WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 7, 2008

"สมชาย"ปัด "ทักษิณ-พจมาน" ลี้ภัยเมืองจีน ยันกลับไทยสู้คดีแน่

"สมชาย" ยืนยัน "ทักษิณ-พจมาน" เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ พร้อมต่อสู้คดีตามกระบวนการศาลยุติธรรม ยันกลับไทย 11 ส.ค.นี้แน่นอน

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเครือญาติตระกูลชินวัตร น้องเขย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่าพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พร้อมต่อสู้คดีในไทยตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ขอลี้ภัยทางการเมืองไปต่างประเทศแน่นอน โดยเฉพาะคุณหญิงพจมาน เพราะยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทยอยู่ ภายหลังมีกระแสข่าวระบุว่ามีการขนกระเป๋าใบใหญ่ถึง 9 ใบ เดินทางไปต่างประเทศ

นอกจากนี้ นายสมชาย ยังยืนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมารายงานตัวต่อศาลในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ หลังจากขออนุญาตศาลเดินทางออกนอกประเทศ เพราะที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ปฏิบัติตามคำสั่งศาลมาโดยตลอด

โดยกระแสข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่าคุณหญิงพจมาน นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขาส่วนตัวคุณหญิงพจมานได้เดินทางออกจากประเทศไทยในเวลา 10.40 น. วันที่ 5 ส.ค. ด้วยเที่ยวบินทีจี 0614 สุวรรณภูมิ-ปักกิ่ง

โดยมีนายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทาและน.ส.แพรทองธาร ชินวัตร บุตรทั้งสามคนได้เดินทางไปส่งถึงสนามบิน โดยบรรยากาศเป้ฯไปด้วยความโศกเศร้า เพราะมีร่ำไห้สั่งลา จึงเป็นคาดหมายว่าการเดินทางไปในครั้งนี้เพื่อขอลี้ภัยทางการเมือง หลังศาลอาญามีคำพิพากษาตัดสินจำคุกคุณหญิงพจมานและพวก ฐานจงใจหลีกเลี่ยงภาษี โดยคดีนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์

"เตช" เตรียมถกกัมพูชารอบ 2 แก้ปัญหาพิพาท "เขาพระวิหาร"

รมว.ต่างประเทศ เตรียมหารือกัมพูชารอบ 2 แก้ปัญหาข้อพิพาทเขาพระวิหาร ขณะที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนคลี่คลายลงแล้ว

นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารสนเทศ กล่าวว่า นายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะหารือรอบที่ 2 กับนายฮอร์ นัม ฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อหารือถึงปัญหาพื้นที่พิพาทบนเขาพระวิหาร หลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่าย ได้นำผลการประชุมที่ จ.เสียมเรียบ เมื่อช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา กลับไปหารือกับรัฐบาลของแต่ละฝ่าย โดยการหารือรอบใหม่จะมีการพูดถึงการประชุมคณะกรรมาธิการชายแดนทั่วไป ซึ่งจะทำหน้าที่ในการปักปันเขตแดน

ขณะที่นายซาน วันณา รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรมีชัย กล่าวกับหนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ ว่า สถานการณ์การเผชิญหน้าของทหารที่ชายแดนด้านปราสาทตาเมือนธม ที่อยู่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ขณะนี้ คลี่คลายลงแล้ว หลังจากมีการพูดคุยกับ พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี โดยระบุว่า ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงให้มีการลาดตระเวนพื้นที่ชายแดนร่วมกัน

ส่วนปัญหาเรื่องแนวเขตแดนที่ยังเป็นปัญหาอยู่นั้น นายซาน วันณา กล่าวว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมการชายแดนที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหา โดยพล.ต.กนก ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ได้แจ้งให้ฝ่ายกัมพูชารับทราบ หากต้องการเข้ามาในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ขอให้ประสานติดต่อกับฝ่ายไทยก่อน และไม่ควรที่จะเอาอาวุธเข้ามาในพื้นที่ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด โดย พล.ต.กนก ย้ำว่า ปราสาทตาเมือนธม ตั้งอยู่ในเขตแดนของประเทศไทย

ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เสนอให้รัฐบาลเรียก พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก ที่มีความสนิทสนมกับผู้นำกัมพูชาอย่างมาก มาร่วมเจรจาเพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาท 2 ฝ่าย เนื่องจาก พล.อ.วิชิต เป็นผู้ที่มีความเข้าใจในสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น และสามารถช่วยคลี่คลายปัญหาได้

"ชูศักดิ์" ยัน พปช.ไม่มีความคิดแก้ รธน.หมวดกษัตริย์

“ชูศักดิ์ ศิรินิล” ชี้พรรคพลังประชาชนไม่มีแนวคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดกษัตริย์ ลั่นเป็นการประเด็นออกมาโจมตีทางการเมืองเท่านั้น

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข่าวว่าพรรคพลังประชาชนเตรียมเสนอแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ไม่มี ตนก็ยังงงอยู่ เพราะทางพรรคไม่ได้มีความคิดต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งทราบจากข่าวเท่านั้น เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่มีการเปิดประเด็นเรื่องต่างๆออกมาเรื่อยๆ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องจับประเด็นให้ดี ให้ชัดเจน บางทีก็เป็นเรื่องการมุ่งหวังทางการเมือง แต่ยืนยันว่าเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายอาญามาตราดังกล่าว เราไม่ทราบเรื่อง

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต้องการสร้างให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งก็มีเสียงสะท้อนจากอดีตนายกฯรวมถึงนักวิชาการว่านายสมัครต้องปรับบุคลิกส่วนตัวก่อน เรื่องนี้รัฐบาลจะมีการปรับท่าทีอย่างไร นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากัน แต่ท่าทีรัฐบาลที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้ไปโจมตีให้ร้ายหรือกล่าวร้ายใคร ส่วนใหญ่เป็นการออกมาปกป้องตัวเองทั้งนั้น เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อกล่าวหารัฐบาลมาโดยตลอด รัฐบาลจึงต้องชี้แจงข้อเท็จจริง ส่วนท่าทีที่นายกฯออกมาพูดนั้น ตนก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะเรื่องหน้าที่ก็ต้องทำต่อไปแต่การโจมตีให้ร้ายกันโดยการใช้วจีไม่สุจริตทั้งหลายควรจะต้องยุติ

ผู้สื่อข่าวถามว่าการใช้คำพูด โต้ตอบยั่วยุกัน จะต้องยุติด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะการที่รัฐบาลใช้สถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีมาเป็นกระบอกเสียง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องให้ทางสถานีและผู้ที่รับผิดชอบพิจารณาว่าควรจะเป็นอย่างไร ส่วนประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายเห็นว่าควรจะยุติไว้ก่อนเพราะเกรงว่าจะเป็นชนวนให้เกิดความแตกแยกมากขึ้นนั้น ตนคิดว่าเรื่องการแก้รัฐไขธรรมนูญก็มีความเห็นมานานแล้ว และต้องยอมรับว่าหลายเรื่องก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่าต้องแก้ไข ตนคิดว่าทั้งประชาชนและสื่อมวลชนก็เข้าใจดีว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องมีการดำเนินการแก้ไข

ดังนั้นถ้าคิดว่าเป็นเรื่องที่เราดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ และมีเหตุผลตอบปัญหาต่างๆได้ ตนก็คิดว่าควรปล่อยให้ครรลองของสภาดำเนินการไป เราอย่าไปคิดว่าจะเป็นการแก้ไขเพื่อตนเอง เพราะทุกอย่างเราต้องการแก้ไขให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม นิติรัฐ ก็ต้องฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน โดยท้ายที่สุดรัฐสภาจะเป็นผู้ตัดสิน ถ้าแก้ได้ก็ดำเนินการต่อไป แต่ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าจะให้ยุติทุกอย่างเลยก็หมายความว่ากระบวนการตามรัฐธรรมนูญ การบริหารราชการแผ่นดิน การทำหน้าที่ของสภา จะทำไม่ได้เลยหรือ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ตนคิดว่าก็ไม่ใช่เหตุผล

เมื่อถามว่าแต่หลายฝ่ายเห็นว่าช่วงเวลาขณะนี้อาจจะไม่เหมาะสม นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องให้เป็นหน้าที่ของสภา เพราะอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร ก็ต้องดำเนินการต่อไป ถ้ามาบอกให้หยุดก็เหมือนเป็นการให้หยุดใช้อำนาจหน้าที่

