WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 10, 2008

“พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ” เส้นทางชีวิตกับเก้าอี้ มท.1

คอลัมน์ : สะกิดกระบวนการยุติธรรม

การปรับคณะรัฐมนตรีสมัคร 2 เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว และที่น่าจับตาที่สุดเห็นจะเป็น ชื่อของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร. มานั่งควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นที่เรียบร้อยไม่พลิกโผ แทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ตกเก้าอี้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ไปเรียบร้อยโรงเรียนจีน

ถามว่าทำไม"สมัคร"ถึงเลือก “บิ๊กโก” มานั่งในตำแหน่งนี้แทน ร.ต.อ.เฉลิม ทั้งที่หลังเกษียณอายุราชการ พล.ต.อ.โกวิท เก็บตัวเงียบมาตลอดไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง คำตอบคงหนีไม่พ้นเพราะหวังภาพลักษณ์”มิสเตอร์คลีน” ของ พล.ต.อ.โกวิท จะเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลได้

ด้วยบุคคลิกที่ดูตรงไปตรงมา จริงจังกับการทำงาน ซื่อสัตย์สุจริต พูดน้อย ตรงกันข้ามกับบุคคลิกของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่เป็นคนพูดจาดุดัน รุนแรง ทำให้รัฐบาลนาวาสมัครจะสามารถลดแรงกดดันของของกลุ่ม”พันธมิตรฯ” ที่มีต่อรัฐบาลได้ไม่มากก็น้อย

และการไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐประหารช่วง 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ซึ่งลึกเข้าไปในหัวใจของ”บิ๊กโก”เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ พล.ต.อ.โกวิท “ถูกเลือก”ให้ร่วมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

หากมอง”ขั้วการเมือง” ของ พล.ต.อ.โกวิท แล้ว ที่ผ่านมาก็ไม่มีขั้วการเมืองที่ชัดเจน ไม่ใช่คนกลุ่มพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือขั้วของคณะมนตรีความมั่นคง การดึง “บิ๊กโก” มาจึงลบภาพรัฐบาลนอมินีตามใบสั่ง “นายใหญ่” ได้

หากย้อนดูเส้นการเติบโตของ พล.ต.อ.โกวิท ที่ได้รับฉายาว่า “ตำรวจป่า” นั้นไม่ธรรมดา ช่วงขึ้นนั่งตำแหน่ง”เจ้ากรมปทุมวัน”นั้นมีคู่แข่งสำคัญ คือ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นรต.รุ่น 23 ที่มีความสนิทแนบแน่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างมาก จนถูกโยกตัวกลับจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ปปส. มานั่งรอง ผบ.ตร. เพื่อรอจัดคิวขึ้นนั่งตำแหน่ง ผบ.ตร. แทน พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ รักษาการ ผบ.ตร. ในขณะนั้น

จุดประสงค์หลักก็เพื่อวางตัว พล.ต.อ.ชิดชัย ให้มาคุมทัพสีกากีเพื่อดูแลฐานอำนาจระหว่างที่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ พล.ต.อ.โกวิท ขณะนั้นซึ่งรั้งอาวุโสอันดับหนึ่งที่จะได้นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. แข็งพอที่จะไม่ยอมง่ายๆ แสดงเจตจำนงจะฟ้องศาลปกครองหากมีการข้ามอาวุโสให้ พล.ต.อ.ชิดชัย ขึ้นเป็น ผบ.ตร.

ทำให้ คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นประธาน ต้องมีมติให้ “บิ๊กโก” ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. นานถึง 3 ปีเต็ม จนเกษียณอายุราชการในปี 2550 ผลที่ตามมาทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องมอบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีให้ พล.ต.อ.ชิดชัย เป็นการปลอบใจแทน

ระหว่างที่นั่งในตำแหน่ง ผบ.ตร. นั้น พล.ต.อ.โกวิท ก็ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด แม้จะไม่มีผลงานที่โดดเด่นให้เป็นที่จดจำมากนัก

จนกระทั่งวันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดเหตุปฏิวัติรัฐประหาร โดยมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ขณะนั้น พล.ต.อ.โกวิท ได้ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ และดำรงตำแหน่งสมาชิก คมช. โดยไม่เต็มใจนักเพราะส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการปฎิวัติครั้งนี้

ซึ่งสาเหตุนี้บวกกับหลายสาเหตุที่พล.ต.อ.โกวิทไม่เห็นด้วยทำให้ภายหลัง พล.ต.อ.โกวิท มีปัญหาแตกคอกับสมาชิกคมช. ทำให้สมัยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่ง ย้าย พล.ต.อ.โกวิท จากตำแหน่ง ผบ.ตร.ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550

เท่านั่นไม่พอ วันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2550 พล.อ.สุรยุทธ์ ได้เซ็นต์คำสั่งให้ พล.ต.อ.โกวิท พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ระดับ 11 สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

สร้างความเจ็บปวดให้กับ พล.ต.อ.โกวิท อย่างสุดซึ้ง ถึงความไม่เป็นธรรม จึงยื่นฟ้องศาลปกครอง ซึ่งภายหลังศาลปกครองได้วินิจฉัยว่า คำสั่ง พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าวในที่สุด ส่งผลให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ สามารถดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จนครบวาระเกษียนอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายน 2550 รักษาเกียรติยศชื่อเสียงของตนเองไว้ได้

และนี่คือที่มาและเกียรติประวัติของ นายตำรวจป่า ที่ชื่อ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ที่มีพฤติกรรมความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ใสสะอาด การันตี จะทำให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เชื่อว่า จะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดูดีขึ้นและลดแรงกดดันของสังคมได้อย่างที่รัฐบาลคาดหวังหรือไม่กับตำแหน่ง มท.1 ที่มีอำนาจควบคุมข้าราชการฝ่ายปกครอง ท่ามกลางบรรยากาศการเผชิญหน้าของกลุ่มผู้ชุมนุมสองฝ่ายที่มีความเห็นขัดแย้งทางความคิด และดูจะลุกลามไปในทางรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ พล.ต.อ.โกวิท ต้องทำการบ้านอย่างหนัก

ประวัติ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ
พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก่อนจะเกษียณอายุราชการเมื่อกันยายน ปี 2550 ที่ผ่านมา เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2490 เป็นชาว อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของ นายเกษม วัฒนะ อดีตข้าราชการครู และนายอำเภอผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา กับ นางสวง วัฒนะ สมรสกับ พ.ญ.วันทนีย ศรีอุทารวงค์ มีบุตร 2 คน

เข้าศึกษาชั้นประถมที่ โรงเรียนเทพประสิทธิ์วิทยา โรงเรียนผักไห่สุทธาประมุข โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และจบจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 6 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 22 รับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดนมาตลอด เป็นเวลากว่า 27 ปี เคยปฏิบัติราชการรับใช้สมเด็จพระ ศรีนครินทราบรมราชชนนี
ชีวิตรับราชการ

เริ่มติดดาวบนบ่า ยศ ร.ต.ต. เมื่อ 1 เมษายน 2512 ประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาล ช่วงปี 2513-2518 ย้ายไปสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งขณะนั้นสถานการณ์รบสู้กับคอมมิวนิสต์อยู่ในขั้นรุนแรง ร.ต.ต.โกวิท ในฐานะผบ.กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน ออกปราบปรามในพื้นที่ภาคเหนือตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่า คุ้มครองการก่อสร้างเส้นทางในพื้นที่อันตราย โดยเฉพาะเขต อ.อุ้มผาง จ.ตาก รวมระยะทาง 120 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ระหว่างที่เป็น ผบก.ตชด.ภาค 3 ซึ่งรับผิดชอบภาคเหนือทั้งหมด ยังมีผลงานการปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ปะทะต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายร่วม 50 ครั้ง จนสถานการณ์คลี่คลายลงได้รับความดีความชอบขึ้นเป็นรอง ผกก.1 บก.กฝ. (ค่ายพระรามหก อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี) แล้วขยับเป็น ผกก.1 บก.กฝ. ในวัยเพียง 32 ปี เป็นผู้กำกับที่หนุ่มที่สุดขณะนั้น

ต่อมาได้รับพิจารณาเลื่อนตำแหน่งขึ้น เป็นรอง ผบก.กฝ.(กองการฝึก) แล้วโยกมาเป็นรอง ผบก.ตชด. ภาค 3 และถูกโยกย้ายสลับตำแหน่ง เป็นรอง ผบก.ตชด.ภาค 1

ปี พ.ศ.2530 ติดยศ พล.ต.ต. ตำแหน่ง ผบก.ตชด.ภาค 3 คุมพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมด ปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ

ปี พ.ศ.2537 ขยับนั่งเก้าอี้ ผบช. ตชด.

ปี พ.ศ.2543 ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. รับผิดชอบงานบริหาร ก่อนเป็นรอง ผบ.ตร. คุมพื้นที่ชายแดนภาคใต้

ปี พ.ศ.2547 เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

พ.วิพากษ์



ศาลกับแนวคิดกฎหมายคือคำสั่งของรัฐาธิปัตย์

คอลัมน์: ฤๅจะเป็นเมืองนอกกฎหมาย

ผู้เขียนเคยชี้ให้เห็นว่าความคิดที่ถือว่า “กฎหมายคือคำสั่งของรัฐาธิปัตย์” นั้น เป็นเพียงการรับอิทธิพลจากทฤษฎีกฎหมายสำนักกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งเป็นเพียงทฤษฎีกฎหมายสำนักหนึ่งในสมัยใหม่เท่านั้น ซึ่งทฤษฎีนี้ได้ชักนำให้โลกก้าวหน้าไปสู่ความรุนแรงการประหัตประหารอย่างโหดเหี้ยมภายใต้การนำของลัทธิเผด็จการในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

ในวิชานิติ...นั้นยังชี้ให้เห็นว่ายังมีทฤษฎีกฎหมายสำนักอื่นๆ ที่สำคัญและควรเรียนรู้เข้าใจให้แจ่มแจ้งไม่ว่าสำนักธรรมนิยม และสำนักประวัติศาสตร์

พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงเคยมีพระบรมราชโองการเป็นปฐมในคราวที่ทรงรับราชาภิเษกว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” และตลอดระยะเวลาที่ครองราชย์ แนวกระแสพระราชดำรัสและพระบรมราชโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันที่ทรงพระราชทานแก่นักกฎหมายและความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งพระบรมราชโชวาทหลายครั้ง แสดงแนวพระราชดำริทางปรัชญากฎหมายไปในทางเดียวกับสำนักธรรมนิยม และสำนักประวัติศาสตร์ ดังเช่นที่ทรงกล่าวถึงกฎหมาย อำนาจ ความยุติธรรม และความจริงในสังคม

สำหรับความคิดทางกฎหมายของไทยนั้น กล่าวได้ว่าแม้ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาแล้ว แต่กว่าที่ประเทศไทยจะถือได้ว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบก็ถูกครอบงำโดยเผด็จการเป็นเวลานาน จนอาจกล่าวได้ว่า สังคมไทย มีความคุ้นเคยกับแนวคิดที่ถือว่ากฎหมายคือคำสั่งของรัฐาธิปัตย์ แต่ในระยะหลังมานี้ได้เกิดกระแสความคิดอย่างใหม่ในสังคมไทย มีการเรียกร้องให้ถือธรรมะ ถือเหตุผลเป็นใหญ่ เน้นหลักรัฐมีอำนาจจำกัด เน้นให้นักกฎหมายใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม สำนึกผิดชอบชั่วดีของคนในสังคม ไม่ใช่ใช้กฎหมายตามตัวอักษรจนเกิดความอยุติธรรม หรือมุ่งแต่จะคล้อยตามความพอใจของผู้มีอำนาจ

ในแง่ของตุลาการเอง แม้จะไม่ถึงกับได้รับการขานรับจากผู้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มภาคภูมิเกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าวแต่ก็ยังปรากฎว่าคำพิพากษาของศาลในบางคดีกลับได้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของผู้พิพากษาในเรื่องนี้ ดังคำพิพากษาศาลฎีกา เช่น

