WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 9, 2008

จ่อเรียกสอบ “เสรีพิศุทธ์” คดีทุจริตเช่ารถเพิ่ม

คณะกรรมการ สอบสวนวินัย “เสรีพิสุทธิ์” เผยความคืบหน้า หลังสอบพยาน จ่อเตรียมแจ้งหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว

จากกรณีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งตามหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 34/2551 ลงวันที่ 5 มี.ค.51 ตั้งข้อกล่าวหา 3 กรณี 1.โครงการเช่ารถ 5 ประเภท ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) รวม 6,217 คัน มูลค่า 9,899,578,200 บาท มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตและฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 2.ใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน ในบันทึกของกองสวัสดิการที่เสนอขอให้พิจารณางดการแข่งกันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ 3.ออกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ พ.ต.อ. ตำแหน่งผู้กำกับการฝ่ายปฏิบัติการที่ 1-10 ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ ทำให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งไม่มีกฎหมายรองรับตำแหน่ง

ในความคืบหน้าเรื่องดังกล่าวนั้น หลังจากที่คณะสอบสวนวินัยร้ายแรง ที่มีนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เป็นประธาน และ , นายนัทที เปรมรัศมี รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี , พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผช.ผบ.ตร , พล.ต.ท.ธีรเดช รอดโพธิ์ทอง จเรตำรวจเขตตรวจราชการที่ 8 ร่วมเป็นกรรมการและเลขานุการ ดำเนินการเรียกบุคคลกว่า 15 ปาก อาทิ พล.ต.ท.บรรจง ตันศยานนท์ ผบช.ก.ตร. , พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. และพล.ต.ท. สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล ผบช.สทส. มาให้ถ้อยคำและตรวจสอบเอกสารที่ได้รับมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วโดยใช้เวลา 5 เดือนนั้น ในการประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ มีคำสั่งแจ้งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เข้าพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาในวันที่ 11 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

ส่วนการสอบสวนกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไม่ได้เดินทางมาถวายอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ โรงพยาบาลศิริราช ที่นายสมัคร นายกรัฐมนตรี ตั้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 13 พ.ค.51 นั้นก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ชุดที่มีนายปรีชา วัชราภัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นประธาน ดำเนินการสอบสวนแล้ว ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเรียกบุคคลให้ถ้อยคำ

ขณะที่ นายสิทธิชัย หอมศิริวรรณ ทนายความ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการฯ เคยแจ้งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เข้าพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากความไม่พร้อมเกี่ยวกับเอกสาร คณะกรรมการฯ จึงเลื่อนนัดเป็นวันที่ 11 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น. โดยหลังจากที่รับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งคณะกรรมการจะแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่เรียกสอบให้ทราบแล้ว ตามขั้นตอน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะต้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวต่อไป



“มั่น” เข้าใจความรู้สึก “สุวิทย์” ปัดข่าวทิ้ง พผ.

“มั่น” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทำเนียบ อธิษฐานให้รัฐบาลอยู่ยาว ปัดข่าวกลุ่มงูเห่า 2 คิดตีจาก ยัน “เพื่อแผ่นดิน” ไม่มีวันแตก เผยเข้าใจความรู้สึก “สุวิทย์” ดีไม่มีสมาชิกขับไล่

วันนี้ (8 ส.ค.) นายมั่น พัธโนทัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้เดินทางมาสักการะท้าวพระมหาพรหมบนตึกไทยคู่ฟ้า และพระภูมิเจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทำเนียบรัฐบาล ก่อนเข้ามาทำงานในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี จากนั้นนายมั่นได้เดินไปยังตึกบัญชาการเพื่อขึ้นไปยังห้องทำงานชั้น 3 ทันทีโดยเปิดเผยว่าได้อธิษฐานให้รัฐบาลอยู่นานๆ

นายมั่น กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ว่า ภายหลังจากรัฐบาลประกาศจัดงาน 116 วันจากวันแม่ถึงวันพ่อ ซึ่งเป็นงานมหามงคลก็ทำให้บรรยากาศทางการเมืองดีขึ้น สำหรับปัญหาในพรรคเพื่อแผ่นดินนั้นยอมรับว่าที่ผ่านมาก็มีปัญหาอยู่ แต่เมื่อมาประชุมกันแล้วทุกฝ่ายก็เข้าใจ และจะมีการประชุมกันในวันที่ 24 ส.ค.เหมือนเดิม

สำหรับข่าวการย้ายพรรค หรือตั้งพรรคการเมืองใหม่ในขณะนี้จะมีสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดินแยกตัวไปบ้างหรือไม่นั้น นายมั่น กล่าวว่า โดยรัฐธรรมนูญแล้วคงยังย้ายออกไปไม่ได้ แต่เรื่องนี้การจะย้ายออกไปหรือไม่ มันอยู่ที่ใจ “สำหรับผมเชื่อว่าทุกคนในพรรคเพื่อแผ่นดินก็ยังมีใจรักพรรคอยู่ เพราะร่วมทำงานร่วมกันมานานพอสมควร และผมขอพูดได้เลยว่าพรรคเพื่อแผ่นดินเราไม่มีวันแตก” นายมั่น กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะจากพรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจะกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ นายมั่น กล่าวว่า ตนเชื่อในความสามารถของนายกฯ ที่จะสะสางปัญหาในพรรคของท่านได้ เราคงไม่ยุ่งเรื่องของพรรคเขา สำหรับเราคงทำได้เพียงเฝ้าดูด้วยการให้กำลังใจ ให้ทุกอย่างเรียบร้อย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่มักมีปัญหาเกิดขึ้นภายหลังปรับ ครม. แต่เมื่อคลื่นลมหายไปแล้วทุกอย่างก็จะดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อหัวหน้าพรรคไม่ได้อยู่ในรัฐบาลแล้ว การหารือร่วมกันของรัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยทุกวันจันทร์ จะยังคงมีต่อไปหรือไม่ นายมั่น กล่าวว่า ก็คงต้องมีต่อไป โดยหัวหน้าพรรคคงจะมอบหมายให้ตนเข้าร่วมประชุมแทน หรืออาจจะเป็นรองหัวหน้าพรรคคนใดก็ได้ แต่ในส่วนของการประชุมพรรคเพื่อแผ่นดิน นายสุวิทย์ คุณกิตติ ยังเข้าร่วมประชุมพรรคเช่นเดิม ในฐานะหัวหน้าพรรค ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนใดๆ

“ในพรรคไม่มีสมาชิกคนไหนมาพูดว่าอยากให้ท่านลาออกจากหัวหน้าพรรค เพราะเราก็เข้าใจความรู้สึกของท่านที่ไม่สบายใจที่เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น และถ้าเรายิ่งไปซ้ำเติม ไม่ได้เลย คนไทยเราถือเรื่องอย่างนี้ ไปทำอย่างนั้นไม่ได้ ส่วนการดูแลสมาชิกในพรรคนั้นก็มาช่วยๆ กันดูแลกันไป” นายมั่น กล่าว



ป.ป.ช.มั่วนิ่มหนังสือราชเลขา

*กลับลำอ้างความลับราชการเปิดเผยไม่ได้
จับโกหก “ป.ป.ช.” มั่วนิ่มอ้างมีหนังสือราชเลขาธิการยืนยันสถานภาพ “ศราวุธ เมนะเศวต” เลขาธิการป.ป.ช. กลับลำระบุเป็นความลับของทางราชการไม่สามารถนำออกมาเปิดเผยได้ ต้องทำหนังสือขออนุญาตก่อน แถมพูดจาชวนสับสน ไม่มีเอกสารที่ว่าอยู่ที่ ป.ป.ช. ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเรียงหน้ากันออกมาท้าให้ตรวจสอบได้เลย ล่าสุดเพียงข้ามวัน “วิชา มหาคุณ” ยังย้ำหนักแน่นว่ามีเอกสารอยู่ในมือ บรรดา ส.ส. ตั้งข้อกังขามีเอกสารอยู่จริงหรือไม่ แถมอ้างเป็นความลับยังฟังไม่ขึ้น เพราะออกมาพูดสาระสำคัญจนหมดแล้ว พร้อมขีดเส้นแจงให้เคลียร์ภายในสมัยประชุมนี้