ซึ่งก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้องเหมือนกัน ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมี ส.ส.พลังประชาชนบางคนเสนอให้มีการแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ เพื่อให้สามารถตรวจสอบองคมนตรีที่เป็นที่ปรึกษาบริษัทเอกชนได้ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราไม่ได้แตะรัฐธรรมนูญหมวดนี้เลย ไม่เคยมีความคิดเลย ยืนยันว่าเราไม่ได้แตะต้องอะไรเกี่ยวกับหมวดนี้แน่นอน



สุวัจน์ ชี้แนวคิดรัฐบาลสมานฉันท์เกิดขึ้นยาก

“สุวัจน์” ชี้แนวคิดรัฐบาลสมานฉันท์เป็นไปได้ยาก เพราะมีหลายพรรคการเมืองแต่หากมีการเลือกตั้งใหม่ก็เป็นไปได้

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีต กรรมการบริหาร พรรคไทยรักไทย กล่าวว่า แนวความคิดรัฐบาลสมานฉันท์ในขณะนี้คงเป็นไปได้ลำบาก เพราะมีหลายพรรคการเมือง แต่หากมีการเลือกตั้งใหม่ก็มีโอกาสเป็นไปได้ และสถานการณ์จะดีขึ้น พร้อมกันนี้ ยังแนะนำรัฐบาลว่า ควรแก้ไขปัญหาความแตกแยกในชาติ ก่อนที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าจะแก้ชุดไหน เพราะมีความกลัวว่าจะแก้ไขเพื่อตัวเอง และหากแก้ไขเพื่อส่วนรวมปัญหาก็จะเบาบางลงด้วย

ทั้งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันเห็นว่าต้องการผู้มีประสบการณ์สูงในการแก้ไขปัญหา โดยนายกรัฐมนตรีก็เป็นผู้มีความเชี่ยวกรากทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม นายสุวัจน์ ปฏิเสธไม่ทราบกระแสข่าวอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย จะรวมตัวกับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุเพียงว่า ไม่เคยคุยกับใคร

"ชัย" เปรียบ พปช.ขัดแย้งเหมือนมดกัดกันเอง

ประธานสภาฯ ชี้ควาามขัดแย้งในพลังประชาชนเหมือนมดแดงกัดกันเอง แต่จะส่งผลดีในอนาคตทำให้พรรคแข็งแรง

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในพรรคพลังประชาชน ว่า เปรียบเสมือนมดแดงที่มีการกัดกันเองบ้าง แต่อนาคตจะส่งผลให้เกิดความแข็งแรง นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ทราบกระแสข่าวที่มี ส.ส.พรรคพลังประชาชนบางส่วนเตรียมไปร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อจัดตั้งรัฐบาล

ขณะเดียวกัน นายชัย กล่าวอีกว่า เป็นไปไม่ได้ที่นายเนวิน ชิดชอบ บุตรชาย อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จะอยู่เบื้องหลังภายในพรรคพลังประชาชน ส่วนนายเนวิน จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้นอยู่ที่บุญวาสนา แต่ตนไม่ใช่หมอดูจึงทำนายไม่ได้ว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่

"บุช" ถวายพระพร "ในหลวง" ย้ำสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ

ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์นโยบายของสหรัฐฯ ต่อเอเชียที่ศูนย์การประชุมสิริกิติ์ โดยผู้นำสหรัฐฯ อารมณ์ดีเป็นพิเศษ กล่าวทักทายในที่ประชุมด้วยคำว่า "สวัสดีครับ" ด้วยน้ำเสียงชัดเจน เรียกเสียงปรบมือทั่วห้องประชุม

จากนั้นผู้นำสหรัฐฯ เริ่มต้นกล่าวสุนทรพจน์ด้วยการถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในโอกาสที่พระองค์จะทรงเจริญพระชนมายุครบรอบ 81 พรรษา ในปีนี้ หลังจากนั้นเริ่มต้นการกล่าวสุนทรพจน์โดยเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐฯ ที่ยืนยาวมานานถึง 175 ปี และกล่าวถึงความร่วมมือทางด้านค้าการลุงทุน และการทหารระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่มีมาตั้งแต่สมัยสงครามเกาหลี เวียดนาม จนถึงปัจจุบันก็ยังมีความร่วมมือในการต่อต้านการก่อการร้ายทั้งในอิรัก และอัฟกานิสถาน