คำพิพากษาฎีกาที่ 423/2512 ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งบุคคลที่ต้องหาว่าเป็นอันธพาลไปยังสถานอบรมและฝึกอาชีพ ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2503) ซึ่งจะมีคณะกรรมการฯ ทำหน้าที่พิจารณาและมีคำสั่งทุกๆ 3 เดือน ว่า บุคคลที่ถูกควบคุมนั้น ควรควบคุมไว้หรือปล่อยตัวไปปรากฏว่า คณะกรรมการฯ ไม่ได้พิจารณาและมีคำสั่งประการใด ศาลวินิจฉัยว่าการควบคุมบุคคลไว้เกิน 3 เดือน เป็นการควบคุมโดยไม่ชอบตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้ และสั่งให้ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุม

คำพิพากษาฎีกา ที่ 2131/2521 ในคดีนี้ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวผู้ต้องหาว่าเป็นภัยต่อสังคมมาควบคุมไว้ แต่คำสั่งของปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน (พ.ศ.2519) ซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจควบคุมตัวไว้ทำการอบรมได้ไม่เกิน 30 วัน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจส่งตัวบุคคลนั้นไปยังสถานอบรมและฝึกอาชีพได้โดยไม่มีกำหนดเวลาขั้นสูงโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาล ปรากฏว่าผู้ต้องหาร้องขอให้ศาลพิจารณา ศาลก็รับพิจารณาและฟังพยานหลักฐานได้ความว่า การควบคุมบุคคลดังกล่าวไม่มีหลักฐานพอฟังได้ว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อสังคม ดังนั้นศาลจึงสั่งให้ปล่อยผู้ต้องหาจาการควบคุม

คำพิพากษาฎีกา ที่ 344/2522 ศาลวินิจฉัยว่า อำนาจในการวินิจฉัยว่า บุคคลใดมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคมตามคำสั่งคณะปฏิรูป ฯ ฉบับที่ 22 หรือไม่ มิใช่เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร หากแต่ศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้ควบคุมมีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อสังคมจริงหรือไม่

คำพิพากษฎีกาที่ 913/2536 คดีนี้ศาลฎีกา ตัดสินว่า ประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 ซึ่งสั่งให้ยึดทรัพย์สินของนักการเมืองที่ถูกยึดอำนาจนั้นใช้บังคับไม่ได้เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ยิ่งไปกว่านั้นศาลฎีกายังได้วินิจฉัยต่อไปว่า พ.ศ. 2534 ยิ่งไปกว่านั้นศาลฎีกายังได้วินิจฉัยต่อไปว่า แม้มาตรา 22 แห่งธรรมนูญการปกครองฯ ฉบับดังกล่าวจะบัญญัติรับรองให้ถือว่า ประกาศหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยฯ มีผลบังคับใช้เช่น กฎหมาย แต่การรับรองเช่นนั้นย่อมไม่มีผลหากเนื้อหาหรือคำสั่งดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อ ธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2534 เสียเอง

นอกจากนี้แม้มาตรา 222 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 จะได้รับรองให้ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อย มีผลบังคับใช้ได้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญต่างไปก็ตาม ประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อย ฉบับที่ 26 ซึ่งใช้บังคับไม่ได้ ไปแล้วก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นประกาศดังกล่าวย่อมไม่อาจฟื้นขึ้นมามีผลบังคับได้อีก

จากคำพิพกาษาฎีกา ดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะคำพิพากษาฎีกาที่ 913/2536 ได้ยืนยันคุณธรรมและคุณค่าของกฎหมายที่อยู่เหนืออำนาจตามอำเภอใจของผู้ปกครอง

ผู้เขียนจึงยกมาบอกกล่าว เพื่อให้ใครบางคนที่เข้าใจเอาว่า “กฎหมายคือคำสั่งของรัฐาธิปัตย์” จะไม่หลงทางไปตามกระแสของสมุนเผด็จการ

ศุภชัย ใจสมุทร



รักกันเถอะนะคะเราเป็นคนไทยเหมือนกัน!

คอลัมน์ : รอบรั้วปัญญาชน

ชื่อ น.ส.นัฐการ์ ตันตสุทธิกุล (กุ๊กเก้) อายุ 21 ปี

กำลังศึกษาที่
มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะโบราณคดี สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส วิชาโทภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 4
กิจกรรมยามว่าง อ่านหนังสือ ฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ต


“น้องกุ๊กเก้” นัฐการ์ ตันตสุทธิกุล จากรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะโบราณคดี สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส วิชาโทภาษาอังกฤษ ชี้ 6 มาตรการรัฐช่วยเหลือประชาชนได้ประโยชน์จริง แนะรัฐบาลหาวิธีแก้ไขปัญหาระยะยาวต่อเนื่อง เตือนคนไทยหยุดติขัดแย้งก่อนทำประเทศชาติเสียหายหนัก เชื่อความสามัคคีเป็นประโยชน์ที่สุดต่อบ้านเมือง

*** 6 มาตรการรัฐบาลช่วยเหลือประชาชน สู้วิกฤติเศรษฐกิจ เริ่มแล้ว มองว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากน้อยแค่ไหน

หนูมองว่ามีทั้งข้อดีข้อเสียนะ ข้อดีช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย การที่ได้ขึ้นรถฟรีก็อาจจะช่วยลดค่าใช่จ่ายรวมไปถึงนักเรียน นักศึกษาด้วยบางคน ถือว่าเป็นประโยชน์ของประชาชนบางกลุ่มที่เดือนร้อยจริงๆ

ส่วนข้อเสียหนูมองว่าเป็นการแก่ปัญหาเฉพาะบางกลุ่มหรือเปล่าค่ะ และอีกอย่างก็เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นเอง แค่ 6 เดือนแล้วต่อไปก็กลับมาสู่ความเป็นจริงเหมือนเดิม ก็เท่ากลับว่าเป็นการสร้างความดีใจให้ประชาชนแค่ระยะเวลานิดเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นอยากจะให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาเรื่องคนยากจนให้จริงจังกว่านี้ค่ะ อยากให้ประชาชนมีรายได้ และมีชีวิตที่ดีขึ้น

*** มองอย่างไรหลังจากรัฐบาลออกนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชน มองว่าเป็นการหาเสียงอย่างที่ฝ่ายค้านบอกหรือไม่

หนูคิดว่ารัฐบาลก็คงคิดจะช่วยเหลือประชาชนอย่างตั้งใจจริงก็ได้ ส่วนการหาเสียงนั้นหนูก็ไม่รู้หรอกค่ะเพราะการเมืองไทยเป็นอะไรที่มองอยาก ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนจริงใจฝ่ายไหนเข้ามาหาผลประโยชน์กับประเทศ แต่สิ่งสำคัญหนูมองว่าประชาชนได้ประโยชน์ก็พอแล้วค่ะ อีกอย่างหนูก็อยากให้รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนที่เข้าอยากให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ช่วยกันพัฒนาประเทศชาติ เช่นเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องอื่นอีกมากมาย แต่ตอนนี้รู้สึกว่าปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้คือปัญหาเรื่องความสามัคคี ความรักษ์ใครกลมเกลียวกัน เพราะตอนนี้คนไทยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย หนูว่าควรจะแก้เรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

*** ปัญหาการเมืองยังวุ่นวายอยู่ พันธมิตรก็ยังชุมนุมปิดถนนอยู่ มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอุปศักดิ์ในการพัฒนาบ้านเมืองเราหรือไหม

หนูคิดว่าไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพันธมิตรหรือฝ่ายรัฐบาลถ้าทั้งสอง ฝ่ายนี้หันหน้าเข้าหากันพูดคุยกันปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็คงจะแก้ไปได้ทีละอย่าง เพราะบ้านเมืองเราจะอยู่รอดก็เพราะความสามัคคีกันเท่านั้น แต่ถ้าบ้านเมืองเราแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายแบบนี้หนูว่าบ้านเมืองเราคงจะพัฒนาเหมือนกับประเทศอื่นๆได้อยากค่ะ

*** ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติการเมืองมานาน มองว่าปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไรในการแก้ไขปัญหา

คงต้องมองไปถึงเรื่องที่ประชาชนแบ่งแยกกันเป็นส่องฝ่ายเพราะทุกวันนี้เท่าที่เห็นและรับรู้คนไทยแบ่งแยกออกเป็นส่องฝ่าย แต่งฝ่ายต่างบอกว่ารักชาติแต่หนูมองว่าถ้าทั้งส่องฝ่ายรักชาติเหมือนกันทุกคนทำไหมไม่ร่วมมือกันหาวิธีพัฒนาชาติบ้านเมืองของเราละค่ะ หนูว่าอาจจะช่วยให้อะไรดีขึ้นกว่านี้ก็ได้นะค่ะ

*** สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงนักการเมือง ทั้งรัฐบาล และฝ่ายค้าน

หนูคงพูดถึงเรื่องเดิมค่ะ เรื่องความรักความสามัคคีเพราะถึงอย่างไรทุกคนทุกฝ่ายก็ต่างรักชาติกันทุกคน หนูคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่คงอยากเห็นบ้านเมืองเราสงบสุขสักที อีกอย่างสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ทำให้เศรษฐกิจไทยแย้ลงทุกวัน ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำคงเดือนร้อนอีกนานค่ะ ถ้าเกิดยังแก้ปัญหาไม่ได้สักที ก็ขอฝากไปถึงผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายว่าหันหน้าเข้าหากันดีกว่าค่ะเพราะเราเป็นคนไทยเหมือนกัน อาศัยอยู่บนแผ่นดินเดียวกัน รักกันดีกว่านะค่ะ



การละเมิดอำนาจศาล (ฉ.80)

คอลัมน์ : บทความพิเศษ

เหตุการณ์ที่มีผู้นำกล่องขนมบรรจุเงินจำนวน 2 ล้านบาทไปมอบให้เจ้าหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแม้สังคมยังคงสงสัยว่าเหตุใดจึงกระทำเช่นนั้นแต่ศาลได้มีคำสั่งจำคุกผู้นั้นในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลแล้ว

ประกอบกับความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันที่หลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวหรือวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรวมถึงบทบาทหน้าที่ของศาลซึ่งบางครั้งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจเป็นการละเมิดอำนาจศาลโดยไม่รู้ตัว

เช่น กรณีที่ศาลปกครองลงโทษนักการเมืองในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เนื่องจากนักการเมืองผู้นี้ได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การใช้ดุลยพินิจของศาล โดยไม่ได้เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตทางวิชาการจึงเป็นการละเมิดอำนาจศาลและไม่ใช่เพียงผู้ที่แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้นที่มีความผิด สื่อต่างๆที่นำคำวิพากษ์วิจารณ์นี้ไปเผยแพร่ก็มีความผิดด้วยเช่นกัน

เหตุการณ์เหล่านี้คงสร้างความสงสัยให้แก่สังคมและเกิดคำถามตามมาว่า

ละเมิดอำนาจศาลคืออะไรและอย่างไรจึงถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล ?