ปัญหาที่มาและคุณสมบัติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ถูกตั้งขึ้นด้วยคำสั่งคณะปฏิวัติ โดยไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ และไม่ได้เข้าถวายสัตย์ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 จนส่อว่าจะเป็นกรรมการเถื่อนและเข้าข่ายละเมิดพระราชอำนาจ ทำท่าจะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โตยิ่งขึ้น หลังจากที่ นายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการป.ป.ช. ได้ออกมากล่าวอ้างว่าได้ทำหนังสือหารือถึงราชเลขาธิการ และมีหนังสือยืนยันกลับมาแล้วว่าไม่จำเป็นต้องมีการถวายสัตย์ และเป็นประเด็นที่ถูกเรียกร้องจากฝ่ายต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องว่าให้นำหนังสือดังกล่าวออกมาแสดง เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

ซึ่งที่ผ่านมานายศราวุธ เองก็ท้าทายว่าสามารถดูเอกสารดังกล่าวได้ที่สำนักงาน ป.ป.ช. เช่นเดียวกับกรรมการอีกหลายคนที่ออกมาขานรับเรื่องดังกล่าว

*ป.ป.ช.พูดจากลับไปกลับมา
ขณะที่ นายวิชา มหาคุณ หนึ่งในกรรมการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมายืนยันอีกครั้งว่า ป.ป.ช.มีหนังสือตอบรับการแต่งตั้งกรรมการโดยผ่านคุณสมบัติทุกประการจากสำนักราชเลขาฯ อย่างแท้จริง ไม่มีการกล่าวอ้างอย่างลอยๆ ตามที่สังคมคิดกัน

แต่ก็อ้างว่าการนำหนังสือดังกล่าวออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชนนั้น ต้องมีการทำหนังสือขออนุญาตจากสำนักราชเลขาฯ เสียก่อน และขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการขออนุญาตอยู่ เพื่อให้ประชาชนรับทราบและหายจากข้อกังขา

เหมือนกับที่นายศราวุธ ชี้แจงต่อสภาฯ ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นความลับของทางราชการ และไม่ได้มีเก็บไว้ที่ ป.ป.ช. ซึ่งผิดไปจากที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้

จากการให้สัมภาษณ์กลับไปกลับมาชวนให้เกิดความกังขาและสับสนดังกล่าว ได้ถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่เอกสารดังกล่าวไม่มีอยู่จริง หรืออาจจะเป็นความพยายามในการดิ้นรนเอาตัวรอดของ ป.ป.ช.หรือไม่

*อ้างเป็นความลับฟังไม่ขึ้น
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และรัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า หนังสือจากสำนักราชเลขาธิการไม่น่าจะเป็นเรื่องลับ เพราะการที่ครม.แจ้งว่ามีหนังสือพระราชวังและบอกเนื้อหาก็คือการเปิดเผยความลับออกมาแล้ว ฉะนั้นเมื่อในหนังสือเลขาครม. บอกว่า ราชสำนักมีความเห็นแบบนี้ แต่สาระก็คือความลับ ไม่ใช่อยู่ที่ตัวหนังสือ นั่นก็หมายความว่าสาระได้เปิดเผยออกมาแล้ว ส่วนตัวหนังสือไม่น่าจะเป็นเหตุที่ต้องไม่เปิดเผย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าสามารถตั้งประเด็นได้หรือไม่ว่าหนังสือจากสำนักราชเลขาธิการที่เลขาป.ป.ช.กล่าวอ้างนั้นไม่มีจริงนายสุทินกล่าวว่า ก็สามารถตั้งสมมติฐานเช่นนั้นได้ เนื่องจากมีการพูดที่กลับไปกลับมา เมื่อถามถึงความชอบธรรมในการทำหน้าที่นั้น เป็นเรื่องที่สังคมต้องพิจารณาและป.ป.ช.ต้องมีความระมัดระวังในการแสดงท่าที อย่าให้สังคมคิดว่าป.ป.ช.ไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะแม้ในวันนี้ป.ป.ช.เองออกมายืนยันว่าองค์กรของตนมีที่มาอย่างถูกกฎหมาย แต่ก็ยังไม่มีองค์กรใดออกมายืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว มีเพียงแต่ป.ป.ช.ที่ออกมารับรองสถานะของตนเอง

*เชื่อเลขาป.ป.ช.รู้ว่าต้องทำอย่างไร
ต่อข้อถามว่าจะต้องมีการเร่งให้เลขาธิการป.ป.ช.ออกมาชี้แจงในข้อเท็จจริงอีกหรือไม่ ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ไม่จำเป็นจะต้องจี้เร่งให้เลขาป.ป.ช.ออกมาชี้แจง แต่ท่านคงรู้ดีว่าควรต้องทำอะไร คิดว่าท่านคงทราบดี เมื่อสังคมตั้งข้อสงสัยวิธีการที่จะให้สังคมคลายความสงสัย ท่านก็ต้องย่อมรู้ดี เมื่อถามว่าในฐานะประธานกรรมาธิการฯ จะดำเนินการอย่างไรต่อไป นั้นในข้อเท็จจริงแล้ว สามารถทำได้ 2 แนวทางถ้ามีคนร้องเรียนมาก็ต้องทำการตรวจสอบ แต่หากไม่มีผู้ร้องเรียนเราก็มีกระบวนการตรวจสอบในตามประเด็นที่คณะกรรมาธิการสนใจ ก็ต้องดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป
ส่วนกรณีที่ล่าสุดคณะกรรมาธิการฯ มีมติว่าที่มาของ ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมายและจารีตประเพณี ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั้นจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไปนายสุทินกล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปก็ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมสภา และผลสรุปการศึกษาก็ต้องนำรายงานเข้าต่อที่ประชุมสภา ซึ่งต้องให้เป็นดุลพินิจของประธานสภาฯในการบรรจุเข้าเป็นระเบียบวาระการประชุม แต่เชื่อว่าน่าจะมีอยู่ในกรอบของการประชุมสภาสามัญนิติบัญญัติอย่างแน่นอน ส่วนการชี้ผลการหมดสภาพการเป็น ป.ป.ชหรือไม่นั้น หากสภาเห็นว่าไม่มีผลให้ป.ป.ช.หมดสภาพเมื่อได้รับรองผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการฯแล้ว ใครจะนำรายงานการศึกษาดังกล่าวไปทำการถอดถอนก็ได้ เมื่อสภาเห็นชอบหลังการประชุมเสร็จสิ้น เราก็ต้องแจงมติสภาเป็นหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

*ต้องแจงให้เคลียร์สมัยประชุมนี้
นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส ลพบุรี พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะกรรมการวิปรัฐบาล กล่าวถึงถ้อยคำที่นายนายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวว่าหนังสือของราชเลขาธิการเป็นเอกสารลับทางราชการ ไม่สามารถเปิดเผยได้ตามที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ โดยระบุว่า เลขาธิการป.ป.ช. กระทำการให้เกิดความสับสนต่อผู้อื่นอย่างมากทั้งที่ก่อนหน้านี้บอกว่าสามารถดูได้ที่สำนักงานป.ป.ช.ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยกัน กรณีดังกล่าวเลขาธิการป.ป.ช.ต้องเร่งชี้แจงต่อสาธารณชน รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้เสร็จสิ้นในสมัยวาระการประชุมนี้

เมื่อถามว่าภาพลักษณ์ขององค์กรอิสระในฐานะผู้ผดุงความยุติธรรมแต่ขณะนี้กลับมีการชี้แจงถึงที่มาไม่ชัดเจนนั้น นายสุชาติกล่าวว่า อย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่มีใครกล้าที่จะตำหนิ เพราะแตะปุ๊ปมีปัญหาทันที ต้องให้กลุ่มคนในองค์กรอิสระพิจารณาในความเหมาะสม อย่างเช่นป.ป.ชมีการส่งลูกให้คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) โดยองค์กรนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อฆ่าทักษิณทั้งนั้น คิดกันเท่านี้แล้วประเทศจะเดินหน้าไปได้อย่างไร ทั้งๆที่มีคดีความทุจริตก่อนหน้านี้ตั้งมากมายแต่ทำไมคตส.ถึงไม่ยอมไปล้วงลูกเสียที ส่วนความชอบธรรมในการทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่นั้น คงเป็นเรื่องที่คณะกรรมการในองค์อิสระต้องใช้วิจารณญาณ

*ป.ป.ช.ต้องชี้แจงโดยเร็วที่สุด
นายสุขุมพงษ์โง่นคำ เลขาธิการพรรคพลังประชาชน และรองประธานผู้ประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ในคำสั่งการแต่งตั้งของคณะกรรมการป.ป.ช. ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 19 ในคำสั่งได้กำหนดให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ให้ใช้บังคับต่อไป พร้อมกับยกเว้นเ รื่องในการสรรหา เพราะเป็นการแต่งตั้งโดยรัฐาธิปัตย์ แต่ไม่ได้ยกเว้นเรื่องที่ต้องได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็หมายความว่าไม่ได้มีการยกเว้นให้ไม่ต้องรับการโปรดเกล้าฯ นี่ยังทรงเป็นพระราชอำนาจอยู่ จึงชี้ได้ว่าคณะกรรมการป.ป.ช.ยังมีที่มาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่มาโดยชอบด้วยประเพณี