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถึงเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ การค้าเสรีของประเทศไทยที่มีส่วนช่วยให้การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้นำสหรัฐฯ ได้กล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยว่าเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชีย และถือว่าประเทศไทยเป็นพันธมิตรนอกกลุ่มนาโตที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญมากที่สุด

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวถึงภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า มีเพียงแค่ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ที่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย แต่หลังจากนั้นความเป็นประชาธิปไตยก็ไม่ได้หายไป แถมยังกระจายไปยังประเทศต่างๆ มากขึ้น แม้กระทั่งอินโดนีเซียที่ถือว่าเป็นประเทศที่มีชาวมุสลิมมากที่สุด รวมถึงประเทศจีนก็มีการเปิดเสรีมากขึ้น

ส่วนเรื่องเกาหลีเหนือมองว่า ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนของชาวเกาหลีเหนือด้วย และสิทธิมนุษยชนของชาวพม่า ซึ่งได้เรียกร้องให้เร่งดำเนินการปล่อยตัวนางออง ซาน ซู จี รวมถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวพม่าจากพายุไซโคลนนาร์กีส

ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้แสดงความเป็นห่วงต่อภาวะโลกร้อน และได้กล่าวถึงจีนว่า จีนเพิ่งพ้นจากยุคปฏิวัติวัฒนธรรมมา แต่ปัจจุบันมีความเจริญรุ่งเรืองในทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก และมองว่าจีนจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทศวรรษที่ 21 และได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไต้หวัน ว่า อยากเห็นความสงบระหว่าง 2 ประเทศนี้ และแสดงความเป็นห่วงเสรีภาพในการนับถือศาสนา รวมถึงสิทธิมนุษยชนในประเทศจีน

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวถึงด้านการค้า ซึ่งมูลค่าการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับทวีปเอเชียเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นตลาดการค้าโลกจึงเปลี่ยนไป ไม่ได้อยู่เพียงแถบแอตแลนติก แต่ได้ข้ามมาสู่แปซิฟิก คือภูมิภาคเอเชีย ที่ถือว่าเป็นความมหัศจรรย์ในเรื่องเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ ต้องการเชื่อมความสัมพันธ์ดีไว้ตลอดไป และมั่นใจว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศในเอเชียจะไม่มีวันจบลง และจะยังยืนอยู่ข้างชาวเอเชียต่อไป ถึงแม้ว่าความเป็นประธานาธิบดีของตนจะจบลงในไม่ช้าเนื่องจากจะพ้นจากตำแหน่ง ส่วนอนาคตของภูมิภาคเอเชียนั้น มองว่าจะสามารถเจริญรุ่งเรืองได้ ต้องมีความร่วมมือกันอย่างแนบแน่นระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เพื่อที่จะนำภูมิภาคนี้ให้ก้าวหน้าต่อไป

‘ไชยา’มอบนโยบายเร่งผลักดันการส่งออก

นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังเข้ารับตำแหน่งใหม่เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมว่า ได้ทำการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ประจำอยู่ ณ กระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ยังได้มอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการประจำกระทรวง โดยต้องการผลักดันการส่งออกให้เป็นไปตามเป้า หรือเกินกว่าร้อยละ 15 จากฐานเดิมที่ได้มีการตั้งเป้าไว้

ส่วนของเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมที่จะเข้าไปดูแล เพื่อให้มีมาตรการที่ชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งภาพในและต่างประเทศเพิ่มขึ้นได้ ส่วนมาตรการในการดูแลราคาสินค้าในเบื้องต้นนั้น ควรจะปรับขึ้นในส่วนของสินค้าผลิตภัณฑ์นม หลังจากที่มติ ครม.ได้มีการอนุมัติให้มีการปรับเพิ่มราคาสินค้าไปแล้ว

Wednesday, August 6, 2008

ตัวการสร้างความแตกแยก!

