WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 7, 2008

"บุช" ถวายพระพร "ในหลวง" ย้ำสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ

ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์นโยบายของสหรัฐฯ ต่อเอเชียที่ศูนย์การประชุมสิริกิติ์ โดยผู้นำสหรัฐฯ อารมณ์ดีเป็นพิเศษ กล่าวทักทายในที่ประชุมด้วยคำว่า "สวัสดีครับ" ด้วยน้ำเสียงชัดเจน เรียกเสียงปรบมือทั่วห้องประชุม

จากนั้นผู้นำสหรัฐฯ เริ่มต้นกล่าวสุนทรพจน์ด้วยการถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในโอกาสที่พระองค์จะทรงเจริญพระชนมายุครบรอบ 81 พรรษา ในปีนี้ หลังจากนั้นเริ่มต้นการกล่าวสุนทรพจน์โดยเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐฯ ที่ยืนยาวมานานถึง 175 ปี และกล่าวถึงความร่วมมือทางด้านค้าการลุงทุน และการทหารระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่มีมาตั้งแต่สมัยสงครามเกาหลี เวียดนาม จนถึงปัจจุบันก็ยังมีความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้ายทั้งในอิรัก และอัฟกานิสถาน

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถึงเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ การค้าเสรีของประเทศไทยที่มีส่วนช่วยให้การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยว่าเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชีย และถือว่าประเทศไทยเป็นพันธมิตรนอกกลุ่มนาโตที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญมากที่สุด

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถึงภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า มีเพียงแค่ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ที่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย แต่หลังจากนั้นความเป็นประชาธิปไตยก็ไม่ได้หายไป แถมยังกระจายไปยังประเทศต่างๆ มากขึ้น แม้กระทั่งอินโดนีเซียที่ถือว่าเป็นประเทศที่มีชาวมุสลิมมากที่สุด รวมถึงประเทศจีนก็มีการเปิดเสรีมากขึ้น

ส่วนเรื่องเกาหลีเหนือมองว่า ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนของชาวเกาหลีเหนือด้วย และสิทธิมนุษยชนของชาวพม่า ซึ่งได้เรียกร้องให้เร่งดำเนินการปล่อยตัวนางออง ซาน ซู จี รวมถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวพม่าจากพายุไซโคลนนาร์กีส

ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้แสดงความเป็นห่วงต่อภาวะโลกร้อน และได้กล่าวถึงจีนว่า จีนเพิ่งพ้นจากยุคปฏิวัติวัฒนธรรมมา แต่ปัจจุบันมีความเจริญรุ่งเรืองในทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก และมองว่าจีนจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทศวรรษที่ 21 และได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไต้หวัน ว่า อยากเห็นความสงบระหว่าง 2 ประเทศนี้ และแสดงความเป็นห่วงเสรีภาพในการนับถือศาสนา รวมถึงสิทธิมนุษยชนในประเทศจีน

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงด้านการค้า ซึ่งมูลค่าการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับทวีปเอเชียเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นตลาดการค้าโลกจึงเปลี่ยนไป ไม่ได้อยู่เพียงแถบแอตแลนติก แต่ได้ข้ามมาสู่แปซิฟิก คือภูมิภาคเอเชีย ที่ถือว่าเป็นความมหัศจรรย์ในเรื่องเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ ต้องการเชื่อมความสัมพันธ์ดีไว้ตลอดไป และมั่นใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศในเอเชียจะไม่มีวันจบลง และจะยังยืนอยู่ข้างชาวเอเชียต่อไป ถึงแม้ว่าความเป็นประธานาธิบดีของตนจะจบลงในไม่ช้าเนื่องจากจะพ้นจากตำแหน่ง ส่วนอนาคตของภูมิภาคเอเชียนั้น มองว่าจะสามารถเจริญรุ่งเรืองได้ ต้องมีความร่วมมือกันอย่างแนบแน่นระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เพื่อที่จะนำภูมิภาคนี้ให้ก้าวหน้าต่อไป

‘ไชยา’มอบนโยบายเร่งผลักดันการส่งออก

นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมว่า ได้ทำการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ประจำอยู่ ณ กระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ยังได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการประจำกระทรวง โดยต้องการผลักดันการส่งออกให้เป็นไปตามเป้า หรือเกินกว่าร้อยละ 15 จากฐานเดิมที่ได้มีการตั้งเป้าไว้

ส่วนของเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมที่จะเข้าไปดูแล เพื่อให้มีมาตรการที่ชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งภาพในและต่างประเทศเพิ่มขึ้นได้ ส่วนมาตรการในการดูแลราคาสินค้าในเบื้องต้นนั้น ควรจะปรับขึ้นในส่วนของสินค้าผลิตภัณฑ์นม หลังจากที่มติ ครม.ได้มีการอนุมัติให้มีการปรับเพิ่มราคาสินค้าไปแล้ว

Wednesday, August 6, 2008

ตัวการสร้างความแตกแยก!

คอลัมน์ : ละครชีวิต

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสกลับไปบ้านเกิดที่จังหวัดนครสวรรค์ และได้เห็นปฏิกิริยาของคนไทยเชื้อสายจีนที่เป็นเจ้าของร้านขายของชำแล้วก็ตกใจว่าคนที่นี่ถูกครอบงำโดยพันธมิตรฯ ผ่านทางเอเอสทีวีไปหมดแล้วหรือ

บรรดาอาซิ๊มอาซ้อที่ผมเคยซื้อชุดนักเรียนสมัยเด็กๆ กำลังนั่งดูเอเอสทีวีแล้วจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเมามัน

บางคนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ขึ้นไอ้ – อี ทั้งๆ ที่ข้อมูลที่ได้รับมายังไม่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ใดๆ อาซิ๊มอาซ้อก็เชื่อว่าสิ่งต่างๆ ที่ออกมาจากเอเอสทีวีคือความถูกต้องทั้งหมด

แต่เมื่อผมออกมาจากตัวเมือง สัญจรผ่านไปยังชาวบ้านรอบๆ นอก ความรู้สึกกลับตรงกันข้ามชนิดสวรรค์กับนรก

ชาวบ้านส่วนใหญ่กลับนิยมชมชอบอดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ก็รับรู้มาบ้างผ่านทางสื่อมวลนชนและเพื่อนๆ ที่บอกกล่าวกันมา แต่ยังไม่เคยประสบพบเจอด้วยตัวเอง

ปรากฏการณ์แบบนี้ทำให้รู้สึกเป็นห่วงประเทศชาติบ้านเมือง และเมื่อวานผมเห็นด้วยกับข่าวที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้ตำรวจสันติบาลตรวจสอบกรณีที่มีผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ใส่เสื้อที่มีขอความว่า “ลูกจีนรักชาติ” และเห็นว่าเรื่องนี้ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด

แม้จะมีบางคนออกมาแสดงความคิดเห็นว่าไม่ผิด แต่ถ้ามองในแง่ความมั่นคง ทหารและตำรวจไม่ควรอยู่เฉย

ผมจำได้ว่าเมื่อช่วงต้นปี ตำรวจสันติบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงออกมาตรการคุมเข้มในการจัดงานวันรำลึกชนชาติมอญครั้งที่ 61 ประจำปี 2551 ณ วัดบ้านไร่เจริญผล

แม้จะมีการยืนยันว่าไม่มีการแอบแฝงทางการเมืองหรือการปลุกระดมเพื่อกู้ชาติกู้แผ่นดินมอญให้กลับคืนมา แต่ในทางความมั่นคงแล้วไม่ควรปล่อยปละละเลย

ในประเด็นนี้ก็เหมือนกัน เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดโอกาสให้ผู้คนที่แตกต่างหลากหลายทางเชื้อชาติ แตกต่างทางศาสนา และแตกต่างทางภาษา อยู่ร่วมกันได้โดยสันติ

ไม่ว่าจะเป็นคนไทยเชื้อสายอะไร ก็คือคนไทยที่รักชาติเหมือนกัน นายสนธิ ไม่ควรปลุกระดมผู้คนให้ออกมาตีกัน

แนวทางคลั่งชาติ แบบที่นายสนธิพยายามดำเนินการอยู่ขณะนี้จะยิ่งเป็นการสร้างความแตกแยกให้มากขึ้นภายในสังคมไทย

แนวคิดแบบนี้จะเป็นการแบ่งขั้วให้เป็นสังคมส่วนใหญ่กับสังคมส่วนน้อย ถ้าใครมีความคิดหรือความรู้สึกที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ก็จะถูกมองว่า “ไม่รักชาติ” โดยไม่ได้มองถึงเรื่องความถูกต้อง

พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย ประชาชนเกิดความวิตกกังวลไม่ได้รับความสะดวกในการดำเนินชีวิต

เราคงตระหนักดีว่าไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาไหน ทุกคนมีความเป็นห่วงและต้องการให้สันติสุขกลับคืนมาเหมือนเช่นในอดีต

นอกเหนือจากนี้ต้องนำไว้เหนือหัวเพื่อเป็นสิริมงคล คือแม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงห่วงใยพวกเราอย่างที่สุด

ดังนั้น เราจะทำอย่างไรถึงจะให้มีแต่ความรักความสามัคคี การช่วยเหลือเอื้ออาทรกันด้วยความจริงใจ

ผมอยากขอร้องให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล และบรรดาแกนนำพันธมิตรฯ รวมทั้งพรรคอีแอบ ที่หนุนพันธมิตรฯ ให้ทำลายชาติอยู่ขณะนี้

จงร้องเพลงชาติไทยวันละ 3 ครั้ง ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า หลังกินข้าวกลางวัน และก่อนนอน

เพราะถ้าร้องเพลงชาติอย่างบอกไว้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็จะเจอปรัชญาที่ว่า ประเทศไทยรวมทั้งเลือด-เนื้อ-ชาติ-เชื้อ-ไทยเป็น “ประชารัฐ” ซึ่งก็หมายถึงการรู้รักสามัคคี

นายสนธิ ต้องสำเหนียก และรู้คุณค่าของแผ่นดินไทยให้มากๆ อย่าทำลายแผ่นดินไทยที่บรรพบุรุษได้สร้างขึ้นมาหลายร้อยหลายพันปีด้วยการปลุกระดมคนให้เกลียดชังกัน

นายสนธิ ต้องสำเหนียกและระลึกถึงในหลวง ซึ่งท่านทรงรับสั่งว่า อย่าทะเลาะกัน เพราะท้ายที่สุดก็ไม่มีใครได้รับ “ชัยชนะ” บนซากปรักหักพังของชาติบ้านเมือง

จงอย่าให้ ประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล คือตัวการสร้างความแตกแยก ในวิกฤติการเมืองไทยเวลานี้!

ลวดหนาม

ความหน้าด้านหน้าทนของ ‘สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์’

คอลัมน์ : ละครชีวิต

ไม่สง่างาม ไม่สมเกียรติ ไม่สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็น ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคเก่าแก่ยาวนานกว่า 60 ปี

ผมไม่อยากเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อว่าขณะนี้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ ส.ส. สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงหน้าด้านหน้าทน ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งอีก

ทั้งๆ ที่นายสมเกียรติ ถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี

นายสมเกียรติยังคงเดินหน้ายุทธศาสตร์หลักที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าใหญ่กำหนดขึ้นมาคือการใช้ความหน้าด้าน หน้าทน เกินมนุษย์ปุถุชนทั่วไป กล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาลที่กำลังเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโจร

นายสมเกียรติลั่นวาจาว่า “ทันทีที่รัฐบาลยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 พันธมิตรฯ ขอประกาศลุกขึ้นสู้ประจัญบานและเป่านกหวีดภายใน 7 วัน นับแต่วันยื่น นี่เป็นคำสั่งเด็ดขาด เป็นการรบครั้งสุดท้าย”

มีลูกศิษย์ลูกหาฝากถามนายสมเกียรติที่เป็นถึงครูบาอาจารย์ว่าหน้าไม่อายบ้างหรือที่ออกมาตะแบงในเรื่องนี้ เพราะวันนี้ผลการสำรวจก็ออกมาระบุชัดเจนแล้วว่าประชาชนอยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เพราะเป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย

แม้กระทั่ง นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังออกมาระบุถึงกระบวนการในการร่างที่ใช้ตัวตั้งคือเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาเป็นพื้นฐานของการเขียนรัฐธรรมนูญ

เรียกได้ว่าระดมเอาศัตรูของอดีตนายกฯ ทักษิณ มาเขียนกฎหมายเพื่อทำลายล้างส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องรับเคราะห์รับกรรมอยู่ขณะนี้

และที่บ้านเมืองเราวุ่นวายก็เพราะมีคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำนวนมาก เพราะตั้งแต่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่เคยเห็นนายกฯ คนไหนมีมันสมองพอที่จะทำงานตอบสนองความต้องการประชาชนได้ถึงเพียงนี้

มีแต่นายกฯ ที่ประจบสอพลอพวกคนร่ำคนรวย คนชั้นสูง ดูถูกคนจน ไม่เคยมองลงมาถึงคนชนชั้นรากหญ้า

