WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, August 9, 2008

เตช เยือนลาว กระชับความสัมพันธ์ 12-13 ส.ค.


ก.ต่างประเทศ 8 ส.ค.- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเตช บุนนาค รมว.ต่างประเทศ และคณะ มีกำหนดเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 12-13 สิงหาคม 2551 ตามคำเชิญของนายทองลุน สีสุลิด รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศลาว เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง

โดยนายเตชจะเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงนครหลวงเวียงจันทน์ ช่วงบ่ายวันที่ 12สิงหาคม 2551 เพื่อพบหารือข้อราชการกับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศลาว จากนั้นนายเตชจะพบกับทีมประเทศไทย เพื่อรับทราบข้อมูลในพื้นที่และมอบนโยบาย ในช่วงค่ำรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศลาวจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่คณะ

ส่วนวันที่ 13 สิงหาคม 2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำหนดเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการกับนายบัวสอน บุบผาวัน นายกรัฐมนตรีลาว และ พล.ท.จูมมะลี ไชยะสอน ประธานประเทศลาว แล้วเดินทางโดยรถยนต์ไป จ.อุดรธานี เพื่อเป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง “ความร่วมมือด้านการศึกษาไทย-ลาว” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ กับกระทรวงศึกษาธิการ และเยี่ยมหน่วยบริการหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ของกรมการกงสุล แล้วจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน

สำหรับการเยือนครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะได้ติดตามและผลักดันความร่วมมือไทย-ลาว ในสาขาต่าง ๆ ตามที่รัฐบาลไทยและลาวได้ตกลงร่วมกันไว้ และจะแลกเปลี่ยนทัศนะกับผู้นำลาว เพื่อแสวงหาลู่ทางในการกระชับความสัมพันธ์ไทย-ลาว ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-08 18:26:07


นายกฯ มั่นใจกฎบัตรอาเซียนจะทำให้อาเซียนเข้มแข็งขึ้น

กรุงเทพฯ 8 ส.ค. - นายกรัฐมนตรี ระบุอาเซียน 41 ปี ได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น เร่งพัฒนาจากกลุ่มความร่วมมือเป็นประชาคมอาเซียนใน 7 ปีข้างหน้า ส่วนกฎบัตรอาเซียนประเทศสมาชิกกำลังทยอยให้สัตยาบัน จะทำให้อาเซียนเข้มแข็ง และมีความร่วมมืออย่างเป็นระบบ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ปราศรัยออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย คืนวันนี้ (8 ส.ค.) เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาอาเซียน ประจำปี 2551 โดยสรุปว่า วันนี้ เป็นวันครบรอบ 41 ปี ของการจัดตั้งสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งปัจจุบันอาเซียนได้รับการยอมรับว่า เป็นกลุ่มทางการเมืองและเศรษฐกิจ ที่มีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้น ในเวทีระหว่างประเทศ

นายสมัคร กล่าวว่า ขณะนี้ อาเซียนกำลังพัฒนาจากกลุ่มความร่วมมือ ให้เป็นประชาคมอาเซียน ในอีก 7 ปีข้างหน้า ซึ่งจะประกอบด้วย ประชาคมความมั่นคงอาเซียน จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ประเทศสมาชิกมีความพร้อมในการป้องกันและจัดการกับความขัดแย้งระหว่างกันมากขึ้น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังเร่งรวมตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างเขตการค้าเสรีอาเซียน และเขตการลงทุนอาเซียน เพื่อพัฒนาอาเซียนให้น่าสนใจ และมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียนที่มีเป้าหมายให้ประชาชนในภูมิภาครู้จัก และเข้าใจกันมากขึ้น มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนนี้

นายสมัคร กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่สำคัญสำหรับอาเซียน และประเทศไทย เพราะเลขาธิการอาเซียนคนปัจจุบันคือชาวไทย และประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน ซึ่งเราจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน การประชุมรัฐมนตรีอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่ประเทศไทย และขณะนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังทยอยกันให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียน ซึ่งเปรียบเสมือนบทบัญญัติร่วมกัน ที่ทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีโครงสร้างที่เข้มแข็ง และมีกรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมสาขาต่างๆ อย่างเป็นระบบ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-08 18:09:36


กต.ย้ำสัมพันธ์ไทย-สหรัฐแน่น เชื่อเปลี่ยนรัฐบาลนโยบายยังคงกรอบเดิม

ก.ต่างประเทศ 8 ส.ค. - อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ เผยการเดินทางเยือนไทยของประธานาธิบดีสหรัฐ อาจพิจารณาให้ไทยออกจากกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ

นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กล่าวถึงผลที่ประเทศไทยได้รับจากการเดินทางเยือนของนายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐ ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม ว่า ด้านความสัมพันธ์เป็นการย้ำว่า ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย และที่ผ่านมา ในด้านการค้าไทยได้ดุลถึงปีละ 300,000 ล้านบาท และด้วยพื้นฐานความสัมพันธ์ดังกล่าวไทยยังได้ย้ำผ่านผู้นำสหรัฐ ให้พิจารณาปรับสถานะของประเทศไทยออกจากกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) โดยคำนึงถึงความคืบหน้าในความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐ ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้แผนปฏิบัติการระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยและสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความร่วมมือการคุ้มครองสิทธิ์

นางนงนุช กล่าวว่าโอกาสนี้ไทยได้แสดงข้อกังวลต่อสหรัฐ ว่าไม่เห็นด้วยกับกฎหมายคว่ำบาตรพม่า เพราะนอกจากจะส่งผลกระทบต่อประชาชนของพม่าแล้ว ยังกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ส่งออกอัญมณีไทย โดยหวังว่าสหรัฐจะพิจารณาหามาตรการรองรับ เพื่อปกป้องไทยจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายดังกล่าว ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐยังไม่ได้มีคำตอบ เพราะในการพูดคุยเรื่องดังกล่าวระหว่างนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีบุช ไม่ได้พูดคุยกันในสิ่งที่เป็นรายละเอียด

หากสหรัฐเปลี่ยนรัฐบาลสิ่งที่ได้พูดคุยกันจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ นั้น นางนงนุช กล่าวว่า การพูดของประธานาธิบดีบุช เหมือนเป็นการวางกรอบไว้ว่า รัฐบาลต่อไปจะต้องหันมาดูว่ารัฐบาลที่แล้วสร้างความสัมพันธ์ไว้ในระดับใด ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลต่อมาจะต้องทำความสัมพันธ์ไม่น้อยกว่ารัฐบาลที่แล้ว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-08 17:22:21

สมัคร สั่งหาพรรคใหม่รองรับกรณีเกิดอุบัติเหตุการเมืองรวมทั้งถูกยุบพรรค

กรุงเทพฯ 8 ส.ค.- “สมัคร” สั่งเตรียมหาพรรคใหม่รองรับกรณีพรรคพลังประชาชนถูกยุบ เผยเล็งไว้ 2-3 พรรค ระบุพร้อมถ่ายเทสมาชิกพรรคทันทีถ้ามีอุบัติเหตุการเมืองเกิดขึ้น พร้อมเตรียมตัวหัวหน้าพรรคไว้ด้วย แต่ขออุบชื่อหวั่นโดนสกัด

นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ กรรมการบริหารพรรคและนายทะเบียนพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงความคืบหน้าในการเตรียมหาพรรคการเมืองใหม่ ว่า เรื่องนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคได้ย้ำถึงการดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ให้กับคณะทำงานและฝ่ายสำนักทะเบียนพรรคว่า อะไรที่สามารถทำได้ เพื่อรักษาความเป็นพรรคการเมืองภายในกรอบของกฎหมายและขอให้รีบดำเนิน เพราะตอนนี้เขากำลังจะเผาบ้านเราอยู่ จะต้องรีบหาบ้านหลังใหม่ โดยพรรคได้ประเมินจากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้เรียก นายสมัคร และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค เข้าชี้แจงในวันที่ 13 ส.ค.นี้ และทราบว่าจะไม่ให้เลื่อนหรือขยายเวลาออกไปอีก ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างให้จัดการกับพรรคพลังประชาชน และที่ผ่านมาได้วิเคราะห์และประเมินจากหลายฝ่าย ต่างเห็นตรงกันว่า พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบพรรคอย่างแน่นอน

“ในฐานะที่พรรคพลังประชาชน เป็นสถาบันการเมือง ได้รับเลือกตั้ง ส.ส.จากประชาชนให้เข้ามาทำงาน จะอยู่เฉยไม่ได้ แม้พรรคจะอยู่ระหว่างการพิจารณากรณียุบพรรค ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนของ กกต. อัยการสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ โดยจะต้องใช้เวลาอีก 5-6 เดือนก็ตาม แต่ขณะนี้ได้จัดเตรียมพรรครองรับไว้แล้ว 2-3 พรรค เพียงแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อหรือรายละเอียดได้” นายสมาน ย้ำ

นายสมาน กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า พรรคที่ได้เตรียมสำรองไว้นั้น ได้ทำถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งการจัดตั้งสาขาพรรค สมาชิกพรรคและที่ทำการพรรค ดังนั้น ทุกอย่างต้องทำให้พร้อม หากมีการตัดสินประกาศยุบพรรคแน่นอน หรือมีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น เช่น นายสมัคร ประกาศยุบสภา หรือด้วยเหตุอื่นใด จะสามารถถ่ายเทสมาชิกพรรคไปอยู่ได้ทันที โดยในส่วนของหัวหน้าพรรคนั้น เชื่อว่าบุคคลในพรรคพลังประชาชน มีความเหมาะสมพร้อมที่จะเป็นหัวหน้าพรรคได้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อ เนื่องจากเกรงจะถูกขัดขวางสกัดกั้นได้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-08 15:31:13


