WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 11, 2008

พปช.สวนข้อหาหลักฐานเก๊เตือน‘วิฑูรย์’มีทีเด็ดอีกเยอะ

ในที่สุด “วิฑูรย์ นามบุตร” กับบรรดาผู้สมัคร ส.ส.ประชาธิปัตย์ อุบลฯ ที่ถูกกล่าวหาแจกตั๋วหนังและเปิดปราศัยเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง ที่อาจนำไปสู่การแจกใบแดง และยุบพรรคเก่าแก่อันเนื่องจากมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค ก็ยอมออกมาเปิดปากพูดแล้ว อ้างถูกใส่ร้ายด้วยหลักฐานเท็จ ขู่ฟ้อง “สมบัติ รัตโน” ขณะที่ ส.ส.พปช. แค่ขำขำ ชี้เป็นเรื่องดีจะได้มีการพิสูจน์กันให้ชัด ยืนยันมั่นใจหลักฐาน แถมยังมีทีเด็ดอีกหลายชิ้น พร้อมจ่อฟ้องกลับฐานหมิ่นประมาท

จากกรณีร้องเรียนนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พร้อมผู้สมัคร ส.ส. อุบลราชธานี พรรคเดียวกัน แจกตั๋วหนัง และเปิดปราศรัยในโรงภาพยนต์ ปรากฏภาพและเสียงชัดเจน และให้เป็นหลักฐานยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ก่อนหน้านี้ส่อว่าจะมีการให้ความช่วยเหลือกัน จนล่าสุดได้มีการสอบพยานเพิ่มเติม และ กกต.กลางได้ขีดเส้นให้สรุปสำนวนทั้งหมดเพื่อนำสู่การพิจารณาภายในวันที่ 15 ส.ค. นั้น

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายวิฑูรย์ นามบุตร พร้อม ส.ส.และอดีตผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี และนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค ร่วมกันแถลงดำเนินคดีทางอาญากับ นายสมบัติ รัตโน อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวหาว่าใช้หลักฐานเท็จและโฆษณาให้เกิดความเสียหายแก่พรรคประชาธิปัตย์

โดยนายวิฑูรย์ อ้างว่านายสมบัติ นำพยานหลักฐานเท็จมาแถลงข่าวและใส่ร้ายตนเองและ ส.ส.อุบลราชธานี โดยกล่าวหาว่าตนเองและคณะให้ตัวแทนหรือหัวคะแนนแจกบัตรชมภาพยนต์ พร้อมจัดให้มีมหรสพฉายภาพยนต์ ทั้งยังกล่าวหาว่าตนเองข่มขู่พยาน ซึ่งส่วนตัวจะไปชี้แจงต่อ กกต.พร้อมนำหลักฐานทั้งหมดมอบให้อีกครั้งในวันที่ 14 สิงหาคมนี้

ด้านนายสมบัติ รัตโน ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า นายวิฑูรย์รู้ได้อย่างไรว่าหลักฐานที่ยื่นต่อ กกต.เป็นหลักฐานเท็จ เพราะตอนนี้อยู่ในกระบวนการสอบสวนและคงต้องรอทาง กกต. พิสูจน์ ซึ่งหลักฐานทั้งหมดที่ได้แสดงไปนั้น ยืนยันว่าเป็นพยานหลักฐานจริงที่ชัดเจนที่ตนได้มา ภาพในวีซีดีทั้งการชูป้ายในโรงภาพยนตร์ ตั๋วหนังเราก็มีของจริง คงต้องมาพิสูจน์กันว่าจะเป็นอย่างไร

“ซึ่งการให้ข้อมูลของพยานก็ได้จบสิ้นไปแล้ว รอว่าทางกกต. จะสรุปออกมาอย่างไร อีกทั้งการนำเสนอข้อมูลหรือหลักฐานตรงนั้น เป็นสิทธิของเราที่สามารถแสดงได้ คุณมีสิทธิ์อะไรมากล่าวหาว่าเราใช้หลักฐานปลอม ถ้ามีการออกมาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะจะได้พิสูจน์กันไปเลยว่าอะไรเป็นอะไร”

ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับทางพรรค เพราะเรายังไม่ทราบว่าทางนั้นจะมาฟ้องร้องเราเรื่องอะไร ในข้อหาอะไร มีสิทธิ์ ถ้าเขามาฟ้องร้องว่าใช้พยานหลักฐานเท็จ ตนก็จะฟ้องร้องกลับในคดีหมิ่นประมาทเหมือนกัน คงต้องมาดูว่าศาลรับฟ้องในเรื่องดังกล่าว เราจะดำเนอนการอย่างไรต่อไป เพราะคนที่จะออกมาบอกว่าหลักฐานที่ตนนำมานั้น เป็นหลักฐานเท็จต้องเป็นทาง กกต.เท่านั้น แล้วนายวิฑูรย์ จะออกมาปฏิเสธอย่างไรที่มีการนำประชาชนไปวันละเป็นพันคนในการเข้าไปฟังการหาเสียงเป็นระยะเวลา 9 วันจะออกมาปฏิเสธว่าอย่างไร

“หากมีการตัดสินของทาง กกต.ออกมาไม่ออกใบเหลือง-ใบแดงแล้ว ก็ไม่รู้สึกกังวลอะไร เพราะว่าเรื่องของนายวิฑูรย์ ยังไม่จบเท่านี้ เรายังเหลือหลักฐานในเรื่องอื่นๆ อีกเยอะ ยังมีเทปและหลักฐานสำคัญที่จะเอาผิดได้ เรื่องนี้คงต้องพูดกันยาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เอา งบประมาณของ อบต.มาแบ่งเปอร์เซ็นต์กัน คุณวิฑูรย์นี้เขามีแผลเยอะ” นายสมบัติกล่าว



หนุน‘ทักษิณ’ลี้ภัยสร้างสมานฉันท์

* เชื่อหมดข้อกังขาอยู่เบื้องหลังการเมือง

“นักวิชาการ-ภาคประชาชน” เรียงหน้าหนุน “ทักษิณ” ขอลี้ภัยทางการเมือง เชื่อจะช่วยให้อุณหภูมิร้อนในประเทศลดลง ลดการประจัญหน้าของคนที่มีความเห็นแตกต่าง และลดการโจมตีทำลายรัฐบาล ทั้งยังเป็นการลบข้อกังขาที่มีคนกล่าวหาว่าอดีตนายกฯ ชักใยการเมือง ระบุลี้ภัยการเมืองเป็นเรื่องปกติที่ผู้นำหลายประเทศทำกัน โดยเฉพาะหลังการปฏิวัติ และในสถานการณ์ ที่เชื่อได้ว่าไม่มีความปลอดภัย มั่นใจหาก “ทักษิณ” ลี้ภัยจริงไม่ใช่ปัญหา แม้จะถูกระบว่าถูกดำเนินคดีอาญา แต่ก็เป็นกรณีที่เชื่อมโยงกับปัญหาการเมือง ที่ถูกชงโดย คตส. ซึ่งมาจากรัฐประหารโดยตรง

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่มีกลุ่มคนพยายามที่จะดิสเครดิตรัฐบาล ทำลายความเชื่อมั่น ซึ่งมีการมองกันว่าเป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการที่มีความพยายามมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 โดยพยายามจ้องเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และลากเอารัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เข้าไปเกี่ยวข้องโดยพยายามกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาล “นอมินี” และระบุว่า พ.ต.ท.อยู่เบื้องหลังการทำงานของรัฐบาล นั้น

หนุน “ทักษิณ” ลี้ภัยการเมือง
กระแสดังกล่าวได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาอย่างวต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มการเมืองและบรรดานักวิชาการ ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าควรแยกเรื่องบ้านเมืองกับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากกัน และต้องมองด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตัดสินเอาเองด้วยอคติ
ทั้งยังมีการมองกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะขอลี้ภัยทางการเมือง เพื่อเป็นการยุติปัญหาความแตกแยกภายในประเทศ จากกลุ่มคนที่รักและกลุ่มคนที่มีความเห็นแตกต่าง ทั้งยังเพื่อเป็นการสร้างความสลบายใจให้กับคนที่กังวลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมามีบทบาทเหนือการเมืองไทย
ซึ่งกระแสดังกล่าวมีความเด่นชัดและมีการพูดจากันหนาหูมากขึ้น เมื่อ พ.ต.ท .ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เดินทางออกนอกประเทศอีกครั้ง โดยที่หลายคนเห็นพ้องกันว่าไม่ควรจะเดินทางกลับมาประเทศไทยในช่วงระยะเวลานี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการคัดค้าน ต่อต้าน และความพยายามนำไปสู่การเอาผิดอย่างน่ากังวล

