--- บทความก่อนหน้านี้ ผมเคยเขียนเอาไว้แล้วว่า ขณะนี้ทักษิณอยู่ใน "พื้นที่สังหาร" ของศัตรูทางการเมืองของเขา ดังนั้น เมื่อตกอยู่ในพืันที่สังหารแล้ว สิ่งที่ต้องทำเบื้องต้นคือ "การรักษาชีวิตให้รอด" ออกจากพื้นที่สังหารให้ได้ก่อน อย่าไปสนใจเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น เพราะหาก เอาชีวิตไม่รอด ก็ไม่มีโิอกาส "Counter-attack หรือกลับมาโจมตีตอบโต้อีก ไม่มีทางที่จะต่อสู้ต่อไปได้อีก กฎแห่งการสู้รบคือ รักษาชีวิตของตนเองให้รอดจากสงครามก่อนที่คิดจะทำลายศัตรู เพราะหากไม่มีชีวิตรอด โอกาสที่จะชนะหรือทำลายศัตรูย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ การต่อสู้ทางการเมืองนั้น หากผู้นำทางการเมืองยังไม่ตายเรื่องมันก็ไม่จบ แม้เขาจะถูกไล่ฆ่า สิ้นเนื้อประดาต้ว ต้องระหกระเหินแทบเอาชีวิตรอด แต่เมื่อ "ชีวิตเขายังอยู่" สงครามก็ยังไม่จบ เพราะ "สมบัติที่ยิ่งใหญ่ของผู้นำทางการเมือง" ที่คนอื่นๆไม่มี คือ "ศรัทธาของมหาชน" ที่มีต่อเขา และเมื่อเขากลับมา "ประชาชนที่ศรัทธาเขาก็จะเข้ามาร่วมพลังเป็นฐานสนับสนุนเขาทันที นั่นเป็นสมบัติอันยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าสมบัติพัสถานใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะ “ศรัทธา” มันทำให้สามารถชิงเมืองกลับมาได้ ตรงกันข้าม ผู้นำที่ประชาชนสิ้นศรัทธาลงไปเรื่อยๆ แม้จะได้ชัยชนะชั่วคราว แต่ในบั่นปลายก็ไม่สามารถรักษาเมืองเอาไว้ได้อย่างแน่นอน ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเป็นอย่างนี้มาตลอด เมื่อหูตาสว่างแล้ว และยังมีชีวิตรอด ยังมีอิสระภาพอยู่ แม้ว่าจะต้องอยู่ต่างแดน แต่ว่านั้นคือ ยุทธศาตร์ที่ดีที่สุดแล้ว และอยู่ในชัยภูมิที่ข้าศึกจะทำลายไม่ได้อีกแล้ว ออกจากพื้นที่สังหาร และเขตอิทธิพลของศัตรูไปแล้ว ตอนนี้อยู่ที่ว่าจะตีโต้อย่างไร ให้ศัตรูต้องเจ็บปวดที่สุดในชีวิต ชัยชนะของทักษิณนั้นเป็นที่คาดการณ์ได้ แม้ว่าต้องอาศัยเวลาบ้างเล็กน้อยก็ตาม การอยู่ต่างประเทศ แต่ยังอยู่ใน "หมู่บ้านโลก" ในยุคปัจจุบันนี้มันแตกต่างจากยุคโบราณ เพราะยังสามารถส่งข่าวสาร ความคิด ความต้องการ หรือการเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อให้เมืองไทยได้รับรู้ในโลกยุคนี้ย่อมเป็นเรื่องไม่ยากนัก การอยู่ที่ลอนดอนหรือบ้านจันทร์ส่องหล้า ไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใดในศตวรรษที่ 21 ระบบสื่อสารออนไลน์ต่างๆ ทำให้ระยะทางไม่มีความหมายอีกต่อไป แต่ศัตรูไม่อาจเอื้อมมือไปถึงได้ ทีนี้ศัตรูของทักษิณก็ได้แต่ถูกล้อมกรอบอยู่ในประเทศด้อยพัฒนาเท่านั้น จะอยู่รอดในศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางกระแสประชาธิปไตยที่เชี่ยวกราดนี้ไปได้นานสักเท่าใด อนาคตของคนเหล่านี้ ใครมีสติปัญญาก็พอประเมินได้ไม่ยากเย็นอะไรนัก ตอนนี้ ทักษิณจะได้เรียน รู้สักทีว่า "ศัตรูนั้นกะเล่นถึงตาย" หากยังไม่ตัดสินใจต่อสู้อย่างจริงจัง ก็ต้องตายแน่นอน ดังนั้น การหลบออกไป ตั้งฐานที่มั่นในต่างประเทศ หรือจะหยุดสงบจิตสงบใจชั่วคราวก็ไม่เป็นไีร ผู้นำชรา ที่ชิงเมืองกับผู้นำที่หนุ่มกว่านั้น ผลลัพท์ใครก็คาดการณ์ได้ การประกาศลี้ภัยของทักษิณ นั้น เท่ากับเป็นการประกาศไม่ยอมรับ "ระับบยุติธรรม" ในขณะนี้นั้นเ้อง และเมื่อมันเป็นเรื่องทางการเมือง การไม่ยอมรับ Regime ที่เขาคิดว่าชั่วร้ายนั้น ถือว่าในอนาคตเขามีสิทธิที่จะเอาคืนสิ่งที่ทำกับเขาไว้ทั้งหมด อำนาจของตุลาการ มาจากกฎหมาย กฎหมายมาจากรัฐสภา รัฐสภามาจากประชาชน ตุลาการที่บิดเบือน ไม่เป็นธรรม ไม่ยืนอยู่บนหลักนิติธรรม ย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้ในที่สุด ผมยังมองไม่ออกเลยว่า "ศัตรูของทักษิณจะรอดได้อย่างไรในศตวรรษที่ 21" นี้ ลองวิเคราะห์ดูให้ดีว่า ในสามปีมานี้ ศัตรูของทักษิณเสื่อมศรัทธาลงไปเท่าใด และตัวทักษิณเองนั้น ประชาชนเสื่อมศรัทธาลงไปบ้างหรือไม่ ผลของการใช้ศรัทธาทำลายทักษิณ ก็ทำให้ทักษิณนั้นลำบากลงเพียงเล็กน้อย ต้องไปอยู่ต่างแดน แต่ไม่ตลอดไปแน่นอน แต่ศรัทธาของประชาชนต่อศัตรูทักษิณที่ลดลงไปอย่างมากนั้น จะทำอย่างไร ในอีกห้าหรือสิบปีข้างหน้าเมื่อ “ทักษิณกลับมาเหยียบแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง” ศัตรูของทักษิณนั้น ยืนอยู่ได้ด้วยศรัทธาของประชาชนเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจทางกฎหมายมากมายแต่อย่างใด ที่องค์กรต่างๆ จำต้องเชื่อฟังนั้น เพราะเขาเกรงบารมีเท่านั้น แต่เมื่อไม่มีศรัทธา บารมีก็ลดลง อำนาจทางกฎหมายของพวกเขานั้นไม่มีอยู่แล้ว สำหรับทักษิณแล้ว การต่อกรกับ "ศัตรูที่มากบารมี" นั้นถึงอย่างไรก็ต่อกรโดยตรงไม่ได้ ต้องรอให้หมดยุคผู้มีบารมีนั้นก่อน
บทความ โดย ลูกชาวนาไทย ทักษิณต้่องรักษาชีวิตให้รอด นั่นคือสิ่งที่ต้องทำเบื้องต้น ในพื้นที่สังหาร
นายพลแม็คอาเธอร์ แม่ทัพใหญ่ภาคพื้นแปซิฟิกของอเมริกาในสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนที่ถูกญี่ปุ่นล้อมที่คาบสมุทบาตานในฟิลิปปินส์ จนต้องถอนตัวออกจากฟิลิปปินส์ ได้กล่าววาจาเป็นอมตะเอาไว้ว่า
I shall return หรือ เราจะกลับมาอีก
การประกาศลี้ภัยทางการเมืองของทักษิณครั้งนี้ ผมถือว่าเหมาะสมแล้ว เพราะการต่อสู้มันยังไม่จบง่ายๆ ถึงอย่างไร ประเทศไทยก็ไม่มีทางย้อนกลับไปสู่ยุคกลาง ยุคอำมาตยาธิปไตยได้ การตัดสินใจครั้งนี้ของทักษิณ ถือว่าเป็นการตัดสินใจอย่างถูกต้องที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ทักษิณตัดสินใจผิดพลาดมาตลอด ตั้งแต่ไม่สู้ และยอมเชื่อโทรศัพท์ลึกลับทั้งหลาย ตอนนี้คงหูตาสว่างแล้ว
รอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแผ่นดินก่อน ค่อยเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง (สำนวนเหมือนขงเบ้งในสามก๊กที่กำหนดยุทธศาสตร์ให้เล่าปี ให้ยกทัพไปตั้งตัวที่เฉฉวน รอคอยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแผ่นดิน ค่อยยกทัพมาเอาบ้านเมืองคืน)
ผมถือว่า "การขอลี้ภัยทางการเมือง" คือการต้ัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในสายตาของผม
ตอน นี้ประเทศไทยมี "ผู้มีบารมียิ่งใหญ่ที่แท้จริง" ไม่กี่คนเท่านั้น (ผมไม่อยากบอกจำนวนว่ามีกี่คน) ที่ได้รับศรัทธาจากประชาชนอย่างแท้จริง เป็น "บารมีที่แท้จริงไม่ใช่จอมปลอม" หนึ่งในนั้นคือ "ทักษิณ ชินวัตร" และทักษิณก็เป็นผู้มีบารมีที่แท้จริงที่อายุน้อยที่สุด
รออีกสิบปีผู้มีบารมีคนอื่นต้องจากไปหมดสิ้น เพราะสังขารทั้งหลายย่อมไม่เที่ยง แม้อยากจะมีอายุยืนสักเท่าใด ก็เป็นแค่ความต้องการเท่านั้น แต่ไม่เคยมีคนชระคนใดที่จะมีชัวิตยืนยาวไปเท่าที่ต้องการได้ ในเวลานั้น ประเทศไทยก็จะเหลือผู้มีบารมีที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ ทักษิณ ชินวัตร
ผมว่า "ใครก็ตามได้ทิ้งเภทภัยอันยิ่งใหญ่" ไว้ให้ลูกหลานเขา ด้วยความโง่เขลาโดยแท้
ภายภาคหน้า ปี 2018 หรือน้อยกว่านั้น ลูกหลานเขาจะเผชิญกับ "ศัตรูทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่จำต้องลี้ภัยต่างแดนอย่างเจ็บปวด" แต่มีประชาชนรักและศรัทธามหาศาล ได้อย่างไร ลูกหลานของเขาเหล่านั้นจะเอาอะไรไปสู้ ก็เหมือนกับทักษิณสู้ไม่ได้ในตอนนี้
กฎหมายนั้น แก้ไขได้โดยรัฐสภา และรัฐสภานั้นควบคุมโดยประชาชน
ใครก็ตาม ได้รับศรัทธาจากประชาชน คน ๆ นั้นสามารถควบคุมรัฐสภาได้
ใครควบคุมรัฐสภาได้ ก็เปลี่ยนแปลงกฎหมายได้
กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ย่อมสามารถยกเลิกได้โดยรัฐสภา