คอลัมน์ : ละครชีวิต

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสกลับไปบ้านเกิดที่จังหวัดนครสวรรค์ และได้เห็นปฏิกิริยาของคนไทยเชื้อสายจีนที่เป็นเจ้าของร้านขายของชำแล้วก็ตกใจว่าคนที่นี่ถูกครอบงำโดยพันธมิตรฯ ผ่านทางเอเอสทีวีไปหมดแล้วหรือ

บรรดาอาซิ๊มอาซ้อที่ผมเคยซื้อชุดนักเรียนสมัยเด็กๆ กำลังนั่งดูเอเอสทีวีแล้วจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างเมามัน

บางคนด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ขึ้นไอ้ – อี ทั้งๆ ที่ข้อมูลที่ได้รับมายังไม่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ใดๆ อาซิ๊มอาซ้อก็เชื่อว่าสิ่งต่างๆ ที่ออกมาจากเอเอสทีวีคือความถูกต้องทั้งหมด

แต่เมื่อผมออกมาจากตัวเมือง สัญจรผ่านไปยังชาวบ้านรอบๆ นอก ความรู้สึกกลับตรงกันข้ามชนิดสวรรค์กับนรก

ชาวบ้านส่วนใหญ่กลับนิยมชมชอบอดีต นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ก็รับรู้มาบ้างผ่านทางสื่อมวลนชนและเพื่อนๆ ที่บอกกล่าวกันมา แต่ยังไม่เคยประสบพบเจอด้วยตัวเอง

ปรากฏการณ์แบบนี้ทำให้รู้สึกเป็นห่วงประเทศชาติบ้านเมือง และเมื่อวานผมเห็นด้วยกับข่าวที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้ตำรวจสันติบาลตรวจสอบกรณีที่มีผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ใส่เสื้อที่มีขอความว่า “ลูกจีนรักชาติ” และเห็นว่าเรื่องนี้ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด

แม้จะมีบางคนออกมาแสดงความคิดเห็นว่าไม่ผิด แต่ถ้ามองในแง่ความมั่นคง ทหารและตำรวจไม่ควรอยู่เฉย

ผมจำได้ว่าเมื่อช่วงต้นปี ตำรวจสันติบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงออกมาตรการคุมเข้มในการจัดงานวันรำลึกชนชาติมอญครั้งที่ 61 ประจำปี 2551 ณ วัดบ้านไร่เจริญผล

แม้จะมีการยืนยันว่าไม่มีการแอบแฝงทางการเมืองหรือการปลุกระดมเพื่อกู้ชาติกู้แผ่นดินมอญให้กลับคืนมา แต่ในทางความมั่นคงแล้วไม่ควรปล่อยปละละเลย

ในประเด็นนี้ก็เหมือนกัน เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดโอกาสให้ผู้คนที่แตกต่างหลากหลายทางเชื้อชาติ แตกต่างทางศาสนา และแตกต่างทางภาษา อยู่ร่วมกันได้โดยสันติ

ไม่ว่าจะเป็นคนไทยเชื้อสายอะไร ก็คือคนไทยที่รักชาติเหมือนกัน นายสนธิ ไม่ควรปลุกระดมผู้คนให้ออกมาตีกัน

แนวทางคลั่งชาติ แบบที่นายสนธิพยายามดำเนินการอยู่ขณะนี้จะยิ่งเป็นการสร้างความแตกแยกให้มากขึ้นภายในสังคมไทย

แนวคิดแบบนี้จะเป็นการแบ่งขั้วให้เป็นสังคมส่วนใหญ่กับสังคมส่วนน้อย ถ้าใครมีความคิดหรือความรู้สึกที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ก็จะถูกมองว่า “ไม่รักชาติ” โดยไม่ได้มองถึงเรื่องความถูกต้อง

พฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย ประชาชนเกิดความวิตกกังวลไม่ได้รับความสะดวกในการดำเนินชีวิต

เราคงตระหนักดีว่าไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาไหน ทุกคนมีความเป็นห่วงและต้องการให้สันติสุขกลับคืนมาเหมือนเช่นในอดีต

นอกเหนือจากนี้ต้องนำไว้เหนือหัวเพื่อเป็นสิริมงคล คือแม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงห่วงใยพวกเราอย่างที่สุด

