WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 9, 2008

8-8-8

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

ปฏิญา ยอดเมฆ

////////////////////
วันที่ 8 สิงหาคม หรือ วันที่ 8 เดือน 8 ปี 2008 นี่มีคนพูดถึงให้ความสำคัญกันในหลายประเด็นมาก ทั้งในฐานะวันครบรอบ “วันเสียงปืนแตก” (วันประกาศการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตป่าเขาของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งส่วนมากว่าเป็นวันที่ 7 เดือน 8 พ.ศ.2518 ขณะที่นักวิชาการบางคนแย้งว่าควรเป็นวันที่ 8 เดือน 8 มากกว่า) วันครบรอบเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า (วันที่ 8 เดือน 8 ค.ศ.1988) ที่รัฐทหารปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างโหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่ง หรือกระทั่งเป็น วันที่มีความสำคัญทางโหราศาสตร์ คู่แต่งงานหลายพันหลายหมื่นคู่มีฤกษ์แต่งงานในวันนี้เดือนนี้ แล้วแต่ว่าใครจะปรึกษาหมอดูท่านใด (เพราะบางราศีที่มีดวงชงกันก็แต่งกันวันนี้ไม่ได้นะจ๊ะ...บอกช้าไปแล้วล่ะหมอ(ดู))

เกริ่นมาเสียยืดยาว เพียงเพื่อจะบอกว่าคงมีคนพูดถึงวันที่ 8 เดือน 8 กันเยอะแล้ว ฉันจึงขอละเว้นเอาไว้สัก 1 กรอบก็แล้วกัน (อ้าว...) ถึงกระนั้นก็ขอหาเวลาส่วนตัวไปทำกิจกรรมอะไรกุ๊กกิ๊กเป็นที่ระทึก เอ๊ย...ระลึก ในวันเลขสวยนี้กับเขาบ้าง (ซึ่งไม่ใช่แต่งงานแน่จ้ะ) เนื่องจากว่าคุณแม่ของฉันผู้เชื่อถือโชคลางเข้าเส้นเลือดสมกับเป็นไทยแท้ ท่านบอกเสมอว่า เลข 8 เป็นเลขดี เลขสวย เป็นเลขของเงินทองทรัพย์ศฤงคารบานตะไท...จะถือเอาวันนี้เป็นฤกษ์งามยามดีในการเริ่มต้นทำอะไรก็ทำไปเถิด หากไม่ใช่เป็นไปในทางเสื่อมเช่นฉกชิงวิ่งราวตู้ทองที่ไหน...ก็เห็นทีจะร่ำรวยเจริญแน่แล้ว

แต่...ช้าก่อน ตำราหมอดูชื่อดังอีกเล่มหนึ่งที่วางแผงเมื่อต้นปีนี้ ได้เขียนไว้ว่า สำหรับคนเกิดวันเดือนปีและราศีตรงกันกับที่ฉันเกิด ห้ามทำงานมงคลใดๆ ทั้งนั้นในวันศุกร์ของทั้งปี เวลาทำอะไรเป็นเรื่องราวใหญ่ๆ ในวันศุกร์ จึงเกิดอาการเหมือนมีเสี้ยนสะกิดใจ (ที่ไม่ใช่ พี่ป๋อ-ณัฐวุฒิ) อยู่เสมอ

สรุปว่า ทั้งที่วางแผนดิบดีแต่เมื่อปรากฏว่ามีดวงมีดาวอะไรมาแทรกซ้อนเสียก่อน ก็เป็นต้องเกิดอาการยึกๆ ยักๆ หันรีหันขวางอยู่อย่างนั้น เป็นอันไม่ได้ลงมือทำอะไรพอดี...แล้วก็ผ่านไปอีกวัน อย่างไม่มีอะไรเป็นสาระเกิดขึ้น

นี่หรือเปล่า พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ฤกษ์ที่ดีที่สุด” สำหรับชาวพุทธ คือ ฤกษ์สะดวก วันที่สะดวกที่สุด พร้อมที่สุด ตระเตรียมการมาอย่างดีที่สุด และเป็นไปเพื่อเป้าหมายที่ถูกทำนองคลองธรรม ไม่ว่าจะตรงกับกี่ค่ำกี่แรม ก็นับเป็น “ฤกษ์มงคล” ได้ตลอดกาล...

ส่วนใครจะสะดวกตรวจดวงชะตาก่อนออกจากบ้าน ก็ถือเป็นการ “เสริมดวง” ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปก็แล้วกัน แต่อย่าทำให้รกรุงรังกับชีวิตจนกระดิกกระเดี้ยอะไรไม่ได้ (เหมือนฉัน) เลยก็พอ ฮี่ฮี่



DSI CYBER FORCE เยาวชนรู้เท่าทันภัยคอมพิวเตอร์!

ปัญหาเด็กติดเกม นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอดีตผู้ตกเป็นเหยื่อของเกมส่วนใหญ่จะเป็นผู้เล่นที่ได้รับผลกระทบทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ ฟุ่มเฟือย เหม่อลอย การเรียนตกต่ำ มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร หนักที่สุดก็แสดงความก้าวร้าวหรือมีพฤติกรรมเลียนแบบโดยใช้ความรุนแรง ล่าสุด เด็กนักเรียน ม.6 ฆ่าคนขับรถแท็กซี่ตาย โดยวางแผนมาอย่างดี และอ้างว่าเลียนแบบเกมออนไลน์

ผลกระทบอันเนื่องมาจากเด็กติดเกม หากมองให้ลึกซึ้งถึงรากเหง้าของปัญหาอาจไม่ใช่แค่เพราะ "เด็กติดเกม" แต่เป็นเพราะทั้งเด็กและผู้ใหญ่ขาดวิจารณญาณในการเลือก และที่สำคัญผู้ผลิตขาดจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม เพราะเกมบางเกมที่ผู้ผลิตคิดและสร้างสรรค์มาอย่างดี มีเป้าหมายเพื่อสร้างการเรียนรู้ เสริมสร้างพัฒนาการทั้งทางจิตใจและสังคม เป็นเกมสีขาวที่น่าส่งเสริมให้เด็กๆ เล่น แต่เกมไม่สร้างสรรค์กลับมีปริมาณมากมายกว่าเกมสีขาวหลายเท่าตัว แถมยังหาเล่นง่าย ราคาไม่แพง ที่สำคัญไม่เพียงแต่เกมเท่านั้นที่ส่งผลกระทบกับเด็กและเยาวชน แต่เว็บไซต์ที่เด็กและเยาวชนสามารถท่องไปในโลกที่พวกเขาอยากรู้อยากเห็นได้อย่างง่ายดาย โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เป็นปัจจัยเสริมให้เด็กเลียนแบบพฤติกรรมผิดๆ ปัญหาคือ เราจะสร้างเกราะป้องกันทั้งเกมและเว็บไซต์ไม่สร้างสรรค์นี้อย่างไรเพื่อให้เด็กหันมาสนใจเกมสีขาวตระหนักในบทบาทหน้าที่ของเด็กและเยาวชนและมีวิจารณญาณในการเล่นมากขึ้น

ต่อปัญหาดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด จึงจัดทำ "โครงการอบรมเยาวชนในการสอดส่องและแจ้งเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์" หรือ " DSI CYBER FORCE" ขึ้นมา ตั้งแต่ปี 2547 โดยในปีนี้นับเป็นปีที่ 5 สำหรับโครงการนี้ มีเด็กและเยาวชนผ่านการอบรมในโครงการกว่า 2,000 คน จาก 20 โรงเรียนทั่วประเทศ

พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการ สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า โครงการ "DSI CYBER FORCE" เป็นโครงการที่เน้นให้ความรู้กับเยาวชนในเรื่องพิษภัยทางอินเตอร์เน็ต เพื่อไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้กระทำต่อเหยื่อเสียเอง โดยในการอบรมแต่ละครั้งจะมีทั้งนักเรียนและครูเข้าร่วมอบรม เพื่อเรียนรู้ถึงลักษณะของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ และตระหนักถึงพิษภัยบนอินเตอร์เน็ต รวมทั้งรู้วิธีการแก้ไข การป้องกันภัยทางอินเตอร์เน็ต การรักษาสภาพสถานที่ที่เกิดเหตุ แจ้งเบาะแสเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม และอาชญากรรมอื่นๆ ที่ใกล้ตัว ภัยด้านความมั่นคง ทั้งในการข่าวปกติ หรือที่ได้รับภารกิจเป็นพิเศษ โดยมีการรายงานข่าวหน้าเว็บไซต์ เพื่อความปลอดภัยของผู้แจ้ง รวมทั้งมีการกระจายความรู้ให้บุคคลรอบข้าง

พ.ต.ท.พัฒนะ ศุกรสุต พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8 สำนักเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า โครงการมีเป้าหมายเพื่อดึงเยาวชนมาเป็นแนวร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษในการติดตามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเยาวชนส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมากกว่าผู้ใหญ่ มีโอกาสเข้าไปสู่การกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ได้ง่าย ดังนั้นการดึงเยาวชนมาร่วมโครงการนี้ นอกจากจะทำให้เด็กเรียนรู้เรื่องพิษภัยจากคอมพิวเตอร์แล้ว ยังสามารถดึงเข้ามาเป็นแนวร่วมแจ้งเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย ทั้งนี้การอบรมเยาวชนตามโครงการ "DSI CYBER FORCE" นั้นจะจัดขึ้นทุกๆ ปี โดยแต่ละปีมีเป้าหมายในการอบรมให้ความรู้และดึงเยาวชนระดับมัธยมต้นและปลายเข้ามาเป็นแนวร่วม 600 คน แบ่งการอบรมเป็น 4 รุ่น รุ่นละ 150 คน ซึ่งในปี 2551 นี้มีเป้าหมายเป็นนักเรียนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะเริ่มอบรมระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายนนี้

น.ส.รัตนาพร อิ่มอารมณ์ หรือ "น้องติ้ง" นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ หนึ่งในสมาชิกโครงการ "DSI CYBER FORCE" ที่ผ่านการอบรมจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อปี 2550 กล่าวว่า สนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าวเพราะตนเองและเพื่อนส่วนใหญ่มีความชอบส่วนตัวในเรื่องคอมพิวเตอร์และตั้งใจว่าจะเรียนต่อทางด้านนี้ เมื่อเห็นโครงการดังกล่าวจึงตอบรับเข้าร่วมอบรมทันที

"การเข้าร่วมโครงการได้รับความรู้มากกว่าที่คิด เช่นเรื่องภัยใกล้ตัวบนโลกอินเตอร์เน็ต ทำให้เราตระหนักถึงปัญหามากขึ้น และมีเกร็ดความรู้เรื่องอื่นๆ อีกมาก เช่น Search Engine ในการหาข้อมูล และมีการขยายเครือข่ายการแจ้งเบาะแสอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ทำให้รู้ว่าอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร มีกี่ประเภท รู้จักและระวังตัวในการป้องกันมากขึ้น และการอบรมก็เป็นไปอย่างสนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ" รัตนาพร กล่าว

"น้องติ้ง" ยังบอกด้วยว่า ตนและเพื่อนๆ ส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่ต้องเข้าไปใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตทุกวันไม่ที่บ้านก็ที่โรงเรียน บางคนเข้าร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ หลังจากเข้าร่วมอบรมโครงการ "DSI CYBER FORCE" ทำให้มีมุมมองในการเข้าอินเตอร์เน็ตต่างไปจากเดิม มีความระมัดระวังมากขึ้น เมื่อก่อนเวลาเข้าไปใช้อินเตอร์เน็ต แล้วพบพวกเมลขยะเด้งขึ้นมาก็จะกดรับไปแบบมั่วๆ ไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่ปัจจุบันทำให้รู้ว่าเมลขยะเหล่านั้นบางอันเป็นไฟล์ต้องสงสัยอาจจะไม่ปลอดภัยกับคอมพิวเตอร์ของเรา มีความระมัดระวังมากขึ้น และตอบปฏิเสธเสียส่วนใหญ่

การเข้าร่วมโครงการ "DSI CYBER FORCE" กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่เพียงแต่จะทำให้ "น้องติ้ง" และเพื่อนเยาวชนอีกหลายโรงเรียนเรียนรู้พิษภัยจากอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังทำให้ "น้องติ้ง" ตระหนักถึงความสำคัญของโครงการและบทบาทหน้าที่ของเยาวชนคนหนึ่ง เมื่อเธอขึ้นมาอยู่ชั้น ม.6 ในปีนี้ เธอจึงเลือกทำโครงงานเขียนเว็บไซต์ด้วยภาษา HTML โดยมีเนื้อหาในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการรู้เท่าทันพิษภัยจากอินเตอร์เน็ต การแจ้งเบาะแส การเก็บหลักฐานเบื้องต้น และความรู้อื่นๆ ตามที่ตนเคยได้รับ เพื่อเผยแพร่ให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้เรียนรู้ร่วมกัน และเพื่อร่วมขยายเครือข่ายแจ้งเบาะแสอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ตกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากโครงการ "DSI CYBER FORCE"

อ.พันทูร บุญยัง อาจารย์สอนวิชาคอมพิวเตอร์ โรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ กล่าวว่า โครงงานที่ "น้องติ้ง" นำเสนอเป็นโครงงานเดี่ยวภายใต้วิชาคอมพิวเตอร์ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเขียนโปรแกรมด้วยตัวเองอย่างอิสระ โดยผลงานของนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกแล้วว่ามีประโยชน์ต่อส่วนรวมและสังคมก็จะลิงก์กับเว็บไซต์ของโรงเรียน ส่วนกรณีโครงงานของ "น้องติ้ง" หากผลงานออกมาเป็นที่พอใจ และกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุญาตแล้วก็อาจจะลิงก์กับเว็บไซต์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วย

อย่างไรก็ตาม อ.พันทูร กล่าวถึงปัญหาที่น่าเป็นห่วงของเด็กและเยาวชนเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ในขณะนี้ว่า สิ่งสำคัญคือ เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ใช้คอมพิวเตอร์อย่างไม่รู้จัก และรู้ไม่เท่าทัน คอมพิวเตอร์จึงเป็นเหมือนทางหลายๆ แพร่งบนโลกอินเตอร์เน็ต เพราะหากเด็กหรือเยาวชนเข้าไปโดยไม่มีเป้าประสงค์ที่แน่นอน หรือไม่มีคีย์เวิร์ดที่ชัดเจนว่าจะเข้าไปค้นคว้าเรื่องอะไร ก็มีโอกาสที่จะหลงไปเว็บไซต์อื่นๆ ได้ ประกอบกับเว็บไซต์บางอย่างสร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมากเกินไป โดยไม่คำนึงถึงส่วนร่วม ขาดความรับผิดชอบ ก็ทำให้เยาวชนหลงเชื่อและเลือกทางผิดบ่อยครั้ง นอกจากผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วก็ต้องตั้งมั่นในเป้าหมายด้วย เพราะหากเอนเอียงเมื่อไร เขาก็อาจหลงเข้าไปในอินเตอร์เน็ตไม่พึงประสงค์ทันที สิ่งสำคัญคือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันให้ความรู้กับเยาวชนในการใช้คอมพิวเตอร์อย่างถูกต้องและรู้เท่าทัน โดยไม่ปิดกั้น เพราะการปิดกั้นจะทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้น ดังกรณีโครงการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ นับเป็นโครงการที่ดี ซึ่งเปิดกว้างให้เยาวชนเข้าไปใช้อินเตอร์เน็ตอย่างรู้เท่าทัน และสำหรับตนในฐานะอาจารย์สอนวิชาคอมพิวเตอร์และผู้ดูแลระบบอินเตอร์เน็ตแล้วโครงการนี้นับเป็นอีกโครงการที่ดีมากและอยากให้มีต่อไปเรื่อยๆ

