WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 10, 2008

โฆษกฯพปช.เชื่อนายกฯ พร้อมแจงพรรคยุบเอง

"กุเทพ" มั่นใจ "สมัคร-หมอเลี้ยบ" พร้อมแจงยุบพรรคเอง 13 ส.ค. รับเตรียมพรรคใหม่ไว้ 2-3 พรรค เพราะถูกเผาบ้านจึงต้องหาใหม่ ไม่ยอมตายคาซาก "ยัน" ใช้ยุทธศาสตร์รวมกันอยู่ สู้กับอำนาจเถื่อน กลุ่มเพื่อนเนวินไม่แยกตัว จวก "ศักดา " อย่าหวังดังรายวัน ไล่ยื่นข้อมูล ป.ป.ช.สอบแก๊งค์ ออฟโฟร์ ไม่มีวาระซ่อนเร้น

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวกรณี กกต.เรียกนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค ชี้แจงกรณียุบพรรคในวันที่ 13 ส.ค.ว่า เบื้องต้นยังไม่ทราบว่า นายสมัคร และ นพ.สุรพงษ์ ติดภารกิจอะไรหรือไม่ แต่ เมื่อกกต.ได้มีคำสั่งเรียกหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค ไปชี้แจง พรรคเองก็ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งเชื่อว่านายสมัครและนพ.สุรพงษ์ จะเดินทางไปชี้แจงด้วยตนเอง เบื้องต้นฝ่ายกฎหมายและฝ่ายที่เกี่ยวข้องของพรรคได้เตรียมข้อมูลให้กับทั้ง 2 คนแล้ว ส่วนกระแสที่คนส่วนใหญ่มองกันว่า พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบแน่นอนนั้น ตรงนี้ต้องถือว่าเป็นภาวะปกติ ที่ทำให้มองกลับไปยังกระบวนการยุติธรรมว่าเกิดความผิดปกติอะไรหรือไม่ จึงทำให้คนส่วนใหญ่มองกันว่าพรรคพลังประชาชนจะต้องถูกยุบแน่นอน ทั้ง ๆที่ยังไม่ได้มีการตัดสินในขั้นตอนสุดท้าย อีกทั้งยังต้องมองไปถึงต้นตอของปัญหา คือ รัฐธรรมปี 2550 ว่า เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พรรคการเมืองซึ่งได้รับเลือกจากประชาชนเป็นจำนวนมาก จะต้องถูกยุบเพราะประเด็นเล็ก ๆประเด็นเดียว

อย่างไรก็ตาม เท่าที่พรรคประเมินไม่ได้คาดหวังว่าพรรคจะรอดจากการถูกยุบ แต่เรามีหน้าที่ที่จะต้องต่อสู้ให้ดีที่สุดและยอมรับว่า ขณะนี้ได้เตรียมการล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรหากถูกยุบพรรค โดยล่าสุดได้เตรียมหาพรรคใหม่ที่จะไปอยู่ โดยเตรียมไว้ 2-3 พรรค แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปอยู่พรรคใด

"เรื่องการเตรียมพรรคใหม่ มันไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะอยู่ ๆมีคนจะมาเผาบ้านเราก็มีสิทธิจะหาบ้านใหม่ เพราะเมื่อคุณจะใช้วิธียุบพรรค เพื่อทำลายล้างเราให้สิ้นซาก เราก็จะบอกตรงนี้ว่า ไม่ยอมนอนตายกลางซากบ้าน " ร.ท.กุเทพ กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า ที่ระบุว่า ได้เตรียมพรรคการเมืองไว้ 2-3 พรรค รองรับกรณีถูกยุบนั้น หมายความว่า อาจมีบางกลุ่มในพรรคพลังประชาชนจะแยกตัวไปตั้งพรรคเองหรือไม่ ร.ท.กุเทพ กล่าว ยืนยันว่า พรรคหลังการถูกยุบพรรค พรรคจะใช้ยุทธศาสตร์รวมกันสู้มากกว่าแยกกันไปตั้งพรรค ส่วนกรณีกระแสข่าวว่ากลุ่มอีสานใต้ หรือกลุ่มเพื่อนเนวินจะแยกไปตั้งพรรคเพื่อไทยเองนั้น ยืนยันว่า ส.ส.ในพรรคพลังประชาชน ไปไหนจะไปด้วยกัน

เมื่อถามว่า มีรายงานข่าวว่า ล่าสุดแกนนำในพรรคบางคนพยายามดึงอดีต ส.ส.ไทยรักไทย จากพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคมัฌชิมาฯ ,เพื่อแผ่นดิน , รวมใจไทย ฯ มารวมอยู่พรรคใหม่ด้วยกันในกรณีที่พรรคร่วมบางพรรคถูกยุบ ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า เข้าใจว่าการยุบพรรคที่จะเกิดขึ้นอาจจะไม่ได้ยุบพร้อมกัน แต่อย่างไรก็ตาม ส.ส.ในพรรคที่ถูกยุบ มีสิทธิจะมาอยู่ด้วยกันได้ เพื่อเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าคนที่มีชะตากรรมเดียวกัน ก็จะมาร่วมมือกันสู้กับอำนาจเถื่อนจากพวกหน้าแหลมฟันดำที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ให้เห็นกันไปเลยว่า ถึงจะตามทำลายล้างเราอย่างไรเราก็จะฟื้นกลับมาได้

ส่วนกรณีที่กลุ่มอีสานพัฒนาออกมาตรวจสอบแก๊งค์ออฟโฟร์ ซึ่งล่าสุดนายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด ระบุว่า ได้รับทราบข่าวทำนองถูกข่มขู่ว่าหากไปยื่นข้อมูลให้ ป.ป.ช. ก็จะมีการยุบสภา นั้น ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ขอท้าให้นายศักดา เอาข้อมูลไปให้ ป.ป.ช.ทันที หากมีเจตนาตรวจสอบเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่ใช่เพื่อให้ตัวเองดัง แล้วมาให้ข่าวรายวัน เพราะทำให้พรรคเสียหาย ซึ่งนายศักดา เป็น ส.ส.จึงไม่ควรจะกลัวแค่การยุบสภา และไม่ควรจะโอ้เอ้ถอยหน้าถอยหลัง กับการดำเนินการยื่นข้อมูลให้ ป.ป.ช. เพราะตรงนี้จะทำให้เห็นได้ว่า ที่แท้นายศักดา มีวาระซ่อนเร้น



กลุ่ม 24 มิถุนาฯสู้ตาย ล่า2หมื่นชื่อไล่ป.ป.ช.เถื่อน

แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ลั่นหากตร.เรียกตนและแนวร่วม 320 คน พร้อมมอบตัวเสมอ ยันไม่ถอยประกาศเดินหน้าต่อแบบไม่หวั่น แม้โดนฟ้องหมิ่น เผยกำลังล่ารายชื่อถอดป.ป.ช.เถื่อนออกจากตำแหน่ง

จากกรณีกลุ่ม 24 มิถุนาเพื่อประชาธิปไตย เดินหน้าขับไล่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เนื่องจากไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง อย่างเป็นทางการ โดยหลังจากที่มีการดำเนินกิจกรรมขับไล่นั้น ป.ป.ช.ได้ออกมาแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาณ เนื่องจากได้รับความอับอาย ซึ่งทางตำรวจสน.ดุสิต ได้ชี้แจงว่ายังจะไม่มีการสอบสวนเพิ่มเติมแต่อย่างใด เนื่องจากทางป.ป.ช.ยังไม่มีการให้ปากคำเพิ่มเติมนั้น

ด้านนาย สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนและกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวนั้นจะแสดงความบริสุทธิ์เดินหน้าเพื่อขับไล่ป.ป.ช.ต่ออย่างไม่ถอย และจะมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ในทุกสัปดาห์จนกว่าจะสามารถขับไล่ป.ป.ช.ออกไปได้

แต่เนื่องจากว่าในวันอังคารที่ 12 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ เป็นวันเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

ดังนั้น ทางกลุ่ม 24 มิถุนาฯจะของดกิจกรรมในที่ 12 สิงหาคม 2551นี้ เพื่อร่วมงานวันแม่แห่งชาติ ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้กลัวและจะดำเนินการจัดกิจกรรมขับไล่ป.ป.ช.ต่อทันทีในอาทิตย์ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกที่ร่วมอุดมการณ์มาร่วมกิจกรรมในวันอังคาร 18 สิหาคม ในสัปดาห์ถัดไป

“โดยการดำเนินในขั้นต่อไปนั้นจะเรียกร้องผ่านทางสภาฯ โดยกำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นถอดถอน ซึ่งตอนนี้ได้รายชื่อมาเป็นจำนวนมากแล้ว โดยคาดว่าหากได้รายชื่อครบแล้ว ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมจะยื่นรายชื่เพื่อให้ดำนเนการทันที” นายสมยศ กล่าว

ส่วนกรณีที่สน.ดุสิต ยังไม่มีหมายเรียกตัวนั้น นายสมยศ กล่าวต่ออีกว่า ตนยืนยันว่ารอให้มีหมายเรียกตัวก่อน แล้วตนพร้อมด้วยสมาชิก 320 คนจะไปมอบตัวด้วยกันทั้งหมดเพื่อแสดงให้ว่าไม่ได้กลัว



"จาตุรนต์"จวกพันธมิตรฯยับ ชี้ฉุดไทยดิ่งเหว

อดีต.ทรท. ซัดพันธมิตรฯชุมนุมขวางการพัฒนาประเทศชาติ พร้อมระบุปูทางให้กับเผด็จการยึดอำนาจ สร้างความรุนแรงกับประเทศก่ออุปสรรคต่อประชาธิปไตย

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า แนวคิดในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อยู่ในระบอบอาณาธิปไตยรวมกับระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศ ปูทางการยึดอำนาจสนับสนุนรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ไว้ใจประชาชนส่วนใหญ่ จึงเสนอทางออกให้สังคมตัดสินใจว่า จะสนับสนุนหรือปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว

นอกจากนี้ นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ แม้มีประโยชน์อยู่บ้างในการตรวจสอบรัฐบาล แต่เชื่อว่ามีอันตรายมากกว่า จึงมองเป็นการเคลื่อนไหวที่ไร้ประโยชน์และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องเลี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง รวมถึงคนภายในพรรคพลังประชาชนด้วย

ตร.ยังไม่เรียกสอบนปก.แจงหลักฐานอ่อน

ตร.ยังไม่เรียกสอบนปก. ชี้หลักฐานยังไม่พร้อม ระบุ ป.ป.ช.ไม่มีรายละเอียดคดีฟ้องหมิ่นที่เป็นประโยชน์

จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หคือ ป.ป.ช. แจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทกับ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก.ที่เขียนชื่อของ ป.ป.ช. ใส่ตัวเงินตัวทองแล้วนำมาปล่อยหน้าสำนักงาน

พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผู้กำกับการสน.ดุสิต เปิดเผยว่า หลังจากได้รับเรื่องแล้วก็ยังไม่ได้มีการสอบสวนเพิ่มเติมถึงเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจาก ป.ป.ช. ยังไม่ได้ให้ปากคำในรายละเอียดเพิ่มเติม โดยทางผู้เสียหายอยู่ระหว่างการรวบรวมแผ่นซีดีและพยานหลักฐานอื่น เพื่อนำมามอบให้กับพนักงานสอบสวนอีกครั้ง

ส่วนในการนัดสอบปากคำเพิ่มเติมนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดวันเรียกสอบที่แน่นอน แต่คาดว่าประมาณอาทิตย์ที่จะถึงนี้จะมีการเรียกสอบสวน เมื่อพยานหลักฐานครบ ขณะที่มีคำสั่งจาก พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ให้นำสำนวนการสอบสวนในเบื้องต้นขึ้นไปตรวจสอบ เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินคดีใดได้บ้างนั้นซึ่งตนก็ได้ส่งไปให้เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยถึงคดีนี้ว่า ขณะนี้มีการเรียกสำนวนการสอบสวนเบื้องต้นมาพิจารณาแล้วแต่ยังไม่ได้ดูภายในเนื้อหาว่าเป็นอย่างไรเนื่องจากยังไม่มีเวลา

Saturday, August 9, 2008

เศรษฐกิจแบบพอเพียง ประชาธิปไตยแบบพอเพียง วาทกรรมทางการเมืองยุคเปลี่ยนผ่าน


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ช่วงสัปดาห์กว่าที่ผ่านมานี้ ผมถือโอกาส ถอดปลั๊ก ออกจากโลกไซเบอร์ off-line ไปชั่วคราว เพราะรู้สึกเบื่อๆ ขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน คือ การเมืองไทยในตอนนี้ไม่มีอะไรใหม่ ก็ด่ากันไปด่ากันมา พันธมิตรก็เสนอแนวคิดแปลกประหลาดพิสดารรายวันเหมือนเดิม หรือฝ่ายรัฐบาลก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นมากมายนัก

จะมีก็แต่รายการ ความจริงวันนี้ ของ NBT โดยสามสหายวีระ จตุพร และณัฐวุฒิ เท่านั้น ที่ถือว่าเป็นการรุกทางการเมืองของรัฐบาลครั้งใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าค่อนข้างสายเล็กน้อย หากทำตั้งแต่สามเดือนที่แล้ว ก็ไม่ต้องทุลักทุเลขนาดนี้ แต่มาสายบ้าง ดีกว่าไม่มาเลย

ช่วงนี้ ผมเบื่ออ่านกระทู้ทั้งในประชาไท หรือในที่อื่นๆ เพราะวนไปวนมา ก็เลยหยุดอ่านหยุดตอบโต้ไปเฉยๆ

ที่ผมตามอ่านบ้างคือ บทความในประชาไทออนไลน์ ซึ่งบางครั้งก็มีบทความดีๆ มาให้อ่านเพื่อประเทืองปัญญาเช่นกัน

บังเอิญวันนี้ ผมไปเจอบทสัมภาษณ์ ที่ ฟ้าเดียวกัน (วารสาร) ไปสัมภาษณ์ ฝรั่ง แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ เรื่อง เกี่ยวกับความเห็นเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง และประชาธิปไตยแบบพอเพียง ซึ่งแนวคิดของแอนดรูว์ วอล์กเกอร์ นักวิจัยภาคสนามนี้ ตรงกันแนวคิดที่ผมรู้ผมทราบและพยายามอธิบายมานานแล้ว แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ ให้สัมภาษณ์ได้กระจ่างชัดที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นบทความของนักวิชาการไทยมา

ผมคิดว่านักวิชาการไทย นั้นส่วนใหญ่เป็นพวก บนหอคอยงาช้าง

แนวคิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง เป็น แนวคิดที่เอามาตีโต้ ระบอบทักษิณหรือระบอบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์โดยตรง ผมเห็นด้วยกับความคิดของ แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ ที่ว่า เศรษฐกิจแบบพอเพียง มันดำรงอยู่ได้ในช่วงนี้ เพราะมันเป็นแนวคิดของในหลวงที่คนไทยรัก หรือไม่กล้าแตะ พอคนพูดขึ้นมาก็มีแต่คนสนับสนุน ไม่มีใครค้าน แต่ก็ไม่มีใครเอาไปใช้เช่นกัน

ตอนนี้ ผมว่าเมืองไทยกำลังเสนอ วาทกรรม ต่อจากเศรษฐกิจแบบพอเพียงคือ ประชาธิปไตยแบบพอเพียง ซึ่งเราพอจะจับเค้าความคิดนี้ได้จาก รธน.ปี 2550 ที่ไปลดความสำคัญของคะแนนเสียงประชาชนลง รวมทั้งการ เสนอประชาธิปไตยแบบ 70/30” ผมคิดว่านี่คือการดิ้นของพวก ศักดินาอำมาตรยาธิปไตย ในยุคสุดท้ายก่อนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์นะครับ

ก็ลองอ่านบทความที่ผมเอามาลงนี้นะครับ ต้องขอโทษ ประชาไท ด้วยที่เอามาลง โดยไม่ได้ขออนุญาติ


0 0 00 0 00 0 00 0 00 0 00 0 00 0 0

ฟ้าเดียวกัน: จากการศึกษาของคุณ เศรษฐกิจพอเพียงมีปัญหาอย่างไร ทั้งในเชิงปรัชญาและการนำไปปรับใช้ในการพัฒนาชนบท

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: เราสามารถพูดได้ว่าชนชั้นนำไม่ได้พยายามแสดงภาพที่แท้จริงของสังคมชนบท โดยเฉพาะเวลาพูดถึงเกษตรทฤษฎีใหม่มันอิงอยู่กับทัศนะที่ว่าเกษตรกรรมมี ศักยภาพที่จะเป็นฐานรองรับความเป็นอยู่อย่างพอเพียงของท้องถิ่นได้ นั่นเป็นประเด็นหลักที่งานของผมพยายามจะท้าทาย ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าเกษตรกรรมมีศักยภาพที่จะเป็นฐานรองรับความพอ เพียงของท้องถิ่นได้ พูดง่ายๆ คือว่าทรัพยากรทางการเกษตรมีไม่เพียงพอสำหรับรองรับวิถีชีวิตที่คนในชนบท ต้องการ อาจจะมีเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานแบบพอยังชีพเท่านั้น แต่นั่นไม่ใช่วิถีชีวิตที่คนชนบทสนใจ พวกเขาต้องการให้ลูกได้รับการศึกษา ต้องการพัฒนาที่อยู่อาศัย อยากดูโทรทัศน์ อยากมีอินเทอร์เน็ตที่บ้าน ฯลฯ เราเห็นเศรษฐกิจที่หลากหลายในพื้นที่ชนบท เพื่อรองรับความคาดหวังต่างๆ ในวิถีชีวิต ชาวบ้านในชนบทไม่สามารถที่จะพึ่งพาแต่เกษตรกรรมเพียงอย่างเดียวได้

ปัญหา หลักๆ ของเศรษฐกิจพอเพียงคือมันไม่ยอมรับความต้องการของคนเหล่านี้ เศรษฐกิจพอเพียงบอกให้คนอย่าอยากได้โทรทัศน์ คุณไม่ควรอยากที่จะส่งลูกไปเรียนมหาวิทยาลัย คุณควรจะพึงพอใจกับชีวิตชนบทที่เรียบง่าย ผมว่านี่คือสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยโดยพื้นฐานในเศรษฐกิจพอเพียง คือไม่ยอมรับความต้องการของผู้คน และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกโกรธเล็กน้อยก็คือปรัชญานี้ถูกโฆษณาส่งเสริมโดยคน ที่ร่ำรวยมหาศาล มันไม่เข้าท่าผมว่าเป็นเรื่องดัดจริต

ฟ้าเดียวกัน: คุณพยายามนำข้อมูลจากการวิจัยภาคสนามมาบอกว่าเศรษฐกิจที่เป็นจริงของชนบทไทย เข้ากันไม่ได้กับภาพเศรษฐกิจชนบทตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อแสดงให้เห็นว่าการนำเสนอภาพชนบทไทยของชนชั้นนำ (Elite representation) นั้น ผิดเพี้ยนไปอย่างไร ปัญหาคือโดยทั่วไปคนไทยก็ไม่ได้เข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่นำ เสนอภาพชนบทไทยที่แท้จริงอยู่แล้ว แต่เป็นการรณรงค์ให้ประชาชนกลับไปใช้วิถีชีวิตที่เหมาะสมดีงามมากกว่า ถ้ามองในแง่นี้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีปัญหายังไง

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ประเด็นสำคัญคือเศรษฐกิจพอเพียงเป็นวิธีคิดแบบกำกับควบคุม มันเป็นการควบคุมพฤติกรรมคน เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้บอกว่าชีวิตชนบทจริงๆ เป็นอย่างไร ทว่ามันเป็นระบบกำกับควบคุมทางศีลธรรมว่าคนควรจะใช้ชีวิตอย่างไร และมีทัศนะเชิงลบต่อพฤติกรรมที่เป็นอยู่ คือบอกเป็นนัยว่าคนโลภมากเกินไปหรือเสี่ยงมากเกินไป

ผม คิดว่ามีแนวโน้มทางกระแสความคิดในบางแง่มุมของวิธีคิดแบบไทยที่เกี่ยวกับ ความชอบธรรมเชิงศีลธรรมของวิถีชีวิตชนบทที่เรียบง่าย ซึ่งคุณมองเห็นได้ในเศรษฐกิจพอเพียงและแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนทั้งหลายว่า มันมีชุดของศีลธรรมที่ชอบธรรมและแท้จริงอยู่ในวิถีชีวิตชนบท นี่เป็นแนวโน้มทางกระแสคิดในวัฒนธรรมและสังคมไทย แต่ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะไปจนถึงขั้นที่จะบอกให้ประชาชนอพยพออกจากเมืองไปทำ ไร่ไถนา ผมเห็นความเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะส่งผลกระทบต่อนโยบายสาธารณะ ในแง่การลดแรงกดดันต่อรัฐบาลในการเพิ่มการเข้าถึงบริการของรัฐในพื้นที่ชนบท ให้มากขึ้น การพัฒนาโอกาสทางการศึกษา การสร้างและขยายโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เศรษฐกิจพอเพียงอาจถูกใช้เพื่อลดแรงกดดันของรัฐในการบริการประชาชน งบประมาณสำหรับการพัฒนาชนบทอาจจะถูกลดหรือตัดออกไปด้วยทัศนะที่ว่าประชาชน ควรพึ่งตัวเอง เป็นต้น ผมคิดว่ามันมีนัยสำคัญในการลดภาระของรัฐบาล