ดังนั้น เราจะทำอย่างไรถึงจะให้มีแต่ความรักความสามัคคี การช่วยเหลือเอื้ออาทรกันด้วยความจริงใจ

ผมอยากขอร้องให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล และบรรดาแกนนำพันธมิตรฯ รวมทั้งพรรคอีแอบ ที่หนุนพันธมิตรฯ ให้ทำลายชาติอยู่ขณะนี้

จงร้องเพลงชาติไทยวันละ 3 ครั้ง ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า หลังกินข้าวกลางวัน และก่อนนอน

เพราะถ้าร้องเพลงชาติอย่างบอกไว้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็จะเจอปรัชญาที่ว่า ประเทศไทยรวมทั้งเลือด-เนื้อ-ชาติ-เชื้อ-ไทยเป็น “ประชารัฐ” ซึ่งก็หมายถึงการรู้รักสามัคคี

นายสนธิ ต้องสำเหนียก และรู้คุณค่าของแผ่นดินไทยให้มากๆ อย่าทำลายแผ่นดินไทยที่บรรพบุรุษได้สร้างขึ้นมาหลายร้อยหลายพันปีด้วยการปลุกระดมคนให้เกลียดชังกัน

นายสนธิ ต้องสำเหนียกและระลึกถึงในหลวง ซึ่งท่านทรงรับสั่งว่า อย่าทะเลาะกัน เพราะท้ายที่สุดก็ไม่มีใครได้รับ “ชัยชนะ” บนซากปรักหักพังของชาติบ้านเมือง

จงอย่าให้ ประวัติศาสตร์ต้องจารึกว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล คือตัวการสร้างความแตกแยก ในวิกฤติการเมืองไทยเวลานี้!

ลวดหนาม

ความหน้าด้านหน้าทนของ ‘สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์’

คอลัมน์ : ละครชีวิต

ไม่สง่างาม ไม่สมเกียรติ ไม่สมศักดิ์ศรีแห่งความเป็น ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคเก่าแก่ยาวนานกว่า 60 ปี

ผมไม่อยากเชื่อ แต่ก็ต้องเชื่อว่าขณะนี้ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ ส.ส. สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงหน้าด้านหน้าทน ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งอีก

ทั้งๆ ที่นายสมเกียรติ ถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี

นายสมเกียรติยังคงเดินหน้ายุทธศาสตร์หลักที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าใหญ่กำหนดขึ้นมาคือการใช้ความหน้าด้าน หน้าทน เกินมนุษย์ปุถุชนทั่วไป กล่าวปราศรัยโจมตีรัฐบาลที่กำลังเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโจร

นายสมเกียรติลั่นวาจาว่า “ทันทีที่รัฐบาลยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 พันธมิตรฯ ขอประกาศลุกขึ้นสู้ประจัญบานและเป่านกหวีดภายใน 7 วัน นับแต่วันยื่น นี่เป็นคำสั่งเด็ดขาด เป็นการรบครั้งสุดท้าย”

มีลูกศิษย์ลูกหาฝากถามนายสมเกียรติที่เป็นถึงครูบาอาจารย์ว่าหน้าไม่อายบ้างหรือที่ออกมาตะแบงในเรื่องนี้ เพราะวันนี้ผลการสำรวจก็ออกมาระบุชัดเจนแล้วว่าประชาชนอยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เพราะเป็นต้นเหตุของความวุ่นวาย

แม้กระทั่ง นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังออกมาระบุถึงกระบวนการในการร่างที่ใช้ตัวตั้งคือเอา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาเป็นพื้นฐานของการเขียนรัฐธรรมนูญ

เรียกได้ว่าระดมเอาศัตรูของอดีตนายกฯ ทักษิณ มาเขียนกฎหมายเพื่อทำลายล้างส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องรับเคราะห์รับกรรมอยู่ขณะนี้

และที่บ้านเมืองเราวุ่นวายก็เพราะมีคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นจำนวนมาก เพราะตั้งแต่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่เคยเห็นนายกฯ คนไหนมีมันสมองพอที่จะทำงานตอบสนองความต้องการประชาชนได้ถึงเพียงนี้

