WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 9, 2008

เขมรได้ใจ เพราะคนไทยขายชาติ

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

กรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา จากการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารนั้น ทางฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่ผู้นำประเทศมาจากถึงประชาชนทั่วไป แสดงความดีอกดีใจเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ เพราะเขาถือว่า...นี่เป็นชัยชนะของพวกเขา

ในบรรยากาศแห่งความชื่นมื่นในกัมพูชา แต่ประเทศไทยกลับมีการแตกแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่ายเพิ่มมากขึ้นเพราะ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยกเอามาเป็นข้ออ้างเพื่อ

“จัดการ”กับรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้ง โดยระบุว่าเป็นการผิดพลาดของรัฐบาล

มีการปลุกระดมโหมการเสนอข่าวให้เกิดความสับสนแตกแยกมากขึ้นจนลุกลามไปทั่วประเทศ โดยมีนักวิชาการที่อยู่ในเครือข่ายพยายามเอาหลักฐานตอกย้ำ ว่าเป็นความผิดพลาดของรัฐบาล

จนมีการฟ้องร้องไปยังสหประชาชาติ ต้องการให้เป็นเรื่องใหญ่โตให้ได้

คงจำได้ว่า แกนนำพันธมิตรฯ มี ส.ส. ของ พรรคประชาธิปัตย์ คนสำคัญ คือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ได้ร่วมหัวจมท้าย มาตั้งแต่ตอนสุมหัวกัน เพื่อหาทางล้มล้างรัฐบาลนี้ให้ได้

รางวัลแห่งความอปยศที่ นายสมเกียรติได้รับ จากการเข้าไปร่วมในขบวนการล้มล้างรัฐบาลกับแก๊งข้างถนน ที่สังคมได้เห็นถึงความเถื่อน ถ่อย สถุล การลุแก่อำนาจของแกนนำ ที่คิดเอาเองว่า เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แม้จะที่ไปละเมิดสิทธิของคนอื่น ของคนส่วนใหญ่ก็ตาม จนมีคดีหมิ่นเบื้องสูง ตามแกนนำคนอื่น ที่เคยเจอมาแล้วเหมือนกัน

แทนที่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกมองว่าเป็น พรรคการเมืองอีแอบ ร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรฯในการปลุกระดมเพื่อล้มรัฐบาล จะเกิดความสำนึกสำเหนียกในการทำหน้าที่ของพรรคและ ส.ส. ในพรรค กลับเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ไปในทางเดียวกันกับกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างสนิทแนบแน่นยิ่งขึ้น

จะเห็นได้จากการเสนอความคิดเห็นต่างๆ และการโจมตีกล่าวหารัฐบาล ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับแก๊งข้างถนน

พรรคประชาธิปัตย์และบนเวทีพันธมิตรฯ ไม่พูดถึงเรื่องที่อดีตรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ไปทำเรื่องเอาไว้ และส่งผลเสียหายมาจนถึงวันนี้ ทั้งดินแดนและเกียรติภูมิของประเทศ

การที่พรรคประชาธิปัตย์ปิดปากเงียบ มองได้ว่า ไม่ต้องการต่อจะความยาวสาวความยืด ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปเอง เพราะบรรดา “สื่อ” ที่ร่วมขบวนการล้มล้างรัฐบาล ก็ไม่ได้นำเสนอเรื่องนี้มาให้ประชาชนได้รับรู้ “ความจริง”

ความจริงที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ปี 2543 ไปลงนามใน “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก”

โดยที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ได้ลงนามในฐานะตัวแทนฝ่ายไทย ฝ่ายกัมพูชา มี นายวาร์ คิม ฮง ที่ปรึกษารัฐบาลผู้รับผิดชอบกิจการชายแดนแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ในการปักปันเขตแดน โดยอ้างถึงแผนที่ฉบับลงนามที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904 ในการจัดทำเขตแดน

ซึ่งเคยเป็นฉบับที่ทำให้คนไทยต้องเสียน้ำตามาแล้ว เพราะต้องเสียปราสาทเขาพระวิหารให้กัมพูชา เมื่อปี พ.ศ.2505 แต่กลับไม่ได้ระบุถึงแผนที่ แอล 7017 ของอเมริกา ที่ประเทศไทยใช้อ้างอิงมาตลอด

เมื่อเทียบกับแถลงการณ์ที่ นายนพดล ปัมทะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้เจรจากรณีการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก และกัมพูชาก็ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวทั้งหมด คือการให้กัมพูชาตัดพื้นที่ที่ซ้ำซ้อนออกและขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท

จะเห็นว่า แถลงการณ์ที่นายนพดลไปทำ กลับมาทำให้ไทยได้เปรียบหลายเรื่อง กัมพูชายอมรับว่าพื้นที่ของเขาจริงๆ นั้น เป็นบริเวณที่ตั้งปราสาทเท่านั้น

เรื่องนี้มีการนำมาพูดจากกล่าวหาโจมตีกันทั้งในสภาและข้างถนน เพื่อหาเหตุมากล่าวหารัฐบาล

มาถึงตรงนี้ มีคำถามว่า ใครที่จะต้องออกมารับผิดชอบ ใครหรือพรรคการเมืองไหนที่ทำให้ไทยต้องสูญเสียเขาพระวิหาร

การที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาอ้อมแอ้มอย่างเสียไม่ได้ ยืนยันว่าเป็นความผิดของนายนพดล ปัทมะ แต่ไม่ยอมแจกแจงเหตุผลรายละเอียด ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

วันนี้ทางกัมพูชา “รุกคืบจะเอาศอก” จะเอาปราสาทตาเมือนธม ต.บ้านตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว คืนไป และหมายตาปราสาทสด๊กก๊อกธม ไว้จะต้องมีเรื่องจะตามมาอีก ยังไม่รู้ว่าจะลงอย่างไร

สิ่งเหล่านี้คงสมใจ “คนขายชาติ” ที่มองแค่ผลกระโยชน์ส่วนตัวเฉพาะกลุ่ม มากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติ ที่จะส่งผลทางจิตใจไปถึงคนไทยที่รักชาติ คนไทยที่หวงแหนแผ่นดินทุกคน

