน 5 งานใหญ่ ที่จะทำตั้งแต่วันนี้จนถึงปลายปี จะนับว่าเป็นของขวัญหรือจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้

โดยในวันที่ 10-12 สิงหาคม จะทำงานถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นเรื่องงานพระราชวังดุสิต มีการออกร้านต่าง ๆ รวมทั้งนำสินค้าจากศูนย์ศิลปาชีพมาจำหน่าย มีซุ้มอาหารจากภาคต่าง ๆ โดยรอบลานพระราชวังดุสิต แล้วทรงโปรดเกล้าฯ ที่จะให้เชิญผู้ที่มาร่วมงานเข้าไปในพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยขอว่าผู้ที่จะเข้าไปให้แต่งกายให้เรียบร้อย เพื่อเข้าไปชม ซึ่งจะไม่เสียค่าธรรมเนียมหรือค่าเข้าชมอะไร

ส่วนงานที่ 2. จะเป็นงาน 116 วัน จากวันแม่ถึงวันพ่อ ที่คิดแบบนี้ก็ขออธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า ตอนนี้ผู้คนแบ่งแยกกันในบ้านเมือง แต่เราไม่คิดจะแยก พวกตนที่เป็นรัฐบาลก็แยกไม่ได้ จะต้องทำให้รวมกัน ส่วนจะรวมได้แค่ไหน อย่างไรก็ว่าไป

นอกจากนี้จะทูลเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งเป็นพระบรมราชโอรส เสด็จมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพระราชทานธงให้กับ ผวจ. ทั้ง 76 จังหวัด เมื่อ ผวจ. รับธงพระราชทานไปก็จะนำไปวิ่งกัน 116 วัน โดยมีสัญญากันว่าวันที่ 3 ธันวาคม จะนำธงพระราชทานนั้นกลับมายังลานพระราชวังดุสิต และถวายให้กับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช โดยกิจกรรม 116 วันของแต่ละจังหวัด ก็จะมีการจัดวิ่งไปในทุก ๆ พื้นที่ เป็นการแสดงความผูกพันว่าชีวิตของคนไทยเราเทิดทูนพระมหากษัตริย์ ผู้คนที่คิดจะแตกแยกกันก็คงคิดได้ว่าสิ่งที่เราจะทำ จะช่วยกันทุกฝ่ายและดึงทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกัน

สำหรับงานที่ 3 จะมีตั้งแต่วันที่ 14-23 ตุลาคม เรียกว่างาน 100 ปีพระราชานุสาวรีย์พระพุทธเจ้าหลวง ที่ผ่านมาในวันที่ 23 ตุลาคม ทุกคนทราบว่าเป็นวันสวรรคตเมื่อปี 2453 แต่มีการสร้างพระราชานุสาวรีย์ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2451 การจัดงานจะมีตลอด 9 วัน โดยเป็นการจัดนิทรรศการของทุกหน่วยราชการในการเสด็จพระราชดำเนินในต่างประเทศ ไม่ใช่การสมโภช และจะจัดแสดงทั้งในลานพระราชวังดุสิตและพระที่นั่งอนันตสมาคม

ส่วนงานที่ 4 จัดขึ้นวันที่ 14 พฤศจิกายน เป็นงานส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย โดยจะให้คนทั้งประเทศสงบนิ่งในหนึ่งเวลาเพื่อส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ ซึ่งในวันพระราชทานเพลิงพระศพ ในทุกๆ จังหวัดจะมีจุดที่จัดให้สำหรับประชาชน โดยจะมีการกำหนดระยะเวลาอย่างเป็นทางการ ซึ่งในเวลา 18.00 น.จะมีการจุดเทียนส่งเสด็จ โดยจะทำพร้อมกันทั้งประเทศ ทุกคนจะหยุดนิ่งถือเป็นการถวายแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ขอให้พร้อมใจกันทั่วทั้งประเทศส่งดวงพระวิญญาณ ถือเป็นการรวมใจถึงเจ้านาย

นายสมัคร กล่าวอีกว่า งานที่ 5 จัดขึ้นในวันที่ 5 ธันวาคม โดยจะเริ่มจัดงานตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะมีงานผูกพันร้อยเรียงกันแบบนี้ทั้ง 5 งาน




เชื่อทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจช่วยกู้วิกฤติชาติ

รัฐบาลยัน “ดร.โกร่ง” แยกแยะเรื่องส่วนตัว-ประเทศชาติได้ ยืนยันไม่มีสิทธิลงมติในที่ประชุมครม. และไม่มีผลทางกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องลาออกจากที่ปรึกษาบริษัทเอกชน เชื่อ 5 ขุลพลจะช่วยแก้วิกฤติเศรษฐกิจของชาติได้ โพลชี้คนไทยปลื้มรัฐมนตรีใหม่ โดยเฉพาะ “เตช บุนนาค – โกวิท วัฒนะ”

ภายหลังที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.)ในชุด “สมัคร4” อย่างเป็นทางการ บรรยากาศความเคลื่อนไหวการเข้าดูห้องทำงานใหม่ และอำลาตำแหน่งเดิมของวันนี้เป็นไปด้วยความคึกคัก

นอกจากนี้ในด้านกระแสข้อกังขา ที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งที่ปรึกษาครม.ด้านเศรษฐกิจกิตติมศักดิ์ มีนายวีรพงษ์ รามางกูร ที่ปรึกษาในบริษัทเอกชน และอดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และจะมีนายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง นายปรเมธี วิมลศิริ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานคณะกรรมการบริหารสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) และนายมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นกรรมการ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายวีรพงษ์นั้นหากมาดำรงตำแหน่งแล้วจะขัดต่อข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่นั้น
ล่าสุดพล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ทีมที่ปรึกษาฯจะเข้าร่วมประชุมครม.เฉพาะครั้งที่มีวาระด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ เข้าสู่ที่ประชุมเท่านั้นแต่ไม่สามารถจะลงมติในการประชุมได้ ทั้งนี้เชื่อว่า ทั้ง 5 ท่านมีวุฒิภาวะสูงในทุกด้าน สามารถแยกแยะได้ว่าอันไหนเป็นเรื่องประเทศชาติ อันไหนเป็นเรื่องส่วนตัว ทั้งนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีจะนำเสนอให้ ครม.รับทราบในวันที่ 5 สิงหาคมนี้

* เชื่อ ดร.โกร่ง ทำเพื่อบ้านเมือง

ในกรณีเดียวกัน ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาทางกฎหมายพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า นายวีรพงษ์ไม่จำเป็นต้องลาออกจากการเป็นที่ปรึกษาในบริษัทเอกชน เพราะตำแหน่งที่รัฐบาลได้มอบหมายให้ทำหน้าที่ประธานที่ปรึกษาครม.ด้านเศรษฐกิจนั้นไม่ได้เป็นตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีผลทางกฎหมาย แต่เป็นเพียงการให้คำแนะนำแก่รัฐบาลเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลอาจจะนำคำปรึกษาไปใช้หรือไม่ก็ได้ ส่วนประเด็นที่คณะที่ปรึกษาฯ จะเข้าประชุมร่วมกับ ครม.ทุกครั้งหรือไม่นั้นอยู่ที่นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสม อย่างไรก็ดีเชื่อว่าการเข้ามารับตำแหน่งของนายวีรพงษ์ในครั้งนี้ถือเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมาก

* รมช.คลังช่วยการันตีทีมที่ปรึกษา
ส่วนนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรณีที่นายวีรพงษ์ มารับหน้าที่เป็นประธานทีมที่ปรึกษาฯนั้น ไม่น่ามีปัญหาในการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจอื่นๆ แม้จะมีความเห็นแตกต่างกัน แต่กลับจะทำให้เกิดการประสานสอดคล้องกันของนโยบายมากขึ้น โดยนโยบายสำคัญ คือการประสานนโยบายต่างๆ ให้สอดคล้องกันทั้งนโยบากายการคลัง นโยบายการเงินและนโยบายด้านพลังงาน เพื่อช่วยผลักดันด้านเศรษฐกิจ โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายความร่วมมือในการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน

ขณะเดียวกันกรณี นายไชยา สะสมทรัพย์ ได้กลับเข้ามาเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จากที่ก่อนหน้านี้ต้องพ้นสภาพการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เหตุมาจากไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินของภริยาในส่วนที่ถือหุ้นบริษัทเอกชนเกิน 5% ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตนเชื่อมั่นว่า ครั้งนี้นายไชยา จะยื่นหลักฐานแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.เป็นที่เรียบร้อย
นายไชยาคงต้องทำให้ถูกต้องและต้องเข้าใจว่าสามารถแต่งตั้งนายไชยาเข้ามาเป็นรัฐมนตรีใหม่ได้เพราะในครั้งนั้นไม่มีการยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือตัดสิทธิทางการเมือง อีกทั้งนายไชยาย้ำว่าเข้าใจกฎหมายผิดในการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน และ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้ชี้มูล ส่วนความรู้ความสามารถในการบริหารงานนั้น ก็อยู่ที่ดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าไม่สามารถทำการยื่นถอดถอนนายไชยาได้อีกครั้งแน่

* “ไชยา”ให้เวลาพิสูจน์ผลงาน
ด้าน นายไชยา สะสมทรัพย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า นี่คือเรื่องปกติเมื่อมีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ก็จะเกิดความไม่เชื่อมั่นว่าจะสามารถนำองค์กรเดินไปข้างหน้าได้หรือไม่ จึงขอเวลาพิสูจน์ผลงาน โดยภารกิจแรกที่จะทำก็คือ การแก้ปัญหาราคาสินค้า ซึ่งเบื้องต้นจะต้องพิจารณาต้นทุนสินค้าก่อนว่าจะให้ปรับราคาหรือไม่ แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรม ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

ด้านนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางมาอำลาตำแหน่ง รัฐมนตรีที่กระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรี เมื่อเวลา 11.30 น.โดยนายมิ่งขวัญ จะทำการสักการะพระรูปพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ากิติยากรวรลักษณ์ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ พระผู้ก่อตั้งกระทรวงพาณิชย์และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง เพื่อเป็นสิริมงคลก่อนจะอำลาผู้บริหารและข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ต่อไป โดยใช้ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ บริเวณชั้น 4 ทั้งนี้ นายมิ่งขวัญ ยังปฏิเสธตอบคำถามเกี่ยวกับการลดความน่าเชื่อถือลง จากการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จนทำให้ได้รับตำแหน่งใหม่เป็นเพียงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเพียงตำแหน่งเดียว

*“มิ่งขวัญ” เชื่อ “ไชยา” ทำงานได้
ต่อข้อถามถึงความคิดเห็นต่อนายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่นั้น นายมิ่งขวัญกล่าวเพียงว่าเชื่อว่าจะสามารถทำงานด้านเศรษฐกิจได้ แต่ทั้งนี้ยังไม่ได้มีการหารือร่วมกันแต่อย่างใด และขอให้ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความร่วมมือในการทำงานกับ รมว.พาณิชย์คนใหม่ เช่นเดียวกับที่เคยให้กับตน นอกจากนี้ในวันอังคารที่ 5 สิงหาคม นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็จะอำลาตำแหน่งต่อผู้บริหารระดับสูงและข้าราชการของกระทรวงพาณิชย์เช่นกัน

ในโอกาสนี้ นายมิ่งขวัญ ได้กล่าวขอบคุณข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ทุกคน ที่ให้ความร่วมมือ ในการทำงานตลอดช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ทำให้การส่งออกของประเทศสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ราคาสินค้าเกษตรมีราคาดี และขอฝากให้รมว.พาณิชย์ คนใหม่ ช่วยดูแลราคาสินค้าและผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะราคาข้าวของชาวนา และยังขอให้ข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความร่วมมือในการทำงานกับ รมว.พาณิชย์คนใหม่ เช่นเดียวกับที่เคยให้กับตน

*มท.ยกโขยงรับ”โกวิท”ชื่นมื่น
อย่างไรก็ตามสีสันการเข้ารับตำแหน่งใหม่ของครม.ชุดปัจจุบันนี้ ยังคงอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย โดยในช่วงเช้าเดียวกัน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง โดย ถือฤกษ์งามเวลา 10.29 น. เดินทางมาถึงกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะผู้ติดตามกว่า 10 คน

โดยมีสีหน้าที่ยิ้มแย้ม มีนายสุพล ฟองงาม รมช.มหาดไทย นายพงศ์โพยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวิชัย ศรีขวัญ อธิบดีกรมการปกครอง นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมทั้งข้าราชการระดับสูงให้การต้อนรับ พร้อมแนะนำห้องทำงานภายในกระทรวง ทั้งนี้พล.ต.อ. โกวิท ได้ดูงานที่กระทรวงมหาดไทย โดยในระหว่างการพูดคุยกับข้าราชการ พล.ต.อ.โกวิทฯ ได้ขอให้เจ้าหน้าที่รีบนำป้ายชื่อของตัวเองมาตั้งบนโต๊ะทำงาน พร้อมทั้งขอให้เปลี่ยนโต๊ะทำงานใหม่ที่ไม่ต้องการให้ซ้ำกับรัฐมนตรีคนเดิม

พร้อมกันนี้ รมว.มหาดไทย คนใหม่ ยังได้เข้าสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ห้องใกล้ห้องทำงาน จากนั้น เดินทางไปดูห้องทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลด้วย
โดยได้เข้ามาเยี่ยมชมห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 บริเวณชั้น 4 ซึ่งเป็นห้องทำงานเดิมของ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใช้เวลาในการสำรวจห้องทำงานประมาณ 15 นาที ก่อนที่จะเดินทางไปยังตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเข้าพบนายกรัฐมนตรี พร้อมปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใด ๆต่อสื่อมวลชน

*มท.1ประเดิมทำงาน 6 ส.ค.นี้
ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ จะเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงมหาดไทย และเข้าทำงานอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 6 สิงหาคมนี้ เวลา 09.00 น. และเริ่มมอบนโยบายการทำงานแก่ผู้บริหารระดับสูงและผู้ว่าราชการทั่วประเทศ ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์อย่างเป็นทางการครั้งแรก ในเวลา 10.00 น. ก่อนจะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนต่อไป