การพิจารณาคดีของศาลนั้นเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่ายดังนั้นเพื่อให้การพิจารณาคดีของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อยกฎหมายจึงบัญญัติให้ศาลมีอำนาจให้แก่ศาลในการรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งในและนอกศาลอันเป็นที่มาของความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

การละเมิดอำนาจศาลเป็นหลักกฎหมายสากลที่ศาลทุกประเทศทั่วโลกยอมรับ

ทั้งศาลในระบบกฎหมายจารีตประเพณี เช่น ประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา

และศาลในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร เช่น ฝรั่งเศสหรือเยอรมนี

ประเทศไทยได้บัญญัติเรื่องการละเมิดอำนาจศาลไว้ในประมวลกฎหมาย

วิธีพิจารณาความแพ่งแบ่งออกเป็น 2 กรณีใหญ่ๆคือ

1. การละเมิดอำนาจศาลโดยฝ่าฝืนข้อกำหนดของศาลที่กำหนดขึ้นเพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาลและให้การพิจารณาคดีของศาลเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรมและรวดเร็ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 30 โดยข้อกำหนดนี้ใช้บังคับทั้งกับคู่ความและบุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาล

เช่น ศาลออกข้อกำหนดไม่ให้โจทก์ลุกขึ้นแถลงการณ์ใดๆในขณะที่ศาลจดรายงานกระบวนพิจารณาคดีอยู่ แล้วโจทก์ยังฝ่าฝืน (คำพิพากษาศาลฎีกา 2271/2537) หรือ กล่าวเสียดสีศาลว่าหากให้ศาลพิจารณาคดีต่อไปเกรงว่าศาลจะทำลายเอกสารที่สำคัญ

ถือได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเป็นการละเมิดอำนาจศาล
(คำพิพากษาศาลฎีกา 1324/2539)

ข้อกำหนดนี้ยังรวมถึงการห้ามไม่ให้คู่ความดำเนินคดีในทางก่อความรำคาญ ประวิงเวลาให้ช้าหรือฟุ่มเฟือยเกินควร

ในส่วนของศาลยุติธรรมได้มีแนวปฎิบัติเกี่ยวกับเรื่องละเมิดอำนาจศาลไว้ในประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการว่า “ผู้พิพากษาจักต้องควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งจะต้องไม่ให้ผู้ใดประพฤติตนไม่สมควรในศาล บทบัญญัติว่าด้วยเรื่องละเมิดอำนาจศาลพึงใช้ด้วยความระมัดระวังและไม่ลุแก่โทสะ”

2. การกระทำที่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยตรง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31 กำหนดให้การกระทำดังต่อไปนี้เป็นการละเมิดอำนาจศาล ซึ่งได้แก่ แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล การรู้ว่ามีการส่งคำคู่ความหรือเอกสารมาให้แล้วจงใจหลบหนีหรือหลีกเลี่ยงไม่รับ การตรวจเอกสารทั้งหมดหรือฉบับใดฉบับหนึ่งซึ่งอยู่ในสำนวนโดยไม่ได้รับอนุญาต การขัดขืนไม่มาศาล การฝ่าฝืนข้อกำหนดศาลเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในศาลตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ซึ่งการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลนั้นต้องกระทำในบริเวณศาลหรือโดยมีลักษณะของการกระทำที่ต่อเนื่องเข้ามาถึงบริเวณศาลด้วย

เช่น กล่าวอ้างว่าจะเอาเงินไปให้ผู้พิพากษาเพื่อเป็นอามิสสินจ้างในการดำเนินคดีในศาลแม้จะกระทำนอกบริเวณศาลแต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นมุ่งหมายให้ผลในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาล ถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6444/2540)

การนำยาบ้าไปส่งมอบให้แก่ผู้ต้องหาในศาล การพกอาวุธปืนเข้ามาในบริเวณศาล การทะเลาะวิวาทชกต่อยกันหรือใช้รองเท้าทำร้ายคู่ความในบริเวณศาล การประกันตัวไปแล้วเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย เหล่านี้ล้วนเป็นการก่อความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในศาลเป็นการละเมิดอำนาจศาลเช่นกัน

การละเมิดอำนาจศาลของสื่อสิ่งพิมพ์

นอกจาก 2 กรณีดังกล่าวข้างต้นแล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 32 ยังกำหนดเรื่องละเมิดอำนาจศาลไว้โดยให้ถือว่าผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ หรือผู้พิมพ์หนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

หากมีการฝ่าฝืนคำสั่งศาลที่ห้ามโฆษณาข้อความหรือความเห็นในเชิงเปิดเผยข้อเท็จจริง พฤติการณ์อื่นๆ หรือกระบวนพิจารณาใดๆ เกี่ยวกับคดี

หรือมีการกล่าวข้อความ แสดงข้อความ หรือแสดงความเห็นในระหว่างการพิจารณาคดีทางหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์โดยประสงค์ให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน เหนือศาล เหนือคู่ความ หรือเหนือพยาน ซึ่งจะทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป

สำหรับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้นศาลอาจสั่งไล่ผู้นั้นออกนอกบริเวณศาลในระหว่างการพิจารณาหรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด จำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากการละเมิดนั้นเป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทศาลด้วยก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาว่าด้วยเรื่องนั้นๆต่อไป

ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลสามารถอุทธรณ์ได้ตามกระบวนการทางกฎหมายแต่หากการละเมิดอำนาจศาลนั้นเกิดขึ้นที่ศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดคดีก็ถึงที่สุดไม่สามารถฎีกาต่อไปได้อีก

สรุปได้ว่าในการพิจารณาคดีนั้นทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลและช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างการพิจารณาคดี

สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ที่สำคัญคือต้องระมัดระวังและรอบคอบในการเสนอข่าวสาร
ไม่เสนอข่าวในเชิงโน้มน้าวหรือสร้างกระแสเกี่ยวกับคดี

หากใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลอีกต่อไป

สราวุธ เบญจกุล
รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม



เชียงรายตั้งเวทีแจง"นพดล"เหยื่อการเมือง

แกนนำกลุ่มคนเจียงฮายฯ เผยการเมืองกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยง พร้อมจัดเวที เชิญเสธ.แดงชี้เหตุ “นพดล” เหยื่อสังคม ถูกบิดเบือนความจริงจนโดนบีบลาออก

นางสาวจีระนันท์ จันทะวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย เปิดเผยว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้อยู่ในภาวะเสี่ยง มีการบิดเบือนปิดหูปิดตาประชาชนเรื่องข้อมูลข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกรณีเขาพระวิหาร ที่เป็นสาเหตุทางการเมืองทำให้ นายนพดล ปัมทะ อดีต รวม.ต่างประเทศ ต้องลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งทางกลุ่ม 24 มิถุนายนประชาธิปไตย จ.เชียงราย ให้ความสำคัญเรื่องการตีแผ่ให้ข้อมูลที่แท้จริงต่อประชาชน จึงได้เชิญ พล.ต.ขัติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง นายทหารผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก มาร่วมในกิจกรรมประชาธิปไตย ที่ร้านสบันงาขันโตก อ.เมือง จ.เชียงราย ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้

โดยงานนี้จะใช้หัวข้อว่า "ประสาทเข้าพระวิหาร เป็นของใครกันแน่" จะมีการแถลงข่าวถึงสาเหตุการจัดงานในช่วงเวลา 10.00 น. หลังจากนั้นการแสดงความคิดเห็นกับ เสธ.แดง แบบเจาะลึกทุกประเด็นในกรณีเขาพระวิหาร ว่าใครบิดเบือน ใครต้องตกเป็นเหยื่อสังคม เหยื่อทางการเมือง จนทำให้นายนพดล ต้องถูกดดันถึงขั้นลาออกจากตำแหน่ง จะได้รู้กันในครั้งนี้ โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ 14.00 น.- 17.00 น.วันเดียวกัน

“ ตนมีจุดยืนที่ชัดเจน ตั้งกลุ่มต่อสู้ทางการเมืองขึ้นมาตั้งแต่รัฐประหาร 19 ก.ย.49 ริเริ่มกลุ่มคนเสื้อแดงขึ้นมาก่อน ต่อมาเพื่อให้เกิดความชัดเจนก็ได้ทำกลุ่มคนเสื้อดำขึ้นมา ก็มาถูกคนกลุ่มนี้ทำเลียบแบบขึ้นมา และพอมาถึงหนึ่ง ก็มาให้ร้ายกล่าวหากันเอง เพื่อให้ตัวเองดีกว่าคนอื่น จึงเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่ง และยืนยันจะต่อสู้ทางการเมืองต่อไป แม้ว่าทุกวันนี้จะมีหนี้สิน ต้องควักทุนในการดำเนินการเองหมดทุกอย่างก็ตาม” แกนนำกลุ่มคนเจียงฮาย กล่าว



โฆษกฯพปช.เชื่อนายกฯ พร้อมแจงพรรคยุบเอง

"กุเทพ" มั่นใจ "สมัคร-หมอเลี้ยบ" พร้อมแจงยุบพรรคเอง 13 ส.ค. รับเตรียมพรรคใหม่ไว้ 2-3 พรรค เพราะถูกเผาบ้านจึงต้องหาใหม่ ไม่ยอมตายคาซาก "ยัน" ใช้ยุทธศาสตร์รวมกันอยู่ สู้กับอำนาจเถื่อน กลุ่มเพื่อนเนวินไม่แยกตัว จวก "ศักดา " อย่าหวังดังรายวัน ไล่ยื่นข้อมูล ป.ป.ช.สอบแก๊งค์ ออฟโฟร์ ไม่มีวาระซ่อนเร้น

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวกรณี กกต.เรียกนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค ชี้แจงกรณียุบพรรคในวันที่ 13 ส.ค.ว่า เบื้องต้นยังไม่ทราบว่า นายสมัคร และ นพ.สุรพงษ์ ติดภารกิจอะไรหรือไม่ แต่ เมื่อกกต.ได้มีคำสั่งเรียกหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค ไปชี้แจง พรรคเองก็ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งเชื่อว่านายสมัครและนพ.สุรพงษ์ จะเดินทางไปชี้แจงด้วยตนเอง เบื้องต้นฝ่ายกฎหมายและฝ่ายที่เกี่ยวข้องของพรรคได้เตรียมข้อมูลให้กับทั้ง 2 คนแล้ว ส่วนกระแสที่คนส่วนใหญ่มองกันว่า พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบแน่นอนนั้น ตรงนี้ต้องถือว่าเป็นภาวะปกติ ที่ทำให้มองกลับไปยังกระบวนการยุติธรรมว่าเกิดความผิดปกติอะไรหรือไม่ จึงทำให้คนส่วนใหญ่มองกันว่าพรรคพลังประชาชนจะต้องถูกยุบแน่นอน ทั้ง ๆที่ยังไม่ได้มีการตัดสินในขั้นตอนสุดท้าย อีกทั้งยังต้องมองไปถึงต้นตอของปัญหา คือ รัฐธรรมปี 2550 ว่า เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พรรคการเมืองซึ่งได้รับเลือกจากประชาชนเป็นจำนวนมาก จะต้องถูกยุบเพราะประเด็นเล็ก ๆประเด็นเดียว

อย่างไรก็ตาม เท่าที่พรรคประเมินไม่ได้คาดหวังว่าพรรคจะรอดจากการถูกยุบ แต่เรามีหน้าที่ที่จะต้องต่อสู้ให้ดีที่สุดและยอมรับว่า ขณะนี้ได้เตรียมการล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรหากถูกยุบพรรค โดยล่าสุดได้เตรียมหาพรรคใหม่ที่จะไปอยู่ โดยเตรียมไว้ 2-3 พรรค แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปอยู่พรรคใด

"เรื่องการเตรียมพรรคใหม่ มันไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะอยู่ ๆมีคนจะมาเผาบ้านเราก็มีสิทธิจะหาบ้านใหม่ เพราะเมื่อคุณจะใช้วิธียุบพรรค เพื่อทำลายล้างเราให้สิ้นซาก เราก็จะบอกตรงนี้ว่า ไม่ยอมนอนตายกลางซากบ้าน " ร.ท.กุเทพ กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า ที่ระบุว่า ได้เตรียมพรรคการเมืองไว้ 2-3 พรรค รองรับกรณีถูกยุบนั้น หมายความว่า อาจมีบางกลุ่มในพรรคพลังประชาชนจะแยกตัวไปตั้งพรรคเองหรือไม่ ร.ท.กุเทพ กล่าว ยืนยันว่า พรรคหลังการถูกยุบพรรค พรรคจะใช้ยุทธศาสตร์รวมกันสู้มากกว่าแยกกันไปตั้งพรรค ส่วนกรณีกระแสข่าวว่ากลุ่มอีสานใต้ หรือกลุ่มเพื่อนเนวินจะแยกไปตั้งพรรคเพื่อไทยเองนั้น ยืนยันว่า ส.ส.ในพรรคพลังประชาชน ไปไหนจะไปด้วยกัน