ปราสาทเขาพระวิหาร ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ

ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน การพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ที่กัมพูชาจะรุกคืบมายึดเอาปราสาทในบริเวณชายแดนไทยนั้น ผมได้รับเอกสารจากผู้ที่มีความรักและหวงแหนแผ่นดินและประเทศชาติ และเห็นว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับคนไทย เพื่อให้นักปลุกระดมข้างถนนได้หูตาสว่างขึ้น หยุดสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองเสียที

ความเป็นมาของการเสียดินแดน ที่เคยเป็นของสยามให้กับฝรั่งเศส และการอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารระหว่างไทยและกัมพูชา มีลำดับเหตุการณ์ ดังนี้
วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1863 (พ.ศ.2406) ผู้สำเร็จราชการกัมพูชา ได้เซ็นสัญญายอมอยู่ใต้อารักขาของฝรั่งเศส

วันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1863 มีการลงนามในสัญญาระหว่าง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และผู้สำเร็จราชการคนเดียวกันยอมรับเขมรเป็นเมืองขึ้นของกรุงสยามมาก่อน

วันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ.1867(พ.ศ.2410) มีสนธิสัญญาระหว่างฝรั่งเศสกับสยาม ยอมรับว่ากัมพูชาเป็นเมืองในอารักขาของฝรั่งเศส สยามสละสิทธิทั้งปวงในกัมพูชาที่เป็นเมืองขึ้น แต่ยังคงสงวนมณฑลพระตะบอง เสียมเรียบและศรีโสภณไว้เป็นของสยาม สนธิสัญญานี้ให้ยกเลิกสัญญาลงวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.1863(พ.ศ.2406)

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ฝรั่งเศสยึดดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทำสนธิสัญญาลงวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ.1893(พ.ศ.2436) สาระสำคัญของสัญญาฉบับนี้ระบุให้สยามยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงกับเกาะต่างๆในแม่น้ำนั้นให้ฝรั่งเศส

ต่อมาฝรั่งเศสเข้ายึดจันทบูร และทำสนธิสัญญากับประเทศสยาม ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904 พ.ศ.2447) ให้สยามยกหลวงพระบางบนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงกับดินแดนทางใต้ภูเขาพนมดงรักให้แก่ฝรั่งเศส ต่อมามีการทำสัญญาเพิ่มเติมลงวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ.1904 ทำให้สยามเสียดินแดนระหว่างทะเลสาบกับทะเลหลวงแก่ฝรั่งเศส
ในวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ.1907มีการทำสัญญาอีกฉบับหนึ่งยอมรับว่าฝรั่งเศสยอมสละเอกสิทธิบางอย่างในสยาม แต่สยามต้องการยกมณฑลพระตะบอง เสียมเรียบและศรีโสภณให้ฝรั่งเศส

ผลสืบเนื่องจากสนธิสัญญาทั้งสองฉบับมีผลสำคัญต่อคดีปราสาทเขาพระวิหาร ในข้อ 1 ระบุว่า เขตเส้นเขตแดนระหว่างสยามกับกัมพูชาเริ่มบนฝั่งซ้ายทะเลสาบที่ปากแม่น้ำสตุงรอลูโอส แล้วเดินตามเส้นขนานไปทางตะวันออก จนบรรจบแม่น้ำเปร็ค กำปงเทียม ตามเส้นเมอริเดียนไปทางเหนือจนถึงเทือกเขาดงรัก แล้วไปตามสันปันน้ำ ซึ่งแบ่งน้ำฝนไปลงที่แม่น้ำแสนและแม่น้ำโขงทางหนึ่ง กับที่ลุ่มแม่น้ำมูลอีกทางหนึ่งจนไปบรรจบเทือกเขาพนมผาด่าง และเดินตามสันเขาเทือกนี้ไปจนบรรจบแม่น้ำโขงทางตะวันออกทางเหนือขึ้นไปนั้น

จะเห็นว่าในเรื่องของปราสาทเขาพระวิหารนั้น ถ้ายึดสนธิสัญญา ค.ศ.1904 ก็จะต้องกำหนดตามอาณาเขตธรรมชาติ คือ สันปันน้ำ ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่า สันปันน้ำเป็นอาณาเขตของไทย

แต่แผนที่ “แผ่นดงรัก” กำหนดให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตแดนกัมพูชา ทางฝ่ายกัมพูชาอ้างว่า ต้นฉบับแผนที่นี้ พิมพ์โดยอาศัยอำนาจมอบหมายจากคณะกรรมการผสม ซึ่งตั้งขึ้นตามสนธิสัญญา ค.ศ. 1904 (พลเอก หม่อมชาติเดชอุดม เป็นประธานกรรมการฝ่ายไทย พันโท แบร์นาร์ด เป็นประธานกรรมการฝ่ายฝรั่งเศส) ซึ่งมีการส่งแผนที่ ไปให้รัฐบาลสยาม 50 ฉบับ ทางเสนาบดีฝ่ายไทยตอบรับเมื่อ ค.ศ. 1908 (พ.ศ.2451) ในขณะนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทย ได้ทรงขอแผนที่เพิ่มอีก 15 ฉบับเพื่อแจกจ่ายเจ้าพนักงานท้องถิ่น