ที่ ผ่านมามีการหยิบยกเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในทางการเมืองด้วย เศรษฐกิจพอเพียงถูกใช้ในการโจมตีรัฐบาลทักษิณ โครงการต่างๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ถูกโจมตีว่าเป็นด้านตรงข้ามของเศรษฐกิจพอเพียง นี่คือสิ่งที่รัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ โจมตีตลอดโดยอ้างเศรษฐกิจพอเพียง

ฟ้าเดียวกัน: ชนชั้นกลางโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะตอบรับแนวคิดส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม คุณเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการยกย่องเชิดชูศีลธรรมของชนชั้นกลางกับการ กำกับควบคุมศีลธรรมแบบเศรษฐกิจพอเพียงบ้างไหม

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมคิดว่าชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ จำเป็นที่จะต้องมีสำนึกประเภทที่ว่าเรามีวัฒนธรรมไทยที่มีศีลธรรมชนิดที่ เป็นของแท้ดั้งเดิมอยู่จริงๆ พวกเขาต้องการไปห้างสรรพสินค้า สยามพารากอน นั่งรถไฟฟ้าขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องการปลอบใจตัวเองว่าวัฒนธรรมไทยที่มี ศีลธรรมขนานแท้นั้นมีอยู่ที่ไหนสักแห่ง พวกเขาจึงโยนไปที่ชนบท

ใน แง่หนึ่งพวกเขาต้องการโยนภาระทางศีลธรรมไปไว้กับชนบทไทย เพื่อพวกเขาจะดำเนินชีวิตบริโภคนิยมต่อไปได้ มีการวิจารณ์มากมายเกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาลทักษิณว่าสนับสนุนให้ ชาวบ้านเป็นหนี้ แต่แทบไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์หนี้บัตรเครดิตในกรุงเทพฯ เลยคนกรุงเทพฯ จับจ่ายใช้สอยจนเต็มวงเงินบัตรเครดิต แต่กลับพูดกันแต่เรื่องชาวนาซื้อโทรศัพท์มือถือ พวกเขาโยนแรงกดดันด้านศีลธรรมนี้ไปให้ชาวบ้าน

เรื่อง การเมืองก็เหมือนกัน มีความพยายามที่จะทำลายความชอบธรรมของอำนาจการเลือกตั้งของชนบทอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกระทำผ่านวาทกรรมการซื้อเสียง สำหรับผม นี่คือสิ่งที่เชื่อมระหว่างเศรษฐกิจพอเพียงกับประชาธิปไตยพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงบอกว่าชาวบ้านทำคุณค่าแบบจารีตหล่นหายไปแล้ว ประชาธิปไตยพอเพียงบอกว่าชาวบ้านไม่ควรมีส่วนร่วมในระบบการเมืองระดับประเทศ มากนักหรอก เพราะเวลามีส่วนร่วมก็เอาแต่ขายเสียง

ทั้ง สองเรื่องนี้วางอยู่บนแนวคิดที่ว่าชาวบ้านไม่มีปัญญารับมือกับเศรษฐกิจยุค ใหม่และระบบการเมืองสมัยใหม่ ผมคิดว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เศรษฐกิจพอเพียงจึงกลายมาเป็นส่วนสำคัญมากเหลือเกินในวาระของรัฐบาลที่จะทำลายความชอบธรรมของชาวบ้านที่สนับสนุนทักษิณ

ฟ้าเดียวกัน: อะไรคือตัวอย่างปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงไปลดทอนความชอบธรรมทางการเมืองของคนชนบทได้

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่เศรษฐกิจพอเพียงกลายเป็นกรอบนโยบายศูนย์กลางของ รัฐบาลหลังการรัฐประหาร หลายโครงการของรัฐบาลทักษิณถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ในหมู่บ้านที่ผมทำงานวิจัยอยู่ โครงการลดความยากจนของทักษิณถูกขึ้นป้ายใหม่ แปะสติ๊กเกอร์ใหม่เป็นเศรษฐกิจพอเพียง

ส่วน ประชาธิปไตยพอเพียงนั้นมีจุดเชื่อมโยงในเชิงวาทกรรม ผมไม่คิดว่าเราจะได้เห็นตัวบทกฎหมายเฉพาะเจาะจงที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจพอเพียง กับการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้ง แต่ถ้าคุณมองลักษณะของการถกเถียงทางการเมืองในปีที่ผ่านมาในไทยจะเห็นว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้หนุนเสริมซึ่งกันและกัน ผมกำลังบอกว่าผมไม่สามารถให้ตัวอย่างเฉพาะได้ เพราะมันเกิดในระดับวาทกรรม ระดับสัญลักษณ์

แต่ก็มีตัวอย่างหนึ่งมีบทสัมภาษณ์พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ดีมากๆ เขาพูดถึงคลื่นใต้น้ำกับ อันตรายของการซื้อเสียงอยู่ตลอดเวลา เขาบอกว่าเงินทำลายวิถีชีวิตชาวบ้านไทยและชาวบ้านต้องได้รับการศึกษาอย่าง มากเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง นี่เป็นส่วนหนึ่งในวาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง

ฟ้าเดียวกัน: ในแง่นี้ถือได้ว่าผู้บริโภคเศรษฐกิจพอเพียงคือชนชั้นกลางหรือเปล่า

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมคิดว่าใช่ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นสินค้าสำหรับชนชั้นกลางเพื่อให้รู้สึกอุ่นใจว่าน่าจะยัง มีวัฒนธรรมไทยที่มีศีลธรรมของแท้อยู่ที่ไหนสักแห่ง และมันยังช่วยให้ชนชั้นกลางรู้สึกสะดวกใจที่จะสนับสนุนรัฐประหาร การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของชาวบ้านไม่สำคัญเท่าไรเพราะพวกเขาไม่ยึดถือ ปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ฟ้าเดียวกัน: อยากให้ช่วยขยายความเรื่องประชาธิปไตยแบบพอเพียง

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ประชาธิปไตยพอเพียงก็คืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้งควรมีจำกัด ระบบการเมืองไม่ควรอิงกับอำนาจจากการเลือกตั้งเพียงลำพัง อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งควรถูกจำกัดโดยอำนาจศาลและอำนาจระบบราชการ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองอำนาจนี้เชื่อมโยงกับอำนาจของกษัตริย์ เศรษฐกิจพอเพียงบอกว่าคุณไม่ควรไปข้องเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจภายนอกมากนัก ส่วนประชาธิปไตยพอเพียงบอกว่าคุณควรจำกัดการข้องเกี่ยวกับระบบการเมือง คุณไปออกเสียงเลือกตั้งได้ แต่คนที่คุณเลือกจะถูกกระหนาบโดยศาล โดยวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง โดยอำนาจต่างๆ ของราชการ ผู้พิพากษา และองคมนตรี ทั้งเศรษฐกิจพอเพียงและประชาธิปไตยพอเพียงมีหลักการเดียวกันคือจำกัดประชาชน ให้เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องท้องถิ่นของตัวเองเท่านั้น เวลาคนพูดถึงประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือแบบเอเชีย ผมคิดว่ามันทำนองเดียวกัน

จากมุมมองของผม เห็นได้ชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 พยายาม วางกรอบจำกัดของประชา-ธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยพอเพียง สมาชิกวุฒิสภาครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง อำนาจศาลเพิ่มมากขึ้น ระบบการเลือกตั้งเปลี่ยนใหม่ เขตเดียวหลายเบอร์ ระบบสัดส่วนแตกเป็นแปดกลุ่ม ทั้งหมดพยายามลดทอนอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง

ฟ้าเดียวกัน: คุณเสนอว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่เป็นจริงหรือ การพัฒนาชนบท หากไม่สอดคล้องกันจริงก็จะต้องเกิดความตึงเครียดอะไรบางอย่าง คำถามคือ ในเมื่อเศรษฐกิจพอเพียงขัดแย้งกับวิถีชีวิตที่เป็นจริงของชาวบ้านในชนบท แล้วชาวบ้านมีปฏิกิริยาต่อเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร พวกเขาเพิกเฉย ต่อต้าน หรือว่าเห็นด้วย

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ประการแรกเลย ชนบทไทยมีคนหลากหลายประเภท ดังนั้นจึงมีความคิดเห็นที่หลากหลาย

ประการ ที่สองคือ ชาวบ้านที่ผมทำงานด้วยในหมู่บ้านมีความเป็นเหตุเป็นผลและคิดบนฐานความเป็นไป ได้จริงในทางปฏิบัติ ผมตระหนักว่าในสภาวะการเมืองปัจจุบัน การใช้ภาษาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีประโยชน์ ถ้าผมไปขอทำโครงการจากเทศบาลหรือขอเงินมาทำอะไรสักอย่าง แน่นอนผมจะเรียกมันว่าโครงการเศรษฐกิจพอเพียง เวลาผม


ไป ร่วมขบวนแห่ลอยกระทงในอำเภอผมก็จะต้องมีป้ายเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ชาวบ้านก็ใช้เศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาเอง พวกเขาไม่โง่ จากประสบการณ์ที่ผมได้พูดคุยกับชาวบ้านในเรื่องนี้ สรุปได้ว่าพวกเขาเคารพเศรษฐกิจพอเพียงเพราะว่าแนวคิดนี้เป็นของในหลวง ชาวบ้านบอกว่ามันเป็นความคิดที่ดี ทฤษฎีที่ดี แต่พวกเขาก็บอกว่ามันไม่สอดคล้องกับชีวิตของเขา

ยก ตัวอย่างอันแรกซึ่งเป็นเรื่องขำขัน ผมกำลังทานมื้อค่ำกับชาวนาคนหนึ่งโดยดูโทรทัศน์ไปด้วย สัญญาณภาพแย่มากเพราะอยู่บนภูเขา เขาบอกว่า ขอโทษด้วยอาจารย์ นี่เป็นโทรทัศน์ของในหลวง ผมถามว่าหมายความว่ายังไง เขาบอก ทีวีพอเพียงพวกเขาใช้วิธีนี้เวลามีอะไรที่ดีไม่เพียงพอก็จะบอกว่า นี่ละ พอเพียงชาวนา อีกรายหนึ่งปลูกข้าวโพดแล้วผลผลิตตกต่ำ ได้ข้าวโพด น้อยมากไม่พอขาย เขาบอกว่าเขาจะกินเองแบบว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียง แน่นอนว่าเขาไม่ได้กิน แต่ทิ้งไปเลย ผมคิดว่าพวกเขาใช้มันอธิบายเวลาทำอะไรแล้วไม่เป็นผลว่าประชาชนควรใช้ชีวิต อย่างที่ในหลวงตรัส