ดังนั้นการที่เลขาธิการป.ป.ช.กล่าวต่อที่ประชุมสภาว่า หนังสือของสำนักราชเลขาธิการเป็นความลับของทางราชการไม่สามารถเปิดเผยได้ รวมทั้งไม่มีสำเนาหนังสือดังกล่าวที่สำนักงานป.ป.ช. ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มีการท้าทายให้ผู้ที่สนใจสามารถขอดูได้ที่สำนักงานนั้น เป็นการกล่าวที่กลับไปกลับมาไม่ตรงกันเช่นนี้ ท่านต้องรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารระดับสูงของประเทศ พร้อมทั้งเร่งชี้แจงในข้อเท็จจริง โดยเร็วที่สุด

*จ่อร้องศาล รธน.พิจารณา
แต่จะชี้แจงหรือรับผิดชอบอย่างไร ก็ต้องพิจารณาเองในฐานะที่เป็นข้าราชการประจำ แต่ทั้งนี้ในด้านความลับของเอกสารทางราชการหรือไม่นั้นแล้วแต่บางกรณี หรือแล้วแต่ดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาในสำนักราชเลขาธิการ และ ระเบียบปฏิบัติในส่วนราชการนั้นๆ

อย่างไรก็ตามต้องเป็นหน้าที่ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ผู้ซึ่งทำการกล่าวในที่ประชุมสภา จะต้องติดตาม ในฐานะที่เป็นผู้เสียหายจากการที่เลขาธิการ ป.ป.ช.ชี้แจงกลับไปกลับมาเป็นเพราะเหตุใด หากเห็นว่าเป็นเรื่องทางวินัยข้าราชการก็ต้องดำเนินการทางวินัย หากเป็นความผิดทางอาญาก็ต้องดำเนินคดีความตามนั้น หรืออาจจะใช้สิทธิ์ในทางพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ตามรัฐธรรมนูญก็ได้ ทุกอย่างมีกระบวนการช่องทางอยู่ หากทางเลขาธิการ ป.ป.ช.ยังนิ่งเฉยอยู่

เมื่อสอบถามเรื่องความชอบธรรมในการบริหารหน้าที่อยู่อีกหรือไม่ นายสุขุมพงษ์ กล่าวว่า เมื่อมีผู้สงสัย และมีความขัดแย้งในข้อกฎหมาย ก็ต้องให้มีผู้ทำการชี้ขาดในเรื่องการดำรงตำแหน่ง โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ทำการร้องให้ตรวจสอบความชอบธรรมโดยตรงนั้น ต้องทำการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ ตามกฎหมายป.ป.ช. ที่ตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นสภาพการป.ป.ช. หรือบุคคลใดก็ได้ที่ทำการร้องต่อผู้ตรวจการสิทธิมนุษยชนหากเห็นว่ามีที่มาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ซี่งผู้ตรวจการแผ่นดินมีสิทธิ์ที่จะหยิบมาพิจารณา

*ป.ป.ช.แจ้งดำเนินคดีม็อบไล่
นายชัยรัตน์ ขนิษฐบุตร นิติกร 9 รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.สุรศักดิ์ สิงห์ไกร รองผกก.สส.สน.ดุสิต เพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่รวมตัวกันขับไล่คณะกรรมการป.ป.ช. ในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 136 และข้อหา ซ่องโจร ตามกฎหมายอาญา มาตรา 210 โดยนำหลักฐาน เป็นแผ่นซีดีประมวลภาพการชุมนุมของกลุ่มต่อต้านคณะกรรมการ ป.ป.ช.จำนวน 33 แผ่น แผ่นบันทึกภาพและเสียง (วีซีดี) จำนวน 1 แผ่น พร้อมหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษ มอบให้กับพนักงานสอบสวน

ทั้งนี้ หนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าวระบุว่า ครั้งแรก เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กับพวก ในนามกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายวรัญชัย โชคชนะ กับพวก ในนามกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ นางสุนันทา ธรรมธีระ กับพวกในนามกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย รวมประมาณ 50 คน ได้เดินทางมาที่สำนักงานป.ป.ช. และกล่าวถ้อยคำขับไล่ ป.ป.ช. จนทำให้อับอายขายหน้า

*ทำให้ ปชช.คิดว่าป.ป.ช.หน้าหนา
ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล กับพวกในนามกลุ่มพิราบขาว 2006 ใช้รถบรรทุกเครื่องขยายเสียง กล่าวหาดูหมื่นคณะกรรมการป.ป.ช.อีกเช่นกัน

ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม เวลา 11.30 น. นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กับพวก ในนามกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และในนามกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นายสุเทพ วิภาตะวณิช กับพวก นางสุนันทา ธรรมธีระ กับพวกในนามกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย และนายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล กับพวกในนามกลุ่มพิราบขาว 2006 ประมาณ 300 คน เดินทางมารวมตัวที่หน้าสำนักงานป.ป.ช. กล่าวถ้อยคำเป็นการดูหมิ่นคณะกรรมการป.ป.ช. เช่น คณะกรรมการป.ป.ช.เข้ามาทำหน้าที่อย่างไม่ถูกต้อง เป็นพวกรับใช้เผด็จการ ปล้นอำนาจอธิปไตยจากประชาชน เอนเอียงและเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังนำกระเบื้องจำนวน 9 แผ่น เขียนถ้อยคำและติดภาพและชื่อกรรมการป.ป.ช. เพื่อให้ประชาชนหรือผู้อื่นเข้าใจว่า กรรมการป.ป.ช.หน้าหนา

*ระบุทำอับอาย-แห่เหี้ย9ตัวไล่
ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม เวลา 10.00 น. นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กับพวก ในนามกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และในนามกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นางสุนันทา ธรรมธีระ กับพวกในนามกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย ได้รวมกลุ่มกันที่ลานพระราชวังดุวิต (ลานพระบรมรูปทรงม้า) เดินผ่านถนนพิษณุโลก หน้าสำนักงานป.ป.ช. และถนนนครปฐม หน้าอาคารที่ทำงานของคณะกรรมการป.ป.ช. โดยระหว่างเดิน ได้มีการกล่าวถ้อยคำแสดงการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท ด่าทอ ทำให้อับอายขายหน้า เช่น คณะกรรมการป.ป.ช.มีฐานะเท่ากับเหี้ย เป็นป.ป.ช.เถื่อน ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ตามจำนวนตัวเหี้ยที่อยู่ในกรง พร้อมทั้งเขียน ชื่อกรรมการป.ป.ช.ไว้บนตัวเหี้ย และมีการปล่อยตัวเหี้ยเข้าไปในสำนักงานป.ป.ช.

หลังเข้าแจ้งความร้องทุกข์ และมอบหลักฐานทั้งหมดกับพนักงานสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายชัยรัตน์ เดินทางกลับทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

ด้านพ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผกก.สน.ดุสิต กล่าวว่า เบื้องต้น ตำรวจจะรับเรื่องร้องทุกข์และลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นจะดำเนินการสอบปากคำ โดยจะส่งเรื่องต่อให้คณะทำงานของ บก.น.1 เพื่อพิจารณาว่า การกระทำดังกล่าว เข้าข่ายดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทหรือไม่



สศช. ชี้ภาวะเศรษฐกิจรวมคนไทยรวยขึ้น

ผอ.สศช. เผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ภาวะเศรษฐกิจรวมของประเทศตัวดีขึ้น ประชาชนจนจนลดลงเหลือเพียง 8.5% ของจำนวนประชากร 63 ล้านคน

นายสมชาย ศักดาเวคีอิศร ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลและเผยแพร่การพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า จากการประเมินผลการดำเนินงานปีแรก (ต.ค. 2549-ก.ย. 2550) ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ที่เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของไทยปรับตัวดีขึ้น จำนวนคนจนลดลงเหลือ 5.4 ล้านคน หรือคิดเป็น 8.5% ของจำนวนประชากร 63 ล้านคน จากเมื่อปี 2549 มีคนจน 6.1 ล้านคน โดยเส้นแบ่งความยากจนได้ปรับขึ้นจาก 1,386 บาท/เดือน/คน เมื่อปี 2540 เป็น 1,443 บาท/เดือน/คน ในปี 2550 ซึ่งสะท้อนภาวะรายได้ที่สูงขึ้น และยังพบว่าคุณภาพแรงงานดีขึ้น เนื่องจากแรงงานที่มีการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไปมีจำนวนมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปลายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9