เมื่อถามว่า มีรายงานข่าวว่า ล่าสุดแกนนำในพรรคบางคนพยายามดึงอดีต ส.ส.ไทยรักไทย จากพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรคมัฌชิมาฯ ,เพื่อแผ่นดิน , รวมใจไทย ฯ มารวมอยู่พรรคใหม่ด้วยกันในกรณีที่พรรคร่วมบางพรรคถูกยุบ ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า เข้าใจว่าการยุบพรรคที่จะเกิดขึ้นอาจจะไม่ได้ยุบพร้อมกัน แต่อย่างไรก็ตาม ส.ส.ในพรรคที่ถูกยุบ มีสิทธิจะมาอยู่ด้วยกันได้ เพื่อเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าคนที่มีชะตากรรมเดียวกัน ก็จะมาร่วมมือกันสู้กับอำนาจเถื่อนจากพวกหน้าแหลมฟันดำที่ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ให้เห็นกันไปเลยว่า ถึงจะตามทำลายล้างเราอย่างไรเราก็จะฟื้นกลับมาได้

ส่วนกรณีที่กลุ่มอีสานพัฒนาออกมาตรวจสอบแก๊งค์ออฟโฟร์ ซึ่งล่าสุดนายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด ระบุว่า ได้รับทราบข่าวทำนองถูกข่มขู่ว่าหากไปยื่นข้อมูลให้ ป.ป.ช. ก็จะมีการยุบสภา นั้น ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ขอท้าให้นายศักดา เอาข้อมูลไปให้ ป.ป.ช.ทันที หากมีเจตนาตรวจสอบเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่ใช่เพื่อให้ตัวเองดัง แล้วมาให้ข่าวรายวัน เพราะทำให้พรรคเสียหาย ซึ่งนายศักดา เป็น ส.ส.จึงไม่ควรจะกลัวแค่การยุบสภา และไม่ควรจะโอ้เอ้ถอยหน้าถอยหลัง กับการดำเนินการยื่นข้อมูลให้ ป.ป.ช. เพราะตรงนี้จะทำให้เห็นได้ว่า ที่แท้นายศักดา มีวาระซ่อนเร้น



กลุ่ม 24 มิถุนาฯสู้ตาย ล่า2หมื่นชื่อไล่ป.ป.ช.เถื่อน

แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ลั่นหากตร.เรียกตนและแนวร่วม 320 คน พร้อมมอบตัวเสมอ ยันไม่ถอยประกาศเดินหน้าต่อแบบไม่หวั่น แม้โดนฟ้องหมิ่น เผยกำลังล่ารายชื่อถอดป.ป.ช.เถื่อนออกจากตำแหน่ง

จากกรณีกลุ่ม 24 มิถุนาเพื่อประชาธิปไตย เดินหน้าขับไล่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เนื่องจากไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง อย่างเป็นทางการ โดยหลังจากที่มีการดำเนินกิจกรรมขับไล่นั้น ป.ป.ช.ได้ออกมาแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาณ เนื่องจากได้รับความอับอาย ซึ่งทางตำรวจสน.ดุสิต ได้ชี้แจงว่ายังจะไม่มีการสอบสวนเพิ่มเติมแต่อย่างใด เนื่องจากทางป.ป.ช.ยังไม่มีการให้ปากคำเพิ่มเติมนั้น

ด้านนาย สมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนและกลุ่มผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าวนั้นจะแสดงความบริสุทธิ์เดินหน้าเพื่อขับไล่ป.ป.ช.ต่ออย่างไม่ถอย และจะมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ในทุกสัปดาห์จนกว่าจะสามารถขับไล่ป.ป.ช.ออกไปได้

แต่เนื่องจากว่าในวันอังคารที่ 12 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ เป็นวันเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

ดังนั้น ทางกลุ่ม 24 มิถุนาฯจะของดกิจกรรมในที่ 12 สิงหาคม 2551นี้ เพื่อร่วมงานวันแม่แห่งชาติ ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้กลัวและจะดำเนินการจัดกิจกรรมขับไล่ป.ป.ช.ต่อทันทีในอาทิตย์ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกที่ร่วมอุดมการณ์มาร่วมกิจกรรมในวันอังคาร 18 สิหาคม ในสัปดาห์ถัดไป

“โดยการดำเนินในขั้นต่อไปนั้นจะเรียกร้องผ่านทางสภาฯ โดยกำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นถอดถอน ซึ่งตอนนี้ได้รายชื่อมาเป็นจำนวนมากแล้ว โดยคาดว่าหากได้รายชื่อครบแล้ว ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมจะยื่นรายชื่เพื่อให้ดำนเนการทันที” นายสมยศ กล่าว

ส่วนกรณีที่สน.ดุสิต ยังไม่มีหมายเรียกตัวนั้น นายสมยศ กล่าวต่ออีกว่า ตนยืนยันว่ารอให้มีหมายเรียกตัวก่อน แล้วตนพร้อมด้วยสมาชิก 320 คนจะไปมอบตัวด้วยกันทั้งหมดเพื่อแสดงให้ว่าไม่ได้กลัว



"จาตุรนต์"จวกพันธมิตรฯยับ ชี้ฉุดไทยดิ่งเหว

อดีต.ทรท. ซัดพันธมิตรฯชุมนุมขวางการพัฒนาประเทศชาติ พร้อมระบุปูทางให้กับเผด็จการยึดอำนาจ สร้างความรุนแรงกับประเทศก่ออุปสรรคต่อประชาธิปไตย

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า แนวคิดในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อยู่ในระบอบอาณาธิปไตยรวมกับระบอบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศ ปูทางการยึดอำนาจสนับสนุนรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ไว้ใจประชาชนส่วนใหญ่ จึงเสนอทางออกให้สังคมตัดสินใจว่า จะสนับสนุนหรือปฏิเสธแนวคิดดังกล่าว

นอกจากนี้ นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ แม้มีประโยชน์อยู่บ้างในการตรวจสอบรัฐบาล แต่เชื่อว่ามีอันตรายมากกว่า จึงมองเป็นการเคลื่อนไหวที่ไร้ประโยชน์และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องเลี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง รวมถึงคนภายในพรรคพลังประชาชนด้วย

ตร.ยังไม่เรียกสอบนปก.แจงหลักฐานอ่อน

ตร.ยังไม่เรียกสอบนปก. ชี้หลักฐานยังไม่พร้อม ระบุ ป.ป.ช.ไม่มีรายละเอียดคดีฟ้องหมิ่นที่เป็นประโยชน์

จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หคือ ป.ป.ช. แจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทกับ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก.ที่เขียนชื่อของ ป.ป.ช. ใส่ตัวเงินตัวทองแล้วนำมาปล่อยหน้าสำนักงาน

พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผู้กำกับการสน.ดุสิต เปิดเผยว่า หลังจากได้รับเรื่องแล้วก็ยังไม่ได้มีการสอบสวนเพิ่มเติมถึงเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจาก ป.ป.ช. ยังไม่ได้ให้ปากคำในรายละเอียดเพิ่มเติม โดยทางผู้เสียหายอยู่ระหว่างการรวบรวมแผ่นซีดีและพยานหลักฐานอื่น เพื่อนำมามอบให้กับพนักงานสอบสวนอีกครั้ง

ส่วนในการนัดสอบปากคำเพิ่มเติมนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดวันเรียกสอบที่แน่นอน แต่คาดว่าประมาณอาทิตย์ที่จะถึงนี้จะมีการเรียกสอบสวน เมื่อพยานหลักฐานครบ ขณะที่มีคำสั่งจาก พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ให้นำสำนวนการสอบสวนในเบื้องต้นขึ้นไปตรวจสอบ เพื่อพิจารณาว่าจะดำเนินคดีใดได้บ้างนั้นซึ่งตนก็ได้ส่งไปให้เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยถึงคดีนี้ว่า ขณะนี้มีการเรียกสำนวนการสอบสวนเบื้องต้นมาพิจารณาแล้วแต่ยังไม่ได้ดูภายในเนื้อหาว่าเป็นอย่างไรเนื่องจากยังไม่มีเวลา

Saturday, August 9, 2008

เศรษฐกิจแบบพอเพียง ประชาธิปไตยแบบพอเพียง วาทกรรมทางการเมืองยุคเปลี่ยนผ่าน


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ช่วงสัปดาห์กว่าที่ผ่านมานี้ ผมถือโอกาส ถอดปลั๊ก ออกจากโลกไซเบอร์ off-line ไปชั่วคราว เพราะรู้สึกเบื่อๆ ขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน คือ การเมืองไทยในตอนนี้ไม่มีอะไรใหม่ ก็ด่ากันไปด่ากันมา พันธมิตรก็เสนอแนวคิดแปลกประหลาดพิสดารรายวันเหมือนเดิม หรือฝ่ายรัฐบาลก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นมากมายนัก

จะมีก็แต่รายการ ความจริงวันนี้ ของ NBT โดยสามสหายวีระ จตุพร และณัฐวุฒิ เท่านั้น ที่ถือว่าเป็นการรุกทางการเมืองของรัฐบาลครั้งใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าค่อนข้างสายเล็กน้อย หากทำตั้งแต่สามเดือนที่แล้ว ก็ไม่ต้องทุลักทุเลขนาดนี้ แต่มาสายบ้าง ดีกว่าไม่มาเลย

ช่วงนี้ ผมเบื่ออ่านกระทู้ทั้งในประชาไท หรือในที่อื่นๆ เพราะวนไปวนมา ก็เลยหยุดอ่านหยุดตอบโต้ไปเฉยๆ

ที่ผมตามอ่านบ้างคือ บทความในประชาไทออนไลน์ ซึ่งบางครั้งก็มีบทความดีๆ มาให้อ่านเพื่อประเทืองปัญญาเช่นกัน

บังเอิญวันนี้ ผมไปเจอบทสัมภาษณ์ ที่ ฟ้าเดียวกัน (วารสาร) ไปสัมภาษณ์ ฝรั่ง แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ เรื่อง เกี่ยวกับความเห็นเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง และประชาธิปไตยแบบพอเพียง ซึ่งแนวคิดของแอนดรูว์ วอล์กเกอร์ นักวิจัยภาคสนามนี้ ตรงกันแนวคิดที่ผมรู้ผมทราบและพยายามอธิบายมานานแล้ว แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ ให้สัมภาษณ์ได้กระจ่างชัดที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นบทความของนักวิชาการไทยมา

ผมคิดว่านักวิชาการไทย นั้นส่วนใหญ่เป็นพวก บนหอคอยงาช้าง

แนวคิดเศรษฐกิจแบบพอเพียง เป็น แนวคิดที่เอามาตีโต้ ระบอบทักษิณหรือระบอบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์โดยตรง ผมเห็นด้วยกับความคิดของ แอนดรูว์ วอล์กเกอร์ ที่ว่า เศรษฐกิจแบบพอเพียง มันดำรงอยู่ได้ในช่วงนี้ เพราะมันเป็นแนวคิดของในหลวงที่คนไทยรัก หรือไม่กล้าแตะ พอคนพูดขึ้นมาก็มีแต่คนสนับสนุน ไม่มีใครค้าน แต่ก็ไม่มีใครเอาไปใช้เช่นกัน

ตอนนี้ ผมว่าเมืองไทยกำลังเสนอ วาทกรรม ต่อจากเศรษฐกิจแบบพอเพียงคือ ประชาธิปไตยแบบพอเพียง ซึ่งเราพอจะจับเค้าความคิดนี้ได้จาก รธน.ปี 2550 ที่ไปลดความสำคัญของคะแนนเสียงประชาชนลง รวมทั้งการ เสนอประชาธิปไตยแบบ 70/30” ผมคิดว่านี่คือการดิ้นของพวก ศักดินาอำมาตรยาธิปไตย ในยุคสุดท้ายก่อนสูญสิ้นเผ่าพันธุ์นะครับ

ก็ลองอ่านบทความที่ผมเอามาลงนี้นะครับ ต้องขอโทษ ประชาไท ด้วยที่เอามาลง โดยไม่ได้ขออนุญาติ