ยัง มีอีกตัวอย่างหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า เศรษฐกิจพอเพียงคือการบอกคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านว่าอย่าออกไปแข่งขันในตลาดแรง งานในเมือง เนื่องจากคนในเมืองกังวลเรื่องการแข่งขันในตลาดแรงงาน คนชนบทมีการศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้คนเมืองกังวลเรื่องการแข่งขันกันหางานทำ ดังนั้นจึงบอกให้ชาวบ้านอยู่แต่ในหมู่บ้านเสีย ผมว่านี่เป็นการวิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียงอย่างตรงไปตรงมา แต่คุณต้องรู้จักและได้รับความไว้วางใจเสียก่อนเขาจึงอยากจะพูดเรื่องนี้ อย่างตรงไปตรงมา เพราะว่าเศรษฐกิจพอเพียงสัมพันธ์กับกษัตริย์โดยตรง

ฟ้าเดียวกัน: แล้วชะตากรรมของเศรษฐกิจพอเพียงจะมีจุดจบเหมือนโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองในสมัยรัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ หรือเปล่า

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมว่ามันก็เป็นโครงการประเภทส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมทำนองนั้น คนหยิบสโลแกนเอาไปพูดโดยไม่รู้ว่ามันจะเกี่ยวกับชีวิตตัวเองยังไง บอกว่าฉันก็อยากใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ถามว่าโทรศัพท์มือถือนี่เศรษฐกิจพอเพียงไหม ใช่! ทีวีล่ะเศรษฐกิจพอเพียงไหม ใช่! ลูกๆ ไปเรียนมหาวิทยาลัยล่ะ เศรษฐกิจพอเพียงไหม ใช่! ทุกอย่างเป็นเศรษฐกิจพอเพียงหมดเลย กลายเป็นคำที่ไม่มีความหมาย

ฟ้าเดียวกัน: ถ้าใครๆ ก็สามารถหยิบเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้และตีความให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเองได้ ฉะนั้นจะมีปัญหาอะไรหากชาวบ้านหรือปัญญาชนจะนำเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เพื่อ สร้างอำนาจให้ตัวเองหรือชุมชนหมู่บ้านเพื่อสู้กับโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมได้ฟังความเห็นที่แตกต่างกันจากอาจารย์หลายคน โดยเฉพาะอาจารย์ในเชียงใหม่ที่มองว่าโลกาภิวัตน์และรัฐเป็นตัวทำลายวัฒนธรรม หมู่บ้าน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งโลกา-ภิวัตน์ ทุนนิยม และรัฐนั้นเข้าไปเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมหมู่บ้าน แต่ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างก็เป็นไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นในแง่ทัศนะและความต้องการของชาวบ้าน การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ช่วยยก ระดับความเป็นอยู่ของพวกเขา

ยก ตัวอย่างชาวบ้านที่ผมทำงานวิจัยด้วยในภาคเหนือ เวลาพูดถึงอดีต สิ่งหนึ่งที่พวกเขาพูดถึงเป็นหลักคือความอดอยาก เมื่อก่อนพวกเขามีข้าวไม่พอกินสำหรับทั้งปี ต้องเดินข้ามภูเขาเพื่อไปหาข้าวจากหมู่บ้านอื่นหรือต้องออกไปทำงานเป็น กรรมกรในเชียงใหม่ แต่ตอนนี้พวกเขาปลูกข้าวได้พอ หรือสามารถสร้างรายได้มาซื้อข้าวได้ ดังนั้นผมจึงไม่เคยยอมรับทัศนะที่ว่าเศรษฐกิจหรือสังคมหรือวัฒนธรรมของหมู่ บ้านถูกทำลายโดยโลกาภิวัตน์ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่คิดว่าจะต้องมีการปกป้องอะไร ผมไม่คิดว่าชาวบ้านในชนบทไทยต้องการการปกป้องตนเองจากตลาดหรือรัฐ พวกเขาต้องการตลาดมากขึ้นต่างหาก ต้องการมีตลาดมากขึ้นและดีขึ้น เข้าถึงตลาดได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น จะได้ไม่ถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ พวกเขาต้องการเข้าถึงตลาดโดยตรง จากประสบการณ์ของผม ชาวบ้านไม่ได้ต้องการรัฐน้อยลงด้วย พวกเขาต้องการบริการจากรัฐมากขึ้น พวกเขาต้องการให้รัฐหยิบยื่นบริการแก่พวกเขาเหมือนที่หยิบยื่นแก่คนกรุงเทพฯ อันนี้เป็นจุดที่ผมคิดต่างจากแนวทางวัฒนธรรมชุมชนมาก

ฟ้าเดียวกัน: แล้วในมุมมองของคุณ แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนและวัฒนธรรมชุมชนที่นักวิชาการกระแสรองและเอ็นจีโอนำ เสนอนั้นมีความเหมือนหรือต่างกับเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไรบ้าง

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ความเหมือนคือทั้งสองอย่างนี้เน้นความสำคัญของเกษตรกรรมแบบยังชีพเป็นฐานของ ชีวิตในมิติด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ นอกจากนี้ผมว่าแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนคล้ายกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาก พูดอย่างหยาบๆ คือมันทำให้ความยากจนกลายเป็นคุณงามความดีไป มันบอกทำนองว่าความยากจนเป็นสิ่งพึงปรารถนาและมีศีลธรรม กระแสการพัฒนาไปสู่ความทันสมัยที่เห็นในชนบทไทยเป็นตัวบ่อนทำลาย

ส่วน ความต่างที่สำคัญคือ แนวทางวัฒนธรรมชุมชนเป็นแนวทางสำหรับชาวบ้านรากหญ้ามากกว่า เป็นเรื่องของการสร้างอำนาจชุมชนมากกว่า เป็นกระบวนการจากล่างขึ้นบน ขณะที่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการผลักดันโดยรัฐ โดยคนจากนอกหมู่บ้าน แต่บางครั้งผมก็คิดว่านี่ไม่ใช่ความต่างที่ใหญ่โตอะไร บางทีผมคิดว่าแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนก็เป็นสิ่งที่มาจากภายนอก มาจากมุมมองนักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์ตลาดกับรัฐ ประเด็นสำคัญสำหรับผมคือผมไม่เจอการวิพากษ์วิจารณ์ตลาดกับรัฐเวลาคุยกับชาว บ้านผมได้ยินคนบ่นเรื่องตลาด บ่นเรื่องรัฐ ทว่าชาวบ้านไม่ได้ต้องการปฏิเสธมัน แต่พวกเขาบ่นเพราะรู้สึกว่าไม่สามารถเข้าถึงมันได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น

เวลานึกถึงความต่างระหว่างกระแสวัฒนธรรมชุมชนกับกระแสเศรษฐกิจพอเพียง เอาเข้าจริงแล้วกลับกลายเป็นว่าเหมือนกันมากเลยทีเดียว

ฟ้าเดียวกัน: คุณคงไม่ได้มองเศรษฐกิจพอเพียงในแง่เครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างเดียว คือมองในแง่เครื่องมือทางอุดมการณ์ด้วย ในทำนองเดียวกัน ถ้ามองเศรษฐกิจชุมชนหรือวัฒนธรรมชุมชนของเอ็นจีโอและนักวิชาการกระแสรองใน แง่ที่เป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ มันต่างอย่างไรไหมกับเศรษฐกิจพอเพียง

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ขอตอบแบบอ้อมๆ มีคนบอกว่าวัฒนธรรมชุมชนสามารถเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์เพื่อเสริมสร้าง อำนาจของชาวบ้านได้ ผมว่ามันล้มเหลว ตัวอย่างที่ดีสำหรับเรื่องนี้คือท่าทีที่เอ็นจีโอ นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวจำนวนมากมีต่อเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 และ รัฐบาล ทักษิณ พวกเขาได้สร้างการรณรงค์เพื่อเสริมสร้างอำนาจชาวบ้านด้วยภาพของเศรษฐกิจแบบ ยังชีพกับคุณค่าที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ แล้วพวกเขาก็เห็นเกษตรกรออกไปสนับสนุนโครงการต่างๆ ของทักษิณ ดังนั้นเกษตรกรเหล่านั้นจึงไม่อยู่ในกรอบการเสริมสร้างอำนาจที่สำนักคิด วัฒนธรรมชุมชนได้ทำการรณรงค์มา ในที่สุดพอเกิดเหตุการณ์รัฐประหารขึ้นแล้วพวกสายวัฒนธรรมชุมชนทำยังไง พวกเขาเข้าข้างเกษตรกรเหล่านั้นที่เลือกทักษิณมาหรือเปล่า ผมคิดว่าพวกเขาไม่รู้จะทำยังไง นั่นเป็นส่วนหนึ่งของความล้มเหลวของการรณรงค์เสริมสร้างอำนาจชาวบ้านตามแนว คิดวัฒนธรรมชุมชน

เรา น่าจะพูดถึงการใช้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ด้วยเช่นกัน และผมคิดว่าเท่าที่ผ่านมามันแทบไม่ประสบความสำเร็จเลย บางทีผมก็คิดว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 นั้น เป็นจุดจบของเศรษฐกิจพอเพียง ประชาชนออกเสียงไม่เอาเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าผลการเลือกตั้งไม่ถูกขว้างทิ้งไป เราก็จะได้เห็นเศรษฐกิจพอเพียงเริ่มจางหายไป

ฟ้าเดียวกัน: นอกจากเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแล้วงานศึกษาวิจัยของคุณยังได้นำเสนอเรื่องรัฐธรรมนูญชาวบ้าน” (rural constitution) ในหมู่บ้านของไทยด้วย รัฐธรรมนูญฉบับนี้แตกต่างกับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของนิธิ เอียวศรีวงศ์ อย่างไร

