WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 6, 2008

“โกวิท” เปิดใจขอเวลา3เดือนคลี่คลายความขัดแย้ง

“โกวิท วัฒนะ” มท.1 คนใหม่ เปิดใจ ขอเวลา 3 เดือน เร่งรัดการทำงาน คลี่คลายความขัดแย้งในบ้านเมือง ชี้ กระแสข่าวดึงน้องชายนายเนวิน ชิดชอบเป็นทีมงาน ไม่ปฏิเสธ เนื่องจากใครมีความรู้ความสามารถก็ไม่ปิดกั้น

พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดใจกับสื่อมวลชนว่า ขอเวลา 3 เดือนในการเร่งรัดงานต่างๆ ทั้งวิกฤตความขัดแย้งของบ้านเมือง ขณะที่จัดระเบียบการให้สื่อ โดยงดให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ทุกกรณี รวมทั้งห้ามไปที่บ้านพัก แต่จะมีการพบสื่อสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งเท่านั้น

ทั้งนี้กรณีที่มีคดีอยู่แต่เข้ารับตำแหน่งนั้น ยืนยันว่าไม่ผิดกฎหมาย รวมถึงมีอำนาจในการเซ็นลงนามต่างๆ ด้วย ส่วนกระแสข่าวการให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายนายเนวิน ชิดชอบ เป็นทีมงานด้วย ไม่ปฏิเสธ เนื่องจากใครมีความรู้ความสามารถก็ไม่ปิดกั้น อย่างไรก็ตามยืนยัน ไม่ใช่คนของพรรคพลังประชาชนที่ส่งมาโยกย้ายข้าราชการเพื่อล้างบาง นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะไปรับฟังปัญหาและพบปะข้าราชการในพื้นที่เร็วๆ นี้



คนเชียงใหม่ไล่ปปช.หยุดรับใช้เผด็จการปล่อยเหี้ย 9 ตัววันนี้

กระแสขับไล่ ป.ป.ช.เถือ่น เริ่มขยายตัวเป็นวงกว้าง “คนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย” เข้าแจ้งความดำเนินคดี กล้านรงค์ จันทิก พร้อมคณะ ฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์กรณีการไม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ และขอให้รัฐบาลงดจ่ายเงินเดือน ป.ป.ช.ทั้งคณะเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ส่วนสมาพันธ์ชาวเหนือ ยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าฯ ถึงนายกฯ ให้จัดการขั้นเด็ดขาด เช่นเดียวกับที่กทม. กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นัดรวมพลลานพระรูป 10 โมงวันนี้ เพื่อกดดัน 9 ป.ป.ช.-ปล่อยเหี้ย 9 ตัว

เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. วันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ตัวแทนกลุ่มสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย ได้รวมตัวกันเพื่อเดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการหาข้อยุติเกี่ยวกับที่มาของกรรมการ ป.ป.ช. เนื่องจากไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอย่างถูกต้อง ซึ่งเห็นว่านายกรัฐมนตรีนั้นเป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องแสดงความเด็ดขาดและชัดเจนในเรื่องดังกล่าว

ขณะที่ในวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา นางสาวจีระนันท์ จันทะวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย ก็ได้เดินทางที่ สภ.เมืองเชียงราย พร้อมนำรถแห่ติดป้าย ข้อความว่า “หยุด ปปช.เถื่อน ทาสรับใช้เผด็จการทรราชย์ จ้องล้มล้างประชาธิปไตย” พร้อมนำภาพนายกล้านรงค์ จันทิก ป.ป.ช.เขียนว่า ป.ป.ช.เถื่อน ทาสรับใช้เผด็จการและนำจานดาวเทียมมาโชว์ เขียนว่า Asshole TV

นางสาวจีระนันท์ ได้ยี่นหนังสือต่อ พ.ต.ท.สมชาย มีอนันต์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองเชียงราย ที่มารับเรื่องหน้า สภ.เมืองเชียงราย โดยหนังสือระบุ ขอให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามสอบสวนดำเนินคดีกับนาย กล้านรงค์ จันทิก คณะกรรมการ ปปช.และผู้ที่เกี่ยวข้องในความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ กรณีการไม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ และขอให้รัฐบาลงดจ่ายเงินเดือน ป.ป.ช.ทั้งคณะเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

นางสาวจีระนันท์ กล่าวว่า อยากให้กองปราบปรามเร่งดำเนินคดีกับ ป.ป.ช.และพวก เพราะยังมีคดีอีกหลายคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัวที่รอการพิจาณาอยากให้ได้รับความเป็นธรรม จึงขอให้ ป.ป.ช.พิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม เพราะหากไม่เป็นธรรม จะมีการลุกฮือของประชาชนได้ และขอประณาม ASTV ที่กดดันรัฐบาล และกลุ่ม ฯจะมีการนัดเคลื่อนไหวที่ จ.เชียงราย อีกครั้งในวันที่ 9 ส.ค.นี้

พ.ต.ท.สมชาย มีอนันต์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองเชียงราย ได้รับเรื่องและกล่าวว่า จะมีการหารือผู้บังคับบัญชาและส่วนทีเกี่ยวข้องว่า ซึ่งได้กล่าวว่าจะมีการประสานให้เร่งดำเนินการด่วยตามที่ได้เรียกร้องมา

ซึ่ง ตัวแทนกลุ่มฯ ยังกล่าวอีกว่า ในการเดินทางไปยื่นหนังสือผ่านทางทางผู้ว่าฯในครั้งไม่ได้ต้องการที่จะประท้วงขับไล่ป.ป.ช.เพียยงแต่เห็นว่าเป็นที่ไม่ถูกต้องหากจะนิ่งเฉยกับปัญหาของที่มา ป.ป.ช.