มีแต่นายกฯ ที่ประจบสอพลอพวกคนร่ำคนรวย คนชั้นสูง ดูถูกคนจน ไม่เคยมองลงมาถึงคนชนชั้นรากหญ้า

วันนี้จึงอยากสั่งสอนและขอร้อง “พวกโง่แต่ขยัน” “พวกหน้าด้านหน้าทน” ให้สงสารประชาชนบ้าง กลับตัวกลับใจมาทำความดี หยุดสร้างความวุ่นวายได้แล้ว

โดยเฉพาะคนที่เป็นถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเก่าพรรคแก่อย่าง นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อย่าทำตัวตกต่ำ เพราะคุณกินเงินเดือนหลวง แต่สะเออะไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ด่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

โปรดหยุดใช้ความกะล่อน ปลิ้นปล้อน “โยนขี้” ให้คนอื่น อย่านำตำแหน่ง ส.ส.ผู้ทรงเกียรติลงไปเกลือกกลั้วกับแกนนำพันธมิตรฯ

เพราะบุคคลเหล่านั้นมีแต่คนล้มละลาย มีแต่คนนอกศาสนา มีแต่คนอยากมีอำนาจ มีแต่คนไม่มีงานทำ

พวกนี้ประชาชนต้องช่วยกันประณามว่าเป็นพวกโง่แต่ขยัน แต่อยากกู้ชาติ อยากเด่นอยากดัง อยากมีอำนาจวาสนา ซึ่งที่ผ่านมาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่มีปัญญาคิดนโยบายดีๆ มาหาเสียงเพื่อให้พรรคของตนเองได้รับชัยชนะ

สุดท้ายแล้ว ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ยอมขับไล่ให้นายสมเกียรติ ลาออกภายใน 3 วัน 7 วัน สังคมก็ต้องร่วมกันประณามและสาปแช่งให้สาสมกันทั้งคนและทั้งพรรค

ถ้าไล่แล้วยังไม่ยอมลาออก เห็นทีงานนี้ต้องเปลี่ยนชื่อจากนายสมเกียรติเป็น “นายไร้เกียรติ อย่างหนาตราช้าง” ซะแล้ว!

ลวดหนาม

‘ตัวแทนราชอาณาจักรไทย’ ใคร? เลือกพันธมิตร

คอลัมน์ : รายงานพิเศษ

หากไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ พันธุ์ทาง หรือคนที่ชอบอ่านสื่อในเครือพันธมิตรฯ อยู่เป็นประจำ ก็อาจไม่รู้ว่าเร็วๆ นี้ พันธมิตรฯ ออกแถลงการณ์เนื่องในกรณีที่ผู้นำกัมพูชาขึ้นไปทำบุญที่ปราสาทเขาพระวิหาร

เนื้อความแถลงการณ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่มีอะไรสร้างสรรค์ และอาจไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงในรายละเอียด เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กล้าปราศรัยยั่วยุปลุกระดมให้แนวร่วมของตัวเอง รวมทั้งตำรวจทหารทำร้ายหรือเปิดฉากสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านได้โดยไม่คำนึงถึงทั้งกฎหมายและมนุษยธรรมนั้น เนื้อหาแถลงการณ์ก็คงเป็นอะไรแนวๆ นั้นที่เราท่านคาดการณ์ได้อยู่

หากแต่ประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าหรืออาจจะเป็นเพียงข้อเดียวที่น่าสนใจที่สุดสำหรับความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพันธมิตรฯ ก็คือการอ้างอิงตัวเองว่าพูดในนามใคร และตัวเองเป็นใคร

ก่อนหน้านี้ เป้าหมายของพันธมิตรฯ ที่เรียกร้องให้ “กองทัพ” จัดการอะไรสักอย่างกับการเมืองทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ทหาร บวกกับข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลที่ “ดิ้นได้” และไม่เคยมีคำว่าสิ้นสุดหรือพอเพียง เหล่านี้ก็ทำให้พันธมิตรฯ ดูไร้จุดยืน ทำเพื่อตัวเอง และไม่มีคุณูปการใดๆ ต่อความก้าวหน้าของประเทศ