วันนี้จึงอยากสั่งสอนและขอร้อง “พวกโง่แต่ขยัน” “พวกหน้าด้านหน้าทน” ให้สงสารประชาชนบ้าง กลับตัวกลับใจมาทำความดี หยุดสร้างความวุ่นวายได้แล้ว

โดยเฉพาะคนที่เป็นถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเก่าพรรคแก่อย่าง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อย่าทำตัวตกต่ำ เพราะคุณกินเงินเดือนหลวง แต่สะเออะไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ด่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

โปรดหยุดใช้ความกะล่อน ปลิ้นปล้อน “โยนขี้” ให้คนอื่น อย่านำตำแหน่ง ส.ส.ผู้ทรงเกียรติลงไปเกลือกกลั้วกับแกนนำพันธมิตรฯ

เพราะบุคคลเหล่านั้นมีแต่คนล้มละลาย มีแต่คนนอกศาสนา มีแต่คนอยากมีอำนาจ มีแต่คนไม่มีงานทำ

พวกนี้ประชาชนต้องช่วยกันประณามว่าเป็นพวกโง่แต่ขยัน แต่อยากกู้ชาติ อยากเด่นอยากดัง อยากมีอำนาจวาสนา ซึ่งที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่มีปัญญาคิดนโยบายดีๆ มาหาเสียงเพื่อให้พรรคของตนเองได้รับชัยชนะ

สุดท้ายแล้ว ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ยอมขับไล่ให้นายสมเกียรติ ลาออกภายใน 3 วัน 7 วัน สังคมก็ต้องร่วมกันประณามและสาปแช่งให้สาสมกันทั้งคนและทั้งพรรค

ถ้าไล่แล้วยังไม่ยอมลาออก เห็นทีงานนี้ต้องเปลี่ยนชื่อจากนายสมเกียรติเป็น “นายไร้เกียรติ อย่างหนาตราช้าง” ซะแล้ว!

ลวดหนาม

‘ตัวแทนราชอาณาจักรไทย’ ใคร? เลือกพันธมิตร

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

หากไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ พันธุ์ทาง หรือคนที่ชอบอ่านสื่อในเครือพันธมิตรฯ อยู่เป็นประจำ ก็อาจไม่รู้ว่าเร็วๆ นี้ พันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์เนื่องในกรณีที่ผู้นำกัมพูชาขึ้นไปทำบุญที่ปราสาทเขาพระวิหาร

เนื้อความแถลงการณ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่มีอะไรสร้างสรรค์ และอาจไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงในรายละเอียด เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กล้าปราศรัยยั่วยุปลุกระดมให้แนวร่วมของตัวเอง รวมทั้งตำรวจทหารทำร้ายหรือเปิดฉากสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านได้โดยไม่คำนึงถึงทั้งกฎหมายและมนุษยธรรมนั้น เนื้อหาแถลงการณ์ก็คงเป็นอะไรแนวๆ นั้นที่เราท่านคาดการณ์ได้อยู่

หากแต่ประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าหรืออาจจะเป็นเพียงข้อเดียวที่น่าสนใจที่สุดสำหรับความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพันธมิตรฯ ก็คือการอ้างอิงตัวเองว่าพูดในนามใคร และตัวเองเป็นใคร

ก่อนหน้านี้ เป้าหมายของพันธมิตรฯ ที่เรียกร้องให้ “กองทัพ” จัดการอะไรสักอย่างกับการเมืองทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ทหาร บวกกับข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลที่ “ดิ้นได้” และไม่เคยมีคำว่าสิ้นสุดหรือพอเพียง เหล่านี้ก็ทำให้พันธมิตรฯ ดูไร้จุดยืน ทำเพื่อตัวเอง และไม่มีคุณูปการใดๆ ต่อความก้าวหน้าของประเทศ

ต่อมาเมื่อมีความพยายามยกระดับการเคลื่อนไหวของตัวเองด้วยการนำเสนอสิ่งที่เป็นรูปธรรม แต่ “การเมืองใหม่” หรือรูปแบบการเมืองแบบผู้แทนฯ สรรหา 70 เลือกตั้ง 30 ที่เสนอออกมานั้น ก็ไม่ได้ช่วยให้ภาพลักษณ์ของพันธมิตรฯ ดูดีหรือฉลาดขึ้น

ตรงกันข้ามกลับยิ่งประทับตรายางความเป็นพันธมิตรฯ อย่างเด่นชัดยากจะล้างออกว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่เชื่อมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ต้องการฟื้นฟูระบอบอภิชนซึ่งสวนทางกับความเป็นไปของประเทศและของโลก…

สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับโมเดลการเมืองนี้จึงคือการเปิดโปงแนวคิดที่แท้จริงของคนที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งที่เป็นแนวร่วมชุมนุม ทั้งผู้มีชื่อเสียงที่ทยอยขึ้นเวทีคนแล้วคนเล่า และแน่นอนว่ารวมทั้งแกนนำทั้งหลายที่ภาพลักษณ์และชื่อเสียงเสียหายกันไปแล้วก่อนหน้า

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้ ก็ยังไม่ “ล้ำหน้า” เท่ากับสิ่งที่ปรากฏในแถลงการณ์ฉบับล่าสุด

“ล้ำหน้า” ที่หมายความว่า “มากเกินไปแล้ว” ไม่ใช่ก้าวหน้าแต่อย่างใดไม่

แถลงการณ์ที่พาดพิงไปยังผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ได้เป็นเพียงแถลงการณ์ในนามของกลุ่มพันธมิตรฯ อันเป็นเพียงกลุ่มพลเมืองกลุ่มหนึ่งของราชอาณาจักรไทย

ไม่ได้เป็นเพียงประชาชนคนไทยที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่อยู่ภายใต้ “ราชอาณาจักร” หรืออาณาจักรของพระราชาองค์เดียวกัน

แต่พันธมิตรฯ กลับเหิมเกริม ระบุว่าตัวเองคือ “ตัวแทนประชาชนแห่งราชอาณาจักรไทย”

ทั้งที่ผู้เดียวที่จะอ้างอิงเช่นนั้นได้ ก็คือองค์รัฐาธิปัตย์หรือรัฐบาล ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงลงพระปรมาภิไธยให้เท่านั้น…

การแอบอ้างตัวเองขึ้นมาจากสถานะข้างถนนเช่นนี้ จึงเป็นความล้ำหน้า ล้ำเส้นที่อันตรายยิ่ง อันตรายต่อเอกภาพภายในประเทศ อันตรายต่อความมั่นคงทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