ต่อให้ศัตรูของทักษิณ สร้างความไม่เป็นธรรมเอาไว้ แต่ในอนาคตเมื่อ "คนที่มีบารมีของเขาหมดไปแล้ว"
กฎหมายก็ย่อมถูกแก้ไขได้โดยรัฐสภาที่มาจากประชาชน
พวกเขาใช้ "ศรัทธาของพวกเขาอย่างสิ้นเปลือง” เพียงเพื่อต้องการ “โค่นล้มทักษิณ” พวกเขาใช้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพวกเขาไปจนแทบจะหมดสิ้น ในขณะที่ไม่ได้ทำลายศรัทธาที่ประชาชนมีต่อทักษิณ ลงไปแม้แต่น้อย
พวกเขาจะทำอย่างไรเมื่อ "เกิดการเปลี่ยนแปลงในแผ่นดิน"
บารมีที่คุ้มอยู่หมดไป นกกาที่อยู่ใต้นั้นต้องเผชิญหน้ากับ "ศัตรูที่บรรพชนทิ้งเอาไว้" และบรรพชนได้สร้างความเจ็บปวดให้ศัตรูที่ยิ่งใหญ่นั้น
ทักษิณยังอยู่อีกอย่างน้อยก็ 20 ปี
หรือว่า จะเป็นไปดังคำทำนายกรุงเก่าจริงๆ เกี่ยวกับ
ยุคถิ่นกาขาว
กาไม่เคยมีขาว
ยกเว้นแต่ "จะเห็นกาดำเป็นกาขาว" หรือเห็นผิดเป็นชอบนั้นเอง
ข้อได้เปรียบของทักษิณต่อนายปรีดี พนมยงค์คือ ทักษิณนั้นหนุ่มกว่า มีเวลาอีกเหลือเฟือ และใช้กลยุทธ์ แบบสุมาอี้ รอคอยได้อย่างใจเย็น
ตอนนี้ผมว่า ฝ่ายที่แทบคลั่งและจะนอนไม่หลับตลอดไปคือ ศัตรูทักษิณนั่นเอง
พวกเขาและระบอบ "อำมาตยาธิปไตยจะอยู่รอดในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร
ผมอ่านคำแถลงการณ์ของทักษิณแล้ว มันคือ คำแถลงการณ์ว่า
I shall return นั่นเอง
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, August 12, 2008
I shall return นั่นคือแถลงการณ์ลี้ภัยของทักษิณ
“ลี้ภัย” รอจบหรือรบหนัก
บทจบท้ายแถลงการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เขียนด้วยลายมือตัวเอง ส่งโทรสารด่วนข้ามทวีปจากประเทศอังกฤษมายังสำนักข่าวต่างๆในเมืองไทย เมื่อช่วงสาย ของวันที่ 11 สิงหาคม แจกแจงเหตุผล “ลี้ภัย” อย่างเป็นการเป็นงาน กองเชียร์ฟังแล้วใจหายก็แล้วกัน โดยใจความสรุปความจำเป็นต้องขอลี้ภัยอยู่ประเทศอังกฤษ “ทักษิณ” อ้างว่า ไม่ได้รับความปลอดภัย มีกลุ่มคนจ้องปองร้ายตลอดเวลาที่อยู่เมืองไทยต้องนั่งรถกันกระสุน อีกทั้งกระบวนการยุติธรรมมีการถูกแทรกแซง คณะกรรมการสอบสวนที่ถูกตั้งมาจากคณะรัฐประหาร เป็นปฏิปักษ์กับตนเองและครอบครัว ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องต่างก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งหมดทั้งปวงที่เกิดขึ้นมาจากความต้องการขจัดตนเองออกจากการเมือง เน้นปมไม่ปลอดภัย โยงเรื่องให้เข้าเงื่อนไขของสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) “ทักษิณ” ลุ้นไฟเขียวขอพำนักอยู่ในอังกฤษยาว ก็ไม่ได้เหนือการคาดหมาย อ่านจากสีหน้าแววตา สะท้อนอารมณ์ของอดีตนายกฯทักษิณเมื่อวันที่ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาสั่งจำคุกคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา และคนใกล้ชิด ในคดี เลี่ยงภาษีโอนหุ้น เหมือนคนหมดลุ้นในชีวิต โดนตั้งแต่คิวแรก เป็นใครก็ต้องใจฝ่อ ยิ่งมองถึงคิวที่จ่อรออยู่ทั้งคดีที่ดินรัชดาฯ คดีปกปิดบัญชีเอสซีแอสเสท คดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า ฯลฯ พอจะคาดเดาชะตากรรมได้ล่วงหน้า “ทักษิณ” ไม่เสี่ยงดีกว่า เอาเป็นว่า ความคิดไปปักหลักอยู่ที่เมืองผู้ดีมันเริ่มมีเค้ามาตั้งแต่วันที่ “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพ-ทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็กรับปริญญาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีการเปิดเผยแผนการว่าจะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ประกอบกับมีการบอกผ่านคนใกล้ชิด “ทักษิณ” อยากเคลียร์ข้อหาไม่จงรักภักดี แล้วจะหลบไปทำธุรกิจอยู่เงียบๆกับครอบครัวที่เมืองผู้ดี ออกอาการเหนื่อยล้า อยากถอยเต็มที ที่แน่ๆ จากบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ การลี้ภัยของอดีตนายกฯทักษิณ น่าจะหมายถึงการนำไปสู่การยุติความวุ่นวายทางการเมืองที่รุมเร้ารัฐบาลและภาคธุรกิจไทยตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่นายกวี ชูกิจเกษม หัวหน้าฝ่ายการวิจัยของบริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย ให้ความเห็นว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณไม่กลับมาประเทศไทยจริง ความขัดแย้งในประเทศจะลดน้อยลง ซึ่งจะส่งผลทำให้ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองจะสิ้นสุดลงในไม่ช้านี้ ภาคการลงทุนก็น่าจะปรับตัวขึ้น และที่เห็นผลทันตา ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดดีดตัวขึ้นทันทีเกือบ 20 จุด โดยโบรกเกอร์ฟันธงได้แรงหนุนจากเหตุปัจจัย สถานการณ์การเมืองจะคลี่คลายหลังอดีตนายกฯทักษิณ ลี้ภัยทางการเมือง อานิสงส์ส่งผลด้านบวกมากกว่าลบ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า หลบไปพักเพื่อจบ หรือปักหลักบัญชาเกมรบแตกหัก เพราะมันก็มีปมให้เอะใจ นอกจากคิวล่อๆแหลมๆที่อ้างกระบวนการยุติธรรมถูกแซงแล้ว กับข้อที่ 2 ช่วงทิ้งท้ายของแถลงการณ์ อดีตนายกฯทักษิณยังส่งซิกทะแม่งๆ “ถึงแม้ผมไม่ใช่คนดีสมบูรณ์แบบ แต่ผมขอยืนยันว่า ผมไม่ได้เลวอย่างที่ถูกกล่าวหา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผมจะแถลงความจริงให้ทุกท่านทราบ วันนี้ยังไม่ใช่วันของผม ขอให้ ผู้สนับสนุนผมอดทนอีกนิดหนึ่งครับ” เหมือนจะบอกให้รอวันกลับมา ขณะที่ศาลฎีกามีคำสั่งกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ไม่มารายงานตัวตามกำหนด สั่งออกหมายจับทันที พร้อมยึดเงินประกันฐานเบี้ยวไม่มารายงานตัวต่อศาล เอาเป็นว่า วันที่ 18 สิงหาคม พรรคพลังประชาชนมีคิวจะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนอื่นเลยต้องวัดกันว่า กระแส “ทักษิณลี้ภัย” จะส่งผลแค่ไหน คะแนนสงสารจะช่วยยื้อแรงต้านได้กี่มากน้อย.หากผมยังมีวาสนา ผมจะขอกลับมาตายบนผืนแผ่นดินไทย เฉกเช่นคนไทยทุกคนครับ”
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ต้องเคารพอำนาจศาลออกหมายจับ
ทำให้หมดข้อกล่าวหารัฐบาลนอมินี เมื่อถามว่า หลายฝ่ายมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นต้นเหตุวิกฤติ เมื่อมีการลี้ภัยประเมินว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะดีขึ้นหรือไม่ นายสมชายตอบว่า หากใครที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นต้นเหตุวิกฤติ จะได้เบาใจว่าไม่เป็นแล้ว และทำให้ข้อกล่าวหาหมดไปที่ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นอีกว่า ส.ส. 200 กว่าคนของพรรค ที่ทำหน้าที่มาจนถึงขณะนี้ ไม่ได้ฟังคำสั่งของใครคนใดคนหนึ่ง และคงต้องรอดูว่าสถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะไม่ทราบว่าจะคลี่คลายหรือไม่อย่างไร นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการประสานขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่กระทรวงยุติธรรม เป็นเรื่องของศาลกับกระทรวงต่างประเทศ เป็นฝ่ายดำเนินการ ทั้งนี้ การเดินทางออกนอกประเทศ ถือเป็นการตัดสินใจของ พ.ต.ท.