WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 11, 2008

เด็ก (ไทย) ไม่รู้จักโต

หลังจากปลงตกแล้วว่าละครแนว “ตบจูบ” คงไม่มีวันสูญพันธุ์ไปจากละครไทยแน่ ฉันจึงได้หันกลับมาดูละครด้วยความสนุกสนานอีกครั้ง แล้วยังสามารถลุ้นและกรี๊ดพระเอกรูปงาม (แต่ไร้ความพยายามในการเอาชนะใจผู้หญิง นอกเสียจากใช้กำลัง) ได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอีกต่อไป
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็บนฐานที่ว่าละครพวกนั้น มันจะไม่ทำให้ฉันหรือใครที่ติดละครงอมแงม ยึดถือความน้ำเน่าในละครมาเป็นบรรทัดฐานของชีวิตจริงๆ ซึ่งหากคิดว่า มนุษย์ไม่ใช่สิ่งที่ถูกกระทำหรือฝ่ายตั้งรับอย่างเดียวแล้ว ก็คงไม่น่าเป็นห่วงอะไรสำหรับกรณีนี้
แต่กับเด็กและเยาวชนที่มักถูกอ้างถึงในฐานะผู้ไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ไร้สติปัญญาไตร่ตรองผิดชอบชั่วดีแล้ว ละครไทยหลายเรื่องก็ยังเป็น “สารพิษ” ที่ผู้ปกครองควรพิจารณาก่อนอนุญาตให้บุตรหลานเข้าใกล้อยู่ดี
จะว่าผู้ใหญ่บ้านเมืองนี้เห็นเด็กโง่อยู่ฝ่ายเดียวก็ว่าไม่ได้ เพราะหลายครั้งเด็กบ้านเราก็ทำตัวเหมือนไร้สมองกันจริงๆ แล้วเมื่อเกิดปัญหาก็โทษแต่ละคร เกม ภาพยนตร์ หรือสื่อต่างๆ ราวกับว่าฉันเป็นผ้าขาวบริสุทธิ์ที่ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว…
ในฐานะที่ก็เคยเป็นเด็กมาก่อน ย่อมรู้ดีว่ามนุษย์ไม่ใช่สักแต่เป็นผู้ถูกกระทำ และการกระทำของเราหลายอย่างก็โทษว่าเราไม่รู้ (เพราะยังเด็ก) ไม่ได้ เช่นกันกับความรุนแรงในเกม ในละคร ในภาพยนตร์ เรารู้ว่าแรง รู้ว่านั่นคือโลกเสมือน รู้ว่านั่นคือสิ่งที่ในโลกภายนอกเราไม่สามารถทำได้ ทำแล้วจะมีความผิด
บางทีเห็นเยาวชนสมัยนี้ทำผิดคิดร้ายแล้วก็อ้างแต่ว่าเลียนแบบเกม เลียนแบบละคร ก็อยากเขกหัวแรงๆ หลายๆ ที เพราะมันเป็นการโยนบาปอย่างใสซื่อเกินไป…อย่าคิดว่ายังไม่เป็นผู้ใหญ่แล้วจะอ้างอะไรมาเป็นจำเลยแทนตัวก็ได้นะนั่น
หรือเพราะมันเป็นปัญหาระดับโครงสร้างสังคมของบ้านเราก็ไม่รู้ ที่พูดกันแต่เรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่เรื่องบทบาทกับความรับผิดชอบกลับย่อหย่อน นั่นคือ รู้จักแต่จะ “เอา” จะ “รับ” แต่เรื่องการ “ให้” หรือการตอบแทนให้สมกับบทบาทที่อยู่ในสังคมนี้ กลับทำกันไม่ค่อยได้
เหมือนวัยรุ่นบางคนในสมัยนี้ ที่รู้จักแต่เรียกร้อง “ฟรีดอม” อิสรเสรี แต่กลับไม่ค่อยพูดถึงเรื่องความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและสังคมส่วนรวม บางคนก็ยังแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่ได้เนืองๆ แต่เมื่ออยากทำอะไรตามใจก็ห้ามพ่อแม่มายุ่งโดยเด็ดขาด
อยากจะโตและเสรีเหมือนเด็กฝรั่ง แต่ก็รับวัฒนธรรมมาแค่ครึ่งๆ กลางๆ เรื่องที่เด็กบ้านเขาออกมาหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่อายุ 14-15 กลับไม่ค่อยเห็นเด็กไทยอยากทำตาม
ตั้งใจจะพูดเรื่องละคร แต่ไหงกลายมาเป็นว่าเด็กได้ก็ไม่รู้…ทำตัวอย่างกับคนแก่ ว่าแล้วก็ขอตัวไปเล่นเกมบ้างดีกว่า เผื่อจะตามเด็กรุ่นนี้มันทันบ้าง…หุหุ

ประชาชนไทยสมานฉันท์ร่วมจัดงานวันแม่เฉลิมพระเกียรติ

เนื่องในปีพุทธศักราช 2551 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 76 พรรษา ถือเป็นปีมหามงคลอย่างยิ่ง วันที่ 12 สิงหาคม ที่จะถึงนี้จึง เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของปวงชนชาวไทย ทั้งภาครัฐ-เอกชนทั่วประเทศร่วมใจกันจัดงานต่างๆ ดังนี้

เริ่มด้วยสำนักนายกรัฐมนตรีในนามตัวแทนรัฐบาลไทย ได้ร่วมกับมูลนิธิโทรทัศน์เฉลิมพระเกียรติผ่านดาวเทียม กำหนดจัด “งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม พ.ศ.2551” ณ ลานพระราชวังดุสิต (ลานพระบรมรูปทรงม้า) ระหว่างวันที่ 10-12 สิงหาคม 2551 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. – 21.00 น. เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2551 ซึ่งเป็นโอกาสอันดีอีกครั้งของประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ ที่จะได้แสดงความจงรักภักดีที่มีต่อแม่แห่งแผ่นดิน และแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อแม่ เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ รวมทั้งยังจะได้ร่วมกันสร้างความสมัครสมานสามัคคีถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผ่านโครงการ “จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน สร้างสามัคคี” ซึ่งจะเริ่มต้นโครงการในวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2551 และไปสิ้นสุดโครงการในวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม โดยในโครงการนี้ก็จะได้มีการจัดทำสายรัดข้อมือสีฟ้าซึ่งเป็นสีประจำพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสีเหลืองสีประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะมีลักษณะ 2 ห่วงเกี่ยวกันไว้ โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำ ส่วนจะเริ่มจำหน่ายเมื่อไรจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง โดยการจัดงานดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ งานนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ภายใต้แนวคิด แม่ผู้ให้ชีวิต ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญเพื่อพสกนิกรของพระองค์ตลอดมา รวมทั้งการจัดแสดงพระบรมฉายาลักษณ์ส่วนพระองค์ที่งดงามและหาชมได้ยาก โดยประชาชนที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ยังสามารถแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ด้วยการเขียนข้อความถวายพระพรลงบนแผ่นกระดาษกลีบมะลิ เพื่อเรียงร้อยเป็นพวงมาลัยถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้อีกด้วย พร้อมกันนี้ยังมีการจัดแสดงภาพพระบรมฉายาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จออกมหาสมาคมทรงรับการถวายพระพรชัยมงคล ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งถักทอจากไหมที่มีความประณีตและงดงาม ขนาด 1.80 x 1.58 เมตร ให้ประชาชนได้ชื่นชมอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมสำหรับประชาชนเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ โดยผู้ร่วมงานจะได้ชมการสาธิตการทำหัตถศิลป์จากทั่วภูมิภาค การออกร้านจำหน่ายสินค้าจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และร้านจิตรลดา รวมถึงการจำหน่ายสินค้าราคาถูกจากร้านค้าของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน พร้อมด้วยศิลปินนักแสดงร่วมจำหน่ายสินค้า และร่วมกิจกรรมบนเวที อาทิ การเสวนาอย่างอบอุ่นระหว่างแม่-ลูก โดย พรชิตา ณ สงขลา บงกช คงมาลัย ฯลฯ ซึ่งจะมาพร้อมคุณแม่ ตลอดจนการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ นัท มีเรีย เบเนเดตตี้ นิโคล เทริโอ และ ติ๊ก ชิโร่ เป็นต้น พร้อมชมงานศิลป์แผ่นดิน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ในวันที่ 12 สิงหาคม 2551 ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชม

นอกจากนี้สำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับสมาคมนักร้องแห่งประเทศไทยโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก และมูลนิธิศาลาเฉลิมกรุงจัดทำเพลงเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือ เพลง "แม่แห่งแผ่นดิน" เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนร่วมขับร้องบทแพลง "แม่แห่งแผ่นดิน" ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ สามารถดาวน์โหลดเพลงได้ทาง www.opm.go.th ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

คณะกรรมการมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช คณะกรรมการจัดงาน กำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 12-13 สิงหาคม 2551 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง (ด้านทิศเหนือ) และในต่างจังหวัดพร้อมกันทั่วประเทศ พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนชาวไทยทั่วประเทศพร้อมใจกันสวมเสื้อสีฟ้า รวมพลังความรัก ความสามัคคี เพื่อแสดงพลังแห่งความจงรักภักดีที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพรระหว่างเวลา 16.30-19.50 น. ด้าน ดร.จรินทร์ สวนแก้ว ประธานมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช กล่าวเสริมว่า มูลนิธิได้จัดทำสติ๊กเกอร์งานเฉลิมพระเกียรติ 12 สิงหาคม พระบรมราชินีนาถ ภายใต้แนวความคิด “รวมพลังคนไทยทั้งชาติ รู้รักสามัคคี” แจกจ่ายประชาชนทั่วไป เพื่อให้พสกนิกรได้ร่วมแสดงพลังความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียงกัน พิธีการจะเริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 12 สิงหาคม 2551 มีพิธีทำบุญตักบาตรีพระสงฆ์ จำนวน 577 รูป ถวายเป็นพระราชกุศล โดย อภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานในพิธี จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมทำบุญถวายอาหารบิณฑบาต ได้ตั้งแต่เวลา 06.30 น. เป็นต้นไป และในวันเดียวกัน เวลา 15.00 น. พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพร “12 สิงหาพระบรมราชินีนาถ” ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธี

เวลา 16.30 น. เข้าสู่พิธีถวายเครื่องราชสักการะ จุดเทียนชัยถวายพระพร และถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ โดยมี พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้นำแทนองค์กรหน่วยงานต่างๆ ถวายเครื่องราชสักการะ จากนั้น ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมัคร-คุณหญิงสุรัตน์ สุนทรเวช ถวายเครื่องราชสักการะ และเป็นประธานในพิธีจุดเทียนชัย ซึ่งจะถ่ายทอดสดผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุโทรทัศน์ ตั้งแต่เวลา 18.50-19.50 น. และในวันพุธที่ 13 สิงหาคม 2551 มีพิธีอัญเชิญเครื่องราชสักการะเฉลิมพระเกียรติ ไปยังลานพระราชวังดุสิต โดยรถพ่วงของกองทัพอากาศ โดยมี จรินทร์ สวนแก้ว ประธานมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช พล.ต.อ.สุนทร ซ้ายขวัญ กรรมการ/ประธานอนุกรรมการฝ่ายอัญเชิญเครื่องราชสักการะ คณะกรรมการมูลนิธิ 5 ธันวามหาราช คณะกรรมการจัดงาน และแขกผู้มีเกียรตินำริ้วขบวนเดินไปยังพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ขอเชิญพสกนิกรทุกหมู่เหล่าร่วมแสดงความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียงกัน

สำหรับหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน และประชาชนทั่วประเทศ มีการจัดงานดังนี้
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2551 และด้วยระลึกถึงคุณค่าของ "ช้างไทย" ซึ่งเป็นสัตว์ประจำชาติมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาแต่อดีตกาล ไม่เว้นแม้แต่ยามที่ กฟผ. ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ป่าลึกยังได้อาศัยช้างร่วมขบวนขนอุปกรณ์เข้าไปในพื้นที่ ด้วยการจัดโครงการ "กฟผ. คืนช้างสู่ป่า" ร่วมกับผู้ปฏิบัติงาน จัดหาช้าง จำนวน 4 ตัว ให้แก่มูลนิธิคืนช้างสูงธรรมชาติซึ่งมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นประเทศ ปล่อยเข้าป่า ณ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ชับลังกา อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสฉลองครอบรอบ 80 พรรษา ทั้งนี้เพื่อให้ช้างไทยได้กลับคืนสู่ป่าให้มากที่สุด นำมาซึ่งความภาคภูมิใจของ กฟผ. ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มประชากรช้างและสร้างสมดุลทางธรรมชาติให้แก่ป่าไม้เมืองไทย

ในขณะที่ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร่วมกับส่วนราชการทั้งภาครัฐและเอกชน จำนวน 32 หน่วยงาน จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษาขึ้น ระหว่างวันที่ 10 – 12 สิงหาคม 2551 ณ ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ ศูนย์สาธิตและส่งเสริมงานศิลปาชีพ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (บุ่งตาหลั่ว) ต.หนองไผ่ล้อม อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ได้รับทราบและเข้าชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ โดยมุ่งเน้นงานด้านศิลปาชีพ และงานด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การปล่อยพันธุ์ปลา 7,575 ตัว เป็นปลาที่มีชื่อในวรรณคดีไทย 9 ชนิด กิจกรรมปักดำข้าวในแปลงนา ตามโครงการหว่านวันแม่เกี่ยววันพ่อ ซึ่งศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดนครราชสีมา มีพันธุ์ข้าวมะลิ และข้าว กข.6 ที่นำมาจากสวนจิตรลดา เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับผู้เข้าชมนิทรรศการ และกิจกรรมปลูกต้นไม้ ตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วยไม้มงคล 9 ชนิด คือ ขนุน ไผ่สีสุก กันเกา พยูง ทรงบาดาล สัก ทองหลาง ชัยพฤกษ์ และราชพฤกษ์

ที่วัดพระธาตุดอยกองมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ได้เตรียมจัดพิธีบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม เนื่องในวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา เป็นการศึกษาพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พิธีดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-14 สิงหาคมนี้ โดยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ในเวลา 09.00 น. ผู้เข้าร่วมโครงการจัดพิธีบวชเนกขัมมะ ทางวัดจัดเลี้ยงอาหารมังสวิรัติตลอดงาน สำหรับผู้เข้าพิธีบวชเนกขัมมะจะต้องปฏิบัติธรรมต้องนุ่งขาว ห่มขาว เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ต้องเตรียมผ้าห่ม ที่นอน มุ้ง ไฟฉาย ยารักษาโรคประจำตัว และของใช้ส่วนตัวไปด้วยในการเข้าปฏิบัติธรรมในครั้งนี้

ในขณะที่ จ.เชียงใหม่ เตรียมจัดงานวันแม่ 10-12 สิงหาคม มีการจัดนิทรรศการและกิจกรรมต่างๆ ส่วน ไนต์ซาฟารี เปิดให้คุณแม่เข้าชมฟรี 11.15 น."

ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่าที่ ร.ต.สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรี เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า จะจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ วันที่ 12 สิงหาคมนี้ โดยมอบเบี้ยยังชีพ ถุงยังชีพ และจัดเลี้ยงอาหารใผู้สูงอายุและคนพิการ 1,999 คน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา

ส่วน จ.ชุมพร นายภิญโญ ไทยภาวร ประมงจังหวัด กล่าวว่า เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ทางประมงชุมพรกำหนดปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเทิดพระเกียรติในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม โดยมีชาวบ้านและประชาชนทำพิธีการปล่อยปลาลงแม่น้ำท่าตะเภาจำนวน 1 ล้านตัว ประกอบด้วย ปลาตะเพียนขาว 400,000 ตัว ปลายี่สก 300,000 ตัว และปลาไน 300,000 ตัว รวม 1 ล้านตัว เพื่อเป็นการสร้างระบบนิเวศในแม่น้ำท่าตะเภาให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการจัดงานและการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในสถานกงศุลและสถานฑูตไทยในต่างประเทศด้วยได้แก่

ที่สหรัฐอเมริกา นายณรงค์ ศศิธร กงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก เป็นประธานในพิธีถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ศาลาเฉลิมพระเกียรติฯ วัดธัมมาราม ชิคาโก เช้าวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ในออสเตรเลีย นายบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา เป็นประธานทำบุญตักบาตรร่วมกับคนไทยในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ที่เบลมอลล์ ปาร์ค ซิดนีย์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

ทางด้านวัดไทยธรรมาราม เมืองวอเตอร์ลู ปรเทศเบลเยียม จัดงานวันแม่ และฟังเทศน์ มหาชาติ โดย พระสุธีญาณวิเทศ นิมนต์พระนักเทศน์จากฝรั่งเศส สกอตแลนด์ สวีเดน เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก และเบลเยียม มาเทศนาธรรม
วันที่ 12 สิงหาคม ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ จัดทำบุญน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต และ นายประภาส จันทหาร กงสุลใหญ่ ณ นครเจดดาห์ ซาอุดิอาระเบีย จัดงานวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ 15 สิงหาคม 18.00 น. ที่บ้านพักกงสุลใหญ่ เมืองเจดดาห์ เขตอัล-ริฮับ

รัฐบาล 4 ปี…ความหวังอันสูงสุด

คงไม่มีรัฐบาลชุดใดที่ได้เข้ามาบริหารประเทศแล้ว มีเป้าหมายระยะสั้นหวังเพียงทำงานแค่ปีหรือสองปี
แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ผ่านมา ทั้งการเมืองน้ำเน่า และทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เอื้ออำนวยต่อความไร้เสถียรภาพ ก็ทำให้ไม่เคยมีรัฐบาลที่อยู่ในวาระครบ 4 ปีได้สักสมัย ยกเว้นสมัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

ปัจจัยเกื้อหนุนครั้งนั้น นอกจากมีรัฐธรรมนูญ 2540 ที่เขียนมาอุดช่องโหว่ทางการเมืองที่สั่นคลอนความมั่นคงของฝ่ายบริหาร เป็นปัจจัยเกื้อหนุนแล้ว ก็ยังต้องยอมรับว่าเป็นนโยบายแบบประชานิยมที่ประชาชนโดยเฉพาะชาวรากหญ้าจับต้องได้จริง ที่ทำให้รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ยงคงกระพันครบวาระ และยังยึดกุมหัวใจประชาชนจนได้เสียงข้างมากกลับเข้ามาอีกวาระหนึ่ง ด้วยคะแนนนับสิบๆ ล้านชนิดที่ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดทำได้มาก่อน

เมื่อภาคปฏิบัติพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นโยบายแบบใด การทำงานแบบใดที่ประชาชนคนไทยต้องการ นับจากนั้นพรรคการเมืองต่างๆ ก็เดินตามเส้นทางนี้ด้วยกันเกือบทั้งหมด เพื่อหวังยึดกุมคะแนนเสียงและความนิยมของประชาชนด้วยได้บ้าง

ทั้งที่บางคนบางพรรคก็ยังเคยตำหนิติเตียนลักษณะนโยบายประชานิยม แต่เมื่อการหาเสียงเลือกตั้งมาถึง หน้าตานโยบายที่ใช้ในการหาเสียงก็คล้ายจะเดินตามกันมาไม่มีผิดเพี้ยน…

ซึ่ง…ก็ไม่ใช่เรื่องผิด หากเป็นสิ่งที่ “ประชาชน” ไม่ “นิยม” ก็ไม่รู้จะเสนอเข้ามาให้เลือกทำไม และการที่ประชาชนจะนิยมเลือกอะไรนั้น ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมแล้วตามครรลองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่ได้ผูกขาดการคิดหรือดำเนินนโยบายไว้เพียงแต่คนไม่กี่คน แล้วบังคับให้คนทั้งประเทศยอมรับทำตาม เหมือนการปกครองในระบอบอื่นๆ

จะมีก็แต่ “ชนชั้นในหอคอย” บางคนเท่านั้น ที่มองว่านโยบายประชานิยมคือการมอมเมาประชาชนรากหญ้า ผู้ไร้การศึกษา ไร้ปัญญา ไร้สามัญสำนึกเสมอมาในสายตาผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้น