พ.ต.อ.ญาณพล กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษหวังว่าโครงการ "DSI CYBER FORCE" จะทำให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยที่มาจากคอมพิวเตอร์ พร้อมให้คุณค่ากับเยาวชนว่าเขาเป็นผู้มีความสามารถทำความดีให้เพื่อนให้สังคมของเขาได้โดยการเป็นเครือข่ายยุติธรรมของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการสอดส่องดูแล แจ้งเบาะแสการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ ช่วยเหลือราชการ ประเทศชาติ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หวังว่าจะขยายเครือข่ายเยาวชนออกไปให้กว้างขวางและครอบคลุมมากที่สุด

ขี้จุ๊ เบ่เบ๋…

พระบรมราโชวาทตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีแก่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ในวันที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่คือ “…ขอให้มีความสำเร็จในการทำตามคำปฏิญาณ”
และหลังจากนี้ รัฐบาลก็จะมีกิจกรรม “จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน” เพื่อสร้างความสมานฉันท์ภายในประเทศ
เพราะรู้กันดีว่า เวลานี้คนไทยถูกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หลงทางหลงลมไปก็มาก รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารของประเทศจึงต้องหาทางให้บ้านเมืองกลับมาสงบ ยุติความขัดแย้งแบบไม่สร้างสรรค์ที่อาจนำไปสู่ความแตกร้าวของคนทั้งชาติ
จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน จึงมุ่งเตือนเพื่อให้สังคมตั้งตนอยู่ในสติ พึ่งพระบารมีของทั้งสองพระองค์ให้คนไทยหันหน้าเข้าหากัน
โดยเฉพาะฝ่ายที่ถนัดกับการดึงฟ้าต่ำ อ้างเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างผู้อื่นอย่างน่ารังเกียจและขลาดเขลาที่สุดนั้น…ขอให้เลิกคิดเลิกทำได้แล้ว
วิถีที่สร้างสรรค์ คือวิถีทางที่ตอบได้ อธิบายได้ว่าดีอย่างไร ไม่ดีอย่างไร สมควรอย่างไร ไม่สมควรอย่างไร ไม่ใช่การหาทางทำอย่างไรก็ได้เพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้าม
และยิ่งไม่ใช่วิถีทางของการปลุกเร้าระดมด้วยความเท็จ ความลวง อันมีแต่จะนำไปสู่ความเสื่อมอย่างยากจะแก้ไข
ความลวงความเท็จที่คนบางกลุ่มบางฝ่ายปั้นน้ำเป็นปราสาทขึ้นมาได้โดยอาศัยกระบวนการเชี่ยวชาญในการสร้างภาพต่างๆ นั้น แม้วันนี้ยังดูเป็นตัวเป็นตน แต่ความลวงก็คือความลวงวันยังค่ำ หากวันใดรากฐานที่ไม่ได้อ้างอิงอยู่กับความจริงพังทลายลง ก็อาจกลายเป็นกระแสน้ำพัดโถมกลบกลืนทั้งคนพูดเท็จ คนเชื่อคำพูดเท็จ และสังคมที่ปล่อยปละละเลยกับความเท็จให้จมหายไปพร้อมๆ กันหมดได้
ถึงตอนนี้ก็ยังมีหลายร้อยคดีที่แกนนำพันธมารบางคนถูกแจ้งความไว้ ฐานที่กล่าวปราศรัยแบบไม่มีมูลความจริง…
มากมายจนเจ้าหน้าที่ตำรวจสะสางไม่ทัน ก่ายกองจนเกินเชื่อว่าคนคนหนึ่งเหตุใดจึงสามารถโกหกพกลมต่อหน้าคนเรือนหมื่นได้หน้าด้านๆ ขนาดนั้น และคนหลายร้อยหลายพันที่ก็ดูมีการศึกษาดี ทำไมเชื่องมงายเหมือนกับไม่ได้กินข้าวเป็นอาหาร…
นอกจากพื้นที่ ณ มัฆวานฯ ร่ำๆ จะแปลงสภาพกลายเป็นประเทศย่อมๆ แล้ว ก็ทำท่าจะกลายเป็นลัทธิอะไรสักอย่างที่มวลชนเฮตามแกนนำอย่างไม่ไตร่ตรองอีกด้วย
คนที่ตาสว่างมาตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็มีมาก แต่อีกไม่น้อยเช่นกันที่ยังอยู่อย่างเหนียวแน่น
แง่ดีคือเปิดเปลือยหัวใจ และความคิดอันเละเทะของคนเหล่านี้ให้สังคมได้รับรู้ โดยเฉพาะ “ศิลปิน” “นักเขียน” ที่มีภาพลักษณ์เพื่อชีวิตเพื่อสังคมทั้งหลาย
ชื่อเสียงที่สั่งสมกันมาหลายสิบปี เป็นได้ย่อยยับกันก็คราวนี้ทั้งนั้น…
มองในแง่หนึ่ง ศิลปินผู้มีชื่อเสียงเหล่านั้น อาจไม่ได้ “โง่” ให้แกนนำกล่อมประสาทด้วยคำพูดหยาบๆ คายๆ บนเวทีปราศรัย
ไม่โง่ และไม่เชื่อตามใคร แต่เป็นเพราะทุกถ้อยคำของพันธมารก็ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขา คิดและเชื่อเช่นนั้นอยู่แล้ว…
เชื่อว่าประชาชนที่เลือกรัฐบาลเป็นคนโง่ เชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยมันใช้ไม่ได้กับประเทศนี้ เชื่อว่าการเมืองใหม่ 30-70 คือทางแก้ปัญหา และเชื่อว่าการยั่วยุให้ทหารเข้ามาทำรัฐประหาร คือทางออกที่ดีสุด
ศิลปินทั้งซีรอง (wrong) ซีไรต์ ใครต่อใครเหล่านั้น จึงถือว่าฉลาดมาก ฉลาดกว่าแกนนำพันธมิตรฯ ที่เป็นภาคประชาชนบางคนเสียอีก
เพราะเขาสามารถยืมปากคนอื่นให้แสดงความคิดเห็นแบบที่ตัวเองก็คิดแต่ไม่กล้าพูดออกมาจนได้ เมื่อไม่ได้พูดตรงๆ ก็ยังดูเป็นคนสะอาดผุดผ่องต่อไป ปล่อยให้แกนนำที่ชอบพูดจาหยาบคายเป็นสุนัขไปฝ่ายเดียว
ประโยชน์ตัวเองก็ได้ แถมไม่ต้องเปลืองตัวอีกต่างหาก…
ฉลาดหน้าด้านๆ เสียจริง