“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนจนลดลงน่าจะมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น ส่งผลให้ช่องว่างของความจนกับความรวยลดลง จากที่เคยห่างกัน 10 เท่า ปี 2550 ลดลงเหลือแค่ 8.6 เท่าแล้ว

ถ้าวัดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ การพึ่งตัวเองทางเศรษฐกิจ มีภูมิคุ้มกัน การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง มีการกระจายรายได้ มีช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนแล้ว โดยรวมแล้วเศรษฐกิจไทยยังแข็งแรงดี และสัดส่วนรายได้ของประชากรในเมืองและชนบทก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น” นายสมชาย กล่าว

นายสมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านสังคมถ้าดูในแง่คุณธรรม จากดัชนีชี้วัดที่พอเทียบเคียงได้ยังถือว่าไม่ดี เพราะคดีอาญามากขึ้น สะท้อนว่าความซื่อสัตย์สุจริตลดลง เช่น ถ้าดูอัตราคดีเด็กกระทำผิดก็มีมากขึ้น จากปี 2545 มี 3.76 คน/เด็ก 1,000 คน เพิ่มเป็น 5.05 คน ในปี 2549 และเพิ่มเป็น 5.39 คน ในปี 2550 ขณะเดียวกันสังคมก็ดูอ่อนแอ เพราะอัตราการหย่าร้างมีมากขึ้น จากปี 2545 มี 4.35 ราย/1,000 คู่ครัวเรือน เพิ่มเป็น 4.94 คน ในปี 2549 และเป็น 4.27 คน ในปี 2550 ส่วนความร่วมมือกัน ของสังคมเริ่มพบว่ามีความเข้มแข็งขึ้น ประชากรมีการรวมตัวกัน มากขึ้น

บุชควงภริยาเยือนจีนหลังเสร็จภารกิจที่ไทย

นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนางลอร่า บุช ภริยา เดินทางออกจากประเทศไทย ด้วยเครื่องบินแอร์ฟอร์ซ วัน จากท่าอากาศยานกองบัญชาการกองทัพอากาศ เมื่อเวลา 14.50 น. เพื่อเดินทางไปร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว

ขณะที่เมื่อช่วงเช้า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เป็นผู้อัญเชิญดอกไม้พระราชทาน เป็นช่อดอกไม้และพวงมาลัยพระกร จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มามอบให้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและภริยา ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น

ทั้งนี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ใช้ช่วงเวลาก่อนการกล่าวสุนทรพจน์เรื่องนโยบายหลักของสหรัฐอเมริกาต่อภูมิภาคเอเชีย ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กล่าวถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคมนี้

พร้อมชื่นชมประเทศไทยที่กลับมามีประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง ส่วนเรื่องการค้าเสรีปัจจุบันสหรัฐ มีสนธิสัญญาการค้าเสรีกับ 14 ประเทศทั่วโลก และหวังว่าการเจรจาการค้าเสรีกับไทยจะฟื้นกลับมาอีกครั้ง

8-8-8

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

ปฏิญา ยอดเมฆ

////////////////////
วันที่ 8 สิงหาคม หรือ วันที่ 8 เดือน 8 ปี 2008 นี่มีคนพูดถึงให้ความสำคัญกันในหลายประเด็นมาก ทั้งในฐานะวันครบรอบ “วันเสียงปืนแตก” (วันประกาศการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตป่าเขาของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งส่วนมากว่าเป็นวันที่ 7 เดือน 8 พ.ศ.2518 ขณะที่นักวิชาการบางคนแย้งว่าควรเป็นวันที่ 8 เดือน 8 มากกว่า) วันครบรอบเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า (วันที่ 8 เดือน 8 ค.ศ.1988) ที่รัฐทหารปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอย่างโหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่ง หรือกระทั่งเป็น วันที่มีความสำคัญทางโหราศาสตร์ คู่แต่งงานหลายพันหลายหมื่นคู่มีฤกษ์แต่งงานในวันนี้เดือนนี้ แล้วแต่ว่าใครจะปรึกษาหมอดูท่านใด (เพราะบางราศีที่มีดวงชงกันก็แต่งกันวันนี้ไม่ได้นะจ๊ะ...บอกช้าไปแล้วล่ะหมอ(ดู))

เกริ่นมาเสียยืดยาว เพียงเพื่อจะบอกว่าคงมีคนพูดถึงวันที่ 8 เดือน 8 กันเยอะแล้ว ฉันจึงขอละเว้นเอาไว้สัก 1 กรอบก็แล้วกัน (อ้าว...) ถึงกระนั้นก็ขอหาเวลาส่วนตัวไปทำกิจกรรมอะไรกุ๊กกิ๊กเป็นที่ระทึก เอ๊ย...ระลึก ในวันเลขสวยนี้กับเขาบ้าง (ซึ่งไม่ใช่แต่งงานแน่จ้ะ) เนื่องจากว่าคุณแม่ของฉันผู้เชื่อถือโชคลางเข้าเส้นเลือดสมกับเป็นไทยแท้ ท่านบอกเสมอว่า เลข 8 เป็นเลขดี เลขสวย เป็นเลขของเงินทองทรัพย์ศฤงคารบานตะไท...จะถือเอาวันนี้เป็นฤกษ์งามยามดีในการเริ่มต้นทำอะไรก็ทำไปเถิด หากไม่ใช่เป็นไปในทางเสื่อมเช่นฉกชิงวิ่งราวตู้ทองที่ไหน...ก็เห็นทีจะร่ำรวยเจริญแน่แล้ว

แต่...ช้าก่อน ตำราหมอดูชื่อดังอีกเล่มหนึ่งที่วางแผงเมื่อต้นปีนี้ ได้เขียนไว้ว่า สำหรับคนเกิดวันเดือนปีและราศีตรงกันกับที่ฉันเกิด ห้ามทำงานมงคลใดๆ ทั้งนั้นในวันศุกร์ของทั้งปี เวลาทำอะไรเป็นเรื่องราวใหญ่ๆ ในวันศุกร์ จึงเกิดอาการเหมือนมีเสี้ยนสะกิดใจ (ที่ไม่ใช่ พี่ป๋อ-ณัฐวุฒิ) อยู่เสมอ

สรุปว่า ทั้งที่วางแผนดิบดีแต่เมื่อปรากฏว่ามีดวงมีดาวอะไรมาแทรกซ้อนเสียก่อน ก็เป็นต้องเกิดอาการยึกๆ ยักๆ หันรีหันขวางอยู่อย่างนั้น เป็นอันไม่ได้ลงมือทำอะไรพอดี...แล้วก็ผ่านไปอีกวัน อย่างไม่มีอะไรเป็นสาระเกิดขึ้น

นี่หรือเปล่า พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ฤกษ์ที่ดีที่สุด” สำหรับชาวพุทธ คือ ฤกษ์สะดวก วันที่สะดวกที่สุด พร้อมที่สุด ตระเตรียมการมาอย่างดีที่สุด และเป็นไปเพื่อเป้าหมายที่ถูกทำนองคลองธรรม ไม่ว่าจะตรงกับกี่ค่ำกี่แรม ก็นับเป็น “ฤกษ์มงคล” ได้ตลอดกาล...

ส่วนใครจะสะดวกตรวจดวงชะตาก่อนออกจากบ้าน ก็ถือเป็นการ “เสริมดวง” ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปก็แล้วกัน แต่อย่าทำให้รกรุงรังกับชีวิตจนกระดิกกระเดี้ยอะไรไม่ได้ (เหมือนฉัน) เลยก็พอ ฮี่ฮี่



DSI CYBER FORCE เยาวชนรู้เท่าทันภัยคอมพิวเตอร์!