มีเอกสารประวัติศาสตร์จากบันทึกของทายาทบุคคลร่วมสมัยในรัชกาลที่ 7 ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระยาประชากิจกรจักร (ชุบ โอสถานนท์) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1927(พ.ศ.2470) พระยาประชากิจกรจักร ได้สร้างสาธารณประโยชน์ โดยการตัดถนนและแต่งทางเกวียน (ซึ่งปัจจุบันคือถนนสานศรีสะเกษ-กันทรลักษ์-เสาธงชัย) ทำให้ฝ่ายราชการสยามสามารถเดินทางไปถึงปราสาทเขาพระวิหารได้ภายใน 6 ชั่วโมง จากเดิมต้องใช้พาหนะช้างและเกวียนถึง 2 คืน

นอกจากนี้ยังได้ถ่ายรูปการก่อสร้างทางดังกล่าวทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 7 ด้วย

เป็นการแสดงให้เห็นถึงประชาธิปไตยของไทยเหนือพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารที่มีอย่างสืบเนื่อง ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 ซึ่งยึดแนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดน

นอกจากนี้ยังเป็นที่สังเกตว่า เมื่อครั้งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา ระหว่างเสด็จประพาสสำรวจโบราณสถานใน จ.ศรีสะเกษ และอุบลราชธานีนั้น พระองค์เคยเสด็จไปที่ปราสาทเขาพระวิหารในปี ค.ศ. 1930 (พ.ศ.2473) และทรงพบกับ ปามังดิเอร์ นักโบราณคดีและเรซิดังฝรั่งเศสแต่งเครื่องแบบเต็มยศมาเฝ้า เขาได้ให้ทหารชักธงชาติฝรั่งเศสอยู่หน้าที่พักในพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร

แต่ถึงกระนั้นก็ยังปรากฏหลักฐานว่า ฝ่ายไทยได้ใช้อำนาจปกครองเหนือปราสาทเขาพระวิหารตามเดิม นอกเหนือไปจากการให้ทำป่าไม้และจับช้างป่าในอาณาบริเวณ ช่วงปี ค.ศ. 1917-1927

ค.ศ.1934-1935 เจ้าพนักงานแผนที่ฝ่ายไทยสำรวจเส้นเขตแดน และตีพิมพ์แผนที่ในปี ค.ศ.1958 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการปะทะกันด้วยกำลังระหว่างฝรั่งเศสกับไทย

ต่อมากรมศิลปากร แห่งประเทศไทย ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็น โบราณสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1940

จึงเป็นที่เข้าใจว่า ไทยยึดครองปราสาทเขาพระวิหารเมื่อ ค.ศ. 1940 และได้ปราสาทคืนมาตามสัญญาโตเกียว ค.ศ.1941 และเมื่อมีการขึ้นทะเบียนอีกครั้งตามประกาศฉบับที่ 2 ลงวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ.1959 ท้ายประกาศมีแผนที่แสดงปราสาทเขาพระวิหารแนบมาด้วย

ในปี ค.ศ.1949 ด้วยความริเริ่มของฝรั่งเศสตามด้วยกัมพูชา ก็มีการค้านอำนาจอธิปไตยของไทยเหนือปราสาทเขาพระวิหารอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก

คดีปราสาทเขาพระวิหารในอดีตเริ่มจากความเคลื่อนไหวของกัมพูชา กระทรวงโฆษณาการของกัมพูชา พิมพ์เผยแพร่บทความของนายซัมชาลี องคมนตรีและเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงลอนดอน หลังจากนั้นก็มีการโจมตีกันในหน้าหนังสือพิมพ์ของทั้งสองประเทศ วันที่ 4 สิงหาคม 1957 รัฐบาลไทยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแนวชายแดนไทยด้านกัมพูชา รวม 7 จังหวัด คือ จันทบุรี ปราจีนบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษและ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ทั้งสองฝ่ายพยายามยุติข้อขัดแย้งแต่ไม่เป็นผล

วันที่ 1 ธันวาคม 1958 รัฐบาลกัมพูชาตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย ปีต่อมารัฐบาลกัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ขอให้ศาลวินิจฉัยให้ประเทศไทยถอนกำลังถืออาวุธออกจากบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร และขอให้ชี้ขาดว่าอำนาจเหนือปราสาทเขาพระวิหารนั้นเป็นของกัมพูชา