ทักษิณเอง ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โจมตีกระบวนการยุติธรรมนั้น ถือเป็นความรู้สึกส่วนตัว แต่ความจริงเราต้องให้ความเคารพในการตัดสินของศาล ไม่ควรมองเป็นอย่างอื่น “หมอเลี้ยบ” วอนทุกฝ่ายยุติการเคลื่อนไหว นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นเรื่องของความคิดที่แตกต่าง ทางออกที่จะทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ทุกฝ่ายยอมรับความเห็นที่แตกต่าง กลุ่มต่างๆที่ออกมาคัดค้านจะยุติการเคลื่อนไหว วันนี้บ้านเมืองต้องการความปรองดองสามัคคี อยากให้ทุกคนหาข้อสรุปร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศ เมื่อถามว่า มีข่าวว่าผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชาชนไปพูดกับอดีตนายกฯให้ลี้ภัย เพื่อให้การเมืองนิ่งจริงหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ตอบว่า ไม่ทราบว่าข่าวที่ออกมานั้นหมายถึงใคร เพราะไม่ได้คุยในเรื่องนี้กับอดีตนายกฯเลย ไม่มีโอกาสพบอดีตนายกฯในเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า การลี้ภัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะทำให้พรรคพลังประชาชนแพแตกหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ตอบว่า เราพยายามทำให้พรรคเป็นสถาบัน ไม่ผูกติดกับตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ให้ผูกติดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ฝัน “ทักษิณ” ลี้ภัยทำ พปช.แกร่งขึ้น นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการขอลี้ภัยทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวว่า ต้องดูหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะเป็นเรื่อง ละเอียดอ่อน ต้องดูว่ามีการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศหรือไม่ มีเหตุผลที่รัฐบาลประเทศอังกฤษจะรับฟังได้หรือไม่ ต้องเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อถามว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เดินทางกลับมาครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ ของรัฐบาลหรือไม่ นายชูศักดิ์ตอบว่า ให้เกิดเป็นเช่นนั้นก่อนแล้วค่อยวิพากษ์วิจารณ์ อาจจะเป็นได้หลายแนว ไม่แน่ รัฐบาลอาจจะเป็นข้าวเหนียวปั้นเดียว ส่วนที่มองว่าในทางกลับกันอาจทำให้เกิดความระส่ำระสายภายในพรรคพลังประชาชนนั้น ต้องบอกว่าหากมองในทางตรงกันข้าม ท้ายที่สุดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็อาจทำให้ภายในพรรคเป็น ปึกแผ่นมากขึ้น ไม่ทราบว่าจะสอดรับกับการที่นายสมัครออกมาบอกว่าการเมืองจะคลี่คลายด้วยตัวเองด้วยหรือไม่ ดังนั้นต้องรอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน ไปวิพากษ์ วิจารณ์ยาก เพราะเป็นการตัดสินใจของอดีตนายกฯว่าจะกลับหรือไม่กลับมาต่อสู้คดี สมมติว่าหากจะไม่เดินทางกลับก็ต้องมีเหตุผลมารองรับ เชื่อ “ทักษิณ” จะกลับมาอย่างสง่างาม นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การลี้ภัยทางการเมืองของ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นทางออกที่ดีและชัดเจนที่สุดว่ายุติทุกอย่าง สลัดหลุดการถูกโยงเข้าสู่การเมืองอย่างไม่เป็นธรรม เชื่อมั่นว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะได้กลับเมืองไทยอย่างสง่างามในอนาคต เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น อยากให้ทุกฝ่ายเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ขอให้นึกถึงคุณงามความดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณเคยทำไว้ให้กับประเทศไทย คนล้ม แล้วอย่าข้าม ส่วนตัวคิดว่าการลี้ภัยของ พ.ต.ท.ทักษิณจะพลิกเกมให้กลับมาเป็นต่อ จะทำให้สังคมเกิดความรู้สึกสงสาร กระแสจะตีกลับไปยังผู้ที่ไล่ทุบไล่ตีจ้องรังแก พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ฝากเตือนว่าควรหยุดได้แล้ว ประเทศบอบช้ำมามากพอแล้ว หากยังพยายามนำ พ.ต.ท.ทักษิณมาโยงอีกระวังดาบจะคืนสนอง วันนี้สายตาชาวโลกที่มองมายังประเทศไทยคงเกิดความแคลงใจว่าเกิดอะไรขึ้น คนที่เคยทำชื่อเสียง ทำประโยชน์อย่างมากบนเวทีโลก จึงต้องมีชะตากรรมแบบนี้ อย่างไรก็ตาม การลี้ภัยของ พ.ต.ท. ทักษิณจะไม่กระทบต่อพรรคพลังประชาชนแน่นอน จะเป็นผลดีให้การเมืองเดินหน้าต่อ ไม่ถูกจับมาเชื่อมโยงกัน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.ศึกษาฯ กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา กรณีไม่ยอมเดินทางมารายงานตัวต่อศาล ภายหลังจากครบกำหนดขอเดินทางออกนอกประเทศว่า เป็นอำนาจโดยอิสระของศาลที่เราต้องเคารพ แต่รัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ส่วนกระบวนการขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ถ้าเป็นคดีอาญาจะต้องส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน แต่ถ้าเป็นเรื่องทางการเมืองขึ้นอยู่กับประเทศนั้นๆจะว่าอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้เลย นายสมชายตอบว่า ไม่ทราบ ส่วนการขอเพิกถอนหนังสือเดินทางพิเศษทางการทูตของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ขึ้นอยู่กับกฎหมายว่าจะเข้าข่ายที่สามารถเพิกถอนได้หรือไม่ ต้องให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไปดูแล อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนเคยรู้จักกัน ก็ต้องมีความเป็นห่วง พ.ต.ท.ทักษิณเป็นธรรมดา เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องมีชะตากรรมเช่นนี้ นายสมชายตอบ คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณคงมีความรู้สึกไม่สบายเมื่อจากบ้าน ส่วนจะไปเยี่ยมหรือไม่ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ เพราะไม่ค่อยมีเวลา
อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ
ก.ต่างประเทศยืนยันจะขอลี้ภัยให้คนในชาติไม่ได้
นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ ในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีการขอลี้ภัย ว่า ตามหลักแล้วการขอลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม จะต้องมีเหตุผลว่าอยู่ประเทศนั้นๆ ไม่ได้เนื่องจากระบบการปกครอง หรือมีความเสี่ยงภัย ซึ่งเป็นธรรมชาติว่า รัฐบาลไทยหรือรัฐบาลใดก็ตามจะไม่เป็นผู้ขอลี้ภัยให้กับคนในชาติตัวเอง เพราะเท่ากับยอมรับว่า ประเทศนั้นให้ความดูแลปกครองโดยสมบูรณ์ไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ ที่รัฐบาลไทยจะขอลี้ภัยให้กับคนในชาติตัวเอง ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษกระทรวงการต่างประเทศจะทราบหรือไม่ นายธฤต กล่าวว่า ต้องไปตรวจสอบกับสถานทูตอังกฤษในประเทศไทย เพราะตามกฎหมายเข้าเมืองที่ดูแลโดยกระทรวงมหาดไทยอังกฤษ จะไม่สามารถเปิดเผยว่าบุคคลคนหนึ่งที่ขออยู่ในประเทศมีสถานะใด “ผมตอบไม่ได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในประเทศอังกฤษขณะนี้ในสถานะอะไร อย่างที่ผมเรียนแล้วว่า ไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งคนๆ หนึ่งอยู่ในประเทศใดอยู่ได้หลายสถานะ เช่น นักธุรกิจ นักลงทุน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถอยู่ได้ในหลายสถานะ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานะการลี้ภัย” นายธฤต กล่าว หากมีการขอลี้ภัย กระทรวงการต่างประเทศจะไม่ใช่ผู้ประสานในเรื่องการขอลี้ภัยใช่หรือไม่ นายธฤต กล่าวว่า ไม่ใช่แน่นอน ส่วนจะมีช่องทางใดที่จะขอลี้ภัยได้ เห็นว่าแต่ละประเทศ จะมีกฎหมายแตกต่างกันไป ต่อข้อถามว่า กระทรวงการต่างประเทศจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการลี้ภัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างไร นายธฤต กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะพิจารณาอย่างไร ต้องการให้กระทรวงดำเนินการอย่างไรต่อไป เรื่องทั้งหมดต้องรอการประสานงานจากศาลและอัยการอีกครั้ง ว่าต้องการให้กระทรวงดำเนินการอย่างไร ส่วนมีความจำเป็นหรือไม่ที่กระทรวงการต่างประเทศต้องดำเนินการเจรจาการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน นายธฤต กล่าวว่า ในหลักการไทยกับอังกฤษมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนอยู่แล้ว และถ้ามีการร้องขอมาจากศาลและอัยการ กระทรวงการต่างประเทศจะมีหน้าที่ติดต่อกับทางการอังกฤษ คือผ่านสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย หรือ ติดต่อทางสถานทูตไทยประจำประเทศอังกฤษ เพื่อผ่านไปยังกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ โดยจะนำเอกสารที่ได้รับมาผ่านช่องทางการทูตเพื่อพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามหลักการทั่วไปไม่ใช่เฉพาะกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ กรณีที่มีข่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศจะยึดหนังสือเดินทางทางการทูตของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา คืนนั้น นายธฤต กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่มีระเบียบปฏิบัติอยู่ โดยนำข้อพิจารณาของศาลมาประกอบการพิจารณาของกระทรวงด้วย สำหรับหลักการยึดคืนนั้น นายธฤต กล่าวว่า โดยหลักแล้ว ศาลมีสิทธิเพิกถอนหนังสือเดินทางหรือระงับ เช่น ผู้ที่ถูกพิพากษาว่ามีความผิด แล้วศาลพิพากษาให้ยึดคืนก็จะต้องคืน เพื่อไม่ให้หลบหนีไปต่างประเทศ แต่กรณีทั่วไปแล้วเมื่อบุคคลใดอยู่ในต่างประเทศอยู่แล้ว การถือหนังสือเดินทางจะมีสถานะเป็นเอกสารทางการเพื่อระบุว่า บุคคลนั้นเป็นคนสัญชาติใด เหมือนกับบัตรประชาชน ที่เป็นที่ยอมรับในสากล ดังนั้น คนไทยไม่ว่าอยู่ที่ไหนหรือมีปัญหาใดๆ รัฐบาลต้องยอมรับเสมอว่า บุคคลผู้นั้นเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย หนังสือเดินทางเป็นหนังสือแสดงตน ซึ่งเป็นสถานะที่แตกต่างกับคนที่ถือหนังสือเดินทางแต่อยู่ในประเทศ จึงเป็นประเด็นที่จะนำมาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาคืนพาสปอร์ตด้วย. - สำนักข่าวไทย ก.ต่างประเทศ 11 ส.ค. - โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันรัฐบาลไม่สามารถขอลี้ภัยให้กับคนในชาติได้ ระบุหากร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนต้องให้ศาลประสานมายังกระทรวงจึงจะดำเนินการตามช่องทางการทูต เผยยังไม่รู้เรื่องยึดพาสปอร์ตแดงคืน
อัพเดตเมื่อ 2008-08-11 18:28:36

ข้อเท็จจริงและข้อมูลกฎหมายในการต่อสู้คดีที่ดินรัชดาฯ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีในปัญหาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายดังนี้
ข้อ 1. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มิใช่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ดังนี้
1.1 หลักกฎหมาย “ไม่มีอำนาจกำกับดูแลมากไปกว่าที่กฎหมายกำหนด หากกฎหมายไม่กำหนดให้มีอำนาจย่อมไม่มีอำนาจ” หมายความว่า เมื่อกฎหมายไม่บัญญัติให้อำนาจ ย่อมไม่มีอำนาจ พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ไม่มีบทบัญญัติในมาตราใดให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจ กำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ
1.2 หลักการปกครองในระบบรัฐสภา ถือหักการบริหารกิจการของรัฐในรูปของ “คณะบุคคล” ในที่นี้แก่ “คณะรัฐมนตรี” ตามหลักการของรัฐธรรมนูญ “คณะรัฐมนตรี เป็นผู้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน”
1.3 หลักการ “การบริหารราชการแผ่นดิน” หมายถึง “การจัดส่วนของราชการ รวมทั้งการจัดระเบียบวิธีการปฏิบัติราชสาร อำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ”
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มิใช่องค์กรของรัฐภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องการจัดส่วนราชการ รวมทั้งการจัดระเบียบวิธีการปฏิบัติราชการ หากแต่เป็นองค์กรของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการเป็นองค์การที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะและกฎหมายพิเศษ คือ พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ซึ่งได้บัญญัติถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งไว้ต่างหากจากการบริหารราชการดังกล่าวข้างต้น เพราะมีการกำหนดระเบียบ ข้อบังคับ วัตถุประสงค์ ในการดำเนินการไว้ต่างหากจากการบริหารราชการ ไม่ว่าจะเป็นในแง่บุคคลาการที่เข้าสู่ตำแหน่ง ในแง่ทางการเงิน ในแง่วัสดุ และในแง่กิจกรรมของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เป็นเรื่องต่างหากจากการบริหารราชการ การจัดการส่วนราชการและการจัดระเบียบวิธีการปฏิบัติราชการทั้งสิ้น
การจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้ฟูฯ เมื่อตรวจสอบในด้าน “วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ” เป็นองค์กรของรัฐตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 มาตรา 29 อัฏฐ พบว่า มีวัตถุประสงค์ตามกฎหมายที่จัดตั้ง “ไม่ใช่การบริหารราชการแผ่นดิน” เมื่อไม่ใช่องค์กรของรัฐที่มีวัตถุประสงค์ในเรื่อง “การบริหารราชการแผ่นดิน” ประกอบกับเมื่อพิจารณาในแง่ “เงินเดือนและเงินอื่นๆ” ของ “ลูกจ้างและพนักงาน” ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ใช้งบประมาณของกองทุนเพื้อการฟื้นฟูฯ เอง มิใช่จากเงินคัดสรรงบประมาณของ “สำนักงบประมาณ” ที่อยู่ภายใต้การกำกับ ควบคุม ดูแล ของกระทรวงการคลังตามพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 6 และมาตรา 10 เหมือนเจ้าราชการและลูกจ้างของรัฐบาล
ดังนั้น พนักงานของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จึง “มิใช่พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐบาล” ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286(2) จากสิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงไม่อาจนำพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 11 มาใช้บังคับกับคดีนี้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีมีอำนาจ กำกับ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ได้
1.4 “หลักการทางฝ่ายปกครอง” นายกรัฐมนตรีไม่มีหน้าที่ “ในฐานะฝ่ายปกครอง” ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เพราะหน้าที่ในฐานะฝ่ายปกครองต้องเป็นหน้าที่ปฏิบัติกิจการที่เป็น “ปกติธุระ” ตามพระราชบัญญัติธนาราคแห่งประเทสไทย พ.ศง 2485 มาตรา 29 เตรส ซึ่งบัญญัติอำนาจหน้าที่ไว้เป็นการเฉพาะ และเป็นกรณีพิเศษตามกฎหมายที่จัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ซึ่งอำนาจหน้าที่นี้ได้บัญญัติไว้ชัดเจนให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ “คณะกรรมการจัดการองทุน” หากให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจกำกับในฐานะฝ่ายปกครองของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ แล้ว จะทำให้มีอำนาจ “ซ้ำซ้อน” กับคณะกรรมการจัดการกองทุน
ข้อ 2. กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เป็นองค์กรของรัฐใน “ภาคนโยบายการเงิน” ที่แยกต่างหากจากองค์กรของรัฐ หรือแยกจากการกำกับ ควบคุม ดูแล ของนายกรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจกำกับควบคุมดูแลใน “ภาคนโยบายคลัง”
ในเศรษฐศาสตร์มหภาคของทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ได้แบ่งแยกองค์กรของรัฐที่กำกับ ควบคุม ดูแล ภาค “นโยบายการเงิน” (Money Policy) แยกเป็นอิสระต่างหากจากองค์กรของรัฐที่กำกับ ควบคุม ดูแล”ภาคนโยบายการคลัง” (Fiscal Policy)