ส่วนบรรยากาศการอำลาตำแหน่ง ของ นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นั้น เป็นไปด้วยความเบิกบาน สร้างเสียงหัวเราะให้แก่ข้าราชการ ต่อจากนั้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข ข้าราชการเข้าแถวมอบกุหลาบให้แก่ นายอนุสรณ์ อย่างเนืองแน่น ทำให้อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ยิ้มจนแก้มปริ พร้อมยังได้กล่าวทิ้งท้ายเกี่ยวกับคณะทำงานของรัฐมนตรีบางตำแหน่ง จะต้องมีการย้ายไปช่วยงานที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้วย อาทิ โฆษกกระทรวง

ด้าน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมคนใหม่ เตรียมเดินทางเข้าทำงานที่กระทรวงวัฒนธรรม ในวันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคมนี้ โดยถือฤกษ์เวลา 13.09 น. จะมีการเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง เพื่อมอบนโยบายและแนวทางการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม

พม.เปลี่ยนรมต.บ่อยไม่มีปัญหา
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่าภายหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข แทน รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าตนมักจะถูกปรับตำแหน่งทุกครั้งที่มีการปรับครม.ว่าไม่รู้สึกอะไรไม่มีปัญหา ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีให้ทำอะไรก็พร้อมปฏิบัติตามหน้าที่ ทั้งนี้มองว่าการที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มักถูกเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีบ่อย ๆ ไม่มีผลกระทบต่อสังคมและการปฏิบัติงานของข้าราชการในกระทรวง

อย่างไรก็ตาม นายชวรัตน์ ยังเห็นด้วยกับการที่ นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ จะเข้ารับตำแหน่ง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพราะมองว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและสนิทกับตนซึ่งสามารถพูดคุยและมอบหมายงานต่อได้

*โพลชี้ประชาชนปลื้ม "เตช-โกวิท"

ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) สำรวจความคิดเห็นเรื่องความรู้สึกของประชาชนหลังปรับ ครม. สมัคร 4 โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 1,158 คน เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนร้อยละ 36.8 พอใจในภาพรวมของ ครม.ชุดใหม่

โดยเชื่อว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศได้ สำหรับตำแหน่งที่เห็นว่ามีการแต่งตั้งผู้มาดำรงตำแหน่งได้เหมาะสมที่สุด 3 อันดับแรกคือ นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร้อยละ 36 ,พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร้อยละ 21.5 และ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ร้อยละ 8.5 อย่างไรก็ตาม ประชาชนร้อยละ 52 เชื่อว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเหมือนเดิม ขณะที่อีกร้อยละ 27.9 เชื่อว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะดีขึ้น และร้อยละ 20.1 เชื่อว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะแย่ลง

นักวิเคราะห์ บล.บัวหลวง และ บล.เอเซีย พลัส มองตรงกันว่า ดัชนีมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ในระยะสั้น เพราะปลอดปัจจัยลบใหม่ๆ การปรับ ครม.ออกมาตามโผ

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐ รวมถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ

บล.กสิกรไทย และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ดัชนีน่าจะฟื้นตัวขึ้นได้เพราะปัจจัยในประเทศเบาลงและเก็งกำไรผลดำเนินงานบริษัท โดยรอผลการประชุมเรื่องขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐและตลาดหุ้น ในภูมิภาค รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ



‘นักวิชาการ’ซัดรธน.โจร ฟื้นอำมาตยาธิปไตยใหม่

นักวิชาการหนุนแก้ รธน.50 ระบุตัวการสถาปนา “อำมาตยาธิปไตย” ที่มากไปด้วยปัญหา มีองค์ประกอบทั้ง ส.ว.ลากตั้ง องค์กรจากน้ำลายรัฐาธิปัตย์ และศาล ขณะที่โพลชี้ประชาชนรวมพลังหนุนแก้เต็มที่ ด้าน “สามารถ แก้วมีชัย” เผยรอรายงานคณะ กมธ. 18 ส.ค.นี้ ย้ำถ้าไม่อยากให้เหลือซากเผด็จการต้องตัดติ่งเน่า ม.309

หลังจากที่มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยนิติบัญญัติ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็กลายเป็นเรื่องที่ถูกจับตาจากหลายฝ่าย และยังเป็นที่น่าสนใจมากขึ้นเมื่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เปิดประเด็นในรายการสนทนาประสาสมัคร ทางสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่าการที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ก็เพราะกลัวการแก้ไข ม.63 ที่ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้าที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายความร่วมมือในการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน นายกรัฐมนตรี ได้มอบเอกสาร 1 แผ่น ผ่านทาง พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อแจกให้กับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าว พร้อมกับให้โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอ่านข้อความดังกล่าวด้วย

โดยเนื้อหาภายในเอกสารดังกล่าวมีข้อความดังนี้ "รัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ที่พันธมิตรฯ กลัวจะแก้ เป็นดังนี้ บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยไม่มีการสร้างข้อมูลเท็จเอามากล่าวหา ไม่ปลุกระดมประชนให้หลงผิด ไม่ใช้สื่อโฆษณาชวนเชื่อ ไม่บังคับ และไม่จ้างวานกลุ่มบุคคลใดๆ ให้มาร่วมชุมนุม"

ทั้งนี้เนื้อหาเดิมของรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ในปัจจุบันที่ระบุเพียงว่า"บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรืออยู่ในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก"

เชื่อประชาชนหนุนแก้รธน.โจร
ด้าน นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปแม้ว่ากลุ่มพันธมิตรประกาศชุมนุมเคลื่อนไหวคัดค้านก็ตาม เพราะผลสำรวจเอแบคโพลพบว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยต่อไปจะกำหนดประเด็นในการแก้ไขว่าควรแก้ไขในประเด็นใดบ้างแล้วไปหารือกับพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อให้มีความเห็นเป็นไปในทิศทางเดียวกันและเพื่อความเป็นเอกภาพ ซึ่งเบื้องต้นจะแก้ไขเรื่องระบบการเลือกตั้ง แต่ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการยกร่างแก้ไขมาตรา 63 ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม แต่เห็นว่าควรที่จะมีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะเพื่อควบคุมการชุมนุมซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาอยู่

ส่วนเรื่องการทำประชามตินั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วยโดยผ่านการทำประชามติอย่างแนวคิดเดิมที่เคยมีการเสนอกันไว้

เชื่อแก้รธน.ไม่เกิดความรุนแรง
ขณะที่นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เปิดเผยว่า การยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ว่า จะมีการยื่นญัตติภายหลังจากได้เห็นผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้เพื่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ได้รายงานต่อสภาในวันที่ 18 สิงหาคมนี้