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อ 46 ปีมาแล้ว ศาลโลกพิจารณาว่า ปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา แม้ว่าหลังจากคำพิพากษาของศาลโลก ไทยได้ถอนทหารออกจากบริเวณปราสาทเขาพระวิหารแล้ว แต่ไทยได้มีหนังสือคัดค้านไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาเสียงข้างมาก แต่เห็นพ้องกับคำพิพากษาแย้ง และได้ตั้งข้อสงวนว่า ไทยอาจกลับเข้าไปครอบครองปราสาทในวันข้างหน้า เนื่องจากไทยยังคงถือว่าปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย หนังสือฉบับนั้นส่งไปจาก กรมสนธิสัญญาและกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศโดย ม.จ.เพลิงนภดล รพีพัฒน์ โอรสในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทยเป็นอธิบดี และนายจาพิกรณ์ เศรษฐบุตร ผู้รักษาการที่ปรึกษากฎหมาย เป็นหัวหน้ากองกฎหมาย และนายสมปองสุจริตกุล เป็นผู้ยกร่างหนังสือว่าด้วยข้อสงวน ซึ่งยังมีผลบังคับถึงปัจจุบัน

คิดว่าสิ่งที่นำมาเสนอนี้ จะเป็นประโยชน์ สำหรับผู้ที่รักชาติรักแผ่นดินในการรับทราบข้อมูลเพิ่มขึ้น พิจารณากันดูเถอะครับ

เขมรได้ใจ เพราะคนไทยขายชาติ

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

กรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา จากการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารนั้น ทางฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่ผู้นำประเทศมาจากถึงประชาชนทั่วไป แสดงความดีอกดีใจเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ เพราะเขาถือว่า...นี่เป็นชัยชนะของพวกเขา

ในบรรยากาศแห่งความชื่นมื่นในกัมพูชา แต่ประเทศไทยกลับมีการแตกแยกกันเป็นฝักเป็นฝ่ายเพิ่มมากขึ้นเพราะ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ยกเอามาเป็นข้ออ้างเพื่อ

“จัดการ”กับรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้ง โดยระบุว่าเป็นการผิดพลาดของรัฐบาล

มีการปลุกระดมโหมการเสนอข่าวให้เกิดความสับสนแตกแยกมากขึ้นจนลุกลามไปทั่วประเทศ โดยมีนักวิชาการที่อยู่ในเครือข่ายพยายามเอาหลักฐานตอกย้ำ ว่าเป็นความผิดพลาดของรัฐบาล

จนมีการฟ้องร้องไปยังสหประชาชาติ ต้องการให้เป็นเรื่องใหญ่โตให้ได้

คงจำได้ว่า แกนนำพันธมิตรฯ มี ส.ส. ของ พรรคประชาธิปัตย์ คนสำคัญ คือ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ได้ร่วมหัวจมท้าย มาตั้งแต่ตอนสุมหัวกัน เพื่อหาทางล้มล้างรัฐบาลนี้ให้ได้

รางวัลแห่งความอปยศที่ นายสมเกียรติได้รับ จากการเข้าไปร่วมในขบวนการล้มล้างรัฐบาลกับแก๊งข้างถนน ที่สังคมได้เห็นถึงความเถื่อน ถ่อย สถุล การลุแก่อำนาจของแกนนำ ที่คิดเอาเองว่า เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แม้จะที่ไปละเมิดสิทธิของคนอื่น ของคนส่วนใหญ่ก็ตาม จนมีคดีหมิ่นเบื้องสูง ตามแกนนำคนอื่น ที่เคยเจอมาแล้วเหมือนกัน

แทนที่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกมองว่าเป็น พรรคการเมืองอีแอบ ร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรฯในการปลุกระดมเพื่อล้มรัฐบาล จะเกิดความสำนึกสำเหนียกในการทำหน้าที่ของพรรคและ ส.ส. ในพรรค กลับเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ ไปในทางเดียวกันกับกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างสนิทแนบแน่นยิ่งขึ้น

จะเห็นได้จากการเสนอความคิดเห็นต่างๆ และการโจมตีกล่าวหารัฐบาล ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับแก๊งข้างถนน

พรรคประชาธิปัตย์และบนเวทีพันธมิตรฯ ไม่พูดถึงเรื่องที่อดีตรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ไปทำเรื่องเอาไว้ และส่งผลเสียหายมาจนถึงวันนี้ ทั้งดินแดนและเกียรติภูมิของประเทศ

การที่พรรคประชาธิปัตย์ปิดปากเงียบ มองได้ว่า ไม่ต้องการต่อจะความยาวสาวความยืด ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปเอง เพราะบรรดา “สื่อ” ที่ร่วมขบวนการล้มล้างรัฐบาล ก็ไม่ได้นำเสนอเรื่องนี้มาให้ประชาชนได้รับรู้ “ความจริง”

ความจริงที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ปี 2543 ไปลงนามใน “บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก”

โดยที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ได้ลงนามในฐานะตัวแทนฝ่ายไทย ฝ่ายกัมพูชา มี นายวาร์ คิม ฮง ที่ปรึกษารัฐบาลผู้รับผิดชอบกิจการชายแดนแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ในการปักปันเขตแดน โดยอ้างถึงแผนที่ฉบับลงนามที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904 ในการจัดทำเขตแดน