สำคัญที่สุด คืออันตรายและระคายเคืองยิ่งต่อพระราชอำนาจ…

สิ่งที่พันธมิตรฯ พยายามทำมาตลอดไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องที่ไม่รู้จักพอ การเสนอการเมืองล้าหลัง การเรียกร้องให้เกิดรัฐประหาร การยั่วยุให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ ฯลฯ

คำตอบจึงอยู่ที่ การต้องการสถาปนาตัวเองเป็นอำนาจรัฐอันใหม่อย่างเดียวเท่านั้น

เป็นอำนาจที่ไม่ต้องการได้โดยเข้าตามตรอกออกตามประตู ไม่ต้องการเหน็ดเหนื่อยสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ไม่ต้องอาศัยการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่แต่ละคะแนนเสียงได้มาแสนยากเย็น

แต่ต้องการอาศัยเส้นทางข้างถนน ตั้งตนเป็นแก๊งป่วนเมือง ก็เพื่อผลที่คุ้มค่ายิ่งกว่า ซึ่งเห็นความพยายามแล้วในวันนี้

ชัดเจนและน่ากลัวถึงเพียงนี้ ก็วานเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยเฉพาะหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงดูด้วยเถิดว่า จะทำอะไรได้บ้าง

อย่าปล่อยให้ประชาชนทั้งประเทศที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรนี้ ด้วยระบอบการปกครองปัจจุบันนี้…ต้องได้แต่มองโจรกำลังปล้นชาติตาปริบๆ อยู่อีกเลย


“โกวิท” เปิดใจขอเวลา3เดือนคลี่คลายความขัดแย้ง

“โกวิท วัฒนะ” มท.1 คนใหม่ เปิดใจ ขอเวลา 3 เดือน เร่งรัดการทำงาน คลี่คลายความขัดแย้งในบ้านเมือง ชี้ กระแสข่าวดึงน้องชายนายเนวิน ชิดชอบเป็นทีมงาน ไม่ปฏิเสธ เนื่องจากใครมีความรู้ความสามารถก็ไม่ปิดกั้น

พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดใจกับสื่อมวลชนว่า ขอเวลา 3 เดือนในการเร่งรัดงานต่างๆ ทั้งวิกฤตความขัดแย้งของบ้านเมือง ขณะที่จัดระเบียบการให้สื่อ โดยงดให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ทุกกรณี รวมทั้งห้ามไปที่บ้านพัก แต่จะมีการพบสื่อสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งเท่านั้น

ทั้งนี้กรณีที่มีคดีอยู่แต่เข้ารับตำแหน่งนั้น ยืนยันว่าไม่ผิดกฎหมาย รวมถึงมีอำนาจในการเซ็นลงนามต่างๆ ด้วย ส่วนกระแสข่าวการให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายนายเนวิน ชิดชอบ เป็นทีมงานด้วย ไม่ปฏิเสธ เนื่องจากใครมีความรู้ความสามารถก็ไม่ปิดกั้น อย่างไรก็ตามยืนยัน ไม่ใช่คนของพรรคพลังประชาชนที่ส่งมาโยกย้ายข้าราชการเพื่อล้างบาง นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอีกว่า ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะไปรับฟังปัญหาและพบปะข้าราชการในพื้นที่เร็วๆ นี้



คนเชียงใหม่ไล่ปปช.หยุดรับใช้เผด็จการปล่อยเหี้ย 9 ตัววันนี้

กระแสขับไล่ ป.ป.ช.เถือ่น เริ่มขยายตัวเป็นวงกว้าง “คนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย” เข้าแจ้งความดำเนินคดี กล้านรงค์ จันทิก พร้อมคณะ ฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์กรณีการไม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ และขอให้รัฐบาลงดจ่ายเงินเดือน ป.ป.ช.ทั้งคณะเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ส่วนสมาพันธ์ชาวเหนือ ยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าฯ ถึงนายกฯ ให้จัดการขั้นเด็ดขาด เช่นเดียวกับที่กทม. กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นัดรวมพลลานพระรูป 10 โมงวันนี้ เพื่อกดดัน 9 ป.ป.ช.-ปล่อยเหี้ย 9 ตัว

เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. วันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ตัวแทนกลุ่มสมาพันธ์ชาวเหนือเพื่อประชาธิปไตย ได้รวมตัวกันเพื่อเดินทางไปที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อยื่นหนังสือผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการหาข้อยุติเกี่ยวกับที่มาของกรรมการ ป.ป.ช. เนื่องจากไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอย่างถูกต้อง ซึ่งเห็นว่านายกรัฐมนตรีนั้นเป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องแสดงความเด็ดขาดและชัดเจนในเรื่องดังกล่าว

ขณะที่ในวันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา นางสาวจีระนันท์ จันทะวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย ก็ได้เดินทางที่ สภ.เมืองเชียงราย พร้อมนำรถแห่ติดป้าย ข้อความว่า “หยุด ปปช.เถื่อน ทาสรับใช้เผด็จการทรราชย์ จ้องล้มล้างประชาธิปไตย” พร้อมนำภาพนายกล้านรงค์ จันทิก ป.ป.ช.เขียนว่า ป.ป.ช.เถื่อน ทาสรับใช้เผด็จการและนำจานดาวเทียมมาโชว์ เขียนว่า Asshole TV

นางสาวจีระนันท์ ได้ยี่นหนังสือต่อ พ.ต.ท.สมชาย มีอนันต์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองเชียงราย ที่มารับเรื่องหน้า สภ.เมืองเชียงราย โดยหนังสือระบุ ขอให้พนักงานสอบสวนกองปราบปรามสอบสวนดำเนินคดีกับนาย กล้านรงค์ จันทิก คณะกรรมการ ปปช.และผู้ที่เกี่ยวข้องในความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ กรณีการไม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ และขอให้รัฐบาลงดจ่ายเงินเดือน ป.ป.ช.ทั้งคณะเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

นางสาวจีระนันท์ กล่าวว่า อยากให้กองปราบปรามเร่งดำเนินคดีกับ ป.ป.ช.และพวก เพราะยังมีคดีอีกหลายคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัวที่รอการพิจาณาอยากให้ได้รับความเป็นธรรม จึงขอให้ ป.ป.ช.พิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม เพราะหากไม่เป็นธรรม จะมีการลุกฮือของประชาชนได้ และขอประณาม ASTV ที่กดดันรัฐบาล และกลุ่ม ฯจะมีการนัดเคลื่อนไหวที่ จ.เชียงราย อีกครั้งในวันที่ 9 ส.ค.นี้

พ.ต.ท.สมชาย มีอนันต์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองเชียงราย ได้รับเรื่องและกล่าวว่า จะมีการหารือผู้บังคับบัญชาและส่วนทีเกี่ยวข้องว่า ซึ่งได้กล่าวว่าจะมีการประสานให้เร่งดำเนินการด่วยตามที่ได้เรียกร้องมา

ซึ่ง ตัวแทนกลุ่มฯ ยังกล่าวอีกว่า ในการเดินทางไปยื่นหนังสือผ่านทางทางผู้ว่าฯในครั้งไม่ได้ต้องการที่จะประท้วงขับไล่ป.ป.ช.เพียยงแต่เห็นว่าเป็นที่ไม่ถูกต้องหากจะนิ่งเฉยกับปัญหาของที่มา ป.ป.ช.