ธนาคารแห่งประเทศไทยและกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงืนเป็นองค์กรของรัฐที่กำกับ ควบคุม ดูแล ในภาคนโยบายการเงินซึ่งเป็นอิสระจากการกำกับ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ ของนายกรัฐมนตรี
แม้คณะกรรมการกฤษฎีกาจะได้เคยวินิจฉัยว่า กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติการงบประมาณ พ.ศ.2502 ก็ตาม แต่ยังไม่มีความชัดแจ้งเพราะ “กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มิได้นำกฎหมายเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจมาบังคับใช้และกระทรวงการคลังยังมิได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2523” และเมื่อตรวจสอบข้อมูลจาก “สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ” (สตง) ที่อยู่ในกำกับของกระทรวงการคลัง ที่มีอำนาจ กำกับ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ รัฐวิสาหกิจของประเทศไทย พบว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ มิได้มีกฎหมายกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทบและกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ
ข้อ 3. ธนาคารแห่งประเทศไทยและกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ซึ่งเป็นนิติบุคคล เกิดจาก “การตัดตั้งองค์กรของรัฐในรูปแบบที่สาม” ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการและมิใช่รัฐวิสาหกิจจัดตั้งโดยการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การขึ้นเป็นการเฉพาะราย ตามความจำเป็นของภารกิจ เมื่อกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มิใช่องค์กรของรัฐที่เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจแล้ว กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงืนจึงไม่อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 เช่นเดียวกับองค์การในลักษณะเดียวกัน คือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ องค์การทหารผ่านศึก และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
ข้อ 4. แม้จะอ้างว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่นายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจกำกับ ดูแล รัฐวิสาหกิจ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย จะต้องมีกฎหมายที่จัดตั้งกำหนดไว้เป็นพิเศษ และเป็นบทบัญญัติในกฎหมายเฉพาะเท่านั้น เพราะเป็น “หลักการของการกระจายอำนาจ” ที่ต้องการให้พ้นจากการเป็น “ส่วนราชการ” ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2544 และไม่เป็นส่วนราชการตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502
นายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจจะต้องมีกฎหมายที่จัดตั้งรัฐวิสาหกิจกำหนดไว้เป็นพิเศษ และเป็นบทบัญญัติในกฎหมายเฉพาะเท่านั้นที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมีอำนาจกำกับ ควบคุม ดูแล รัฐวิสาหกิจนั้นๆ ไว้เป็นการชัดแจ้ง อาทิเช่นพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มาตรา 5 และมาตรา 31 พระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มาตรา 15-17 พระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528 มาตรา 45-47 พระราชกฤษฎีกาองค์การสวนพฤษศาสตร์ พ.ศ.2535 มาตรา 11 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร พ.ศ.2535 มาตรา 26-28 เป็นไปตามหลักกฎหมายที่ว่า “ไม่มีอำนาจกำกับดูแลมากไปกว่าที่กฎหมายกำหนด”
ข้อ 5.การกำกับ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีที่จะถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2542 มาตรา 100 ต้องเป็นงานในอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ หมายถึง “เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นฝ่ายปกครอง เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติกิจการที่เป็นปกติธุระ กล่าวคือ มีอำนาจหน้าที่กำกับ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีในกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน อย่างเป็นปกติธุระประจำตามที่กฎหมายบัญญัติ” นายกรัฐมนตรีมิใช่ฝ่ายปกครองโดยตรงของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติกิจการที่เป็นปกติธุระ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ
คณะกรรมการจัดการกองทุนจะวางนโยบายและควบคุมและโดยทั่วไปซึ่งคือการทำงานของกองทุนและออกข้อบังคับเพื่อปฏิบัติการให้เป็นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ คณะกรรมการจัดการกองทุนสามารถดำเนินการได้เองโดยมิต้องขออนุมัติหรือขอความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี การขายที่ดินเป็นปัญหาในคดีที่คณะกรรมการการจัดการกองทุนสามารถดำเนินการได้โดยลำพัง ไม่มีบทบัญญัติหรือข้อบังคับที่ต้องให้ขออนุมัติ ขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่อย่างใด
ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องกำหนดตำแหน่งหน้าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐี่ต้องห้ามมิให้ดำเนินการตามความในมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัยและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดมีอำนาจในการกำกับดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีสำหรับหน่วยงานใด เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นย่อมต้องห้ามมิให้เป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้ในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานนั้น
ข้อ 6 “เจตนารมณ์ของกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ 2542 มาตรา 100 (1) เป็นการบัญญัติ “แบบมีเงื่อนไข” ว่าหมายถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐมนหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจกำกับ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ เท่านั้น เพราะเป็น “กฎหมายจำกัดสิทธิ” มีหน้าที่สำคัญที่ควรนำมาตรวจสอบคือ หลักฐานจากรายงานการประชุมวุฒิสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2542 ในหน้าที่ 55 และสามารถเปรียบเทียบได้กับมาตรา 100 (3) ที่บัญญัติไว้แบบไม่มีเงื่อนไข
ข้อ 7. นายกรัฐมนตรีไม่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
การจะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาต้องเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายนั้นๆ บัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง อาทิเช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ 2542 มาตรา 31 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ 2542 มาตรา 12 ฯลฯ กรณีคดีนี้ไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายให้นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