แต่อย่าถามว่าแล้วเช่นนั้นจะมีทางออกอย่างไร เพราะอยู่บนหอคอยมากเกินไป ก็เสนออะไรที่เป็นรูปธรรมไม่ได้เหมือนกัน

สำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ย่อมต้องมีเป้าหมายและความหวังที่จะทำงานบริหารประเทศให้ครบวาระ 4 ปีไม่ต่างกัน คงไม่มีใครคิดสั้นๆ อยากให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ก่อนกำหนดเพราะทั้งเหนื่อยและสิ้นเปลืองงบประมาณประเทศมหาศาล

โดยเฉพาะนี่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หลังประเทศไทยเว้นวรรคจากระบอบประชาธิปไตยมา 1 ปี เมื่อหาทางกลับสู่ประชาธิปไตยได้แล้วก็อยากจะให้ราบรื่นไปได้โดยดีที่สุด ไม่หวังให้เกิดอุบัติเหตุการเมืองใด ๆที่จะทำให้ประเทศต้องชะงักงันไปอีก

จึงสมควรแล้วที่รัฐบาลจะต้องพยายามทำหน้าที่ต่อไปอย่างสุขุมที่สุด ใจเย็นที่สุด อยู่ในสติที่สุด ไม่หลงลมไปตามแรงยั่วยุของฝ่ายมารที่ถวิลหากลิ่นการรัฐประหารทุกสามเวลาหลังอาหาร

คาถา “ไม่เริ่ม ไม่รุก และไม่ก่อความรุนแรง” จึงต้องท่องให้ติดปากสลักใจคนในรัฐบาลในทุกระดับสำนึก เรียกว่าหลับก็ยังต้องท่องถึง…แม้ใจหนึ่งอาจรู้สึกเหมือนคนทั้งประเทศที่รู้สึก คือ โมโห เจ็บใจกับกลุ่มก่อกวนที่แตกกระจายอยู่ทั่วประเทศ เพรียกหาทหาร และเรียกร้องการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยพวกนั้น

ชาวบ้านด้วยกันเองอาจตบะแตกไปบ้างแล้ว แต่ในฐานะรัฐบาลต้องนิ่งที่สุด แม้ถูกใส่ร้ายป้ายสีอยู่เนืองๆ ว่าเป็นคนจัดตั้งม็อบเสียเอง (ทั้งที่ถ้าทำจริงๆ ตัวเองก็มีแต่เสียกับเสีย)

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่อวยพรให้รัฐบาลทำหน้าที่เพื่อบ้านเมืองได้สำเร็จลุล่วง ให้รัฐบาลมีขวัญและกำลังใจต่อไปนั้น เหมือนน้ำทิพย์พร่างพรมที่แสนเป็นสิริมงคลแล้วครั้งหนึ่ง
เสียงสนับสนุนจากประชาชนอีกกว่าค่อนประเทศก็เป็นอีกน้ำหนักหนึ่งที่จะไม่ทำให้รัฐบาลนี้สั่นคลอนไปไหน
น้ำน้อยอาจแพ้ไฟ และน้ำมากก็อาจแพ้ภัยมารในบางครั้ง
แต่ย่อมไม่ใช่ทุกครั้งที่ “อธรรม” จะเอาชนะ “ธรรม” ได้เสมอไป
และสำหรับรัฐบาลที่เข้ามาได้ด้วยการที่ประชาชนเลือกเข้ามา หากจะต้องเดินออกไป ก็ต้องด้วยประชาชน “ไม่เลือก” แล้วเท่านั้น
ซึ่งนั่น ก็ขอให้ได้พิสูจน์กันตามครรลองประชาธิปไตยอีกเกือบ 4 ปีข้างหน้าก็แล้วกัน


รัฐธรรมนูญโจร หมกเม็ดลัทธินิยมนอกรีต

หากจะได้ศึกษารัฐธรรมนูญ 50 อย่างพิเคราะห์ จะเห็นความไม่ชอบมาพากลในบางประเด็นของหมวดที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย ส่วนบททั่วไป มาตรา 37 ความว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการฏิบัติตามศาสนธรรม และศาสนบัญญัติ และปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่พลเมือง และไม่เป็นการขัดขวางต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีงามของประชาชน ฯลฯ

ความโดยรวมอาจไม่มีอะไรให้ติดใจนัก แต่สิ่งแปลกปลอมในท่อนที่ว่า ลัทธินิยมทางศาสนา จะเป็นอื่นมิได้เลยนอกจากการมกเม็ด รับลูกเพื่อ ลัทธินอกรีตสันติอโศก ใครอยู่เบื้องหลังในการใส่ความท่อนที่ว่าลงไปในรัฐธรรมนูญ ไม่ยากเกินจะสืบค้น

และจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดที่ สันติอโศก จะออกมาร่วมคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู พักค้างอ้างแรมนอกวัดกันเลยทีเดียว เนื่องจาก ฝังตัวอยู่ในรัฐธรรมนูญโจรอย่างปลอดภัยดีแล้วนั่นเอง...

องค์กรชาวพุทธหลายท่าน ออกมาแฉสันติอโศก ชี้ถึงความไม่ชอบมาพากลต่างที่เกี่ยวเนื่องผาดผ่านถึงกันอย่างเป็นขบวนการ

ประชาทรรศน์ รายสัปห์ดา ฉบับที่ 80 ประจำวันเสาร์ที่ 16 –วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พุทธศักราช 2551 เนื้อหาจาการสัมมนามาตีพิมพ์ เพื่อให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ หลายแง่มุมไม่เคยมีใครพูดถึงมาก่อน ความเกี่ยวพันชะตากรรมของประเทศชาติ ศาสนาแบบนี้ต้องศึกษาวิเคราะห์กันให้มากครับ...

ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สรุปปูมหลัง กลุ่มคนเพี้ยน “สันติอโศก” หวังตั้งตนเป็นศาสดาองค์ใหม่ “โคมัยนี่” ตั้งพรรค “เพื่อฟ้าดิน” ระบุ รัฐบาล“ทักษิณ” พลาดท่า คบคนพาล ประเคนงบกว่า 4 พันล้านให้ มารศาสนาไปตั้งตัว สร้างอาณาจักรจนออกมาป่วนเมือง มาขออีกแต่ไม่มีงบประมาณให้ จึงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง !

สันติอโศก หรือ ที่เราเรียกว่าลัทธิสันติอโศก เกี่ยวพันเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมของประเทศไทย เริ่มจาก พ.ศ.2513 มาจนถึง 2551 ผมจะสรุปง่ายๆอย่างนี้นะครับ เมื่อปี พ.ศ.2513 ปรากฏบุคคลคนหนึ่ง ชื่อ โพธิรักษ์ได้มาบวชเป็นพระในธรรมยุทธนิกาย แล้วไปบวชเป็นพระในมหานิกายในปี 2516 ต่อมาปี 2518 ท่านประกาศตัวเป็นอิสระจากคณะสงฆ์ ไม่อยู่ภายใต้การปกครองของคณะสงฆ์ เพราะท่านบอกว่าคณะสงฆ์กับตัวของท่านเองมีแนวทางการทำงานไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา ท่านกพยายามขยายบทบาทของตัวเอง และขยายแนวการสอนของตัวท่านที่ท่านบอกว่าท่านรู้เองเห็นเอง เป็นสัมมาสัมพุทธะ เป็นพระสารีบุตรกลับชาติมาเกิด ใช้เวลาในการเผยแพร่จนได้สาวกเอกคนสำคัญคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ระหว่างนั้นท่านได้ส่งพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ลงเล่นการเมืองในกลุ่มพลังธรรม ครองความเป็นผู้ว่าฯ กทม. อยู่ 8 ปี

จนกระทั่งปี 2531 ครับ โพธิรักษ์ คิดมักใหญ่ใฝ่สูง ได้ประกาศตั้งพรรค การเมืองขึ้นมาแล้วบอกว่าตัวเองนั้นเป็นยิ่งกว่า โคมัยนี่ ท่านได้ตั้งพรรคพลังธรรมขึ้นมา แล้วส่ง ส.ส.ลงยึดพื้นที่ใน กทม.ได้เกือบทั้งหมด ในนามพรรคพลังธรรม ซึ่งเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติ ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อจารีตประเพณี วัฒนธรรมของคณะสงฆ์อย่างรุนแรง แม้แต่บ้านเมืองเดือดร้อนครับ จนกระทั่งทุกฝ่ายในบ้านเมืองได้ตั้งคณะขึ้นมาแล้วมีการพิจารณา คณะสงฆ์ได้ปกาสนียกรรม ให้โพธิรักษ์พ้นจากความเป็นพระเมื่อปี 2532 ในปีเดียวกันศาลมีคำพิพากษาว่า โพธิรักษ์ เมื่อพ้นจากความเป็นพระแล้วไม่สามารถที่จะแต่งกายเลียนแบบพระได้ บุคคลใดที่ท่านบวชให้มีความผิด ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้จำคุก 6 เดือนเฉพาะโพธิรักษ์ โดยการรอลงอาญาไว้ 2 ปี

แต่ว่าท่านไม่ได้หยุดไว้เพียงเท่านี้ครับ ท่านยังใช้บทบาทของท่านสนับสนุนพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แล้วที่สำคัญที่สุด จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในขณะนั้นท่านมีสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับพล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นสาวกเอกของโพธิรักษ์ ท่านจึงได้ตั้งพรรคขึ้นมาภายใต้การสนับสนุนของโพธิรักษ์ และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง จนกระทั่งนำพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายเมื่อปี 2544 และในช่วงปี 2544 ถึง 2548 นี้เอง คือ ช่วงที่โพธิรักษ์ และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ใช้ความพยายามใช้ความใกล้ชิดกับท่านอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร โดยที่ท่านไม่รู้ ซึ่งนายกฯสมัคร สุนทรเวช บอกไว้คำหนึ่งว่า อดีตนายกฯทักษิณ ผิดอยู่อย่างเดียวคือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คบคนพาล พาลพาไปหาผิด 2544 ถึง 2548 อดีตนายกฯหลงไปคบกับโพธิรักษ์ และพล.ต.จำลอง แบบไม่ลืมหูลืมตาต้องบอกว่าอย่างนั้นนะครับ