ซึ่งเคยเป็นฉบับที่ทำให้คนไทยต้องเสียน้ำตามาแล้ว เพราะต้องเสียปราสาทเขาพระวิหารให้กัมพูชา เมื่อปี พ.ศ.2505 แต่กลับไม่ได้ระบุถึงแผนที่ แอล 7017 ของอเมริกา ที่ประเทศไทยใช้อ้างอิงมาตลอด

เมื่อเทียบกับแถลงการณ์ที่ นายนพดล ปัมทะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้เจรจากรณีการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก และกัมพูชาก็ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวทั้งหมด คือการให้กัมพูชาตัดพื้นที่ที่ซ้ำซ้อนออกและขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท

จะเห็นว่า แถลงการณ์ที่นายนพดลไปทำ กลับมาทำให้ไทยได้เปรียบหลายเรื่อง กัมพูชายอมรับว่าพื้นที่ของเขาจริงๆ นั้น เป็นบริเวณที่ตั้งปราสาทเท่านั้น

เรื่องนี้มีการนำมาพูดจากกล่าวหาโจมตีกันทั้งในสภาและข้างถนน เพื่อหาเหตุมากล่าวหารัฐบาล

มาถึงตรงนี้ มีคำถามว่า ใครที่จะต้องออกมารับผิดชอบ ใครหรือพรรคการเมืองไหนที่ทำให้ไทยต้องสูญเสียเขาพระวิหาร

การที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาอ้อมแอ้มอย่างเสียไม่ได้ ยืนยันว่าเป็นความผิดของนายนพดล ปัทมะ แต่ไม่ยอมแจกแจงเหตุผลรายละเอียด ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

วันนี้ทางกัมพูชา “รุกคืบจะเอาศอก” จะเอาปราสาทตาเมือนธม ต.บ้านตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว คืนไป และหมายตาปราสาทสด๊กก๊อกธม ไว้จะต้องมีเรื่องจะตามมาอีก ยังไม่รู้ว่าจะลงอย่างไร

สิ่งเหล่านี้คงสมใจ “คนขายชาติ” ที่มองแค่ผลกระโยชน์ส่วนตัวเฉพาะกลุ่ม มากกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติ ที่จะส่งผลทางจิตใจไปถึงคนไทยที่รักชาติ คนไทยที่หวงแหนแผ่นดินทุกคน

กรณีที่ประเทศกัมพูชาส่งทหารเข้าไปตรึงกำลังบริเวณปราสาทตาเมือนธม เป็นผลมาจากความเหิมเกริมจาการได้ปราสาทเขาพระวิหารไป พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกยืนยันว่า ปราสาทตาเมือนธมกองทัพบกได้ดูแลพื้นที่มานานแล้ว และแผนที่ของเราที่เรายึดถือ ก็อยู่ในเขตเรา ถ้ามีกรณีอย่างอื่น เช่น มีการอ้างว่าเป็นของกัมพูชาก็มีหนทางที่จะดำเนินการได้อยู่แล้ว ส่วนการปักปันเขตแดนก็มีคณะกรรมการปักปันเขตแดนดำเนินการอยู่

และยังบอกอีกว่า สิ่งที่พยายามพูดกับทหารกัมพูชาที่อยู่ในพื้นที่ ขออย่าได้นำกำลังมาเผชิญหน้ากัน เพื่อให้การปักปันเขตแดนดำเนินการต่อไป และสถานการณ์ในพื้นที่ก็อยู่ในความเรียบร้อยดี

เบื้องต้น ยังไม่ได้พูดคุยกับ ผบ.ทบ.กัมพูชา แต่เป็นการพูดคุยระหว่างผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่รู้จักกันอยู่แล้ว แต่ระดับผู้ใหญ่คงพูดยาก เพราะมีกรอบเป็นตัวบังคับ เช่น ตนก็จะต้องยึดแผนที่ตามประเทศไทย ทั้งนี้ ต้องให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลในพื้นที่ต้องดูแลไม่ให้เผชิญหน้ากัน และสั่งการไปครึ่งเดือนกว่าแล้วว่าให้รักษาสถานภาพตามแนวชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความสงสัย และล่อแหลม ทั้งนี้ จากการหารือกับกระทรวงต่างประเทศเกี่ยวกับข้อพิพาทบริเวณประสาทพระวิหาร โดยกระทรวงการต่างประเทศต้องการให้กองทัพปรับกำลังทหาร เพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากันของกำลังทหารทั้ง 2 ประเทศ

นี่เป็นภารกิจ เป็นบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของทหาร ที่เป็นรั้วของชาติ ที่พยามยามให้เรื่องคลี่คลาย โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะปกปักรักษาผืนแผ่นดินไทย

แกนนำของพันธมิตรฯและนักวิชาการที่ขึ้นเวที ทำการปลุกระดม ที่อวดอ้างหลักฐานว่าเป็นเอกสารลับ นำมาแสดงให้ผู้ร่วมชุมนุมประท้วงได้รับรู้ และแพร่ภาพและเสียงไปทั่วประเทศให้เครือข่ายได้รับทราบทางเอเอ็สทีวี จะต้องเอาเรื่องนี้ไปพูด เพราะนี่คือ...ความจริงในวันนี้