ปัญหาเด็กติดเกม นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอดีตผู้ตกเป็นเหยื่อของเกมส่วนใหญ่จะเป็นผู้เล่นที่ได้รับผลกระทบทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ ฟุ่มเฟือย เหม่อลอย การเรียนตกต่ำ มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร หนักที่สุดก็แสดงความก้าวร้าวหรือมีพฤติกรรมเลียนแบบโดยใช้ความรุนแรง ล่าสุด เด็กนักเรียน ม.6 ฆ่าคนขับรถแท็กซี่ตาย โดยวางแผนมาอย่างดี และอ้างว่าเลียนแบบเกมออนไลน์

ผลกระทบอันเนื่องมาจากเด็กติดเกม หากมองให้ลึกซึ้งถึงรากเหง้าของปัญหาอาจไม่ใช่แค่เพราะ "เด็กติดเกม" แต่เป็นเพราะทั้งเด็กและผู้ใหญ่ขาดวิจารณญาณในการเลือก และที่สำคัญผู้ผลิตขาดจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม เพราะเกมบางเกมที่ผู้ผลิตคิดและสร้างสรรค์มาอย่างดี มีเป้าหมายเพื่อสร้างการเรียนรู้ เสริมสร้างพัฒนาการทั้งทางจิตใจและสังคม เป็นเกมสีขาวที่น่าส่งเสริมให้เด็กๆ เล่น แต่เกมไม่สร้างสรรค์กลับมีปริมาณมากมายกว่าเกมสีขาวหลายเท่าตัว แถมยังหาเล่นง่าย ราคาไม่แพง ที่สำคัญไม่เพียงแต่เกมเท่านั้นที่ส่งผลกระทบกับเด็กและเยาวชน แต่เว็บไซต์ที่เด็กและเยาวชนสามารถท่องไปในโลกที่พวกเขาอยากรู้อยากเห็นได้อย่างง่ายดาย โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เป็นปัจจัยเสริมให้เด็กเลียนแบบพฤติกรรมผิดๆ ปัญหาคือ เราจะสร้างเกราะป้องกันทั้งเกมและเว็บไซต์ไม่สร้างสรรค์นี้อย่างไรเพื่อให้เด็กหันมาสนใจเกมสีขาวตระหนักในบทบาทหน้าที่ของเด็กและเยาวชนและมีวิจารณญาณในการเล่นมากขึ้น

ต่อปัญหาดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด จึงจัดทำ "โครงการอบรมเยาวชนในการสอดส่องและแจ้งเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์" หรือ " DSI CYBER FORCE" ขึ้นมา ตั้งแต่ปี 2547 โดยในปีนี้นับเป็นปีที่ 5 สำหรับโครงการนี้ มีเด็กและเยาวชนผ่านการอบรมในโครงการกว่า 2,000 คน จาก 20 โรงเรียนทั่วประเทศ

พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการ สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า โครงการ "DSI CYBER FORCE" เป็นโครงการที่เน้นให้ความรู้กับเยาวชนในเรื่องพิษภัยทางอินเตอร์เน็ต เพื่อไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้กระทำต่อเหยื่อเสียเอง โดยในการอบรมแต่ละครั้งจะมีทั้งนักเรียนและครูเข้าร่วมอบรม เพื่อเรียนรู้ถึงลักษณะของอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ และตระหนักถึงพิษภัยบนอินเตอร์เน็ต รวมทั้งรู้วิธีการแก้ไข การป้องกันภัยทางอินเตอร์เน็ต การรักษาสภาพสถานที่ที่เกิดเหตุ แจ้งเบาะแสเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม และอาชญากรรมอื่นๆ ที่ใกล้ตัว ภัยด้านความมั่นคง ทั้งในการข่าวปกติ หรือที่ได้รับภารกิจเป็นพิเศษ โดยมีการรายงานข่าวหน้าเว็บไซต์ เพื่อความปลอดภัยของผู้แจ้ง รวมทั้งมีการกระจายความรู้ให้บุคคลรอบข้าง

พ.ต.ท.พัฒนะ ศุกรสุต พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8 สำนักเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า โครงการมีเป้าหมายเพื่อดึงเยาวชนมาเป็นแนวร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษในการติดตามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เนื่องจากเยาวชนส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตมากกว่าผู้ใหญ่ มีโอกาสเข้าไปสู่การกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ได้ง่าย ดังนั้นการดึงเยาวชนมาร่วมโครงการนี้ นอกจากจะทำให้เด็กเรียนรู้เรื่องพิษภัยจากคอมพิวเตอร์แล้ว ยังสามารถดึงเข้ามาเป็นแนวร่วมแจ้งเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย ทั้งนี้การอบรมเยาวชนตามโครงการ "DSI CYBER FORCE" นั้นจะจัดขึ้นทุกๆ ปี โดยแต่ละปีมีเป้าหมายในการอบรมให้ความรู้และดึงเยาวชนระดับมัธยมต้นและปลายเข้ามาเป็นแนวร่วม 600 คน แบ่งการอบรมเป็น 4 รุ่น รุ่นละ 150 คน ซึ่งในปี 2551 นี้มีเป้าหมายเป็นนักเรียนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะเริ่มอบรมระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายนนี้

น.ส.รัตนาพร อิ่มอารมณ์ หรือ "น้องติ้ง" นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ หนึ่งในสมาชิกโครงการ "DSI CYBER FORCE" ที่ผ่านการอบรมจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อปี 2550 กล่าวว่า สนใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าวเพราะตนเองและเพื่อนส่วนใหญ่มีความชอบส่วนตัวในเรื่องคอมพิวเตอร์และตั้งใจว่าจะเรียนต่อทางด้านนี้ เมื่อเห็นโครงการดังกล่าวจึงตอบรับเข้าร่วมอบรมทันที

"การเข้าร่วมโครงการได้รับความรู้มากกว่าที่คิด เช่นเรื่องภัยใกล้ตัวบนโลกอินเตอร์เน็ต ทำให้เราตระหนักถึงปัญหามากขึ้น และมีเกร็ดความรู้เรื่องอื่นๆ อีกมาก เช่น Search Engine ในการหาข้อมูล และมีการขยายเครือข่ายการแจ้งเบาะแสอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ทำให้รู้ว่าอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร มีกี่ประเภท รู้จักและระวังตัวในการป้องกันมากขึ้น และการอบรมก็เป็นไปอย่างสนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ" รัตนาพร กล่าว

"น้องติ้ง" ยังบอกด้วยว่า ตนและเพื่อนๆ ส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่ต้องเข้าไปใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตทุกวันไม่ที่บ้านก็ที่โรงเรียน บางคนเข้าร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ หลังจากเข้าร่วมอบรมโครงการ "DSI CYBER FORCE" ทำให้มีมุมมองในการเข้าอินเตอร์เน็ตต่างไปจากเดิม มีความระมัดระวังมากขึ้น เมื่อก่อนเวลาเข้าไปใช้อินเตอร์เน็ต แล้วพบพวกเมลขยะเด้งขึ้นมาก็จะกดรับไปแบบมั่วๆ ไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่ปัจจุบันทำให้รู้ว่าเมลขยะเหล่านั้นบางอันเป็นไฟล์ต้องสงสัยอาจจะไม่ปลอดภัยกับคอมพิวเตอร์ของเรา มีความระมัดระวังมากขึ้น และตอบปฏิเสธเสียส่วนใหญ่

การเข้าร่วมโครงการ "DSI CYBER FORCE" กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่เพียงแต่จะทำให้ "น้องติ้ง" และเพื่อนเยาวชนอีกหลายโรงเรียนเรียนรู้พิษภัยจากอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่ยังทำให้ "น้องติ้ง" ตระหนักถึงความสำคัญของโครงการและบทบาทหน้าที่ของเยาวชนคนหนึ่ง เมื่อเธอขึ้นมาอยู่ชั้น ม.6 ในปีนี้ เธอจึงเลือกทำโครงงานเขียนเว็บไซต์ด้วยภาษา HTML โดยมีเนื้อหาในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการรู้เท่าทันพิษภัยจากอินเตอร์เน็ต การแจ้งเบาะแส การเก็บหลักฐานเบื้องต้น และความรู้อื่นๆ ตามที่ตนเคยได้รับ เพื่อเผยแพร่ให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้เรียนรู้ร่วมกัน และเพื่อร่วมขยายเครือข่ายแจ้งเบาะแสอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ตกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากโครงการ "DSI CYBER FORCE"

อ.พันทูร บุญยัง อาจารย์สอนวิชาคอมพิวเตอร์ โรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ กล่าวว่า โครงงานที่ "น้องติ้ง" นำเสนอเป็นโครงงานเดี่ยวภายใต้วิชาคอมพิวเตอร์ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนเขียนโปรแกรมด้วยตัวเองอย่างอิสระ โดยผลงานของนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกแล้วว่ามีประโยชน์ต่อส่วนรวมและสังคมก็จะลิงก์กับเว็บไซต์ของโรงเรียน ส่วนกรณีโครงงานของ "น้องติ้ง" หากผลงานออกมาเป็นที่พอใจ และกรมสอบสวนคดีพิเศษอนุญาตแล้วก็อาจจะลิงก์กับเว็บไซต์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษด้วย

