WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 14, 2008

‘สมัคร’แจงกกต.ปัดพปช.ไม่เกี่ยวคดีใบแดงยงยุทธ

“สมัคร” ทำจดหมายชี้แจงกรณีใบแดง “ยงยุทธ” ถึง กกต. ตามกำหนดเส้นตาย ความยาว 8 หน้ากระดาษ ยืนยันชัดเจนว่าพรรคมีเจตนาให้สมาชิกทุกคนทำตามกติกาการเลือกตั้ง และมีการย้ำกับลูกพรรคตลอดเวลา ทั้งยังยืนยันการกระทำที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับพรรค และพรรคไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว

ความพยายามที่เกดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็คือความพยายามในการจัดการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้หมดอำนาจทางการเมือง โดยสิ้นเชิง และขณะเดียวกันก็มีความพยายามจนยุบพรรคไทยรักไทยสำเร็จ และลามมาถึงพรรคพลังประชาชน ที่ฝ่ายเผด็จการเชื่อว่ามีความเกี่ยวพันกับอดีตนายกรัฐมนตรี ดังที่ปรากฏเอกสารลับ และข้อความสำคัญหลายครั้งหลายหนในช่วงรัฐบาลทหาร และในช่วงของการทำประชามติ และการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

โดยการจัดการกับพรรคพลังประชาชน ได้เกิดขึ้นเมื่อมีการร้องเรียนนายยงยุทธ ติยะไพรัช กรรมการบริหารรพรรค ทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งนำไปสู่การได้ใบแดง ไล่เลี่ยกับพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอื่นๆ ยกเว้นอยู่เพียงกรณี นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น ที่จนขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุป จนเป็นที่กังขาถึงบทบาทของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางนั้น

ท่ามกลางคำยืนยันของกรรมการ กกต.หลายคน ที่ออกมายืนยันว่าตัวเองทำงานด่วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ได้ออกมาขีดเส้นให้พรรคพลังประชาชน ทำการชี้แจงเรื่องดังกล่าวภายในวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าจะไม่ยอมให้มีการเลื่อนเวลาออกไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม

อย่างไรก็ดีในวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ส่งหนังสือเพื่อชี้แจงต่อกกต. แทนการเดินทางเข้าพบ โดยเอกสารชี้แจงมีความยางทั้งหมด 8 หน้ากระดาษ มีสาระสำคัญสรุปได้ว่าพรรคพลังประชาชน มีความตั้งใจและพยายามควบคุมดูแลให้สมาชิกทุกคนในพรรคไม่ไปกระทำความผิดการเลือกตั้ง และได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนคดีข้อกล่าวที่ทาง กกต. ได้รับร้องเรียนมากับผู้สมัครประกอบกันไปด้วย และทางพรรคพลังประชาชนเองก็ไม่ได้เห็นด้วยและไม่เมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของนายยงยุทธ ติยะไพรัช แต่อย่างใด

ด้านนายภิรมณ์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กล่าวว่าความจริงแล้ว นายสมัคร ไม่จำเป็นต้องชี้แจงกรณีดังกล่าวก็ได้ เพราะตนคิดว่า กกต.มีการตั้งธงเอาไว้แล้ว อีกอย่างพรรคการเมืองอื่นที่มีคดีคั่งค้างอยู่ กกต.ก็ไม่ค่อยสนใจ แต่มุ่งมาที่พรรคพลังประชาชนพรรคเดียวเท่านั้น

นายสุขุมพงษ์ โง่นคำ เลขาธิการพรรคพลังประชาชน และรองประธานผู้ประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวอย่างเดียวกันว่า นายสมัครไม่ต้องเข้าไปชี้แจงอะไรหรอก เพราะไม่ได้ทำผิดอะไร จะไปชี้แจงทำไม



พปช.สยบข่าวพรรคแตกแยกเผยคะแนนนิยมภาคอีสานพุ่ง

พปช.ประสานเสียงเดินหน้าสู้ แม้จะมีข่าวตั้งธงยุบพรรค ทั้งปฏิเสธข่าวแตกแยกภายใน ยืนยันหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ลี้ภัย คะแนนนิยมในภาคอีสานยิ่งพุ่งสูงกว่าเดิม เพราะสงสารอดีตนายกฯ ที่โดนกลั่นแกล้ง ขณะที่ 20 ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนา แยกตัว ย้ำไม่คิดย้ายพรรค พร้อมปฏิเสธข่าว “บิ๊กจิ๋ว” รื้อฟื้นพรรคความหวังใหม่

ท่ามกลางกระแสข่าวเกิดปัญหาภายในพรรคพลังประชาชน ว่าจะมีนักการเมืองแสดงท่าทีว่าจะแปรพักตร์ แยกไปรวมตัวกันตั้งพรรคใหม่ หรือไปสังกัดพรรคอื่น เพราะมองว่าพรรคพลังประชาชนอาจถูกยุบ ประกอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปอยู่ต่างประเทศ อาจจะทำให้ความศรัทธาถดถอยลงไป และจะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม มีการเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้สั่งผ่าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค เรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค โดยมีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรค พร้อมทั้งกรรมการบริหารพรรคเข้าประชุมอย่างพร้อมเพียง

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้หารือกรณีที่ข่าวตั้งธงยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งพรรคพลังประชาชนไม่รู้สึกหวั่นไหวและจะสู้คดีให้ถึงที่สุด

ทั้งนี้ หากพรรคพลังประชาชนถูกยุบจริง เชื่อว่าส.ส.พรรคพลังประชาชนจะรวมกันเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยไม่มีการแตกแยกตามที่เป็นข่าวว่า กลุ่มอีสานพัฒนาจะไปรวมกับพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อฟื้นฟูพรรคความหวังใหม่ อย่างไรก็ดี พรรคพลังประชาชนจะไม่มีการตัดสินใจใดๆ เนื่องจากต้องรอจนกว่าจะมีคำพิพากษาจากศาลอย่างชัดเจนว่าจะยุบพรรคพลังประชาชนหรือไม่

ทุกกลุ่มต้องอยู่ร่วมกัน
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และอดีตรองประธานสภาผู้เเทนราษฏร กล่าวถึงกระแสข่าวกลุ่มอีสานพัฒนาจะไปสังกัดพรรคใหม่ ซึ่งก่อตั้งโดยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ส่วนตัวยังไม่ทราบเรื่องนี้ อีกทั้งตนไม่ได้อยู่ในกลุ่มอีสานพัฒนาแล้ว เพราะจากอุดมการณ์ทางการเมืองที่ไม่ตรงกันเลยได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาใหม่ มีสมาชิกประมาณ 20 คนจากสมาชิกของกลุ่มอีสานพัฒนาเดิม 30 คน แต่ขณะนี้ยังไม่มีชื่อกลุ่ม ซึ่งมีหลายคนเสนอให้ตั้งชื่อกลุ่ม "ขุนค้อน"
อย่างไรก็ตาม กลุ่มของตนยังคงอยู่สังกัดพรรคพลังประชาชนตามเดิม ไม่คิดจะไปไหน นอกจากนี้ โดยหลักการแล้ว ส.ส.พรรคพลังประชาชนจะต้องไปด้วย ทุกกลุ่มต้องอยู่ร่วมกัน เพราะเราเป็นพรรคพลังประชาชนด้วยกัน
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่เคยคิดจะรวมกลุ่มกับ เพื่อนเนวินอย่างที่เป็นข่าว โดยตนไม่เคยคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย รวมทั้งไม่เคยเห็นหน้าและคุยโทรศัพท์กันมานานแล้ว
ส่วนกรณีที่หลายคนมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เมืองนอก อาจทำให้พรรคพลังประชาชนแพแตก หรือขาดหัวเรือใหญ่นั้น ตนยังมองว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังเป็นหัวเรือใหญ่ที่สำคัญ ส่วนใครจะมองเป็นอย่างนั้นก็เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล โดยยืนยันว่าพรรคไม่ได้แตกแยกแต่อย่างใด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มอีสานพัฒนาไม่แฉข้อมูลทุจริตในแก๊งออฟโฟร์ หลังจากที่ดึงดันจะยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วนั้นว่าเป็นมวยล้ม ต้มคนดูหรือไม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะทางกลุ่มไม่มีข้อมูลในเรื่องนี้ ใครมีข้อมูลก็ตรวจสอบกันไป