“ทักษิณ” ลี้ภัยไม่ต้องขอ UNHCR
ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน ระบุถึงหลักเกณฑ์ในการขอลี้ภัยทางการเมืองของผู้นำประเทศว่า ความหมายของการลี้ภัยทางการเมืองนั้น ถ้าผู้นำยังอยู่ในประเทศนั้นๆ จะต้องถูกดำเนินคดีความ หรือมีอันตรายจนถึงชีวิต ซึ่งถือว่าไม่ปลอดภัย จึงขอหนีลี้ภัยไปยังต่างประเทศ
ส่วนการหลักการขอลี้ภัยทางการเมือง ของผู้นำทางการเมืองในประเทศต่างๆ การลี้ภัยอันเนื่องมาจากผลพวงแห่งการยึดอำนาจ ปฏิวัติรัฐประหาร หรือมีการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยก็ตาม ไม่จำเป็นต้องเดินเรื่องผ่านสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องดำเนินตามหลักการของ UNHCR ก็ได้ เพราะหากดำเนินการตามหลักเกณฑ์แล้ว นั่นแสดงว่า การลี้ภัยครั้งนี้ของผู้นำประเทศไม่มีอันตราย หรือมีภัยจริงๆ นั่นเอง

คตส.มาจากปฏิวัติไม่น่ามีปัญหา
ทั้งนี้ ในประเทศไทยของเราที่มีการยึดอำนาจรัฐประหาร จาก พ.ต.ท.ทักษิณ และมีการดำเนินคดีความทางอาญากับอดีตนายกและครอบครัวนั้น ในทางหลักการแล้วการขอลี้ภัยนโยบายหลักในแต่ละประเทศนั้น จะไม่อนุญาตแก่ผู้ที่มีคดีอาญาติดตัว แต่เมื่อพิจารณาคดีของอดีตนายกฯแล้ว มองว่านี่คือคดีความทางการเมือง
เนื่องจากภายหลังจากการรัฐประหารแล้ว มีการตั้งคณะกรรมการองค์กรอิสระ อย่างช่น คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ที่จัดเพื่อมาตรวจสอบหาความผิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ครอบครัว และรัฐมนตรีในชุดนั้นโดยเฉพาะ จึงไม่น่าที่จะมีปัญหาอะไร แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประเทศที่อดีตนายกฯจะขอลี้ภัยไปด้วย
“นี่คือปัญหาที่พบส่วนใหญ่ หากมีการลี้ภัยของผู้นำที่ประสบปัญหาจากการรัฐประหาร ก็จะมีการพยายามพูดว่า ลี้ภัยไม่ได้ เพราะถูกดำเนินคดีความอาญา เป็นความผิดทางอาญา แต่ของอดีตนายกฯเป็นคดีความอาญาที่มีลักษณะเป็นการเมือง เพราะเป็นการเมืองที่ฝ่ายยึดอำนาจตั้งองค์ต่างๆ ขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งก็เข้ากับหลักเกณฑ์ขอลี้ภัยทางการเมืองได้” ผศ.จรัลกล่าว

เชื่อช่วยลดเงื่อนไขโจมตีรัฐบาล
ต่อข้อถามว่าหากมีการลี้ภัยทางการเมืองของอีตนายกรัฐมนตรีจริง จะช่วยให้สถานการณ์ที่ตรึงเครียดทางการเมืองในขณะนี้ลดดีกรีความรุนแรงลงหรือไม่ ผศ.จรัล กล่าวว่า คงจะช่วยให้คนส่วนหนึ่งสงบ และลดเงื่อนไขเพื่อมาโจมตีรัฐบาล พรรคพลังประชาชน และฝ่ายประชาธิปไตยได้ส่วนหนึ่ง แต่คงยังไม่ถึงขั้นที่จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปเลยเสียทีเดียว ส่วนคดีความนั้นก็ยังคงดำเนินอยู่ตามกระบวนการยุติธรรม
ส่วนกรณีที่อาจมีบางกลุ่มกระแสเรียกร้องกรณีเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หากมีการลี้ภัยของอดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อกลับมาดำเนินคดีความในประเทศไทยนั้น อดีตกรรมการสิทธิฯกล่าวว่า แน่นอนว่าหากมีการขอลี้ภัยจากอดีตนายกฯจริง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการผสานความร่วมมือไปยังประเทศที่อดีตผู้นำทำการขอลีภัยไปอย่างแน่นอน เพราะเป็นคดีความทางอาญา ซึ่งหากรัฐบาลไทยไม่ทำตามข้อเรียกร้องก็ต้องบอกว่ารัฐบาลไม่ทำตามข้อกฎหมาย
แต่ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวยังคงเป็นปัญหารอง เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาล อัยการสูงสุด จะต้องพิจารณาดำเนินการอีกครั้งหนึ่ง และก็ต้องดูนโยบายของประเทศที่อดีตนายกฯขอลี้ไปด้วย ซึ่งหากเป็นประเทศอังกฤษ ก็ต้องดูว่ามีนโยบายต่อกรณีนี้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตามประเทศอังกฤษ เป็นชาติที่เคารพสิทธิมนุษยชน และมีความเป็นประชาธิปไตยสูง
สำหรับกรณีการอายัดทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ยังคงคางอยู่นั้น นายจรัลกล่าวว่า เรื่องนี้ก่ศาลยังไม่มีการตัอสินคดีความ เรื่องยังคงคาราคาซัง ก็ไม่สามารถยึดทรัพย์สินได้ เพราะไม่มีข้อกฎหมายใดที่รัฐจะสามารถยึดทรัพยืสินของคนอื่นได้ง่ายๆ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายในรัฐธรรมนูญ

เชื่อยุติข้อกล่าวหาชักใยการเมือง
นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่าเป็นเรื่องส่วนตัวขชอง พ.ต.ท.ทักษิณ การลี้ภัยทางการเมืองจริงก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อเสียก็คือ อดีตนายกรัฐมนตรีต้องถูกค่อนแคะว่าไม่กล้าต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม ส่วนข้อดีก็คือจะทำให้คนที่รักไม่ต้องเป็นห่วงและกังวลมากนักกับการต่อสู้คดีความที่ไม่รู้จะออกมาในรูปแบบไหน
นอกจากนี้ยังเป็นการลบข้อกล่าวหาว่า เป็นผู้ชักใยการเมือง และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาล ก็จะหมดไปโดยสิ้นเชิง เพราะว่าการลี้ภัยไปในต่างประเทศก็ยากที่จะก้าวก่ายเรื่องทางการเมืองของไทย รวมทั้งที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีได้แสดงให้เห็นแล้วว่าในการตัดสินในเหตุการณ์สำคัญ และการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความเป็นตัวของตนเองขนาดไหน
เมื่อถามว่าหากอดีตนายกนับมนตรีทำการขอลี้ภัยทางการเมืองจริง จะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองลดความรุนแรงลงหรือไม่ แกนนำคปพร. ชี้ว่า สถานการณ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับการรักษาสัจจะของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เคยกล่าวต่อสาธารณะว่า หากพ.ต.ท. ทักษิณ มีการลี้ภัยทางการเมืองจริง ก็จะยุติการเคลื่อนไหวชุมนุมทันที ซึ่งหากเป็นไปดังนั้นแล้ว ปัญหาความรุนแรงเหลานี้ก็จะจบ โดยการแก้ไขรับะรรมนูญก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐสภา

ลี้ภัยการเมืองเป็นเรื่องปกติ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในหลักการการลี้ภัยของผู้ต้องคดีว่า ประเทศที่จะอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยเข้าไปอยู่ในประเทศนั้นๆ ได้ต้องเกี่ยวข้องกับทางการเมือง สิทธิมนุษยชน และผู้ที่จะได้รับอันตรายหากต้องกลับเข้ามาในประเทศของตัวเอง หรือแม้กระทั่งเรื่องสนับสนุนประชาธิปไตย ประเทศแต่ละประเทศก็จะต้องพิจารณาว่าผู้ที่ทำการขอลี้ภัยเกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญเรื่องใด
ทั้งนี้ ยังต้องพิจารณาในเรื่องของการทำสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศด้วย แต่ถ้าไม่มีการทำสัญญาดังกล่าวไว้ ประเทศที่มีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ หรืออาชญกรทางการเมืองอาศัยอยู่ ก็อาจจะไม่พิจารณาส่งตัวผู้นั้นคืนประเทศ อย่างเช่นกรณีของนายฟูจิโทริ อดีตประธานาธิบดี สาธารณรัฐเปรู อาชญากรการเมืองที่ลี้ภัยจากสาธารณรัฐเปรูไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทางประเทศญี่ปุ่นพิจารณาแล้วว่าถ้าส่งตัวนายฟูจิโทริกลับไปอาจจะได้รับโทษที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งอาจเป็นเพราะว่านายฟูจิโทริมีเชื่อสายชาวญี่ปุ่นอยู่ด้วยก็เป็นได้
การลี้ภัยของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นเรื่องซับซ้อน ยิ่งเป็นประเด็นทางการเมืองด้วยแล้วอาจจะต้องพิจารณาการหลายเรื่อง อย่างไรก็ตาม การลี้ภัยของอาชญกรการเมืองถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ทำกันบ่อยๆ ซึ่งก็พบว่าว่ามีทั้งวิธีการที่เป็นการลี้ภัยอย่างเป็นทางการเมืองและไม่เป็นทางการเมือง

ต้องดูประเทศที่จะให้ลี้ภัยด้วย
กรณีที่ลี้ภัยอย่างไม่เป็นทางการนั้น อธิบายได้ว่าการเข้าไปอยู่อาศัยของผู้ลี้ภัยนั้นเป็นที่รับทราบกันไปเองทั้งสองประเทศ และอีกประเทศก็ไม่มีการขอให้อีกประเทศส่งตัวคืนมา ปล่อยให้เงียบๆ กันไป เพียงแต่ขอให้ผู้ลี้ภัยนั้นไม่กลับเข้ามาในประเทศของผู้ลี้ภัยอีก แต่ถ้าเป็นคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่ญาติพี่น้องผู้เสียหายต้องการเรียกร้องให้อาญชากรผู้นั้นกลับมาดำเนินคดี จึงจะมีการขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน
รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีของการลี้ภัยอย่างเป็นทางการ จะต้องมีการทำหนังสือยื่นร้องขอไปยังประเทศที่ผู้ลี้ภัยต้องการไปอาศัยอยู่ โดยให้เหตุผลที่ทำให้ประเทศนั้นเชื่อได้ว่าเหตุผลที่แข็งพอ ยกตัวอย่างเช่นนักศึกษาชาวจีน และนักศึกษาชาวพม่า ได้ทำหนังสือขอลี้ภัยไปอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษ จากกรณีเป็นผู้ต่อต้านระบบการเมืองของประเทศตน ต่อสู้เพื่อให้ได้เป็นประชาธิปไตย เช่นนี้เองประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษ เห็นว่าเป็นผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้ก่อความผิดร้ายแรง และพิจารณาแล้วว่าหากส่งตัวกลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นคืนกลับไป อาจจะได้รับอันตรายได้ จึงอนุญาตให้นักศึกษาเหล่าในอาศัยอยู่ในประเทศต่อไป
ซึ่งจะเห็นได้ว่าคดีเกี่ยวกับการเมืองเป็นเหตุผลที่บ่อยที่สุดที่ใช้ในการลี้ภัย ถ้ายกตัวอย่างกรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะขอลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่อาศัยที่ประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมันย่อมทำได้
แต่โดยพื้นฐานของประเทศนั้นๆ จะต้องพิจารณาเองด้วยว่าจะยอมให้พ.ต.ท.ทักษิณอาศัยอยู่หรือไม่ ทั้งนี้ต้องดูความสัมพันธ์ที่มีต่อประเทศไทยด้วยว่าอยู่ในระดับใด สมมติว่าประเทศเยอรมันอนุญาตให้พ.ต.ท.ทักษิณอาศัย ต่อไปเมื่อมีผู้ร้ายเยอรมันมาอาศัยในประเทศไทย ทางประเทศไทยก็อาจจะไม่ส่งผู้ร้ายคนนั้นคืนให้ประเทศเยอรมันก็ได้

ติงน่าจะลี้ภัยแต่แรกก่อนขึ้นศาล
ส่วนใหญ่บุคคลที่ลี้ภัยมักจะไม่ไปประเทศใหญ่ๆ ที่มีผลประโยชน์ต่อต่อกันอย่างมาก ทั้งนี้เกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ แต่จะลี้ภัยไปยังประเทศที่มีปัญหาบ้านเมืองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ผู้ลี้ภัยไปขออาศัยอยู่ก็ต้องพิจารณาว่าตัวพ.ต.ท.ทักษิณ สำคัญมากน้อยกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีต่อกันหรือไม่
หากพ.ต.ท.ทักษิณ คิดจะหนีลี้ภัยจริง เห็นว่าควรจะลี้ภัยไปตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ควรจะมาขึ้นศาลสู้คดี แต่โดยรวมเป็นสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณสามารถทำได้ และดีด้วย โดยอาจร้องขอต่อประเทศที่จะไปอาศัยอยู่ว่าไม่ได้รับความยุติธรรมในการตัดสินคดี หรือขบวนการไม่มีความชอบธรรม และบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการไม่ได้มาจากการยอมรับของสังคม หรือเข้ามาโดยไม่เป็นตามครรลองของประชาธิปไตย
คดีที่ผ่านๆ มาของพ.ต.ท.ทักษิณถือว่าเป็นคดีทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากเป็นการทำงานสืบทอดมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะแจ้งว่าต้องโทษทางการเมืองได้
“น่าจะลี้ภัยช่วงคดีออกมาแล้ว ทำไมถึงยอมขึ้นศาลตั้งแต่แรก เพราะอาจจะเจรจายาก ถ้าเป็นไปได้พ.ต.ท.ทักษิณต้องลี้ไปแล้วไม่กลับมาเลย ต้องไปอยู่พักใหญ่ รอให้ทุกคดีตัดสินให้หมด อาจจะขอไปอยู่ประเทศนั้นประเทศนี้ไปก่อน อย่างในประเทศจีนก็ขอไปอยู่ได้ ยังไงประเทศจีนก็คงไม่ส่งกลับมาเพราะด้วยเหตุผลที่ว่าขอให้ไทยตัดสินให้เสร็จสิ้นทุกคดีก่อน หรือรอให้ พ.ร.ก.นิรโทษกรรมออกมา” รศ.ดร.ปณิธานกล่าว

นักวิชาการแนะรีบลี้ภัย-อย่ากลับมา
ทางด้าน รศ.ประทุมพร วัชรเสถียร อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการศึกษาพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา การที่จะลี้ภัยการเมืองได้ 1. ประเทศที่ให้การรับรอง อย่างที่เห็นกันชัดเจนเป็นที่แน่นอนคือประเทศอังกฤษและประเทศจีน ซึ่งทำสัญญาไว้กับประเทศไทยว่าอนุญาตรับผู้ลี้ภัยทางการเมืองได้และส่งตัวกลับประเทศไทยได้
2. หากลี้ภัยไปอยู่ประเทศที่ไม่ได้มีการทำสัญญาส่งผู้ข้ามแดนไว้ อย่างที่ไต้หวัน ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ลี้ภัยจะเจรจาร้องขออย่างไร 3. สัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ประเทศของผู้ที่ลี้ภัยต้องระบุว่าเป็นความผิด 4. มีขั้นตอนที่ยาวมาก เพราะประเทศที่รับผู้ลี้ภัยจะต้องดำเนินการสอบสวนความผิดดังกล่าว 5. จะต้องลี้ภัยในกรณีหนีภัยการเมือง ต้องความอาญาการเมือง หนีการปฏิวัติรัฐประหาร
แต่หากไม่ใช่เรื่องการเมือง การลี้ภัยจะลำบากต้องไปยังประเทศที่ไม่ได้ทำสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้กับประเทศไทย
ในกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ นั้น รศ.ประทุมพร วิเคราะห์ว่า เห็นได้ชัดจากคดีต่างๆ สิ่งที่พึ่งปฏิบัติได้คือ 1. พ.ต.ท.ทักษิณ ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการศาล แต่ต้องมั่นใจว่าจะชนะคดีทุกคดี 2. รัฐบาลมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที และ 3. ปฏิวัติ แต่การจะปลุกทหารให้ขึ้นมาปฏิวัติเป็นไปได้ยาก เพราะทหารเข้ากับฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ
“ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ จะทำการลี้ภัย ควรลี้ภัยซะเดี๋ยวนี้ เพราะกลับมาอาจจะโดนหนัก เนื่องจากยังมีอีกหลายคดีที่พัวพัน และคิดว่าการลี้ภัยไปอาจจะทำให้บ้านเมืองสงบในระดับหนึ่ง” รศ.ประทุมพรกล่าว