จนกระทั่งโพธิรักษ์สามารถที่จะ 1.ตั้งโรงเรียนผู้นำ 2.ตั้งศูนย์ส่งเสริม และพัฒนาพลังชีวิตเชิงคุณธรรม ที่เราเรียกกันว่าศูนย์คุณธรรม ดูดเอาเงินงบประมาณแผ่นดินที่จะต้องเอาไปให้ปีละ 4 พันล้าน แล้วทำการขยายสาขาออกไป เป็นศูนย์ต่างๆมากมายมหาศาล จนกระทั้งไปครอบครองที่ดินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่จังหวัดกาญจนบุรี แล้วพยายามที่จะให้นายกฯทักษิณช่วยในเรื่องนี้ แต่พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าช่วยไม่ได้แล้ว จึงทำให้เกิดอาการฟาดงวงฟาดงา จนกระทั้งลูกๆของท่านขายหุ้น พล.ต.จำลอง บอกว่า ขอสัก 2 หมื่นล้าน ได้ไหม เพื่อที่จะเข้ามาสู่การขยาย และเผยแพร่กิจกรรมของสันติอโศก ท่านไม่ยอมอีก นั้นคือที่มา ว่าทำไมเมื่อปี 2548 จำลองถึงได้ถอนตัวจากการสนับสนุน อดีตนายกฯทักษิณ ทำไมโพธิรักษ์ถึงต้องดึงเอาสันติอโศกออกมา 2549 แน่นอนครับ กองทัพธรรม ของพล.ต.จำลอง ได้เป็นกองทัพหลักในการออกมาล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และก่อให้เกิดการปฎิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยา 2549 นั้นคือ อวสานของรัฐบาลทักษิณ และระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และอวสานของรัฐธรรมนูญปี 2540 ฉบับหนึ่งของโลก นี้คือจดจบครับ

หลังจากนั้นเราหวังว่า หลังวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ทุกอย่างจะเดินเข้าสู่ภาวะปกติ หลังมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย บ้านเมืองของเราจะต้องสุขสงบ ความรุ่งเรืองของบ้านเมืองเราจะต้องกลับคืนมา เพราะว่าประเทศไทยเดินเข้าสู่เส้นทางประชาธิปไตยเรียบร้อยแล้ว แต่เปล่าเลยครับ 25 พ.ค. 2551 โพธิรักษ์ พล.ต.จำลอง พร้อมกับสมณะทั้งหลายได้นำคณะออกมาร่วมกับพันธมิตร ยึดถนนมัฆวาน ปิดทำเนียบ ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทีนี้เป้าหมายของเขาคืออะไร สิ่งที่เราปฎิเสธไม่ได้ก็คือ 1.ต้องการยึดอำนาจรัฐ 2.ต้องการปฎิวัติสังคมไทยทั้งหมดให้เป็นแนวทางของสันติอโศก 3.ต้องการล้มมหาเถรสมาคม หรือ คณะสงฆ์ไทยทั้งคณะ 4.ต้องการล้มสถาบันหลักของประเทศไทย และสถาปนาระบอบการเมืองใหม่

นอกจากนี้ยังมียุทธศาสตร์ ทางด้านทหาร 1.มีกองกำลังชัดเจนวันนี้สันติอโศกมีสาขาทั่วประเทศไทย มีสมาชิดแสนกว่าคน และบุคคลเหล่านี้พร้อมที่จะเสียสละตัวเองเพื่อชัยชนะ ขอให้เป็นคำสั่งจากโพธิรักษ์ และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง เมื่อไหร่ เมื่อนั้น

พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล รองประธานศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ระบุชัด สันติอโศก ภัยของพระพุทธศาสนา แนะ สมัคร รีบจัดการล้างบาง โครงสร้าง “ศูนย์พัฒนาแผ่นดินคุณธรรม” แหล่งเพาะพันธ์เชื้อร้ายให้เติบโตขึ้นมา แนะ องค์กรสงฆ์ – สำนักสงฆ์ – สื่อมวลชน ทั่วประเทศ รวมตัวต้านภัยร้ายโดยด่วนที่สุด แฉ! ลักธิพิลึก เปลี่ยนชื่อ*สกุล ตัวเอง และให้เรียก “โพธิรักษ์” เป็น “พ่อ”

“ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ตั้งศูนย์ที่เรียกว่า “ศูนย์พัฒนาแผ่นดินคุณธรรม” ที่เราเรียกว่าศูนย์คุณธรรม เป็นองค์กรมหาชน เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่ คนเป็นประธานคนแรกคือ จำลอง ศรีเมือง เป็นประธานศูนย์นี้ คนต่อมา คุณ ไพบูลย์ วัฒนะศิริธรรม คนที่ 3 รักษาการอยู่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวช ยังอยู่ และใช้ศูนย์คุณธรรมแห่งนี้ขับเคลื่อนด้วย การติดอาวุธทางสมอง พัฒนาคนให้เป็นไปตามแนวทางของโพธิรักษ์ แหละ สิ่งเหล่านี้เกือบสำเร็จ ถ้าเกิดเขานำพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งออกมา ที่เรียกว่า พระราชบัญญัติคุณธรรมแห่งชาติ เกือบออกมาแล้ว ดีพระคุณเจ้าพระเดชท่านพระครูสังควินัยท่านเห็นนะครับ ท่านต่อสู้มา ไม่งั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้มันจะต้องออกมาใช้และมีศาสดาใหม่ชื่อ “โพธิรักษ์” มันจะพัฒนาคนไปในทิศทางเดียวกัน ตามแผนที่คนกำหนด มันจะกำหนดอย่างไรไม่รู้ และแผนพัฒนาคุณธรรมแห่งชาติเนี่ยมันต้องออกมา เขาจะพัฒนาให้ไปสู่หนทางที่เขาต้องการ ปัจจุบันนี้ยังทำอยู่ เห็นมั้ยครับ มีสมัชชาคุณธรรมไปทั่วประเทศ ตั้งสมัชชาคุณธรรมเป็นภาคประชาชน “

รศ.ดร.วรพล พรมมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชื่อ สันติอโศก เป็นเพียงอาวุธอย่างหนึ่งของ เผด็จการเสียงข้างน้อย ที่ยังไม่ยอมพ่ายแพ้ หลังจากการเลือกตั้ง 2550 ชี้แผนเผด็จการ ใช้นักวิชาการแล้ว ใช้สื่อมวลชน จนคนไม่เชื่อถือ จึงหันไปใช้ “ตุลาการภิวัตน์” ปลุก “ประชาภิวัตน์” สู้ทุกรูปแบบ

“สิ่งที่เรียกรวมๆว่า สันติอโสก ซึ่งประกอบด้วย คน 2 ประเภท หนึ่ง คนทั่วไป คือ นักเคลื่อนไหวทางสังคม บางคนทำงานร่วมกันนักกฎหมาย และสอง คือ คนที่เคยบวชในพระพุทธศาสนาอย่าง นายรักษ์ รักษ์พงษ์ แต่มีพฤติกรรมหรือวิธีปฏิบัติตัวไม่เหมือนพระทั่วไป จึงถูกขับออกจากการเป็นพระ และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย นายรักษ์ ประกาศต่อสาธารณะชนว่าจะยังคงปฏิบัติตนอย่างที่ต้องการ แต่ไม่สามารถห่มจีวรอย่างพระสงฆ์ได้ จึงเปลี่ยนสีผ้าจีวรเป็นสีเหลือออกคล้ำ

องค์ประกอกบที่สำคัญอีกอย่างของสันติอโศก คือ ความคิด หลักคิด หลักปรัชญาที่นำมาสอน ที่นำมาใช้เผยแพร่ในสันติอโศกไม่มีภูมิปัญญาใหม่เลยแม้แต่ชั้นเดียว เป็นภูมิปัญญาเก่าของลัทธิหรือศาสนาอื่นๆ นำมาผสมกันแล้วอ้างว่าเป็นคำสอนของตนเอง เช่น การที่สันติอโศกปฏิเสธสาธารณูปโภคสมัยใหม่ จุดเทียน จุดตะเกียง แล้วอ้างว่าเป็นความคิดของสันติอโศก แต่จริงๆ แล้วความคิดนี้เป็นความคิดเรื่องสมถะ คนพุทธทำอย่างนี้เหมือนกัน นักปรัชญาชาวตะวันตกหลายคนปฏิบัติเช่นนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นความคิดนี้จึงไม่ใช้ภูมิปัญญาใหม่

เมื่อเทียบกับหลักพุทธ สิ่งสำคัญคือ ให้คนที่เป็นพุทธเข้าใจเหตุของสิ่งต่างๆ ว่าเกิดได้อย่างไร แล้วหาวิธีดับทุกข์ หาวิธีปฏิบัต เช่น มรรค 8 ซึ่งตรงนี้สันติอโศกไม่เคยมีเลย สิ่งที่สันติอโศกทำคือเจ้าสำนักคิดเองทั้งสิ้น นายรักษ์ไม่ใช่นักปรัชาญาใหม่ แต่หยิบเล็กผสมน้อยจากศาสสนาอื่นมาอุปโลกน์ว่าเป็นแนวคิดของตนเอง เพราะฉะนั้นสมาชิกสันติอโศกจะมีอยู่นำนวนหนึ่งที่ชอบตรงที่ 1 เดือนจะได้ไปทำสมาถะสักครั้งหนึ่งเท่านั้น ในสมาชิก 1 แสนคน ที่รู้หลัก รู้แจ้งเห็นจริงจะหาได้น้อยมาก บางคนที่เข้ามาเพราะติดใจในตัวบุคคล บางคนเข้ามาเพราะมีผลประโยชน์ผูกพัน สมาชิกสันติอโศกเมื่อเทียบกับคนในประเทศถือว่าไม่มากเท่าไรนัก แต่ถ้าในทางการเมืองคนจำนวนนี้ถือว่ามากพอสมควร สามารถอันตรายให้กับคนอื่นๆ ได้อย่างมหาศาล”

นักวิชาการที่ติดตามเรื่องสันติอโศกอีกสามท่าน เช่น ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย ดร.สุรพล สูยพรหม อาจารย์สอาด จันทร์ดี ได้ให้ข้อมูลไว้อย่างครบครัน แบบที่ไม่อ่านไม่ได้แล้ว อย่าพลาดเด็ดขาดวางแผงแล้ววันนี้