ข้อ8 กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัมนาระบบสถาบันการเงิน มีอำนาจหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ในการประกาศขายที่ดิน ทำสัญญาซื้อขายที่ดิน ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินโดยชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ เปรียบเทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 4655/2533 ระหว่าง นางลาวัณย์ ดิลคณารักษ์ โจทก์ กระทรวงการคลังกับพวก จำเลย วินิจฉัยไว้ว่า “กองทุนเพื่อการพื้นฟูฯ เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยมีสิทธิและหน้าที่ต่างๆ ตามบทบัญญัติทั้งปวงแห่งกฎหมายภายในของวัตถุประสงค์ของตน” และแม้จะอ้างว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่จะนำเอาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบรามการทุจริต พ.ศ 2542 หมวด 9 ว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลปละประโยชน์ส่วนรวมตามมาตรา 100 (1) มาบังคับใช้ไม่ได้ เพราะบทบัญญัติในมาตรา 100 (1) มิได้บัญญัติหน่วยงานของรัฐประเภท “รัฐวิสหกิจ” ไว้เช่นกันกับบทบัญญัติในมาตรา 100 (3) และสัญญาซื้อขายระหว่าง คุณหญิงพจมาน ชินวัตร กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มิใช่ “สัญญาสัมปทาน”
ข้อ 9. สัญญาซื้อขายที่ดินที่จัดให้มี “การประกวดราคา” ไม่เป็นเรื่องประโยชน์ส่วนบุคคลขัดแย่งกับประโยชน์ส่วนรวม มิได้ลิดรอนผลประโยชน์ของประชาชน ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมประมูลในการประกวดราคาตามประกาศของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ได้
การกระทำของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผู้ขายและ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ผู้ซื้อ กระทำโดยสุจริต เปิดเผย มีการแข่งขันราคาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีการศึกษา และตรวจสอบแล้วว่า ผู้ซื้อและผู้ขายไม่ต้องห้ามในการทำสัญญาซื้อขายที่ดิน
การจำหน่ายที่ดินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การประมูลขายที่ดินและการขายที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปตามข้อบังคับและเป็นไปตามมติของคณะกรรมการจัดการกองทุน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 มาตรา 29 เตรส
ข้อ 10. กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไม่ได้รับความเสียหายจากการจำหน่ายที่ดินแปลงพิพาทแต่ได้รับประโยชน์จากการจำหน่ายที่ดิน คุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นผู้เสนอราคาสูงสุด เดิมราคาที่ดินที่แท้จริงที่ บริษัท เอราวัณทรัสต์ ซื้อมาเพียงราคา 103 ล้านบาท หากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ไม่จำหน่ายที่ดินต้องมีภาระดอกเบี้ยปีละประมาณ 35 ล้านบาท
การที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ปรับลดราคาที่ดิน และออกหลักเกณฑ์การขาย การประกาศประกวดราคาที่ดิน ราคาที่ดินอนุมัติขาย รวมทั้ง ข้อกำหนดในการส่งมอบที่ดิน กระบวนการ ต้งแต่การประกาศขายจนกระทั่งมีการทำสัญญาซื้อขายทิ่ดนทุกขั้นตอนเป็นไปโดยเปิดเผยสามารถตราจสอบได้ เพราะในเรื่องดังกล่าวกองทุนฟื้นฟูฯ ได้ทำ รายงานการขายที่ดินถึงสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ได้เข้าทำการตรวจสอบบัญชีและงบการเงินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เสร็จสิ้นแล้ว มิได้มีข้อสังเกตหรือมีข้อทักท้วงในรายงานการตรวจสอบบัญชีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินว่า การปรับลดราคาที่ดินและการขายที่ดินในครั้งนี้ ทำให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เสียหาย และการปรับลดราคาที่ดินและการขายที่ดินเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจัดการกองทุน
สำหรับที่มีการกล่าวว่าภายหลัง คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซื้อที่ดิน มีการยกเลิกข้อจำกัดเรื่องความสูงในการก่อสร้างอาการ มีข้อเท็จจริงดังนี้
(1.) ข้อกำหนดตามกฎหมายผังเมืองใหม่ (พ.ศ.2549) ที่ดินที่ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซื้อ
มาอยู่ “ประเภท ย 6 “ ซึ่ง “ห้ามสร้างอาคารขนาดใหญ่พิเศษ” (อาคารที่มีพื้นที่ตั้ง 10,000 ตามรางเมตรขึ้นไป)
(2.) ข้อกำหนดการยกเลิกข้อจำกัดความสูงในการก่อสร้างอาคาร เป็นกรณีที่อาคาร
สำนักงานหรืออาคารประกอบพาณิชยกรรมจะสร้างอาคารสูงประเภทดังกล่าวไม่ได้ เพราะที่ดินที่ประมูลได้มีเขตทางไม่ถึง 30 เมตร (ถนนเทียมร่วมมิตร มีเขตทางเพียง 17-20 เมตรเท่านั้น ตามหนังสือสำนักงานเขตห้วยขวางที่ กท04803/6436 ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2550 ) และที่ดินดังกล่าวไม่ได้อยู่ภายในระยะ 500 เมตรจากศูนย์กลางสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน
จากข้อกำหนดที่ (1) และ (2) ข้างต้น สรุปได้ว่าการยกเลิกข้อจำกัดความสูงในการก่อสร้างอาคารไม่ได้ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น เพราะแม้จะให้สร้างอาคารสูงได้ แต่ข้อกำหนดเรื่องอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดินตามกฎหมายผังเมืองใหม่ (พ.ศ.2549) กำหนดไว้ไม่เกิน 45 : 1 (ตามกฎหมายผังเมืองใหม่ข้อ 17 (21) ใน (1) ย่อย กล่าวคือ ที่ดิน 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) สามารถสร้างอาคารได้เพียง 7,200 ตารางเมตรเท่านั้น) ซึ่งข้อกำหนดนี้เดิมกฎหมายผังเมืองใหม่ไม่ได้ดำหนดไว้ แต่ใช้กฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 หมวดที่ 1 ข้อ 5 กำหนดไว้ที่อัตราส่วนไม่เกิน 10 : 1 กล่าวคือ ที่ดิน 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) สามารถสร้างอาคารได้ 15,000 ตารางเมตร จะเห็นว่าพื้นที่อาคารได้หายไปกว่าครึ่ง
ดังนั้นผังเมืองใหม่ดังกล่าวจึงไม่ได้เอื้อประโยชน์ (ทำให้ราคาสูงขึ้น ให้แก่ที่ดินที่ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซื้อแต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้ามผังเมืองใหม่ดังกล่าวกลับทำให้ราคาที่ดินที่ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซื้อ มีมูลค่าที่ดินลดลง เพราะไม่สามารถสร้างอาคารให้ได้พื้นที่ใช้สอย เท่ากับกฎหมายเดิมตามที่กล่าวมาข้างต้น (ลดลงกว่าครึ่ง)
การจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร จะดำเนินการจัดทำใหม่ทุก 5 ปี ตามพระราชบัญญัติผังเมืองมาตรา 26 ถ้าไม่ทันให้ขยายเวลาการใช้บังคับกฎกระทรวงตามผังรวมเดิมได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี ตามมาตรา 26 วรรคห้า และกระบวนการในการจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร มีขั้นตอนมากมายเช่นต้องผ่าน “คณะกรรมการผังเมือง” ซึ่งตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง (พ.ศ.2518) กำหนดให้ข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการแล้วยังมีผู้ทรงคุณวุฒิทางการผังเมืองหรือสาขาวิชากที่เกี่ยววข้องโดยตรงกับการผังเมืองไม่เกิน 7 คน และผุ้แทนสถาบันองค์กรอิสระและบุคคลอื่นที่มีความเกี่ยวข้องกับการผังเมืองไม่เกิน 7 คน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมาเป็นกรรมการด้วย
นอกจากนี้คณะกรรมการผังเมืองยังมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตามความเหมาะสมขึ้นมาพิจารณาดำเนินการได้อีก ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติผังเมือง (พ.ศ.2518) ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน คณะกรรมการร่างกฎหมายกระทรวงมหาดไทย และคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการกฤษฎีกา จะเห็นว่าการจัดผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร จะต้องผ่านขั้นตอนและการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนสถาบันองค์กรอิสระมากมาย และที่สำคัญคือมีการผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การจัดกำหนดผังเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนากยรัฐมนตรีในขณะนั้น ไม่ได้กำกับ ควบคุม ดูแลกรุงเทพมหานคร และมีข้อเท็จจริงที่สังคมทราบโดยทั่วไปว่า ในขณะนั้น “กรุงเทพมหานคร มีผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครเป็นสมาชิก และผู้บริหารพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งและเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะให้อำนาจหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีไปแทรกแซง สั่งการใดๆ ให้กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำยอมต้องยกเลิกข้อบังคับเรื่องอาคารสูง เพื่อให้เป็นประโยชน์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น