โกหกไม่เนียน

มีข้อสรุปบางประการของนักจิตวิทยา ระบุว่า คนที่มีจิตใจดีเป็นพื้นฐาน มักจะไม่กล้าทำผิด หรือถ้าโกหกก็จะทำได้ไม่แนบเนียน เพราะสำนึกในส่วนดีมันคอยขัดแย้งกันอยู่
ก็ไม่รู้ว่าพฤติกรรมของ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน จะอยู่ในข่ายดังว่าหรือเปล่า
เพราะในการออกมาพูดจากหาเหตุผลสนับสนุน ให้ตัวเองและพวกพ้องยังคงยืดหน้า ชูคอ ทำหน้าที่ ป.ป.ช.ต่อไปได้นั้น เป็นคำให้การที่วกวน สับสน ชนิดที่เรียกว่าถ้าเป็นการให้ปากคำของนักโทษก็คงติดคุกหัวโตไปแล้ว เพราะสิ่งที่พูดออกมาใช้พิสูจน์ความจริงอะไรไม่ได้เลย
หลักฐานก็ไม่มี...แถมยังพูดจาขัดแย้งกันเอง
อย่างกรณีคุณสมบัติที่นักกฎหมายและผู้รู้ กางรัฐธรรมนูญ 2550 ดู ยังไงก็เห็นชัดๆ ว่าขัดกฎหมาย และไม่มีสถานภาพเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ตั้งแต่ต้น เหมือนเอาคนนอกกฎหมายมาตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ แล้วจะอ้างว่ามีอำนาจย่อมไม่ใช่เรื่องถูกต้อง
ที่สำคัญการแต่งตั้งที่มีการกล่าวอ้างนั้น น่าเป็นห่วงมากถึงความหมิ่นเหม่ที่ส่อว่าจะละเมิดพระราชอำนาจ
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสำหรับคนดีที่มีจิตสำนึก เพียงแค่มีเหตุให้ชวนสงสัยว่าจะเข้าข่ายมิบังควร ก็ไม่เหมาะที่จะดึงดันอีกต่อไป เพราะอย่างไรเสียความสง่างามก็ได้ห่ายไปหมดแล้ว
ที่สำคัญยังสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองได้ว่าไม่จงรักถักดี ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ทำชื่อเสียง เกียรติยศศักดิ์ศรีวงศ์ตระกูลเสียหายไปเสียเปล่าๆ
เพราะอย่างน้อยกรรมการ ป.ป.ช. แต่ละคนก็มีประวัติการทำงานที่น่าสนใจ มีพื้นฐานการยอมรับของสังคมในระดับหนึ่ง จึงยิ่งไม่คุ้มค่าเลยที่จะมามัวหมองในช่วงสุดท้ายของการทำงาน และในช่วงบั้นปลายของชีวิต
ลำพังแค่ให้ชาวบ้านกระทบกระเทียบ ก่นด่าอยู่ทุกวี่ทุกวันก็แย่เต็มที
แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีอะไรเหนี่ยวรั้งให้ทั้ง 9 ท่านนี้ ยังเกาะเก้าอี้ไว้แน่น
ผมไม่กล้าคิดว่างินเดือนพร้อมเงินประจำตำแหน่งคนละแสนกว่าบาทต่อเดือน จะมากพอที่จะทำให้ทุกท่านละทิ้งศักดิ์ศรี ละทิ้งความถูกต้อง
และไม่กล้ามองเหมือนอย่างที่มีบางคนมองว่าคนเหล่านี้เป็นคนไม่จงรักภักดี ที่กล้าละเลยพระราชอำนาจ พียงเพื่อให้ตัวเองได้มีลาภ ยศ วรรเสริญ
ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนได้รับ กับสิ่งที่ถูกสะท้อนกลับไปในทางลบมันคุ้มค่ากันมากน้อยแค่ไหน
เพียงแต่ผมเสียดายแทนที่ท่านเลือกจะเอาคุณงามความดีที่พอมี มาละทิ้งเอาเมื่อตอนแก่
และขณะเดียวกันก็เกิดเป็นคำถาม
โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนไปตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
มาจนถึงการตั้งองค์กรอิสระทั้งหลายขึ้นมา โดยมีเจตนาชัดในการเล่นงานอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรับมนตรีร่วมรัฐบาลในขณะนั้น
จนมาถึงวันนี้เมือวันนี้ คตส. หมดอายุลงตามเงื่อนไข แล้วส่งลูกต่อให้ ป.ป.ช. จึงเป็นความจำเป็นที่ กรรมการทั้ง 9 คนจะต้องปัหลักทำหน้าที่สานงานที่ยังทำไม่เสร็จ
เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมย์การยึดอำนาจ สานต่อเจตนาเผด็จการอย่างนั้นหรือเปล่า
แบบเดียวกับที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังไม่ยอมถอยไปไหน ทั้งที่ที่มาก็เถื่อนแบบเดียวกัน จะเป็นเพราะยังไม่สามารถยุบพรรคพลังประชาชนได้หรือไม่
เมื่อได้พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวอย่างง่ายๆ มองไปถึง สว.ลากตั้ง โยงไปถึงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรืออาจจมองไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึงผู้ใหญ่บางคนที่เป็นไม้หลักฯ จึงอดเป็นห่วงไม่ได้
เพราะวันนี้กระบวนการที่มีการผสานมือกันล้มล้างรัฐบาล ที่ผมมองว่าเป็นอำนาจที่ขาดความชอบธรรม มองว่าเป็นเรื่องนอกรัฐธรรมนูญ เหนือกฎหมาย หรือเป็นอำนาจเถือ่น ยังคงสอดแทรกอยู่ทั่วไปในสังคมไทย
และที่เลวร้ายคือคนเหล่านี้กำลังพยายามสื อสารบอกผู้คนว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้อง
ในขณะที่รัฐบาลที่มารจากการเลือกตั้งจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนทั้งประเท ศต้อง”ออกไป” และเพียงแค่คิดจะทำงานให้บ้านให้เมืองเรื่องใด ก็ “ผิดหมด” ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปเสียทุกเรื่อง
เรียกได้ว้าเพียงแค่คิดก็ผิดแล้ว
ในขณะที่กลุ่มก้อนของตัวเองกลับทำตีวเป็นเทวดา อยู่เหนือกติกาบ้านเมืองขึ้นทุกวัน
มีคนตั้งคำถามว่าความวุ่นวายในบ้านเมืองขณะนี้จะจบลงอย่างไร
ผมอยากตอบแบบกำปั้นทุบดินว่าเมื่อใดคนที่ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง หยุดพฤติกรรมซ้ำเติมประเทศชาติ เมื่อนั้นบ้านเมืองก็สงบ
เมื่อใดก็ตามที่คนในสังคมเคารพกฎเกณฑ์ กติกา ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องมาช่วยกันขบคิดว่าจะต้องทำอย่างไรที่จะไม่ให้มีอย่าง “อบย่างนี้” อยู่บนผืนแผ่นดินไทย
จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนถึง “ตัวเหี้ย”
ไม่ต้องมาทำพิธี “ปล่อยเหี้ย” ให้เสียเวลา...!!