‘สุดารัตน์’ปัดหนุนหลังอีสานพัฒนา

นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน ในฐานะหัวหน้ากลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวถึงกรณี ส.ส.ในพรรคพยายามอ้างชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาใช้สยบความขัดแย้งในพรรค หลังกลุ่มนี้เปิดเผยเรื่องทุจริตและการตั้งพรรคใหม่ของแก๊งออฟโฟร์ รวมทั้งกลุ่มอีสานใต้อ้างว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มาช่วยเคลียร์ความขัดแย้งในพรรคแล้ว ว่า ทุกฝ่ายควรเคารพกัน เท่าที่เคยคุยกับผู้ใหญ่ในพรรคและพูดเรื่องนี้ในที่ประชุมพรรค เรื่องต่างๆ สามารถยุติได้จากการคุยนอกรอบและในรอบ

ส่วนตัวไปพบนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคแล้ว โดยนายสมชายเข้าใจดี และเคารพในการทำหน้าที่ของพวกตน เพราะทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับพรรคและจริงใจ ส่วนที่บางกลุ่มอ้างชื่ออดีตนายกฯ นั้นไม่ทราบ ตนเองอยู่ในการเมืองมานานพอควร ทำงานตามแนวทางการเมืองที่เหมาะสม เพื่อรักษาพรรคและส่วนรวม ประชาชนเลือกพรรคนี้เพราะอดีตนายกฯ และส.ส.ทุกคนในพรรคควรรู้ว่าอะไรควรและไม่ควรกันด้วย ตนเองไม่อยากลงรายละเอียดในบางเรื่องที่เคยมีข่าวออกไป เพราะ ส.ส.น่าจะรู้ว่าข่าวนั้นๆ จริงหรือไม่จริง

ด้าน นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคพลังประชาชน กล่าวเพิ่มเติมในเรื่องทุจริตรถล้อเหล็กว่า ขอให้พ้นวันแม่แห่งชาติซึ่งเป็นวันมงคลของคนไทยไปก่อน แล้วตนเองจะอธิบายเรื่องนี้อีกครั้ง ส่วนบางคนในพรรคที่บอกว่าพวกตนเคลื่อนไหวแบบไม่ชอบมาพากลนั้น ขอเรียนว่าตนเองกระทำปกป้องภาษีของประชาชน และองค์กรคือพรรคนี้ในแนวทางประชาธิปไตย ถ้ามีการกระทำผิดอีกครั้งกับพรรคนี้ก็ไม่แตกต่างกับอดีตที่ผ่านมา และอนาคตจะเป็นเช่นใด ส.ส.ทุกคนและทุกพรรคต้องรักษางบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชน อย่าปล่อยให้มีใครบางคนนำไปใช้แบบไม่ถูกต้อง
ขณะเดียวกันนางสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ได้ออกมาปฏิเสธข่าวอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งในพรรค และปฏิเสธความเกี่ยวพันกลุ่มอีสานพัฒนา

งาน ‘วันแม่’ ยิ่งใหญ่ปชช.แห่ร่วมคับคั่งปลื้มพระกรณียกิจ

“สมัคร” ตรวจความเรียบร้อยงานเฉลิมพระเกียรติพระราชนี ในโอกาสวันแม่ 12 สิงหาคม 2551 สุดปลื้มจัดงานได้ยิ่งใหญ่ แถมได้ชมพระราชกรณียกิจครบถ้วน ทั้งนิทรรศการ ผลิตภัณ์ศิลปาชีพ ที่มีการออกร้านจำนวนมาก ทั้งกระเป๋าย่านลิเพา การปักซอยแบบไทย การทำดอกไม้ประดิษฐ์ หรือตุ๊กตาชาววัง รวมถึงการเข้าชมพระที่นั่งอนันตสมาคมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย บ่นอยากให้นักเรียนมีโอกาสได้มาดู และน่าเสียดายที่กลุ่มพันธมิตรฯ กันพื้นที่บนถนนบางส่วนเอาไว้ทำให้ผู้ร่วมงานไม่ได้รับความสะดวก

เมื่อตอนสายวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางไปตรวจความเรียบร้อยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2551 บริเวณลานพระราชวังดุสิต (ลานพระบรมรูปทรงม้า)

โดยนายกรัฐมนตรีได้เดินตรวจความเรียบร้อยตั้งแต่ทางเข้าบริเวณงาน และเดินชมการจัดแสดงงานส่วนต่างๆ ภายในบริเวณงาน เช่น นิทรรศการสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ การสาธิตการทำกระเป๋าย่านลิเภา การสาธิตการปักซอยแบบไทย การสาธิตการทำดอกไม้ประดิษฐ์ และเยี่ยมชมร้านค้าของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ร้านจิตรลดา ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้ซื้อดอกมะลิวันแม่จำนวน 4 ช่อ มูลค่า 100 บาทด้วย โดยได้ใช้เวลาเยี่ยมชมงานประมาณ 40 นาที

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ว่า พอใจกับการจัดสถานที่ดังกล่าว มีความสวยงามมาก และเมื่อคนในวังมาตรวจดูก็บอกว่าอยากจะให้นักเรียนมาเยี่ยมชมงานสัก 4 วัน เพราะสถานที่ดังกล่าวอากาศไม่ร้อน และได้ดูงานค่อนข้างครบถ้วน แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือ ผลิตภัณฑ์ของร้านจิตรลดา เช่น ตุ๊กตาผ้า ที่อาจจะไม่พอจำหน่ายให้กับประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าประชาชนจะมาร่วมชมงานนี้มากน้อยแค่ไหน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สุดแท้แต่ แต่ก็ยอมรับว่าทางกลุ่มพันธมิตรฯ กันพื้นที่เข้ามามากเกินไป ก็อยากให้ประชาชนที่เข้ามาเยี่ยมชมงานเดินทางมาทางถนนพิษณุโลกได้ด้วย โดยประชาชนที่เอารถยนต์มาก็ให้จอดไว้ข้างนอก แล้วเดินเข้ามาชมงาน แต่กลุ่มพันธมิตรฯ กลับมากันพื้นที่ไว้เฉยๆ ทำอย่างนั้นทำไม โนแมนสแลนด์

อย่างไรก็ตาม งานทุกจุดในบริเวณนี้ถือว่าเป็นไฮไลต์และเราทำถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถนอกจากนั้นงานที่ถือว่ายอดเยี่ยมอีกงานหนึ่งคือ งานในบริเวณพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่อยากจะเชิญชวนให้ประชาชนเข้ามาเยี่ยมชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

หลังจากนั้นในเวลา 17.21 น. นายสมัคร ได้เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกับมีประชาชนแห่ไปร่วมงานกันคับคั่ง



‘เสธ.แดง’ยัน ‘นพดล’เหยื่อการเมือง

แกนนำกลุ่มคนเจียงฮายฯ เผยการเมืองกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยง ชี้เหตุ “นพดล ปัทมะ” ตกเป็นเหยื่อการเมืองกรณีเขาพระวิหาร ถูกบิดเบือนความจริงจนโดนบีบให้ลาออก ด้าน เสธ.แดง ขึ้นเวทีกลุ่มคนเสื้อดำ จังหวัดเชียงราย ยืนยันนพดลเป็นลูกผู้ชายแม้ไม่ผิดก็แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก

หลังจากนายนพดล ปัมทะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ต้องกลายเป็นเหยื่อทางการเมืองจนทำให้สังคมกดดันนายนพดลจนทำให้ต้องลาออกจากตำแหน่งกรณีปราสาทเขาพระวิหารที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยใส่ร้ายป้ายสีโยนความผิดให้นายนพดลนั้น

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นางสาวจีระนันท์ จันทะวงศ์ แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย จ.เชียงราย หรือกลุ่มคนเสื้อดำ เปิดเผยว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้อยู่ในภาวะเสี่ยง มีการบิดเบือนปิดหูปิดตาประชาชนเรื่องข้อมูลข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกรณีเขาพระวิหาร ที่เป็นสาเหตุทางการเมืองทำให้นายนพดล ปัมทะ อดีต รวม.ต่างประเทศ ต้องลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งทางกลุ่ม 24 มิถุนายนประชาธิปไตย จ.เชียงราย ให้ความสำคัญเรื่องการตีแผ่ให้ข้อมูลที่แท้จริงต่อประชาชน จึงได้เชิญ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง นายทหารผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก มาร่วมในกิจกรรมประชาธิปไตย ที่ร้านสบันงาขันโตก อ.เมือง จ.เชียงราย

นางสาวจีระนันท์ กล่าวว่า งานนี้ใช้หัวข้อว่า "ประสาทเขาพระวิหาร เป็นของใครกันแน่" จัดขึ้นเพื่อตอกย้ำว่ากรณีเขาพระวิหารใครเป็นผู้บิดเบือน ใครต้องตกเป็นเหยื่อสังคม เหยื่อทางการเมือง จนทำให้ นายนพดล ต้องถูกดดันถึงขั้นลาออกจากตำแหน่ง

ด้าน พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง กล่าวว่า นายนพดลไม่มีความผิดอะไร เพราะว่าได้ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งในขณะนั้นนายนพดลได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ จึงมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องของ เขาพระวิหาร หรือปราสาทเขาพระวิหาร ได้ตั้งอยู่ในที่ซับซ้อน ของไทย-กัมพูชาซึ่งอยู่ในส่วนที่รับผิดชอบในการดูแล

พล.ต.ขัตติยะ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญคือก่อนที่เอกสารจะมาถึงมือของนายนพดลก็มีการผ่านการเซ็นต์จากเจ้ากรมแผนที่ทหาร ผ่าน กรมสนธิสัญญา ผ่านการเซ็นจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จนมาถึงมือของนพดล อย่างไรก็ตามแม้นายนพดลจะไม่มีความผิด แต่นายนพดลก็ได้ลาออกจากการเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเพื่อแสดงถึงการรับผิดชอบไปเรียบร้อยแล้วซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นลูกผู้ชายของนายนพดล