0 0 00 0 00 0 00 0 00 0 00 0 00 0 0

ฟ้าเดียวกัน: จากการศึกษาของคุณ เศรษฐกิจพอเพียงมีปัญหาอย่างไร ทั้งในเชิงปรัชญาและการนำไปปรับใช้ในการพัฒนาชนบท

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: เราสามารถพูดได้ว่าชนชั้นนำไม่ได้พยายามแสดงภาพที่แท้จริงของสังคมชนบท โดยเฉพาะเวลาพูดถึงเกษตรทฤษฎีใหม่มันอิงอยู่กับทัศนะที่ว่าเกษตรกรรมมี ศักยภาพที่จะเป็นฐานรองรับความเป็นอยู่อย่างพอเพียงของท้องถิ่นได้ นั่นเป็นประเด็นหลักที่งานของผมพยายามจะท้าทาย ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าเกษตรกรรมมีศักยภาพที่จะเป็นฐานรองรับความพอ เพียงของท้องถิ่นได้ พูดง่ายๆ คือว่าทรัพยากรทางการเกษตรมีไม่เพียงพอสำหรับรองรับวิถีชีวิตที่คนในชนบท ต้องการ อาจจะมีเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตขั้นพื้นฐานแบบพอยังชีพเท่านั้น แต่นั่นไม่ใช่วิถีชีวิตที่คนชนบทสนใจ พวกเขาต้องการให้ลูกได้รับการศึกษา ต้องการพัฒนาที่อยู่อาศัย อยากดูโทรทัศน์ อยากมีอินเทอร์เน็ตที่บ้าน ฯลฯ เราเห็นเศรษฐกิจที่หลากหลายในพื้นที่ชนบท เพื่อรองรับความคาดหวังต่างๆ ในวิถีชีวิต ชาวบ้านในชนบทไม่สามารถที่จะพึ่งพาแต่เกษตรกรรมเพียงอย่างเดียวได้

ปัญหา หลักๆ ของเศรษฐกิจพอเพียงคือมันไม่ยอมรับความต้องการของคนเหล่านี้ เศรษฐกิจพอเพียงบอกให้คนอย่าอยากได้โทรทัศน์ คุณไม่ควรอยากที่จะส่งลูกไปเรียนมหาวิทยาลัย คุณควรจะพึงพอใจกับชีวิตชนบทที่เรียบง่าย ผมว่านี่คือสิ่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยโดยพื้นฐานในเศรษฐกิจพอเพียง คือไม่ยอมรับความต้องการของผู้คน และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกโกรธเล็กน้อยก็คือปรัชญานี้ถูกโฆษณาส่งเสริมโดยคน ที่ร่ำรวยมหาศาล มันไม่เข้าท่าผมว่าเป็นเรื่องดัดจริต

ฟ้าเดียวกัน: คุณพยายามนำข้อมูลจากการวิจัยภาคสนามมาบอกว่าเศรษฐกิจที่เป็นจริงของชนบทไทย เข้ากันไม่ได้กับภาพเศรษฐกิจชนบทตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อแสดงให้เห็นว่าการนำเสนอภาพชนบทไทยของชนชั้นนำ (Elite representation) นั้น ผิดเพี้ยนไปอย่างไร ปัญหาคือโดยทั่วไปคนไทยก็ไม่ได้เข้าใจว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดที่นำ เสนอภาพชนบทไทยที่แท้จริงอยู่แล้ว แต่เป็นการรณรงค์ให้ประชาชนกลับไปใช้วิถีชีวิตที่เหมาะสมดีงามมากกว่า ถ้ามองในแง่นี้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีปัญหายังไง

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ประเด็นสำคัญคือเศรษฐกิจพอเพียงเป็นวิธีคิดแบบกำกับควบคุม มันเป็นการควบคุมพฤติกรรมคน เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้บอกว่าชีวิตชนบทจริงๆ เป็นอย่างไร ทว่ามันเป็นระบบกำกับควบคุมทางศีลธรรมว่าคนควรจะใช้ชีวิตอย่างไร และมีทัศนะเชิงลบต่อพฤติกรรมที่เป็นอยู่ คือบอกเป็นนัยว่าคนโลภมากเกินไปหรือเสี่ยงมากเกินไป

ผม คิดว่ามีแนวโน้มทางกระแสความคิดในบางแง่มุมของวิธีคิดแบบไทยที่เกี่ยวกับ ความชอบธรรมเชิงศีลธรรมของวิถีชีวิตชนบทที่เรียบง่าย ซึ่งคุณมองเห็นได้ในเศรษฐกิจพอเพียงและแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนทั้งหลายว่า มันมีชุดของศีลธรรมที่ชอบธรรมและแท้จริงอยู่ในวิถีชีวิตชนบท นี่เป็นแนวโน้มทางกระแสคิดในวัฒนธรรมและสังคมไทย แต่ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะไปจนถึงขั้นที่จะบอกให้ประชาชนอพยพออกจากเมืองไปทำ ไร่ไถนา ผมเห็นความเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะส่งผลกระทบต่อนโยบายสาธารณะ ในแง่การลดแรงกดดันต่อรัฐบาลในการเพิ่มการเข้าถึงบริการของรัฐในพื้นที่ชนบท ให้มากขึ้น การพัฒนาโอกาสทางการศึกษา การสร้างและขยายโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เศรษฐกิจพอเพียงอาจถูกใช้เพื่อลดแรงกดดันของรัฐในการบริการประชาชน งบประมาณสำหรับการพัฒนาชนบทอาจจะถูกลดหรือตัดออกไปด้วยทัศนะที่ว่าประชาชน ควรพึ่งตัวเอง เป็นต้น ผมคิดว่ามันมีนัยสำคัญในการลดภาระของรัฐบาล

ที่ ผ่านมามีการหยิบยกเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในทางการเมืองด้วย เศรษฐกิจพอเพียงถูกใช้ในการโจมตีรัฐบาลทักษิณ โครงการต่างๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน โครงการพัฒนาศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน (SML) ถูกโจมตีว่าเป็นด้านตรงข้ามของเศรษฐกิจพอเพียง นี่คือสิ่งที่รัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ โจมตีตลอดโดยอ้างเศรษฐกิจพอเพียง

ฟ้าเดียวกัน: ชนชั้นกลางโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะตอบรับแนวคิดส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม คุณเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการยกย่องเชิดชูศีลธรรมของชนชั้นกลางกับการ กำกับควบคุมศีลธรรมแบบเศรษฐกิจพอเพียงบ้างไหม

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมคิดว่าชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ จำเป็นที่จะต้องมีสำนึกประเภทที่ว่าเรามีวัฒนธรรมไทยที่มีศีลธรรมชนิดที่ เป็นของแท้ดั้งเดิมอยู่จริงๆ พวกเขาต้องการไปห้างสรรพสินค้า สยามพารากอน นั่งรถไฟฟ้าขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องการปลอบใจตัวเองว่าวัฒนธรรมไทยที่มี ศีลธรรมขนานแท้นั้นมีอยู่ที่ไหนสักแห่ง พวกเขาจึงโยนไปที่ชนบท

ใน แง่หนึ่งพวกเขาต้องการโยนภาระทางศีลธรรมไปไว้กับชนบทไทย เพื่อพวกเขาจะดำเนินชีวิตบริโภคนิยมต่อไปได้ มีการวิจารณ์มากมายเกี่ยวกับกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาลทักษิณว่าสนับสนุนให้ ชาวบ้านเป็นหนี้ แต่แทบไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์หนี้บัตรเครดิตในกรุงเทพฯ เลยคนกรุงเทพฯ จับจ่ายใช้สอยจนเต็มวงเงินบัตรเครดิต แต่กลับพูดกันแต่เรื่องชาวนาซื้อโทรศัพท์มือถือ พวกเขาโยนแรงกดดันด้านศีลธรรมนี้ไปให้ชาวบ้าน

เรื่อง การเมืองก็เหมือนกัน มีความพยายามที่จะทำลายความชอบธรรมของอำนาจการเลือกตั้งของชนบทอยู่ตลอดเวลา ซึ่งกระทำผ่านวาทกรรมการซื้อเสียง สำหรับผม นี่คือสิ่งที่เชื่อมระหว่างเศรษฐกิจพอเพียงกับประชาธิปไตยพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงบอกว่าชาวบ้านทำคุณค่าแบบจารีตหล่นหายไปแล้ว ประชาธิปไตยพอเพียงบอกว่าชาวบ้านไม่ควรมีส่วนร่วมในระบบการเมืองระดับประเทศ มากนักหรอก เพราะเวลามีส่วนร่วมก็เอาแต่ขายเสียง

ทั้ง สองเรื่องนี้วางอยู่บนแนวคิดที่ว่าชาวบ้านไม่มีปัญญารับมือกับเศรษฐกิจยุค ใหม่และระบบการเมืองสมัยใหม่ ผมคิดว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไมหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เศรษฐกิจพอเพียงจึงกลายมาเป็นส่วนสำคัญมากเหลือเกินในวาระของรัฐบาลที่จะทำลายความชอบธรรมของชาวบ้านที่สนับสนุนทักษิณ

ฟ้าเดียวกัน: อะไรคือตัวอย่างปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงไปลดทอนความชอบธรรมทางการเมืองของคนชนบทได้

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่เศรษฐกิจพอเพียงกลายเป็นกรอบนโยบายศูนย์กลางของ รัฐบาลหลังการรัฐประหาร หลายโครงการของรัฐบาลทักษิณถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ในหมู่บ้านที่ผมทำงานวิจัยอยู่ โครงการลดความยากจนของทักษิณถูกขึ้นป้ายใหม่ แปะสติ๊กเกอร์ใหม่เป็นเศรษฐกิจพอเพียง

ส่วน ประชาธิปไตยพอเพียงนั้นมีจุดเชื่อมโยงในเชิงวาทกรรม ผมไม่คิดว่าเราจะได้เห็นตัวบทกฎหมายเฉพาะเจาะจงที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจพอเพียง กับการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้ง แต่ถ้าคุณมองลักษณะของการถกเถียงทางการเมืองในปีที่ผ่านมาในไทยจะเห็นว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้หนุนเสริมซึ่งกันและกัน ผมกำลังบอกว่าผมไม่สามารถให้ตัวอย่างเฉพาะได้ เพราะมันเกิดในระดับวาทกรรม ระดับสัญลักษณ์

แต่ก็มีตัวอย่างหนึ่งมีบทสัมภาษณ์พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ดีมากๆ เขาพูดถึงคลื่นใต้น้ำกับ อันตรายของการซื้อเสียงอยู่ตลอดเวลา เขาบอกว่าเงินทำลายวิถีชีวิตชาวบ้านไทยและชาวบ้านต้องได้รับการศึกษาอย่าง มากเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง นี่เป็นส่วนหนึ่งในวาทกรรมเศรษฐกิจพอเพียง

ฟ้าเดียวกัน: ในแง่นี้ถือได้ว่าผู้บริโภคเศรษฐกิจพอเพียงคือชนชั้นกลางหรือเปล่า

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมคิดว่าใช่ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นสินค้าสำหรับชนชั้นกลางเพื่อให้รู้สึกอุ่นใจว่าน่าจะยัง มีวัฒนธรรมไทยที่มีศีลธรรมของแท้อยู่ที่ไหนสักแห่ง และมันยังช่วยให้ชนชั้นกลางรู้สึกสะดวกใจที่จะสนับสนุนรัฐประหาร การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของชาวบ้านไม่สำคัญเท่าไรเพราะพวกเขาไม่ยึดถือ ปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ฟ้าเดียวกัน: อยากให้ช่วยขยายความเรื่องประชาธิปไตยแบบพอเพียง