นายสามารถ กล่าวว่า ส่วนจะยื่นญัตติแก้ไขในประเด็นใดบ้างนั้น จะต้องมีการพิจารณากันอีกครั้ง เพราะจะต้องดูผลการศึกษาหลายๆ ส่วน ทั้งจากสภา จากนักวิชาการ และเสียงสะท้อนของ ส.ส.และประชาชน ซึ่งมีทั้งที่เห็นด้วยและคัดค้าน ทั้งนี้เชื่อว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไม่ทำให้เกิดสงครามกลางเมือง หรือเหตุรุนแรง ตามที่หลายฝ่ายวิตกกังวล หากไม่มีอคติต่อกัน ซึ่งทุกคนต้องมองปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีอคติ

ทั้งนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะแยกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนง่ายกับส่วนยาก ส่วนง่ายคือที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหมด เช่น การเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวมทั้งส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้ง หรือหากมาจากการแต่งตั้งจะให้เหลืออำนาจเพียงกลั่นกรองกฎหมายแต่ว่าไม่มีอำนาจถอดถอน ในส่วนยาก เช่น มาตรา 190 วรรค2 เกี่ยวกับสนธิสัญญาต่างๆที่ต้องผ่านความเห็นชอบของสภานั้นจะมอบให้กระทรวงการต่างประเทศเชิญนักวิชาการมาถกเถียงเรื่องนี้ให้ตกผลึกเสียก่อน หากยังมี 6 วรรคเช่นเดิม ฝ่ายปฏิบัติก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะต้องผ่านสภาทั้งหมด

ส่วนมาตรา 237 วรรค 2 นั้นต้องดูรายละเอียดให้ชัดเจนว่าเป็นความผิดส่วนตัวหรือความผิดที่เกี่ยวโยงมาถึงพรรคไม่ใช่มาเหมารวม ไม่เช่นนั้นจะไม่เหลือพรรคการเมืองให้ประเทศพัฒนาพรรคเป็นสถาบันการเมือง ด้านมาตรา266 ที่ระบุไม่ให้ใช้สถานภาพส.ส.,ส.ว. ไปยุ่งเกี่ยวกับงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ตนเองหรือผู้ใด ซึ่งคำว่าผู้ใด ไม่มีคำจำกัดความ รวมทั้งมาตรา 309 ที่เขียนรองรับให้อำนาจ องค์กรที่แต่งตั้งโดยคณะปฏิรูปฯ ซึ่งในวันนี้ก็หมดวาระไปแล้ว มาตรานี้จะเขียนหรือไม่เขียนก็ได้ แต่ถ้าหากไม่อยากให้เหลือเศษซากของการปฏิวัติ ก็ควรตัดออกไป เรื่องนี้ก็ต้องเปิดวงคุยก่อนดำเนินการเช่นกัน

* ลั่นแก้ไขเสร็จทันสมัยประชุมนี้
ทั้งนี้ในส่วนกรอบเวลาของการแก้ไข ประธานวิปรัฐบาลคาดว่าในส่วนที่เสนอแก้ไขในส่วนง่ายคาดว่าน่าจะแล้วเสร็จทันในสมัยการประชุมนี้ ส่วนของยากก็จะพิจารณาไปเรื่อยๆหากไม่แล้วเสร็จก็จะพิจารณาในสมัยการเปิดประชุมสมัยหน้า

ส่วนกรณีการแก้ไขกฎหมายมาตรา 63 ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น นายสามารถ กล่าวว่า การประชุมวิปรัฐบาลวันนี้ ไม่มีการหยิบยกประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 เพราะเป็นเพียงการวางหลักเกณฑ์ว่าประชาชนมีสิทธิในการชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ เป็นการล้อรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่ให้สิทธิการชุมนุมที่ถือเป็นเสรีภาพของประชาชน ซึ่งสามารถกระทำได้โดยอยู่ในกรอบของกฎหมาย ซึ่งการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็มีกฎหมายในการควบคุมดูแลอยู่แล้ว อีกทั้งยังเชื่อว่าหากมีการปรับแก้มาตราดังกล่าว ก็อาจทำให้มีปัญหาบานปลายได้

ด้านนายเอกพจน์ ปานแย้ม วิปรัฐบาล เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ตนได้สอบถามถึงท่าทีในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลหลังจากมีข่าวออกมาค่อนข้างสับสน ก่อนหน้านี้ระบุว่าจะยื่นแก้ไขทันทีในวันที่ 1 สิงหาคม ต่อมามีข่าวว่าจะยื่นหลังวันที่ 18 สิงหาคม จึงขอทราบความชัดเจน โดยนายสามารถกล่าวชี้แจงว่า สาเหตุที่ต้องแก้ 2 ขยักเพื่อต้องการลดความขัดแย้ง โดยต้องดูว่าส่วนใดที่สามารถแก้ได้และกระแสคัดค้านน้อยก็สามารถยื่นเสนอแก้ไขได้เลย โดยการยื่นขอแก้ไขจะรอหลังจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯศึกษาข้อดีข้อเสียเรียบร้อยแล้ว ในส่วนข้อที่ยากก็ต้องใช้เวลา ข้อที่ง่ายก็ทำไปเลย

ฉะ!สร้างอำมาตยาธิปไตยใหม่
ขณะที่ความคิดเห็นของนักวิชาการเกี่ยวกับกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ดร.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2550 นั้นทำให้เกิดการฟื้นกลับมาของระบอบอำมาตยาธิปไตยใหม่ในสังคมไทย ซึ่งแตกต่างไปจากระบอบอำมาตยาธิปไตยหลังทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา

โดยมีองค์กรหลัก 3 องค์กรเป็นตัวแทน เช่น ส.ว.สรรหา องค์กรอิสระ และศาล ทั้ง 3 บทบาทนี้จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะเห็นได้จากคดีความต่างๆ ของรัฐบาลที่เกิดขึ้น ทั้งหมดเป็นผลมาจากการดำเนินการอย่างเป็นระบบของอำมาตยาธิปไตยใหม่แทบทั้งสิ้น เช่นเรื่องที่ ส.ว.ทำหน้าที่ยื่นคำร้อง คำฟ้อง องค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.) รับลูกต่อทำหน้าที่รวบรวมคำร้องคำฟ้องพร้อมวินิจฉัยเบื้องต้นแล้วส่งต่อให้กับศาล



ยิ่งสาวยิ่งลึกมัด‘จารุวรรณ’

* กางหลักฐานแฉยิบ 8 ข้อกล่าวหาฉาว
ยิ่งสาวยิ่งพบข้อมูลลึก ล่าสุดมีผู้หวังดีอ้างเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ สตง. ระบุทนไม่ได้กับพฤติกรรม “จารุวรรณ เมณฑกา” ร่อนจดหมายร้องเรียนเปิดข้อมูลละเอียดยิบ 8 ข้อกล่าวหา พร้อมหลักฐานทีเด็ดหลายชิ้น ทั้งเรื่องการจัดซื้อ-จัดจ้างที่ส่อผูกขาดเอื้อประโยชน์คนใกล้ชิด รวมไปถึงเรื่องเก่าที่ยังไม่ถูกสะสางอย่างกรณีให้คู่สัญญาสตง.เช่าตึกผัวตัวเอง และเรื่องของที่ดินมูลค่ามหาศาลย่านนนทบุรี ที่เคยมีการร้องเรียน ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบร่ำรวยผิดปกติ ด้าน “ความจริงวันนี้” ตั้งข้อสังเกตขอให้ที่ราชพัสดุสร้างที่ทำการใหม่ สตง. ใกล้บ้านตัวเอง ขณะที่ “มือเชือดเป็ด” จ่อเล่นงานซ้ำอีกระลอก