ถูกรัฐประหารมีเหตุผลพอ
ด้าน ดร.คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) กล่าวว่าการลี้ภัยทางการเมืองไม่มีความสัมพันธ์กันกับทางกฎหมายอย่างลึกซึ้ง แต่อิงกันได้ การลี้ภัยทางการเมืองคือการขอความคุ้มครองจากผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่มีอำนาจ เนื่องจากถุกกระทำให้สูญเสียอิสระ ซึ่งเหจุผลที่ใช้จะไม่ใช่เหตุผลทางคดีโดยตรง แต่เป็นเหตุผลทางการเมือง โดยอาจจะใช้กระบวนการยุติธรรมภายใต้เป้าหมายการเมือง แสดงให้ประเทศนั้นๆ เห็นว่าไม่มีความเป็นธรรมต่อเรา
การถูกรัฐประหารก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่สามารถอ้างได้ กระบวนการยุติธรรมอย่างที่เห็นหลังการทำรัฐประหารก้เป็นการยากที่จะคาดหวังความเป็นะรรม เพราะฉะนั้นคดีที่มาหลังการทำรัฐประหารอาจจะดูว่าเป็นการพยายามขจัดพ.ต.ท.ทักษิณให้พ้นออกไปจากบ้านเมือง
ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ ลี้ไปยังประเทศที่เป็นประชาธิปไตย แล้วแจ้งเหตุผลว่ามาจากการถุกกลั่นแกล้งกันในทางการเมือง เพื่อความปลอดภัยของนักการเมือง ประเทสที่พ.ต.ท.ทักษิณไปขออาศัยอยู่ก็อาจจะอนุญาตให้อยู่ได้ ซึ่งการดำรงชีวิตอยู่ในประเทศนั้นๆ จะต้องขึ้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขอะไรก็แล้วแต่ของประเทศที่ให้อนุญาต
“ปกติการลี้ภัยก็ต้องทำก่อนรัฐประหาร เพราะอาจทำให้สูญเสียอิสรภาพ แต่ถ้าปล่อยไปนานๆ อย่างนี้ จนกลายเป็นคดีหลายๆ คดี ประเทศที่จะรับก็ต้องคิดหนัก เพราะเหมือนช่วยคนหนีคดี”

ติงน่าจะขอลี้ภัยเสียตั้งแต่แรก
ดร.คณิน กล่าวเสริมว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ควรจะทำการลี้ภัยไปตั้งแต่ทำรัฐประหารแล้ว เนื่องจากมีเหตุผลมากกว่า ซึ่งขณะนี้มีคดีความมากมาย รัฐบาลประเทศที่จะรับอาจจะต้องคิดหนัก แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนทาง ขึ้นอยู่กับบุคคลที่ลี้ภัยกับรับาลประเทศนั้น ว่ามีความเชื่อถือกันมากน้อยแค่ไหน
อีกทั้งคดีความที่เกิดขึ้นโดยป.ป.ช. หรือ ค.ต.ส. เสนอ องค์กรเหล่านี้รวมทั้งองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องกัน เป็นผลงานที่มีการวางแผนมาจาก คมช. ทั้งหมด ซึ่งสามารถนำมายกอ้างต่อรัฐบาลประเทศที่จะไปอาศัยอยู่ได้
ส่วนเรื่องของความช้าหรือเร็วในการลี้ภัยของพ.ต.ท.ทักษิณ มองว่าช้าไปจริง แต่สมควรที่จะทำ ณ ขณะนี้ เนื่องด้วยเป็นวาระเหตุผลทางการเมือง ประกอบกับมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มชุมนุมภายในประเทศ ซึ่งตรงจุดนี้สามารถนำไปอ้างได้



"ทักษิณ" แถลงสื่อต่างชาติแจงเหตุลี้ภัยไปลอนดอน9 โมงเช้า

"ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย จะแถลงข่าวถึงเหตุผลการขอลี้ภัยไปกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ต่อสื่อมวลชนต่างชาติ 9 โมงเช้า

หลังจากสื่อมวลชนหลายแขนงเฝ้าติดตามการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างใจจดใจจ่อตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา บริเวณห้องรับรองวีไอพี สนามบินสุวรรณภูมิ ได้มีประชาชนชมรมคนรักทักษิณประมาณ 100 คนมารอรับพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งจะบินกลับจากประเทศจีน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและรปภ.จำนวนหนึ่งคอยดูแลความสงบเรียบร้อย ท่ามกลางกระแสข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะไม่กลับเข้าประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครื่องบินของการบินไทย เที่ยวบัน ทีจี 615 จากปักกิ่งได้พาผู้โดยสารมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิตามกำหนดเมื่อเวลาประมาณ 21.45 น.โดยไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางมาด้วย

ด้าน นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน กล่าวกับสื่อมวลชนว่า ตนทราบมาว่าเช้าวันนี้ ( 11 ส.ค.) ประมาณ 9.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณจะแถลงกับสื่อต่างประเทศจากกรุงลอนดอนถึงสาเหตุที่ไม่เดินทางกลับประเทศก็เป็นได้

สำหรับรายละเอียด “ประชาทรรศน์” จะติดตามมานำเสนอต่อไป !



พปช.สวนข้อหาหลักฐานเก๊ เตือน‘วิทูรย์’มีทีเด็ดอีกเยอะ

ในที่สุด “วิทูรย์ นามบุตร” กับบรรดาผู้สมัคร ส.ส.ประชาธิปัตย์ อุบลฯ ที่ถูกกล่าวหาแจกตั๋วหนังและเปิดปราศัยเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง ที่อาจนำไปสู่การแจกใบแดง และยุบพรรคเก่าแก่อันเนื่องจากมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค ก็ยอมออกมาเปิดปากพูดแล้ว อ้างถูกใส่ร้ายด้วยหลักฐานเท็จ ขู่ฟ้อง “สมบัติ รัตโน” ขณะที่ ส.ส.พปช. แค่ขำขำ ชี้เป็นเรื่องดีจะได้มีการพิสูจน์กันให้ชัด ยืนยันมั่นใจหลักฐาน แถมยังมีทีเด็ดอีกหลายชิ้น พร้อมจ่อฟ้องกลับฐานหมิ่นประมาท

จากกรณีร้องเรียนนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พร้อมผู้สมัคร ส.ส. อุบลราชธานี พรรคเดียวกัน แจกตั๋วหนัง และเปิดปราศัยในโรงภาพยนต์ ปรากฎภาพและเสียงชัดเจน และให้เป็นหลักฐานยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ก่อนหน้านี้ส่อว่าจะมีการให้ความช่วยเหลือกัน จนล่าสุดได้มีการสอบพยานเพิ่มเติม และ กกต.กลางได้ขีดเส้นให้สรุปสำนวนทั้งหมดเพื่อนำสู่การพิจารณาภายในวันที่ 15 ส.ค. นั้น