Thursday, August 7, 2008

สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน พบกันอีกครั้งเป็นฉบับที่ 212 วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม 2551 อยู่กับ แทง แทนไท อีกคำรบหนึ่ง มาเข้าฐานปฏิบัติการต่อต้านเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ให้สิ้นซากไปจากแผ่นดินไทย เดินเคียงข้างท่านผู้มีอุปการคุณไปจนกว่าจะได้ชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง

** การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 กำลังเดินหน้าไปไม่หยุดยั้ง ล่าสุดกรมการปกครองได้ตรวจสอบรายชื่อ 2.1 แสนรายชื่อเรียบร้อยแล้ว มีชื่อที่คาดว่าจะใช้ได้อยู่กว่า 7.6 หมื่นรายชื่อ ถือว่าเกินกว่ากำหนด 5 หมื่นรายชื่อ ขั้นตอนต่อไปคือ การนำไปติดประกาศตามสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการ ครบเวลาจะได้ นำเสนอเข้าบรรจุในญัตติของรัฐสภา วันที่ 27 สิงหาคม 2551 นี้แหละ!!! รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกและฉบับเดียวที่มาจากเผด็จการ และจะถูกแก้ไขโดยพี่น้องประชาชนฝั่งฝาประชาธิปไตย ใครหน้าไหนออกมาคัดค้าน ไม่มีปัญหา แต่ทำให้ถูกต้องตามระบบ ตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองไทยจะไร้ขื่อแป รัฐบาลจะต้องจัดการอย่างจริงจังเสียที!!!

** อดีตนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ออกมา ทิ้งบอมบ์ลูกเบ้อเริ่ม ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ จะกี่มาตราเห็นด้วยทั้งหมด ไม่ว่าจะแก้ไข 1-2 มาตราก็โดนด่าอยู่ดี โดยเฉพาะพวก พันธมารธิปไตย ฯพณฯ หูตาสว่างแล้วว่า มีความประพฤติ ปฏิบัติไม่เหมาะสมอย่างไร จำคำของคนคนนี้ให้ดี มีแค่หลักหมื่น แต่ของท่านมีเป็นแสนๆ จะว่าไป แทง แทนไท สุดจะดีใจจริงๆ ที่ท่านเข้าใจสถานการณ์บ้านเมือง เพราะอย่าลืมว่า รัฐธรรมนูญ 2540 ฯพณฯ บรรหาร นี่แหละคือคน ที่ทำคลอด ตั้งคณะกรรมการศึกษาชุด อ.ชุมพล ศิลปอาชา เป็น รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในโลก ในขณะนั้นเลยก็ว่าได้ ท่านเข็นออกมาจนสำเร็จ กระแสธงเขียวกระหึ่มเมือง ตบหน้า!!! พรรคประชาธิปัตย์ ฉาดใหญ่ๆ ที่อยู่เป็นรัฐบาลมา 3 ปี ไม่ยอมแก้ไขหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ!!! ต้องยอมรับว่า นาทีนี้ ท่านบรรหาร มีจิตใจประชาธิปไตย ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน

** สิ่งที่ ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา ไปพูดที่ จ.สุพรรณบุรี เนื่องในงานวันเกิด ท่านประภัตร โพธสุธน ที่ จ.สุพรรณบุรี เป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า มีการใช้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งจริง ตามเอกสารลับ คมช. ที่ กกต. รู้อยู่แก่ใจว่ากระทำผิด แต่ไม่ยอมลงโทษคนที่เกี่ยวข้อง ใช้ช่องลอดเล็กๆ ไปว่า ยังไม่มีการอนุมัติงบประมาณ ซึ่งคราวนั้นมีพยานเอกสารที่ชัดเจน แต่คราวนี้มีพยานบุคคลออกมาพูดจาตอกย้ำ เห็นที กกต. อาการโคม่า ดีไม่ดีอาจจะต้องไปติดคุกติดตะรางกันยกก๊วนแบบอดีต 3 กกต. หรือไม่? รวมถึงอดีตบิ๊ก คมช. หน้าไหนคนใดที่วางแผนการสุดระยำ! ชั่วช้า! เลวทราม! กับแผ่นดินไทยเอาไว้

** เฝ้ามอง “มาร์ค ม.7” ออกมาชี้แจงกรณีการลงนามในเอกสาร “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก” ที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร อดีต รมช.ต่างประเทศ ในยุครัฐบาล นายชวน หลีกภัย ซึ่งในข้อความของเอกสารในข้อ 1 ระบุชัดเจนว่า “จะร่วมกันดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา ให้เป็นไปตามเอกสารต่อไปนี้ (ก) อนุสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส แก้ไขเพิ่มเติมข้อบทแห่งสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม รัตนโกสินทร์ศก 112 (ปี ค.ศ.1893) ว่าด้วยดินแดนกับข้อตกลงอื่นฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทร์ศก 112 (ปี ค.ศ.1904)” งานนี้อ่านอย่างไรก็ยิ่งตอกย้ำว่า ประเทศไทยยอมรับ แผนที่ฝรั่งเศส!!! ทั้งที่ฝ่ายต่างๆ ไม่ยอมรับ และยืนยันใช้แผนที่สหรัฐอเมริกา แอล 1710

** ขณะที่เวลาอภิปรายกรณี “ปราสาทเขาพระวิหาร” ต้องการโค่นล้ม นพดล ปัทมะ กลับพูดจาคนละภาษา และไม่มีการเอ่ยเอื้อนเรื่องเหล่านี้ ให้ผู้คนในสังคมไทยได้เข้าใจข้อเท็จจริงว่า พวกข้านี่แหละไปยอมรับแผนที่ฝรั่งเศส แบบนี้ไม่เรียกว่า “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้เพื่อน” แล้วจะให้เรียกว่าอะไร ปลุกกระแสคลั่งชาติ ถ่ายทอดสดออกไปทั่วประเทศ น่าแปลกเสียจริงๆ แต่ที่น่าสมเพชกว่าคือ สื่อสารมวลชน ที่อ้างตัวว่าเป็นสื่อกระแสหลัก เป็น “สื่อแท้” กลับช่วยกันปกปิดข้อเท็จจริงนี้อย่างหน้าตาเฉย ไม่ยอมนำเรื่องนี้มาประโคมโหมข่าวแต่อย่างใด น่าแปลกใจไหม ใคร...? พรรคไหน...? ทำแผ่นดินไทยต้องสูญเสียพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร

** กรณีเอกสารของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ไม่ต่างอะไรกับการออกมาตรการปริวรรตเงินตรา บีไอบีเอฟ ของ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีพอ ทำให้เงินไหลซู่ๆ เข้าประเทศ จนกระทั่งสำลักเงินตาย ยิ่งกว่าน้ำป่าไหลหลาก เป็นชนวนวิกฤติทำชาติหายนะมาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งขณะนั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็ใส่ไคล้พรรคอื่นๆ รู้ไม่ทันบ้าง ขับรถบนถนนไม่เป็นบ้าง เอารถไปขับในถนนขรุขระเอง ทั้งที่ประเทศไทยไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ มาก็ต้องรับผลผูกพันก่อนหน้า ซึ่งพรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์ ได้ทำเอาไว้เพราะเป็นพันธะสัญญา ไม่ว่า มาร์ค ม.7 จะแก้ตัวอย่างไร หรือเงียบๆ ไป เอกสารเหล่านี้ถูกนำออกมาตีแผ่แล้ว เป็นเอกสารของแผ่นดินที่บันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ลางเลือนไปไหน ความจริงต้องเป็นความจริงวันยังค่ำ

** นี่! อีกเหมือนกัน กรณี คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ยังไม่ออกมาบอกกล่าวให้ชัดเจนสักเรื่องเดียว ที่ถูกกล่าวหาไป 2 เรื่องคือ บริษัท ออดิต แมเนจเม้นท์ฯ มารับงานฝึกอบรม ทั้งที่เป็นบริษัทเช่าอาคารสำนักงานของสามีตัวเอง และ คฤหาสน์หลังงาม ราคากว่า 50 ล้านบาท ที่คุณหญิงพยายามอธิบายเพียงว่า 4.4 ล้านบาทเท่านั้นเอง สังคมสุดคาใจ ยังไม่เห็น คุณธรรม จริยธรรม ที่เธออวดอ้างแม้แต่น้อย ในการจะส่งมอบเอกสารให้ประชาชนคนไทยได้มีโอกาสร่วมกันตรวจสอบ

** ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก สำหรับกรณีคฤหาสน์ “เลดี้ดั๊ก” ปรากฏว่า ข้าราชการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ส่งเอกสารชุดใหม่มาให้อีกแล้ว คราวนี้เขาพรรณนามาว่า สุดอึดอัด จึงส่งของเด็ดมาให้คนฝั่งฝาประชาธิปไตยอีก 7-8 เรื่อง บอกได้ว่า เอกสารที่ถึงมือ กอง บ.ก.ประชาทรรศน์ งานนี้ “เปลือยกายล่อนจ้อน” ให้เห็นธาตุแท้ของบุคคลที่ใส่หน้ากากคุณธรรมบังหน้า!!! หนักกว่าเก่า ท่านจะชี้แจงแถลงไขให้กระจ่างได้หรือยังว่า ที่เขากล่าวหากันนี้ เป็นความจริงหรือไม่? หรือเงียบๆ ไปอีกตามเคย และเหมือนเดิมคือ บริษัทสื่อสารมวลชน ที่อ้างตนเป็น “สื่อแท้” ทั้งหลาย ยังไม่เห็นข้อมูลข้อเท็จจริงอีกตามเคย



นี่ก็ ‘แมน…’

แมนๆ กันทั้งนั้น…
สมแล้วกับที่เป็น ‘พรรค’ ที่จับมือร่วมกันมาตั้งแต่ต้น
หัวหน้าพรรคของทั้งสอง…จึงผลัดกัน “โชว์แมน” ให้คนดูใจหายใจคว่ำ

คิวแรกของ สุวิทย์ คุณกิตติ อดีตคนในซีกรัฐบาลเพียงคนเดียวที่ดูเหมือนว่า “พันธมิตรฯ” จะให้ความ “เอ็นดู” เป็นพิเศษ

จนเกิดกระแส “เขม่น” กันเองภายในรัฐบาล นำไปสู่การโชว์แมนเด็ดสะบัด ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล อย่างไม่เปิดโอกาสให้ใครได้ทันตั้งเนื้อตั้งตัวทั้งสิ้น

ลูกพรรคระดับรองหัวหน้าพรรคยังอ้าปากค้าง…อย่าว่าแต่นักข่าวหรือประชาชนเลย

แต่ที่น่าสงสารคือ คะแนนความ “แมน” ของท่าน แทนที่จะทะลุร้อยสมกับที่อุตส่าห์ทำไว้ แต่หลายฝ่ายกลับวิเคราะห์ทื่อๆ ตรงๆ ตรงกันว่า เป็นแค่เพราะรู้ตัวมาก่อนว่าชื่อจะหลุดจากโผ ครม. สมัคร 4 แน่แล้ว ก็เท่านั้น

จึงออกมาตัดหน้ากันก่อน ลดอาการเสียฟอร์ม

ขณะที่เหตุผลอย่างเป็นทางการที่ให้ไว้ตอนแถลง คนกลับจำแทบไม่ได้ เพราะไม่ได้ใส่ใจเชื่อว่ามีน้ำหนัก

ไม่ได้บอกว่าโกหก แต่มันเบาโหวงเหวงไปหน่อยเท่านั้นแหละ

ยิ่งบวกกับลักษณะความลุ่มๆ ดอนๆ ง่อนแง่นตามสภาพพรรคเฉพาะกิจด้วยแล้ว ก็ยิ่งกลายเป็นว่า ไม่ทำให้เรื่องดูเลวร้ายใหญ่โตอะไร ทั้งที่เป็นเรื่องที่อาจเปลี่ยนขั้วการเมืองได้ทันที…

นั่นก็เพราะว่า เพื่อแผ่นดินไม่ได้ ‘เท่ากับ’ สุวิทย์ คุณกิตติ จริงๆ มาตั้งแต่ต้นแล้วนั่นเอง

คิดเห็นไม่ตรงกันเป็นการภายใน จะเป็นปัญหาอะไรในเมื่อรัฐธรรมนูญก็เปิดทางไว้ตัวเป้ง

จะไปก็ไป แต่ที่แมนสุดๆ คือการกลับมา…

เพราะเมื่อหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดินประกาศถอนตัวออกจากรัฐบาล แต่ ส.ส. ของพรรคเสียงข้างมาก ยืนยันจะทำต่อ ก็ต้องมีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าเพื่อให้มติพรรคเป็นไปตามเสียงข้างมาก

ต้องเลือกเอาสักอย่าง จะทิ้งหัวหน้าเพื่อเอามติ หรือไม่สนมติ เอาหัวหน้าไว้ก่อน พูดง่ายๆ คือต้องเลือกว่า จะให้หัวหน้าพรรคทำตามมติ หรือมีมติตามหัวหน้าพรรคกันแน่

แต่ผลที่เพิ่งออกมาก็คือ พรรคเพื่อแผ่นดินยังไว้วางใจให้ สุวิทย์ คุณกิตติ เป็นหัวหน้าต่อ
รวมทั้งพรรคเพื่อแผ่นดินก็ยังไม่ถอนตัวจากรัฐบาล
คำแถลงของหัวหน้าพรรคจึงปรับเข้าสู่โหมด “ขอขมา” กันตามระเบียบ
ตกลงสถาบันพรรคการเมืองมันคืออะไร…เอกภาพอยู่ตรงไหน… เป็นอันไม่ต้องถามไถ่กันต่อ
ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ คิวโชว์แมนคิวที่สอง
“มังกรการเมือง” ตัวจริงเสียงจริง ยืนยันมาแล้วว่า เหตุใดบ้างจึงยังต้องจำใจอยู่ร่วมกับรัฐบาล (ที่น่ายี้) คณะนี้
เพราะประเมินแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ (คู่หู) ไม่น่าจัดตั้งรัฐบาลได้
เสียสัตย์เพื่อใครไม่รู้

รู้แต่ว่าทำอย่างนี้กันบ่อยๆ การเมืองเห็นทีต้องเสียหาย คนวุ่นวาย สับสน ไม่รู้จะฟังใคร แค่พรรคเดียวก็ยังงง แล้วนับประสาอะไรกับรัฐบาลทั้งคณะ

นี่แหละหนา ผลจากการ (เกือบ) สูญพันธุ์ ของนักการเมืองพันธุ์ลูกผู้ชายโดยแท้

พันธมิตรฯ ยังไม่หยุดตะแบง!