ประเด็นความไม่ชอบมาพากลและข้อกังวลสงสัยในการทำหน้าที่ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ที่ถูกเปิดเผย และมีการร้องเรียนเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบความถูกต้อง โปร่งใส อย่างต่อเนื่องนั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ยังคงไม่มีคำชี้แจง และไม่มีความคืบหน้าในการสืบสาวราวเรื่องเท่าที่ควร โดยเฉพาะข้อร้องเรียนที่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

*เจ้าหน้าที่ สตง.สุดทน “จารุวรรณ”
จากกรณีดังกล่าวกลุ่มผู้อ้างตัวเป็น “กลุ่มเจ้าหน้าที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่ไม่ยอมสนองนโยบายที่มิชอบของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา” ได้ทำหนังสือลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 พร้อมหลักฐานสำคัญต่างๆ ร้องเรียนไปยังหน่วยงานและผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เพื่อให้มีการดำเนินการตรวจสอบและเอาผิดการกระทำต่างๆ อย่างจริงจัง

หนังสือร้องเรียนอ้างว่ามีความภูมิใจที่ได้ทำงานที่ สตง. เนื่องจากเป็นสถาบันเก่าแก่ มีความเป็นมายาวนานนับร้อยปี เป็นที่เชื่อถือในเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส อิสระ แต่เมื่อมาถึงยุคของคุณหญิงจารุวรรณ กลับมีหลายเรื่องที่ทำให้รู้สึกกังวลใจ โดยเฉพาะคำสั่งบางเรื่องเจ้าหน้าที่หลายคนรู้สึกไม่เห็นด้วย แต่เมื่อไม่ปฏิบัติตามก็เกรงจะมีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน

*ส่อไร้คุณธรรม-เล่นพรรคเล่นพวก
ขณะเดียวกันหนังสือร้องเรียนยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมที่ส่อว่าจะมีความไม่ถูกต้องของคุณหญิงจารุวรรณ เอาไว้ถึง 8 ประการด้วยกัน

1.การกระทำที่ส่อว่าไร้คุณธรรม เล่นพรรคเล่นพวก ดังปรากฎในหลักฐานการโยกย้ายเลื่อนขั้นที่มีข้อกังขาหลายครั้ง อย่างกรณีของ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ที่ใช้เวลาเพียง 3-4 ปี เลื่อนตำแหน่งจากซี 7 เป็น ซี 10 ในตำแหน่งรองผู้ว่าการ ทั้งที่นายพิศิษฐ์ อยู่ระหว่างถูกศาลอาญาตัดสินจำคุก 2 ปี รอลงอาญา 2 ปี ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์

2.ส่อว่าจะมีการเรียกรับประโยชน์การจากตรวจงานจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ซึ่งสอดรับกับข่าวที่มีผู้ร้องเรียนถึงความร่ำรวยผิดปกติจากการสร้างคฤหาสน์หรูและยังคงไม่มีการชี้แจง

*อาจเข้าข่ายใช้ตำแหน่งโดยมิชอบ
3.การใช้ตำแหน่งที่ส่อว่าจะเป็นไปในทางมิชอบ อย่างเช่นกรณีที่ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส จงใจให้สัมภาษณ์ดิสเครดิตผู้ชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีหาดใหญ่ จนมีการฟ้องร้องเป็นคดีความอยู่ในขณะนี้ รวมไปถึงกรณีของ นายศรีสุข จันทรางศุ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม และพวกที่ยื่นฟ้องคุณหญิงจารุวรรณ ต่อศาลอาญาว่ากระทำโดยมิชอบในการดำเนินการทางวินัยกับตนเองและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างทางหลวงวงแหวน

นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงกรณีของเทศบาลปากเกร็ด ที่มีการอนุมัติงบสร้างถนนไปจนถึงหน้าบ้านหลังใหม่ของคุณหญิง

*ส่งจนท.สอบบัญชี DSI สกัดคดีฉาว
4.หลังจากที่กลุ่ม PRAC นำโดยนายวันชัย จงจรูญหิรัญ ประธานกลุ่มติดตามปฏิรูปการเมืองฯ ได้ยื่นหนังสือถึง รมว.ยุติธรรม เพื่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เข้าตรวจสอบพฤติกรรมผู้ว่าการ สตง.กรณีจัดจ้างบริษัท ออดิต แมเนจเม้นท์ แอนด์ คอนซัลแตนท์ ผูกขาดส่อว่าอาจมีการฮั้ว และบริษัทดังกล่าว ยังเช่าอาคารพาณิชย์สามีของคุณหญิงที่อาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน ปรากฏว่า สตง. ได้ส่งเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 สาย คือสายตรวจสอบบัญชี สายตรวจสอบการจัดซื้อ และสายตรวจสอ บสืบสวน เข้าตรวจสอบการทำงานของดีเอสไอ ถึงขณะนี้ก็ยังตรวจสอบอยู่ ซึ่งที่ผ่านๆ มาไม่เคยพบว่ามีการส่งเจ้าหน้าที่ไปจำนวนมาก หรือตรวจสอบนานขนาดนี้

*ปิดปากเงียบกรณีผูกขาดจัดอบรม
5.ส่อว่าจะมีส่วนรู้เห็นในการผูกขาดในการจัดทัวร์ไปต่างประเทศของ สตง. โดยหนังสือร้องเรียนอ้างว่า คุณหญิงจารุวรรณ ได้ให้งานดังกล่าวกับเพื่อนร่วมสถาบันการศึกษา มาตั้งแต่ปี 2546 โดยใช้ชื่อบริษัททัวร์อื่นๆ เข้ารับงาน และได้ตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมาในภายหลัง

6.การจ้างบริษัท ออดิต แอนด์ แมเนจเม้นท์ คอนซัลแตนท์ ผูกขาดการจัดอบรม ซึ่งเคยปรากฏเป็นข่าวมานาน แต่ไม่เคยมีคำชี้แจงที่ชัดเจนจากปากคุณหญิงจารุวรรณ นอกจากคำขู่ว่าจะฟ้องร้องผู้ที่นำเสนอข่าวดังกล่าวเท่านั้น

*พบหลักฐานใหม่ทัวร์นอกส่อมีกลิ่น
7.การนำบุคคลในครอบครัวร่วมเดินทางไปต่างประเทศ โดยส่อว่าอาจจะใช้งบประมาณของ สตง. เรื่องนี้เคยมีข้อสงสัยและมีการตั้งคำถามมานานแล้วเช่นกัน แต่ไม่มีคำอธิบาย จนเกิดเป็นข้อสงสัยต่อไปอีกว่าอาจจะมีการจัดทำเอกสารขึ้นมาอย่างไม่ถูกจ้อง เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายเงินได้หรือไม่ โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงการเสนอราคาของบริษัททัวร์ การแถมหรือการออกใบเสร็จต่างๆ รวมไปถึงการจัดซื้อตั๋วเครื่องบิน ซึ่งปรากฏหลักฐานสำคัญที่ตอกย้ำถึงข้อสงสัยชัดเจน

*ร้องเรียนพร้อมหลักฐาน-ภาพถ่าย
8.มีการนำรถส่วนกลางไปใช้ ทั้งที่มีรถประจำตำแหน่งอยู่แล้ว โดยหนังสือร้องเรียนระบุว่าตัวคุณหญิงเองมีรถประจำตำแหน่งคือ เบนซ์ CDI หมายเลขทะเบียน สฮ 833 กรุงเทพฯ แต่ก็ยังคงมีการนำรถโฟล์คตู้ ทะเบียน อห 9427 กรุงเทพฯ ไปใช้ ซึ่งส่อว่าอาจเป็นการจงใจเบียดบังค่าน้ำมัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นส่อเข้าข่ายผิดระเบียบ คตง. ว่าด้วยการใช้รถ

ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวผู้ร้องเรียนได้มีคำร้องเรียนและคำอธิบายรวม 12 หน้ากระดาษ และมีหลักฐานเป็นเอกสารและภาพถ่ายประกอบข้อร้องเรียนในแต่ละประเด็นสงสัยอีกหลายชิ้น ซึ่งจะได้นำมาเสนอในโอกาสต่อไป

*ความจริงวันนี้ของ “เลดี้ดั๊ก”
ขณะเดียวกันรายการ “ความจริงวันนี้” ที่ดำเนินรายการโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็มีการพูดถึงคุณหญิงจารุวรรณ ไว้ในรายการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเปิดประเด็นด้วยภาพถ่ายทางอากาศที่คุณหญิงจารุวรรณ ได้พยายามขอที่ดินราชพัสดุจำนวน 80 ไร่ มาก่อสร้างเป็นสำนักงาน สตง.แห่งใหม่ ซึ่งน่าสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้น เพราะจริง ๆ แล้ว สำนักงาน สตง. น่าจะอยู่รวมกับสำนักงานราชการอื่นๆ ที่ ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ

แต่เมื่อประมวลข้อมูลและเรื่องราวเข้าด้วยกัน ก็ทำให้ทราบได้ว่า แท้จริงแล้วการที่คุณหญิงจารุวรรณ ต้องการให้มีการสร้างสำนักงาน สตง.ในที่ดินราชพัสดุ เนื่องมาจากที่ดินดังกล่าวอยู่ใกล้กับบ้านที่คุณหญิงจารุวรรณ กำลังสร้าง จึงประเมินได้ว่า คุณหญิงจารุวรรณ ต้องการทำเรื่องดังกล่าวไว้เป็นเกียรติภูมิของตัวเอง ว่านอกจากจะเป็นผู้ว่าการ สตง. ที่ดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลานานแล้ว ยังมีที่ทำงานอยู่ใกล้บ้านของตัวเอง ประหนึ่งว่าเป็นสำนักงานส่วนตัวของตัวเอง

*จตุพรท้าสร้างบ้าน4ล.จะยอมลาออก
ด้านนายจตุพร กล่าวว่า เมื่อกล่าวถึงคุณหญิงจารุวรรณแล้ว ก็ต้องกล่าวถึงบ้านของคุณหญิงจารุวรรณ ที่คุณหญิงกล่าวว่า ราคาสร้างแค่ 4.4 ล้านนั้น ในฐานะที่ตนเรียนจบทางด้านก่อสร้างมา ตนแน่ใจว่า บ้านที่คุณหญิงจารุวรรณสร้าง ราคาก่อสร้างจะต้องเกิน 4 ล้าน ตามที่คุณหญิงจารุวรรณ ระบุอย่างแน่นอน ดังนั้นตนจะขอท้าคุณหญิงจารุวรรณว่า ให้ไปเอาสมาคมวิศวกรรมสถาน และสมาคมสถาปัตย์ มาตรวจสอบได้เลยว่า หากบ้านที่คุณหญิงจารุวรรณสร้างมีราคาแค่ 4 ล้านจริง ตนยินดีจะแลกด้วยตำแหน่ง ส.ส.สัดส่วน ซ้ำยังจะกราบขอโทษคุณหญิงจารุวรรณด้วย

*ชี้ต้นทุนทางสังคมสูงอาจไม่ใช่คนดี
ผู้ดำเนินรายการทั้งสามยังได้สรุปเรื่องของคุณหญิงจารุวรรณ ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นข้อคิดได้ว่า บางครั้งบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคมสูง สื่อให้การยกย่อง จริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้ดีอย่างที่หลายคนคิดก็ได้

นอกจากนั้น ได้นำเอาเรื่องของคุณหญิงจารุวรรณไปเปรียบเทียบกับกรณี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. ที่มีต้นทุนในสังคมสูง มีภาพลักษณ์ที่ดี แต่สุดท้ายก็มีมูลว่ากระทำความผิดวินัยร้ายแรง จนต้องถูกให้ออกจากราชการ

*PRAC จ่อ “เชือดเป็ด”อีกรอบ
ขณะที่นายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ซึ่งมีการร้องเรียนกรณีความไม่ชอบมาพากลของคุณหญิงจารุวรรณ หลายครั้งจนได้ฉายา “มือเชือดเป็ด” กล่าวว่าได้มีประชาชนโทรเข้ามาแจ้งข้อมูลและร้องเรียนและให้ข้อมูลการทุจริตของคุณหญิงจารุวรรณ ในเรื่องการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายเกินความเป็นจริงจากตั๋วเครื่องบินและการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่ สตง. และกำลังติดตามหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม คาดว่าไม่นานคงได้หลักฐานมากพอและจะมีการหารือกันในกลุ่มว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป



Monday, August 4, 2008

แหย่ม็อบหลบเคลียร์?

Showdown ตามดิกชันนารีแปลว่า “การเผชิญหน้า”

นี่คือศัพท์ล่าสุดที่ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี หยิบมาใช้ในรายการ “สนทนา ประสาสมัคร” เปิดโปงแผนของม็อบพันธมิตรฯ จะเอากันให้พังกันไปข้าง มีการกำหนดวันให้รัฐบาลต้องลาออก ปลุกระดมชาวบ้าน ขนคนมา กทม.