ไม่ต้องเสาะแสวงหาเอกสารลับอะไรที่ไหน เพราะสิ่งที่ รัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลประชาธิปัตย์ ได้ทำไว้นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องลับอะไรเลย

อย่างน้อยก็จะทำได้ทำให้ทางกัมพูชาตาสว่างขึ้นมาได้บ้างว่า ที่มีการเฉลิมฉลองในสิ่งที่คิดว่าเป็นความสำเร็จนั้น เป็นเพราะมีคนไทยที่ขายชาติกลุ่มหนึ่ง ปกปิดความจริง จนนำไปสู่ความเสียหายแก่ประเทศชาติ

เรื่องที่จะแกนนำพันธมิตรฯจะเป่านกหวีด เพื่อระดมคนมาร่วมชุมนุนประท้วงนั้น ผมสนับสนุนครับ ขอมากันให้มากๆ จะได้รู้ความจริงเสียทีว่า ใครกันแน่ที่เป็นคนขายชาติ ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง จ้องประเคนดินแดนให้ต่างชาติ

อย่าเอาแต่หาเหตุหาเรื่อง ให้บ้านเมืองบอบช้ำและเสียหายไปกว่านี้เลย



“เหวง” จี้ กกต. ชี้แจงข้อเท็จจริง ฮั้วบัตรเลือกตั้ง

หมอเหวง ระบุ กกต.ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีฮั้วบัตรเลือกตั้งด่วน ไม่เช่นนั้นอาจมัวหมอง เผย เคยทวงถามกกต.นานกว่า 5 เดือน แต่เงี่ยบฉี่ ด้านการล็อค 2 โรงพิมพ์บัตรปะชามติอีกราย กกต.ต้องชี้แจง

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงกรณีการจัดพิพม์บัตรเลือกตั้งที่เกินจำนวน ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยระบุว่า เรื่องจำนวนการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งนั้น ตนและนายจรัล ดิษฐาอภิชัย ได้เคยยื่นเรื่องให้ทางกกต. ทำการชี้แจงข้อเท็จจริงเมื่อ 5 เดือนที่ผ่านมา โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตอบรับอะไรจากกกต. ซึ่งหากยังคงนิ่งเฉยอย่างนี้จะทำให้เกิดความมัวหมอง และอาจจะทำให้ประชาชนที่สงสัยในกรณีดังกล่าวอาจคิดได้ว่าเป็นการนำไปช่วยเหลือพรรคการเมืองอื่นหรือไม่

“ในทางข้อเท้จริงตามหลักสากลโลก มาตรฐานในการอนุญาติให้พิมพ์เพิ่มบัตรเลือกตั้งนั้นหน่ะ ได้เพียง7% เท่านั้น ซึ่งจากการสำรวจตามสำนะโนประชากรพบว่ามีผู้สามารถใช้สิทธิ์ 45 ล้านคนเท่าน แต่นี้กกต.จัดให้พิมพ์บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 55 ล้านใบ และบัตรแบบสัดส่วน 5.3 ล้านใบ รวม 108 ล้านใบ พอปิดหีบ มีผุ้มาเลือกตั้ง 32 ล้านคน เท่ากับใช้ไปแค่ 64 ล้านใบ แบะที่เหลืออย่างมหาศาลกว่า 44 ล้านใบไปอยู่ที่ไหน รวมทั้งการพิมพ์บัตรลงประชามติด้วยมีการพิมพ์ 49 ล้านใบ แต่คนมาใช้เพียง 25 ล้านคน ไม่ทราบว่ากกต.เข้าใจหลักการทำงานหรือไม่ ทำไมไม่ชี้แจง ว่าจำนวนที่เหลืออยู่ไหน หรือหากทำลายไปแล้วต้องมีหลักฐานมาแสดงแม้ความจริงต้องมีสักขีประจักษ์พยานต้องให้สื่อเห็น แต่นี่นิ่งเฉย” นพ.เหวงกล่าว

ทั้งนี้นพ.เหวงกล่าวเสริมถึงกรณีการประกาศประกวดราคาจ้างพิมพ์บัตรออกเสียงประชามติ โดยกล่าวว่า กกต.ต้องออกมาตอบคำถามว่าเพราะเหตุใดจึงมีแค่ 2 โรงพิมพ์ ที่ได้รับไป ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะมีเพียงแต่ 2 โรงงานที่มีคุณภาพผลิตบัตรเท่านั้น โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีความเกี่ยวพันอย่างไรกันหรือไม่ เนื่องจากตัวเลขของจำนวนเงินการประมูลไม่ต่างกัน รวมทั้งการเปิดประมูลที่กระชั้นชิดแบบนี้เป็นเพราะเหตุใด มีการล๊อคสเป็คกันหรือไม่ ซึ่งนี่ไม่ใช่ข้อกล่าวหาแต่เป็นเรื่องที่ทางกกต.ต้องเร่งชี้แจงเพื่อให้ประชาชนคลายความสงสัย