ต่อมาเมื่อมีความพยายามยกระดับการเคลื่อนไหวของตัวเองด้วยการนำเสนอสิ่งที่เป็นรูปธรรม แต่ “การเมืองใหม่” หรือรูปแบบการเมืองแบบผู้แทนฯ สรรหา 70 เลือกตั้ง 30 ที่เสนอออกมานั้น ก็ไม่ได้ช่วยให้ภาพลักษณ์ของพันธมิตรฯ ดูดีหรือฉลาดขึ้น

ตรงกันข้ามกลับยิ่งประทับตรายางความเป็นพันธมิตรฯ อย่างเด่นชัดยากจะล้างออกว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่เชื่อมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ต้องการฟื้นฟูระบอบอภิชนซึ่งสวนทางกับความเป็นไปของประเทศและของโลก…

สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับโมเดลการเมืองนี้จึงคือการเปิดโปงแนวคิดที่แท้จริงของคนที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งที่เป็นแนวร่วมชุมนุม ทั้งผู้มีชื่อเสียงที่ทยอยขึ้นเวทีคนแล้วคนเล่า และแน่นอนว่ารวมทั้งแกนนำทั้งหลายที่ภาพลักษณ์และชื่อเสียงเสียหายกันไปแล้วก่อนหน้า

แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้ ก็ยังไม่ “ล้ำหน้า” เท่ากับสิ่งที่ปรากฏในแถลงการณ์ฉบับล่าสุด

“ล้ำหน้า” ที่หมายความว่า “มากเกินไปแล้ว” ไม่ใช่ก้าวหน้าแต่อย่างใดไม่

แถลงการณ์ที่พาดพิงไปยังผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ได้เป็นเพียงแถลงการณ์ในนามของกลุ่มพันธมิตรฯ อันเป็นเพียงกลุ่มพลเมืองกลุ่มหนึ่งของราชอาณาจักรไทย

ไม่ได้เป็นเพียงประชาชนคนไทยที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่อยู่ภายใต้ “ราชอาณาจักร” หรืออาณาจักรของพระราชาองค์เดียวกัน

แต่พันธมิตรฯ กลับเหิมเกริม ระบุว่าตัวเองคือ “ตัวแทนประชาชนแห่งราชอาณาจักรไทย”

ทั้งที่ผู้เดียวที่จะอ้างอิงเช่นนั้นได้ ก็คือองค์รัฐาธิปัตย์หรือรัฐบาล ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงลงพระปรมาภิไธยให้เท่านั้น…

การแอบอ้างตัวเองขึ้นมาจากสถานะข้างถนนเช่นนี้ จึงเป็นความล้ำหน้า ล้ำเส้นที่อันตรายยิ่ง อันตรายต่อเอกภาพภายในประเทศ อันตรายต่อความมั่นคงทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

สำคัญที่สุด คืออันตรายและระคายเคืองยิ่งต่อพระราชอำนาจ…

สิ่งที่พันธมิตรฯ พยายามทำมาตลอดไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องที่ไม่รู้จักพอ การเสนอการเมืองล้าหลัง การเรียกร้องให้เกิดรัฐประหาร การยั่วยุให้เกิดสงครามระหว่างประเทศ ฯลฯ

คำตอบจึงอยู่ที่ การต้องการสถาปนาตัวเองเป็นอำนาจรัฐอันใหม่อย่างเดียวเท่านั้น

เป็นอำนาจที่ไม่ต้องการได้โดยเข้าตามตรอกออกตามประตู ไม่ต้องการเหน็ดเหนื่อยสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ไม่ต้องอาศัยการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่แต่ละคะแนนเสียงได้มาแสนยากเย็น

แต่ต้องการอาศัยเส้นทางข้างถนน ตั้งตนเป็นแก๊งป่วนเมือง ก็เพื่อผลที่คุ้มค่ายิ่งกว่า ซึ่งเห็นความพยายามแล้วในวันนี้

ชัดเจนและน่ากลัวถึงเพียงนี้ ก็วานเจ้าหน้าที่บ้านเมืองโดยเฉพาะหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงดูด้วยเถิดว่า จะทำอะไรได้บ้าง

อย่าปล่อยให้ประชาชนทั้งประเทศที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรนี้ ด้วยระบอบการปกครองปัจจุบันนี้…ต้องได้แต่มองโจรกำลังปล้นชาติตาปริบๆ อยู่อีกเลย