ขณะที่กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้นัดหมายรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าในเวลา 10.00 น. วันนี้ (6ส.ค.) เพื่อเดินไปยังที่ทำการ ป.ป.ช. กดดันให้ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ออกจากตำแหน่ง โดยจะมีการจุดประทัด 3 พันนัด ซึ่งจะมีการเพิ่มจำนวน 1 พันนัดทุกครั้งที่ชุมนุมกดดัน และยืนยันว่าจะมีการชุมนุมสต่อเนื่อวจน
กว่าป.ป.ช.จะออกจากตำแหน่ง โดยนัดหมายกันทุกวันอังคาร

นอกจากนี้จะมีกิจกรรมปล่อยเหี้ย 9 ตัวด้วย หลังจากที่ในสัปดาห์ก่อนมีการทุบกรัเบื้องอย่างหน ที่มีหน้าของ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คนไปแล้ว



จี้ “จรัญ” อย่าทำตัวเป็นนักคุณธรรมจอมปลอม

จี้ต่อมคุณธรรมสูงส่งของ “จรัญ ภักดีธนากุล” ยืดอกโชว์สปิริตลาออกจากตำแหน่งสำคัญ หลังถูกเปิดโปง “ทั้งเมีย-แม่ยาย” ถูกฟ้องร้องโกงที่ดินผู้มีพระคุณ ระบุเคยจี้ให้คนอื่นออกจากตำแหน่งมามากถึงคราวตัวเองกลับทำเฉย สงสัยคุณธรรม จริยธรรม มีไว้ให้เฉพาะกับคนอื่น “วิภูแถลง” ระบุคนนอนเตียงเดียวกันปฏิเสธไม่รู้เรี่องไม่ได้ หากบอกไม่รู้เห็นพฤติกรรมของภรรยา แสดงว่าเป็นได้แค่นักคุณธรรมจอมปลอม

จากกรณีที่ น.ส.พ.ประชาทรรศน์เคยนำเสนอข่าว และล่าสุดมีการเปิดประเด็นอีกครั้งในรายการ “ความจริงวันนี้” เมื่อคืนวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา กรณี นางทีปสุรางค์ ภักดีธนากุล ภรรยา นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และนางจินดา สุนทรพันธ์ แม่ยายนายจรัญ ได้ตกเป็นจำเลยในข้อหาปลอมแปลงเอกสารโฉนดที่ดิน 51 แปลง โดยมีการโอนที่ดินเป็นของตัวเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดินเดิม ซึ่งมอบหมายเพียงให้ไปดำเนินการแบ่งโฉนดที่ดิน จนมีการฟ้องร้อง และศาลจังหวัดสงขลา ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมและเรียกทรัพย์คืน ไปเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2547

ได้กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ไปถึงตัวนายจรัญ ที่เข้ารับตำแหน้งสำคัญในศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบกับยังมีการพูดถึงเรื่องของความเหมาะสม ที่นายจรัญ เป็นหนึ่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นผู้ร่างกฎหมายเอง แล้วก็เข้ามาทำงานในองค์กรดังกล่าวเอง ว่าอาจจะดูไม่เหมาะสม

กรณีดังกล่าวนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า ประเด็นนี้ขอแยกออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรก นายจรัล ภักดีธนากุล มักจะออกมาเรียกร้องและต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่าพรรคพลังประชาชนแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปกปิดความผิดของตนเอง ซึ่งความเป็นจริงแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อปกป้องคนทำผิดแต่ปกป้องคนที่ไม่ได้ทำผิดต่างหาก

“ขอถามกลับไปว่าพฤติกรรมของคนใกล้ชิดอย่างภรรยา ไม่ว่าจะเป็นการไม่ชำระหนี้ การโกงที่ดิน ในขณะที่ออกมาเรียกร้องให้คนอื่นออกมารับผิดชอบ ทำไมไม่ใช้มาตรฐานเดียวกันในการแสดงความรับผิดชอบ น่าจะใช้มาตรฐานเดียวกัน เพราะตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นตำแหน่งที่ต้องหยิบยื่นความยุติธรรมให้ผู้อื่น อยากให้นายจรัลแสดงความรับผิดชอบเหมือนกับที่เรียกร้องกับผู้อื่น” นายวิภูแถลงกล่าว

ในประเด็นที่สอง ในกรณีที่ภรรยา และแม่ของภรรยา โกงที่ดิน ในกรณีดังกล่าวสามีและภรรยามีความเกี่ยวข้องกัน ถึงแม้ว่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในทางกฏหมาย แต่ด้วยกฏหมายทั้งทางพฤตินัย และนิตินับ ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้อยู่ดี ถึงแม้ว่าศาลจะพิจารณาแต่ภรรยาว่ามีความผิด แต่โดยทั่วไปสามีและภรรยาก็ต้องมีการพูดคุยปรึกษากัน อย่างที่คุณวีระว่าคนนอนเตียงเดียวกัน โดยเฉพาะสามีเป็นถึงนักกฏหมายระดับสูง

“อย่างที่นายจรัญ บอกว่าหากมีนักการเมืองคนไหนกระทำความผิดทุจริตในการเลือกตั้ง พรรคนั้นหรือกรรมการพรรค หรือผู้สมัครในพรรคเดียวกันต้องรับผิดชอบ แล้วการที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญแล้วการที่ภรรยามาติดคดีอย่างนี้ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ” นายวิภูแถลงกล่าว

“นายจรัลไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เห็นว่าชอบเรียกร้องให้คนอื่นมาเยอะแยะว่าเรียกร้องอย่างอดีต กกต.ในชุดของคุณวาสนา เพิ่มลาภ ให้พิจารณาตัวเองให้ลาออก หรือจะเป็นเรื่องการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการยุบพรรค คุณเรียกร้องคนอื่นมามากมาย คุณเคยเรียกร้องต่อตัวเองในฐานะที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ หรือคุณธรรม จริยธรรมมีไว้ใช้กับคนอื่น พอมาถึงตัวเองมีข้อยกเว้น”