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายวิฑูรย์ นามบุตร พร้อม ส.ส.และอดีตผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี และนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค ร่วมกันแถลงดำเนินคดีทางอาญากับ นายสมบัติ รัตโน อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวหาว่าใช้หลักฐานเท็จและโฆษณาให้เกิดความเสียหายแก่พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายวิฑูรย์ อ้างว่านายสมบัติ นำพยานหลักฐานเท็จมาแถลงข่าวและใส่ร้ายตนเองและ ส.ส.อุบลราชธานี โดยกล่าวหาว่าตนเองและคณะให้ตัวแทนหรือหัวคะแนนแจกบัตรชมภาพยนต์ พร้อมจัดให้มีมหรสพฉายภาพยนต์ ทั้งยังกล่าวหาว่าตนเองข่มขู่พยาน ซึ่งส่วนตัวจะไปชี้แจงต่อ กกต.พร้อมนำหลักฐานทั้งหมดมอบให้อีกครั้งในวันที่ 14 สิงหาคมนี้

ด้านนายสมบัติ รัตโน ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า นายวิฑูรย์รู้ได้อย่างไรว่าหลักฐานที่ยื่นต่อ กกต.เป็นหลักฐานเท็จ เพราะตอนนี้อยู่ในกระบวนการสอบสวนและคงต้องรอทาง กกต. พิสูจน์ ซึ่งหลักฐานทั้งหมดที่ได้แสดงไปนั้น ยืนยันว่าเป็นพยานหลักฐานจริงที่ชัดเจนที่ตนได้มา ภาพในวีซีดีทั้งการชูป้ายในโรงภาพยนตร์ ตั๋วหนังเราก็มีของจริง คงต้องมาพิสูจน์กันว่าจะเป็นอย่างไร

“ซึ่งการให้ข้อมูลของพยานก็ได้จบสิ้นไปแล้ว รอว่าทางกกต. จะสรุปออกมาอย่างไร อีกทั้งการนำเสนอข้อมูลหรือหลักฐานตรงนั้น เป็นสิทธิของเราที่สามารถแสดงได้ คุณมีสิทธิ์อะไรมากล่าวหาว่าเราใช้หลักฐานปลอม ถ้ามีการออกมาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะจะได้พิสูจน์กันไปเลยว่าอะไรเป็นอะไร”

ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับทางพรรค เพราะเรายังไม่ทราบว่าทางนั้นจะมาฟ้องร้องเราเรื่องอะไร ในข้อหาอะไร มีสิทธิ์ ถ้าเขามาฟ้องร้องว่าใช้พยานหลักฐานเท็จ ตนก็จะฟ้องร้องกลับในคดีหมิ่นประมาทเหมือนกัน คงต้องมาดูว่าศาลรับฟ้องในเรื่องดังกล่าว เราจะดำเนอนการอย่างไรต่อไป เพราะคนที่จะออกมาบอกว่าหลักฐานที่ตนนำมานั้น เป็นหลักฐานเท็จต้องเป็นทาง กกต.เท่านั้น แล้วนายวิฑูรย์ จะออกมาปฏิเสธอย่างไรที่มีการนำประชาชนไปวันละเป็นพันคนในการเข้าไปฟังการหาเสียงเป็นระยะเวลา 9 วันจะออกมาปฏิเสธว่าอย่างไร

“หากมีการตัดสินของทาง กกต.ออกมาไม่ออกใบเหลือง-ใบแดงแล้ว ก็ไม่รู้สึกกังวลอะไร เพราะว่าเรื่องของนายวิฑูรย์ ยังไม่จบเท่านี้ เรายังเหลือหลักฐานในเรื่องอื่นๆ อีกเยอะ ยังมีเทปและหลักฐานสำคัญที่จะเอาผิดได้ เรื่องนี้คงต้องพูดกันยาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เอา งบประมาณของ อบต.มาแบ่งเปอร์เซ็นต์กัน คุณวิฑูรย์นี้เขามีแผลเยอะ” นายสมบัติกล่าว



Sunday, August 10, 2008

มารยาทสื่อ?



อาจารย์คึกฤทธิ์ของนักข่าว และผู้คนทั่วไป หรือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอนเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเคยป่วยเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

ทีวีช่องหนึ่ง ซึ่ง ดร.ผมหยิก เป็นผู้อำนวยการสถานี สั่งนักข่าวไปเฝ้า นักข่าว ช่างภาพ เอาใจใส่มาก ติดตามข่าวอย่างกระชั้น ชิด รายงานทุกวัน กินอาหารอะไร รายงานหมด

แล้วก็เป็นเรื่องเมื่ออาจารย์คึกฤทธิ์ออกจากห้องผู้ป่วย นั่งรถเข็น มีน้ำเกลือห้อยข้างบน ช่างกล้องยกกล้องถ่ายทันที เท่านั้นแหละ

ท่านยก “ตีน” ให้ ไม่ผิด (ส้น) ตีน จริง ๆ พร้อมก่นด่าเป็นชุดว่า ไร้มารยาท ไม่มีจรรยาบรรณ คนเจ็บ คนป่วย ยังไม่ละเว้นหรือนี่ เล่นเอานักข่าว ช่างภาพกระเจิง

เขียนย้อนความหลังก็เพราะ นายกฯ เจ้าอารมณ์ นายสมัคร สุนทรเวช ก็ด่าทอนักข่าวทีวีช่องหนึ่งอย่างรุนแรงในทำนองเดียวกัน กรณีที่นักข่าวไปดักเฝ้าหน้า ห้องส้วม อ.ต.ก.

แล้วก็ถูกสื่อทำเนียบ อาจารย์ด้านวารสารฯ ดาหน้าสับเละ !!!

ถึงขนาดบอกว่า ถ่ายอุจจาระไม่ออก เลยมาออกทางปากแทน ขนาดนั้น ไม่มีใครว่า สื่อมีแต่บอก สื่อทำหน้าที่ตามปกติ ทั้งที่จะว่าไปก็ไม่เห็นต้องยืนเฝ้าหน้าห้องน้ำขนาดนั้นเลย

เฝ้าที่รถตู้ก็ได้ ยังไงนายสมัครก็ต้องมาขึ้นรถกลับอยู่ดี กรณีนี้สื่อจะโดนด่าก็ยังพอเข้าใจได้

แต่นั่นล่ะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายกฯ มีปัญหากับสื่อ นับแต่ก้าวแรกที่ขึ้นมาบริหารประเทศเลย ความสัมพันธ์นายกฯ กับสื่อไม่ดีมากกว่าดี เพราะความ หงุดหงิด เจ้าอารมณ์

กระทบกระทั่งกันทีไร สื่อ องค์กรสื่อ นักวิชาการสื่อ จึงจวกนายกฯ เละทุกครั้งไป

แต่ก็แปลก ไม่กี่วันก่อนหน้าอดีตนายกฯ นายอานันท์ ปันยารชุน (อีกแล้ว) ไปปาฐกถาในวาระ 35 ปี 14 ตุลาฯ คู่กับอาจารย์ ธีรยุทธ์ บุญมี

ตอนหนึ่ง นายอานันท์ พาดพิงว่า สื่อขายตัวไปหลายคนแล้ว สื่ออิสระที่ยืนหยัดต่อสู้ (คงหมายถึงระบอบทักษิณที่นายอานันท์ชิงชังเข้ากระดูก) ก็มี แต่มีแค่ 40% พวกนี้คือเสาหลัก

เท่ากับนายอานันท์บอกว่า สื่ออีก 60% ขายตัว ซึ่งก็ไม่รู้ใช้อะไรวัด หรือถ้าใครไม่รู้สึกว่า นายอานันท์เป็นเทวดา พูดอะไรต้องถูกลูกเดียว ก็ต้องเป็นสื่อขายตัวทันที !!!

ทั้งที่หลายความเห็นรับไม่ได้ เช่น เสร็จเลือกตั้งใหม่ ๆ นายอานันท์คนนี้แหละออกมาปลุกระดมว่า “เสียงส่วนใหญ่ ไม่ใช่ประชาธิปไตย” ทั้งที่อารยประเทศเค้ายอมรับนับถือกัน

แต่เพราะเกลียดทักษิณเข้ากระดูก เลย “อคติ” เกิน แม้แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ไม่ปกป้องแล้วยังวิจารณ์เละ ทั้งที่เป็นประธานยกร่างเองด้วยซ้ำ !!