อย่างไรก็ตาม อ.พันทูร กล่าวถึงปัญหาที่น่าเป็นห่วงของเด็กและเยาวชนเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ในขณะนี้ว่า สิ่งสำคัญคือ เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ใช้คอมพิวเตอร์อย่างไม่รู้จัก และรู้ไม่เท่าทัน คอมพิวเตอร์จึงเป็นเหมือนทางหลายๆ แพร่งบนโลกอินเตอร์เน็ต เพราะหากเด็กหรือเยาวชนเข้าไปโดยไม่มีเป้าประสงค์ที่แน่นอน หรือไม่มีคีย์เวิร์ดที่ชัดเจนว่าจะเข้าไปค้นคว้าเรื่องอะไร ก็มีโอกาสที่จะหลงไปเว็บไซต์อื่นๆ ได้ ประกอบกับเว็บไซต์บางอย่างสร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมากเกินไป โดยไม่คำนึงถึงส่วนร่วม ขาดความรับผิดชอบ ก็ทำให้เยาวชนหลงเชื่อและเลือกทางผิดบ่อยครั้ง นอกจากผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้วก็ต้องตั้งมั่นในเป้าหมายด้วย เพราะหากเอนเอียงเมื่อไร เขาก็อาจหลงเข้าไปในอินเตอร์เน็ตไม่พึงประสงค์ทันที สิ่งสำคัญคือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันให้ความรู้กับเยาวชนในการใช้คอมพิวเตอร์อย่างถูกต้องและรู้เท่าทัน โดยไม่ปิดกั้น เพราะการปิดกั้นจะทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้น ดังกรณีโครงการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ นับเป็นโครงการที่ดี ซึ่งเปิดกว้างให้เยาวชนเข้าไปใช้อินเตอร์เน็ตอย่างรู้เท่าทัน และสำหรับตนในฐานะอาจารย์สอนวิชาคอมพิวเตอร์และผู้ดูแลระบบอินเตอร์เน็ตแล้วโครงการนี้นับเป็นอีกโครงการที่ดีมากและอยากให้มีต่อไปเรื่อยๆ

พ.ต.อ.ญาณพล กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษหวังว่าโครงการ "DSI CYBER FORCE" จะทำให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยที่มาจากคอมพิวเตอร์ พร้อมให้คุณค่ากับเยาวชนว่าเขาเป็นผู้มีความสามารถทำความดีให้เพื่อนให้สังคมของเขาได้โดยการเป็นเครือข่ายยุติธรรมของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการสอดส่องดูแล แจ้งเบาะแสการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ ช่วยเหลือราชการ ประเทศชาติ โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หวังว่าจะขยายเครือข่ายเยาวชนออกไปให้กว้างขวางและครอบคลุมมากที่สุด

ขี้จุ๊ เบ่เบ๋…

พระบรมราโชวาทตอนหนึ่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีแก่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ในวันที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่คือ “…ขอให้มีความสำเร็จในการทำตามคำปฏิญาณ”
และหลังจากนี้ รัฐบาลก็จะมีกิจกรรม “จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน” เพื่อสร้างความสมานฉันท์ภายในประเทศ
เพราะรู้กันดีว่า เวลานี้คนไทยถูกแบ่งฝักแบ่งฝ่าย หลงทางหลงลมไปก็มาก รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารของประเทศจึงต้องหาทางให้บ้านเมืองกลับมาสงบ ยุติความขัดแย้งแบบไม่สร้างสรรค์ที่อาจนำไปสู่ความแตกร้าวของคนทั้งชาติ
จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน จึงมุ่งเตือนเพื่อให้สังคมตั้งตนอยู่ในสติ พึ่งพระบารมีของทั้งสองพระองค์ให้คนไทยหันหน้าเข้าหากัน
โดยเฉพาะฝ่ายที่ถนัดกับการดึงฟ้าต่ำ อ้างเบื้องสูงมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างผู้อื่นอย่างน่ารังเกียจและขลาดเขลาที่สุดนั้น…ขอให้เลิกคิดเลิกทำได้แล้ว
วิถีที่สร้างสรรค์ คือวิถีทางที่ตอบได้ อธิบายได้ว่าดีอย่างไร ไม่ดีอย่างไร สมควรอย่างไร ไม่สมควรอย่างไร ไม่ใช่การหาทางทำอย่างไรก็ได้เพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้าม
และยิ่งไม่ใช่วิถีทางของการปลุกเร้าระดมด้วยความเท็จ ความลวง อันมีแต่จะนำไปสู่ความเสื่อมอย่างยากจะแก้ไข
ความลวงความเท็จที่คนบางกลุ่มบางฝ่ายปั้นน้ำเป็นปราสาทขึ้นมาได้โดยอาศัยกระบวนการเชี่ยวชาญในการสร้างภาพต่างๆ นั้น แม้วันนี้ยังดูเป็นตัวเป็นตน แต่ความลวงก็คือความลวงวันยังค่ำ หากวันใดรากฐานที่ไม่ได้อ้างอิงอยู่กับความจริงพังทลายลง ก็อาจกลายเป็นกระแสน้ำพัดโถมกลบกลืนทั้งคนพูดเท็จ คนเชื่อคำพูดเท็จ และสังคมที่ปล่อยปละละเลยกับความเท็จให้จมหายไปพร้อมๆ กันหมดได้
ถึงตอนนี้ก็ยังมีหลายร้อยคดีที่แกนนำพันธมารบางคนถูกแจ้งความไว้ ฐานที่กล่าวปราศรัยแบบไม่มีมูลความจริง…
มากมายจนเจ้าหน้าที่ตำรวจสะสางไม่ทัน ก่ายกองจนเกินเชื่อว่าคนคนหนึ่งเหตุใดจึงสามารถโกหกพกลมต่อหน้าคนเรือนหมื่นได้หน้าด้านๆ ขนาดนั้น และคนหลายร้อยหลายพันที่ก็ดูมีการศึกษาดี ทำไมเชื่องมงายเหมือนกับไม่ได้กินข้าวเป็นอาหาร…
นอกจากพื้นที่ ณ มัฆวานฯ ร่ำๆ จะแปลงสภาพกลายเป็นประเทศย่อมๆ แล้ว ก็ทำท่าจะกลายเป็นลัทธิอะไรสักอย่างที่มวลชนเฮตามแกนนำอย่างไม่ไตร่ตรองอีกด้วย
คนที่ตาสว่างมาตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็มีมาก แต่อีกไม่น้อยเช่นกันที่ยังอยู่อย่างเหนียวแน่น
แง่ดีคือเปิดเปลือยหัวใจ และความคิดอันเละเทะของคนเหล่านี้ให้สังคมได้รับรู้ โดยเฉพาะ “ศิลปิน” “นักเขียน” ที่มีภาพลักษณ์เพื่อชีวิตเพื่อสังคมทั้งหลาย
ชื่อเสียงที่สั่งสมกันมาหลายสิบปี เป็นได้ย่อยยับกันก็คราวนี้ทั้งนั้น…
มองในแง่หนึ่ง ศิลปินผู้มีชื่อเสียงเหล่านั้น อาจไม่ได้ “โง่” ให้แกนนำกล่อมประสาทด้วยคำพูดหยาบๆ คายๆ บนเวทีปราศรัย
ไม่โง่ และไม่เชื่อตามใคร แต่เป็นเพราะทุกถ้อยคำของพันธมารก็ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขา คิดและเชื่อเช่นนั้นอยู่แล้ว…
เชื่อว่าประชาชนที่เลือกรัฐบาลเป็นคนโง่ เชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยมันใช้ไม่ได้กับประเทศนี้ เชื่อว่าการเมืองใหม่ 30-70 คือทางแก้ปัญหา และเชื่อว่าการยั่วยุให้ทหารเข้ามาทำรัฐประหาร คือทางออกที่ดีสุด
ศิลปินทั้งซีรอง (wrong) ซีไรต์ ใครต่อใครเหล่านั้น จึงถือว่าฉลาดมาก ฉลาดกว่าแกนนำพันธมิตรฯ ที่เป็นภาคประชาชนบางคนเสียอีก
เพราะเขาสามารถยืมปากคนอื่นให้แสดงความคิดเห็นแบบที่ตัวเองก็คิดแต่ไม่กล้าพูดออกมาจนได้ เมื่อไม่ได้พูดตรงๆ ก็ยังดูเป็นคนสะอาดผุดผ่องต่อไป ปล่อยให้แกนนำที่ชอบพูดจาหยาบคายเป็นสุนัขไปฝ่ายเดียว
ประโยชน์ตัวเองก็ได้ แถมไม่ต้องเปลืองตัวอีกต่างหาก…
ฉลาดหน้าด้านๆ เสียจริง