ขณะที่กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้นัดหมายรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าในเวลา 10.00 น. วันนี้ (6ส.ค.) เพื่อเดินไปยังที่ทำการ ป.ป.ช. กดดันให้ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ออกจากตำแหน่ง โดยจะมีการจุดประทัด 3 พันนัด ซึ่งจะมีการเพิ่มจำนวน 1 พันนัดทุกครั้งที่ชุมนุมกดดัน และยืนยันว่าจะมีการชุมนุมสต่อเนื่อวจน
กว่าป.ป.ช.จะออกจากตำแหน่ง โดยนัดหมายกันทุกวันอังคาร

นอกจากนี้จะมีกิจกรรมปล่อยเหี้ย 9 ตัวด้วย หลังจากที่ในสัปดาห์ก่อนมีการทุบกรัเบื้องอย่างหน ที่มีหน้าของ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คนไปแล้ว



จี้ “จรัญ” อย่าทำตัวเป็นนักคุณธรรมจอมปลอม

จี้ต่อมคุณธรรมสูงส่งของ “จรัญ ภักดีธนากุล” ยืดอกโชว์สปิริตลาออกจากตำแหน่งสำคัญ หลังถูกเปิดโปง “ทั้งเมีย-แม่ยาย” ถูกฟ้องร้องโกงที่ดินผู้มีพระคุณ ระบุเคยจี้ให้คนอื่นออกจากตำแหน่งมามากถึงคราวตัวเองกลับทำเฉย สงสัยคุณธรรม จริยธรรม มีไว้ให้เฉพาะกับคนอื่น “วิภูแถลง” ระบุคนนอนเตียงเดียวกันปฏิเสธไม่รู้เรี่องไม่ได้ หากบอกไม่รู้เห็นพฤติกรรมของภรรยา แสดงว่าเป็นได้แค่นักคุณธรรมจอมปลอม

จากกรณีที่ น.ส.พ.ประชาทรรศน์เคยนำเสนอข่าว และล่าสุดมีการเปิดประเด็นอีกครั้งในรายการ “ความจริงวันนี้” เมื่อคืนวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา กรณี นางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล ภรรยา นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และนางจินดา สุนทรพันธ์ แม่ยายนายจรัญ ได้ตกเป็นจำเลยในข้อหาปลอมแปลงเอกสารโฉนดที่ดิน 51 แปลง โดยมีการโอนที่ดินเป็นของตัวเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดินเดิม ซึ่งมอบหมายเพียงให้ไปดำเนินการแบ่งโฉนดที่ดิน จนมีการฟ้องร้อง และศาลจังหวัดสงขลา ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมและเรียกทรัพย์คืน ไปเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2547

ได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ไปถึงตัวนายจรัญ ที่เข้ารับตำแหน้งสำคัญในศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบกับยังมีการพูดถึงเรื่องของความเหมาะสม ที่นายจรัญ เป็นหนึ่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้ร่างกฎหมายเอง แล้วก็เข้ามาทำงานในองค์กรดังกล่าวเอง ว่าอาจจะดูไม่เหมาะสม

กรณีดังกล่าวนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า ประเด็นนี้ขอแยกออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรก นายจรัล ภักดีธนากุล มักจะออกมาเรียกร้องและต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่าพรรคพลังประชาชนแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปกปิดความผิดของตนเอง ซึ่งความเป็นจริงแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อปกป้องคนทำผิดแต่ปกป้องคนที่ไม่ได้ทำผิดต่างหาก

“ขอถามกลับไปว่าพฤติกรรมของคนใกล้ชิดอย่างภรรยา ไม่ว่าจะเป็นการไม่ชำระหนี้ การโกงที่ดิน ในขณะที่ออกมาเรียกร้องให้คนอื่นออกมารับผิดชอบ ทำไมไม่ใช้มาตรฐานเดียวกันในการแสดงความรับผิดชอบ น่าจะใช้มาตรฐานเดียวกัน เพราะตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นตำแหน่งที่ต้องหยิบยื่นความยุติธรรมให้ผู้อื่น อยากให้นายจรัลแสดงความรับผิดชอบเหมือนกับที่เรียกร้องกับผู้อื่น” นายวิภูแถลงกล่าว

ในประเด็นที่สอง ในกรณีที่ภรรยา และแม่ของภรรยา โกงที่ดิน ในกรณีดังกล่าวสามีและภรรยามีความเกี่ยวข้องกัน ถึงแม้ว่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทางกฏหมาย แต่ด้วยกฏหมายทั้งทางพฤตินัย และนิตินับ ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้อยู่ดี ถึงแม้ว่าศาลจะพิจารณาแต่ภรรยาว่ามีความผิด แต่โดยทั่วไปสามีและภรรยาก็ต้องมีการพูดคุยปรึกษากัน อย่างที่คุณวีระว่าคนนอนเตียงเดียวกัน โดยเฉพาะสามีเป็นถึงนักกฏหมายระดับสูง

“อย่างที่นายจรัญ บอกว่าหากมีนักการเมืองคนไหนกระทำความผิดทุจริตในการเลือกตั้ง พรรคนั้นหรือกรรมการพรรค หรือผู้สมัครในพรรคเดียวกันต้องรับผิดชอบ แล้วการที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญแล้วการที่ภรรยามาติดคดีอย่างนี้ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ” นายวิภูแถลงกล่าว

“นายจรัลไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เห็นว่าชอบเรียกร้องให้คนอื่นมาเยอะแยะว่าเรียกร้องอย่างอดีต กกต.ในชุดของคุณวาสนา เพิ่มลาภ ให้พิจารณาตัวเองให้ลาออก หรือจะเป็นเรื่องการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการยุบพรรค คุณเรียกร้องคนอื่นมามากมาย คุณเคยเรียกร้องต่อตัวเองในฐานะที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ หรือคุณธรรม จริยธรรมมีไว้ใช้กับคนอื่น พอมาถึงตัวเองมีข้อยกเว้น”

พร้อมกล่าวว่าถ้านายจรัล ออกมาปฏิเสธไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือรู้เห็นในพฤติกรรมของภรรยา ก็แสดงว่า นายจรัลเป็นได้แค่เพียงนักคุณธรรมจอมปลอม



สั่ง‘สันติบาล’จับตาม็อบสร้างปมขัดแย้งเชื้อชาติ

“สมัคร” สั่งสันติบาลจัดการอย่างเด็ดขาดกับม็อบพันธมิตรฯ ปลุกปั่นสร้างปมขัดแย้งทางเชื้อชาติ ด้วยการขึ้นเวทีปลุกระดม “ลูกจีน กู้ชาติ” ชี้เป็นการกระทำการเกินกว่าเหตุ เกรงจะสร้างความขัดแย้งวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง รองโฆก ตร.ยอมรับการปราศรัยหมิ่นเหม่

จากกรณีแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสวมเสื้อที่มีข้อความว่า “ลูกจีนกู้ชาติ” ขึ้นเวทีปราศรัยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสมัคร สุทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความกังวลอย่างหนัก ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อหาแนวทางดำเนินการ โดยนายสมัครเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการนำเรื่องของเชื้อชาติซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากระทำการไม่ควรและเกินกว่าเหตุ

ทั้งนี้ นายสมัคร กล่าวภายหลังจากประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่าได้มีคำสั่งให้ตำรวจสันติบาลดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่นำเชื้อชาติมาปลุกระดมประชาชน เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือเกินขอบเขตหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ตำรวจสันติบาลควรพิจารณาเป็นพิเศษและควรจะจัดการให้จบสิ้นโดยเร็ว

"คนปลุกระดมบนเวที ขณะนี้เอาเรื่องเชื้อชาติกันมาแล้ว ใส่เสื้อลูกจีนปลุกระดมกู้ชาติ ผมขอเตือน กำลังให้ตำรวจสันติบาลดำเนินการเรื่องนี้ เพราะมันเกินขอบเขตไปแล้ว กำลังจะให้เขาจัดการกับคนที่ดำเนินการเรื่องนี้"

กรณีที่นายกรัฐมนตรีให้ตำรวจสันติบาลตรวจสอบกรณีที่มีผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ใส่เสื้อที่มีข้อความว่า”ลูกจีนรักชาติ” นั้น รองโฆษกตร. กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังไม่มีหนังสือคำสั่งในเรื่องนี้มาที่ตร.หรือกองบัญชาการตำรวจสันติบาลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามหาสั่งการจริงตามข่าว ตำรวจก็ต้องตรวจสอบ แต่ว่าเข้าข่ายความผิดใดหรือไม่ คงยังไม่สามารถตอบได้เพราะยังไม่เข้าข่ายความผิดชัดเจน ไม่เหมือนการใส่เสื้อที่มีรูปลามก ซึ่งผิดชัดเจน ทั้งนี้ต้องดูองค์ประกอบอื่นด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาจมองรวมถึงการปราศรัย อย่างไรก็ตามหากมีการตรวจสอบจริงต้องมาหารือกันในเรื่องข้อกฎหมายเสียก่อน

พล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า ประเด็นที่กล่าวหาว่ากลุ่มพันธมิตรฯปลุกปั่นยุงยงสร้างให้เกิดความวุ่นวายก็เป็นประเด็นที่มีการร้องทุกข์มาตั้งแต่ต้น ซึ่งยืนยันว่าตำรวจไม่ได้ทำเพื่อกลั่นแกล้ง แต่ทำตามหลักนิติธรรม ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ย้ำให้ดำเนินการด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายใช้กฎหมายชัดเจน ส่วนประเด็นการติดตามพฤติกรรมของแกนนำการชุมนุมนั้น สันติบาลทำมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และที่ผ่านมาบันทึกภาพการทำกิจกิจกรรมของทุกลุ่มมาต่อเนื่อง อันไหนเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีก็เอาไปใช้ บางคดีเร่งก็ทำก่อน

ส่วนเนื้อหาการปราศรัยในแต่ละครั้งของแต่ละกลุ่มจะเข้าข่ายความผิดรุนแรงแค่ถึงขั้นปลุกปั่นจนเข้าข่ายอังยี่ ซ่องโจรไหนหรือไม่ พล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า ต้องใช้กฎมาย จะใช้ความรู้สึกตัดสินไม่ได้ แต่ยอมรับว่าการพูดปราศรัยของผู้ชุมนุมในบางครั้งหมิ่นเหม่ ยั่วยุ จนอาจผิดรุนแรงโดยตำรวจได้ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามาให้ความเห็นด้วย อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีผู้มาแจ้งความกลุ่มพันธมิตรรวมทั้งหมด 16 คดี บางอันซ้ำก็ไปรวมสอบสวนคดีเดียวกัน ต่อเนื่องกันไป ซึ่งรวมคดีหมิ่น คดีความมั่นคง คดีผิดกฎหมายอาญา มาตรา 215 216 224 ด้วย ซึ่งเป็นคดีที่แจ้งความตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมเป็นต้นมา

ดีเดย์แก้รธน.50 27 ส.ค.เข้าสภา

* คปพร.เผย 7 หมื่นชื่อหนุนคุณสมบัติครบ

การแก้ไขรธน.50 ที่ร่างขึ้นในยุคเผด็จการครองเมือง ใกล้เป็นความจริงแล้ว คาดผ่านขั้นตอนเข้าสู่สภาได้ 27 สิงหาคมนี้ หลังจากมีการตรวจสอบรายชื่อผู้สนับสนุนพบคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วนกว่า 7 หมืนคน เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คปพร.เผย ไม่แตะต้องหมวดพระมหากษัตรย์ แต่เนื้อหาส่วนใหญ่หยิบเอา รธน.40 ที่คนไทยยอมรับกันทั้งประเทศกลับมาใช้ใหม่ พร้อมปรับปรุงสาระสำคัญในบางส่วน ทั้งคุณสมบัติ ส.ส. และการยื่นซักฟอกรัฐบาล ที่เปิดช่องให้ทำได้ง่ายขึ้น ลบข้อกล่าวหาว่าเป็นการแก้ไข รธน.เอื้อประโยชน์รัฐบาล เมินพันธมิตรฯเป่านกหวีด ไม่เชื่อมีน้ำยา

การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ร่างขึ้นในบรรยากาศการปฏิวัติรัฐประหาร และถูกซ่อนไว้ด้วยเนื้อหาสาระที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารบ้านเมือง กำลังจะเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว หลังจากการตรวจสอบรายชื่อผู้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ ประชาชน ที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ได้ผ่านการตรวจสอบของรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย โดยมีชื่อผู้สนับสนุนเกินกว่า 7 หมื่นคน จากที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีผู้สนับสนุนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน

ตรวจชื่อหนุนแก้รธน.เรียบร้อย
ทั้งนี้ในตอนบ่ายวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา บรรดาแกนนำ คปพร. ได้เดินทางไปยังรัฐสภาเพื่อตรวจสอบต้นร่างโดยละเอียดอีกครั้ง และมีการปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุด โดยเชื่อกันว่าในทุกกระบวนการขั้นตอนที่เหลือ ร่างแก้ไขรธน.ดังกล่าว จะสามารถเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ได้ในวันที่ 27 สิงหาคม นี้