นี่หรือที่คนค่อนประเทศยกย่องนับถือ เป็นเสาหลักของบ้านเมือง

แต่นั่นล่ะ ไม่ว่านายอานันท์จะด่าทอสื่อยังไง ก็ไม่มี องค์กรสื่อ นักวิชาการวารสารฯ ออกมาตอบโต้อาการ “หยามเหยียด” สื่อ ของผู้ดีรัตนโกสินทร์ เลย เงียบกริบหมด

เป็นธรรมแค่ไหนคิดดูเถอะ !!!.

ดาวประกายพรึก



ราคาน้ำมันอยู่ช่วงขาลง สัปดาห์หน้ามีลุ้นปรับลดอีก

นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมัน กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบที่ลดลง 4 สัปดาห์ติดต่อกัน ถือเป็นทิศทางราคาน้ำมันขาลงและน่าจะปรับลดลงได้อีก เหลือ 100-110 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาเรล เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐฯ ลดลง รวมทั้งเศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นชะลอตัว ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกลดลง ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศสัปดาห์หน้า มีแนวโน้มที่ผู้ค้าน้ำมันจะปรับลดราคาลงได้อีก 1 ถึง 2 ครั้ง ซึ่งวันนี้ (9 ส.ค.) ราคาน้ำมันดีเซลก็ลดลงลิตรละ 80 สตางค์

ด้านนายทองอยู่ คงขันธ์ เลขาธิการสหพันธ์ขนส่งสินค้าทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการได้ปรับลดค่าขนส่งสินค้าลงแล้ว ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ และหากราคาน้ำมันลดลงอีก ก็จะปรับลดค่าขนส่งอีก เพื่อช่วยไม่ให้สินค้าปรับขึ้นราคา


มอบนโยบาย รฟท.ชี้ ปชช.ปลื้ม

นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางตรวจเยี่ยมการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อให้นโยบายคณะกรรมการและผู้บริหาร รฟท. โดยเฉพาะ นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ รฟท. คนใหม่ ขณะเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมยังได้เป็นประธานสั่นระฆังปล่อยขบวนรถไฟที่เข้าร่วมโครงการรถไฟฟรี 2 ขบวน คือ สายกรุงเทพฯ-หัวหิน และกรุงเทพฯ-พิษณุโลก

นายสันติ กล่าวว่า ผลการให้บริการโครงการดังกล่าว ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน จากการพบปะกับผู้โดยสาร ได้แสดงความพอใจการให้บริการ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของโครงการนี้ ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน

ขณะที่จากการตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้บริการรถไฟฟรีแต่ละวัน หลังจากให้บริการมาวันที่ 1 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีรถไฟชั้น 3 ทั้งรถธรรมดา รถชานเมือง และรถท้องถิ่น ให้บริการวันละ 164 ขบวน พบว่ามีประชาชนใช้บริการวันละกว่า 70,000 คน ซึ่งหลังจากโครงการเสร็จสิ้นใน 6 เดือนข้างหน้า กระทรวงคมนาคมจะพิจารณาอีกครั้งว่า หลังจากที่ รฟท. ทำแผนฟื้นฟูกิจการแล้ว ฐานะทางการเงินดีขึ้น ก็อาจจะมีการพิจารณาจัดทำโครงการรถไฟชั้น 3 ฟรีอีกครั้ง

สำหรับการให้นโยบายนั้น นายสันติ กล่าวว่า ได้ขอให้คณะกรรมการและผู้บริหาร รฟท. เร่งดำเนินการพัฒนาการขนส่งทางรถไฟ เนื่องจากปัจจุบันการขนส่งทางรถไฟยังมีสัดส่วนน้อย เพียงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับการขนส่งระบบอื่นๆ

ขณะที่การขนส่งรูปแบบอื่นมีต้นทุนสูงกว่าการขนส่งทางรถไฟถึงร้อยละ 10 หมายความว่า หากมีการเปลี่ยนระบบขนส่งของประเทศมาใช้ทางรถไฟมากขึ้น ก็จะช่วยลดต้นทุนขนส่งลงได้ร้อยละ 10 และส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาวด้วย

“ประดิษฐ์"คุมกองสลากสัปดาห์หน้าลั่น! กำจัดแก๊งมาเฟีย-ขายเกินราคา

“ประดิษฐ์” รับดาบจาก “หมอเลี้ยบ” คุมกองสลาก ประกาศยึดแนวนโยบายเดิมของเจ้ากระทรวง เดินหน้าขายหวยออนไลน์งวดแรก 1 ต.ค. ยันชัดการขายจะต้องไม่มอมเมาประชาชน และจะเร่งแก้ปัญหามาเฟียและการขายสลากเกินราคา พร้อมเร่งสรรหา ผอ.กองสลาก ด้าน “หมอเลี้ยบ” ปัดไม่รู้เงินรางวัลหวยออนไลน์ 10 ล้าน ชี้หากเป็นรางวัลที่สร้างแรงจูงใจให้คนหันมาเล่นมากขึ้นคงไม่เห็นด้วยแน่นอน

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้ตนเองเป็นผู้ดูแลงานของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ซึ่งตนเองจะยึดแนวนโยบายเดิมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเดินหน้าขายสลากเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน ผ่านเครื่องออนไลน์ ที่จะเริ่มขายได้ในวันที่ 17 กันยายนนี้ เป็นวันแรก เพื่อการออกรางวัลในงวดวันที่ 1 ตุลาคม 2551

อย่างไรก็ตาม การขายสลากเลขท้ายต้องไม่เป็นการมอมเมาประชาชน และจะเร่งเข้าไปจัดการดูแลปัญหาการขายสลากเกินราคา ซึ่งจะเร่งรัดดำเนินการเพื่อป้องกันการหาผลประโยชน์ของกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ได้รับโควตาขายสลาก

"จะเข้าไปดูว่าต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถตัดตอนผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลโดยไม่ถูกต้องได้ เช่น การกระจายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลจากรายใหญ่มาให้กับรายย่อยที่มีความต้องการ"

นอกจากนี้จะเร่งเข้าไปดูแลการสรรหา และแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลคนใหม่โดยเร็ว หลังจากเว้นว่างมานาน เนื่องจากสำนักงานสลากฯ เป็นหน่วยงานสำคัญที่ต้องมีผู้บริหารมาดูแลงานด้านบริหารและปฏิบัติโดยเร็ว และเพื่อให้การทำงานเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ส่วนคุณสมบัติของผู้อำนวยการคนใหม่นั้นต้องมีความรู้ความสามารถ และพร้อมจะปฏิบัติงานได้ทันที

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะแจกเงินรางวัลแจ็กพอตสำหรับหวยออนไลน์ 10 ล้านบาท ต่อยอดขาย 1 พันล้านบาทว่า ยังไม่ได้รับรายงาน

แต่ยืนยันว่าจะไม่ให้หวยบนดินมอมเมาประชาชนอย่างเด็ดขาด ซึ่งการพิจารณาจะอยู่ที่ว่าหากมีรางวัล 10 ล้านบาท ทำให้เกิดแรงจูงใจเพื่อซื้อหวยมากขึ้นหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่เห็นด้วย เพราะที่ผ่านมาหลายกรณี เช่น การไม่สนับสนุนให้กองสลากมีโฆษณาขายหวยออนไลน์ เป็นเครื่องยืนยันว่าตนไม่สนับสนุนให้มอมเมา

สำหรับการเปิดรับสมัครคนเดินโพย ได้กำหนดในวันที่ 18-20 สิงหาคม 2551 ที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก โดยผู้สมัครจะต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้คนเดินโพยแต่ละคนจะมีอิสระ และไม่ต้องขึ้นตรงต่อเครื่องใดเพียงเครื่องหนึ่ง ซึ่งจะสามารถส่งโพยหวยให้กับเครื่องออนไลน์ได้ทุกเครื่องที่มีติดตั้งอยู่

ส่วนเจ้าของเครื่องหวยบนดินแบบออนไลน์ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 6 พันเครื่อง จะไม่สามารถปฏิเสธรับโพยหวยจากคนเดินโพยได้ ทั้งนี้ สำนักงานสลากฯ กำหนดเอาไว้ว่า หากเครื่องจำหน่ายหวยออนไลน์เครื่องใดมียอดซื้อขายต่ำกว่า 100,000 บาท ก็จะถูกเรียกเครื่องคืนทันที



“พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ” เส้นทางชีวิตกับเก้าอี้ มท.1