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ประชาธิปไตยพอเพียงก็คืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้งควรมีจำกัด ระบบการเมืองไม่ควรอิงกับอำนาจจากการเลือกตั้งเพียงลำพัง อำนาจที่มาจากการเลือกตั้งควรถูกจำกัดโดยอำนาจศาลและอำนาจระบบราชการ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองอำนาจนี้เชื่อมโยงกับอำนาจของกษัตริย์ เศรษฐกิจพอเพียงบอกว่าคุณไม่ควรไปข้องเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจภายนอกมากนัก ส่วนประชาธิปไตยพอเพียงบอกว่าคุณควรจำกัดการข้องเกี่ยวกับระบบการเมือง คุณไปออกเสียงเลือกตั้งได้ แต่คนที่คุณเลือกจะถูกกระหนาบโดยศาล โดยวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง โดยอำนาจต่างๆ ของราชการ ผู้พิพากษา และองคมนตรี ทั้งเศรษฐกิจพอเพียงและประชาธิปไตยพอเพียงมีหลักการเดียวกันคือจำกัดประชาชน ให้เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องท้องถิ่นของตัวเองเท่านั้น เวลาคนพูดถึงประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือแบบเอเชีย ผมคิดว่ามันทำนองเดียวกัน

จากมุมมองของผม เห็นได้ชัดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 พยายาม วางกรอบจำกัดของประชา-ธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยพอเพียง สมาชิกวุฒิสภาครึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง อำนาจศาลเพิ่มมากขึ้น ระบบการเลือกตั้งเปลี่ยนใหม่ เขตเดียวหลายเบอร์ ระบบสัดส่วนแตกเป็นแปดกลุ่ม ทั้งหมดพยายามลดทอนอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง

ฟ้าเดียวกัน: คุณเสนอว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่เป็นจริงหรือ การพัฒนาชนบท หากไม่สอดคล้องกันจริงก็จะต้องเกิดความตึงเครียดอะไรบางอย่าง คำถามคือ ในเมื่อเศรษฐกิจพอเพียงขัดแย้งกับวิถีชีวิตที่เป็นจริงของชาวบ้านในชนบท แล้วชาวบ้านมีปฏิกิริยาต่อเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร พวกเขาเพิกเฉย ต่อต้าน หรือว่าเห็นด้วย

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ประการแรกเลย ชนบทไทยมีคนหลากหลายประเภท ดังนั้นจึงมีความคิดเห็นที่หลากหลาย

ประการ ที่สองคือ ชาวบ้านที่ผมทำงานด้วยในหมู่บ้านมีความเป็นเหตุเป็นผลและคิดบนฐานความเป็นไป ได้จริงในทางปฏิบัติ ผมตระหนักว่าในสภาวะการเมืองปัจจุบัน การใช้ภาษาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีประโยชน์ ถ้าผมไปขอทำโครงการจากเทศบาลหรือขอเงินมาทำอะไรสักอย่าง แน่นอนผมจะเรียกมันว่าโครงการเศรษฐกิจพอเพียง เวลาผม


ไป ร่วมขบวนแห่ลอยกระทงในอำเภอผมก็จะต้องมีป้ายเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ชาวบ้านก็ใช้เศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาเอง พวกเขาไม่โง่ จากประสบการณ์ที่ผมได้พูดคุยกับชาวบ้านในเรื่องนี้ สรุปได้ว่าพวกเขาเคารพเศรษฐกิจพอเพียงเพราะว่าแนวคิดนี้เป็นของในหลวง ชาวบ้านบอกว่ามันเป็นความคิดที่ดี ทฤษฎีที่ดี แต่พวกเขาก็บอกว่ามันไม่สอดคล้องกับชีวิตของเขา

ยก ตัวอย่างอันแรกซึ่งเป็นเรื่องขำขัน ผมกำลังทานมื้อค่ำกับชาวนาคนหนึ่งโดยดูโทรทัศน์ไปด้วย สัญญาณภาพแย่มากเพราะอยู่บนภูเขา เขาบอกว่า ขอโทษด้วยอาจารย์ นี่เป็นโทรทัศน์ของในหลวง ผมถามว่าหมายความว่ายังไง เขาบอก ทีวีพอเพียงพวกเขาใช้วิธีนี้เวลามีอะไรที่ดีไม่เพียงพอก็จะบอกว่า นี่ละ พอเพียงชาวนา อีกรายหนึ่งปลูกข้าวโพดแล้วผลผลิตตกต่ำ ได้ข้าวโพด น้อยมากไม่พอขาย เขาบอกว่าเขาจะกินเองแบบว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียง แน่นอนว่าเขาไม่ได้กิน แต่ทิ้งไปเลย ผมคิดว่าพวกเขาใช้มันอธิบายเวลาทำอะไรแล้วไม่เป็นผลว่าประชาชนควรใช้ชีวิต อย่างที่ในหลวงตรัส

ยัง มีอีกตัวอย่างหนึ่ง ผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า เศรษฐกิจพอเพียงคือการบอกคนหนุ่มสาวในหมู่บ้านว่าอย่าออกไปแข่งขันในตลาดแรง งานในเมือง เนื่องจากคนในเมืองกังวลเรื่องการแข่งขันในตลาดแรงงาน คนชนบทมีการศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้คนเมืองกังวลเรื่องการแข่งขันกันหางานทำ ดังนั้นจึงบอกให้ชาวบ้านอยู่แต่ในหมู่บ้านเสีย ผมว่านี่เป็นการวิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียงอย่างตรงไปตรงมา แต่คุณต้องรู้จักและได้รับความไว้วางใจเสียก่อนเขาจึงอยากจะพูดเรื่องนี้ อย่างตรงไปตรงมา เพราะว่าเศรษฐกิจพอเพียงสัมพันธ์กับกษัตริย์โดยตรง

ฟ้าเดียวกัน: แล้วชะตากรรมของเศรษฐกิจพอเพียงจะมีจุดจบเหมือนโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองในสมัยรัฐบาล พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ หรือเปล่า

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมว่ามันก็เป็นโครงการประเภทส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมทำนองนั้น คนหยิบสโลแกนเอาไปพูดโดยไม่รู้ว่ามันจะเกี่ยวกับชีวิตตัวเองยังไง บอกว่าฉันก็อยากใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ถามว่าโทรศัพท์มือถือนี่เศรษฐกิจพอเพียงไหม ใช่! ทีวีล่ะเศรษฐกิจพอเพียงไหม ใช่! ลูกๆ ไปเรียนมหาวิทยาลัยล่ะ เศรษฐกิจพอเพียงไหม ใช่! ทุกอย่างเป็นเศรษฐกิจพอเพียงหมดเลย กลายเป็นคำที่ไม่มีความหมาย

ฟ้าเดียวกัน: ถ้าใครๆ ก็สามารถหยิบเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้และตีความให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเองได้ ฉะนั้นจะมีปัญหาอะไรหากชาวบ้านหรือปัญญาชนจะนำเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เพื่อ สร้างอำนาจให้ตัวเองหรือชุมชนหมู่บ้านเพื่อสู้กับโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมได้ฟังความเห็นที่แตกต่างกันจากอาจารย์หลายคน โดยเฉพาะอาจารย์ในเชียงใหม่ที่มองว่าโลกาภิวัตน์และรัฐเป็นตัวทำลายวัฒนธรรม หมู่บ้าน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งโลกา-ภิวัตน์ ทุนนิยม และรัฐนั้นเข้าไปเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมหมู่บ้าน แต่ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างก็เป็นไปในทางที่ดีขึ้น ดังนั้นในแง่ทัศนะและความต้องการของชาวบ้าน การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้ช่วยยก ระดับความเป็นอยู่ของพวกเขา

ยก ตัวอย่างชาวบ้านที่ผมทำงานวิจัยด้วยในภาคเหนือ เวลาพูดถึงอดีต สิ่งหนึ่งที่พวกเขาพูดถึงเป็นหลักคือความอดอยาก เมื่อก่อนพวกเขามีข้าวไม่พอกินสำหรับทั้งปี ต้องเดินข้ามภูเขาเพื่อไปหาข้าวจากหมู่บ้านอื่นหรือต้องออกไปทำงานเป็น กรรมกรในเชียงใหม่ แต่ตอนนี้พวกเขาปลูกข้าวได้พอ หรือสามารถสร้างรายได้มาซื้อข้าวได้ ดังนั้นผมจึงไม่เคยยอมรับทัศนะที่ว่าเศรษฐกิจหรือสังคมหรือวัฒนธรรมของหมู่ บ้านถูกทำลายโดยโลกาภิวัตน์ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่คิดว่าจะต้องมีการปกป้องอะไร ผมไม่คิดว่าชาวบ้านในชนบทไทยต้องการการปกป้องตนเองจากตลาดหรือรัฐ พวกเขาต้องการตลาดมากขึ้นต่างหาก ต้องการมีตลาดมากขึ้นและดีขึ้น เข้าถึงตลาดได้อย่างเท่าเทียมมากขึ้น จะได้ไม่ถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ พวกเขาต้องการเข้าถึงตลาดโดยตรง จากประสบการณ์ของผม ชาวบ้านไม่ได้ต้องการรัฐน้อยลงด้วย พวกเขาต้องการบริการจากรัฐมากขึ้น พวกเขาต้องการให้รัฐหยิบยื่นบริการแก่พวกเขาเหมือนที่หยิบยื่นแก่คนกรุงเทพฯ อันนี้เป็นจุดที่ผมคิดต่างจากแนวทางวัฒนธรรมชุมชนมาก

ฟ้าเดียวกัน: แล้วในมุมมองของคุณ แนวคิดเศรษฐกิจชุมชนและวัฒนธรรมชุมชนที่นักวิชาการกระแสรองและเอ็นจีโอนำ เสนอนั้นมีความเหมือนหรือต่างกับเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไรบ้าง

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ความเหมือนคือทั้งสองอย่างนี้เน้นความสำคัญของเกษตรกรรมแบบยังชีพเป็นฐานของ ชีวิตในมิติด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ นอกจากนี้ผมว่าแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนคล้ายกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาก พูดอย่างหยาบๆ คือมันทำให้ความยากจนกลายเป็นคุณงามความดีไป มันบอกทำนองว่าความยากจนเป็นสิ่งพึงปรารถนาและมีศีลธรรม กระแสการพัฒนาไปสู่ความทันสมัยที่เห็นในชนบทไทยเป็นตัวบ่อนทำลาย

ส่วน ความต่างที่สำคัญคือ แนวทางวัฒนธรรมชุมชนเป็นแนวทางสำหรับชาวบ้านรากหญ้ามากกว่า เป็นเรื่องของการสร้างอำนาจชุมชนมากกว่า เป็นกระบวนการจากล่างขึ้นบน ขณะที่แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการผลักดันโดยรัฐ โดยคนจากนอกหมู่บ้าน แต่บางครั้งผมก็คิดว่านี่ไม่ใช่ความต่างที่ใหญ่โตอะไร บางทีผมคิดว่าแนวคิดวัฒนธรรมชุมชนก็เป็นสิ่งที่มาจากภายนอก มาจากมุมมองนักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์ตลาดกับรัฐ ประเด็นสำคัญสำหรับผมคือผมไม่เจอการวิพากษ์วิจารณ์ตลาดกับรัฐเวลาคุยกับชาว บ้านผมได้ยินคนบ่นเรื่องตลาด บ่นเรื่องรัฐ ทว่าชาวบ้านไม่ได้ต้องการปฏิเสธมัน แต่พวกเขาบ่นเพราะรู้สึกว่าไม่สามารถเข้าถึงมันได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น

เวลานึกถึงความต่างระหว่างกระแสวัฒนธรรมชุมชนกับกระแสเศรษฐกิจพอเพียง เอาเข้าจริงแล้วกลับกลายเป็นว่าเหมือนกันมากเลยทีเดียว

ฟ้าเดียวกัน: คุณคงไม่ได้มองเศรษฐกิจพอเพียงในแง่เครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างเดียว คือมองในแง่เครื่องมือทางอุดมการณ์ด้วย ในทำนองเดียวกัน ถ้ามองเศรษฐกิจชุมชนหรือวัฒนธรรมชุมชนของเอ็นจีโอและนักวิชาการกระแสรองใน แง่ที่เป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ มันต่างอย่างไรไหมกับเศรษฐกิจพอเพียง