กรณีที่ประเทศกัมพูชาส่งทหารเข้าไปตรึงกำลังบริเวณปราสาทตาเมือนธม เป็นผลมาจากความเหิมเกริมจาการได้ปราสาทเขาพระวิหารไป พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกยืนยันว่า ปราสาทตาเมือนธมกองทัพบกได้ดูแลพื้นที่มานานแล้ว และแผนที่ของเราที่เรายึดถือ ก็อยู่ในเขตเรา ถ้ามีกรณีอย่างอื่น เช่น มีการอ้างว่าเป็นของกัมพูชาก็มีหนทางที่จะดำเนินการได้อยู่แล้ว ส่วนการปักปันเขตแดนก็มีคณะกรรมการปักปันเขตแดนดำเนินการอยู่

และยังบอกอีกว่า สิ่งที่พยายามพูดกับทหารกัมพูชาที่อยู่ในพื้นที่ ขออย่าได้นำกำลังมาเผชิญหน้ากัน เพื่อให้การปักปันเขตแดนดำเนินการต่อไป และสถานการณ์ในพื้นที่ก็อยู่ในความเรียบร้อยดี

เบื้องต้น ยังไม่ได้พูดคุยกับ ผบ.ทบ.กัมพูชา แต่เป็นการพูดคุยระหว่างผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่รู้จักกันอยู่แล้ว แต่ระดับผู้ใหญ่คงพูดยาก เพราะมีกรอบเป็นตัวบังคับ เช่น ตนก็จะต้องยึดแผนที่ตามประเทศไทย ทั้งนี้ ต้องให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลในพื้นที่ต้องดูแลไม่ให้เผชิญหน้ากัน และสั่งการไปครึ่งเดือนกว่าแล้วว่าให้รักษาสถานภาพตามแนวชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความสงสัย และล่อแหลม ทั้งนี้ จากการหารือกับกระทรวงต่างประเทศเกี่ยวกับข้อพิพาทบริเวณประสาทพระวิหาร โดยกระทรวงการต่างประเทศต้องการให้กองทัพปรับกำลังทหาร เพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากันของกำลังทหารทั้ง 2 ประเทศ

นี่เป็นภารกิจ เป็นบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของทหาร ที่เป็นรั้วของชาติ ที่พยามยามให้เรื่องคลี่คลาย โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะปกปักรักษาผืนแผ่นดินไทย

แกนนำของพันธมิตรฯและนักวิชาการที่ขึ้นเวที ทำการปลุกระดม ที่อวดอ้างหลักฐานว่าเป็นเอกสารลับ นำมาแสดงให้ผู้ร่วมชุมนุมประท้วงได้รับรู้ และแพร่ภาพและเสียงไปทั่วประเทศให้เครือข่ายได้รับทราบทางเอเอ็สทีวี จะต้องเอาเรื่องนี้ไปพูด เพราะนี่คือ...ความจริงในวันนี้

ไม่ต้องเสาะแสวงหาเอกสารลับอะไรที่ไหน เพราะสิ่งที่ รัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ได้ทำไว้นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องลับอะไรเลย

อย่างน้อยก็จะทำได้ทำให้ทางกัมพูชาตาสว่างขึ้นมาได้บ้างว่า ที่มีการเฉลิมฉลองในสิ่งที่คิดว่าเป็นความสำเร็จนั้น เป็นเพราะมีคนไทยที่ขายชาติกลุ่มหนึ่ง ปกปิดความจริง จนนำไปสู่ความเสียหายแก่ประเทศชาติ

เรื่องที่จะแกนนำพันธมิตรฯจะเป่านกหวีด เพื่อระดมคนมาร่วมชุมนุนประท้วงนั้น ผมสนับสนุนครับ ขอมากันให้มากๆ จะได้รู้ความจริงเสียทีว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนขายชาติ ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง จ้องประเคนดินแดนให้ต่างชาติ

อย่าเอาแต่หาเหตุหาเรื่อง ให้บ้านเมืองบอบช้ำและเสียหายไปกว่านี้เลย



“เหวง” จี้ กกต. ชี้แจงข้อเท็จจริง ฮั้วบัตรเลือกตั้ง

หมอเหวง ระบุ กกต.ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีฮั้วบัตรเลือกตั้งด่วน ไม่เช่นนั้นอาจมัวหมอง เผย เคยทวงถามกกต.นานกว่า 5 เดือน แต่เงี่ยบฉี่ ด้านการล็อค 2 โรงพิมพ์บัตรปะชามติอีกราย กกต.ต้องชี้แจง

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงกรณีการจัดพิพม์บัตรเลือกตั้งที่เกินจำนวน ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า เรื่องจำนวนการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งนั้น ตนและนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ได้เคยยื่นเรื่องให้ทางกกต. ทำการชี้แจงข้อเท็จจริงเมื่อ 5 เดือนที่ผ่านมา โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตอบรับอะไรจากกกต. ซึ่งหากยังคงนิ่งเฉยอย่างนี้จะทำให้เกิดความมัวหมอง และอาจจะทำให้ประชาชนที่สงสัยในกรณีดังกล่าวอาจคิดได้ว่าเป็นการนำไปช่วยเหลือพรรคการเมืองอื่นหรือไม่

“ในทางข้อเท้จริงตามหลักสากลโลก มาตรฐานในการอนุญาติให้พิมพ์เพิ่มบัตรเลือกตั้งนั้นหน่ะ ได้เพียง7% เท่านั้น ซึ่งจากการสำรวจตามสำนะโนประชากรพบว่ามีผู้สามารถใช้สิทธิ์ 45 ล้านคนเท่าน แต่นี้กกต.จัดให้พิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 55 ล้านใบ และบัตรแบบสัดส่วน 5.3 ล้านใบ รวม 108 ล้านใบ พอปิดหีบ มีผุ้มาเลือกตั้ง 32 ล้านคน เท่ากับใช้ไปแค่ 64 ล้านใบ แบะที่เหลืออย่างมหาศาลกว่า 44 ล้านใบไปอยู่ที่ไหน รวมทั้งการพิมพ์บัตรลงประชามติด้วยมีการพิมพ์ 49 ล้านใบ แต่คนมาใช้เพียง 25 ล้านคน ไม่ทราบว่ากกต.เข้าใจหลักการทำงานหรือไม่ ทำไมไม่ชี้แจง ว่าจำนวนที่เหลืออยู่ไหน หรือหากทำลายไปแล้วต้องมีหลักฐานมาแสดงแม้ความจริงต้องมีสักขีประจักษ์พยานต้องให้สื่อเห็น แต่นี่นิ่งเฉย” นพ.เหวงกล่าว

ทั้งนี้นพ.เหวงกล่าวเสริมถึงกรณีการประกาศประกวดราคาจ้างพิมพ์บัตรออกเสียงประชามติ โดยกล่าวว่า กกต.ต้องออกมาตอบคำถามว่าเพราะเหตุใดจึงมีแค่ 2 โรงพิมพ์ ที่ได้รับไป ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีเพียงแต่ 2 โรงงานที่มีคุณภาพผลิตบัตรเท่านั้น โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีความเกี่ยวพันอย่างไรกันหรือไม่ เนื่องจากตัวเลขของจำนวนเงินการประมูลไม่ต่างกัน รวมทั้งการเปิดประมูลที่กระชั้นชิดแบบนี้เป็นเพราะเหตุใด มีการล๊อคสเป็คกันหรือไม่ ซึ่งนี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหาแต่เป็นเรื่องที่ทางกกต.ต้องเร่งชี้แจงเพื่อให้ประชาชนคลายความสงสัย

นอกจากนี้การที่กกต.นิ่งแยไม่ทำการชี้แจงข้อเท็จจริงนั้น ในทางกฎหมายอาจมองได้ว่ากกต.ยอมรับข้อกล่าวหาเหล่านี้ ซึ่งโดยส่วนตัวไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น ฉะนั้นกกต.ต้องเร่งทำการชี้แจงด่วน

เร่งกกต.เอาผิด

ส.ส.พปช.จี้เอาผิด “วิฑูรย์ นามบุตร”ชี้หลักฐานชัดเจน เรื่องกลับยึดถึง 8 เดือน พร้อมซัดกกต.มาตราฐานต่างไม่มีความเป็นกลาง

จากกรณีที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณาตรวจสอบเรื่องการการทุจริตการเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปใดเลยในขณะนี้

นายสมบัติ รัตโน อดีตผู้สมัค ส.ส.อุบลราชธานี เขต 1 พรรคพลังประชาชน เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งดำเนินการเอาผิดกับนายวิทูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 4 และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการทุจริตเลือกตั้ง โดยการแจกคูปองชมภาพยนตร์ให้กับประชาชน สลับกับการปราศรัยหาเสียงในโรงภาพยนตร์ เนื่องจากมีหลักฐานการกระทำผิดชัดเจน พร้อมตั้งข้อสังเกต ว่า กกต.จงใจที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ เนื่องจากการพิจารณาเรื่องดังกล่าวล่าช้ามากว่า 8 เดือน แต่ยังไม่แล้วเสร็จเหมือนกับกรณีของพรรคพลังประชาชน กับมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย

ขณะที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การพิจารณาสำนวนของนายวิฑูรย์ ครั้งนี้มีหลักฐานการกระทำความผิดที่ชัดเจน ดังนั้น หาก กกต.ไม่สามารถดำเนินการเอาผิดได้ ก็จะถือเป็นบทพิสูจน์การทำงานของกกต.ว่า ไม่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง

“ทักษิณ- พจมาน” สยบข่าวลี้ภัย จองตั๋วกลับไทย 10 ส.ค.

อดีตนายกฯ ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร มีกำหนดเดินทางกลับจาก กรุงปักกิ่งประเทศจีน วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคมนี้ สยบข่าวลือลี้ภัยการเมือง

หลังจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา อาจมีการขอลี้ภัยทางการเมืองไปยังต่างประเทศนั้น ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้มีการตรวจสอบไปยัง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยเจ้าหน้าที่ บมจ.การบินไทย ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน มีรายชื่ออยู่ในผู้โดยสาร เที่ยวบิน TG 615 ซึ่งบินจาก กรุงปักกิ่งประเทศจีน วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม เวลาประมาณ 17.35 น. ถึง กรุงเทพฯ เวลาประมาณ 21.45 น.

พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน นั้นมีกำหนดการเดินทางรายงานตัวต่อศาล ในวันที่ 11 สิงหาคม ภายหลังเดินทางกลับจากจีนแล้ว โดยทีมทนายได้กำหนดให้บุคคลทั้งสองขึ้นให้การต่อศาลฯ วันที่ 22 สิงหาคมนี้ เพื่อต่อสู้ในคดีซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก



พปช.จี้ กกต.เอาผิดวิทูรย์ นามบุตร ทุจริตเลือกตั้ง โวยคดีล่าช้า

พลังประชาชนฉะ กกต. พิจราณาล่าช้า 8 เดือนแล้วยังไม่เสร็จ ตั้งข้อสังเกตุเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

นายสมบัติ รัตโน อดีตผู้สมัค ส.ส.อุบลราชธานี เขต 1 พรรคพลังประชาชน เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งดำเนินการเอาผิดกับนายวิทูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 4 และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการทุจริตเลือกตั้ง โดยการแจกคูปองชมภาพยนตร์ให้กับประชาชน สลับกับการปราศรัยหาเสียงในโรงภาพยนตร์ เนื่องจากมีหลักฐานการกระทำผิดชัดเจน พร้อมตั้งข้อสังเกต ว่า กกต.จงใจที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ เนื่องจากการพิจารณาเรื่องดังกล่าวล่าช้ามากว่า 8 เดือน แต่ยังไม่แล้วเสร็จเหมือนกับกรณีของพรรคพลังประชาชน กับมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย

ขณะที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การพิจารณาสำนวนของนายวิฑูรย์ ครั้งนี้มีหลักฐานการกระทำความผิดที่ชัดเจน ดังนั้น หาก กกต.ไม่สามารถดำเนินการเอาผิดได้ ก็จะถือเป็นบทพิสูจน์การทำงานของกกต.ว่า ไม่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง



จ่อเรียกสอบ “เสรีพิศุทธ์” คดีทุจริตเช่ารถเพิ่ม

คณะกรรมการ สอบสวนวินัย “เสรีพิสุทธิ์” เผยความคืบหน้า หลังสอบพยาน จ่อเตรียมแจ้งหมายเรียกรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว

จากกรณีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งตามหนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 34/2551 ลงวันที่ 5 มี.ค.51 ตั้งข้อกล่าวหา 3 กรณี 1.โครงการเช่ารถ 5 ประเภท ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) รวม 6,217 คัน มูลค่า 9,899,578,200 บาท มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตและฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 2.ใช้ถ้อยคำที่มิบังควรและไม่เหมาะสมในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของหน่วยงาน ในบันทึกของกองสวัสดิการที่เสนอขอให้พิจารณางดการแข่งกันกีฬาภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ 3.ออกคำสั่งแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ พ.ต.อ. ตำแหน่งผู้กำกับการฝ่ายปฏิบัติการที่ 1-10 ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ ทำให้ข้าราชการตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งไม่มีกฎหมายรองรับตำแหน่ง

ในความคืบหน้าเรื่องดังกล่าวนั้น หลังจากที่คณะสอบสวนวินัยร้ายแรง ที่มีนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด เป็นประธาน และ , นายนัทที เปรมรัศมี รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี , พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผช.ผบ.ตร , พล.ต.ท.ธีรเดช รอดโพธิ์ทอง จเรตำรวจเขตตรวจราชการที่ 8 ร่วมเป็นกรรมการและเลขานุการ ดำเนินการเรียกบุคคลกว่า 15 ปาก อาทิ พล.ต.ท.บรรจง ตันศยานนท์ ผบช.ก.ตร. , พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น. และพล.ต.ท. สุวัฒน์ จันทร์อิทธิกุล ผบช.สทส. มาให้ถ้อยคำและตรวจสอบเอกสารที่ได้รับมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วโดยใช้เวลา 5 เดือนนั้น ในการประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ มีคำสั่งแจ้งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เข้าพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาในวันที่ 11 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

ส่วนการสอบสวนกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไม่ได้เดินทางมาถวายอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ โรงพยาบาลศิริราช ที่นายสมัคร นายกรัฐมนตรี ตั้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 13 พ.ค.51 นั้นก็ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ชุดที่มีนายปรีชา วัชราภัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นประธาน ดำเนินการสอบสวนแล้ว ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเรียกบุคคลให้ถ้อยคำ

ขณะที่ นายสิทธิชัย หอมศิริวรรณ ทนายความ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการฯ เคยแจ้งให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เข้าพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากความไม่พร้อมเกี่ยวกับเอกสาร คณะกรรมการฯ จึงเลื่อนนัดเป็นวันที่ 11 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น. โดยหลังจากที่รับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งคณะกรรมการจะแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่เรียกสอบให้ทราบแล้ว ตามขั้นตอน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จะต้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวต่อไป



“มั่น” เข้าใจความรู้สึก “สุวิทย์” ปัดข่าวทิ้ง พผ.

“มั่น” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทำเนียบ อธิษฐานให้รัฐบาลอยู่ยาว ปัดข่าวกลุ่มงูเห่า 2 คิดตีจาก ยัน “เพื่อแผ่นดิน” ไม่มีวันแตก เผยเข้าใจความรู้สึก “สุวิทย์” ดีไม่มีสมาชิกขับไล่

วันนี้ (8 ส.ค.) นายมั่น พัธโนทัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้เดินทางมาสักการะท้าวพระมหาพรหมบนตึกไทยคู่ฟ้า และพระภูมิเจ้าที่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทำเนียบรัฐบาล ก่อนเข้ามาทำงานในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี จากนั้นนายมั่นได้เดินไปยังตึกบัญชาการเพื่อขึ้นไปยังห้องทำงานชั้น 3 ทันทีโดยเปิดเผยว่าได้อธิษฐานให้รัฐบาลอยู่นานๆ

นายมั่น กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ว่า ภายหลังจากรัฐบาลประกาศจัดงาน 116 วันจากวันแม่ถึงวันพ่อ ซึ่งเป็นงานมหามงคลก็ทำให้บรรยากาศทางการเมืองดีขึ้น สำหรับปัญหาในพรรคเพื่อแผ่นดินนั้นยอมรับว่าที่ผ่านมาก็มีปัญหาอยู่ แต่เมื่อมาประชุมกันแล้วทุกฝ่ายก็เข้าใจ และจะมีการประชุมกันในวันที่ 24 ส.ค.เหมือนเดิม

สำหรับข่าวการย้ายพรรค หรือตั้งพรรคการเมืองใหม่ในขณะนี้จะมีสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดินแยกตัวไปบ้างหรือไม่นั้น นายมั่น กล่าวว่า โดยรัฐธรรมนูญแล้วคงยังย้ายออกไปไม่ได้ แต่เรื่องนี้การจะย้ายออกไปหรือไม่ มันอยู่ที่ใจ “สำหรับผมเชื่อว่าทุกคนในพรรคเพื่อแผ่นดินก็ยังมีใจรักพรรคอยู่ เพราะร่วมทำงานร่วมกันมานานพอสมควร และผมขอพูดได้เลยว่าพรรคเพื่อแผ่นดินเราไม่มีวันแตก” นายมั่น กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหาในพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะจากพรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลจะกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ นายมั่น กล่าวว่า ตนเชื่อในความสามารถของนายกฯ ที่จะสะสางปัญหาในพรรคของท่านได้ เราคงไม่ยุ่งเรื่องของพรรคเขา สำหรับเราคงทำได้เพียงเฝ้าดูด้วยการให้กำลังใจ ให้ทุกอย่างเรียบร้อย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่มักมีปัญหาเกิดขึ้นภายหลังปรับ ครม. แต่เมื่อคลื่นลมหายไปแล้วทุกอย่างก็จะดี

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อหัวหน้าพรรคไม่ได้อยู่ในรัฐบาลแล้ว การหารือร่วมกันของรัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยทุกวันจันทร์ จะยังคงมีต่อไปหรือไม่ นายมั่น กล่าวว่า ก็คงต้องมีต่อไป โดยหัวหน้าพรรคคงจะมอบหมายให้ตนเข้าร่วมประชุมแทน หรืออาจจะเป็นรองหัวหน้าพรรคคนใดก็ได้ แต่ในส่วนของการประชุมพรรคเพื่อแผ่นดิน นายสุวิทย์ คุณกิตติ ยังเข้าร่วมประชุมพรรคเช่นเดิม ในฐานะหัวหน้าพรรค ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนใดๆ

“ในพรรคไม่มีสมาชิกคนไหนมาพูดว่าอยากให้ท่านลาออกจากหัวหน้าพรรค เพราะเราก็เข้าใจความรู้สึกของท่านที่ไม่สบายใจที่เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น และถ้าเรายิ่งไปซ้ำเติม ไม่ได้เลย คนไทยเราถือเรื่องอย่างนี้ ไปทำอย่างนั้นไม่ได้ ส่วนการดูแลสมาชิกในพรรคนั้นก็มาช่วยๆ กันดูแลกันไป” นายมั่น กล่าว



ป.ป.ช.มั่วนิ่มหนังสือราชเลขา

*กลับลำอ้างความลับราชการเปิดเผยไม่ได้
จับโกหก “ป.ป.ช.” มั่วนิ่มอ้างมีหนังสือราชเลขาธิการยืนยันสถานภาพ “ศราวุธ เมนะเศวต” เลขาธิการป.ป.ช. กลับลำระบุเป็นความลับของทางราชการไม่สามารถนำออกมาเปิดเผยได้ ต้องทำหนังสือขออนุญาตก่อน แถมพูดจาชวนสับสน ไม่มีเอกสารที่ว่าอยู่ที่ ป.ป.ช. ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเรียงหน้ากันออกมาท้าให้ตรวจสอบได้เลย ล่าสุดเพียงข้ามวัน “วิชา มหาคุณ” ยังย้ำหนักแน่นว่ามีเอกสารอยู่ในมือ บรรดา ส.ส. ตั้งข้อกังขามีเอกสารอยู่จริงหรือไม่ แถมอ้างเป็นความลับยังฟังไม่ขึ้น เพราะออกมาพูดสาระสำคัญจนหมดแล้ว พร้อมขีดเส้นแจงให้เคลียร์ภายในสมัยประชุมนี้

ปัญหาที่มาและคุณสมบัติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ถูกตั้งขึ้นด้วยคำสั่งคณะปฏิวัติ โดยไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ และไม่ได้เข้าถวายสัตย์ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 จนส่อว่าจะเป็นกรรมการเถื่อนและเข้าข่ายละเมิดพระราชอำนาจ ทำท่าจะบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โตยิ่งขึ้น หลังจากที่ นายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการป.ป.ช. ได้ออกมากล่าวอ้างว่าได้ทำหนังสือหารือถึงราชเลขาธิการ และมีหนังสือยืนยันกลับมาแล้วว่าไม่จำเป็นต้องมีการถวายสัตย์ และเป็นประเด็นที่ถูกเรียกร้องจากฝ่ายต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องว่าให้นำหนังสือดังกล่าวออกมาแสดง เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย

ซึ่งที่ผ่านมานายศราวุธ เองก็ท้าทายว่าสามารถดูเอกสารดังกล่าวได้ที่สำนักงาน ป.ป.ช. เช่นเดียวกับกรรมการอีกหลายคนที่ออกมาขานรับเรื่องดังกล่าว

*ป.ป.ช.พูดจากลับไปกลับมา
ขณะที่ นายวิชา มหาคุณ หนึ่งในกรรมการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมายืนยันอีกครั้งว่า ป.ป.ช.มีหนังสือตอบรับการแต่งตั้งกรรมการโดยผ่านคุณสมบัติทุกประการจากสำนักราชเลขาฯ อย่างแท้จริง ไม่มีการกล่าวอ้างอย่างลอยๆ ตามที่สังคมคิดกัน

แต่ก็อ้างว่าการนำหนังสือดังกล่าวออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชนนั้น ต้องมีการทำหนังสือขออนุญาตจากสำนักราชเลขาฯ เสียก่อน และขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการขออนุญาตอยู่ เพื่อให้ประชาชนรับทราบและหายจากข้อกังขา

เหมือนกับที่นายศราวุธ ชี้แจงต่อสภาฯ ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นความลับของทางราชการ และไม่ได้มีเก็บไว้ที่ ป.ป.ช. ซึ่งผิดไปจากที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้

จากการให้สัมภาษณ์กลับไปกลับมาชวนให้เกิดความกังขาและสับสนดังกล่าว ได้ถูกหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่เอกสารดังกล่าวไม่มีอยู่จริง หรืออาจจะเป็นความพยายามในการดิ้นรนเอาตัวรอดของ ป.ป.ช.หรือไม่

*อ้างเป็นความลับฟังไม่ขึ้น
นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และรัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชนและกองทุน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า หนังสือจากสำนักราชเลขาธิการไม่น่าจะเป็นเรื่องลับ เพราะการที่ครม.แจ้งว่ามีหนังสือพระราชวังและบอกเนื้อหาก็คือการเปิดเผยความลับออกมาแล้ว ฉะนั้นเมื่อในหนังสือเลขาครม. บอกว่า ราชสำนักมีความเห็นแบบนี้ แต่สาระก็คือความลับ ไม่ใช่อยู่ที่ตัวหนังสือ นั่นก็หมายความว่าสาระได้เปิดเผยออกมาแล้ว ส่วนตัวหนังสือไม่น่าจะเป็นเหตุที่ต้องไม่เปิดเผย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าสามารถตั้งประเด็นได้หรือไม่ว่าหนังสือจากสำนักราชเลขาธิการที่เลขาป.ป.ช.กล่าวอ้างนั้นไม่มีจริงนายสุทินกล่าวว่า ก็สามารถตั้งสมมติฐานเช่นนั้นได้ เนื่องจากมีการพูดที่กลับไปกลับมา เมื่อถามถึงความชอบธรรมในการทำหน้าที่นั้น เป็นเรื่องที่สังคมต้องพิจารณาและป.ป.ช.ต้องมีความระมัดระวังในการแสดงท่าที อย่าให้สังคมคิดว่าป.ป.ช.ไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะแม้ในวันนี้ป.ป.ช.เองออกมายืนยันว่าองค์กรของตนมีที่มาอย่างถูกกฎหมาย แต่ก็ยังไม่มีองค์กรใดออกมายืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าว มีเพียงแต่ป.ป.ช.ที่ออกมารับรองสถานะของตนเอง

*เชื่อเลขาป.ป.ช.รู้ว่าต้องทำอย่างไร
ต่อข้อถามว่าจะต้องมีการเร่งให้เลขาธิการป.ป.ช.ออกมาชี้แจงในข้อเท็จจริงอีกหรือไม่ ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ไม่จำเป็นจะต้องจี้เร่งให้เลขาป.ป.ช.ออกมาชี้แจง แต่ท่านคงรู้ดีว่าควรต้องทำอะไร คิดว่าท่านคงทราบดี เมื่อสังคมตั้งข้อสงสัยวิธีการที่จะให้สังคมคลายความสงสัย ท่านก็ต้องย่อมรู้ดี เมื่อถามว่าในฐานะประธานกรรมาธิการฯ จะดำเนินการอย่างไรต่อไป นั้นในข้อเท็จจริงแล้ว สามารถทำได้ 2 แนวทางถ้ามีคนร้องเรียนมาก็ต้องทำการตรวจสอบ แต่หากไม่มีผู้ร้องเรียนเราก็มีกระบวนการตรวจสอบในตามประเด็นที่คณะกรรมาธิการสนใจ ก็ต้องดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป
ส่วนกรณีที่ล่าสุดคณะกรรมาธิการฯ มีมติว่าที่มาของ ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมายและจารีตประเพณี ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นั้นจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไปนายสุทินกล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปก็ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมสภา และผลสรุปการศึกษาก็ต้องนำรายงานเข้าต่อที่ประชุมสภา ซึ่งต้องให้เป็นดุลพินิจของประธานสภาฯในการบรรจุเข้าเป็นระเบียบวาระการประชุม แต่เชื่อว่าน่าจะมีอยู่ในกรอบของการประชุมสภาสามัญนิติบัญญัติอย่างแน่นอน ส่วนการชี้ผลการหมดสภาพการเป็น ป.ป.ชหรือไม่นั้น หากสภาเห็นว่าไม่มีผลให้ป.ป.ช.หมดสภาพเมื่อได้รับรองผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการฯแล้ว ใครจะนำรายงานการศึกษาดังกล่าวไปทำการถอดถอนก็ได้ เมื่อสภาเห็นชอบหลังการประชุมเสร็จสิ้น เราก็ต้องแจงมติสภาเป็นหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

*ต้องแจงให้เคลียร์สมัยประชุมนี้
นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส ลพบุรี พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะกรรมการวิปรัฐบาล กล่าวถึงถ้อยคำที่นายนายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวว่าหนังสือของราชเลขาธิการเป็นเอกสารลับทางราชการ ไม่สามารถเปิดเผยได้ตามที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ โดยระบุว่า เลขาธิการป.ป.ช. กระทำการให้เกิดความสับสนต่อผู้อื่นอย่างมากทั้งที่ก่อนหน้านี้บอกว่าสามารถดูได้ที่สำนักงานป.ป.ช.ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยกัน กรณีดังกล่าวเลขาธิการป.ป.ช.ต้องเร่งชี้แจงต่อสาธารณชน รวมทั้งเตรียมความพร้อมในการชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้เสร็จสิ้นในสมัยวาระการประชุมนี้

เมื่อถามว่าภาพลักษณ์ขององค์กรอิสระในฐานะผู้ผดุงความยุติธรรมแต่ขณะนี้กลับมีการชี้แจงถึงที่มาไม่ชัดเจนนั้น นายสุชาติกล่าวว่า อย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่มีใครกล้าที่จะตำหนิ เพราะแตะปุ๊ปมีปัญหาทันที ต้องให้กลุ่มคนในองค์กรอิสระพิจารณาในความเหมาะสม อย่างเช่นป.ป.ชมีการส่งลูกให้คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) โดยองค์กรนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อฆ่าทักษิณทั้งนั้น คิดกันเท่านี้แล้วประเทศจะเดินหน้าไปได้อย่างไร ทั้งๆที่มีคดีความทุจริตก่อนหน้านี้ตั้งมากมายแต่ทำไมคตส.ถึงไม่ยอมไปล้วงลูกเสียที ส่วนความชอบธรรมในการทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่นั้น คงเป็นเรื่องที่คณะกรรมการในองค์อิสระต้องใช้วิจารณญาณ

*ป.ป.ช.ต้องชี้แจงโดยเร็วที่สุด
นายสุขุมพงษ์โง่นคำ เลขาธิการพรรคพลังประชาชน และรองประธานผู้ประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ในคำสั่งการแต่งตั้งของคณะกรรมการป.ป.ช. ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 19 ในคำสั่งได้กำหนดให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ให้ใช้บังคับต่อไป พร้อมกับยกเว้นเ รื่องในการสรรหา เพราะเป็นการแต่งตั้งโดยรัฐาธิปัตย์ แต่ไม่ได้ยกเว้นเรื่องที่ต้องได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็หมายความว่าไม่ได้มีการยกเว้นให้ไม่ต้องรับการโปรดเกล้าฯ นี่ยังทรงเป็นพระราชอำนาจอยู่ จึงชี้ได้ว่าคณะกรรมการป.ป.ช.ยังมีที่มาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่มาโดยชอบด้วยประเพณี

ดังนั้นการที่เลขาธิการป.ป.ช.กล่าวต่อที่ประชุมสภาว่า หนังสือของสำนักราชเลขาธิการเป็นความลับของทางราชการไม่สามารถเปิดเผยได้ รวมทั้งไม่มีสำเนาหนังสือดังกล่าวที่สำนักงานป.ป.ช. ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้มีการท้าทายให้ผู้ที่สนใจสามารถขอดูได้ที่สำนักงานนั้น เป็นการกล่าวที่กลับไปกลับมาไม่ตรงกันเช่นนี้ ท่านต้องรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารระดับสูงของประเทศ พร้อมทั้งเร่งชี้แจงในข้อเท็จจริง โดยเร็วที่สุด

*จ่อร้องศาล รธน.พิจารณา
แต่จะชี้แจงหรือรับผิดชอบอย่างไร ก็ต้องพิจารณาเองในฐานะที่เป็นข้าราชการประจำ แต่ทั้งนี้ในด้านความลับของเอกสารทางราชการหรือไม่นั้นแล้วแต่บางกรณี หรือแล้วแต่ดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาในสำนักราชเลขาธิการ และ ระเบียบปฏิบัติในส่วนราชการนั้นๆ

อย่างไรก็ตามต้องเป็นหน้าที่ของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส. สัดส่วนพรรคพลังประชาชน ผู้ซึ่งทำการกล่าวในที่ประชุมสภา จะต้องติดตาม ในฐานะที่เป็นผู้เสียหายจากการที่เลขาธิการ ป.ป.ช.ชี้แจงกลับไปกลับมาเป็นเพราะเหตุใด หากเห็นว่าเป็นเรื่องทางวินัยข้าราชการก็ต้องดำเนินการทางวินัย หากเป็นความผิดทางอาญาก็ต้องดำเนินคดีความตามนั้น หรืออาจจะใช้สิทธิ์ในทางพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ตามรัฐธรรมนูญก็ได้ ทุกอย่างมีกระบวนการช่องทางอยู่ หากทางเลขาธิการ ป.ป.ช.ยังนิ่งเฉยอยู่

เมื่อสอบถามเรื่องความชอบธรรมในการบริหารหน้าที่อยู่อีกหรือไม่ นายสุขุมพงษ์ กล่าวว่า เมื่อมีผู้สงสัย และมีความขัดแย้งในข้อกฎหมาย ก็ต้องให้มีผู้ทำการชี้ขาดในเรื่องการดำรงตำแหน่ง โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ทำการร้องให้ตรวจสอบความชอบธรรมโดยตรงนั้น ต้องทำการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ ตามกฎหมายป.ป.ช. ที่ตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นสภาพการป.ป.ช. หรือบุคคลใดก็ได้ที่ทำการร้องต่อผู้ตรวจการสิทธิมนุษยชนหากเห็นว่ามีที่มาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ซี่งผู้ตรวจการแผ่นดินมีสิทธิ์ที่จะหยิบมาพิจารณา

*ป.ป.ช.แจ้งดำเนินคดีม็อบไล่
นายชัยรัตน์ ขนิษฐบุตร นิติกร 9 รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.สุรศักดิ์ สิงห์ไกร รองผกก.สส.สน.ดุสิต เพื่อแจ้งความให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่รวมตัวกันขับไล่คณะกรรมการป.ป.ช. ในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ตามกฎหมายอาญา มาตรา 136 และข้อหา ซ่องโจร ตามกฎหมายอาญา มาตรา 210 โดยนำหลักฐาน เป็นแผ่นซีดีประมวลภาพการชุมนุมของกลุ่มต่อต้านคณะกรรมการ ป.ป.ช.จำนวน 33 แผ่น แผ่นบันทึกภาพและเสียง (วีซีดี) จำนวน 1 แผ่น พร้อมหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษ มอบให้กับพนักงานสอบสวน

ทั้งนี้ หนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าวระบุว่า ครั้งแรก เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กับพวก ในนามกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายวรัญชัย โชคชนะ กับพวก ในนามกลุ่มต่อต้านพันธมิตรฯ นางสุนันทา ธรรมธีระ กับพวกในนามกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย รวมประมาณ 50 คน ได้เดินทางมาที่สำนักงานป.ป.ช. และกล่าวถ้อยคำขับไล่ ป.ป.ช. จนทำให้อับอายขายหน้า

*ทำให้ ปชช.คิดว่าป.ป.ช.หน้าหนา
ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล กับพวกในนามกลุ่มพิราบขาว 2006 ใช้รถบรรทุกเครื่องขยายเสียง กล่าวหาดูหมื่นคณะกรรมการป.ป.ช.อีกเช่นกัน

ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม เวลา 11.30 น. นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กับพวก ในนามกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และในนามกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นายสุเทพ วิภาตะวณิช กับพวก นางสุนันทา ธรรมธีระ กับพวกในนามกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย และนายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล กับพวกในนามกลุ่มพิราบขาว 2006 ประมาณ 300 คน เดินทางมารวมตัวที่หน้าสำนักงานป.ป.ช. กล่าวถ้อยคำเป็นการดูหมิ่นคณะกรรมการป.ป.ช. เช่น คณะกรรมการป.ป.ช.เข้ามาทำหน้าที่อย่างไม่ถูกต้อง เป็นพวกรับใช้เผด็จการ ปล้นอำนาจอธิปไตยจากประชาชน เอนเอียงและเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้ ยังนำกระเบื้องจำนวน 9 แผ่น เขียนถ้อยคำและติดภาพและชื่อกรรมการป.ป.ช. เพื่อให้ประชาชนหรือผู้อื่นเข้าใจว่า กรรมการป.ป.ช.หน้าหนา