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมเรียกมันว่ารัฐธรรมนูญชาวบ้านเพื่อเป็นการท้าทาย เวลาคนนึกถึงรัฐธรรมนูญก็จะนึกถึงเอกสารพิเศษบางอย่างที่เขียนโดยนักกฎหมาย และคนบางกลุ่มแล้วถูกพระราชทานลงมา ผมพยายามจะบอกว่ายังมีรัฐธรรมนูญชาวบ้านด้วย มันเป็นคุณค่าและความเชื่อของชาวบ้านที่ว่าระบบการเมืองควรจะเป็นยังไง ผมว่ามันคล้ายกันมากกับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่อาจารย์นิธิอธิบาย แต่ผมคิดว่านิธิอธิบายรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมเพียงฉบับหนึ่ง (จากที่มีอยู่หลายฉบับ) ซึ่งก็เป็นฉบับที่ค่อนข้างเป็นของชนชั้นนำ โดยกษัตริย์มีบทบาทเป็นศูนย์กลาง รัฐธรรมนูญชาวบ้านก็เป็นรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมประเภทหนึ่ง แต่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของชนชั้นนำ

ฟ้าเดียวกัน: คุณคิดว่ารัฐธรรมนูญชาวบ้านมีความสำคัญต่อการเมืองในชีวิตประจำวันในชุมชน หมู่บ้านยังไง และรัฐธรรมนูญฉบับนี้สำคัญต่อการทำความเข้าใจการเมืองไทยอย่างไรบ้าง

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือการท้าทายวาทกรรมการซื้อเสียงที่ครอบงำอยู่ เวลาคนพูดถึงการเมืองในชนบทของไทย มีแนวโน้มที่จะพูดเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง แต่ผมพยายามเสนอแนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญชาวบ้านด้วยการบอกว่าชาวบ้านไม่ใช่ เอาแต่ขายเสียง พวกเขาตัดสินใจบนฐานคุณค่าทางการเมืองอีกชุดหนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมต้องการบอกคือว่า เราจำเป็นต้องทำ ความเข้าใจว่าคุณค่าทางการเมืองของชาวบ้านคืออะไร ไม่ใช่แค่ปัดไปง่ายๆ ว่าชาวบ้านขายเสียง

ฟ้าเดียวกัน: แม้เอ็นจีโอและนักวิชาการกระแสรองบางส่วนจะมีความคิดว่าชาวบ้านถูกประชานิยม ของรัฐบาลทักษิณหลอก แต่ในขณะเดียวกัน เอ็นจีโอ นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวก็ผลิตงานที่พยายามอธิบายวัฒนธรรมทางการเมืองของชาวบ้านอีก แบบหนึ่งผ่านเรื่องขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ผ่านเรื่องประชาสังคม เพื่ออธิบายว่าชาวบ้านไม่ได้เฉื่อยเนือยหรือเป็นผู้ถูกกระทำ แต่กระตือรือร้นหรือเป็นผู้กระทำในทางการเมืองแบบหนึ่ง แนวคิดในลักษณะนี้ไม่เพียงพอหรือในการทำความเข้าใจการเมืองในชนบท อะไรคือข้อจำกัดของแนวคิดเหล่านี้ในฐานะมุมมองทางเลือกต่อวัฒนธรรมทางการ เมืองในชนบทไทย

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมหรือเอ็นจีโอ หรือการเมืองรากหญ้า ในบางพื้นที่องค์กรเหล่านี้หรือประชาสังคมมีความสำคัญ แต่คนส่วนใหญ่ในชนบทไม่มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการเหล่านี้ ผมว่าถ้าเราเขียนเกี่ยวกับการเมืองในชนบทในแง่ขบวนการภาคประชาชน เราก็จะละเลยประชากรจำนวนมากในชนบท

ผม ต้องการจะบอกว่า ใช่ ขบวนการภาคประชาชนก็สำคัญ แต่เราก็ยังต้องมองการเมืองในเชิงการเลือกตั้งด้วย ขบวนการภาคประชาชนมักจะมีความเคลือบแคลงติดท่าทีต่อการเมืองในระบบเลือกตั้ง พวกเขาไม่ชอบนักการเมือง พวกเขาไม่ชอบแนวคิดเรื่องการเลือกตั้ง แต่ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องมองถึงลักษณะที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเมืองแบบ เลือกตั้ง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงพัฒนาความคิดว่าด้วยรัฐธรรมนูญชาวบ้านขึ้นมา

ฟ้าเดียวกัน: การเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุดสะท้อนให้เห็นรัฐธรรมนูญชาวบ้านอย่างไรบ้าง

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: มันยังเร็วเกินไปที่จะพูดผมอยากทำวิจัยอีกมากเกี่ยวกับคุณค่าที่ชาวบ้านใช้ ในการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งหลังสุดนี้ คุณค่าหลายอันที่ผมพูดถึงในบทความอย่างเช่น ท้องถิ่นนิยม การบริหารจัดการที่ดี การเอาใจใส่ที่ได้รับจากผู้แทนราษฎร ผมว่ามันสำคัญ แต่ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เรื่องรัฐบาลทหารกับการรัฐประหารก็เป็นประเด็นที่ใหญ่มาก มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนของชาวบ้าน คำตอบของผมตอนนี้คือต้องมีการทำวิจัยในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่บอกว่าพวกเขาเป็นคนอีสานก็ต้องเลือกพรรคพลังประชาชนอยู่แล้ว นั่นมันน่าเบื่อ ต้องไปศึกษาว่าทำไมชาวบ้านจึงเลือกพลังประชาชน

ฟ้าเดียวกัน: แม้ชนชั้นนำจะพยายามดึงการเมืองให้ถอยกลับไปสู่ยุคก่อนรัฐบาลทักษิณ ผ่านการรัฐประหารหรือผ่านรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 แต่ ถ้าดูจากผลการเลือกตั้ง ชนชั้นนำไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเชื่อของชาวบ้านไม่ให้เลือกพรรคพลัง ประชาชนได้ จากการเลือกตั้งครั้งนี้เราสามารถบอกได้ไหมว่าการเมืองไทยจะไม่ถอยกลับไปอีก แล้ว

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมไม่คิดว่าชาวบ้านจะยังคิดแบบเดิม พวกเขาแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น โต้ตอบการรัฐประหาร ผมยังไม่ได้กลับไปหมู่บ้านที่ผมทำงานวิจัยเลยตั้งแต่เลือกตั้ง แต่ผมก็มีผู้ช่วยวิจัยไปสัมภาษณ์ ชาวบ้านคุยเกี่ยวกับรัฐบาลทหารตลอดเวลา ทัศนะทางการเมืองของพวกเขาได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปบางส่วนโดยเป็นผลจาก ปฏิกิริยาต่อการรัฐประหารและสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น และผมไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องแค่ว่าพวกเขาต้องการกลับไปหาทักษิณหรือกลับไป หารัฐบาลเก่าหรือเอารัฐบาลเก่ากลับมาเท่านั้น ผมว่าพวกเขาคาดหวังถึงรัฐบาลแบบใหม่

ฟ้าเดียวกัน: การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นโยบายของแต่ละพรรคการเมืองแทบไม่แตกต่างกัน บางพรรคเป็นประชานิยมมากกว่าไทยรักไทยด้วยซ้ำ ดังนั้นด้านหนึ่งชาวบ้านก็ไม่ต้องสนใจให้ความสำคัญกับพรรคไทยรักไทยหรือพลัง ประชาชนแล้วหรือเปล่า เพราะต่อให้เลือกประชา- ธิปัตย์ แต่ในแง่ของนโยบายก็มีการสนับสนุนสวัสดิการสังคมต่างๆ ให้ชาวบ้านคล้ายๆ กัน

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: นโยบายของแต่ละพรรคไม่ค่อยแตกต่างกัน รายงานจากหมู่บ้านที่ผมทำวิจัยอยู่บอกว่าชาวบ้านแค่ไม่เชื่อถือพรรคประชาธิ ปัตย์ ประชาธิปัตย์ไม่มีเครดิตว่าจะทำตามที่หาเสียงไว้จริงๆ ชาวบ้านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่มีศรัทธาหรือความไว้วางใจต่อประ ชาธิปัตย์ มันมีความรู้สึกว่าแม้นโยบายบนกระดาษจะดูไม่แตกต่างกันมาก แต่คนมีความเชื่อมั่นในพลังประชาชนหรือไทยรักไทย

ฟ้าเดียวกัน: เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญชาวบ้านคงต้องมีลักษณะเฉพาะท้องที่ เพราะฉะนั้นในประเทศไทยคงมีรัฐธรรมนูญนี้หลายฉบับมาก

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: มีหลายฉบับมาก แต่คิดว่าอาจจะมีหลักการทั่วไปบางอย่างที่ชาวบ้านใช้ในการตัดสินใจทางการ เมือง แต่ก็อย่างที่บอก เราต้องทำวิจัยรัฐธรรมนูญชาวบ้านฉบับต่างๆ แล้วมาเปรียบเทียบกัน ฉบับของภาคใต้เป็นอย่างไร ทำไมถึงเลือกประชาธิปัตย์ มันจะต้องมีคุณค่าทางการเมืองที่แตกต่างกัน ในอีสานก็จะต้องแตกต่างจากในกรุงเทพฯ เรามีการทำวิจัยน้อยมากเกี่ยวกับคุณค่าทางการเมืองของท้องถิ่นต่างๆ ในไทย คนมักจะอธิบายแค่ว่าซื้อเสียง หัวคะแนน พรรคพวก มีแต่การชักจูงของผู้นำในการลงคะแนนเสียงของชาวบ้าน ดังนั้นเราจึงละเลยวัฒนธรรมการเมืองของท้องถิ่น เราต้องไปศึกษาดูว่าวัฒนธรรมการเมืองของพวกเขาเป็นอย่างไร แน่นอนว่าต้องมีหัวคะแนน แน่นอนว่าต้องมีการซื้อเสียง แต่มันก็ไม่ใช่คำอธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง อธิบายได้แค่บางส่วนเท่านั้น

ฟ้าเดียวกัน: เดิมเรามักจะได้ฟังแต่การวิเคราะห์ที่มองชาวบ้านชนบทไทยในเชิงที่เฉื่อย เนือยหรือถูกกระทำมาก ถูกหลอกลวง ถูกซื้อเสียง ไม่ฉลาด ไม่มีเหตุผล ไม่มีข้อมูล แต่พอมาอ่านงานของคุณเรื่องรัฐธรรมนูญชาวบ้าน ดูเหมือนว่าชาวบ้านจะฉลาดมาก มีเหตุมีผลมาก ตื่นตัวมากและมีฐานะเป็นผู้กระทำ การมองอย่างนี้มันจะสุดโต่งไปอีกแบบหนึ่งไหม