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ คปพร. กล่าวว่าได้เข้าไปพบกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาเพื่อไปตรวจต้นฉบับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2550 ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด่วยความเรียบร้อยเกินกว่า 95% ส่วนอีก 5% ก็คือการแก้ไขบางส่วนอีกเล็กน้อย

ส่วนสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะคงหมวด 1 และ 2 เอาไว้ แล้วตั้งแต่หมวด 3 เป็นต้นไปก็เอารธน.40 เข้ามา แต่ก็จะแก้ไขในบางส่วนเช่น เรื่องของการอภิปรายในสภาและเรื่องคุณสมบัติของ ส.ส. จากเดิม ส.ส.จะต้องจบปริญญาตรีก็จะมีการแก้ไข และในเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็มีการแก่ไขให้ทำได้ง่ายขึ้น เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบรัฐบาล

จากครั้งนี้นับไปอีก 10 วัน ก็จะเข้าไปดู ต้นฉบับที่มีการแก้ไขอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งส่วนที่ยังต้องแก้ไขจะเป็นเรื่องของตัวเลขมาตรา ตัวอักษรและเนื้อหาบางส่วน คาดว่าในวันที่ 13 สิงหาคม คง
จะสมบูรณ์แบบ 100 % และทำออกมาเป็นรูปเล่มได้

ไม่สนใจคำขู่ม็อบพันธมิตรฯ
ทั้งนี้ทางกระทรวงมหาดกไทย ได้สำรวจรายชื่อประชาชนที่ร่วมสนับสนุนการแก้ไขรธน. 260,000 คน เสร็จเรียบร้อยแล้ว และประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ เพื่อจะส่งรายชื่อไปให้ประชาชนตรวจสอบหรือคัดค้านอีกครั้ง เชื่อว่าไม่เกินวันที 27 สิงหาคม จะสามารถยื่นเรื่องเข้าสู่รัฐสภาพิจารณารัฐธรรมนูญภาคประชาชนนี้ได้

ส่วนคำขู่ของพันธมิตรฯ ที่จะเป่านกหวีดหรือล้มรัฐบาลใน 7 วันนั้น เป็นคนละเรื่องกัน เพราะเราไม่ใช่รัฐบาล แต่เป็นภาคประชาชน เมื่อเรื่องนี้เข้าสู่สภาแล้ว ก็คงจะดำเนินการพิจารณาตามวาระ 1 2 3 ต่อไป ซึ่งเห็นว่าถ้าเรื่องเข้าไปในลักษณะนี้แล้ว พันธมิตรก็ไม่สามารถทำอะไรได้

ส่วนกรณีที่นายกฯ ระบุถึงมาตรา 63 นั้น ในร่างฉบับประชาชนไม่ได้มีการระบุไว้ เพราะมาตรานี้สามารถไปเชื่อมโยงกับมาตรา 28 ได้ ว่าด้วยการไม่ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของบถุคคลอื่น ดังนั้นเห็นว่าหากมีการแก้ไขมาตรา 63 ก็อาจจะมีการเพิ่มเติมเนื้อหาเข้าไปเป็นบุคคลมีสิทธิในการชุมนุม โดยปราศจากอาวุธ และไม่ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น หากระบุเช่นนี้แล้ว จะปิดชองไม่ให้ลัทธมัฆวานชุมนุมกันได้อีก และปิดทางไม่ให้ทหารทำรัฐประหารได้ด้วย

27ส.ค.ร่างแก้ไขรธน.เข้าสภาแน่

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย หนึ่งในแกนนำ คปพร. กล่าวว่าการแก้รธน.50 ของภาคประชาชน ขณะนี้มีการตรวจสอบรายชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว พบว่ามีเอกสารถูกต้องถึง 7 หมื่นกว่ารายชื่อ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เพียง 5 หมื่นรายชื่อเท่านั้น ตรงนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนสาระสำคัญของการแก้ไขนอกจากจะเป็นการนำสาระสำคัญของ รธน.40 กลับมาเกือบทั้งหมด ก็จะมีการแก้ไขบางจุดให้มีคตวามสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่นการเปิดกว้างว่า ส.ส. ไม่จำเป็นต้อวจบปริญญาตรี และการยืนซักฟอกรัฐบาลที่เคยต้อใช้เสียง ส.ส.2 ใน 5 ก็ลดลงเหลือ 1 ใน 5 เพื่อให้การตรวจสอบรัฐบาลสามารถทำได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้จากการเข้าตรวจเอกสารและหารือกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาแล้ว ได้รับคำยืนยันว่าการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยคปพร. จะเข้าสภาได้ใมนวันที่ 27 สิงหาคมนี้
ส่วนที่พันธมิตรขู่เป่นกหวิดนั้น นายวิภูแถลงกล่าวว่าเห็นเป่ามาหลายครั้งแล้ว แจต่ก็ไม่เป็นมีอะไร

ชักชวนแสดงพลังหนุนแก้ไขรธน.50
ด้านนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคปพร. กล่าวถึงการต่อต้านของกลุ่มพันธมิตร ว่าก็เป็นเรื่องดีเหมือนกันเพีราะคนทั่วไปจะได้รู้ถึงพฤติกรรมพาล พวกเกเร ในเมื่อพวกเขาประกาศจะไล่รัฐบาล ประเด็นต่างๆ ก็กลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องรัฐธรรมนูญกลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่กลายเป็นการไล่รัฐบาล แต่เนื่องจากว่าการเคลื่อนไหวการไล่รัฐบาลของเขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ ฉะนั้นต้องหาเหตุหนประเด็น ไม่ใช่การรักการชาติจริงๆ

“คนพวกนั้นส่วนใหญ่ผมรู้จัก ไม่ใช่เป็นคนที่จงรักภักดีจริงๆ พวกนี้ส่วนใหญ่เติบโตมาจากการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันทั้งนั้น เป็นการหาเหตุ หาเรื่องเพื่อระดมคนมาขับไล่รัฐบาล เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่าเขาระดมคนเพื่อมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

หากเขามาต่อต้านร่างของประชาชนก็จะได้รู้กัน อยากจะเรียกร้องและเชิญชวนประชาชนอย่างน้อยก็คนที่ลงชื่อมาแสดงพลังสนับสนุนให้รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ได้ก็จะดีมาก เพราว่าถ้าไม่มีคนมาสนับสนุนแต่มีคนมาต้าน การแก้ไขก็จะเป็นอุปสรรค

เน้นเสรีภาพในการนับถือศาสนา
พร้อมกันนี้ยังกล่าวด้วยว่า ร่างรธน.ของ คปพร.มีหลักการใหญ่ๆ อยู่ 2-3 หลัก คือหลักแรกเราเอารธน.2540 มาเป็นตัวตั้ง หลักที่สอง เราไม่แก้หมวด1 คือหมวดทั่วไป และหมวด 2 คือหมวดพระมหากษัตริย์ เราจะแก้ไขแต่หมวด3 หลักข้อที่ สาม คือตั้งแต่หมวดสามไปเรื่อยๆ เราแก้เกือบหมด โดยเอาปี 2540 มาแทน หลักที่สี่คือเรื่องบทเฉพาะกาล เราจะต้องทำการแก้ไขด้วย รวมถึงเรื่องการบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เป็นมาตราที่ 4 ให้แก้ไขเพิ่มเติมในมาตราที่ 38 คือรัฐธรรมนูญ 2540 ในหมวดสิทธิของประชาชนไทย ในมาตรา 38 ว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนา เมื่อมาปี 2550 ก็ยังเป็นมาตรา 38 อยู่เพราะฉะนั้นเราขอให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อความในมาตรา 38 โดยปกติมาตรา38 จะว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนา บุคคลยิ่อมมีสภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนา วรรคที่สอง รัฐจะต้องคุ้มครองเสนรีภาพนี้ โดยเราขอเพิ่มเป็น ให้มีข้อความขึ้นต้นว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา เพราะว่าการกำหนดให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ พูดตามหลักรัฐธรรมนูญมันอาจจะมีอยู่ได้ 2-3 หมวด หมวดแรกคือ หมวดทั่วไปจะเริ่มต้นว่ามาตรา 1 ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียว แบ่งแยกไม่ได้ มาตรา 2 ว่าด้วยการปกครอง มาตรา 3 เป็นเรื่องอำนาจของปวงชน ความจริงเอามาตรา 4 ด้วยก็ได้ เรียกว่าเป็นหลักทั่วไป แต่ว่าถ้าเอาไปอยู่ในหลักทั่วไป อาจจะมีปัญหา เพราะอาจจะมีคนเสนอให้เพื่มเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้าไปด้วย ฉะนั้นก็ให้มาอยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทยเสีย โดยเป็นข้อความขึ้นต้นในมาตรา 4 ถ้ามีการแก้ไขก็จะอยู่ในมาตรา 38 จะเริ่มต้นว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ

“สมัคร”โต้ถูกกล่าวหาร่างรธน.เอง
ด้านนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความชัดเจนในเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ว่า เตรียมจะเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราดังกล่าวแล้ว ซึ่งมาตรานี้ว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม หลังจากที่ได้มีการถ่ายเอกสารข้อความบางตอนเพื่อที่จะเตรียมจะแก้ไขไว้แล้ว

ข้อความที่ต้องการเพิ่มเติมจากเดิมที่ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” แล้วจะเพิ่มเติมในส่วนข้อความต่อไปว่า “โดยไม่มีการสร้างข้อมูลเท็จเอามากล่าวหา ไม่ปลุกระดมประชาชนให้หลงผิด ไม่ใช่สื่อโฆษณาชวนเชื่อ ไม่บังคับและไม่จ้างวานกลุ่มบุคคลใดๆ ให้มาชุมนุม”

อย่างไรก็ตาม นายสมัคร กล่าวปฏิเสธข้อความจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่พาดหัวว่า “สมัครติดหนวดแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ซึ่งขอชี้แจงว่าไม่ได้มีความคิดจะเป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ และหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามนั้น คนที่ชอบปลุกระดมจะเดือดร้อนหรือไม่เพราะขณะนี้เหมือนมีคนคอยปลุกระดมอยู่และขอเตือนกลุ่มคนที่กำลังเขียนรัฐธรรมนูญในเวลานี้ที่พยายามผลักดันให้เกิดระบบร้อยละ 70 และร้อยละ 30 ในรัฐสภาด้วย ว่าจะทำให้บ้านเมืองพังทั้งหมด ทั้งนี้ยังย้ำว่ารัฐบาลรู้การกระทำของบุคคลดังกล่าวมาโดยตลอด

ชุมนุมที่สาธารณะต้องไม่ทำเดือดร้อน
ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิการชุมนุม เพียงแต่เป็นกฎหมายที่ต้องการจัดระเบียบการชุมนุมให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของคนอื่น เนื่องจากการชุมนุมสามารถทำได้ แต่ต้องมีการกำหนดวัน เวลา และสถานที่อย่างชัดเจน โดยจะมีการขออนุญาตให้ถูกต้อง ส่วนจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 63 หรือไม่ ต้องมีการพิจารณาหารือกันอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่วิตกว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะใช้โอกาสนี้ปลุกระดมโจมตีรัฐบาล และชุมนุมยืดเยื้อต่อไป

ทั้งนี้ นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร กลุ่มอีสานพัฒนา พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ได้เป็นผู้ที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ได้มีการเตรียมนำมาใช้ก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ และที่นำมาเสนอตอนนี้ไม่ใช่ เพราะต้องการปิดทางการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และเรื่องนี้ไม่เคยหารือกับนายสมัคร แต่การที่ รัฐบาลเตรียมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการชุมนุม มาตรา 63 อาจเป็นเพราะความบังเอิญ ซึ่ง มาตรงกับ พ.ร.บ.ที่ตนหยิบขึ้นมา

นอกจากนี้ นายจุมพฏ กล่าวว่า ส.ส.กลุ่มอีสาน ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยเฉพาะ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานสภาก็เห็นดีด้วย แต่ไม่มีการลงชื่อ เพราะเกรงว่ากระทบกับตำแหน่ง



“บรรหาร”ย้ำหนุนแก้ รธน.ซัดพธม.แก้มาตราไหนก็ประท้วง

บรรหาร ย้ำหนุนแก้ รัฐธรรมนูญเหน็บพันธมิตรแก้มาตราไหนก็ประท้วงอยู่ดี ลั่นพรรคชาติไทยประกาศก่อนเลือกตั้งว่าจะไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะมีข้อบกพร่องมากมาย

ที่พรรคชาติไทย นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ส.ส.พรรคพลังประชาชนพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดความวุ่นวายหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราไหนทางกลุ่มพันธมิตรเขาก็จะชุมนุม ทำอะไรไม่ได้ เมื่อถามว่ารัฐบาลควรจะทำอย่างไร นายบรรหาร กล่าวว่า บางอย่างก็เห็นด้วย และคิดว่าไม่น่าจะแก้ไขทั้งฉบับ ควรจะแก้ไขบางมาตราที่เห็นว่ามีข้อบกพร่อง ซึ่งพรรคชาติไทยได้ประกาศตั้งแต่ตอนเลือกตั้งว่า จะไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะมีข้อบกพร่องมากมาย แต่เราเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเพื่อให้มีรัฐบาลจึงต้องรับไปก่อนและแก้ไขทีหลัง เช่น มาตรา 190 มาตรา 237 ต้องมีการแก้ไขให้ชัดเจน

เมื่อถามรัฐบาลเจอปัญหารุมเร้าควรเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ต้องดูจังหวะอีกนิดว่าจะทำอย่างไร สำหรับตนรู้สึกเฉยๆ จะแก้ก็ได้ ไม่แก้ก็ได้ ที่สำคัญอย่าให้เกิดวิกฤตทางการเมือง เมื่อถามว่าเป็นห่วงหรือไม่อาจจะกลายเป็นชนวน นายบรรหาร กล่าวว่า “ห่วง แต่ถ้ามีความจำเป็นก็ต้องแก้ แต่ไม่ควรแก้ทั้งฉบับว่าจะแก้ของปี 2550แล้วไปใช้ของปี 2540อันนี้ก็ไม่ควร ถ้าแก้ไขบางมาตรามันก็จบ ไม่น่าจะมีปัญหา

“ผู้ที่คัดค้าน ต่อต้าน ก็เป็นเรื่องของท่าน ถ้าชุมนุมมาผมก็มีผู้ชุมนุมเหมือนกัน เป็นหมื่นเป็นแสนเหมือนกัน ( หัวเราะ ) ไม่รู้ชุมนุมอะไรก็ไม่รู้ ก็ไม่รู้จะทำยังไงเพราะมันไม่มีการรอมชอมกัน”นายบรรหาร กล่าว เมื่อถามว่าจะกลายที่ทำให้ทะเลาะกันในต่างจังหวัดอีกหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า มันก็แตกแยกกันหมด แตกแยกในบ้านเมือง เมื่อถามต่อว่าเห็นด้วยกับโครงการ 12 ส.ค. ถึง 5 ธ.ค.ให้คนไทยสามัคคีกัน นายบรรหาร กล่าวว่า ถ้าเป็นโครงการที่ดีเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีนาถก็ถือเป็นเรื่องที่ดี



"เฉลิม" จัดเลี้ยงอำลาหลุดเก้าอี้ รมว.มหาดไทย

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จัดงานเลี้ยงอำลาตำแหน่ง รมว.มหาดไทย ไร้ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนร่วมงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นวันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งถูกปลดจากทุกตำแหน่ง รมว.มหาดไทย และหมดอำนาจในรัฐบาลชุดนี้ ได้จัดงานเลี้ยงชื่อว่า “ ถึงอย่างไรก็รักกัน ” เพื่ออำลาข้าราชการประจำกระทรวงมหาดไทย โดยมีการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนและออกร้านอาหาร ภายในงานมีข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยมาร่วมงานจำนวนมาก นำโดยนายพงศ์พโยม วาศภูติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวิชัย ศรีขวัญ อธิบดีกรมการปกครอง นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายสมชาย ชุ่มรัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายบุญเชิด คิดเห็น รักษาการอธิบดีกรมที่ดิน และผู้ว่าราชการจังหวัดใกล้เคียง

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าไม่มี ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน (พปช.) มาร่วมงาน เนื่องจากตรงกับการประชุมพรรคในช่วงเย็น อีกทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม ซึ่งเป็น ส.ส.สัดส่วน ก็ไม่ได้เข้าประชุมพรรคแต่อย่างใด โดยในที่ประชุมพรรคครั้งนี้เป็นการประชุมภาคกรุงเทพมหานคร และมีการหารือถึงเรื่องการส่งตัวผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.



จุมพฎ ท้าให้ ส.ว.ยื่นถอดถอนหลังยื่นพรบ.จัดระเบียบม็อบ

ส.ส.สกลนคร พรรคพลังประชาชน จุมพฎ บุญใหญ่ ท้าให้ยื่นถอดถอนหากเห็นว่าทำผิดหลังเสนอร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุมต่อที่ประชุมสภา ยันไม่ขัดมาตรา 63

นายจุมพฎ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะที่ตนเสนอเข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนก่อนการประกาศใช้ทั้งการประชุมของสภาและแปรญัตติในขั้นของกรรมาธิการ ขณะเดียวกันหากเห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญก็จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ขัดมาตรา 63 เรื่องสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างแน่นอนแต่อาจจะสอดคล้องกับแนวคิดของนายกรัฐมนตรีก็ได้ อย่างไรก็ตามตนท้าให้สมาชิกวุฒิสภายื่นถอดถอนหากเห็นว่าตนทำผิด

นอกจากนี้ นายจุมพฎ กล่าวอีกว่าอยากให้สังคมพิจารณาว่าการชุมนุมที่อ้างแต่สิทธิของตัวเองและไม่เคารพในสิทธิของผู้อื่นหรือไม่ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวคุ้มครองผู้ชุมนุม อีกทั้งหากคณะกรรมการไม่อนุญาตผู้ชุมนุมสามารถร้องศาลได้