*ระบุทำอับอาย-แห่เหี้ย9ตัวไล่
ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม เวลา 10.00 น. นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กับพวก ในนามกลุ่มต่อต้านพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และในนามกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นางสุนันทา ธรรมธีระ กับพวกในนามกลุ่มสตรีเพื่อประชาธิปไตย ได้รวมกลุ่มกันที่ลานพระราชวังดุวิต (ลานพระบรมรูปทรงม้า) เดินผ่านถนนพิษณุโลก หน้าสำนักงานป.ป.ช. และถนนนครปฐม หน้าอาคารที่ทำงานของคณะกรรมการป.ป.ช. โดยระหว่างเดิน ได้มีการกล่าวถ้อยคำแสดงการดูถูกเหยียดหยาม สบประมาท ด่าทอ ทำให้อับอายขายหน้า เช่น คณะกรรมการป.ป.ช.มีฐานะเท่ากับเหี้ย เป็นป.ป.ช.เถื่อน ป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ตามจำนวนตัวเหี้ยที่อยู่ในกรง พร้อมทั้งเขียน ชื่อกรรมการป.ป.ช.ไว้บนตัวเหี้ย และมีการปล่อยตัวเหี้ยเข้าไปในสำนักงานป.ป.ช.

หลังเข้าแจ้งความร้องทุกข์ และมอบหลักฐานทั้งหมดกับพนักงานสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายชัยรัตน์ เดินทางกลับทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

ด้านพ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผกก.สน.ดุสิต กล่าวว่า เบื้องต้น ตำรวจจะรับเรื่องร้องทุกข์และลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นจะดำเนินการสอบปากคำ โดยจะส่งเรื่องต่อให้คณะทำงานของ บก.น.1 เพื่อพิจารณาว่า การกระทำดังกล่าว เข้าข่ายดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทหรือไม่



สศช. ชี้ภาวะเศรษฐกิจรวมคนไทยรวยขึ้น

ผอ.สศช. เผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ภาวะเศรษฐกิจรวมของประเทศตัวดีขึ้น ประชาชนจนจนลดลงเหลือเพียง 8.5% ของจำนวนประชากร 63 ล้านคน

นายสมชาย ศักดาเวคีอิศร ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลและเผยแพร่การพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า จากการประเมินผลการดำเนินงานปีแรก (ต.ค. 2549-ก.ย. 2550) ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ที่เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของไทยปรับตัวดีขึ้น จำนวนคนจนลดลงเหลือ 5.4 ล้านคน หรือคิดเป็น 8.5% ของจำนวนประชากร 63 ล้านคน จากเมื่อปี 2549 มีคนจน 6.1 ล้านคน โดยเส้นแบ่งความยากจนได้ปรับขึ้นจาก 1,386 บาท/เดือน/คน เมื่อปี 2540 เป็น 1,443 บาท/เดือน/คน ในปี 2550 ซึ่งสะท้อนภาวะรายได้ที่สูงขึ้น และยังพบว่าคุณภาพแรงงานดีขึ้น เนื่องจากแรงงานที่มีการศึกษามัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไปมีจำนวนมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปลายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9

“ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนจนลดลงน่าจะมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น ส่งผลให้ช่องว่างของความจนกับความรวยลดลง จากที่เคยห่างกัน 10 เท่า ปี 2550 ลดลงเหลือแค่ 8.6 เท่าแล้ว

ถ้าวัดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ การพึ่งตัวเองทางเศรษฐกิจ มีภูมิคุ้มกัน การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง มีการกระจายรายได้ มีช่องว่างระหว่างคนรวยคนจนแล้ว โดยรวมแล้วเศรษฐกิจไทยยังแข็งแรงดี และสัดส่วนรายได้ของประชากรในเมืองและชนบทก็มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น” นายสมชาย กล่าว

นายสมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในด้านสังคมถ้าดูในแง่คุณธรรม จากดัชนีชี้วัดที่พอเทียบเคียงได้ยังถือว่าไม่ดี เพราะคดีอาญามากขึ้น สะท้อนว่าความซื่อสัตย์สุจริตลดลง เช่น ถ้าดูอัตราคดีเด็กกระทำผิดก็มีมากขึ้น จากปี 2545 มี 3.76 คน/เด็ก 1,000 คน เพิ่มเป็น 5.05 คน ในปี 2549 และเพิ่มเป็น 5.39 คน ในปี 2550 ขณะเดียวกันสังคมก็ดูอ่อนแอ เพราะอัตราการหย่าร้างมีมากขึ้น จากปี 2545 มี 4.35 ราย/1,000 คู่ครัวเรือน เพิ่มเป็น 4.94 คน ในปี 2549 และเป็น 4.27 คน ในปี 2550 ส่วนความร่วมมือกัน ของสังคมเริ่มพบว่ามีความเข้มแข็งขึ้น ประชากรมีการรวมตัวกัน มากขึ้น

บุชควงภริยาเยือนจีนหลังเสร็จภารกิจที่ไทย

นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนางลอร่า บุช ภริยา เดินทางออกจากประเทศไทย ด้วยเครื่องบินแอร์ฟอร์ซ วัน จากท่าอากาศยานกองบัญชาการกองทัพอากาศ เมื่อเวลา 14.50 น. เพื่อเดินทางไปร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว

ขณะที่เมื่อช่วงเช้า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เป็นผู้อัญเชิญดอกไม้พระราชทาน เป็นช่อดอกไม้และพวงมาลัยพระกร จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มามอบให้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและภริยา ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น

ทั้งนี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ใช้ช่วงเวลาก่อนการกล่าวสุนทรพจน์เรื่องนโยบายหลักของสหรัฐอเมริกาต่อภูมิภาคเอเชีย ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กล่าวถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคมนี้

พร้อมชื่นชมประเทศไทยที่กลับมามีประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง ส่วนเรื่องการค้าเสรีปัจจุบันสหรัฐ มีสนธิสัญญาการค้าเสรีกับ 14 ประเทศทั่วโลก และหวังว่าการเจรจาการค้าเสรีกับไทยจะฟื้นกลับมาอีกครั้ง