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: มันจะต้องมีอันที่อยู่ตรงกลาง ไม่ใช่ว่าชาวนาหรือชาวบ้านฉลาดกันทุกคน มีชาวนาที่โง่ ชาวนาที่ฉลาด ชาวนาที่ฉลาดปานกลาง ก็เหมือนมีอาจารย์โง่ อาจารย์ฉลาดพวกเขาเป็นคน ผมไม่อยากโรแมนติกโดยบอกว่าชาวบ้านไตร่ตรองรอบคอบมากในเรื่องการเมืองแต่ผม คิดว่าพวกเขามีวัฒนธรรมการเมืองที่ตื่นตัว มีวัฒนธรรมที่ตื่นตัวในการถกเถียงเรื่องการเมือง ประเมินเรื่องการเมือง คุยกันตลอดเวลา มีคนบอกว่าชาวบ้านไม่ใส่ใจเรื่องคอร์รัปชั่นของทักษิณ อันที่จริงชาวบ้านถกเถียงเรื่องคอร์รัปชั่นตลอดเวลา พวกเขาคุยทั้งเรื่องการเมืองท้องถิ่นและระดับประเทศ ชาวบ้านตัดสินใจว่า ใช่ ทักษิณทุจริตในบางแง่ แต่เขาทำอะไรอย่างอื่นที่ดี เมื่อชั่งตาชั่งแล้วพวกเขาต้องการเลือกทักษิณ ผมไม่ต้องการจะบอกเป็นนัยว่าชาวบ้านทุกคนเป็นอัจฉริยะ พวกเขาก็เป็นคนทั่วไป แต่ก็มีวัฒนธรรมการเมืองในหมู่บ้านที่ไม่เฉื่อยเนือยหรือยอมรับอะไรก็ได้

ฟ้าเดียวกัน: วัฒนธรรม/คุณค่าของหมู่บ้านในงานของคุณแตกต่างอย่างไรกับวัฒนธรรม/คุณค่าของหมู่บ้านอย่างในงานของ
สำนักฉัตรทิพย์ นาถสุภา

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: พูดง่ายๆ ก็คือผมมองว่าหมู่บ้านเป็นจุดหนึ่งในเครือข่ายที่แผ่ขยายไปยังระดับภูมิภาค ระดับประเทศ หรือบางครั้งก็ถึงกับระดับระหว่างประเทศเลย วัฒนธรรมและเศรษฐกิจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์แบบเครือข่าย แต่พอพูดถึงเศรษฐกิจหมู่บ้านหรือวัฒนธรรมชุมชนแบบของฉัตรทิพย์ รู้สึกว่าหมู่บ้านจะมีลักษณะแยกตัวออกมากกว่า โดดเดี่ยวมากกว่า มันไม่รู้สึกว่ามีการเชื่อมโยงกัน เราควรจะมองหมู่บ้านในลักษณะที่เป็นจุดจุดหนึ่งในเครือข่าย หมู่บ้านนั้นถูกสร้างขึ้นในมิติของความสัมพันธ์กับรัฐ ความสัมพันธ์กับทุน และความสัมพันธ์กับการเมือง แนวคิดวัฒนธรรมชุมชนนั้นมองสังคมและวัฒนธรรมว่าถูกสร้างขึ้นในลักษณะที่มี ตำแหน่งแห่งที่ของมันเองอย่างเฉพาะเจาะจง ขาดความสัมพันธ์และเชื่อมโยง แต่ผมกลับมองอย่างเชื่อมโยงและเป็นเครือข่าย

ฟ้าเดียวกัน: เข้าใจว่าการศึกษาเรื่องรัฐธรรมนูญชาวบ้านนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมาก แต่จากเท่าที่ศึกษามาคุณพอจะมองเห็นไหมว่ารัฐธรรมนูญชาวบ้านมีพลวัตอย่างไร บ้าง หรือมีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขอะไร

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมไม่คิดว่าเรารู้ เพราะเราขาดสำนึกเชิงประวัติศาสตร์ที่เข้มข้นพอเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการ เมืองของชนบทว่าเป็นมาอย่างไร เรามีงานศึกษาอยู่บ้าง อย่างในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 ใน ช่วงที่มีการเคลื่อนไหวของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย เราพอรู้อยู่บ้างว่าวัฒนธรรมทางการเมืองในชนบทช่วงนั้นเป็นอย่างไรบ้าง แต่หลังจากนั้นไม่มีงานอะไรมากนัก มันจึงยากที่จะตัดสินว่าวัฒนธรรมการเมืองในชนบทพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่าง ไร ผมหวังว่าเรากำลังเริ่มที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งขึ้น เริ่มที่จะทำความเข้าใจพัฒนาการ แต่เราก็ต้องมาคิดหาหนทางในการศึกษา เพราะมันไม่ง่ายที่จะรู้วิธีศึกษาการเมืองในประเทศไทยที่ไม่เพ่งเล็งไปที่ชน ชั้นนำ การวิเคราะห์การเมืองไทยจำนวนมากเน้นไปที่ชนชั้นนำ สถาบันกษัตริย์ พ่อค้า เจ้าพ่อ อะไรเหล่านี้ เราต้องเริ่มมองไปที่วัฒนธรรมการเมืองระดับหมู่บ้านแล้ว

ฟ้าเดียวกัน: คุณคิดว่าวัฒนธรรมทางการเมืองระดับหมู่บ้านเป็นส่วนหนึ่งของ ภาคประชาชนหรือเปล่า

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: นั่นขึ้นอยู่กับว่าคุณจะนิยามภาคประชาชนอย่าง ไร ถ้าคุณนิยามภาคประชาชนว่าเป็นเอ็นจีโอ เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ผมว่ามันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง สำหรับผม ภาคประชาชนใหญ่กว่านั้นมาก อย่างชาวบ้านในหมู่บ้านที่ผมทำงานวิจัย พวกเขาไม่สนใจเอ็นจีโอ ขณะที่ใกล้แถวนั้นมีเอ็นจีโอในหมู่บ้านอื่นๆ บางแห่ง พวกเขาค่อนข้างระแวงเอ็นจีโอด้วยซ้ำ พวกเขาเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางสังคมหรือเปล่า ก็ไม่เชิง ดังนั้นผมหมายถึงวัฒนธรรมทางการเมืองแบบที่ไม่ค่อยเป็นทางการหรือนอกรูปแบบ วัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่มีโครงสร้าง ไม่มีการจัดตั้ง ผมพูดถึงภาคประชาชนในความหมายกว้าง มันไม่ใช่รัฐ ไม่ใช่ราชการ

เวลา ผมพูดถึงชนบทไทย ผมคิดว่าพวกเขามีสถาบัน พวกเขามีองค์กร แต่ผมไม่นิยามพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาชน และผมคิดว่ามีวัฒนธรรมที่ไม่เป็นทางการที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับองค์กร การจัดตั้ง หรือขบวนการเคลื่อนไหวใดๆผมคิดว่าภาคประชาชนจำนวนมากมีความเข้าใจที่จำกัด มากเกี่ยวกับวัฒนธรรมนี้ ภาคประชาชนจำนวนมากที่ทำงานประเด็นชนบท อย่างเช่นร่าง พ.ร.บ. ป่าชุมชน ขบวนการภาคประชาชนต้องการกฎหมายป่าชุมชนมาก แต่ชาวนาที่ผมทำงานด้วยในภาคเหนือ พวกเขาไม่สนใจร่าง พ.ร.บ. ป่าชุมชน มันไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขา ผมว่ามักจะมีช่องว่างอยู่เสมอระหว่างการรณรงค์ของภาคประชาชนกับประเด็นปาก ท้องเฉพาะหน้าของเกษตรกร

ฟ้าเดียวกัน: ถ้าชนบทไทยเปลี่ยนไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม จะส่งผลยังไงต่อรัฐธรรมนูญชาวบ้าน

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: เวลาผมพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับหมู่บ้านหรือรัฐธรรมนูญชาวบ้าน ผมไม่ได้พูดว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเกษตร ผมว่าสิ่งสำคัญอันหนึ่งที่เราต้องแยกแยะคือ แยกหมู่บ้านออกจากเกษตรกรรม ชาวบ้านส่วนใหญ่อย่างน้อยสักครึ่งหนึ่งมีรายได้ส่วนใหญ่จากนอกภาคการเกษตร ผมจึงคิดว่าชนบทไทยไม่ได้เป็นสังคมเกษตรกรรมอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นต่อให้เป็นสังคมอุตสาหกรรม เราก็จะยังมีรัฐธรรมนูญชาวบ้าน ยังมีรัฐธรรมนูญฉบับท้องถิ่นซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่บนฐานของการเป็น สังคมเกษตรกรรม ผมไม่คิดว่าวัฒนธรรมหมู่บ้านของแท้จะต้องเป็นเกษตรกรรม

ฟ้าเดียวกัน: รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของนิธิมีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง แล้วในรัฐธรรมนูญชาวบ้านที่คุณพูดถึงนั้นสถาบันกษัตริย์อยู่ตรงไหน

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมไม่เคยได้ยินชาวบ้านอธิบายการตัดสินใจทางการเมืองของตัวเองในเชิงที่ เกี่ยวกับกษัตริย์ ผมไม่เคยได้ยินชาวบ้านบอกว่าจะเลือกทักษิณหรือไม่เลือกทักษิณเพราะทักษิณจาบ จ้วงหรือจงรักภักดีเลย ผมว่านั่นไม่เป็นประเด็น นี่เป็นข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างรัฐธรรมนูญชาวบ้านของผมกับรัฐธรรมนูญฉบับ วัฒนธรรมของอาจารย์นิธิ ผมว่ากษัตริย์เป็น เจ้าที่คนกราบไหว้ ที่คนอาจจะถือเป็นที่ยึดเหนี่ยว แต่สำหรับการตัดสินใจทางการเมืองมันเป็นเรื่องเชิงปฏิบัติ

ฟ้าเดียวกัน: เคยได้ยินประโยคที่ว่ารักในหลวง ห่วงทักษิณไหม หลังรัฐประหารมีคนอธิบายว่ามีความขัดแย้งระหว่างคนที่รักในหลวงกับคนที่รัก ทักษิณ แต่ก็มีบางคนอธิบายว่าชาวบ้านนั้นรักในหลวงห่วงทักษิณ คือรักทั้งคู่

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมไม่เคยได้ยินใครพูดในเชิงว่าต้องเลือกระหว่างทักษิณกับกษัตริย์นะ ทักษิณเป็นผู้นำทางการเมือง ส่วนกษัตริย์ก็เป็นกษัตริย์ มันไม่เกี่ยวกัน แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำวิจัยประเด็นนี้ เป็นเรื่องยากที่จะไปถามชาวบ้านตรงๆ ว่าคุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับกษัตริย์และบทบาททางการเมืองช่วงรัฐประหาร

--------------------------

ที่มา : ประชาไท

[url]http://www.prachatai.com/05web/th/home/13112 [/url]

จาก thaifreenews

เตช เยือนลาว กระชับความสัมพันธ์ 12-13 ส.ค.