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ขอตอบแบบอ้อมๆ มีคนบอกว่าวัฒนธรรมชุมชนสามารถเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์เพื่อเสริมสร้าง อำนาจของชาวบ้านได้ ผมว่ามันล้มเหลว ตัวอย่างที่ดีสำหรับเรื่องนี้คือท่าทีที่เอ็นจีโอ นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวจำนวนมากมีต่อเหตุการณ์รัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 และ รัฐบาล ทักษิณ พวกเขาได้สร้างการรณรงค์เพื่อเสริมสร้างอำนาจชาวบ้านด้วยภาพของเศรษฐกิจแบบ ยังชีพกับคุณค่าที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ แล้วพวกเขาก็เห็นเกษตรกรออกไปสนับสนุนโครงการต่างๆ ของทักษิณ ดังนั้นเกษตรกรเหล่านั้นจึงไม่อยู่ในกรอบการเสริมสร้างอำนาจที่สำนักคิด วัฒนธรรมชุมชนได้ทำการรณรงค์มา ในที่สุดพอเกิดเหตุการณ์รัฐประหารขึ้นแล้วพวกสายวัฒนธรรมชุมชนทำยังไง พวกเขาเข้าข้างเกษตรกรเหล่านั้นที่เลือกทักษิณมาหรือเปล่า ผมคิดว่าพวกเขาไม่รู้จะทำยังไง นั่นเป็นส่วนหนึ่งของความล้มเหลวของการรณรงค์เสริมสร้างอำนาจชาวบ้านตามแนว คิดวัฒนธรรมชุมชน

เรา น่าจะพูดถึงการใช้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ด้วยเช่นกัน และผมคิดว่าเท่าที่ผ่านมามันแทบไม่ประสบความสำเร็จเลย บางทีผมก็คิดว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2550 นั้น เป็นจุดจบของเศรษฐกิจพอเพียง ประชาชนออกเสียงไม่เอาเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าผลการเลือกตั้งไม่ถูกขว้างทิ้งไป เราก็จะได้เห็นเศรษฐกิจพอเพียงเริ่มจางหายไป

ฟ้าเดียวกัน: นอกจากเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแล้วงานศึกษาวิจัยของคุณยังได้นำเสนอเรื่องรัฐธรรมนูญชาวบ้าน” (rural constitution) ในหมู่บ้านของไทยด้วย รัฐธรรมนูญฉบับนี้แตกต่างกับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของนิธิ เอียวศรีวงศ์ อย่างไร

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมเรียกมันว่ารัฐธรรมนูญชาวบ้านเพื่อเป็นการท้าทาย เวลาคนนึกถึงรัฐธรรมนูญก็จะนึกถึงเอกสารพิเศษบางอย่างที่เขียนโดยนักกฎหมาย และคนบางกลุ่มแล้วถูกพระราชทานลงมา ผมพยายามจะบอกว่ายังมีรัฐธรรมนูญชาวบ้านด้วย มันเป็นคุณค่าและความเชื่อของชาวบ้านที่ว่าระบบการเมืองควรจะเป็นยังไง ผมว่ามันคล้ายกันมากกับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมที่อาจารย์นิธิอธิบาย แต่ผมคิดว่านิธิอธิบายรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมเพียงฉบับหนึ่ง (จากที่มีอยู่หลายฉบับ) ซึ่งก็เป็นฉบับที่ค่อนข้างเป็นของชนชั้นนำ โดยกษัตริย์มีบทบาทเป็นศูนย์กลาง รัฐธรรมนูญชาวบ้านก็เป็นรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมประเภทหนึ่ง แต่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของชนชั้นนำ

ฟ้าเดียวกัน: คุณคิดว่ารัฐธรรมนูญชาวบ้านมีความสำคัญต่อการเมืองในชีวิตประจำวันในชุมชน หมู่บ้านยังไง และรัฐธรรมนูญฉบับนี้สำคัญต่อการทำความเข้าใจการเมืองไทยอย่างไรบ้าง

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือการท้าทายวาทกรรมการซื้อเสียงที่ครอบงำอยู่ เวลาคนพูดถึงการเมืองในชนบทของไทย มีแนวโน้มที่จะพูดเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง แต่ผมพยายามเสนอแนวคิดเรื่องรัฐธรรมนูญชาวบ้านด้วยการบอกว่าชาวบ้านไม่ใช่ เอาแต่ขายเสียง พวกเขาตัดสินใจบนฐานคุณค่าทางการเมืองอีกชุดหนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมต้องการบอกคือว่า เราจำเป็นต้องทำ ความเข้าใจว่าคุณค่าทางการเมืองของชาวบ้านคืออะไร ไม่ใช่แค่ปัดไปง่ายๆ ว่าชาวบ้านขายเสียง

ฟ้าเดียวกัน: แม้เอ็นจีโอและนักวิชาการกระแสรองบางส่วนจะมีความคิดว่าชาวบ้านถูกประชานิยม ของรัฐบาลทักษิณหลอก แต่ในขณะเดียวกัน เอ็นจีโอ นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวก็ผลิตงานที่พยายามอธิบายวัฒนธรรมทางการเมืองของชาวบ้านอีก แบบหนึ่งผ่านเรื่องขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ผ่านเรื่องประชาสังคม เพื่ออธิบายว่าชาวบ้านไม่ได้เฉื่อยเนือยหรือเป็นผู้ถูกกระทำ แต่กระตือรือร้นหรือเป็นผู้กระทำในทางการเมืองแบบหนึ่ง แนวคิดในลักษณะนี้ไม่เพียงพอหรือในการทำความเข้าใจการเมืองในชนบท อะไรคือข้อจำกัดของแนวคิดเหล่านี้ในฐานะมุมมองทางเลือกต่อวัฒนธรรมทางการ เมืองในชนบทไทย

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมหรือเอ็นจีโอ หรือการเมืองรากหญ้า ในบางพื้นที่องค์กรเหล่านี้หรือประชาสังคมมีความสำคัญ แต่คนส่วนใหญ่ในชนบทไม่มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการเหล่านี้ ผมว่าถ้าเราเขียนเกี่ยวกับการเมืองในชนบทในแง่ขบวนการภาคประชาชน เราก็จะละเลยประชากรจำนวนมากในชนบท

ผม ต้องการจะบอกว่า ใช่ ขบวนการภาคประชาชนก็สำคัญ แต่เราก็ยังต้องมองการเมืองในเชิงการเลือกตั้งด้วย ขบวนการภาคประชาชนมักจะมีความเคลือบแคลงติดท่าทีต่อการเมืองในระบบเลือกตั้ง พวกเขาไม่ชอบนักการเมือง พวกเขาไม่ชอบแนวคิดเรื่องการเลือกตั้ง แต่ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องมองถึงลักษณะที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการเมืองแบบ เลือกตั้ง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงพัฒนาความคิดว่าด้วยรัฐธรรมนูญชาวบ้านขึ้นมา

ฟ้าเดียวกัน: การเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุดสะท้อนให้เห็นรัฐธรรมนูญชาวบ้านอย่างไรบ้าง

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: มันยังเร็วเกินไปที่จะพูดผมอยากทำวิจัยอีกมากเกี่ยวกับคุณค่าที่ชาวบ้านใช้ ในการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งหลังสุดนี้ คุณค่าหลายอันที่ผมพูดถึงในบทความอย่างเช่น ท้องถิ่นนิยม การบริหารจัดการที่ดี การเอาใจใส่ที่ได้รับจากผู้แทนราษฎร ผมว่ามันสำคัญ แต่ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เรื่องรัฐบาลทหารกับการรัฐประหารก็เป็นประเด็นที่ใหญ่มาก มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนของชาวบ้าน คำตอบของผมตอนนี้คือต้องมีการทำวิจัยในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่บอกว่าพวกเขาเป็นคนอีสานก็ต้องเลือกพรรคพลังประชาชนอยู่แล้ว นั่นมันน่าเบื่อ ต้องไปศึกษาว่าทำไมชาวบ้านจึงเลือกพลังประชาชน

ฟ้าเดียวกัน: แม้ชนชั้นนำจะพยายามดึงการเมืองให้ถอยกลับไปสู่ยุคก่อนรัฐบาลทักษิณ ผ่านการรัฐประหารหรือผ่านรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 แต่ ถ้าดูจากผลการเลือกตั้ง ชนชั้นนำไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเชื่อของชาวบ้านไม่ให้เลือกพรรคพลัง ประชาชนได้ จากการเลือกตั้งครั้งนี้เราสามารถบอกได้ไหมว่าการเมืองไทยจะไม่ถอยกลับไปอีก แล้ว

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมไม่คิดว่าชาวบ้านจะยังคิดแบบเดิม พวกเขาแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น โต้ตอบการรัฐประหาร ผมยังไม่ได้กลับไปหมู่บ้านที่ผมทำงานวิจัยเลยตั้งแต่เลือกตั้ง แต่ผมก็มีผู้ช่วยวิจัยไปสัมภาษณ์ ชาวบ้านคุยเกี่ยวกับรัฐบาลทหารตลอดเวลา ทัศนะทางการเมืองของพวกเขาได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปบางส่วนโดยเป็นผลจาก ปฏิกิริยาต่อการรัฐประหารและสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น และผมไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องแค่ว่าพวกเขาต้องการกลับไปหาทักษิณหรือกลับไป หารัฐบาลเก่าหรือเอารัฐบาลเก่ากลับมาเท่านั้น ผมว่าพวกเขาคาดหวังถึงรัฐบาลแบบใหม่

ฟ้าเดียวกัน: การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นโยบายของแต่ละพรรคการเมืองแทบไม่แตกต่างกัน บางพรรคเป็นประชานิยมมากกว่าไทยรักไทยด้วยซ้ำ ดังนั้นด้านหนึ่งชาวบ้านก็ไม่ต้องสนใจให้ความสำคัญกับพรรคไทยรักไทยหรือพลัง ประชาชนแล้วหรือเปล่า เพราะต่อให้เลือกประชา- ธิปัตย์ แต่ในแง่ของนโยบายก็มีการสนับสนุนสวัสดิการสังคมต่างๆ ให้ชาวบ้านคล้ายๆ กัน

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: นโยบายของแต่ละพรรคไม่ค่อยแตกต่างกัน รายงานจากหมู่บ้านที่ผมทำวิจัยอยู่บอกว่าชาวบ้านแค่ไม่เชื่อถือพรรคประชาธิ ปัตย์ ประชาธิปัตย์ไม่มีเครดิตว่าจะทำตามที่หาเสียงไว้จริงๆ ชาวบ้านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่มีศรัทธาหรือความไว้วางใจต่อประ ชาธิปัตย์ มันมีความรู้สึกว่าแม้นโยบายบนกระดาษจะดูไม่แตกต่างกันมาก แต่คนมีความเชื่อมั่นในพลังประชาชนหรือไทยรักไทย

ฟ้าเดียวกัน: เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญชาวบ้านคงต้องมีลักษณะเฉพาะท้องที่ เพราะฉะนั้นในประเทศไทยคงมีรัฐธรรมนูญนี้หลายฉบับมาก

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: มีหลายฉบับมาก แต่คิดว่าอาจจะมีหลักการทั่วไปบางอย่างที่ชาวบ้านใช้ในการตัดสินใจทางการ เมือง แต่ก็อย่างที่บอก เราต้องทำวิจัยรัฐธรรมนูญชาวบ้านฉบับต่างๆ แล้วมาเปรียบเทียบกัน ฉบับของภาคใต้เป็นอย่างไร ทำไมถึงเลือกประชาธิปัตย์ มันจะต้องมีคุณค่าทางการเมืองที่แตกต่างกัน ในอีสานก็จะต้องแตกต่างจากในกรุงเทพฯ เรามีการทำวิจัยน้อยมากเกี่ยวกับคุณค่าทางการเมืองของท้องถิ่นต่างๆ ในไทย คนมักจะอธิบายแค่ว่าซื้อเสียง หัวคะแนน พรรคพวก มีแต่การชักจูงของผู้นำในการลงคะแนนเสียงของชาวบ้าน ดังนั้นเราจึงละเลยวัฒนธรรมการเมืองของท้องถิ่น เราต้องไปศึกษาดูว่าวัฒนธรรมการเมืองของพวกเขาเป็นอย่างไร แน่นอนว่าต้องมีหัวคะแนน แน่นอนว่าต้องมีการซื้อเสียง แต่มันก็ไม่ใช่คำอธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง อธิบายได้แค่บางส่วนเท่านั้น