นายกฯ สั่งตร.สันติบาลจัดการปลุกระดมลูกจีนกู้ชาติ

นายกฯ สั่งตำรวจสันติบาลจัดการกลุ่มปลุกระดมลูกจีนกู้ชาติ ระบุ ทำเกินขอบเขต ยัน ไม่ได้เขียน รธน.เอง ซัดกลับคนที่แอบนั่งเขียน รธน.พันธมิตรฯนั่นแหละที่จะทำให้บ้านเมืองเสียหาย

ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนเป็นประธานการประชุม ครม. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดโดยมีการโชว์หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ที่พาดหัวข่าวว่า “หมักติดหนวด เขียนเองรัฐธรรมนูญ” โดยกล่าวว่า “หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ที่พาดหัวหมักติดหนวดเขียนเองรัฐธรรมนูญ ผมจะบอกให้ฟังว่าผมไม่ได้เป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญเองหรอก และไม่ว่าใครตอนนี้เขากำลังจะปรับปรุงแก้ไข ถามว่าถ้าปรับปรุงแก้ไขอย่างนี้คนที่ชอบปลุกระดมเดือดร้อนมั๊ย

ผมต้องการจะถามแค่นี้เอง แล้วจะบอกให้ฟังว่าคนที่กำลังนั่งเขียนรัฐธรรมนูญเวลานี้ต่างหากที่ผมจะขอเตือนเอาไว้ ที่กำลังจะปลุกระดมให้ถึงขนาดว่าภายใน 7 วัน คนที่เคยไปเชียงใหม่แล้วไม่ไปแล้วนั่งเขียนรัฐธรรมนูญจะเอาให้เสร็จ ไอ้ 30 :70 (การเมืองใหม่ที่กลุ่มพันธมิตรประกาศ) คนที่ปลุกระดมบนเวทีที่ขณะนี้เอาเรื่องเชื้อชาติกันออกมาแล้ว ใส่เสื้อปลุกระดมลูกจีนมากู้ชาติ ผมกำลังให้ทางสันติบาลดำเนินการเรื่องนี้ มันเกินขอบเขตไปแล้ว ผมขอเตือนเอาไว้เดี๋ยวจะมาบอกว่าไม่รู้ ขณะนี้กำลังให้เขาจัดการคนที่ดำเนินการ เวลานี้จะเอากันให้จบสิ้น นั่งเขียนรัฐธรรมนูญจะเอากันให้พังกันทั้งหมด บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรไม่คิดถึงแล้ว ผมขอเตือนให้รู้เท่านั้นเอง”

ผู้สื่อข่าวถามว่าข้อความร้ฐธรรมนูญมาตรา 63 ที่มีการนำมาแจกให้สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมานั้นเอามาจากไหน นายสมัคร กล่าวว่า เป็นข้อความที่มีการนำเสนอในที่ประชุม ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้ย้อนถามว่าธรรมดาใครจะคิดปรับปรุงเสนอไม่ได้หรือ มีกฎหมายอะไรห้ามเสนออย่างนี้ เมื่อถามต่อว่าเป็นร่างของใคร ส.ส.เป็นคนเสนอหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า “ทำไมต้องบอกว่าเป็นใครด้วยหรือ ต้องใส่ชื่อคนเสนอกำกับด้วยหรืออย่างไร”

เมื่อถามว่าที่จะให้สันติบาลดำเนินการรวมไปถึงกลับกลุ่มพันธมิตรฯทั้งหมดด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไม่ใช่ดำเนินการกับพันธมิตร แต่เวลาที่ใครขึ้นไปพูดปราศรัยบนเวที ใส่เสื้อเรียกเอาลูกจีนมาช่วยกอบกู้ชาตินั้นกำลังให้เขาสอบดูว่ามันเกินขอบเขตหรือไม่ และคนที่มาเขียนหนังสือว่าผมร่างรัฐธรรมนูญเองนั้น ผมจะขอเตือนไอ้คนที่กำลังร่างฯไว้ เรื่องการเมืองใหม่ 30:70 ที่จะเอากันให้ได้ภายใน 3 วัน 7 วัน ผมขอให้รู้ไว้ว่าเรารู้ทุกอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่ ผมกำลังให้ตำรวจเขาจัดการในเรื่องนี้ จะเอาให้บ้านเมืองพังโดยไม่ได้ดูหัวดูหาง ไม่ได้ดูอะไรเลยผมจะเตือนไว้เท่านั้นเดี๋ยวจะมาว่าว่าไม่เตือน ”

เมื่อถามย้ำว่าจะถือโอกาสดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯไปในครั้งเดียวกันด้วยหรือไม่ นายสมัคร ปฏิเสธที่จะตอบคำถามก่อนที่จะเดินขึ้นห้องประชุม ครม.ไปในทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมัครได้เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่เวลา 08.20 น. โดยเมื่อมาถึงได้ขึ้นไปห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า และเก็บตัวจนถึงเวลา 09.30 น. ก่อนจะเดินทางไปเป็นประธานการประชุม ครม.ที่ตึกสำนักเลขาธิการ ครม.โดยเมื่อลงจากรถก็ได้ถือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการลงมาและเดินตรงมายังกลุ่มสื่อมวลชนทันทีก่อนเปิดการให้สัมภาษณ์

สวรรค์มีตา

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

หลังจาก “ประชาทรรศน์” นำเสนอข่าว คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. ที่มีผู้ร้องเรียนระบุถึงความไม่ชอบมาพากลถึง 8 ประการ ซึ่งล้วนเป็นข้อหาสั่นคลอน ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสของชาวบ้าน ที่จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องบริสุทธิ์ สะอาด ยุติธรรม

โทรศัพท์ของกองบรรณาธิการ ก็มีผู้โทรเข้ามาแสดงความคิดเห็นจนรับกันไม่หวาดไม่ไหว

มีทั้งคนที่โทรเข้ามาจิกด่าจนเกินกว่าจะบรรยาย ทั้งคนที่มีข้อมูลและคนที่มีอารมณ์ร่วมเมื่อได้เห็นข้อมูล รวมไปถึงคนคับแต้นที่หลงเชื่อมั่นศัรทธามานาน

ขณะเดียวกันก็มีคน “รู้จริง” จำนวนมากที่โทรเข้ามให้ข้อมูล หลายเรื่องเป็นการยืนยันเอกสารหลักฐานที่เรามีอยู่ให้ดูมีน้ำหนักมากขึ้นอีกลำดับหนึ่ง