ก.ต่างประเทศ 8 ส.ค.- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเตช บุนนาค รมว.ต่างประเทศ และคณะ มีกำหนดเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 12-13 สิงหาคม 2551 ตามคำเชิญของนายทองลุน สีสุลิด รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศลาว เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง

โดยนายเตชจะเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงนครหลวงเวียงจันทน์ ช่วงบ่ายวันที่ 12สิงหาคม 2551 เพื่อพบหารือข้อราชการกับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศลาว จากนั้นนายเตชจะพบกับทีมประเทศไทย เพื่อรับทราบข้อมูลในพื้นที่และมอบนโยบาย ในช่วงค่ำรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศลาวจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่คณะ

ส่วนวันที่ 13 สิงหาคม 2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำหนดเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการกับนายบัวสอน บุบผาวัน นายกรัฐมนตรีลาว และ พล.ท.จูมมะลี ไชยะสอน ประธานประเทศลาว แล้วเดินทางโดยรถยนต์ไป จ.อุดรธานี เพื่อเป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง “ความร่วมมือด้านการศึกษาไทย-ลาว” ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ กับกระทรวงศึกษาธิการ และเยี่ยมหน่วยบริการหนังสือเดินทางเคลื่อนที่ของกรมการกงสุล แล้วจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน

สำหรับการเยือนครั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะได้ติดตามและผลักดันความร่วมมือไทย-ลาว ในสาขาต่าง ๆ ตามที่รัฐบาลไทยและลาวได้ตกลงร่วมกันไว้ และจะแลกเปลี่ยนทัศนะกับผู้นำลาว เพื่อแสวงหาลู่ทางในการกระชับความสัมพันธ์ไทย-ลาว ทั้งในกรอบทวิภาคีและพหุภาคี ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-08 18:26:07


นายกฯ มั่นใจกฎบัตรอาเซียนจะทำให้อาเซียนเข้มแข็งขึ้น

กรุงเทพฯ 8 ส.ค. - นายกรัฐมนตรี ระบุอาเซียน 41 ปี ได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศมากขึ้น เร่งพัฒนาจากกลุ่มความร่วมมือเป็นประชาคมอาเซียนใน 7 ปีข้างหน้า ส่วนกฎบัตรอาเซียนประเทศสมาชิกกำลังทยอยให้สัตยาบัน จะทำให้อาเซียนเข้มแข็ง และมีความร่วมมืออย่างเป็นระบบ

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ปราศรัยออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย คืนวันนี้ (8 ส.ค.) เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาอาเซียน ประจำปี 2551 โดยสรุปว่า วันนี้ เป็นวันครบรอบ 41 ปี ของการจัดตั้งสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งปัจจุบันอาเซียนได้รับการยอมรับว่า เป็นกลุ่มทางการเมืองและเศรษฐกิจ ที่มีบทบาทสำคัญเพิ่มขึ้น ในเวทีระหว่างประเทศ

นายสมัคร กล่าวว่า ขณะนี้ อาเซียนกำลังพัฒนาจากกลุ่มความร่วมมือ ให้เป็นประชาคมอาเซียน ในอีก 7 ปีข้างหน้า ซึ่งจะประกอบด้วย ประชาคมความมั่นคงอาเซียน จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ประเทศสมาชิกมีความพร้อมในการป้องกันและจัดการกับความขัดแย้งระหว่างกันมากขึ้น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังเร่งรวมตัวทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างเขตการค้าเสรีอาเซียน และเขตการลงทุนอาเซียน เพื่อพัฒนาอาเซียนให้น่าสนใจ และมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียนที่มีเป้าหมายให้ประชาชนในภูมิภาครู้จัก และเข้าใจกันมากขึ้น มีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนนี้

นายสมัคร กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่สำคัญสำหรับอาเซียน และประเทศไทย เพราะเลขาธิการอาเซียนคนปัจจุบันคือชาวไทย และประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน ซึ่งเราจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน การประชุมรัฐมนตรีอาเซียน และการประชุมที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่ประเทศไทย และขณะนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนกำลังทยอยกันให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียน ซึ่งเปรียบเสมือนบทบัญญัติร่วมกัน ที่ทำให้อาเซียนเป็นองค์กรที่มีโครงสร้างที่เข้มแข็ง และมีกรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมสาขาต่างๆ อย่างเป็นระบบ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-08 18:09:36


กต.ย้ำสัมพันธ์ไทย-สหรัฐแน่น เชื่อเปลี่ยนรัฐบาลนโยบายยังคงกรอบเดิม

ก.ต่างประเทศ 8 ส.ค. - อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ เผยการเดินทางเยือนไทยของประธานาธิบดีสหรัฐ อาจพิจารณาให้ไทยออกจากกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ

นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ อธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ กล่าวถึงผลที่ประเทศไทยได้รับจากการเดินทางเยือนของนายจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐ ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม ว่า ด้านความสัมพันธ์เป็นการย้ำว่า ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย และที่ผ่านมา ในด้านการค้าไทยได้ดุลถึงปีละ 300,000 ล้านบาท และด้วยพื้นฐานความสัมพันธ์ดังกล่าวไทยยังได้ย้ำผ่านผู้นำสหรัฐ ให้พิจารณาปรับสถานะของประเทศไทยออกจากกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) โดยคำนึงถึงความคืบหน้าในความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐ ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้แผนปฏิบัติการระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยและสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความร่วมมือการคุ้มครองสิทธิ์

นางนงนุช กล่าวว่าโอกาสนี้ไทยได้แสดงข้อกังวลต่อสหรัฐ ว่าไม่เห็นด้วยกับกฎหมายคว่ำบาตรพม่า เพราะนอกจากจะส่งผลกระทบต่อประชาชนของพม่าแล้ว ยังกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ส่งออกอัญมณีไทย โดยหวังว่าสหรัฐจะพิจารณาหามาตรการรองรับ เพื่อปกป้องไทยจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายดังกล่าว ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐยังไม่ได้มีคำตอบ เพราะในการพูดคุยเรื่องดังกล่าวระหว่างนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีบุช ไม่ได้พูดคุยกันในสิ่งที่เป็นรายละเอียด

หากสหรัฐเปลี่ยนรัฐบาลสิ่งที่ได้พูดคุยกันจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ นั้น นางนงนุช กล่าวว่า การพูดของประธานาธิบดีบุช เหมือนเป็นการวางกรอบไว้ว่า รัฐบาลต่อไปจะต้องหันมาดูว่ารัฐบาลที่แล้วสร้างความสัมพันธ์ไว้ในระดับใด ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลต่อมาจะต้องทำความสัมพันธ์ไม่น้อยกว่ารัฐบาลที่แล้ว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-08 17:22:21

สมัคร สั่งหาพรรคใหม่รองรับกรณีเกิดอุบัติเหตุการเมืองรวมทั้งถูกยุบพรรค

กรุงเทพฯ 8 ส.ค.- “สมัคร” สั่งเตรียมหาพรรคใหม่รองรับกรณีพรรคพลังประชาชนถูกยุบ เผยเล็งไว้ 2-3 พรรค ระบุพร้อมถ่ายเทสมาชิกพรรคทันทีถ้ามีอุบัติเหตุการเมืองเกิดขึ้น พร้อมเตรียมตัวหัวหน้าพรรคไว้ด้วย แต่ขออุบชื่อหวั่นโดนสกัด

นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ กรรมการบริหารพรรคและนายทะเบียนพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงความคืบหน้าในการเตรียมหาพรรคการเมืองใหม่ ว่า เรื่องนี้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคได้ย้ำถึงการดำเนินการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ให้กับคณะทำงานและฝ่ายสำนักทะเบียนพรรคว่า อะไรที่สามารถทำได้ เพื่อรักษาความเป็นพรรคการเมืองภายในกรอบของกฎหมายและขอให้รีบดำเนิน เพราะตอนนี้เขากำลังจะเผาบ้านเราอยู่ จะต้องรีบหาบ้านหลังใหม่ โดยพรรคได้ประเมินจากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้เรียก นายสมัคร และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค เข้าชี้แจงในวันที่ 13 ส.ค.นี้ และทราบว่าจะไม่ให้เลื่อนหรือขยายเวลาออกไปอีก ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างให้จัดการกับพรรคพลังประชาชน และที่ผ่านมาได้วิเคราะห์และประเมินจากหลายฝ่าย ต่างเห็นตรงกันว่า พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบพรรคอย่างแน่นอน

“ในฐานะที่พรรคพลังประชาชน เป็นสถาบันการเมือง ได้รับเลือกตั้ง ส.ส.จากประชาชนให้เข้ามาทำงาน จะอยู่เฉยไม่ได้ แม้พรรคจะอยู่ระหว่างการพิจารณากรณียุบพรรค ซึ่งต้องผ่านขั้นตอนของ กกต. อัยการสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ โดยจะต้องใช้เวลาอีก 5-6 เดือนก็ตาม แต่ขณะนี้ได้จัดเตรียมพรรครองรับไว้แล้ว 2-3 พรรค เพียงแต่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อหรือรายละเอียดได้” นายสมาน ย้ำ

นายสมาน กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า พรรคที่ได้เตรียมสำรองไว้นั้น ได้ทำถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งการจัดตั้งสาขาพรรค สมาชิกพรรคและที่ทำการพรรค ดังนั้น ทุกอย่างต้องทำให้พร้อม หากมีการตัดสินประกาศยุบพรรคแน่นอน หรือมีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น เช่น นายสมัคร ประกาศยุบสภา หรือด้วยเหตุอื่นใด จะสามารถถ่ายเทสมาชิกพรรคไปอยู่ได้ทันที โดยในส่วนของหัวหน้าพรรคนั้น เชื่อว่าบุคคลในพรรคพลังประชาชน มีความเหมาะสมพร้อมที่จะเป็นหัวหน้าพรรคได้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อ เนื่องจากเกรงจะถูกขัดขวางสกัดกั้นได้.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-08 15:31:13


ปราสาทเขาพระวิหาร ปัญหากฎหมายและอธิปไตยของชาติ

ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน การพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ที่กัมพูชาจะรุกคืบมายึดเอาปราสาทในบริเวณชายแดนไทยนั้น ผมได้รับเอกสารจากผู้ที่มีความรักและหวงแหนแผ่นดินและประเทศชาติ และเห็นว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับคนไทย เพื่อให้นักปลุกระดมข้างถนนได้หูตาสว่างขึ้น หยุดสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองเสียที

ความเป็นมาของการเสียดินแดน ที่เคยเป็นของสยามให้กับฝรั่งเศส และการอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารระหว่างไทยและกัมพูชา มีลำดับเหตุการณ์ ดังนี้
วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1863 (พ.ศ.2406) ผู้สำเร็จราชการกัมพูชา ได้เซ็นสัญญายอมอยู่ใต้อารักขาของฝรั่งเศส

วันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1863 มีการลงนามในสัญญาระหว่าง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และผู้สำเร็จราชการคนเดียวกันยอมรับเขมรเป็นเมืองขึ้นของกรุงสยามมาก่อน

วันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ.1867(พ.ศ.2410) มีสนธิสัญญาระหว่างฝรั่งเศสกับสยาม ยอมรับว่ากัมพูชาเป็นเมืองในอารักขาของฝรั่งเศส สยามสละสิทธิทั้งปวงในกัมพูชาที่เป็นเมืองขึ้น แต่ยังคงสงวนมณฑลพระตะบอง เสียมเรียบและศรีโสภณไว้เป็นของสยาม สนธิสัญญานี้ให้ยกเลิกสัญญาลงวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.1863(พ.ศ.2406)

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ฝรั่งเศสยึดดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทำสนธิสัญญาลงวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ.1893(พ.ศ.2436) สาระสำคัญของสัญญาฉบับนี้ระบุให้สยามยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงกับเกาะต่างๆในแม่น้ำนั้นให้ฝรั่งเศส

ต่อมาฝรั่งเศสเข้ายึดจันทบูร และทำสนธิสัญญากับประเทศสยาม ลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904 พ.ศ.2447) ให้สยามยกหลวงพระบางบนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงกับดินแดนทางใต้ภูเขาพนมดงรักให้แก่ฝรั่งเศส ต่อมามีการทำสัญญาเพิ่มเติมลงวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ.1904 ทำให้สยามเสียดินแดนระหว่างทะเลสาบกับทะเลหลวงแก่ฝรั่งเศส
ในวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ.1907มีการทำสัญญาอีกฉบับหนึ่งยอมรับว่าฝรั่งเศสยอมสละเอกสิทธิบางอย่างในสยาม แต่สยามต้องการยกมณฑลพระตะบอง เสียมเรียบและศรีโสภณให้ฝรั่งเศส

ผลสืบเนื่องจากสนธิสัญญาทั้งสองฉบับมีผลสำคัญต่อคดีปราสาทเขาพระวิหาร ในข้อ 1 ระบุว่า เขตเส้นเขตแดนระหว่างสยามกับกัมพูชาเริ่มบนฝั่งซ้ายทะเลสาบที่ปากแม่น้ำสตุงรอลูโอส แล้วเดินตามเส้นขนานไปทางตะวันออก จนบรรจบแม่น้ำเปร็ค กำปงเทียม ตามเส้นเมอริเดียนไปทางเหนือจนถึงเทือกเขาดงรัก แล้วไปตามสันปันน้ำ ซึ่งแบ่งน้ำฝนไปลงที่แม่น้ำแสนและแม่น้ำโขงทางหนึ่ง กับที่ลุ่มแม่น้ำมูลอีกทางหนึ่งจนไปบรรจบเทือกเขาพนมผาด่าง และเดินตามสันเขาเทือกนี้ไปจนบรรจบแม่น้ำโขงทางตะวันออกทางเหนือขึ้นไปนั้น

จะเห็นว่าในเรื่องของปราสาทเขาพระวิหารนั้น ถ้ายึดสนธิสัญญา ค.ศ.1904 ก็จะต้องกำหนดตามอาณาเขตธรรมชาติ คือ สันปันน้ำ ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่า สันปันน้ำเป็นอาณาเขตของไทย

แต่แผนที่ “แผ่นดงรัก” กำหนดให้ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในเขตแดนกัมพูชา ทางฝ่ายกัมพูชาอ้างว่า ต้นฉบับแผนที่นี้ พิมพ์โดยอาศัยอำนาจมอบหมายจากคณะกรรมการผสม ซึ่งตั้งขึ้นตามสนธิสัญญา ค.ศ. 1904 (พลเอก หม่อมชาติเดชอุดม เป็นประธานกรรมการฝ่ายไทย พันโท แบร์นาร์ด เป็นประธานกรรมการฝ่ายฝรั่งเศส) ซึ่งมีการส่งแผนที่ ไปให้รัฐบาลสยาม 50 ฉบับ ทางเสนาบดีฝ่ายไทยตอบรับเมื่อ ค.ศ. 1908 (พ.ศ.2451) ในขณะนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีมหาดไทย ได้ทรงขอแผนที่เพิ่มอีก 15 ฉบับเพื่อแจกจ่ายเจ้าพนักงานท้องถิ่น

มีเอกสารประวัติศาสตร์จากบันทึกของทายาทบุคคลร่วมสมัยในรัชกาลที่ 7 ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พระยาประชากิจกรจักร (ชุบ โอสถานนท์) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 1927(พ.ศ.2470) พระยาประชากิจกรจักร ได้สร้างสาธารณประโยชน์ โดยการตัดถนนและแต่งทางเกวียน (ซึ่งปัจจุบันคือถนนสานศรีสะเกษ-กันทรลักษ์-เสาธงชัย) ทำให้ฝ่ายราชการสยามสามารถเดินทางไปถึงปราสาทเขาพระวิหารได้ภายใน 6 ชั่วโมง จากเดิมต้องใช้พาหนะช้างและเกวียนถึง 2 คืน

นอกจากนี้ยังได้ถ่ายรูปการก่อสร้างทางดังกล่าวทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 7 ด้วย

เป็นการแสดงให้เห็นถึงประชาธิปไตยของไทยเหนือพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารที่มีอย่างสืบเนื่อง ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904 ซึ่งยึดแนวสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขตแดน

นอกจากนี้ยังเป็นที่สังเกตว่า เมื่อครั้งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสภา ระหว่างเสด็จประพาสสำรวจโบราณสถานใน จ.ศรีสะเกษ และอุบลราชธานีนั้น พระองค์เคยเสด็จไปที่ปราสาทเขาพระวิหารในปี ค.ศ. 1930 (พ.ศ.2473) และทรงพบกับ ปามังดิเอร์ นักโบราณคดีและเรซิดังฝรั่งเศสแต่งเครื่องแบบเต็มยศมาเฝ้า เขาได้ให้ทหารชักธงชาติฝรั่งเศสอยู่หน้าที่พักในพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร

แต่ถึงกระนั้นก็ยังปรากฏหลักฐานว่า ฝ่ายไทยได้ใช้อำนาจปกครองเหนือปราสาทเขาพระวิหารตามเดิม นอกเหนือไปจากการให้ทำป่าไม้และจับช้างป่าในอาณาบริเวณ ช่วงปี ค.ศ. 1917-1927

ค.ศ.1934-1935 เจ้าพนักงานแผนที่ฝ่ายไทยสำรวจเส้นเขตแดน และตีพิมพ์แผนที่ในปี ค.ศ.1958 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการปะทะกันด้วยกำลังระหว่างฝรั่งเศสกับไทย

ต่อมากรมศิลปากร แห่งประเทศไทย ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็น โบราณสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1940

จึงเป็นที่เข้าใจว่า ไทยยึดครองปราสาทเขาพระวิหารเมื่อ ค.ศ. 1940 และได้ปราสาทคืนมาตามสัญญาโตเกียว ค.ศ.1941 และเมื่อมีการขึ้นทะเบียนอีกครั้งตามประกาศฉบับที่ 2 ลงวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ.1959 ท้ายประกาศมีแผนที่แสดงปราสาทเขาพระวิหารแนบมาด้วย

ในปี ค.ศ.1949 ด้วยความริเริ่มของฝรั่งเศสตามด้วยกัมพูชา ก็มีการค้านอำนาจอธิปไตยของไทยเหนือปราสาทเขาพระวิหารอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก

คดีปราสาทเขาพระวิหารในอดีตเริ่มจากความเคลื่อนไหวของกัมพูชา กระทรวงโฆษณาการของกัมพูชา พิมพ์เผยแพร่บทความของนายซัมชาลี องคมนตรีและเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงลอนดอน หลังจากนั้นก็มีการโจมตีกันในหน้าหนังสือพิมพ์ของทั้งสองประเทศ วันที่ 4 สิงหาคม 1957 รัฐบาลไทยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแนวชายแดนไทยด้านกัมพูชา รวม 7 จังหวัด คือ จันทบุรี ปราจีนบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษและ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี ทั้งสองฝ่ายพยายามยุติข้อขัดแย้งแต่ไม่เป็นผล

วันที่ 1 ธันวาคม 1958 รัฐบาลกัมพูชาตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย ปีต่อมารัฐบาลกัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ขอให้ศาลวินิจฉัยให้ประเทศไทยถอนกำลังถืออาวุธออกจากบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร และขอให้ชี้ขาดว่าอำนาจเหนือปราสาทเขาพระวิหารนั้นเป็นของกัมพูชา

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อ 46 ปีมาแล้ว ศาลโลกพิจารณาว่า ปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา แม้ว่าหลังจากคำพิพากษาของศาลโลก ไทยได้ถอนทหารออกจากบริเวณปราสาทเขาพระวิหารแล้ว แต่ไทยได้มีหนังสือคัดค้านไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาเสียงข้างมาก แต่เห็นพ้องกับคำพิพากษาแย้ง และได้ตั้งข้อสงวนว่า ไทยอาจกลับเข้าไปครอบครองปราสาทในวันข้างหน้า เนื่องจากไทยยังคงถือว่าปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอำนาจอธิปไตยของไทย หนังสือฉบับนั้นส่งไปจาก กรมสนธิสัญญาและกฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศโดย ม.จ.เพลิงนภดล รพีพัฒน์ โอรสในกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทยเป็นอธิบดี และนายจาพิกรณ์ เศรษฐบุตร ผู้รักษาการที่ปรึกษากฎหมาย เป็นหัวหน้ากองกฎหมาย และนายสมปองสุจริตกุล เป็นผู้ยกร่างหนังสือว่าด้วยข้อสงวน ซึ่งยังมีผลบังคับถึงปัจจุบัน

คิดว่าสิ่งที่นำมาเสนอนี้ จะเป็นประโยชน์ สำหรับผู้ที่รักชาติรักแผ่นดินในการรับทราบข้อมูลเพิ่มขึ้น พิจารณากันดูเถอะครับ