ล้อกับภาพที่เกิดขึ้นบนถนนราชดำเนิน

ม็อบพันธมิตรฯขนคนขึ้นรถไฟฟรีตามนโยบาย 6 มาตรการของรัฐบาลมาจากต่างจังหวัด รวมตัว เคลื่อนขบวนจากสะพานมัฆวานฯไปปักหลักที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และต่อไปยังวัดพระแก้ว

โดยมีหน่วย รปภ.สวมหมวกกันน็อก ถือกระบองเหล็กเดินเรียงหน้ากระดานนำขบวน

สำแดงพลังรบเต็มอัตราศึก

พร้อมๆกับการประกาศกร้าวของเหล่าแกนนำม็อบยื่นคำขาด หากรัฐบาลดื้อดึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม็อบพันธมิตรฯจะเป่านกหวีดประจัญบานภายใน 7 วัน

เพื่อเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย

ม็อบพันธมิตรฯเร้ากระแส เร่งเกมหักดิบ

แต่นอกจากไม่ตกใจแล้ว ยังทำเหมือนแกล้งยั่ว ล่าสุด “ลุงหมัก” เปิดมุกใหม่ดักคอแฉม็อบ พันธมิตรฯที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จริงๆแล้ว กลัวแก้มาตรา 63 ทำให้ไม่สามารถปลุกม็อบชุมนุมได้

“เขากลัวแก้มาตรา 63 ก็ไอ้ที่คาราคาซังอยู่กลางบ้านกลางเมืองทุกวันนี้ ถนนนี้ ย้ายไปถนนนี้ ยึดถนนนี้ ยึดหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ยึดกลางบ้านกลางเมือง ที่ทำได้ อย่างนี้ก็เพราะมาตรา 63 ไม่ใช่ 237, 190 หรือ 309 กลัวว่าแก้ 63 แล้วมันจะปลุกระดมกันกลางเมืองอย่างนี้ไม่ได้”

ทิ่มหอก แทงทะลุใจดำเลย

และก็ทันทีทันควัน “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ออกมาตอบโต้ยืนยันคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่ใช่เพียงมาตรา 63 ที่ว่าด้วยสิทธิการชุมนุมเพียงมาตราเดียวตามที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวอ้าง

ซึ่งการที่นายกฯออกมาพูดเรื่องดังกล่าว เพราะไปขัดต่อผลประโยชน์ของรัฐบาล

“ลุงหมัก” แหย่ไฟม็อบฯทีไร ได้เรื่องทุกที

แต่อย่างที่อ่านเกม คิวนี้เป็นเรื่องของความตั้งใจ

“ลุงหมัก” เองก็คงอยากเบี่ยงประเด็น ถ่ายน้ำหนักกระแสวิพากษ์วิจารณ์โฉมหน้า ครม.ชุดใหม่ ที่ลุ้นกันอยู่นานก่อนจะโปรดเกล้าฯลงมา

โดยเฉพาะคิวของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย ที่ยังคลุมเครือข้อกฎหมายโดนศาลตัดสินจำคุก 1 ปี คดีรอลงอาญา รายของ นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.พาณิชย์ ที่ยังติดบ่วงคาราคาซังโดนเอ็นจีโอยื่น ถอดถอนจากกรณีซีแอลยา

ในเมื่อทำได้ดีที่สุดแค่นี้ “ลุงหมัก” เลยต้องหลบ ไม่อยากเคลียร์อะไร

ที่แน่ๆโดยความตั้งใจที่จะโชว์ หวังทำแต้มได้มากกว่ารัฐมนตรีใหม่ “ลุงหมัก” ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งกุนซือนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ

ดึงมือโปรระดับ “ด็อกเตอร์โกร่ง” นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรอง นายกรัฐมนตรีและอดีต รมว.คลัง เป็นประธาน และทีมงานประกอบด้วยกูรูแวดวงเศรษฐกิจการเงินการคลัง อาทิ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมว.พาณิชย์ นายคณิต แสงสุพรรณ กรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ศูนย์ข้อมูลนักลงทุนประเทศไทย และอดีต ผอ.สำนักวิจัย เศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง

เพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ เสนอแนะแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบบทบาทอำนาจหน้าที่ให้แก่คณะกรรมการชุดนี้มากเป็นพิเศษ โดยให้สามารถเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีได้ด้วย

นี่แหละห้องเครื่องใหญ่

และโดยความเก๋าของ “ลุงหมัก” ที่ชิงประกาศ รัฐบาลเตรียมจัดงาน ใหญ่ กระตุ้นให้คนไทยรู้รักสามัคคี ระหว่างวันที่ 12 สิงหาคมถึง 5 ธันวาคม จากวันแม่ถึงวันพ่อ เป็นระยะเวลา 116 วัน

เนื่องจากพบว่ามีการแตกแยกแบ่งฝ่าย ที่แม้กระทั่งศาลยุติธรรม ยังยอมรับ

โดยกิจกรรมดังกล่าวที่จะจัดขึ้น จะมีการวิ่งเทิดพระเกียรติไปทั่วประเทศ และจำหน่ายริสต์แบนด์คู่สีเหลืองและฟ้า โดยจะเปิดตัวในงานวันแม่ ที่ลาน พระราชวังดุสิต

หักอารมณ์ดีเดย์รบแตกหักของม็อบพันธมิตรฯเลย.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


นายกฯเรียก NBT แจงจัดงาน 116 วัน อีกรอบ

"สมัคร" เรียก “เอ็นบีที ”แจงจัดงาน 116 วันอีกรอบ "เผย" ตั้งแต่วันนี้ถึงปลายปีมี 5 งานใหญ่ แต่ไม่ขอแสดงความเห็นหลัง กลุ่มพันธ มิตรฯ ระบุ เป็นการกดดัน

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้เรียกทีมข่าวของสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีขึ้นไปที่ห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อให้สัมภาษณ์ ว่า ในรายการ “ สนทนาประสาสมัคร ” เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ตนได้พูดถึงการจัดงานจาก “116 วันจากวันแม่ถึงวันพ่อ ” นั้น แต่ยังไม่มีรายละเอียด จึงขอพูดอีกครั้งว่าจะมีการจัดงาน 5 งานใหญ่ ที่จะทำตั้งแต่วันนี้จนถึงปลายปี

ซึ่งจะนับว่าเป็นของขวัญหรือจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ โดยในวันที่ 10-12 ส.ค. จะทำงานถวายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งนับว่าเป็นของขวัญหรือจะเป็นเรื่องงานพระราชวังดุสิต ลานพระที่ขึ้นไปที่ห้องทำงานตึกไท มีการออกร้านต่าง ๆ รวมทั้งนำสินค้าจากศูนย์ศิลปาชีพมาจำหน่าย มีซุ้มอาหารจากภาคต่าง ๆ โดยรอบลานพระราชวังดุสิต แล้วทรงโปรดเกล้าฯ ที่จะให้เชิญผู้ที่มาร่วมงานเข้าไปในพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยขอว่าผู้ที่จะเข้าไปให้แต่งกายให้เรียบร้อย เพื่อเข้าไปชม ซึ่งจะไม่เสียค่าธรรมเนียมหรือค่าเข้าชมอะไร