คอลัมน์ : สะกิดกระบวนการยุติธรรม

การปรับคณะรัฐมนตรีสมัคร 2 เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว และที่น่าจับตาที่สุดเห็นจะเป็น ชื่อของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีต ผบ.ตร. มานั่งควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นที่เรียบร้อยไม่พลิกโผ แทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ตกเก้าอี้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ไปเรียบร้อยโรงเรียนจีน

ถามว่าทำไม"สมัคร"ถึงเลือก “บิ๊กโก” มานั่งในตำแหน่งนี้แทน ร.ต.อ.เฉลิม ทั้งที่หลังเกษียณอายุราชการ พล.ต.อ.โกวิท เก็บตัวเงียบมาตลอดไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง คำตอบคงหนีไม่พ้นเพราะหวังภาพลักษณ์”มิสเตอร์คลีน” ของ พล.ต.อ.โกวิท จะเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลได้

ด้วยบุคคลิกที่ดูตรงไปตรงมา จริงจังกับการทำงาน ซื่อสัตย์สุจริต พูดน้อย ตรงกันข้ามกับบุคคลิกของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่เป็นคนพูดจาดุดัน รุนแรง ทำให้รัฐบาลนาวาสมัครจะสามารถลดแรงกดดันของของกลุ่ม”พันธมิตรฯ” ที่มีต่อรัฐบาลได้ไม่มากก็น้อย

และการไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐประหารช่วง 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ซึ่งลึกเข้าไปในหัวใจของ”บิ๊กโก”เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ พล.ต.อ.โกวิท “ถูกเลือก”ให้ร่วมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

หากมอง”ขั้วการเมือง” ของ พล.ต.อ.โกวิท แล้ว ที่ผ่านมาก็ไม่มีขั้วการเมืองที่ชัดเจน ไม่ใช่คนกลุ่มพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือขั้วของคณะมนตรีความมั่นคง การดึง “บิ๊กโก” มาจึงลบภาพรัฐบาลนอมินีตามใบสั่ง “นายใหญ่” ได้

หากย้อนดูเส้นการเติบโตของ พล.ต.อ.โกวิท ที่ได้รับฉายาว่า “ตำรวจป่า” นั้นไม่ธรรมดา ช่วงขึ้นนั่งตำแหน่ง”เจ้ากรมปทุมวัน”นั้นมีคู่แข่งสำคัญ คือ พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ นรต.รุ่น 23 ที่มีความสนิทแนบแน่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างมาก จนถูกโยกตัวกลับจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ปปส. มานั่งรอง ผบ.ตร. เพื่อรอจัดคิวขึ้นนั่งตำแหน่ง ผบ.ตร. แทน พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ รักษาการ ผบ.ตร. ในขณะนั้น

จุดประสงค์หลักก็เพื่อวางตัว พล.ต.อ.ชิดชัย ให้มาคุมทัพสีกากีเพื่อดูแลฐานอำนาจระหว่างที่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ พล.ต.อ.โกวิท ขณะนั้นซึ่งรั้งอาวุโสอันดับหนึ่งที่จะได้นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร. แข็งพอที่จะไม่ยอมง่ายๆ แสดงเจตจำนงจะฟ้องศาลปกครองหากมีการข้ามอาวุโสให้ พล.ต.อ.ชิดชัย ขึ้นเป็น ผบ.ตร.

ทำให้ คณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ หรือ ก.ต.ช. ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นประธาน ต้องมีมติให้ “บิ๊กโก” ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. นานถึง 3 ปีเต็ม จนเกษียณอายุราชการในปี 2550 ผลที่ตามมาทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องมอบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีให้ พล.ต.อ.ชิดชัย เป็นการปลอบใจแทน

ระหว่างที่นั่งในตำแหน่ง ผบ.ตร. นั้น พล.ต.อ.โกวิท ก็ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริตมาโดยตลอด แม้จะไม่มีผลงานที่โดดเด่นให้เป็นที่จดจำมากนัก

จนกระทั่งวันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดเหตุปฏิวัติรัฐประหาร โดยมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าคณะปฎิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งภายหลังเปลี่ยนเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ขณะนั้น พล.ต.อ.โกวิท ได้ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ และดำรงตำแหน่งสมาชิก คมช. โดยไม่เต็มใจนักเพราะส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการปฎิวัติครั้งนี้

ซึ่งสาเหตุนี้บวกกับหลายสาเหตุที่พล.ต.อ.โกวิทไม่เห็นด้วยทำให้ภายหลัง พล.ต.อ.โกวิท มีปัญหาแตกคอกับสมาชิกคมช. ทำให้สมัยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่ง ย้าย พล.ต.อ.โกวิท จากตำแหน่ง ผบ.ตร.ไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550

เท่านั่นไม่พอ วันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2550 พล.อ.สุรยุทธ์ ได้เซ็นต์คำสั่งให้ พล.ต.อ.โกวิท พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ระดับ 11 สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

สร้างความเจ็บปวดให้กับ พล.ต.อ.โกวิท อย่างสุดซึ้ง ถึงความไม่เป็นธรรม จึงยื่นฟ้องศาลปกครอง ซึ่งภายหลังศาลปกครองได้วินิจฉัยว่า คำสั่ง พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าวในที่สุด ส่งผลให้ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ สามารถดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จนครบวาระเกษียนอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายน 2550 รักษาเกียรติยศชื่อเสียงของตนเองไว้ได้

และนี่คือที่มาและเกียรติประวัติของ นายตำรวจป่า ที่ชื่อ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ที่มีพฤติกรรมความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ใสสะอาด การันตี จะทำให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เชื่อว่า จะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดูดีขึ้นและลดแรงกดดันของสังคมได้อย่างที่รัฐบาลคาดหวังหรือไม่กับตำแหน่ง มท.1 ที่มีอำนาจควบคุมข้าราชการฝ่ายปกครอง ท่ามกลางบรรยากาศการเผชิญหน้าของกลุ่มผู้ชุมนุมสองฝ่ายที่มีความเห็นขัดแย้งทางความคิด และดูจะลุกลามไปในทางรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ พล.ต.อ.โกวิท ต้องทำการบ้านอย่างหนัก

ประวัติ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ
พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก่อนจะเกษียณอายุราชการเมื่อกันยายน ปี 2550 ที่ผ่านมา เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2490 เป็นชาว อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของ นายเกษม วัฒนะ อดีตข้าราชการครู และนายอำเภอผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา กับ นางสวง วัฒนะ สมรสกับ พ.ญ.วันทนีย ศรีอุทารวงค์ มีบุตร 2 คน

เข้าศึกษาชั้นประถมที่ โรงเรียนเทพประสิทธิ์วิทยา โรงเรียนผักไห่สุทธาประมุข โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และจบจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่น 6 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 22 รับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดนมาตลอด เป็นเวลากว่า 27 ปี เคยปฏิบัติราชการรับใช้สมเด็จพระ ศรีนครินทราบรมราชชนนี
ชีวิตรับราชการ

เริ่มติดดาวบนบ่า ยศ ร.ต.ต. เมื่อ 1 เมษายน 2512 ประจำกองบัญชาการตำรวจนครบาล ช่วงปี 2513-2518 ย้ายไปสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งขณะนั้นสถานการณ์รบสู้กับคอมมิวนิสต์อยู่ในขั้นรุนแรง ร.ต.ต.โกวิท ในฐานะผบ.กองร้อยเฉพาะกิจตำรวจตระเวนชายแดน ออกปราบปรามในพื้นที่ภาคเหนือตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่า คุ้มครองการก่อสร้างเส้นทางในพื้นที่อันตราย โดยเฉพาะเขต อ.อุ้มผาง จ.ตาก รวมระยะทาง 120 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ระหว่างที่เป็น ผบก.ตชด.ภาค 3 ซึ่งรับผิดชอบภาคเหนือทั้งหมด ยังมีผลงานการปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ปะทะต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายร่วม 50 ครั้ง จนสถานการณ์คลี่คลายลงได้รับความดีความชอบขึ้นเป็นรอง ผกก.1 บก.กฝ. (ค่ายพระรามหก อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี) แล้วขยับเป็น ผกก.1 บก.กฝ. ในวัยเพียง 32 ปี เป็นผู้กำกับที่หนุ่มที่สุดขณะนั้น

ต่อมาได้รับพิจารณาเลื่อนตำแหน่งขึ้น เป็นรอง ผบก.กฝ.(กองการฝึก) แล้วโยกมาเป็นรอง ผบก.ตชด. ภาค 3 และถูกโยกย้ายสลับตำแหน่ง เป็นรอง ผบก.ตชด.ภาค 1

ปี พ.ศ.2530 ติดยศ พล.ต.ต. ตำแหน่ง ผบก.ตชด.ภาค 3 คุมพื้นที่ภาคเหนือทั้งหมด ปราบปรามยาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ

ปี พ.ศ.2537 ขยับนั่งเก้าอี้ ผบช. ตชด.

ปี พ.ศ.2543 ขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. รับผิดชอบงานบริหาร ก่อนเป็นรอง ผบ.ตร. คุมพื้นที่ชายแดนภาคใต้

ปี พ.ศ.2547 เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

พ.วิพากษ์



ศาลกับแนวคิดกฎหมายคือคำสั่งของรัฐาธิปัตย์

คอลัมน์: ฤๅจะเป็นเมืองนอกกฎหมาย

ผู้เขียนเคยชี้ให้เห็นว่าความคิดที่ถือว่า “กฎหมายคือคำสั่งของรัฐาธิปัตย์” นั้น เป็นเพียงการรับอิทธิพลจากทฤษฎีกฎหมายสำนักกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งเป็นเพียงทฤษฎีกฎหมายสำนักหนึ่งในสมัยใหม่เท่านั้น ซึ่งทฤษฎีนี้ได้ชักนำให้โลกก้าวหน้าไปสู่ความรุนแรงการประหัตประหารอย่างโหดเหี้ยมภายใต้การนำของลัทธิเผด็จการในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

ในวิชานิติ...นั้นยังชี้ให้เห็นว่ายังมีทฤษฎีกฎหมายสำนักอื่นๆ ที่สำคัญและควรเรียนรู้เข้าใจให้แจ่มแจ้งไม่ว่าสำนักธรรมนิยม และสำนักประวัติศาสตร์

พระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงเคยมีพระบรมราชโองการเป็นปฐมในคราวที่ทรงรับราชาภิเษกว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” และตลอดระยะเวลาที่ครองราชย์ แนวกระแสพระราชดำรัสและพระบรมราชโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันที่ทรงพระราชทานแก่นักกฎหมายและความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งพระบรมราชโชวาทหลายครั้ง แสดงแนวพระราชดำริทางปรัชญากฎหมายไปในทางเดียวกับสำนักธรรมนิยม และสำนักประวัติศาสตร์ ดังเช่นที่ทรงกล่าวถึงกฎหมาย อำนาจ ความยุติธรรม และความจริงในสังคม

สำหรับความคิดทางกฎหมายของไทยนั้น กล่าวได้ว่าแม้ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองมาแล้ว แต่กว่าที่ประเทศไทยจะถือได้ว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบก็ถูกครอบงำโดยเผด็จการเป็นเวลานาน จนอาจกล่าวได้ว่า สังคมไทย มีความคุ้นเคยกับแนวคิดที่ถือว่ากฎหมายคือคำสั่งของรัฐาธิปัตย์ แต่ในระยะหลังมานี้ได้เกิดกระแสความคิดอย่างใหม่ในสังคมไทย มีการเรียกร้องให้ถือธรรมะ ถือเหตุผลเป็นใหญ่ เน้นหลักรัฐมีอำนาจจำกัด เน้นให้นักกฎหมายใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม สำนึกผิดชอบชั่วดีของคนในสังคม ไม่ใช่ใช้กฎหมายตามตัวอักษรจนเกิดความอยุติธรรม หรือมุ่งแต่จะคล้อยตามความพอใจของผู้มีอำนาจ

ในแง่ของตุลาการเอง แม้จะไม่ถึงกับได้รับการขานรับจากผู้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มภาคภูมิเกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าวแต่ก็ยังปรากฎว่าคำพิพากษาของศาลในบางคดีกลับได้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของผู้พิพากษาในเรื่องนี้ ดังคำพิพากษาศาลฎีกา เช่น

คำพิพากษาฎีกาที่ 423/2512 ผู้ว่าราชการจังหวัดส่งบุคคลที่ต้องหาว่าเป็นอันธพาลไปยังสถานอบรมและฝึกอาชีพ ตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2503) ซึ่งจะมีคณะกรรมการฯ ทำหน้าที่พิจารณาและมีคำสั่งทุกๆ 3 เดือน ว่า บุคคลที่ถูกควบคุมนั้น ควรควบคุมไว้หรือปล่อยตัวไปปรากฏว่า คณะกรรมการฯ ไม่ได้พิจารณาและมีคำสั่งประการใด ศาลวินิจฉัยว่าการควบคุมบุคคลไว้เกิน 3 เดือน เป็นการควบคุมโดยไม่ชอบตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับนี้ และสั่งให้ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุม

คำพิพากษาฎีกา ที่ 2131/2521 ในคดีนี้ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวผู้ต้องหาว่าเป็นภัยต่อสังคมมาควบคุมไว้ แต่คำสั่งของปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน (พ.ศ.2519) ซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจควบคุมตัวไว้ทำการอบรมได้ไม่เกิน 30 วัน และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจส่งตัวบุคคลนั้นไปยังสถานอบรมและฝึกอาชีพได้โดยไม่มีกำหนดเวลาขั้นสูงโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาล ปรากฏว่าผู้ต้องหาร้องขอให้ศาลพิจารณา ศาลก็รับพิจารณาและฟังพยานหลักฐานได้ความว่า การควบคุมบุคคลดังกล่าวไม่มีหลักฐานพอฟังได้ว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อสังคม ดังนั้นศาลจึงสั่งให้ปล่อยผู้ต้องหาจาการควบคุม

คำพิพากษาฎีกา ที่ 344/2522 ศาลวินิจฉัยว่า อำนาจในการวินิจฉัยว่า บุคคลใดมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคมตามคำสั่งคณะปฏิรูป ฯ ฉบับที่ 22 หรือไม่ มิใช่เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร หากแต่ศาลมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้ควบคุมมีพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อสังคมจริงหรือไม่

คำพิพากษฎีกาที่ 913/2536 คดีนี้ศาลฎีกา ตัดสินว่า ประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 26 ซึ่งสั่งให้ยึดทรัพย์สินของนักการเมืองที่ถูกยึดอำนาจนั้นใช้บังคับไม่ได้เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ยิ่งไปกว่านั้นศาลฎีกายังได้วินิจฉัยต่อไปว่า พ.ศ. 2534 ยิ่งไปกว่านั้นศาลฎีกายังได้วินิจฉัยต่อไปว่า แม้มาตรา 22 แห่งธรรมนูญการปกครองฯ ฉบับดังกล่าวจะบัญญัติรับรองให้ถือว่า ประกาศหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยฯ มีผลบังคับใช้เช่น กฎหมาย แต่การรับรองเช่นนั้นย่อมไม่มีผลหากเนื้อหาหรือคำสั่งดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อ ธรรมนูญการปกครอง พ.ศ. 2534 เสียเอง

นอกจากนี้แม้มาตรา 222 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2534 จะได้รับรองให้ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อย มีผลบังคับใช้ได้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญต่างไปก็ตาม ประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อย ฉบับที่ 26 ซึ่งใช้บังคับไม่ได้ ไปแล้วก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นประกาศดังกล่าวย่อมไม่อาจฟื้นขึ้นมามีผลบังคับได้อีก

จากคำพิพกาษาฎีกา ดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะคำพิพากษาฎีกาที่ 913/2536 ได้ยืนยันคุณธรรมและคุณค่าของกฎหมายที่อยู่เหนืออำนาจตามอำเภอใจของผู้ปกครอง

ผู้เขียนจึงยกมาบอกกล่าว เพื่อให้ใครบางคนที่เข้าใจเอาว่า “กฎหมายคือคำสั่งของรัฐาธิปัตย์” จะไม่หลงทางไปตามกระแสของสมุนเผด็จการ

ศุภชัย ใจสมุทร