ฟ้าเดียวกัน: เดิมเรามักจะได้ฟังแต่การวิเคราะห์ที่มองชาวบ้านชนบทไทยในเชิงที่เฉื่อย เนือยหรือถูกกระทำมาก ถูกหลอกลวง ถูกซื้อเสียง ไม่ฉลาด ไม่มีเหตุผล ไม่มีข้อมูล แต่พอมาอ่านงานของคุณเรื่องรัฐธรรมนูญชาวบ้าน ดูเหมือนว่าชาวบ้านจะฉลาดมาก มีเหตุมีผลมาก ตื่นตัวมากและมีฐานะเป็นผู้กระทำ การมองอย่างนี้มันจะสุดโต่งไปอีกแบบหนึ่งไหม

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: มันจะต้องมีอันที่อยู่ตรงกลาง ไม่ใช่ว่าชาวนาหรือชาวบ้านฉลาดกันทุกคน มีชาวนาที่โง่ ชาวนาที่ฉลาด ชาวนาที่ฉลาดปานกลาง ก็เหมือนมีอาจารย์โง่ อาจารย์ฉลาดพวกเขาเป็นคน ผมไม่อยากโรแมนติกโดยบอกว่าชาวบ้านไตร่ตรองรอบคอบมากในเรื่องการเมืองแต่ผม คิดว่าพวกเขามีวัฒนธรรมการเมืองที่ตื่นตัว มีวัฒนธรรมที่ตื่นตัวในการถกเถียงเรื่องการเมือง ประเมินเรื่องการเมือง คุยกันตลอดเวลา มีคนบอกว่าชาวบ้านไม่ใส่ใจเรื่องคอร์รัปชั่นของทักษิณ อันที่จริงชาวบ้านถกเถียงเรื่องคอร์รัปชั่นตลอดเวลา พวกเขาคุยทั้งเรื่องการเมืองท้องถิ่นและระดับประเทศ ชาวบ้านตัดสินใจว่า ใช่ ทักษิณทุจริตในบางแง่ แต่เขาทำอะไรอย่างอื่นที่ดี เมื่อชั่งตาชั่งแล้วพวกเขาต้องการเลือกทักษิณ ผมไม่ต้องการจะบอกเป็นนัยว่าชาวบ้านทุกคนเป็นอัจฉริยะ พวกเขาก็เป็นคนทั่วไป แต่ก็มีวัฒนธรรมการเมืองในหมู่บ้านที่ไม่เฉื่อยเนือยหรือยอมรับอะไรก็ได้

ฟ้าเดียวกัน: วัฒนธรรม/คุณค่าของหมู่บ้านในงานของคุณแตกต่างอย่างไรกับวัฒนธรรม/คุณค่าของหมู่บ้านอย่างในงานของ
สำนักฉัตรทิพย์ นาถสุภา

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: พูดง่ายๆ ก็คือผมมองว่าหมู่บ้านเป็นจุดหนึ่งในเครือข่ายที่แผ่ขยายไปยังระดับภูมิภาค ระดับประเทศ หรือบางครั้งก็ถึงกับระดับระหว่างประเทศเลย วัฒนธรรมและเศรษฐกิจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์แบบเครือข่าย แต่พอพูดถึงเศรษฐกิจหมู่บ้านหรือวัฒนธรรมชุมชนแบบของฉัตรทิพย์ รู้สึกว่าหมู่บ้านจะมีลักษณะแยกตัวออกมากกว่า โดดเดี่ยวมากกว่า มันไม่รู้สึกว่ามีการเชื่อมโยงกัน เราควรจะมองหมู่บ้านในลักษณะที่เป็นจุดจุดหนึ่งในเครือข่าย หมู่บ้านนั้นถูกสร้างขึ้นในมิติของความสัมพันธ์กับรัฐ ความสัมพันธ์กับทุน และความสัมพันธ์กับการเมือง แนวคิดวัฒนธรรมชุมชนนั้นมองสังคมและวัฒนธรรมว่าถูกสร้างขึ้นในลักษณะที่มี ตำแหน่งแห่งที่ของมันเองอย่างเฉพาะเจาะจง ขาดความสัมพันธ์และเชื่อมโยง แต่ผมกลับมองอย่างเชื่อมโยงและเป็นเครือข่าย

ฟ้าเดียวกัน: เข้าใจว่าการศึกษาเรื่องรัฐธรรมนูญชาวบ้านนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นมาก แต่จากเท่าที่ศึกษามาคุณพอจะมองเห็นไหมว่ารัฐธรรมนูญชาวบ้านมีพลวัตอย่างไร บ้าง หรือมีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขอะไร

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมไม่คิดว่าเรารู้ เพราะเราขาดสำนึกเชิงประวัติศาสตร์ที่เข้มข้นพอเกี่ยวกับวัฒนธรรมทางการ เมืองของชนบทว่าเป็นมาอย่างไร เรามีงานศึกษาอยู่บ้าง อย่างในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 ใน ช่วงที่มีการเคลื่อนไหวของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย เราพอรู้อยู่บ้างว่าวัฒนธรรมทางการเมืองในชนบทช่วงนั้นเป็นอย่างไรบ้าง แต่หลังจากนั้นไม่มีงานอะไรมากนัก มันจึงยากที่จะตัดสินว่าวัฒนธรรมการเมืองในชนบทพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่าง ไร ผมหวังว่าเรากำลังเริ่มที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งขึ้น เริ่มที่จะทำความเข้าใจพัฒนาการ แต่เราก็ต้องมาคิดหาหนทางในการศึกษา เพราะมันไม่ง่ายที่จะรู้วิธีศึกษาการเมืองในประเทศไทยที่ไม่เพ่งเล็งไปที่ชน ชั้นนำ การวิเคราะห์การเมืองไทยจำนวนมากเน้นไปที่ชนชั้นนำ สถาบันกษัตริย์ พ่อค้า เจ้าพ่อ อะไรเหล่านี้ เราต้องเริ่มมองไปที่วัฒนธรรมการเมืองระดับหมู่บ้านแล้ว

ฟ้าเดียวกัน: คุณคิดว่าวัฒนธรรมทางการเมืองระดับหมู่บ้านเป็นส่วนหนึ่งของ ภาคประชาชนหรือเปล่า

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: นั่นขึ้นอยู่กับว่าคุณจะนิยามภาคประชาชนอย่าง ไร ถ้าคุณนิยามภาคประชาชนว่าเป็นเอ็นจีโอ เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ผมว่ามันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง สำหรับผม ภาคประชาชนใหญ่กว่านั้นมาก อย่างชาวบ้านในหมู่บ้านที่ผมทำงานวิจัย พวกเขาไม่สนใจเอ็นจีโอ ขณะที่ใกล้แถวนั้นมีเอ็นจีโอในหมู่บ้านอื่นๆ บางแห่ง พวกเขาค่อนข้างระแวงเอ็นจีโอด้วยซ้ำ พวกเขาเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางสังคมหรือเปล่า ก็ไม่เชิง ดังนั้นผมหมายถึงวัฒนธรรมทางการเมืองแบบที่ไม่ค่อยเป็นทางการหรือนอกรูปแบบ วัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่มีโครงสร้าง ไม่มีการจัดตั้ง ผมพูดถึงภาคประชาชนในความหมายกว้าง มันไม่ใช่รัฐ ไม่ใช่ราชการ

เวลา ผมพูดถึงชนบทไทย ผมคิดว่าพวกเขามีสถาบัน พวกเขามีองค์กร แต่ผมไม่นิยามพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของภาคประชาชน และผมคิดว่ามีวัฒนธรรมที่ไม่เป็นทางการที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับองค์กร การจัดตั้ง หรือขบวนการเคลื่อนไหวใดๆผมคิดว่าภาคประชาชนจำนวนมากมีความเข้าใจที่จำกัด มากเกี่ยวกับวัฒนธรรมนี้ ภาคประชาชนจำนวนมากที่ทำงานประเด็นชนบท อย่างเช่นร่าง พ.ร.บ. ป่าชุมชน ขบวนการภาคประชาชนต้องการกฎหมายป่าชุมชนมาก แต่ชาวนาที่ผมทำงานด้วยในภาคเหนือ พวกเขาไม่สนใจร่าง พ.ร.บ. ป่าชุมชน มันไม่มีประโยชน์สำหรับพวกเขา ผมว่ามักจะมีช่องว่างอยู่เสมอระหว่างการรณรงค์ของภาคประชาชนกับประเด็นปาก ท้องเฉพาะหน้าของเกษตรกร

ฟ้าเดียวกัน: ถ้าชนบทไทยเปลี่ยนไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม จะส่งผลยังไงต่อรัฐธรรมนูญชาวบ้าน

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: เวลาผมพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับหมู่บ้านหรือรัฐธรรมนูญชาวบ้าน ผมไม่ได้พูดว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเกษตร ผมว่าสิ่งสำคัญอันหนึ่งที่เราต้องแยกแยะคือ แยกหมู่บ้านออกจากเกษตรกรรม ชาวบ้านส่วนใหญ่อย่างน้อยสักครึ่งหนึ่งมีรายได้ส่วนใหญ่จากนอกภาคการเกษตร ผมจึงคิดว่าชนบทไทยไม่ได้เป็นสังคมเกษตรกรรมอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นต่อให้เป็นสังคมอุตสาหกรรม เราก็จะยังมีรัฐธรรมนูญชาวบ้าน ยังมีรัฐธรรมนูญฉบับท้องถิ่นซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่บนฐานของการเป็น สังคมเกษตรกรรม ผมไม่คิดว่าวัฒนธรรมหมู่บ้านของแท้จะต้องเป็นเกษตรกรรม

ฟ้าเดียวกัน: รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมของนิธิมีสถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลาง แล้วในรัฐธรรมนูญชาวบ้านที่คุณพูดถึงนั้นสถาบันกษัตริย์อยู่ตรงไหน

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมไม่เคยได้ยินชาวบ้านอธิบายการตัดสินใจทางการเมืองของตัวเองในเชิงที่ เกี่ยวกับกษัตริย์ ผมไม่เคยได้ยินชาวบ้านบอกว่าจะเลือกทักษิณหรือไม่เลือกทักษิณเพราะทักษิณจาบ จ้วงหรือจงรักภักดีเลย ผมว่านั่นไม่เป็นประเด็น นี่เป็นข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างรัฐธรรมนูญชาวบ้านของผมกับรัฐธรรมนูญฉบับ วัฒนธรรมของอาจารย์นิธิ ผมว่ากษัตริย์เป็น เจ้าที่คนกราบไหว้ ที่คนอาจจะถือเป็นที่ยึดเหนี่ยว แต่สำหรับการตัดสินใจทางการเมืองมันเป็นเรื่องเชิงปฏิบัติ

ฟ้าเดียวกัน: เคยได้ยินประโยคที่ว่ารักในหลวง ห่วงทักษิณไหม หลังรัฐประหารมีคนอธิบายว่ามีความขัดแย้งระหว่างคนที่รักในหลวงกับคนที่รัก ทักษิณ แต่ก็มีบางคนอธิบายว่าชาวบ้านนั้นรักในหลวงห่วงทักษิณ คือรักทั้งคู่

แอนดรูว์ วอล์กเกอร์: ผมไม่เคยได้ยินใครพูดในเชิงว่าต้องเลือกระหว่างทักษิณกับกษัตริย์นะ ทักษิณเป็นผู้นำทางการเมือง ส่วนกษัตริย์ก็เป็นกษัตริย์ มันไม่เกี่ยวกัน แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำวิจัยประเด็นนี้ เป็นเรื่องยากที่จะไปถามชาวบ้านตรงๆ ว่าคุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับกษัตริย์และบทบาททางการเมืองช่วงรัฐประหาร

--------------------------

ที่มา : ประชาไท

[url]http://www.prachatai.com/05web/th/home/13112 [/url]

จาก thaifreenews