บางเรื่องก็เหมือนจิ๊กซอว์ ที่เอามาต่อกันเข้าอย่างลงตัว และทำให้ภาพบางอย่างชัดเจนขึ้นอย่างน่าสนใจ รวมทั้งบางคนยังช่วยจุดประกายความคิด ช่วยกันตั้งข้อสังเกตุ มีทั้งเรื่องที่น่าจะเป็นไปได้ และบางเรื่องก็เกินกว่าจะคาดคิดว่ามีใครกล้าหาญคิดและทำอย่างนั้นจริงๆ

เรื่องราวข่าวสารและข้อสงสัยที่เกี่ยวข้องกับคุณหญิงจารุวรรณ ไม่ได้เพิ่มเกิดขึ้นเพียง 2-3 วันที่ผ่านมา แต่เกิดขึ้นมานาน และหลายกรณียังมีคำถามค้างคาอยู่

แต่ก็น่าแปลกว่าทำไม “สื่อ” ทั้งหลายจึงไม่สนใจนำเสนอข่าว ทั้งที่เป็นบทบาทชัดในการตรวจสอบ และเป็นการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ของพี่น้องประชาชนคนไทย

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว สตง. ในยุคของคุณหญิงจารุวรรณ มีปรากฏการณ์ที่น่าจะนำเสนอเป็นข่าวมากมาย นับตั้งแต่ที่มาที่คลุมเครือ จนทุกวันนี้ประชาชนจำนวนไม่น้อยก็ยังไม่หายสงสัย

จนมาถึงคำสั่งของ คมช. ที่ให้คุณหญิงจารุวรรณ เป็นทั้งผู้ว่าการ สตง. และเป็นประธานบอร์ด หรือ คตง. ในคราวเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน และเป็นการทำลายกระบวนการถ่วงดุลอำนาจ ทำลายกระบวนการตรวจสอบความโปร่งใสอย่างเห็นได้ชัดเจน

แน่นอนว่าบนสถานการณ์ดังว่า ย่อมล่อแหลมที่จะทำให้ใครก็ตามย่ามใจ ทำในสิ่งที่ขาดความถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความชอบธรรม และไม่ต้องกลัวเกรงว่าจะมีใครหน้าไหนมาตรวจสอบ เพราะอยู่ในฐานะที่ยิ่งใหญ่จนคิดว่าใครก็ต้องพากันเกรงอกเกรงใจไปหมด

และด้วยท่าทีนิ่งเฉยของสื่อทั้งหลายดังที่ว่า จึงทำให้อดคิดไม่ได้ว่าจะเกิดปรากฏการณ์อย่างหนึ่งอย่างใด ในทำนองเดียวกับการส่งเจ้าหน้าที่จำนวนมาก เข้าไปตรวจสอบการใช้งบประมาณของดีเอสไอ หลังจากเข้าตรวจสอบเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของดีเอสไอหรือเปล่า

หรือจะแบบเดียวกับการจ่อจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเทศบาลปากเกร็ด และปรากฏว่าในเวลาต่อมามีการสร้างถนนเข้าไปถึงหน้าบ้านหลังใหม่ของคุณหญิงจารุวรรณ ตามมาด้วยข้อกล่าวหามากมาย ทั้งเรื่องของแบบแปลน และการดูแลการก่อสร้างบ้านหรูดังกล่าว

ผมไม่เชื่อว่า “สื่อมวลชน” จะยอมแลกรับผลประโยชน์ เพื่อแลกกับการไม่นำเสนอข่าวใดข่าวหนึ่ง แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่าสื่อมวลชนทุกวันนี้จะคิดมาก ในเรื่องการแบ่งกลุ่มแบ่งฝ่ายจนขาดความกล้าในการนำเนอบางเรื่องราวที่น่าสนใจ และเกิดประโยชน์กับบ้านเมืองว

ซึ่งอาจจะเป็นผลให้คนบางคนที่คิดว่าตัวเองคุ้นเคยกับผู้หลักผู้ใหญ่ในสื่อบางค่าย มั่นใจว่าการทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่พูด ไม่ตอบ จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น และรอดตัวจากการรับผิดชอบเรื่องราวทั้งปวง

แน่นอนว่าคุณหญิงจารุวรรณเลือกที่ไม่ตอบข้อสงสัยได้ และสื่ออย่างประชาทรรศน์ก็ไม่มีสิทธิ์ไปข่มขู่บังคับให้พูด แต่นั่นคุณหญิงเอง ก็ต้องไม่เอาไปอ้างว่าสื่อลำเอียง

หรือคำชี้แจงว่ากำลังไปซ้อมยิงปืน รวมไปถึงการระบุว่าจะฟ้องร้องผู้นำเสนอข่าว ก็คงไม่เรียกว่าคำตอบและไม่ใช่ทางออกของปัญหา

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไรคุณหญิงจารุวรรณ เองก็ย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ และการจะพูดหรือไม่พูด แม้แต่จะพูดเท็จหรือพูดจริงในขณะนี้ก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้

คุณหญิงจารุวรรณ ย้ำเสมอว่า “พระเจ้าเข้าข้างคนดี”

ผมเองก็เชื่อในทำนองเดียวกันว่า “สวรรค์มีตา” และยังเชื่อในกฎแห่งกรรม “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”

วันนี้คุณหญิงจารุวรรณมีสิทธิ์ที่จะไม่พูด

คุณหญิงจารุวรรณมีสิทธิ์ที่จะปล่อยให้สังคมคลางแคลงสงสัย หรือแม้กระทั่งก่นด่า ตราบเท่าที่ยังทนได้ และไม่สนใจต่อเกียรติภูมิที่สั่งสมมาแต่หนหลัง

แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลและหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องคงจะปล่อยให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัย และไม่มั่นใจต่อการทำงานขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใส ต่อไปอีกไม่ได้

จะต้องเข้าไปชำระสะสาง ทำความกระจ่างให้เกิดขึ้นให้จงได้

และเมื่อใดก็ตามที่เรื่องราวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คุณหญิงจารุวรรณ ก็คงไม่สามารถปิดปากได้อีกต่อไป

ใครดี ใครชั่ว อย่างไรก็คงจะต้องมีการพิสูจน์กัน...!!

บิ๊กโบ๊ต