ขอตายแผ่นดินเกิด
“ทักษิณ” ย้ำจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ทุกพระองค์อย่างหาที่สุดมิได้ ออกแถลงการณ์เปิดใจข้ามประเทศจากลอนดอน ถ้ามีวาสนาจะขอกลับมาตายเมืองไทยเหมือนคนไทยทุกคน ระบุ “วันนี้ไม่ใช่วันของผม” พร้อมขอโทษคณะผู้พิพากษาและผู้ให้การสนับสนุน แจงเหตุที่จำเป็นต้องไปพักที่อังกฤษเพราะขบวนการจ้องกำจัดยังดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การยึดอำนาจ กระทั่งส่งคนเข้าแทรกซึมอยู่ในองค์กรต่างๆ ชี้ตั้งใจจะกลับมาพึ่งพากระบวนการยุติธรรม แต่ก็ยังมีความกังวล รวมทั้งยังมีข่าวเข้าหูอยู่ตลอดเวลาว่าจะมีการลงมือถึงขั้นเอาชีวิต
การตัดสินใจไม่เดินทางกลับประเทศไทย ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว ตามกำหนดการเดิมที่จะบินกลับจากประเทศจีนด้วยเที่ยวบิน TG615 ถึงประทศไทยในเวลา 21.45 น. ของคืนวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ตลอดทั้งวันที่ 11 สิงหาคม โดยในวันดังกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ส่งโทรสารแถลงการณ์ข้ามประเทศ เพื่อขออภัยต่อคณะผู้พิพากษาและประชาชนที่ให้การสนับสนุน ที่ต้องเดินทางต่อไปพำนักในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยไม่กลับประเทศไทย ด้วยห่วงเรื่องความปลอดภัย
พร้อมกันนี้ยังย้ำถึงความจงรักภักดี แต่มีคนใส่ร้ายและยืนยันว่าไม่ได้เลวดังข้อกล่าวหา และหากมีวาสนาจะขอกลับมาตายบนแผ่นดินไทย เหมือนกับคนไทยทุกคน
ทั้งนี้แถลงการณ์ดังกลาวจั่วหัวเรื่องว่า “การไม่ไปรายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” โดยมีใจความว่าก่อนอื่นกระผมต้องกราบขออภัยต่อคณะผู้พิพากษาคดีที่ดินรัชดาฯ และพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุนผมทุกท่าน ที่ผมและภรรยาได้เดินทางมาพำนักที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่ยึดหลักการประชาธิปไตยเหนือสิ่งอื่นใดและไม่ได้ไปรายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง
สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมและครอบครัว พร้อมกับบุคคลผู้ใกล้ชิดเป็นผลพ่วงต่อเนื่องมาจากความต้องการขจัดผมออกจากการเมือง ด้วยการพยายามลอบสังหาร ตามมาด้วยการปฏิวัติรัฐประหาร แต่งตั้งคณะบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์มาสอบสวนดำเนินคดีเฉพาะตัวผมและครอบครัวร่างรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจเผด็จการ แต่งตั้งบุคคลที่สนับสนุนการปฏิวัติรัฐประหารทั้งทางตรงและทางอ้อมเข้าไปเป็นกรรมการในองค์กรต่างๆ เพื่อดำเนินการกับผม เมื่อมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังคงเลือกพรรคพลังประชาชน ที่ผู้สมัครส่วนใหญ่มาจากพรรคไทยรักไทยเดิมให้กลับคืนมาทำหน้าที่ตัวแทนของพวกเขา
ผมคิดว่าเหตุการณ์คงจะดีขึ้น ผมคงมีโอกาสได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์และได้ความเป็นธรรมจึงเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2551 แต่เหตุการณ์กลับยิ่งเลวร้ายเพราะสิ่งเกิดขึ้นกับตัวผมและครอบครัวเป็นเสมือนผลที่เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ ผลของมันก็ย่อมเป็นพิษตามไปด้วย นั้นก็คือ ยังคงมีการสืบทอดระบอบเผด็จการในการจัดการ การเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตย ตามด้วยการแทรกแซงกระบวนยุติธรรม โดยเอาผลลัพธ์ที่อยากจะได้เป็นตัวตั้ง เพื่อจัดการกับผมและครอบครัว ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้ถือว่าผมเป็นศัตรูทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงระบบกฎหมาย ระบบข้อเท็จจริงและการสอบสวนดำเนินคดีตามหลักนิติธรรมสากล ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายว่าด้วยพยานหลักฐาน การบังคับใช้กฎหมายที่มีผลเป็นโทษย้อนหลัง ไม่ยอมใช้หลักฐานหลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐ ผมและครอบครัวได้ถูกดำเนินการอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนี้มาอย่างต่อเนื่อง
การแทรกแซงกระบวนยุติธรรมและการใช้ระบบ 2.มาตรฐานที่เห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้ผมและครอบครัว พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็นับว่าหนักหนาแล้ว แต่ยังเทียบไม่ได้กับการที่ระบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศ และองค์กรที่เกี่ยวข้องที่มีเกียรติมีความน่าเชื่อถือสั่งสมมาเป็นเวลายาวนานต้องเสื่อมลง เพราะถูกนำมาใช้ทางการเมืองจนขาดความเป็นกลางซึ่งเป็นผลเสียต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง
นอกจากนี้ ผมได้รับข่าวสารตลอดเวลาว่า ชีวิตของผมไม่ปลอดภัยเดินทางไปไหนมาไหน จึงต้องใช้รถกันกระสุน นี่คือ ผลที่ได้รับจากการที่ผมอาสาเข้ามาทำงานรับใช้ประเทศชาติ ราชบัลลังก์ และประชาชน ด้วยความทุ่มเททำงานอย่างหนัก มาตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปี ที่ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี
ผมจึงขอกราบขออภัยอีกครั้งหนึ่งที่ต้องตัดสินใจ มาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ และขอยืนยันว่า
1. ผมและครอบครัวมีความจงรักภักดีต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ทุก
พระองค์อย่างหาที่สุดมิได้ แม้ว่ามีผู้จงใจใส่ร้ายมาโดยตลอด
2. ถึงแม้ผมไม่ใช่คนดีสมบูรณ์แบบ แต่ผมขอยืนยันว่าผมไม่ได้เลวอย่างที่ถูกกล่าวหา เมื่อ
ถึงเวลาที่เหมาะสมผมจะแถลงความจริงให้ทุกท่านทราบ วันนี้ยังไม่ใช่วันของผม ขอให้ผู้สนับสนุนผมอดทนอีกนิดนึงครับ
3. หากผมยังมีวาสนา ผมจะขอกลับมาตายบนผืนแผ่นดินไทย เฉกเช่นคนไทยทุกคนครับ
สภาผู้แทนราษฎรจัดกิจกรรมวันแม่
สภาผู้แทนราษฎร จัดกิจกรรมวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ระหว่างวันที่ 11-22 สิงหาคมนี้
นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นประธาน นำข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกันจุดเทียนชัยถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ และกล่าวอาเศียรวาท พร้อมร้องเพลงสดุดีมหาราชา ที่บริเวณห้องโถงชั้นล่าง อาคารรัฐสภา 1
ทั้งนี้ ภายในงานยังจัดให้มีการรำถวายพระพร แสดงจินตลีลา และนิทรรศการ "แม่ของแผ่นดิน" ซึ่งเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ นิทรรศการ "แม่ลูกผูกพันแบ่งปันความรัก" เป็นการแสดงภาพถ่ายความผูกพันของแม่ลูก และนิทรรศการ "มุมสารรักจากใจมอบให้คุณแม่" ทั้งนี้ นิทรรศการจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 11-22 สิงหาคม นี้
ซึ่งนอกจากกิจกรรมดังกล่าว แล้ว ภายในวันที่ 13 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ได้ทำการจัดให้มีมุมตรวจสุขภาพ และนวดเพื่อสุขภาพไว้บริการฟรีอีกด้วย