พปช.สวนข้อหาหลักฐานเก๊เตือน‘วิฑูรย์’มีทีเด็ดอีกเยอะ

ในที่สุด “วิฑูรย์ นามบุตร” กับบรรดาผู้สมัคร ส.ส.ประชาธิปัตย์ อุบลฯ ที่ถูกกล่าวหาแจกตั๋วหนังและเปิดปราศัยเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง ที่อาจนำไปสู่การแจกใบแดง และยุบพรรคเก่าแก่อันเนื่องจากมีตำแหน่งกรรมการบริหารพรรค ก็ยอมออกมาเปิดปากพูดแล้ว อ้างถูกใส่ร้ายด้วยหลักฐานเท็จ ขู่ฟ้อง “สมบัติ รัตโน” ขณะที่ ส.ส.พปช. แค่ขำขำ ชี้เป็นเรื่องดีจะได้มีการพิสูจน์กันให้ชัด ยืนยันมั่นใจหลักฐาน แถมยังมีทีเด็ดอีกหลายชิ้น พร้อมจ่อฟ้องกลับฐานหมิ่นประมาท

จากกรณีร้องเรียนนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค พร้อมผู้สมัคร ส.ส. อุบลราชธานี พรรคเดียวกัน แจกตั๋วหนัง และเปิดปราศรัยในโรงภาพยนต์ ปรากฏภาพและเสียงชัดเจน และให้เป็นหลักฐานยื่นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ก่อนหน้านี้ส่อว่าจะมีการให้ความช่วยเหลือกัน จนล่าสุดได้มีการสอบพยานเพิ่มเติม และ กกต.กลางได้ขีดเส้นให้สรุปสำนวนทั้งหมดเพื่อนำสู่การพิจารณาภายในวันที่ 15 ส.ค. นั้น

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา นายวิฑูรย์ นามบุตร พร้อม ส.ส.และอดีตผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี และนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมายของพรรค ร่วมกันแถลงดำเนินคดีทางอาญากับ นายสมบัติ รัตโน อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวหาว่าใช้หลักฐานเท็จและโฆษณาให้เกิดความเสียหายแก่พรรคประชาธิปัตย์

โดยนายวิฑูรย์ อ้างว่านายสมบัติ นำพยานหลักฐานเท็จมาแถลงข่าวและใส่ร้ายตนเองและ ส.ส.อุบลราชธานี โดยกล่าวหาว่าตนเองและคณะให้ตัวแทนหรือหัวคะแนนแจกบัตรชมภาพยนต์ พร้อมจัดให้มีมหรสพฉายภาพยนต์ ทั้งยังกล่าวหาว่าตนเองข่มขู่พยาน ซึ่งส่วนตัวจะไปชี้แจงต่อ กกต.พร้อมนำหลักฐานทั้งหมดมอบให้อีกครั้งในวันที่ 14 สิงหาคมนี้

ด้านนายสมบัติ รัตโน ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า นายวิฑูรย์รู้ได้อย่างไรว่าหลักฐานที่ยื่นต่อ กกต.เป็นหลักฐานเท็จ เพราะตอนนี้อยู่ในกระบวนการสอบสวนและคงต้องรอทาง กกต. พิสูจน์ ซึ่งหลักฐานทั้งหมดที่ได้แสดงไปนั้น ยืนยันว่าเป็นพยานหลักฐานจริงที่ชัดเจนที่ตนได้มา ภาพในวีซีดีทั้งการชูป้ายในโรงภาพยนตร์ ตั๋วหนังเราก็มีของจริง คงต้องมาพิสูจน์กันว่าจะเป็นอย่างไร

“ซึ่งการให้ข้อมูลของพยานก็ได้จบสิ้นไปแล้ว รอว่าทางกกต. จะสรุปออกมาอย่างไร อีกทั้งการนำเสนอข้อมูลหรือหลักฐานตรงนั้น เป็นสิทธิของเราที่สามารถแสดงได้ คุณมีสิทธิ์อะไรมากล่าวหาว่าเราใช้หลักฐานปลอม ถ้ามีการออกมาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะจะได้พิสูจน์กันไปเลยว่าอะไรเป็นอะไร”

ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับทางพรรค เพราะเรายังไม่ทราบว่าทางนั้นจะมาฟ้องร้องเราเรื่องอะไร ในข้อหาอะไร มีสิทธิ์ ถ้าเขามาฟ้องร้องว่าใช้พยานหลักฐานเท็จ ตนก็จะฟ้องร้องกลับในคดีหมิ่นประมาทเหมือนกัน คงต้องมาดูว่าศาลรับฟ้องในเรื่องดังกล่าว เราจะดำเนอนการอย่างไรต่อไป เพราะคนที่จะออกมาบอกว่าหลักฐานที่ตนนำมานั้น เป็นหลักฐานเท็จต้องเป็นทาง กกต.เท่านั้น แล้วนายวิฑูรย์ จะออกมาปฏิเสธอย่างไรที่มีการนำประชาชนไปวันละเป็นพันคนในการเข้าไปฟังการหาเสียงเป็นระยะเวลา 9 วันจะออกมาปฏิเสธว่าอย่างไร

“หากมีการตัดสินของทาง กกต.ออกมาไม่ออกใบเหลือง-ใบแดงแล้ว ก็ไม่รู้สึกกังวลอะไร เพราะว่าเรื่องของนายวิฑูรย์ ยังไม่จบเท่านี้ เรายังเหลือหลักฐานในเรื่องอื่นๆ อีกเยอะ ยังมีเทปและหลักฐานสำคัญที่จะเอาผิดได้ เรื่องนี้คงต้องพูดกันยาว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เอา งบประมาณของ อบต.มาแบ่งเปอร์เซ็นต์กัน คุณวิฑูรย์นี้เขามีแผลเยอะ” นายสมบัติกล่าว



หนุน‘ทักษิณ’ลี้ภัยสร้างสมานฉันท์

* เชื่อหมดข้อกังขาอยู่เบื้องหลังการเมือง

“นักวิชาการ-ภาคประชาชน” เรียงหน้าหนุน “ทักษิณ” ขอลี้ภัยทางการเมือง เชื่อจะช่วยให้อุณหภูมิร้อนในประเทศลดลง ลดการประจัญหน้าของคนที่มีความเห็นแตกต่าง และลดการโจมตีทำลายรัฐบาล ทั้งยังเป็นการลบข้อกังขาที่มีคนกล่าวหาว่าอดีตนายกฯ ชักใยการเมือง ระบุลี้ภัยการเมืองเป็นเรื่องปกติที่ผู้นำหลายประเทศทำกัน โดยเฉพาะหลังการปฏิวัติ และในสถานการณ์ ที่เชื่อได้ว่าไม่มีความปลอดภัย มั่นใจหาก “ทักษิณ” ลี้ภัยจริงไม่ใช่ปัญหา แม้จะถูกระบว่าถูกดำเนินคดีอาญา แต่ก็เป็นกรณีที่เชื่อมโยงกับปัญหาการเมือง ที่ถูกชงโดย คตส. ซึ่งมาจากรัฐประหารโดยตรง

ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่มีกลุ่มคนพยายามที่จะดิสเครดิตรัฐบาล ทำลายความเชื่อมั่น ซึ่งมีการมองกันว่าเป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการที่มีความพยายามมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 โดยพยายามจ้องเล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และลากเอารัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เข้าไปเกี่ยวข้องโดยพยายามกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาล “นอมินี” และระบุว่า พ.ต.ท.อยู่เบื้องหลังการทำงานของรัฐบาล นั้น

หนุน “ทักษิณ” ลี้ภัยการเมือง
กระแสดังกล่าวได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาอย่างวต่อเนื่อง ทั้งในกลุ่มการเมืองและบรรดานักวิชาการ ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าควรแยกเรื่องบ้านเมืองกับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากกัน และต้องมองด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตัดสินเอาเองด้วยอคติ
ทั้งยังมีการมองกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะขอลี้ภัยทางการเมือง เพื่อเป็นการยุติปัญหาความแตกแยกภายในประเทศ จากกลุ่มคนที่รักและกลุ่มคนที่มีความเห็นแตกต่าง ทั้งยังเพื่อเป็นการสร้างความสลบายใจให้กับคนที่กังวลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมามีบทบาทเหนือการเมืองไทย
ซึ่งกระแสดังกล่าวมีความเด่นชัดและมีการพูดจากันหนาหูมากขึ้น เมื่อ พ.ต.ท .ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เดินทางออกนอกประเทศอีกครั้ง โดยที่หลายคนเห็นพ้องกันว่าไม่ควรจะเดินทางกลับมาประเทศไทยในช่วงระยะเวลานี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการคัดค้าน ต่อต้าน และความพยายามนำไปสู่การเอาผิดอย่างน่ากังวล

“ทักษิณ” ลี้ภัยไม่ต้องขอ UNHCR
ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน ระบุถึงหลักเกณฑ์ในการขอลี้ภัยทางการเมืองของผู้นำประเทศว่า ความหมายของการลี้ภัยทางการเมืองนั้น ถ้าผู้นำยังอยู่ในประเทศนั้นๆ จะต้องถูกดำเนินคดีความ หรือมีอันตรายจนถึงชีวิต ซึ่งถือว่าไม่ปลอดภัย จึงขอหนีลี้ภัยไปยังต่างประเทศ
ส่วนการหลักการขอลี้ภัยทางการเมือง ของผู้นำทางการเมืองในประเทศต่างๆ การลี้ภัยอันเนื่องมาจากผลพวงแห่งการยึดอำนาจ ปฏิวัติรัฐประหาร หรือมีการต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยก็ตาม ไม่จำเป็นต้องเดินเรื่องผ่านสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องดำเนินตามหลักการของ UNHCR ก็ได้ เพราะหากดำเนินการตามหลักเกณฑ์แล้ว นั่นแสดงว่า การลี้ภัยครั้งนี้ของผู้นำประเทศไม่มีอันตราย หรือมีภัยจริงๆ นั่นเอง