โกหกไม่เนียน

มีข้อสรุปบางประการของนักจิตวิทยา ระบุว่า คนที่มีจิตใจดีเป็นพื้นฐาน มักจะไม่กล้าทำผิด หรือถ้าโกหกก็จะทำได้ไม่แนบเนียน เพราะสำนึกในส่วนดีมันคอยขัดแย้งกันอยู่
ก็ไม่รู้ว่าพฤติกรรมของ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน จะอยู่ในข่ายดังว่าหรือเปล่า
เพราะในการออกมาพูดจากหาเหตุผลสนับสนุน ให้ตัวเองและพวกพ้องยังคงยืดหน้า ชูคอ ทำหน้าที่ ป.ป.ช.ต่อไปได้นั้น เป็นคำให้การที่วกวน สับสน ชนิดที่เรียกว่าถ้าเป็นการให้ปากคำของนักโทษก็คงติดคุกหัวโตไปแล้ว เพราะสิ่งที่พูดออกมาใช้พิสูจน์ความจริงอะไรไม่ได้เลย
หลักฐานก็ไม่มี...แถมยังพูดจาขัดแย้งกันเอง
อย่างกรณีคุณสมบัติที่นักกฎหมายและผู้รู้ กางรัฐธรรมนูญ 2550 ดู ยังไงก็เห็นชัดๆ ว่าขัดกฎหมาย และไม่มีสถานภาพเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ตั้งแต่ต้น เหมือนเอาคนนอกกฎหมายมาตั้งให้มีตำแหน่งหน้าที่ แล้วจะอ้างว่ามีอำนาจย่อมไม่ใช่เรื่องถูกต้อง
ที่สำคัญการแต่งตั้งที่มีการกล่าวอ้างนั้น น่าเป็นห่วงมากถึงความหมิ่นเหม่ที่ส่อว่าจะละเมิดพระราชอำนาจ
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสำหรับคนดีที่มีจิตสำนึก เพียงแค่มีเหตุให้ชวนสงสัยว่าจะเข้าข่ายมิบังควร ก็ไม่เหมาะที่จะดึงดันอีกต่อไป เพราะอย่างไรเสียความสง่างามก็ได้ห่ายไปหมดแล้ว
ที่สำคัญยังสุ่มเสี่ยงต่อการถูกมองได้ว่าไม่จงรักถักดี ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ทำชื่อเสียง เกียรติยศศักดิ์ศรีวงศ์ตระกูลเสียหายไปเสียเปล่าๆ
เพราะอย่างน้อยกรรมการ ป.ป.ช. แต่ละคนก็มีประวัติการทำงานที่น่าสนใจ มีพื้นฐานการยอมรับของสังคมในระดับหนึ่ง จึงยิ่งไม่คุ้มค่าเลยที่จะมามัวหมองในช่วงสุดท้ายของการทำงาน และในช่วงบั้นปลายของชีวิต
ลำพังแค่ให้ชาวบ้านกระทบกระเทียบ ก่นด่าอยู่ทุกวี่ทุกวันก็แย่เต็มที
แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีอะไรเหนี่ยวรั้งให้ทั้ง 9 ท่านนี้ ยังเกาะเก้าอี้ไว้แน่น
ผมไม่กล้าคิดว่างินเดือนพร้อมเงินประจำตำแหน่งคนละแสนกว่าบาทต่อเดือน จะมากพอที่จะทำให้ทุกท่านละทิ้งศักดิ์ศรี ละทิ้งความถูกต้อง
และไม่กล้ามองเหมือนอย่างที่มีบางคนมองว่าคนเหล่านี้เป็นคนไม่จงรักภักดี ที่กล้าละเลยพระราชอำนาจ พียงเพื่อให้ตัวเองได้มีลาภ ยศ วรรเสริญ
ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนได้รับ กับสิ่งที่ถูกสะท้อนกลับไปในทางลบมันคุ้มค่ากันมากน้อยแค่ไหน
เพียงแต่ผมเสียดายแทนที่ท่านเลือกจะเอาคุณงามความดีที่พอมี มาละทิ้งเอาเมื่อตอนแก่
และขณะเดียวกันก็เกิดเป็นคำถาม
โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนไปตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
มาจนถึงการตั้งองค์กรอิสระทั้งหลายขึ้นมา โดยมีเจตนาชัดในการเล่นงานอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรับมนตรีร่วมรัฐบาลในขณะนั้น
จนมาถึงวันนี้เมือวันนี้ คตส. หมดอายุลงตามเงื่อนไข แล้วส่งลูกต่อให้ ป.ป.ช. จึงเป็นความจำเป็นที่ กรรมการทั้ง 9 คนจะต้องปัหลักทำหน้าที่สานงานที่ยังทำไม่เสร็จ
เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมย์การยึดอำนาจ สานต่อเจตนาเผด็จการอย่างนั้นหรือเปล่า
แบบเดียวกับที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังไม่ยอมถอยไปไหน ทั้งที่ที่มาก็เถื่อนแบบเดียวกัน จะเป็นเพราะยังไม่สามารถยุบพรรคพลังประชาชนได้หรือไม่
เมื่อได้พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวอย่างง่ายๆ มองไปถึง สว.ลากตั้ง โยงไปถึงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรืออาจจมองไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึงผู้ใหญ่บางคนที่เป็นไม้หลักฯ จึงอดเป็นห่วงไม่ได้
เพราะวันนี้กระบวนการที่มีการผสานมือกันล้มล้างรัฐบาล ที่ผมมองว่าเป็นอำนาจที่ขาดความชอบธรรม มองว่าเป็นเรื่องนอกรัฐธรรมนูญ เหนือกฎหมาย หรือเป็นอำนาจเถือ่น ยังคงสอดแทรกอยู่ทั่วไปในสังคมไทย
และที่เลวร้ายคือคนเหล่านี้กำลังพยายามสื อสารบอกผู้คนว่ามันคือสิ่งที่ถูกต้อง
ในขณะที่รัฐบาลที่มารจากการเลือกตั้งจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนทั้งประเท ศต้อง”ออกไป” และเพียงแค่คิดจะทำงานให้บ้านให้เมืองเรื่องใด ก็ “ผิดหมด” ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปเสียทุกเรื่อง
เรียกได้ว้าเพียงแค่คิดก็ผิดแล้ว
ในขณะที่กลุ่มก้อนของตัวเองกลับทำตีวเป็นเทวดา อยู่เหนือกติกาบ้านเมืองขึ้นทุกวัน
มีคนตั้งคำถามว่าความวุ่นวายในบ้านเมืองขณะนี้จะจบลงอย่างไร
ผมอยากตอบแบบกำปั้นทุบดินว่าเมื่อใดคนที่ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง หยุดพฤติกรรมซ้ำเติมประเทศชาติ เมื่อนั้นบ้านเมืองก็สงบ
เมื่อใดก็ตามที่คนในสังคมเคารพกฎเกณฑ์ กติกา ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องมาช่วยกันขบคิดว่าจะต้องทำอย่างไรที่จะไม่ให้มีอย่าง “อบย่างนี้” อยู่บนผืนแผ่นดินไทย
จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนถึง “ตัวเหี้ย”
ไม่ต้องมาทำพิธี “ปล่อยเหี้ย” ให้เสียเวลา...!!

Thursday, August 7, 2008

สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน พบกันอีกครั้งเป็นฉบับที่ 212 วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม 2551 อยู่กับ แทง แทนไท อีกคำรบหนึ่ง มาเข้าฐานปฏิบัติการต่อต้านเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ให้สิ้นซากไปจากแผ่นดินไทย เดินเคียงข้างท่านผู้มีอุปการคุณไปจนกว่าจะได้ชัยชนะของประชาชนอย่างแท้จริง

** การแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 กำลังเดินหน้าไปไม่หยุดยั้ง ล่าสุดกรมการปกครองได้ตรวจสอบรายชื่อ 2.1 แสนรายชื่อเรียบร้อยแล้ว มีชื่อที่คาดว่าจะใช้ได้อยู่กว่า 7.6 หมื่นรายชื่อ ถือว่าเกินกว่ากำหนด 5 หมื่นรายชื่อ ขั้นตอนต่อไปคือ การนำไปติดประกาศตามสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการ ครบเวลาจะได้ นำเสนอเข้าบรรจุในญัตติของรัฐสภา วันที่ 27 สิงหาคม 2551 นี้แหละ!!! รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกและฉบับเดียวที่มาจากเผด็จการ และจะถูกแก้ไขโดยพี่น้องประชาชนฝั่งฝาประชาธิปไตย ใครหน้าไหนออกมาคัดค้าน ไม่มีปัญหา แต่ทำให้ถูกต้องตามระบบ ตามวิถีทางประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองไทยจะไร้ขื่อแป รัฐบาลจะต้องจัดการอย่างจริงจังเสียที!!!

** อดีตนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ออกมา ทิ้งบอมบ์ลูกเบ้อเริ่ม ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ จะกี่มาตราเห็นด้วยทั้งหมด ไม่ว่าจะแก้ไข 1-2 มาตราก็โดนด่าอยู่ดี โดยเฉพาะพวก พันธมารธิปไตย ฯพณฯ หูตาสว่างแล้วว่า มีความประพฤติ ปฏิบัติไม่เหมาะสมอย่างไร จำคำของคนคนนี้ให้ดี มีแค่หลักหมื่น แต่ของท่านมีเป็นแสนๆ จะว่าไป แทง แทนไท สุดจะดีใจจริงๆ ที่ท่านเข้าใจสถานการณ์บ้านเมือง เพราะอย่าลืมว่า รัฐธรรมนูญ 2540 ฯพณฯ บรรหาร นี่แหละคือคน ที่ทำคลอด ตั้งคณะกรรมการศึกษาชุด อ.ชุมพล ศิลปอาชา เป็น รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในโลก ในขณะนั้นเลยก็ว่าได้ ท่านเข็นออกมาจนสำเร็จ กระแสธงเขียวกระหึ่มเมือง ตบหน้า!!! พรรคประชาธิปัตย์ ฉาดใหญ่ๆ ที่อยู่เป็นรัฐบาลมา 3 ปี ไม่ยอมแก้ไขหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ!!! ต้องยอมรับว่า นาทีนี้ ท่านบรรหาร มีจิตใจประชาธิปไตย ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน

** สิ่งที่ ฯพณฯ อดีตนายกรัฐมนตรี บรรหาร ศิลปอาชา ไปพูดที่ จ.สุพรรณบุรี เนื่องในงานวันเกิด ท่านประภัตร โพธสุธน ที่ จ.สุพรรณบุรี เป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า มีการใช้อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งจริง ตามเอกสารลับ คมช. ที่ กกต. รู้อยู่แก่ใจว่ากระทำผิด แต่ไม่ยอมลงโทษคนที่เกี่ยวข้อง ใช้ช่องลอดเล็กๆ ไปว่า ยังไม่มีการอนุมัติงบประมาณ ซึ่งคราวนั้นมีพยานเอกสารที่ชัดเจน แต่คราวนี้มีพยานบุคคลออกมาพูดจาตอกย้ำ เห็นที กกต. อาการโคม่า ดีไม่ดีอาจจะต้องไปติดคุกติดตะรางกันยกก๊วนแบบอดีต 3 กกต. หรือไม่? รวมถึงอดีตบิ๊ก คมช. หน้าไหนคนใดที่วางแผนการสุดระยำ! ชั่วช้า! เลวทราม! กับแผ่นดินไทยเอาไว้

** เฝ้ามอง “มาร์ค ม.7” ออกมาชี้แจงกรณีการลงนามในเอกสาร “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก” ที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร อดีต รมช.ต่างประเทศ ในยุครัฐบาล นายชวน หลีกภัย ซึ่งในข้อความของเอกสารในข้อ 1 ระบุชัดเจนว่า “จะร่วมกันดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชา ให้เป็นไปตามเอกสารต่อไปนี้ (ก) อนุสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส แก้ไขเพิ่มเติมข้อบทแห่งสนธิสัญญาฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม รัตนโกสินทร์ศก 112 (ปี ค.ศ.1893) ว่าด้วยดินแดนกับข้อตกลงอื่นฉบับลงนาม ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทร์ศก 112 (ปี ค.ศ.1904)” งานนี้อ่านอย่างไรก็ยิ่งตอกย้ำว่า ประเทศไทยยอมรับ แผนที่ฝรั่งเศส!!! ทั้งที่ฝ่ายต่างๆ ไม่ยอมรับ และยืนยันใช้แผนที่สหรัฐอเมริกา แอล 1710

** ขณะที่เวลาอภิปรายกรณี “ปราสาทเขาพระวิหาร” ต้องการโค่นล้ม นพดล ปัทมะ กลับพูดจาคนละภาษา และไม่มีการเอ่ยเอื้อนเรื่องเหล่านี้ ให้ผู้คนในสังคมไทยได้เข้าใจข้อเท็จจริงว่า พวกข้านี่แหละไปยอมรับแผนที่ฝรั่งเศส แบบนี้ไม่เรียกว่า “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้เพื่อน” แล้วจะให้เรียกว่าอะไร ปลุกกระแสคลั่งชาติ ถ่ายทอดสดออกไปทั่วประเทศ น่าแปลกเสียจริงๆ แต่ที่น่าสมเพชกว่าคือ สื่อสารมวลชน ที่อ้างตัวว่าเป็นสื่อกระแสหลัก เป็น “สื่อแท้” กลับช่วยกันปกปิดข้อเท็จจริงนี้อย่างหน้าตาเฉย ไม่ยอมนำเรื่องนี้มาประโคมโหมข่าวแต่อย่างใด น่าแปลกใจไหม ใคร...? พรรคไหน...? ทำแผ่นดินไทยต้องสูญเสียพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร

** กรณีเอกสารของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ไม่ต่างอะไรกับการออกมาตรการปริวรรตเงินตรา บีไอบีเอฟ ของ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีพอ ทำให้เงินไหลซู่ๆ เข้าประเทศ จนกระทั่งสำลักเงินตาย ยิ่งกว่าน้ำป่าไหลหลาก เป็นชนวนวิกฤติทำชาติหายนะมาครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งขณะนั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็ใส่ไคล้พรรคอื่นๆ รู้ไม่ทันบ้าง ขับรถบนถนนไม่เป็นบ้าง เอารถไปขับในถนนขรุขระเอง ทั้งที่ประเทศไทยไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ มาก็ต้องรับผลผูกพันก่อนหน้า ซึ่งพรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์ ได้ทำเอาไว้เพราะเป็นพันธะสัญญา ไม่ว่า มาร์ค ม.7 จะแก้ตัวอย่างไร หรือเงียบๆ ไป เอกสารเหล่านี้ถูกนำออกมาตีแผ่แล้ว เป็นเอกสารของแผ่นดินที่บันทึกเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ลางเลือนไปไหน ความจริงต้องเป็นความจริงวันยังค่ำ

** นี่! อีกเหมือนกัน กรณี คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ยังไม่ออกมาบอกกล่าวให้ชัดเจนสักเรื่องเดียว ที่ถูกกล่าวหาไป 2 เรื่องคือ บริษัท ออดิต แมเนจเม้นท์ฯ มารับงานฝึกอบรม ทั้งที่เป็นบริษัทเช่าอาคารสำนักงานของสามีตัวเอง และ คฤหาสน์หลังงาม ราคากว่า 50 ล้านบาท ที่คุณหญิงพยายามอธิบายเพียงว่า 4.4 ล้านบาทเท่านั้นเอง สังคมสุดคาใจ ยังไม่เห็น คุณธรรม จริยธรรม ที่เธออวดอ้างแม้แต่น้อย ในการจะส่งมอบเอกสารให้ประชาชนคนไทยได้มีโอกาสร่วมกันตรวจสอบ

** ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก สำหรับกรณีคฤหาสน์ “เลดี้ดั๊ก” ปรากฏว่า ข้าราชการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ส่งเอกสารชุดใหม่มาให้อีกแล้ว คราวนี้เขาพรรณนามาว่า สุดอึดอัด จึงส่งของเด็ดมาให้คนฝั่งฝาประชาธิปไตยอีก 7-8 เรื่อง บอกได้ว่า เอกสารที่ถึงมือ กอง บ.ก.ประชาทรรศน์ งานนี้ “เปลือยกายล่อนจ้อน” ให้เห็นธาตุแท้ของบุคคลที่ใส่หน้ากากคุณธรรมบังหน้า!!! หนักกว่าเก่า ท่านจะชี้แจงแถลงไขให้กระจ่างได้หรือยังว่า ที่เขากล่าวหากันนี้ เป็นความจริงหรือไม่? หรือเงียบๆ ไปอีกตามเคย และเหมือนเดิมคือ บริษัทสื่อสารมวลชน ที่อ้างตนเป็น “สื่อแท้” ทั้งหลาย ยังไม่เห็นข้อมูลข้อเท็จจริงอีกตามเคย