ไม่มีสัจจะในม็อบพันธมิตร‘จำลอง’ตะแบงขอชุมนุมต่อ
การลี้ภัยทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ โดยเฉพาะกรณีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำ เคยประกาศว่าหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ลี้ภัยทางการเมือง ไม่กลับมาประเทศไทย จะยุติการชุมนุมทันที โดยทันทีที่มีข่าวดังกล่าว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำอีกคน ก็รีบออกมาให้สัมภาษณ์ทันควันว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เกี่ยวกับการชุมนุม แต่ที่มีการรวมตัวกันอยู่ในขณะนี้เพราะต้องการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550
จากกรณีดังกล่าว ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เคยลั่นว่าวาจาไว้ว่าหากอดีตนายกลี้ภัยจริงๆ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพร้อมที่จะยุติการเคลื่อนไหวนั้น ตนเห็นว่านี่ไม่ใช่สาเหตุสำคัญที่กลุ่มพันธมิตรฯ จะยกเลิกการชุมชุม เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่นอกการบริหารทางการเมืองมานานแล้ว นายสนธิจะยกเลิกหรือไม่นั้น ไม่สำคัญอะไรกับอดีตนายกฯ เพราะทุกวันนี้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีความสมเหตุสมผล และเป็นการก่อความวุ่นวายแก่บ้านเมือง
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯที่มีการลั่นวาจาจะยุติการชุมุนุม ว่าส่วนตัวภาวนาให้กลุ่มพันธมิตรฯ ปักหลักชุมนุมต่อไป เพื่อให้ประชาชนได้ทราบว่าพวกนี้แหละคือตัวการที่ทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหาย
“สามารถ”นั่งแท่นรองปธ.สภา ดัน“วิทยา”ครองเก้าอี้เก่าแทน
นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงการประชุมวิปรัฐบาลว่า ที่ประชุมวันนี้เป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ 2 ฉบับ ที่จะนำเข้าสู่สภาฯในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ คือพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และพระราชบัญญัติว่าด้วย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยในส่วนของร่างพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. มีข้อปรับปรุงที่น่าสนใจคือวิธีการทำงานอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น กำหนดให้ ป.ป.ช. มีอำนาจสามารถยึดและอายัดทรัพย์ได้ทันที อีกส่วนหนึ่งที่มีการเพิ่มเติมขึ้นมาก็คือจะจัดให้มี ป.ป.ช. จังหวัด ทำหน้าที่รณรงค์ป้องกันไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นในระดับท้องถิ่น ส่วน พ.ร.บ.การฟอกเงินนั้น ก็มีการเพิ่มเติมกิจการที่จะต้องรายงานการทำธุรกรรมทางการเงินต่อ ป.ป.ช. เช่น กิจการที่ทำการค้าเกี่ยวกับอัญมณี การเช่าซื้อรถยนต์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การค้าของเก่า ร่วมทั้งกลุ่มธุรกิจอื่นที่อาจเป็นช่องทางของการฟอกเงิน ก็ให้ออกเป็นกฎกระทรวง
ส่วนการคัดเลือกผู้มาดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า การเลือกตัวแทนของพรรคเพื่อทำหน้าที่รองประธานสภาคนที่1นั้น ล่าสุดในที่ประชุมวิปรัฐบาลวันที่ 11 สิงหาคม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน ได้ทำการแจ้งต่อที่ประชุมว่าจะต้องเร่งให้มีการประชุมกรรมการบริหารเพื่อหาบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่รองประธานเพื่อเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 13 สิงหาคมนี้เช่นกัน
ขณะที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคพลังประชาชนในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ถึงขณะนี้ก็ยังมีเวลาให้คณะกรรมการบริหารพรรคได้ประชุมเพื่อหาตัวบุคคลที่จะถูกเสนอชื่อเป็นรองประธานสภาผู้แทนราฎร ที่จริงแล้วประชุมกันตอนเช้าวันพุธที่ 13 สิงหาคม ก็ยังทันเวลา แต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าน่าจะเป็นโควตาภาคเหนือ ซึ่งคนที่เข้ามาทำหน้าที่ก็คือนายสามารถ แก้วมีชัย และอาจเลื่อนให้ นายวิทยา บูรณศิริ เข้ามาทำหน้าที่ประธานวิปรัฐบาลแทนก็เป็นได้
ด้านนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชาชน และวิปรัฐบาล กล่าวว่า สำหรับรายชื่อรองประธานที่คาดว่าจะมีการสรรหาในการประชุมกรรมการบริหารพรรคนั้น ประกอบด้วย นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานวิปรัฐบาล นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.อยุธยา นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ และนายสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าคนที่จะสามารถทำงานได้ดีก็มีนายสามารถ นายวิทยา และนายสุขุมพงศ์ ส่วนกรรมการบริหารพรรคจะต้องค่อยติดตามต่อไป
แฟนคลับ “ทักษิณ” หลั่งน้ำตา เรียกร้องสังคมผดุงความยุติธรรม
นางมติ แซ่อัง หรือ "เจ๊หมวย ก๋วยเตี๋ยวรสเยี่ยม" แกนนำแฟนคลับชมรมคนรักทักษิณ จ.เชียงราย เปิดเผยว่า กรณีที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว จนถึงขั้นต้องหลบลี้หนีภัยทางการเมืองไปอาศัยอยู่ต่างแดนในครั้งนี้ มองว่าเป็นความอยุติธรรมสำหรับคนๆ หนึ่ง ที่อดีตเคยทำคุณงามความดีที่ยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติ ชนิดไม่เคยไม่มีผู้นำคนใดในประเทศ กล้าที่จะทำมาก่อน แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้ประเทศชาติ เสียสละมามากมาย
“ทางกลุ่มชมรมคนรักทักษิณเชียงราย กำลังประชุมภายในเพื่อหาทางกันอยู่ ว่าจะมีทางเช่นไรที่จะช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้บ้าง ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ ทั้งๆที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คือคนไทย เกิดในแผ่นดินไทย ทำไมความถูกต้อง ความชอบธรรมหายไปไหนหมด หายไปจนไม่สามารถที่จะอยู่ในแผ่นดินเกิดได้นี้หรือ ที่เรียกว่าประเทศแห่งประชาธิปไตย" นางมติ กล่าว
แกนนำแฟนคลับคนรักทัหษิณ กล่าวต่อว่า ทำไมทุกวันนี้คนไทยอีกหลายสิบล้านคน ทำไมไม่พูดถึง หรือนำคุณงามความดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาพูดถึง ไม่เอาผลงานการทำงานในการปราบปรามยาเสพติด หรือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มาเป็นเครื่องชี้วัดถึงความดีที่อดีตนายกรัฐมนตรีเคยทำไว้กับประเทศบ้าง
"ทุกวันนี้ผู้ปกครองหลายราย ที่มีลูกชายติดยาเสพติด ได้เข้ามาปรึกษาหารือกับตน ว่าจะทำอย่างไรขณะนี้ยาบ้า ยาเสพติดกลับมาอีกแล้ว ทำให้เรายิ่งหดหู่ ว่าถ้าบ้านเมืองเราขณะนี้มีคนชื่อทักษิณ ชินวัตร อยู่ เรื่องเลวร้าย ทั้งยาเสพติด ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน คงไม่วิกฤตเช่นนี้" นางมติ กล่าว
ส่วนทางด้านกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ที่มี น.ส.จีระนันท์ จันทะวงศ์ หรือ บุ๋ม เป็นแกนนำ รวมทั้งเหล่าสมาชิกกลุ่ม 24 มิถุนาฯ และกลุ่มสมาชิกเวปไซด์เสรีชน ได้ร่วมกันหลั่งน้ำตา ให้กับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้ นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผ่านรายการวิทยุที่มีการจัดสด ผ่านเวปไซด์เสรีชน ที่มี น.ส.จีระนันท์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งตลอดทุกช่วงรายการ มีสมาชิกคนไทย ที่เข้าใจใน พ.ต.ท.ทักษิณ ร่วมต่อต้านความเผด็จการ และเรียกร้องให้มีการสังคายนากระบวนการยุติธรรมใหม่ ให้เป็นกลางไม่ถูกแทรกแซง เพื่อเปิดเส้นทางให้อดีตนายกทักษิณ ได้กลับมาสู้คดีอย่างสง่าผ่าเผย