คตส.มาจากปฏิวัติไม่น่ามีปัญหา
ทั้งนี้ ในประเทศไทยของเราที่มีการยึดอำนาจรัฐประหาร จาก พ.ต.ท.ทักษิณ และมีการดำเนินคดีความทางอาญากับอดีตนายกและครอบครัวนั้น ในทางหลักการแล้วการขอลี้ภัยนโยบายหลักในแต่ละประเทศนั้น จะไม่อนุญาตแก่ผู้ที่มีคดีอาญาติดตัว แต่เมื่อพิจารณาคดีของอดีตนายกฯแล้ว มองว่านี่คือคดีความทางการเมือง
เนื่องจากภายหลังจากการรัฐประหารแล้ว มีการตั้งคณะกรรมการองค์กรอิสระ อย่างช่น คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ที่จัดเพื่อมาตรวจสอบหาความผิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ครอบครัว และรัฐมนตรีในชุดนั้นโดยเฉพาะ จึงไม่น่าที่จะมีปัญหาอะไร แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประเทศที่อดีตนายกฯจะขอลี้ภัยไปด้วย
“นี่คือปัญหาที่พบส่วนใหญ่ หากมีการลี้ภัยของผู้นำที่ประสบปัญหาจากการรัฐประหาร ก็จะมีการพยายามพูดว่า ลี้ภัยไม่ได้ เพราะถูกดำเนินคดีความอาญา เป็นความผิดทางอาญา แต่ของอดีตนายกฯเป็นคดีความอาญาที่มีลักษณะเป็นการเมือง เพราะเป็นการเมืองที่ฝ่ายยึดอำนาจตั้งองค์ต่างๆ ขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งก็เข้ากับหลักเกณฑ์ขอลี้ภัยทางการเมืองได้” ผศ.จรัลกล่าว

เชื่อช่วยลดเงื่อนไขโจมตีรัฐบาล
ต่อข้อถามว่าหากมีการลี้ภัยทางการเมืองของอีตนายกรัฐมนตรีจริง จะช่วยให้สถานการณ์ที่ตรึงเครียดทางการเมืองในขณะนี้ลดดีกรีความรุนแรงลงหรือไม่ ผศ.จรัล กล่าวว่า คงจะช่วยให้คนส่วนหนึ่งสงบ และลดเงื่อนไขเพื่อมาโจมตีรัฐบาล พรรคพลังประชาชน และฝ่ายประชาธิปไตยได้ส่วนหนึ่ง แต่คงยังไม่ถึงขั้นที่จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปเลยเสียทีเดียว ส่วนคดีความนั้นก็ยังคงดำเนินอยู่ตามกระบวนการยุติธรรม
ส่วนกรณีที่อาจมีบางกลุ่มกระแสเรียกร้องกรณีเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หากมีการลี้ภัยของอดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อกลับมาดำเนินคดีความในประเทศไทยนั้น อดีตกรรมการสิทธิฯกล่าวว่า แน่นอนว่าหากมีการขอลี้ภัยจากอดีตนายกฯจริง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการผสานความร่วมมือไปยังประเทศที่อดีตผู้นำทำการขอลีภัยไปอย่างแน่นอน เพราะเป็นคดีความทางอาญา ซึ่งหากรัฐบาลไทยไม่ทำตามข้อเรียกร้องก็ต้องบอกว่ารัฐบาลไม่ทำตามข้อกฎหมาย
แต่ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวยังคงเป็นปัญหารอง เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาล อัยการสูงสุด จะต้องพิจารณาดำเนินการอีกครั้งหนึ่ง และก็ต้องดูนโยบายของประเทศที่อดีตนายกฯขอลี้ไปด้วย ซึ่งหากเป็นประเทศอังกฤษ ก็ต้องดูว่ามีนโยบายต่อกรณีนี้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตามประเทศอังกฤษ เป็นชาติที่เคารพสิทธิมนุษยชน และมีความเป็นประชาธิปไตยสูง
สำหรับกรณีการอายัดทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ยังคงคางอยู่นั้น นายจรัลกล่าวว่า เรื่องนี้ก่ศาลยังไม่มีการตัอสินคดีความ เรื่องยังคงคาราคาซัง ก็ไม่สามารถยึดทรัพย์สินได้ เพราะไม่มีข้อกฎหมายใดที่รัฐจะสามารถยึดทรัพยืสินของคนอื่นได้ง่ายๆ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายในรัฐธรรมนูญ

เชื่อยุติข้อกล่าวหาชักใยการเมือง
นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่าเป็นเรื่องส่วนตัวขชอง พ.ต.ท.ทักษิณ การลี้ภัยทางการเมืองจริงก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยข้อเสียก็คือ อดีตนายกรัฐมนตรีต้องถูกค่อนแคะว่าไม่กล้าต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม ส่วนข้อดีก็คือจะทำให้คนที่รักไม่ต้องเป็นห่วงและกังวลมากนักกับการต่อสู้คดีความที่ไม่รู้จะออกมาในรูปแบบไหน
นอกจากนี้ยังเป็นการลบข้อกล่าวหาว่า เป็นผู้ชักใยการเมือง และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาล ก็จะหมดไปโดยสิ้นเชิง เพราะว่าการลี้ภัยไปในต่างประเทศก็ยากที่จะก้าวก่ายเรื่องทางการเมืองของไทย รวมทั้งที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีได้แสดงให้เห็นแล้วว่าในการตัดสินในเหตุการณ์สำคัญ และการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความเป็นตัวของตนเองขนาดไหน
เมื่อถามว่าหากอดีตนายกนับมนตรีทำการขอลี้ภัยทางการเมืองจริง จะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองลดความรุนแรงลงหรือไม่ แกนนำคปพร. ชี้ว่า สถานการณ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับการรักษาสัจจะของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เคยกล่าวต่อสาธารณะว่า หากพ.ต.ท. ทักษิณ มีการลี้ภัยทางการเมืองจริง ก็จะยุติการเคลื่อนไหวชุมนุมทันที ซึ่งหากเป็นไปดังนั้นแล้ว ปัญหาความรุนแรงเหลานี้ก็จะจบ โดยการแก้ไขรับะรรมนูญก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐสภา

ลี้ภัยการเมืองเป็นเรื่องปกติ
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในหลักการการลี้ภัยของผู้ต้องคดีว่า ประเทศที่จะอนุญาตให้ผู้ลี้ภัยเข้าไปอยู่ในประเทศนั้นๆ ได้ต้องเกี่ยวข้องกับทางการเมือง สิทธิมนุษยชน และผู้ที่จะได้รับอันตรายหากต้องกลับเข้ามาในประเทศของตัวเอง หรือแม้กระทั่งเรื่องสนับสนุนประชาธิปไตย ประเทศแต่ละประเทศก็จะต้องพิจารณาว่าผู้ที่ทำการขอลี้ภัยเกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญเรื่องใด
ทั้งนี้ ยังต้องพิจารณาในเรื่องของการทำสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศด้วย แต่ถ้าไม่มีการทำสัญญาดังกล่าวไว้ ประเทศที่มีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่ หรืออาชญกรทางการเมืองอาศัยอยู่ ก็อาจจะไม่พิจารณาส่งตัวผู้นั้นคืนประเทศ อย่างเช่นกรณีของนายฟูจิโทริ อดีตประธานาธิบดี สาธารณรัฐเปรู อาชญากรการเมืองที่ลี้ภัยจากสาธารณรัฐเปรูไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทางประเทศญี่ปุ่นพิจารณาแล้วว่าถ้าส่งตัวนายฟูจิโทริกลับไปอาจจะได้รับโทษที่ไม่เป็นธรรม อีกทั้งอาจเป็นเพราะว่านายฟูจิโทริมีเชื่อสายชาวญี่ปุ่นอยู่ด้วยก็เป็นได้
การลี้ภัยของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นเรื่องซับซ้อน ยิ่งเป็นประเด็นทางการเมืองด้วยแล้วอาจจะต้องพิจารณาการหลายเรื่อง อย่างไรก็ตาม การลี้ภัยของอาชญกรการเมืองถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ทำกันบ่อยๆ ซึ่งก็พบว่าว่ามีทั้งวิธีการที่เป็นการลี้ภัยอย่างเป็นทางการเมืองและไม่เป็นทางการเมือง

ต้องดูประเทศที่จะให้ลี้ภัยด้วย
กรณีที่ลี้ภัยอย่างไม่เป็นทางการนั้น อธิบายได้ว่าการเข้าไปอยู่อาศัยของผู้ลี้ภัยนั้นเป็นที่รับทราบกันไปเองทั้งสองประเทศ และอีกประเทศก็ไม่มีการขอให้อีกประเทศส่งตัวคืนมา ปล่อยให้เงียบๆ กันไป เพียงแต่ขอให้ผู้ลี้ภัยนั้นไม่กลับเข้ามาในประเทศของผู้ลี้ภัยอีก แต่ถ้าเป็นคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่ญาติพี่น้องผู้เสียหายต้องการเรียกร้องให้อาญชากรผู้นั้นกลับมาดำเนินคดี จึงจะมีการขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน
รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีของการลี้ภัยอย่างเป็นทางการ จะต้องมีการทำหนังสือยื่นร้องขอไปยังประเทศที่ผู้ลี้ภัยต้องการไปอาศัยอยู่ โดยให้เหตุผลที่ทำให้ประเทศนั้นเชื่อได้ว่าเหตุผลที่แข็งพอ ยกตัวอย่างเช่นนักศึกษาชาวจีน และนักศึกษาชาวพม่า ได้ทำหนังสือขอลี้ภัยไปอาศัยอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษ จากกรณีเป็นผู้ต่อต้านระบบการเมืองของประเทศตน ต่อสู้เพื่อให้ได้เป็นประชาธิปไตย เช่นนี้เองประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษ เห็นว่าเป็นผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้ก่อความผิดร้ายแรง และพิจารณาแล้วว่าหากส่งตัวกลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นคืนกลับไป อาจจะได้รับอันตรายได้ จึงอนุญาตให้นักศึกษาเหล่าในอาศัยอยู่ในประเทศต่อไป
ซึ่งจะเห็นได้ว่าคดีเกี่ยวกับการเมืองเป็นเหตุผลที่บ่อยที่สุดที่ใช้ในการลี้ภัย ถ้ายกตัวอย่างกรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะขอลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่อาศัยที่ประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมันย่อมทำได้
แต่โดยพื้นฐานของประเทศนั้นๆ จะต้องพิจารณาเองด้วยว่าจะยอมให้พ.ต.ท.ทักษิณอาศัยอยู่หรือไม่ ทั้งนี้ต้องดูความสัมพันธ์ที่มีต่อประเทศไทยด้วยว่าอยู่ในระดับใด สมมติว่าประเทศเยอรมันอนุญาตให้พ.ต.ท.ทักษิณอาศัย ต่อไปเมื่อมีผู้ร้ายเยอรมันมาอาศัยในประเทศไทย ทางประเทศไทยก็อาจจะไม่ส่งผู้ร้ายคนนั้นคืนให้ประเทศเยอรมันก็ได้