พร้อมกล่าวว่าถ้านายจรัล ออกมาปฏิเสธไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือรู้เห็นในพฤติกรรมของภรรยา ก็แสดงว่า นายจรัลเป็นได้แค่เพียงนักคุณธรรมจอมปลอม



สั่ง‘สันติบาล’จับตาม็อบสร้างปมขัดแย้งเชื้อชาติ

“สมัคร” สั่งสันติบาลจัดการอย่างเด็ดขาดกับม็อบพันธมิตรฯ ปลุกปั่นสร้างปมขัดแย้งทางเชื้อชาติ ด้วยการขึ้นเวทีปลุกระดม “ลูกจีน กู้ชาติ” ชี้เป็นการกระทำการเกินกว่าเหตุ เกรงจะสร้างความขัดแย้งวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง รองโฆก ตร.ยอมรับการปราศรัยหมิ่นเหม่

จากกรณีแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสวมเสื้อที่มีข้อความว่า “ลูกจีนกู้ชาติ” ขึ้นเวทีปราศรัยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสมัคร สุทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความกังวลอย่างหนัก ได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อหาแนวทางดำเนินการ โดยนายสมัครเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการนำเรื่องของเชื้อชาติซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากระทำการไม่ควรและเกินกว่าเหตุ

ทั้งนี้ นายสมัคร กล่าวภายหลังจากประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่าได้มีคำสั่งให้ตำรวจสันติบาลดำเนินการกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่นำเชื้อชาติมาปลุกระดมประชาชน เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือเกินขอบเขตหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ตำรวจสันติบาลควรพิจารณาเป็นพิเศษและควรจะจัดการให้จบสิ้นโดยเร็ว

"คนปลุกระดมบนเวที ขณะนี้เอาเรื่องเชื้อชาติกันมาแล้ว ใส่เสื้อลูกจีนปลุกระดมกู้ชาติ ผมขอเตือน กำลังให้ตำรวจสันติบาลดำเนินการเรื่องนี้ เพราะมันเกินขอบเขตไปแล้ว กำลังจะให้เขาจัดการกับคนที่ดำเนินการเรื่องนี้"

กรณีที่นายกรัฐมนตรีให้ตำรวจสันติบาลตรวจสอบกรณีที่มีผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ใส่เสื้อที่มีข้อความว่า”ลูกจีนรักชาติ” นั้น รองโฆษกตร. กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังไม่มีหนังสือคำสั่งในเรื่องนี้มาที่ตร.หรือกองบัญชาการตำรวจสันติบาลแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามหาสั่งการจริงตามข่าว ตำรวจก็ต้องตรวจสอบ แต่ว่าเข้าข่ายความผิดใดหรือไม่ คงยังไม่สามารถตอบได้เพราะยังไม่เข้าข่ายความผิดชัดเจน ไม่เหมือนการใส่เสื้อที่มีรูปลามก ซึ่งผิดชัดเจน ทั้งนี้ต้องดูองค์ประกอบอื่นด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาจมองรวมถึงการปราศรัย อย่างไรก็ตามหากมีการตรวจสอบจริงต้องมาหารือกันในเรื่องข้อกฎหมายเสียก่อน

พล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า ประเด็นที่กล่าวหาว่ากลุ่มพันธมิตรฯปลุกปั่นยุงยงสร้างให้เกิดความวุ่นวายก็เป็นประเด็นที่มีการร้องทุกข์มาตั้งแต่ต้น ซึ่งยืนยันว่าตำรวจไม่ได้ทำเพื่อกลั่นแกล้ง แต่ทำตามหลักนิติธรรม ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ย้ำให้ดำเนินการด้วยความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายใช้กฎหมายชัดเจน ส่วนประเด็นการติดตามพฤติกรรมของแกนนำการชุมนุมนั้น สันติบาลทำมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และที่ผ่านมาบันทึกภาพการทำกิจกิจกรรมของทุกลุ่มมาต่อเนื่อง อันไหนเป็นหลักฐานในการดำเนินคดีก็เอาไปใช้ บางคดีเร่งก็ทำก่อน

ส่วนเนื้อหาการปราศรัยในแต่ละครั้งของแต่ละกลุ่มจะเข้าข่ายความผิดรุนแรงแค่ถึงขั้นปลุกปั่นจนเข้าข่ายอังยี่ ซ่องโจรไหนหรือไม่ พล.ต.ต.สุรพล กล่าวว่า ต้องใช้กฎมาย จะใช้ความรู้สึกตัดสินไม่ได้ แต่ยอมรับว่าการพูดปราศรัยของผู้ชุมนุมในบางครั้งหมิ่นเหม่ ยั่วยุ จนอาจผิดรุนแรงโดยตำรวจได้ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามาให้ความเห็นด้วย อย่างไรก็ตามที่ผ่านมามีผู้มาแจ้งความกลุ่มพันธมิตรรวมทั้งหมด 16 คดี บางอันซ้ำก็ไปรวมสอบสวนคดีเดียวกัน ต่อเนื่องกันไป ซึ่งรวมคดีหมิ่น คดีความมั่นคง คดีผิดกฎหมายอาญา มาตรา 215 216 224 ด้วย ซึ่งเป็นคดีที่แจ้งความตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมเป็นต้นมา

ดีเดย์แก้รธน.50 27 ส.ค.เข้าสภา

* คปพร.เผย 7 หมื่นชื่อหนุนคุณสมบัติครบ

การแก้ไขรธน.50 ที่ร่างขึ้นในยุคเผด็จการครองเมือง ใกล้เป็นความจริงแล้ว คาดผ่านขั้นตอนเข้าสู่สภาได้ 27 สิงหาคมนี้ หลังจากมีการตรวจสอบรายชื่อผู้สนับสนุนพบคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วนกว่า 7 หมืนคน เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คปพร.เผย ไม่แตะต้องหมวดพระมหากษัตรย์ แต่เนื้อหาส่วนใหญ่หยิบเอา รธน.40 ที่คนไทยยอมรับกันทั้งประเทศกลับมาใช้ใหม่ พร้อมปรับปรุงสาระสำคัญในบางส่วน ทั้งคุณสมบัติ ส.ส. และการยื่นซักฟอกรัฐบาล ที่เปิดช่องให้ทำได้ง่ายขึ้น ลบข้อกล่าวหาว่าเป็นการแก้ไข รธน.เอื้อประโยชน์รัฐบาล เมินพันธมิตรฯเป่านกหวีด ไม่เชื่อมีน้ำยา

การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ร่างขึ้นในบรรยากาศการปฏิวัติรัฐประหาร และถูกซ่อนไว้ด้วยเนื้อหาสาระที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารบ้านเมือง กำลังจะเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว หลังจากการตรวจสอบรายชื่อผู้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ ประชาชน ที่ดำเนินการโดยคณะกรรมการเพื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ได้ผ่านการตรวจสอบของรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย โดยมีชื่อผู้สนับสนุนเกินกว่า 7 หมื่นคน จากที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีผู้สนับสนุนไม่น้อยกว่า 5 หมื่นคน

ตรวจชื่อหนุนแก้รธน.เรียบร้อย
ทั้งนี้ในตอนบ่ายวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา บรรดาแกนนำ คปพร. ได้เดินทางไปยังรัฐสภาเพื่อตรวจสอบต้นร่างโดยละเอียดอีกครั้ง และมีการปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุด โดยเชื่อกันว่าในทุกกระบวนการขั้นตอนที่เหลือ ร่างแก้ไขรธน.ดังกล่าว จะสามารถเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ได้ในวันที่ 27 สิงหาคม นี้

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ คปพร. กล่าวว่าได้เข้าไปพบกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาเพื่อไปตรวจต้นฉบับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2550 ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด่วยความเรียบร้อยเกินกว่า 95% ส่วนอีก 5% ก็คือการแก้ไขบางส่วนอีกเล็กน้อย

ส่วนสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะคงหมวด 1 และ 2 เอาไว้ แล้วตั้งแต่หมวด 3 เป็นต้นไปก็เอารธน.40 เข้ามา แต่ก็จะแก้ไขในบางส่วนเช่น เรื่องของการอภิปรายในสภาและเรื่องคุณสมบัติของ ส.ส. จากเดิม ส.ส.จะต้องจบปริญญาตรีก็จะมีการแก้ไข และในเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็มีการแก่ไขให้ทำได้ง่ายขึ้น เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบรัฐบาล

จากครั้งนี้นับไปอีก 10 วัน ก็จะเข้าไปดู ต้นฉบับที่มีการแก้ไขอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งส่วนที่ยังต้องแก้ไขจะเป็นเรื่องของตัวเลขมาตรา ตัวอักษรและเนื้อหาบางส่วน คาดว่าในวันที่ 13 สิงหาคม คง
จะสมบูรณ์แบบ 100 % และทำออกมาเป็นรูปเล่มได้

ไม่สนใจคำขู่ม็อบพันธมิตรฯ
ทั้งนี้ทางกระทรวงมหาดกไทย ได้สำรวจรายชื่อประชาชนที่ร่วมสนับสนุนการแก้ไขรธน. 260,000 คน เสร็จเรียบร้อยแล้ว และประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ เพื่อจะส่งรายชื่อไปให้ประชาชนตรวจสอบหรือคัดค้านอีกครั้ง เชื่อว่าไม่เกินวันที 27 สิงหาคม จะสามารถยื่นเรื่องเข้าสู่รัฐสภาพิจารณารัฐธรรมนูญภาคประชาชนนี้ได้

ส่วนคำขู่ของพันธมิตรฯ ที่จะเป่านกหวีดหรือล้มรัฐบาลใน 7 วันนั้น เป็นคนละเรื่องกัน เพราะเราไม่ใช่รัฐบาล แต่เป็นภาคประชาชน เมื่อเรื่องนี้เข้าสู่สภาแล้ว ก็คงจะดำเนินการพิจารณาตามวาระ 1 2 3 ต่อไป ซึ่งเห็นว่าถ้าเรื่องเข้าไปในลักษณะนี้แล้ว พันธมิตรก็ไม่สามารถทำอะไรได้

ส่วนกรณีที่นายกฯ ระบุถึงมาตรา 63 นั้น ในร่างฉบับประชาชนไม่ได้มีการระบุไว้ เพราะมาตรานี้สามารถไปเชื่อมโยงกับมาตรา 28 ได้ ว่าด้วยการไม่ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของบถุคคลอื่น ดังนั้นเห็นว่าหากมีการแก้ไขมาตรา 63 ก็อาจจะมีการเพิ่มเติมเนื้อหาเข้าไปเป็นบุคคลมีสิทธิในการชุมนุม โดยปราศจากอาวุธ และไม่ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น หากระบุเช่นนี้แล้ว จะปิดชองไม่ให้ลัทธมัฆวานชุมนุมกันได้อีก และปิดทางไม่ให้ทหารทำรัฐประหารได้ด้วย

27ส.ค.ร่างแก้ไขรธน.เข้าสภาแน่

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย หนึ่งในแกนนำ คปพร. กล่าวว่าการแก้รธน.50 ของภาคประชาชน ขณะนี้มีการตรวจสอบรายชื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว พบว่ามีเอกสารถูกต้องถึง 7 หมื่นกว่ารายชื่อ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เพียง 5 หมื่นรายชื่อเท่านั้น ตรงนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนสาระสำคัญของการแก้ไขนอกจากจะเป็นการนำสาระสำคัญของ รธน.40 กลับมาเกือบทั้งหมด ก็จะมีการแก้ไขบางจุดให้มีคตวามสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่นการเปิดกว้างว่า ส.ส. ไม่จำเป็นต้อวจบปริญญาตรี และการยืนซักฟอกรัฐบาลที่เคยต้อใช้เสียง ส.ส.2 ใน 5 ก็ลดลงเหลือ 1 ใน 5 เพื่อให้การตรวจสอบรัฐบาลสามารถทำได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้จากการเข้าตรวจเอกสารและหารือกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาแล้ว ได้รับคำยืนยันว่าการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยคปพร. จะเข้าสภาได้ใมนวันที่ 27 สิงหาคมนี้
ส่วนที่พันธมิตรขู่เป่นกหวิดนั้น นายวิภูแถลงกล่าวว่าเห็นเป่ามาหลายครั้งแล้ว แจต่ก็ไม่เป็นมีอะไร

ชักชวนแสดงพลังหนุนแก้ไขรธน.50
ด้านนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคปพร. กล่าวถึงการต่อต้านของกลุ่มพันธมิตร ว่าก็เป็นเรื่องดีเหมือนกันเพีราะคนทั่วไปจะได้รู้ถึงพฤติกรรมพาล พวกเกเร ในเมื่อพวกเขาประกาศจะไล่รัฐบาล ประเด็นต่างๆ ก็กลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องรัฐธรรมนูญกลายเป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่กลายเป็นการไล่รัฐบาล แต่เนื่องจากว่าการเคลื่อนไหวการไล่รัฐบาลของเขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ ฉะนั้นต้องหาเหตุหนประเด็น ไม่ใช่การรักการชาติจริงๆ