เมื่อวานนี้ ผมเขียนเรื่องการปลุกระดมเชื้อชาติ โดยการใช้เสื้อ “ลูกจีนรักชาติ” เป็นชนวนสร้างความแตกแยกนั้น ปรากฏว่ามีผู้อ่านบอกกล่าวกันมามากมาย ในทำนองว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ กำลังขอเงินสนับสนุนจากพ่อค้าเชื้อสายจีนอยู่

ในการปลุกระดมครั้งนี้ เพียงเพื่อต้องการเงินสนับสนุนเท่านั้น พ่อค้าเชื้อสายจีนบางรายตอนนี้ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ เพื่อหลบการรีดไถ

ดังนั้น พี่น้องประชาชนทั้งหลาย ไม่ต้องตื่นตระหนกตกใจ เพราะมีพ่อค้าบางรายเท่านั้นที่โยนเศษเงินให้ ส่วนคนเชื้อสายจีนรุ่นใหม่ต่างก็รู้และต้องการระบอบประชาธิปไตยทั้งนั้น ไม่มีใครให้ราคา นายสนธิ ลิ้มทองกุล อย่างที่เขาประเมินไว้หรอก

อันที่จริงเรื่องนี้ก็พอทราบอยู่บ้าง เพราะบรรดานักธุรกิจทั้งเล็กและใหญ่ ต่างก็เคยโดนทาบทามมาออกรายการเอเอสทีวีหมดแล้ว

พวกนี้ไม่ได้เกลียดรัฐบาล ไม่ได้ชิงชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่พอมาออกเอเอสทีวีแล้วก็โดนตีหัวเข้าบ้าน และถ้าไม่เลือกข้างก็โดนกลั่นแกล้งให้เสียหาย

เหมือนกับที่ตอนนี้ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ 2 ค่าย ทั้งลาดพร้าว และอโศก กำลังโดนนายสนธิใส่ร้าย กล่าวหาว่าไม่รักชาติ ทำให้ทั้งอาเฮีย ทั้งอากู๋ ต่างส่ายหัวถึงความเลวทรามต่ำช้าของเดนนรกคนนี้ทีเดียว

และจากสัญญาณอันดีที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์พิธีบวชศีลจารี และศีลจาริณี ในโครงการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 76 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม

นายกฯ สมัคร ระบุว่า ได้นำความกราบบังคมทูลขอพึ่งพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการจัดงาน "จากวันพ่อถึงวันแม่ 116 วัน" เพราะเห็นว่าบ้านเมืองมีความแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะทำอย่างไรต่อไป ตนจะไม่ขอริเริ่มและสร้างความรุนแรง เพราะเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินต้องการให้ทำงานสร้างความสามัคคี

ทันทีที่ข่าวนี้ออกมา หลายคนก็รู้สึกดีใจ เพราะบ้านเมืองน่าจะดีขึ้นบ้าง แต่เสียงจากฝั่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ดูไม่ค่อยแฮปปี้นักกับการที่รัฐบาลจะจัดงานใหญ่ครั้งนี้

เพราะแม้แต่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เคยเป็นทหารที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ มียศถึงพลตรี ยังออกมาตะแบงว่า รัฐบาลจัดงาน “จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน” มีอะไรแอบแฝงหรือไม่

ผมไม่นึกว่า พล.ต.จำลอง จะออกมาพูดเช่นนี้ เพราะถ้า พล.ต.จำลอง ไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมือง บริวารคนใกล้ชิดที่อ้างว่าจงรักภักดีก็น่าจะนำข้อมูลมาบอก พล.ต.จำลอง ให้หูตาสว่างบ้าง

เพราะนายกฯ สมัคร กล่าวย้ำหลายครั้งว่า ได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวง จึงนำความมาสู่พี่น้องประชาชนทั้งหลาย เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินโปรดที่จะให้ทำงานสมัครสมานสามัคคี ขอให้โปรดทราบว่า แม้ว่าท่านทั้งหลายจะทำช่วงสั้นๆ สิ่งที่ท่านทั้งหลายทำ เป็นสิ่งที่ตนได้กราบบังคมทูลว่า...

“เราจะมีความสมัครสมานสามัคคี แตกแยกไม่ไหว ใครจะไปอย่างไรก็สุดแท้แต่เขา แต่ทางฝ่ายข้าพระพุทธเจ้า
พล.ต.จำลอง รู้บ้างไหมว่า ในหลวงทรงรับสั่งว่าอย่างไร ท่านตรัสว่า ขอให้สำเร็จ!

ได้ยินได้ฟังแบบนี้ คุณไม่สำนึกบ้างเลยหรือ และครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะ พล.ต.จำลอง เคยบังอาจออกมาไล่ตำรวจจัดเส้นทางเสด็จฯ หลบไปทางอื่นมาแล้ว

ดังนั้น คำพูดและทัศนคติของ พล.ต.จำลอง สะท้อนกลับต่อคำกล่าวหาว่าคนอื่นไม่มีความจงรักภักดีต่อชาติและสถาบัน

การกระทำเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ท่าที” หรือ “คำพูด” ของ พล.ต.จำลอง ล้วนเป็นการจุดชนวนความเกลียดชังและความแตกแยกให้บ้านเมือง

พล.ต.จำลอง คงไม่อยากให้คนไทยตีกันเอง จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง

ถ้าไม่อยากให้เป็นแบบนั้น พล.ต.จำลอง จงหยุดการกระทำที่เลวทรามต่ำช้า และเลิกทำตัวเป็นคนประเภทมือถือสาก ปากถือศีล ได้แล้ว!

สื่อแทรกแซงรัฐบาล

วันนี้ต้องยอมรับความจริงกันแล้ว พิษสงของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี ซึ่งถ่ายทอดสดการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรพันธมาร ตลอด 24 ชั่วโมง ได้แผ่คลุมไปทั่วประเทศ การพ่นน้ำลายยุยงปลุกระดมกัน 24 ชั่วโมง ด้วยคำหยาบๆ คายๆ ข้อมูลจริงบ้าง เท็จบ้าง ผสมปนเปกันไป จนคนดูที่ถูกกรอกหูด้วยข้อมูลเท็จมากกว่าจริงอยู่ทุกวี่ทุกวัน เริ่มคล้อยตามว่าเป็นข้อมูลจริง

วันนี้หากใครอยากจะมีชื่อเสียงในทางลบทางหน้าจอโทรทัศน์เอเอสทีวี ง่ายนิดเดียว เพียงแค่แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อว่าเห็นด้วยกับรัฐบาล ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมประท้วงยืดเยื้อ ปิดถนน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

รับรองว่าชื่อของท่านจะถูกหยิบยกขึ้นไปสับโขกบนเวทีพันธมิตรพันธมารทันทีทันควัน

ไม่เว้นแม้กระทั่งพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศอย่าง พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว จ.นนทบุรี ยังโดนมาแล้ว เพียงแค่เตือนให้ผู้ปกครองที่พาลูกหลานไปร่วมชุมนุม ต้องอธิบายให้เด็กเข้าใจถึงการชุมนุม และที่พระพยอมเป็นห่วงมากที่สุดคือ การใช้คำหยาบในการปราศรัยถึงบุคคลต่างๆ

เหี้ยห่าสารพัดสัตว์ วิ่งกันให้พล่านออกมาจากปากคนที่ไปพ่นน้ำลายบนเวทีในแต่ละวัน แต่ละคืน

ล่าสุดเมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจขึ้นมา 4 คน โดยมี ดร.โกร่ง หรือ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน ปรากฏว่า แต่ละคนถูกหยิบขึ้นมากล่าวหาต่างๆ นานา โดยมีสื่อในเครือในค่ายสอดรับสนับสนุน โดยเฉพาะข้อกล่าวหาว่าการแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของ นายกฯ สมัคร สุนทรเวช ครั้งนี้ มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะแต่ละท่านนั้นเป็นที่ปรึกษาประธานบริษัท ที่ปรึกษาบริษัทต่างๆ ของเอกชนมากมาย จึงตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่า จะนำความลับในการประชุมคณะรัฐมนตรีไปเอื้อประโยชน์กับบริษัทเอกชน

ปรากฏว่าความหวังของนักธุรกิจและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ดีใจกันว่า ต่อไปนี้สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศน่าจะดีขึ้น เพราะได้คนมีความรู้ด้านเศรษฐกิจตัวจริง เสียงจริง มาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