ติงน่าจะลี้ภัยแต่แรกก่อนขึ้นศาล
ส่วนใหญ่บุคคลที่ลี้ภัยมักจะไม่ไปประเทศใหญ่ๆ ที่มีผลประโยชน์ต่อต่อกันอย่างมาก ทั้งนี้เกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ แต่จะลี้ภัยไปยังประเทศที่มีปัญหาบ้านเมืองอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ประเทศที่ผู้ลี้ภัยไปขออาศัยอยู่ก็ต้องพิจารณาว่าตัวพ.ต.ท.ทักษิณ สำคัญมากน้อยกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีต่อกันหรือไม่
หากพ.ต.ท.ทักษิณ คิดจะหนีลี้ภัยจริง เห็นว่าควรจะลี้ภัยไปตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ควรจะมาขึ้นศาลสู้คดี แต่โดยรวมเป็นสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณสามารถทำได้ และดีด้วย โดยอาจร้องขอต่อประเทศที่จะไปอาศัยอยู่ว่าไม่ได้รับความยุติธรรมในการตัดสินคดี หรือขบวนการไม่มีความชอบธรรม และบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการไม่ได้มาจากการยอมรับของสังคม หรือเข้ามาโดยไม่เป็นตามครรลองของประชาธิปไตย
คดีที่ผ่านๆ มาของพ.ต.ท.ทักษิณถือว่าเป็นคดีทางการเมืองหรือไม่ เนื่องจากเป็นการทำงานสืบทอดมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะแจ้งว่าต้องโทษทางการเมืองได้
“น่าจะลี้ภัยช่วงคดีออกมาแล้ว ทำไมถึงยอมขึ้นศาลตั้งแต่แรก เพราะอาจจะเจรจายาก ถ้าเป็นไปได้พ.ต.ท.ทักษิณต้องลี้ไปแล้วไม่กลับมาเลย ต้องไปอยู่พักใหญ่ รอให้ทุกคดีตัดสินให้หมด อาจจะขอไปอยู่ประเทศนั้นประเทศนี้ไปก่อน อย่างในประเทศจีนก็ขอไปอยู่ได้ ยังไงประเทศจีนก็คงไม่ส่งกลับมาเพราะด้วยเหตุผลที่ว่าขอให้ไทยตัดสินให้เสร็จสิ้นทุกคดีก่อน หรือรอให้ พ.ร.ก.นิรโทษกรรมออกมา” รศ.ดร.ปณิธานกล่าว

นักวิชาการแนะรีบลี้ภัย-อย่ากลับมา
ทางด้าน รศ.ประทุมพร วัชรเสถียร อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการศึกษาพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา การที่จะลี้ภัยการเมืองได้ 1. ประเทศที่ให้การรับรอง อย่างที่เห็นกันชัดเจนเป็นที่แน่นอนคือประเทศอังกฤษและประเทศจีน ซึ่งทำสัญญาไว้กับประเทศไทยว่าอนุญาตรับผู้ลี้ภัยทางการเมืองได้และส่งตัวกลับประเทศไทยได้
2. หากลี้ภัยไปอยู่ประเทศที่ไม่ได้มีการทำสัญญาส่งผู้ข้ามแดนไว้ อย่างที่ไต้หวัน ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ลี้ภัยจะเจรจาร้องขออย่างไร 3. สัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ประเทศของผู้ที่ลี้ภัยต้องระบุว่าเป็นความผิด 4. มีขั้นตอนที่ยาวมาก เพราะประเทศที่รับผู้ลี้ภัยจะต้องดำเนินการสอบสวนความผิดดังกล่าว 5. จะต้องลี้ภัยในกรณีหนีภัยการเมือง ต้องความอาญาการเมือง หนีการปฏิวัติรัฐประหาร
แต่หากไม่ใช่เรื่องการเมือง การลี้ภัยจะลำบากต้องไปยังประเทศที่ไม่ได้ทำสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้กับประเทศไทย
ในกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ นั้น รศ.ประทุมพร วิเคราะห์ว่า เห็นได้ชัดจากคดีต่างๆ สิ่งที่พึ่งปฏิบัติได้คือ 1. พ.ต.ท.ทักษิณ ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการศาล แต่ต้องมั่นใจว่าจะชนะคดีทุกคดี 2. รัฐบาลมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที และ 3. ปฏิวัติ แต่การจะปลุกทหารให้ขึ้นมาปฏิวัติเป็นไปได้ยาก เพราะทหารเข้ากับฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ
“ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ จะทำการลี้ภัย ควรลี้ภัยซะเดี๋ยวนี้ เพราะกลับมาอาจจะโดนหนัก เนื่องจากยังมีอีกหลายคดีที่พัวพัน และคิดว่าการลี้ภัยไปอาจจะทำให้บ้านเมืองสงบในระดับหนึ่ง” รศ.ประทุมพรกล่าว

ถูกรัฐประหารมีเหตุผลพอ
ด้าน ดร.คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) กล่าวว่าการลี้ภัยทางการเมืองไม่มีความสัมพันธ์กันกับทางกฎหมายอย่างลึกซึ้ง แต่อิงกันได้ การลี้ภัยทางการเมืองคือการขอความคุ้มครองจากผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่มีอำนาจ เนื่องจากถุกกระทำให้สูญเสียอิสระ ซึ่งเหจุผลที่ใช้จะไม่ใช่เหตุผลทางคดีโดยตรง แต่เป็นเหตุผลทางการเมือง โดยอาจจะใช้กระบวนการยุติธรรมภายใต้เป้าหมายการเมือง แสดงให้ประเทศนั้นๆ เห็นว่าไม่มีความเป็นธรรมต่อเรา
การถูกรัฐประหารก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่สามารถอ้างได้ กระบวนการยุติธรรมอย่างที่เห็นหลังการทำรัฐประหารก้เป็นการยากที่จะคาดหวังความเป็นะรรม เพราะฉะนั้นคดีที่มาหลังการทำรัฐประหารอาจจะดูว่าเป็นการพยายามขจัดพ.ต.ท.ทักษิณให้พ้นออกไปจากบ้านเมือง
ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณ ลี้ไปยังประเทศที่เป็นประชาธิปไตย แล้วแจ้งเหตุผลว่ามาจากการถุกกลั่นแกล้งกันในทางการเมือง เพื่อความปลอดภัยของนักการเมือง ประเทสที่พ.ต.ท.ทักษิณไปขออาศัยอยู่ก็อาจจะอนุญาตให้อยู่ได้ ซึ่งการดำรงชีวิตอยู่ในประเทศนั้นๆ จะต้องขึ้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขอะไรก็แล้วแต่ของประเทศที่ให้อนุญาต
“ปกติการลี้ภัยก็ต้องทำก่อนรัฐประหาร เพราะอาจทำให้สูญเสียอิสรภาพ แต่ถ้าปล่อยไปนานๆ อย่างนี้ จนกลายเป็นคดีหลายๆ คดี ประเทศที่จะรับก็ต้องคิดหนัก เพราะเหมือนช่วยคนหนีคดี”

ติงน่าจะขอลี้ภัยเสียตั้งแต่แรก
ดร.คณิน กล่าวเสริมว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ควรจะทำการลี้ภัยไปตั้งแต่ทำรัฐประหารแล้ว เนื่องจากมีเหตุผลมากกว่า ซึ่งขณะนี้มีคดีความมากมาย รัฐบาลประเทศที่จะรับอาจจะต้องคิดหนัก แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีหนทาง ขึ้นอยู่กับบุคคลที่ลี้ภัยกับรับาลประเทศนั้น ว่ามีความเชื่อถือกันมากน้อยแค่ไหน
อีกทั้งคดีความที่เกิดขึ้นโดยป.ป.ช. หรือ ค.ต.ส. เสนอ องค์กรเหล่านี้รวมทั้งองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องกัน เป็นผลงานที่มีการวางแผนมาจาก คมช. ทั้งหมด ซึ่งสามารถนำมายกอ้างต่อรัฐบาลประเทศที่จะไปอาศัยอยู่ได้
ส่วนเรื่องของความช้าหรือเร็วในการลี้ภัยของพ.ต.ท.ทักษิณ มองว่าช้าไปจริง แต่สมควรที่จะทำ ณ ขณะนี้ เนื่องด้วยเป็นวาระเหตุผลทางการเมือง ประกอบกับมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มชุมนุมภายในประเทศ ซึ่งตรงจุดนี้สามารถนำไปอ้างได้



"ทักษิณ" แถลงสื่อต่างชาติแจงเหตุลี้ภัยไปลอนดอน9 โมงเช้า

"ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย จะแถลงข่าวถึงเหตุผลการขอลี้ภัยไปกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ต่อสื่อมวลชนต่างชาติ 9 โมงเช้า

หลังจากสื่อมวลชนหลายแขนงเฝ้าติดตามการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างใจจดใจจ่อตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา บริเวณห้องรับรองวีไอพี สนามบินสุวรรณภูมิ ได้มีประชาชนชมรมคนรักทักษิณประมาณ 100 คนมารอรับพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งจะบินกลับจากประเทศจีน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและรปภ.จำนวนหนึ่งคอยดูแลความสงบเรียบร้อย ท่ามกลางกระแสข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะไม่กลับเข้าประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครื่องบินของการบินไทย เที่ยวบัน ทีจี 615 จากปักกิ่งได้พาผู้โดยสารมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิตามกำหนดเมื่อเวลาประมาณ 21.45 น.โดยไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางมาด้วย

ด้าน นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน กล่าวกับสื่อมวลชนว่า ตนทราบมาว่าเช้าวันนี้ ( 11 ส.ค.) ประมาณ 9.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณจะแถลงกับสื่อต่างประเทศจากกรุงลอนดอนถึงสาเหตุที่ไม่เดินทางกลับประเทศก็เป็นได้

สำหรับรายละเอียด “ประชาทรรศน์” จะติดตามมานำเสนอต่อไป !