“คนพวกนั้นส่วนใหญ่ผมรู้จัก ไม่ใช่เป็นคนที่จงรักภักดีจริงๆ พวกนี้ส่วนใหญ่เติบโตมาจากการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันทั้งนั้น เป็นการหาเหตุ หาเรื่องเพื่อระดมคนมาขับไล่รัฐบาล เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่าเขาระดมคนเพื่อมาต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

หากเขามาต่อต้านร่างของประชาชนก็จะได้รู้กัน อยากจะเรียกร้องและเชิญชวนประชาชนอย่างน้อยก็คนที่ลงชื่อมาแสดงพลังสนับสนุนให้รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ได้ก็จะดีมาก เพราว่าถ้าไม่มีคนมาสนับสนุนแต่มีคนมาต้าน การแก้ไขก็จะเป็นอุปสรรค

เน้นเสรีภาพในการนับถือศาสนา
พร้อมกันนี้ยังกล่าวด้วยว่า ร่างรธน.ของ คปพร.มีหลักการใหญ่ๆ อยู่ 2-3 หลัก คือหลักแรกเราเอารธน.2540 มาเป็นตัวตั้ง หลักที่สอง เราไม่แก้หมวด1 คือหมวดทั่วไป และหมวด 2 คือหมวดพระมหากษัตริย์ เราจะแก้ไขแต่หมวด3 หลักข้อที่ สาม คือตั้งแต่หมวดสามไปเรื่อยๆ เราแก้เกือบหมด โดยเอาปี 2540 มาแทน หลักที่สี่คือเรื่องบทเฉพาะกาล เราจะต้องทำการแก้ไขด้วย รวมถึงเรื่องการบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เป็นมาตราที่ 4 ให้แก้ไขเพิ่มเติมในมาตราที่ 38 คือรัฐธรรมนูญ 2540 ในหมวดสิทธิของประชาชนไทย ในมาตรา 38 ว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนา เมื่อมาปี 2550 ก็ยังเป็นมาตรา 38 อยู่เพราะฉะนั้นเราขอให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อความในมาตรา 38 โดยปกติมาตรา38 จะว่าด้วยเสรีภาพในการนับถือศาสนา บุคคลยิ่อมมีสภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนา วรรคที่สอง รัฐจะต้องคุ้มครองเสนรีภาพนี้ โดยเราขอเพิ่มเป็น ให้มีข้อความขึ้นต้นว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา เพราะว่าการกำหนดให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ พูดตามหลักรัฐธรรมนูญมันอาจจะมีอยู่ได้ 2-3 หมวด หมวดแรกคือ หมวดทั่วไปจะเริ่มต้นว่ามาตรา 1 ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียว แบ่งแยกไม่ได้ มาตรา 2 ว่าด้วยการปกครอง มาตรา 3 เป็นเรื่องอำนาจของปวงชน ความจริงเอามาตรา 4 ด้วยก็ได้ เรียกว่าเป็นหลักทั่วไป แต่ว่าถ้าเอาไปอยู่ในหลักทั่วไป อาจจะมีปัญหา เพราะอาจจะมีคนเสนอให้เพื่มเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้าไปด้วย ฉะนั้นก็ให้มาอยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทยเสีย โดยเป็นข้อความขึ้นต้นในมาตรา 4 ถ้ามีการแก้ไขก็จะอยู่ในมาตรา 38 จะเริ่มต้นว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ

“สมัคร”โต้ถูกกล่าวหาร่างรธน.เอง
ด้านนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความชัดเจนในเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ว่า เตรียมจะเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราดังกล่าวแล้ว ซึ่งมาตรานี้ว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม หลังจากที่ได้มีการถ่ายเอกสารข้อความบางตอนเพื่อที่จะเตรียมจะแก้ไขไว้แล้ว

ข้อความที่ต้องการเพิ่มเติมจากเดิมที่ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” แล้วจะเพิ่มเติมในส่วนข้อความต่อไปว่า “โดยไม่มีการสร้างข้อมูลเท็จเอามากล่าวหา ไม่ปลุกระดมประชาชนให้หลงผิด ไม่ใช่สื่อโฆษณาชวนเชื่อ ไม่บังคับและไม่จ้างวานกลุ่มบุคคลใดๆ ให้มาชุมนุม”

อย่างไรก็ตาม นายสมัคร กล่าวปฏิเสธข้อความจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่พาดหัวว่า “สมัครติดหนวดแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ซึ่งขอชี้แจงว่าไม่ได้มีความคิดจะเป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญ และหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามนั้น คนที่ชอบปลุกระดมจะเดือดร้อนหรือไม่เพราะขณะนี้เหมือนมีคนคอยปลุกระดมอยู่และขอเตือนกลุ่มคนที่กำลังเขียนรัฐธรรมนูญในเวลานี้ที่พยายามผลักดันให้เกิดระบบร้อยละ 70 และร้อยละ 30 ในรัฐสภาด้วย ว่าจะทำให้บ้านเมืองพังทั้งหมด ทั้งนี้ยังย้ำว่ารัฐบาลรู้การกระทำของบุคคลดังกล่าวมาโดยตลอด

ชุมนุมที่สาธารณะต้องไม่ทำเดือดร้อน
ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิการชุมนุม เพียงแต่เป็นกฎหมายที่ต้องการจัดระเบียบการชุมนุมให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของคนอื่น เนื่องจากการชุมนุมสามารถทำได้ แต่ต้องมีการกำหนดวัน เวลา และสถานที่อย่างชัดเจน โดยจะมีการขออนุญาตให้ถูกต้อง ส่วนจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 63 หรือไม่ ต้องมีการพิจารณาหารือกันอีกครั้ง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลไม่วิตกว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จะใช้โอกาสนี้ปลุกระดมโจมตีรัฐบาล และชุมนุมยืดเยื้อต่อไป

ทั้งนี้ นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร กลุ่มอีสานพัฒนา พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า ได้เป็นผู้ที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องที่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ได้มีการเตรียมนำมาใช้ก่อนหน้านี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ และที่นำมาเสนอตอนนี้ไม่ใช่ เพราะต้องการปิดทางการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และเรื่องนี้ไม่เคยหารือกับนายสมัคร แต่การที่ รัฐบาลเตรียมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการชุมนุม มาตรา 63 อาจเป็นเพราะความบังเอิญ ซึ่ง มาตรงกับ พ.ร.บ.ที่ตนหยิบขึ้นมา

นอกจากนี้ นายจุมพฏ กล่าวว่า ส.ส.กลุ่มอีสาน ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยเฉพาะ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองประธานสภาก็เห็นดีด้วย แต่ไม่มีการลงชื่อ เพราะเกรงว่ากระทบกับตำแหน่ง