นายสมัคร กล่าวอีกว่า งานที่ 2. จะเป็นงานครบ 116 จากวันแม่ถึงวันพ่อ ที่คิดแบบนี้ก็ขออธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า ตอนนี้ผู้คนแบ่งแยกกันในบ้านเมือง แต่เราไม่คิดจะแยก พวกตนที่เป็นรัฐบาลก็แยกไม่ได้ จะต้องทำให้รวมกัน ส่วนจะรวมได้แค่ไหน อย่างไรก็จะใช้วิธีการโดยการทูลเชิญสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ซึ่งเป็นพระบรมราชโอรส เสด็จมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพระราชทานธงให้กับผู้ว่าฯ ทั้ง 76 จังหวัด เมื่อผู้ว่าฯ รับธงพระราชทานไปก็จะนำไปวิ่งกัน 116 วัน โดยมีสัญญากันว่าวันที่ 3 ธ.ค.ก็จะนำธงพระราชทานนั้นกลับมายังลานพระราชวังดุสิต และถวายให้กับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช โดยกิจกรรม 116 วันของแต่ละจังหวัด ก็จะมีการจัดวิ่งไปในทุก ๆ พื้นที่ เป็นการแสดงความผูกพันว่าชีวิตของคนไทยเราเทิดทูลพระมหากษัตริย์ ผู้คนที่คิดจะแตกแยกกันก็คงคิดได้ว่าสิ่งที่เราจะทำ จะช่วยกันทุกฝ่ายและดึงทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกัน

นายสมัคร กล่าวอีกว่า งานที่ 3.จะมีตั้งแต่วันที่ 14-23 ต.ค. เรียกว่างาน 100 ปีพระราชอนุสาวรีย์พระพุทธเจ้าหลวง ที่ผ่านมาในวันที่ 23 ต.ค.ทุกคนทราบว่าเป็นวันสวรรคตเมื่อปี 2453 แต่มีการสร้างพระราชอนุสาวรีย์ในวันที่ 10 พ.ย. 2451 การจัดงานจะมีตลอด 9 วัน โดยเป็นการจัดนิทรรศการของทุกหน่วยราชการในการเสด็จพระราชดำเนินในต่างประเทศ ไม่ใช่การสมโภช และจะจัดแสดงทั้งในลานพระราชวังดุสิตและพระที่นั่งอนันตสมาคม ส่วนงานที่ 4 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 พ.ย. เป็นงานส่งเสด็จสู่สวรรครรลาลัย

โดยจะให้คนทั้งประเทศสงบนิ่งในหนึ่งเวลาเพื่อส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา ซึ่งในวันพระราชทานเพลิงพระศพ ในทุก ๆ จังหวัดจะมีจุดที่จัดให้สำหรับประชาชน โดยจะมีการกำหนดระยะเวลาอย่างเป็นทางการ ซึ่งในเวลา 18.00 น.จะมีการจุดเทียนส่งเสด็จ โดยจะทำพร้อมกันทั้งประเทศ ทุกคนจะหยุดนิ่งถือเป็นการถวายแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ขอให้พร้อมใจกันทั่วทั้งประเทศส่งดวงพระวิญญาณ ถือเป็นการรวมใจถึงเจ้านาย

นายสมัคร กล่าวอีกว่า งานที่ 5 จัดขึ้นในวันที่ 5 ธ.ค. โดยจะเริ่มจัดงานตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะมีงานผูกพันร้อยเรียงกันแบบนี้ทั้ง 5 งาน

ทั้งนี้ภายหลังการบันทึกเทปเสร็จสิ้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ระบุว่าการจัดงานดังกล่าวของรัฐบาลก็เพื่อกดดันกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ให้ชุมนุมและสลายการชุมนุมในที่สุด นายสมัคร กล่าวว่า ตนไม่ขอแสดงความเห็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เทปการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว จะออกอากาศในช่วงเวลาท้ายข่าวภาคค่ำของวันเดียวกันนี้ (4 ส.ค.)

"ชูศักดิ์"แจง"วีรพงษ์"แค่ที่ปรึกษาไม่ต้องลาออกจากเอกชน

"ชูศักดิ์" ยัน "วีรพงษ์" แค่นั่งที่ปรึกษาเศรษฐกิจภาพรวม ไม่ใช่ทางกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องลาออกภาคเอกชน

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะแต่งตั้งนายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ สามารถเข้าร่วมประชุมครม.ได้และบางฝ่ายมองว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 ว่า การให้คำปรึกษาหมายถึงการที่มีคำถามขึ้นมา ที่ปรึกษาก็ให้คำปรึกษาไป ผู้ที่รับคำปรึกษาจะปฏิบัติตามหรือไม่ก็สุดแล้วแต่ ไม่ใช่เป็นบทบังคับว่าเมื่อพูดแล้วรัฐบาลหรือนายกฯต้องทำตาม การที่แต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาก็เพื่อให้คำแนะนำต่างๆ หากไม่ขอคำแนะนำก็ไปทำอะไรไม่ได้

เมื่อถามว่า นายวีรพงษ์ อาจนำความลับในที่ประชุมครม.ไปเปิดเผยกับภาคธุรกิจเอกชนที่นายวีรพงษ์ทำงานอยู่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า การให้คณะกรรมการชุดนี้เข้าประชุมหรือไม่ แล้วแต่ดุลยพินิจของครม. บางเรื่องที่เกี่ยวข้องก็มีหัวหน้าฝ่ายต่างๆ เข้ามาชี้แจง คงไม่เกี่ยวข้องกัน เมื่อถามว่า แสดงว่านายวีรพงษ์อาจจะไม่เข้าร่วมประชุมครม.ทุกครั้ง นายชูศักดิ์กล่าวว่า เป็นดุลพินิจของนายกฯว่าสมควรให้เข้าร่วมประชุมหรือไม่ ส่วนใหญ่หากใครเข้าประชุมครม.ก็ต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ เช่นตนดูแลงานกฎหมายก็จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม ดังนั้นมันเป็นคนละเรื่องกัน เชื่อว่าความเห็นของฝ่ายนั้นๆ จะเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง และน่าจะมองในแง่นั้น สุดท้ายก็อยู่ที่ดุลยพินิจของนายกฯและรัฐบาลว่าจะมีความเห็นอย่างไรอาจทำตามหรือไม่ทำตาม อาจมีความเห็นตรงข้ามก็ได้ เป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อถามว่า นายวีระพงษ์ไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีแต่เลี่ยงมาทำหน้าที่ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจเพื่อไม่ให้ตัวเองเสียประโยชน์ที่ได้รับจากเอกชน นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้เลี่ยงอะไร นายวีระพงษ์แสดงเจตนาไม่รับตำแหน่ง ซึ่งย้อนไปเมื่อรัฐบาลชุดที่แล้วก็มีผู้มีความรู้ความสามารถหลายคน และสุดท้ายคนพวกนี้ไม่รับตำแหน่งเพราะกลัวกฎหมายนั้นกฎหมายนี้ ตนเชื่อว่าการให้คำปรึกษาชื่อมันก็บอกแล้วว่าให้คำปรึกษา จะทำตามหรือไม่ก็ไม่มีผลผูกพันอะไรกัน เมื่อถามว่า การเข้าร่วมประชุมครม.อาจผิดหลักธรรมาภิบาลการบริหารราชการแผ่นดิน

ดังนั้นนายวีระพงษ์ควรลาออกจากงานภาคเอกชนก่อนเข้ารับตำแหน่งหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องดูว่าล่วงรู้ความลับของครม.เกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง ตนเข้าใจว่านายวีระพงษ์จะเข้ามาให้คำปรึกษาด้านเศรษฐกิจในภาพรวมและคงไม่จำเป็นต้องลาออก เพราะมันไม่ใช่ตำแหน่งที่เป็นทางการหรือในแง่กฎหมาย