นอกจากนี้การที่กกต.นิ่งแยไม่ทำการชี้แจงข้อเท็จจริงนั้น ในทางกฎหมายอาจมองได้ว่ากกต.ยอมรับข้อกล่าวหาเหล่านี้ ซึ่งโดยส่วนตัวไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น ฉะนั้นกกต.ต้องเร่งทำการชี้แจงด่วน

เร่งกกต.เอาผิด

ส.ส.พปช.จี้เอาผิด “วิฑูรย์ นามบุตร”ชี้หลักฐานชัดเจน เรื่องกลับยึดถึง 8 เดือน พร้อมซัดกกต.มาตราฐานต่างไม่มีความเป็นกลาง

จากกรณีที่คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณาตรวจสอบเรื่องการการทุจริตการเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปใดเลยในขณะนี้

นายสมบัติ รัตโน อดีตผู้สมัค ส.ส.อุบลราชธานี เขต 1 พรรคพลังประชาชน เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งดำเนินการเอาผิดกับนายวิทูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 4 และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการทุจริตเลือกตั้ง โดยการแจกคูปองชมภาพยนตร์ให้กับประชาชน สลับกับการปราศรัยหาเสียงในโรงภาพยนตร์ เนื่องจากมีหลักฐานการกระทำผิดชัดเจน พร้อมตั้งข้อสังเกต ว่า กกต.จงใจที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ เนื่องจากการพิจารณาเรื่องดังกล่าวล่าช้ามากว่า 8 เดือน แต่ยังไม่แล้วเสร็จเหมือนกับกรณีของพรรคพลังประชาชน กับมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย

ขณะที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การพิจารณาสำนวนของนายวิฑูรย์ ครั้งนี้มีหลักฐานการกระทำความผิดที่ชัดเจน ดังนั้น หาก กกต.ไม่สามารถดำเนินการเอาผิดได้ ก็จะถือเป็นบทพิสูจน์การทำงานของกกต.ว่า ไม่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง

“ทักษิณ- พจมาน” สยบข่าวลี้ภัย จองตั๋วกลับไทย 10 ส.ค.

อดีตนายกฯ ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร มีกำหนดเดินทางกลับจาก กรุงปักกิ่งประเทศจีน วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคมนี้ สยบข่าวลือลี้ภัยการเมือง

หลังจากก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา อาจมีการขอลี้ภัยทางการเมืองไปยังต่างประเทศนั้น ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้มีการตรวจสอบไปยัง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยเจ้าหน้าที่ บมจ.การบินไทย ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน มีรายชื่ออยู่ในผู้โดยสาร เที่ยวบิน TG 615 ซึ่งบินจาก กรุงปักกิ่งประเทศจีน วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม เวลาประมาณ 17.35 น. ถึง กรุงเทพฯ เวลาประมาณ 21.45 น.

พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน นั้นมีกำหนดการเดินทางรายงานตัวต่อศาล ในวันที่ 11 สิงหาคม ภายหลังเดินทางกลับจากจีนแล้ว โดยทีมทนายได้กำหนดให้บุคคลทั้งสองขึ้นให้การต่อศาลฯ วันที่ 22 สิงหาคมนี้ เพื่อต่อสู้ในคดีซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก



พปช.จี้ กกต.เอาผิดวิทูรย์ นามบุตร ทุจริตเลือกตั้ง โวยคดีล่าช้า

พลังประชาชนฉะ กกต. พิจราณาล่าช้า 8 เดือนแล้วยังไม่เสร็จ ตั้งข้อสังเกตุเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

นายสมบัติ รัตโน อดีตผู้สมัค ส.ส.อุบลราชธานี เขต 1 พรรคพลังประชาชน เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งดำเนินการเอาผิดกับนายวิทูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 4 และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการทุจริตเลือกตั้ง โดยการแจกคูปองชมภาพยนตร์ให้กับประชาชน สลับกับการปราศรัยหาเสียงในโรงภาพยนตร์ เนื่องจากมีหลักฐานการกระทำผิดชัดเจน พร้อมตั้งข้อสังเกต ว่า กกต.จงใจที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ เนื่องจากการพิจารณาเรื่องดังกล่าวล่าช้ามากว่า 8 เดือน แต่ยังไม่แล้วเสร็จเหมือนกับกรณีของพรรคพลังประชาชน กับมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย

ขณะที่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การพิจารณาสำนวนของนายวิฑูรย์ ครั้งนี้มีหลักฐานการกระทำความผิดที่ชัดเจน ดังนั้น หาก กกต.ไม่สามารถดำเนินการเอาผิดได้ ก็จะถือเป็นบทพิสูจน์การทำงานของกกต.ว่า ไม่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง