WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 11, 2008

พปช.สวนข้อหาหลักฐานเก๊ เตือน‘วิทูรย์’มีทีเด็ดอีกเยอะ

ในที่สุด “วิทูรย์ นามบุตร” กับบรรดาผู้สมัคร ส.ส.ประชาธิปัตย์ อุบลฯ ที่ถูกกล่าวหาแจกตั๋วหนังและเปิดปราศัยเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง ที่อาจนำไปสู่การแจกใบแดง และยุบพรรคเก่าแก่อันเนื่องจากมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค ก็ยอมออกมาเปิดปากพูดแล้ว อ้างถูกใส่ร้ายด้วยหลักฐานเท็จ ขู่ฟ้อง “สมบัติ รัตโน” ขณะที่ ส.ส.พปช. แค่ขำขำ ชี้เป็นเรื่องดีจะได้มีการพิสูจน์กันให้ชัด ยืนยันมั่นใจหลักฐาน แถมยังมีทีเด็ดอีกหลายชิ้น พร้อมจ่อฟ้องกลับฐานหมิ่นประมาท

จากกรณีร้องเรียนนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พร้อมผู้สมัคร ส.ส. อุบลราชธานี พรรคเดียวกัน แจกตั๋วหนัง และเปิดปราศัยในโรงภาพยนต์ ปรากฎภาพและเสียงชัดเจน และให้เป็นหลักฐานยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ก่อนหน้านี้ส่อว่าจะมีการให้ความช่วยเหลือกัน จนล่าสุดได้มีการสอบพยานเพิ่มเติม และ กกต.กลางได้ขีดเส้นให้สรุปสำนวนทั้งหมดเพื่อนำสู่การพิจารณาภายในวันที่ 15 ส.ค. นั้น

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายวิฑูรย์ นามบุตร พร้อม ส.ส.และอดีตผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี และนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค ร่วมกันแถลงดำเนินคดีทางอาญากับ นายสมบัติ รัตโน อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวหาว่าใช้หลักฐานเท็จและโฆษณาให้เกิดความเสียหายแก่พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายวิฑูรย์ อ้างว่านายสมบัติ นำพยานหลักฐานเท็จมาแถลงข่าวและใส่ร้ายตนเองและ ส.ส.อุบลราชธานี โดยกล่าวหาว่าตนเองและคณะให้ตัวแทนหรือหัวคะแนนแจกบัตรชมภาพยนต์ พร้อมจัดให้มีมหรสพฉายภาพยนต์ ทั้งยังกล่าวหาว่าตนเองข่มขู่พยาน ซึ่งส่วนตัวจะไปชี้แจงต่อ กกต.พร้อมนำหลักฐานทั้งหมดมอบให้อีกครั้งในวันที่ 14 สิงหาคมนี้

ด้านนายสมบัติ รัตโน ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า นายวิฑูรย์รู้ได้อย่างไรว่าหลักฐานที่ยื่นต่อ กกต.เป็นหลักฐานเท็จ เพราะตอนนี้อยู่ในกระบวนการสอบสวนและคงต้องรอทาง กกต. พิสูจน์ ซึ่งหลักฐานทั้งหมดที่ได้แสดงไปนั้น ยืนยันว่าเป็นพยานหลักฐานจริงที่ชัดเจนที่ตนได้มา ภาพในวีซีดีทั้งการชูป้ายในโรงภาพยนตร์ ตั๋วหนังเราก็มีของจริง คงต้องมาพิสูจน์กันว่าจะเป็นอย่างไร

“ซึ่งการให้ข้อมูลของพยานก็ได้จบสิ้นไปแล้ว รอว่าทางกกต. จะสรุปออกมาอย่างไร อีกทั้งการนำเสนอข้อมูลหรือหลักฐานตรงนั้น เป็นสิทธิของเราที่สามารถแสดงได้ คุณมีสิทธิ์อะไรมากล่าวหาว่าเราใช้หลักฐานปลอม ถ้ามีการออกมาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะจะได้พิสูจน์กันไปเลยว่าอะไรเป็นอะไร”

ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับทางพรรค เพราะเรายังไม่ทราบว่าทางนั้นจะมาฟ้องร้องเราเรื่องอะไร ในข้อหาอะไร มีสิทธิ์ ถ้าเขามาฟ้องร้องว่าใช้พยานหลักฐานเท็จ ตนก็จะฟ้องร้องกลับในคดีหมิ่นประมาทเหมือนกัน คงต้องมาดูว่าศาลรับฟ้องในเรื่องดังกล่าว เราจะดำเนอนการอย่างไรต่อไป เพราะคนที่จะออกมาบอกว่าหลักฐานที่ตนนำมานั้น เป็นหลักฐานเท็จต้องเป็นทาง กกต.เท่านั้น แล้วนายวิฑูรย์ จะออกมาปฏิเสธอย่างไรที่มีการนำประชาชนไปวันละเป็นพันคนในการเข้าไปฟังการหาเสียงเป็นระยะเวลา 9 วันจะออกมาปฏิเสธว่าอย่างไร

“หากมีการตัดสินของทาง กกต.ออกมาไม่ออกใบเหลือง-ใบแดงแล้ว ก็ไม่รู้สึกกังวลอะไร เพราะว่าเรื่องของนายวิฑูรย์ ยังไม่จบเท่านี้ เรายังเหลือหลักฐานในเรื่องอื่นๆ อีกเยอะ ยังมีเทปและหลักฐานสำคัญที่จะเอาผิดได้ เรื่องนี้คงต้องพูดกันยาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เอา งบประมาณของ อบต.มาแบ่งเปอร์เซ็นต์กัน คุณวิฑูรย์นี้เขามีแผลเยอะ” นายสมบัติกล่าว



Sunday, August 10, 2008

มารยาทสื่อ?



อาจารย์คึกฤทธิ์ของนักข่าว และผู้คนทั่วไป หรือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอนเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเคยป่วยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

ทีวีช่องหนึ่ง ซึ่ง ดร.ผมหยิก เป็นผู้อำนวยการสถานี สั่งนักข่าวไปเฝ้า นักข่าว ช่างภาพ เอาใจใส่มาก ติดตามข่าวอย่างกระชั้น ชิด รายงานทุกวัน กินอาหารอะไร รายงานหมด

แล้วก็เป็นเรื่องเมื่ออาจารย์คึกฤทธิ์ออกจากห้องผู้ป่วย นั่งรถเข็น มีน้ำเกลือห้อยข้างบน ช่างกล้องยกกล้องถ่ายทันที เท่านั้นแหละ

ท่านยก “ตีน” ให้ ไม่ผิด (ส้น) ตีน จริง ๆ พร้อมก่นด่าเป็นชุดว่า ไร้มารยาท ไม่มีจรรยาบรรณ คนเจ็บ คนป่วย ยังไม่ละเว้นหรือนี่ เล่นเอานักข่าว ช่างภาพกระเจิง

เขียนย้อนความหลังก็เพราะ นายกฯ เจ้าอารมณ์ นายสมัคร สุนทรเวช ก็ด่าทอนักข่าวทีวีช่องหนึ่งอย่างรุนแรงในทำนองเดียวกัน กรณีที่นักข่าวไปดักเฝ้าหน้า ห้องส้วม อ.ต.ก.

แล้วก็ถูกสื่อทำเนียบ อาจารย์ด้านวารสารฯ ดาหน้าสับเละ !!!

ถึงขนาดบอกว่า ถ่ายอุจจาระไม่ออก เลยมาออกทางปากแทน ขนาดนั้น ไม่มีใครว่า สื่อมีแต่บอก สื่อทำหน้าที่ตามปกติ ทั้งที่จะว่าไปก็ไม่เห็นต้องยืนเฝ้าหน้าห้องน้ำขนาดนั้นเลย

เฝ้าที่รถตู้ก็ได้ ยังไงนายสมัครก็ต้องมาขึ้นรถกลับอยู่ดี กรณีนี้สื่อจะโดนด่าก็ยังพอเข้าใจได้

แต่นั่นล่ะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายกฯ มีปัญหากับสื่อ นับแต่ก้าวแรกที่ขึ้นมาบริหารประเทศเลย ความสัมพันธ์นายกฯ กับสื่อไม่ดีมากกว่าดี เพราะความ หงุดหงิด เจ้าอารมณ์

กระทบกระทั่งกันทีไร สื่อ องค์กรสื่อ นักวิชาการสื่อ จึงจวกนายกฯ เละทุกครั้งไป

แต่ก็แปลก ไม่กี่วันก่อนหน้าอดีตนายกฯ นายอานันท์ ปันยารชุน (อีกแล้ว) ไปปาฐกถาในวาระ 35 ปี 14 ตุลาฯ คู่กับอาจารย์ ธีรยุทธ์ บุญมี

ตอนหนึ่ง นายอานันท์ พาดพิงว่า สื่อขายตัวไปหลายคนแล้ว สื่ออิสระที่ยืนหยัดต่อสู้ (คงหมายถึงระบอบทักษิณที่นายอานันท์ชิงชังเข้ากระดูก) ก็มี แต่มีแค่ 40% พวกนี้คือเสาหลัก

เท่ากับนายอานันท์บอกว่า สื่ออีก 60% ขายตัว ซึ่งก็ไม่รู้ใช้อะไรวัด หรือถ้าใครไม่รู้สึกว่า นายอานันท์เป็นเทวดา พูดอะไรต้องถูกลูกเดียว ก็ต้องเป็นสื่อขายตัวทันที !!!

ทั้งที่หลายความเห็นรับไม่ได้ เช่น เสร็จเลือกตั้งใหม่ ๆ นายอานันท์คนนี้แหละออกมาปลุกระดมว่า “เสียงส่วนใหญ่ ไม่ใช่ประชาธิปไตย” ทั้งที่อารยประเทศเค้ายอมรับนับถือกัน

แต่เพราะเกลียดทักษิณเข้ากระดูก เลย “อคติ” เกิน แม้แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ไม่ปกป้องแล้วยังวิจารณ์เละ ทั้งที่เป็นประธานยกร่างเองด้วยซ้ำ !!

นี่หรือที่คนค่อนประเทศยกย่องนับถือ เป็นเสาหลักของบ้านเมือง

แต่นั่นล่ะ ไม่ว่านายอานันท์จะด่าทอสื่อยังไง ก็ไม่มี องค์กรสื่อ นักวิชาการวารสารฯ ออกมาตอบโต้อาการ “หยามเหยียด” สื่อ ของผู้ดีรัตนโกสินทร์ เลย เงียบกริบหมด

เป็นธรรมแค่ไหนคิดดูเถอะ !!!.

ดาวประกายพรึก



ราคาน้ำมันอยู่ช่วงขาลง สัปดาห์หน้ามีลุ้นปรับลดอีก

นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบที่ลดลง 4 สัปดาห์ติดต่อกัน ถือเป็นทิศทางราคาน้ำมันขาลงและน่าจะปรับลดลงได้อีก เหลือ 100-110 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาเรล เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐฯ ลดลง รวมทั้งเศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นชะลอตัว ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกลดลง ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศสัปดาห์หน้า มีแนวโน้มที่ผู้ค้าน้ำมันจะปรับลดราคาลงได้อีก 1 ถึง 2 ครั้ง ซึ่งวันนี้ (9 ส.ค.) ราคาน้ำมันดีเซลก็ลดลงลิตรละ 80 สตางค์

ด้านนายทองอยู่ คงขันธ์ เลขาธิการสหพันธ์ขนส่งสินค้าทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการได้ปรับลดค่าขนส่งสินค้าลงแล้ว ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ และหากราคาน้ำมันลดลงอีก ก็จะปรับลดค่าขนส่งอีก เพื่อช่วยไม่ให้สินค้าปรับขึ้นราคา


มอบนโยบาย รฟท.ชี้ ปชช.ปลื้ม

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางตรวจเยี่ยมการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อให้นโยบายคณะกรรมการและผู้บริหาร รฟท. โดยเฉพาะ นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ รฟท. คนใหม่ ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมยังได้เป็นประธานสั่นระฆังปล่อยขบวนรถไฟที่เข้าร่วมโครงการรถไฟฟรี 2 ขบวน คือ สายกรุงเทพฯ-หัวหิน และกรุงเทพฯ-พิษณุโลก

นายสันติ กล่าวว่า ผลการให้บริการโครงการดังกล่าว ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน จากการพบปะกับผู้โดยสาร ได้แสดงความพอใจการให้บริการ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของโครงการนี้ ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน

ขณะที่จากการตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้บริการรถไฟฟรีแต่ละวัน หลังจากให้บริการมาวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีรถไฟชั้น 3 ทั้งรถธรรมดา รถชานเมือง และรถท้องถิ่น ให้บริการวันละ 164 ขบวน พบว่ามีประชาชนใช้บริการวันละกว่า 70,000 คน ซึ่งหลังจากโครงการเสร็จสิ้นใน 6 เดือนข้างหน้า กระทรวงคมนาคมจะพิจารณาอีกครั้งว่า หลังจากที่ รฟท. ทำแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว ฐานะทางการเงินดีขึ้น ก็อาจจะมีการพิจารณาจัดทำโครงการรถไฟชั้น 3 ฟรีอีกครั้ง

สำหรับการให้นโยบายนั้น นายสันติ กล่าวว่า ได้ขอให้คณะกรรมการและผู้บริหาร รฟท. เร่งดำเนินการพัฒนาการขนส่งทางรถไฟ เนื่องจากปัจจุบันการขนส่งทางรถไฟยังมีสัดส่วนน้อย เพียงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับการขนส่งระบบอื่นๆ

ขณะที่การขนส่งรูปแบบอื่นมีต้นทุนสูงกว่าการขนส่งทางรถไฟถึงร้อยละ 10 หมายความว่า หากมีการเปลี่ยนระบบขนส่งของประเทศมาใช้ทางรถไฟมากขึ้น ก็จะช่วยลดต้นทุนขนส่งลงได้ร้อยละ 10 และส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาวด้วย

“ประดิษฐ์"คุมกองสลากสัปดาห์หน้าลั่น! กำจัดแก๊งมาเฟีย-ขายเกินราคา

“ประดิษฐ์” รับดาบจาก “หมอเลี้ยบ” คุมกองสลาก ประกาศยึดแนวนโยบายเดิมของเจ้ากระทรวง เดินหน้าขายหวยออนไลน์งวดแรก 1 ต.ค. ยันชัดการขายจะต้องไม่มอมเมาประชาชน และจะเร่งแก้ปัญหามาเฟียและการขายสลากเกินราคา พร้อมเร่งสรรหา ผอ.กองสลาก ด้าน “หมอเลี้ยบ” ปัดไม่รู้เงินรางวัลหวยออนไลน์ 10 ล้าน ชี้หากเป็นรางวัลที่สร้างแรงจูงใจให้คนหันมาเล่นมากขึ้นคงไม่เห็นด้วยแน่นอน

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้ตนเองเป็นผู้ดูแลงานของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ซึ่งตนเองจะยึดแนวนโยบายเดิมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเดินหน้าขายสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน ผ่านเครื่องออนไลน์ ที่จะเริ่มขายได้ในวันที่ 17 กันยายนนี้ เป็นวันแรก เพื่อการออกรางวัลในงวดวันที่ 1 ตุลาคม 2551

อย่างไรก็ตาม การขายสลากเลขท้ายต้องไม่เป็นการมอมเมาประชาชน และจะเร่งเข้าไปจัดการดูแลปัญหาการขายสลากเกินราคา ซึ่งจะเร่งรัดดำเนินการเพื่อป้องกันการหาผลประโยชน์ของกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ได้รับโควตาขายสลาก

"จะเข้าไปดูว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถตัดตอนผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลโดยไม่ถูกต้องได้ เช่น การกระจายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลจากรายใหญ่มาให้กับรายย่อยที่มีความต้องการ"

นอกจากนี้จะเร่งเข้าไปดูแลการสรรหา และแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลคนใหม่โดยเร็ว หลังจากเว้นว่างมานาน เนื่องจากสำนักงานสลากฯ เป็นหน่วยงานสำคัญที่ต้องมีผู้บริหารมาดูแลงานด้านบริหารและปฏิบัติโดยเร็ว และเพื่อให้การทำงานเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนคุณสมบัติของผู้อำนวยการคนใหม่นั้นต้องมีความรู้ความสามารถ และพร้อมจะปฏิบัติงานได้ทันที

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะแจกเงินรางวัลแจ็กพอตสำหรับหวยออนไลน์ 10 ล้านบาท ต่อยอดขาย 1 พันล้านบาทว่า ยังไม่ได้รับรายงาน

แต่ยืนยันว่าจะไม่ให้หวยบนดินมอมเมาประชาชนอย่างเด็ดขาด ซึ่งการพิจารณาจะอยู่ที่ว่าหากมีรางวัล 10 ล้านบาท ทำให้เกิดแรงจูงใจเพื่อซื้อหวยมากขึ้นหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่เห็นด้วย เพราะที่ผ่านมาหลายกรณี เช่น การไม่สนับสนุนให้กองสลากมีโฆษณาขายหวยออนไลน์ เป็นเครื่องยืนยันว่าตนไม่สนับสนุนให้มอมเมา

สำหรับการเปิดรับสมัครคนเดินโพย ได้กำหนดในวันที่ 18-20 สิงหาคม 2551 ที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก โดยผู้สมัครจะต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้คนเดินโพยแต่ละคนจะมีอิสระ และไม่ต้องขึ้นตรงต่อเครื่องใดเพียงเครื่องหนึ่ง ซึ่งจะสามารถส่งโพยหวยให้กับเครื่องออนไลน์ได้ทุกเครื่องที่มีติดตั้งอยู่

ส่วนเจ้าของเครื่องหวยบนดินแบบออนไลน์ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 6 พันเครื่อง จะไม่สามารถปฏิเสธรับโพยหวยจากคนเดินโพยได้ ทั้งนี้ สำนักงานสลากฯ กำหนดเอาไว้ว่า หากเครื่องจำหน่ายหวยออนไลน์เครื่องใดมียอดซื้อขายต่ำกว่า 100,000 บาท ก็จะถูกเรียกเครื่องคืนทันที



“พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ” เส้นทางชีวิตกับเก้าอี้ มท.1

คอลัมน์ : สะกิดกระบวนการยุติธรรม

การปรับคณะรัฐมนตรีสมัคร 2 เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว และที่น่าจับตาที่สุดเห็นจะเป็น ชื่อของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร. มานั่งควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นที่เรียบร้อยไม่พลิกโผ แทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ตกเก้าอี้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ไปเรียบร้อยโรงเรียนจีน

ถามว่าทำไม"สมัคร"ถึงเลือก “บิ๊กโก” มานั่งในตำแหน่งนี้แทน ร.ต.อ.เฉลิม ทั้งที่หลังเกษียณอายุราชการ พล.ต.อ.โกวิท เก็บตัวเงียบมาตลอดไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง คำตอบคงหนีไม่พ้นเพราะหวังภาพลักษณ์”มิสเตอร์คลีน” ของ พล.ต.อ.โกวิท จะเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลได้

ด้วยบุคคลิกที่ดูตรงไปตรงมา จริงจังกับการทำงาน ซื่อสัตย์สุจริต พูดน้อย ตรงกันข้ามกับบุคคลิกของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่เป็นคนพูดจาดุดัน รุนแรง ทำให้รัฐบาลนาวาสมัครจะสามารถลดแรงกดดันของของกลุ่ม”พันธมิตรฯ” ที่มีต่อรัฐบาลได้ไม่มากก็น้อย

และการไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐประหารช่วง 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ซึ่งลึกเข้าไปในหัวใจของ”บิ๊กโก”เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ พล.ต.อ.โกวิท “ถูกเลือก”ให้ร่วมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

หากมอง”ขั้วการเมือง” ของ พล.ต.อ.โกวิท แล้ว ที่ผ่านมาก็ไม่มีขั้วการเมืองที่ชัดเจน ไม่ใช่คนกลุ่มพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือขั้วของคณะมนตรีความมั่นคง การดึง “บิ๊กโก” มาจึงลบภาพรัฐบาลนอมินีตามใบสั่ง “นายใหญ่” ได้

หากย้อนดูเส้นการเติบโตของ พล.ต.อ.โกวิท ที่ได้รับฉายาว่า “ตำรวจป่า” นั้นไม่ธรรมดา ช่วงขึ้นนั่งตำแหน่ง”เจ้ากรมปทุมวัน”นั้นมีคู่แข่งสำคัญ คือ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นรต.รุ่น 23 ที่มีความสนิทแนบแน่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างมาก จนถูกโยกตัวกลับจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ปปส. มานั่งรอง ผบ.ตร. เพื่อรอจัดคิวขึ้นนั่งตำแหน่ง ผบ.ตร. แทน พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ รักษาการ ผบ.ตร. ในขณะนั้น

จุดประสงค์หลักก็เพื่อวางตัว พล.ต.อ.ชิดชัย ให้มาคุมทัพสีกากีเพื่อดูแลฐานอำนาจระหว่างที่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ พล.ต.อ.โกวิท ขณะนั้นซึ่งรั้งอาวุโสอันดับหนึ่งที่จะได้นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. แข็งพอที่จะไม่ยอมง่ายๆ แสดงเจตจำนงจะฟ้องศาลปกครองหากมีการข้ามอาวุโสให้ พล.ต.อ.ชิดชัย ขึ้นเป็น ผบ.ตร.

ทำให้ คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นประธาน ต้องมีมติให้ “บิ๊กโก” ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. นานถึง 3 ปีเต็ม จนเกษียณอายุราชการในปี 2550 ผลที่ตามมาทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องมอบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีให้ พล.ต.อ.ชิดชัย เป็นการปลอบใจแทน

ระหว่างที่นั่งในตำแหน่ง ผบ.ตร. นั้น พล.ต.อ.โกวิท ก็ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด แม้จะไม่มีผลงานที่โดดเด่นให้เป็นที่จดจำมากนัก

จนกระทั่งวันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดเหตุปฏิวัติรัฐประหาร โดยมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ขณะนั้น พล.ต.อ.โกวิท ได้ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ และดำรงตำแหน่งสมาชิก คมช. โดยไม่เต็มใจนักเพราะส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการปฎิวัติครั้งนี้

ซึ่งสาเหตุนี้บวกกับหลายสาเหตุที่พล.ต.อ.โกวิทไม่เห็นด้วยทำให้ภายหลัง พล.ต.อ.โกวิท มีปัญหาแตกคอกับสมาชิกคมช. ทำให้สมัยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่ง ย้าย พล.ต.อ.โกวิท จากตำแหน่ง ผบ.ตร.ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550

เท่านั่นไม่พอ วันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2550 พล.อ.สุรยุทธ์ ได้เซ็นต์คำสั่งให้ พล.ต.อ.โกวิท พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ระดับ 11 สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

สร้างความเจ็บปวดให้กับ พล.ต.อ.โกวิท อย่างสุดซึ้ง ถึงความไม่เป็นธรรม จึงยื่นฟ้องศาลปกครอง ซึ่งภายหลังศาลปกครองได้วินิจฉัยว่า คำสั่ง พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าวในที่สุด ส่งผลให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ สามารถดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จนครบวาระเกษียนอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายน 2550 รักษาเกียรติยศชื่อเสียงของตนเองไว้ได้

และนี่คือที่มาและเกียรติประวัติของ นายตำรวจป่า ที่ชื่อ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ที่มีพฤติกรรมความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ใสสะอาด การันตี จะทำให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เชื่อว่า จะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดูดีขึ้นและลดแรงกดดันของสังคมได้อย่างที่รัฐบาลคาดหวังหรือไม่กับตำแหน่ง มท.1 ที่มีอำนาจควบคุมข้าราชการฝ่ายปกครอง ท่ามกลางบรรยากาศการเผชิญหน้าของกลุ่มผู้ชุมนุมสองฝ่ายที่มีความเห็นขัดแย้งทางความคิด และดูจะลุกลามไปในทางรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ พล.ต.อ.โกวิท ต้องทำการบ้านอย่างหนัก

ประวัติ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ
พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก่อนจะเกษียณอายุราชการเมื่อกันยายน ปี 2550 ที่ผ่านมา เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2490 เป็นชาว อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของ นายเกษม วัฒนะ อดีตข้าราชการครู และนายอำเภอผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา กับ นางสวง วัฒนะ สมรสกับ พ.ญ.วันทนีย ศรีอุทารวงค์ มีบุตร 2 คน

เข้าศึกษาชั้นประถมที่ โรงเรียนเทพประสิทธิ์วิทยา โรงเรียนผักไห่สุทธาประมุข โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และจบจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 6 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 22 รับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดนมาตลอด เป็นเวลากว่า 27 ปี เคยปฏิบัติราชการรับใช้สมเด็จพระ ศรีนครินทราบรมราชชนนี
ชีวิตรับราชการ

เริ่มติดดาวบนบ่า ยศ ร.ต.ต. เมื่อ 1 เมษายน 2512 ประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาล ช่วงปี 2513-2518 ย้ายไปสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งขณะนั้นสถานการณ์รบสู้กับคอมมิวนิสต์อยู่ในขั้นรุนแรง ร.ต.ต.โกวิท ในฐานะผบ.กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน ออกปราบปรามในพื้นที่ภาคเหนือตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่า คุ้มครองการก่อสร้างเส้นทางในพื้นที่อันตราย โดยเฉพาะเขต อ.อุ้มผาง จ.ตาก รวมระยะทาง 120 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ระหว่างที่เป็น ผบก.ตชด.ภาค 3 ซึ่งรับผิดชอบภาคเหนือทั้งหมด ยังมีผลงานการปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ปะทะต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายร่วม 50 ครั้ง จนสถานการณ์คลี่คลายลงได้รับความดีความชอบขึ้นเป็นรอง ผกก.1 บก.กฝ. (ค่ายพระรามหก อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี) แล้วขยับเป็น ผกก.1 บก.กฝ. ในวัยเพียง 32 ปี เป็นผู้กำกับที่หนุ่มที่สุดขณะนั้น

ต่อมาได้รับพิจารณาเลื่อนตำแหน่งขึ้น เป็นรอง ผบก.กฝ.(กองการฝึก) แล้วโยกมาเป็นรอง ผบก.ตชด. ภาค 3 และถูกโยกย้ายสลับตำแหน่ง เป็นรอง ผบก.ตชด.ภาค 1

ปี พ.ศ.2530 ติดยศ พล.ต.ต. ตำแหน่ง ผบก.ตชด.ภาค 3 คุมพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมด ปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ

ปี พ.ศ.2537 ขยับนั่งเก้าอี้ ผบช. ตชด.

ปี พ.ศ.2543 ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. รับผิดชอบงานบริหาร ก่อนเป็นรอง ผบ.ตร. คุมพื้นที่ชายแดนภาคใต้

ปี พ.ศ.2547 เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

พ.วิพากษ์



ศาลกับแนวคิดกฎหมายคือคำสั่งของรัฐาธิปัตย์

คอลัมน์: ฤๅจะเป็นเมืองนอกกฎหมาย

ผู้เขียนเคยชี้ให้เห็นว่าความคิดที่ถือว่า “กฎหมายคือคำสั่งของรัฐาธิปัตย์” นั้น เป็นเพียงการรับอิทธิพลจากทฤษฎีกฎหมายสำนักกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งเป็นเพียงทฤษฎีกฎหมายสำนักหนึ่งในสมัยใหม่เท่านั้น ซึ่งทฤษฎีนี้ได้ชักนำให้โลกก้าวหน้าไปสู่ความรุนแรงการประหัตประหารอย่างโหดเหี้ยมภายใต้การนำของลัทธิเผด็จการในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

ในวิชานิติ...นั้นยังชี้ให้เห็นว่ายังมีทฤษฎีกฎหมายสำนักอื่นๆ ที่สำคัญและควรเรียนรู้เข้าใจให้แจ่มแจ้งไม่ว่าสำนักธรรมนิยม และสำนักประวัติศาสตร์

พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงเคยมีพระบรมราชโองการเป็นปฐมในคราวที่ทรงรับราชาภิเษกว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” และตลอดระยะเวลาที่ครองราชย์ แนวกระแสพระราชดำรัสและพระบรมราชโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันที่ทรงพระราชทานแก่นักกฎหมายและความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งพระบรมราชโชวาทหลายครั้ง แสดงแนวพระราชดำริทางปรัชญากฎหมายไปในทางเดียวกับสำนักธรรมนิยม และสำนักประวัติศาสตร์ ดังเช่นที่ทรงกล่าวถึงกฎหมาย อำนาจ ความยุติธรรม และความจริงในสังคม

สำหรับความคิดทางกฎหมายของไทยนั้น กล่าวได้ว่าแม้ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาแล้ว แต่กว่าที่ประเทศไทยจะถือได้ว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบก็ถูกครอบงำโดยเผด็จการเป็นเวลานาน จนอาจกล่าวได้ว่า สังคมไทย มีความคุ้นเคยกับแนวคิดที่ถือว่ากฎหมายคือคำสั่งของรัฐาธิปัตย์ แต่ในระยะหลังมานี้ได้เกิดกระแสความคิดอย่างใหม่ในสังคมไทย มีการเรียกร้องให้ถือธรรมะ ถือเหตุผลเป็นใหญ่ เน้นหลักรัฐมีอำนาจจำกัด เน้นให้นักกฎหมายใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม สำนึกผิดชอบชั่วดีของคนในสังคม ไม่ใช่ใช้กฎหมายตามตัวอักษรจนเกิดความอยุติธรรม หรือมุ่งแต่จะคล้อยตามความพอใจของผู้มีอำนาจ

ในแง่ของตุลาการเอง แม้จะไม่ถึงกับได้รับการขานรับจากผู้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มภาคภูมิเกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าวแต่ก็ยังปรากฎว่าคำพิพากษาของศาลในบางคดีกลับได้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของผู้พิพากษาในเรื่องนี้ ดังคำพิพากษาศาลฎีกา เช่น

คำพิพากษาฎีกาที่ 423/2512 ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งบุคคลที่ต้องหาว่าเป็นอันธพาลไปยังสถานอบรมและฝึกอาชีพ ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2503) ซึ่งจะมีคณะกรรมการฯ ทำหน้าที่พิจารณาและมีคำสั่งทุกๆ 3 เดือน ว่า บุคคลที่ถูกควบคุมนั้น ควรควบคุมไว้หรือปล่อยตัวไปปรากฏว่า คณะกรรมการฯ ไม่ได้พิจารณาและมีคำสั่งประการใด ศาลวินิจฉัยว่าการควบคุมบุคคลไว้เกิน 3 เดือน เป็นการควบคุมโดยไม่ชอบตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้ และสั่งให้ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุม

คำพิพากษาฎีกา ที่ 2131/2521 ในคดีนี้ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวผู้ต้องหาว่าเป็นภัยต่อสังคมมาควบคุมไว้ แต่คำสั่งของปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน (พ.ศ.2519) ซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจควบคุมตัวไว้ทำการอบรมได้ไม่เกิน 30 วัน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจส่งตัวบุคคลนั้นไปยังสถานอบรมและฝึกอาชีพได้โดยไม่มีกำหนดเวลาขั้นสูงโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาล ปรากฏว่าผู้ต้องหาร้องขอให้ศาลพิจารณา ศาลก็รับพิจารณาและฟังพยานหลักฐานได้ความว่า การควบคุมบุคคลดังกล่าวไม่มีหลักฐานพอฟังได้ว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อสังคม ดังนั้นศาลจึงสั่งให้ปล่อยผู้ต้องหาจาการควบคุม

คำพิพากษาฎีกา ที่ 344/2522 ศาลวินิจฉัยว่า อำนาจในการวินิจฉัยว่า บุคคลใดมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคมตามคำสั่งคณะปฏิรูป ฯ ฉบับที่ 22 หรือไม่ มิใช่เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร หากแต่ศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้ควบคุมมีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อสังคมจริงหรือไม่

คำพิพากษฎีกาที่ 913/2536 คดีนี้ศาลฎีกา ตัดสินว่า ประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 ซึ่งสั่งให้ยึดทรัพย์สินของนักการเมืองที่ถูกยึดอำนาจนั้นใช้บังคับไม่ได้เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ยิ่งไปกว่านั้นศาลฎีกายังได้วินิจฉัยต่อไปว่า พ.ศ. 2534 ยิ่งไปกว่านั้นศาลฎีกายังได้วินิจฉัยต่อไปว่า แม้มาตรา 22 แห่งธรรมนูญการปกครองฯ ฉบับดังกล่าวจะบัญญัติรับรองให้ถือว่า ประกาศหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยฯ มีผลบังคับใช้เช่น กฎหมาย แต่การรับรองเช่นนั้นย่อมไม่มีผลหากเนื้อหาหรือคำสั่งดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อ ธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2534 เสียเอง

นอกจากนี้แม้มาตรา 222 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 จะได้รับรองให้ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อย มีผลบังคับใช้ได้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญต่างไปก็ตาม ประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อย ฉบับที่ 26 ซึ่งใช้บังคับไม่ได้ ไปแล้วก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นประกาศดังกล่าวย่อมไม่อาจฟื้นขึ้นมามีผลบังคับได้อีก

จากคำพิพกาษาฎีกา ดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะคำพิพากษาฎีกาที่ 913/2536 ได้ยืนยันคุณธรรมและคุณค่าของกฎหมายที่อยู่เหนืออำนาจตามอำเภอใจของผู้ปกครอง

ผู้เขียนจึงยกมาบอกกล่าว เพื่อให้ใครบางคนที่เข้าใจเอาว่า “กฎหมายคือคำสั่งของรัฐาธิปัตย์” จะไม่หลงทางไปตามกระแสของสมุนเผด็จการ

ศุภชัย ใจสมุทร



รักกันเถอะนะคะเราเป็นคนไทยเหมือนกัน!

คอลัมน์ : รอบรั้วปัญญาชน

ชื่อ น.ส.นัฐการ์ ตันตสุทธิกุล (กุ๊กเก้) อายุ 21 ปี

กำลังศึกษาที่
มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะโบราณคดี สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส วิชาโทภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 4
กิจกรรมยามว่าง อ่านหนังสือ ฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ต


“น้องกุ๊กเก้” นัฐการ์ ตันตสุทธิกุล จากรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะโบราณคดี สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส วิชาโทภาษาอังกฤษ ชี้ 6 มาตรการรัฐช่วยเหลือประชาชนได้ประโยชน์จริง แนะรัฐบาลหาวิธีแก้ไขปัญหาระยะยาวต่อเนื่อง เตือนคนไทยหยุดติขัดแย้งก่อนทำประเทศชาติเสียหายหนัก เชื่อความสามัคคีเป็นประโยชน์ที่สุดต่อบ้านเมือง

*** 6 มาตรการรัฐบาลช่วยเหลือประชาชน สู้วิกฤติเศรษฐกิจ เริ่มแล้ว มองว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากน้อยแค่ไหน

หนูมองว่ามีทั้งข้อดีข้อเสียนะ ข้อดีช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย การที่ได้ขึ้นรถฟรีก็อาจจะช่วยลดค่าใช่จ่ายรวมไปถึงนักเรียน นักศึกษาด้วยบางคน ถือว่าเป็นประโยชน์ของประชาชนบางกลุ่มที่เดือนร้อยจริงๆ

ส่วนข้อเสียหนูมองว่าเป็นการแก่ปัญหาเฉพาะบางกลุ่มหรือเปล่าค่ะ และอีกอย่างก็เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นเอง แค่ 6 เดือนแล้วต่อไปก็กลับมาสู่ความเป็นจริงเหมือนเดิม ก็เท่ากลับว่าเป็นการสร้างความดีใจให้ประชาชนแค่ระยะเวลานิดเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นอยากจะให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาเรื่องคนยากจนให้จริงจังกว่านี้ค่ะ อยากให้ประชาชนมีรายได้ และมีชีวิตที่ดีขึ้น

*** มองอย่างไรหลังจากรัฐบาลออกนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชน มองว่าเป็นการหาเสียงอย่างที่ฝ่ายค้านบอกหรือไม่

หนูคิดว่ารัฐบาลก็คงคิดจะช่วยเหลือประชาชนอย่างตั้งใจจริงก็ได้ ส่วนการหาเสียงนั้นหนูก็ไม่รู้หรอกค่ะเพราะการเมืองไทยเป็นอะไรที่มองอยาก ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนจริงใจฝ่ายไหนเข้ามาหาผลประโยชน์กับประเทศ แต่สิ่งสำคัญหนูมองว่าประชาชนได้ประโยชน์ก็พอแล้วค่ะ อีกอย่างหนูก็อยากให้รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนที่เข้าอยากให้ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ช่วยกันพัฒนาประเทศชาติ เช่นเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องอื่นอีกมากมาย แต่ตอนนี้รู้สึกว่าปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้คือปัญหาเรื่องความสามัคคี ความรักษ์ใครกลมเกลียวกัน เพราะตอนนี้คนไทยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย หนูว่าควรจะแก้เรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

*** ปัญหาการเมืองยังวุ่นวายอยู่ พันธมิตรก็ยังชุมนุมปิดถนนอยู่ มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอุปศักดิ์ในการพัฒนาบ้านเมืองเราหรือไหม

หนูคิดว่าไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพันธมิตรหรือฝ่ายรัฐบาลถ้าทั้งสอง ฝ่ายนี้หันหน้าเข้าหากันพูดคุยกันปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็คงจะแก้ไปได้ทีละอย่าง เพราะบ้านเมืองเราจะอยู่รอดก็เพราะความสามัคคีกันเท่านั้น แต่ถ้าบ้านเมืองเราแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายแบบนี้หนูว่าบ้านเมืองเราคงจะพัฒนาเหมือนกับประเทศอื่นๆได้อยากค่ะ

*** ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติการเมืองมานาน มองว่าปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไรในการแก้ไขปัญหา

คงต้องมองไปถึงเรื่องที่ประชาชนแบ่งแยกกันเป็นส่องฝ่ายเพราะทุกวันนี้เท่าที่เห็นและรับรู้คนไทยแบ่งแยกออกเป็นส่องฝ่าย แต่งฝ่ายต่างบอกว่ารักชาติแต่หนูมองว่าถ้าทั้งส่องฝ่ายรักชาติเหมือนกันทุกคนทำไหมไม่ร่วมมือกันหาวิธีพัฒนาชาติบ้านเมืองของเราละค่ะ หนูว่าอาจจะช่วยให้อะไรดีขึ้นกว่านี้ก็ได้นะค่ะ

*** สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงนักการเมือง ทั้งรัฐบาล และฝ่ายค้าน

หนูคงพูดถึงเรื่องเดิมค่ะ เรื่องความรักความสามัคคีเพราะถึงอย่างไรทุกคนทุกฝ่ายก็ต่างรักชาติกันทุกคน หนูคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่คงอยากเห็นบ้านเมืองเราสงบสุขสักที อีกอย่างสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ทำให้เศรษฐกิจไทยแย้ลงทุกวัน ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำคงเดือนร้อนอีกนานค่ะ ถ้าเกิดยังแก้ปัญหาไม่ได้สักที ก็ขอฝากไปถึงผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายว่าหันหน้าเข้าหากันดีกว่าค่ะเพราะเราเป็นคนไทยเหมือนกัน อาศัยอยู่บนแผ่นดินเดียวกัน รักกันดีกว่านะค่ะ



การละเมิดอำนาจศาล (ฉ.80)

คอลัมน์ : บทความพิเศษ

เหตุการณ์ที่มีผู้นำกล่องขนมบรรจุเงินจำนวน 2 ล้านบาทไปมอบให้เจ้าหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแม้สังคมยังคงสงสัยว่าเหตุใดจึงกระทำเช่นนั้นแต่ศาลได้มีคำสั่งจำคุกผู้นั้นในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลแล้ว

ประกอบกับความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันที่หลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหวหรือวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรวมถึงบทบาทหน้าที่ของศาลซึ่งบางครั้งด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจเป็นการละเมิดอำนาจศาลโดยไม่รู้ตัว

เช่น กรณีที่ศาลปกครองลงโทษนักการเมืองในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เนื่องจากนักการเมืองผู้นี้ได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การใช้ดุลยพินิจของศาล โดยไม่ได้เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตทางวิชาการจึงเป็นการละเมิดอำนาจศาลและไม่ใช่เพียงผู้ที่แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้นที่มีความผิด สื่อต่างๆที่นำคำวิพากษ์วิจารณ์นี้ไปเผยแพร่ก็มีความผิดด้วยเช่นกัน

เหตุการณ์เหล่านี้คงสร้างความสงสัยให้แก่สังคมและเกิดคำถามตามมาว่า

ละเมิดอำนาจศาลคืออะไรและอย่างไรจึงถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล ?

การพิจารณาคดีของศาลนั้นเกี่ยวข้องกับบุคคลหลายฝ่ายดังนั้นเพื่อให้การพิจารณาคดีของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อยกฎหมายจึงบัญญัติให้ศาลมีอำนาจให้แก่ศาลในการรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งในและนอกศาลอันเป็นที่มาของความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

การละเมิดอำนาจศาลเป็นหลักกฎหมายสากลที่ศาลทุกประเทศทั่วโลกยอมรับ

ทั้งศาลในระบบกฎหมายจารีตประเพณี เช่น ประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา

และศาลในระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร เช่น ฝรั่งเศสหรือเยอรมนี

ประเทศไทยได้บัญญัติเรื่องการละเมิดอำนาจศาลไว้ในประมวลกฎหมาย

วิธีพิจารณาความแพ่งแบ่งออกเป็น 2 กรณีใหญ่ๆคือ

1. การละเมิดอำนาจศาลโดยฝ่าฝืนข้อกำหนดของศาลที่กำหนดขึ้นเพื่อรักษาความเรียบร้อยในบริเวณศาลและให้การพิจารณาคดีของศาลเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรมและรวดเร็ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 30 โดยข้อกำหนดนี้ใช้บังคับทั้งกับคู่ความและบุคคลภายนอกที่อยู่ต่อหน้าศาล

เช่น ศาลออกข้อกำหนดไม่ให้โจทก์ลุกขึ้นแถลงการณ์ใดๆในขณะที่ศาลจดรายงานกระบวนพิจารณาคดีอยู่ แล้วโจทก์ยังฝ่าฝืน (คำพิพากษาศาลฎีกา 2271/2537) หรือ กล่าวเสียดสีศาลว่าหากให้ศาลพิจารณาคดีต่อไปเกรงว่าศาลจะทำลายเอกสารที่สำคัญ

ถือได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลเป็นการละเมิดอำนาจศาล
(คำพิพากษาศาลฎีกา 1324/2539)

ข้อกำหนดนี้ยังรวมถึงการห้ามไม่ให้คู่ความดำเนินคดีในทางก่อความรำคาญ ประวิงเวลาให้ช้าหรือฟุ่มเฟือยเกินควร

ในส่วนของศาลยุติธรรมได้มีแนวปฎิบัติเกี่ยวกับเรื่องละเมิดอำนาจศาลไว้ในประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการว่า “ผู้พิพากษาจักต้องควบคุมการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งจะต้องไม่ให้ผู้ใดประพฤติตนไม่สมควรในศาล บทบัญญัติว่าด้วยเรื่องละเมิดอำนาจศาลพึงใช้ด้วยความระมัดระวังและไม่ลุแก่โทสะ”

2. การกระทำที่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลโดยตรง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31 กำหนดให้การกระทำดังต่อไปนี้เป็นการละเมิดอำนาจศาล ซึ่งได้แก่ แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล การรู้ว่ามีการส่งคำคู่ความหรือเอกสารมาให้แล้วจงใจหลบหนีหรือหลีกเลี่ยงไม่รับ การตรวจเอกสารทั้งหมดหรือฉบับใดฉบับหนึ่งซึ่งอยู่ในสำนวนโดยไม่ได้รับอนุญาต การขัดขืนไม่มาศาล การฝ่าฝืนข้อกำหนดศาลเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยภายในศาลตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ซึ่งการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลนั้นต้องกระทำในบริเวณศาลหรือโดยมีลักษณะของการกระทำที่ต่อเนื่องเข้ามาถึงบริเวณศาลด้วย

เช่น กล่าวอ้างว่าจะเอาเงินไปให้ผู้พิพากษาเพื่อเป็นอามิสสินจ้างในการดำเนินคดีในศาลแม้จะกระทำนอกบริเวณศาลแต่ผลที่เกิดขึ้นนั้นมุ่งหมายให้ผลในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของศาล ถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6444/2540)

การนำยาบ้าไปส่งมอบให้แก่ผู้ต้องหาในศาล การพกอาวุธปืนเข้ามาในบริเวณศาล การทะเลาะวิวาทชกต่อยกันหรือใช้รองเท้าทำร้ายคู่ความในบริเวณศาล การประกันตัวไปแล้วเปลี่ยนตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย เหล่านี้ล้วนเป็นการก่อความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในศาลเป็นการละเมิดอำนาจศาลเช่นกัน

การละเมิดอำนาจศาลของสื่อสิ่งพิมพ์

นอกจาก 2 กรณีดังกล่าวข้างต้นแล้วประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 32 ยังกำหนดเรื่องละเมิดอำนาจศาลไว้โดยให้ถือว่าผู้ประพันธ์ บรรณาธิการ หรือผู้พิมพ์หนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์กระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

หากมีการฝ่าฝืนคำสั่งศาลที่ห้ามโฆษณาข้อความหรือความเห็นในเชิงเปิดเผยข้อเท็จจริง พฤติการณ์อื่นๆ หรือกระบวนพิจารณาใดๆ เกี่ยวกับคดี

หรือมีการกล่าวข้อความ แสดงข้อความ หรือแสดงความเห็นในระหว่างการพิจารณาคดีทางหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์โดยประสงค์ให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของประชาชน เหนือศาล เหนือคู่ความ หรือเหนือพยาน ซึ่งจะทำให้การพิจารณาคดีเสียความยุติธรรมไป

สำหรับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลนั้นศาลอาจสั่งไล่ผู้นั้นออกนอกบริเวณศาลในระหว่างการพิจารณาหรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด จำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากการละเมิดนั้นเป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทศาลด้วยก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาว่าด้วยเรื่องนั้นๆต่อไป

ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลสามารถอุทธรณ์ได้ตามกระบวนการทางกฎหมายแต่หากการละเมิดอำนาจศาลนั้นเกิดขึ้นที่ศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดคดีก็ถึงที่สุดไม่สามารถฎีกาต่อไปได้อีก

สรุปได้ว่าในการพิจารณาคดีนั้นทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของศาลและช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างการพิจารณาคดี

สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ที่สำคัญคือต้องระมัดระวังและรอบคอบในการเสนอข่าวสาร
ไม่เสนอข่าวในเชิงโน้มน้าวหรือสร้างกระแสเกี่ยวกับคดี

หากใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลอีกต่อไป

สราวุธ เบญจกุล
รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม



เชียงรายตั้งเวทีแจง"นพดล"เหยื่อการเมือง

แกนนำกลุ่มคนเจียงฮายฯ เผยการเมืองกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยง พร้อมจัดเวที เชิญเสธ.แดงชี้เหตุ “นพดล” เหยื่อสังคม ถูกบิดเบือนความจริงจนโดนบีบลาออก

นางสาวจีระนันท์ จันทะวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย เปิดเผยว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้อยู่ในภาวะเสี่ยง มีการบิดเบือนปิดหูปิดตาประชาชนเรื่องข้อมูลข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกรณีเขาพระวิหาร ที่เป็นสาเหตุทางการเมืองทำให้ นายนพดล ปัมทะ อดีต รวม.ต่างประเทศ ต้องลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งทางกลุ่ม 24 มิถุนายนประชาธิปไตย จ.เชียงราย ให้ความสำคัญเรื่องการตีแผ่ให้ข้อมูลที่แท้จริงต่อประชาชน จึงได้เชิญ พล.ต.ขัติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง นายทหารผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก มาร่วมในกิจกรรมประชาธิปไตย ที่ร้านสบันงาขันโตก อ.เมือง จ.เชียงราย ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้

โดยงานนี้จะใช้หัวข้อว่า "ประสาทเข้าพระวิหาร เป็นของใครกันแน่" จะมีการแถลงข่าวถึงสาเหตุการจัดงานในช่วงเวลา 10.00 น. หลังจากนั้นการแสดงความคิดเห็นกับ เสธ.แดง แบบเจาะลึกทุกประเด็นในกรณีเขาพระวิหาร ว่าใครบิดเบือน ใครต้องตกเป็นเหยื่อสังคม เหยื่อทางการเมือง จนทำให้นายนพดล ต้องถูกดดันถึงขั้นลาออกจากตำแหน่ง จะได้รู้กันในครั้งนี้ โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่ 14.00 น.- 17.00 น.วันเดียวกัน

“ ตนมีจุดยืนที่ชัดเจน ตั้งกลุ่มต่อสู้ทางการเมืองขึ้นมาตั้งแต่รัฐประหาร 19 ก.ย.49 ริเริ่มกลุ่มคนเสื้อแดงขึ้นมาก่อน ต่อมาเพื่อให้เกิดความชัดเจนก็ได้ทำกลุ่มคนเสื้อดำขึ้นมา ก็มาถูกคนกลุ่มนี้ทำเลียบแบบขึ้นมา และพอมาถึงหนึ่ง ก็มาให้ร้ายกล่าวหากันเอง เพื่อให้ตัวเองดีกว่าคนอื่น จึงเป็นเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่ง และยืนยันจะต่อสู้ทางการเมืองต่อไป แม้ว่าทุกวันนี้จะมีหนี้สิน ต้องควักทุนในการดำเนินการเองหมดทุกอย่างก็ตาม” แกนนำกลุ่มคนเจียงฮาย กล่าว