แต่วันนี้ความหวังเริ่มเลือนลาง ไม่แน่ใจทีมที่ปรึกษาที่เพิ่งตั้งกันเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา จะทนแรงเสียดทานได้แค่ไหน เหมือนกับหลายๆ คนที่ปฏิเสธที่จะเข้ามา เพราะเปลืองตัว

ชื่อเสียงที่สร้างสมมาทั้งชีวิต ก็ถูกหยิบขึ้นมาบังสุกุลโขกสับอย่างไม่มีชิ้นดี โดยไม่สามารถจะลดตัวเองลงไปตอบโต้ได้

จริงอยู่วันนี้แม้นายกฯ สมัคร สุนทรเวช เริ่มเปิดเกมรุกกลุ่มพันธมิตรพันธมาร เป็นเรื่องเป็นราว โดยการให้ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกรัฐบาล และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. พรรคพลังประชาชน ในนามบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ มาดำเนินรายการ “ความจริงวันนี้” ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ช่อง 11 ตั้งแต่เวลา 4 ทุ่มเศษ ถึง 5 ทุ่มตรง ทุกวันอาทิตย์ถึงวันเสาร์ โดยหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์นำเรื่องราวที่ออกอากาศไปแล้ว มาถ่ายทอดให้อ่านกันอีกรอบ เพราะเห็นว่ารายการนี้ออกอากาศดึกไปหน่อย หลายคนอาจจะต้องพักผ่อนเพื่อเตรียมแรงไว้สู้กับชีวิตในวันต่อไป

แถมด้วยรายการ “จุดชนวนข่าว” ทางสถานีวิทยุวิสดอมเรดิโอ คลื่นเอฟเอ็ม 105 เมกะเฮิร์ตซ์ ช่วงเวลาบ่ายโมงถึงบ่ายสองโมงครึ่ง ทุกวันจันทร์-ศุกร์ หยิบยกเรื่องน่าสนใจไปอ่านให้แฟนๆ ได้รับทราบความจริงวันนี้

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา รายการ “จุดชนวนข่าว” นำเรื่องความไม่ชอบมาพากลของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ที่รายการความจริงวันนี้หยิบยกขึ้นมาชำแหละให้เห็นล่อนจ้อนว่า ในอดีตและปัจจุบันได้ไปทำอะไรไว้บ้างที่น่าเคลือบแคลงสงสัย

ปรากฏว่ามีคนฟังจากทางบ้านโทรศัพท์เข้ามาที่ห้องส่งว่า ข่าวที่รายการ “จุดชนวนข่าว” นำมาอ่านให้ฟังนั้น มาจากไหน ไม่เคยเห็นรายการข่าวโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ฉบับไหนนำเสนอ

ผมรับฟังเรื่องนี้ด้วยความหดหู่ใจ ขนาดคนในเมืองหลวงแท้ๆ ยังไม่รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้รอบด้านทั่วถึง อาจจะเป็นเพราะว่ารายการความจริงวันนี้เพิ่งเริ่มมีขึ้นไม่นาน และหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ก็จะมีอายุครบขวบปีในวันที่ 1 ตุลาคม ที่จะถึงนี้

วันนี้ผมจึงไม่แปลกใจเลยว่า เพราะเหตุใดข้อมูลเท็จมากกว่าจริงบนเวทีพันธมิตรพันธมาร จึงถึงชาวบ้านมากกว่าข้อมูลของรัฐบาล เพราะเอเอสทีวีสามารถกรอกหูชาวบ้านได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ในขณะที่รายการความจริงวันนี้มีแค่ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง แถมเป็นเวลาดึกอีกต่างหาก

ดังนั้น ใครที่บอกว่ารัฐบาลชุดนี้แทรกแซงสื่อ ผมต้องเถียงคอเป็นเอ็นว่า สื่อต่างหากแทรกแซงรัฐบาล จนต้องตกอยู่ในสภาพง่อนแง่น เพราะตั้งรับมาตั้งแต่ต้น นายกฯ สมัคร สุนทรเวช เพิ่งคิดได้ จะต้องเปิดเกมรุกด้านสื่อ เกือบจะไม่ทันการณ์



รัฐบาลจ่อคลอด พ.ร.ฎ. ให้จังหวัดตั้งงบประมาณพัฒนาได้เอง

รัฐบาลจ่อประกาศใช้ พ.ร.ฎ. การบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ หลังผ่านครม.เรียบร้อยแล้ว โดยมีสาระสำคัญเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้จังหวัดตั้งงบประมาณได้เอง

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลจะมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการในเร็วๆ นี้ ขณะนี้พระราชกฤษฎีกาได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว กำลังจะประกาศใช้ตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับสาระสำคัญของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารราชการแผ่นดิน ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มีคณะกรรมการในระดับนโยบาย คณะกรรมการในระดับจังหวัด คณะกรรมการในระดับกลุ่มจังหวัด องค์ประกอบของคณะกรรมการเหล่านี้ มีมาจากภาคราชการ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม สะท้อนให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นจะฝังรากลึกไปในระดับชุมชนท้องถิ่น เป็นสิ่งที่น่ายินดีที่จะได้มีการพัฒนาการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดต่อไปอีกระดับหนึ่ง

ต่อไปนี้จังหวัด กลุ่มจังหวัด สามารถตั้งงบประมาณบริหารราชการแผ่นดินในจังหวัดของตนเองได้ แม้ว่ากฤษฎีกาในขณะนี้ ยังไม่มีผลบังคับใช้ งบประมาณปี 2552 กำลังพิจาณากันอยู่ในชั้นกรรมาธิการนั้น ก็ได้อนุโลมให้จังหวัดสามารถตั้งงบประมาณได้ ถือเป็นการมีงบประมาณในแบบกลุ่มจังหวัดเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย

เมื่อกฤษฎีกานี้มีผลบังคับใช้ สำนักงาน ก.พ.ร. ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อนำไปสู่การบังคับใช้อย่างเต็มที่ ต้องมีการเตรียมพร้อมโดยเฉพาะภาคประชาสังคมที่จะมีส่วนร่วมที่กฤษฎีกานี้พูดถึง



ข้าราชการ-ลูกจ้าง ศธ. ร้องรัฐบาลจัดการม็อบพันธมิตรฯ ป่วน

ข้าราชการ-ลูกจ้างกระทรวงศึกษา ร้องรัฐบาลช่วยสางปัญหาความเดือดร้อนจากการชุมนุมของม็อบพันธมิตรฯ ที่ทำตัวเป็นนักเลงโตไม่เคารพกฎหมายบ้านเมือง “ชูศักดิ์” รับเรื่องหาช่องทางแก้ปัญหา

ในตอนสายวันนี้ ตัวแทนข้าราชการ ลูกจ้างกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ได้เคยยื่นร้องต่อศาลแพ่งให้ไต่สวนฉุกเฉินการชุมนุมมาแล้ว ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม

โดยเฉพาะการใช้ช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา 63 วรรค 2 เพื่อเป็นการแก้ไขความเดือดร้อนที่ได้รับจากกลุ่มบุคคลที่ไม่เคารพกฎหมาย บ้านเมือง และกระทำการละเมิดสิทธิผู้อื่น ในการตรวจค้นกระเป๋าและบัตรประชาชน รวมทั้งข้าราชการที่ต้องใช้เส้นทางในการเข้า-ออก ดังนั้นขอให้รัฐบาลดำเนินการขั้นเด็ดขาด

ด้านนายชูศักดิ์ กล่าวว่า จะต้องดูข้อกฎหมายว่าในระหว่างที่คดีอยู่ในการพิจารณาของศาลจะสามารถยื่นอุทธรณ์ได้อีกหรือไม่ เพื่อให้ดำเนินการได้เร็วขึ้น