เชื่อผ่านวิกฤติไปได้
ด้านนายไพจิต ศรีวรขาน ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.พรรคความหวังใหม่เช่นกันกล่าวว่า ไม่
ขอวิจารณ์ว่า พล.อ.ชวลิต จะมีศักยภาพดำเนินการทางการเมืองหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นผู้ที่เคยมีบุญคุณทางการเมือง พร้อมยืนยันว่ายังอยู่พรรคพลังประชาชน และเห็นว่านายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคมีความสามารถไม่เป็นรองใคร
นายไพจิต กล่าวว่า ตนกำลังตรวจสอบข่าวพรรคพลังประชาชนเกิดความระส่ำระสาย เพราะเห็นว่าเป็นการปล่อยข่าว เนื่องจากขณะนี้ทุกคนยังไม่เคยคิดย้ายพรรค และจากการถาม ส.ส.อีสานส่วนใหญ่ ต่างเชื่อมั่นว่าพรรคพลังประชาชนจะผ่านวิกฤติทางการเมืองไปได้ และยังไม่เคยคิดว่าพรรคเราจะถูกยุบ

ไม่มีแนวคิดย้ายพรรค
สำหรับกรณีกระแสข่าวที่ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนาจะจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่โดยจะฟื้นพรรคความหวังใหม่ นำทีมโดยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ว่า ขอยืนยันว่าการย้ายไปอยู่พรรคความหวังใหม่ไม่เป็นความจริงกลุ่มอีสานพัฒนายังไม่มีแนวคิดดังกล่าว เพราะยังเชื่อมั่นว่าพรรคพลังประชาชนจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งขณะนี้ทางกลุ่มอยู่ระหว่างการสืบหาว่าใครเป็นคนปล่อยข่าว หากจะมีอะไรเกิดขึ้นเช่นการยุบพรรค กลุ่มอีสานพัฒนายังเชื่อมั่นในฐานเสียงประชาชน
“ต่อให้มีการยุบพรรคเกิดขึ้นกลุ่มอีสานพัฒนาก็จะไม่ไปไหน เพราะเราไม่มีที่ไป สปอนเซอร์ก็ไม่มี ที่สำคัญเรามาจากพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนก็มาจากพรรคไทยรักไทย จึงไปไหนก็จะไปด้วยกัน ซึ่งผู้ใหญ่ในพรรคหลายๆคนก็มีบุญคุณที่ทำให้พรรคสามารถอยู่มาได้จนทุกวันนี้ และการที่พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปอยู่ต่างประเทศก็ถือว่ากระทบต่อพรรคพอสมควรแล้ว ดังนั้นการดำเนินการอะไรก็ตามจะไม่ซ้ำเติมพรรค”นายไพจิต กล่าว

ปฏิเสธจัดตั้งพรรคใหม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการประสานไปยังพล.อ.ชวลิต ให้เป็นหัวหน้าพรรคที่ตั้งขึ้นใหม่หรือไม่ นายไพจิต กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ ที่ผ่านมามีเพียงพูดคุยกันธรรมดา ไม่ได้พูดคุยถึงการจัดตั้งพรรคใหม่ และคงเป็นไปไม่ได้เพราะไม่รู้จะไปหาสปอนเซอร์มาจากไหน
เมื่อถามย้ำว่า การออกมายืนยันว่าจะไม่แยกตัวออกจากพรรคพลังประชาชนนั้นเป็นการยุติการเคลื่อนไหวตรวจสอบการทุจริตของบุคคลใกล้ชิดนายสมัคร นายไพจิต กล่าวว่า ยอมรับว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางออกนอกประเทศ ก็ทำให้ทางกลุ่มอีสานพัฒนากลับมาทบทวนอีกครั้ง ทั้งในการรุกในการรับการก้าวย่างต่างๆ ต้องทำให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบกับพรรคโดยรวม โดยเฉพาะการดำเนินการภารกิจหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กลุ่มอีสานพัฒนาก็เป็นไปทิศทางแนวเดียวกับพรรค เพราะเป็นภารกิจหลักของพรรคตั้งแต่หาเสียงการเลือกตั้ง

ยันพรรคต้องเป็นเอกภาพ
นายไพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า หลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เดินทางกลับประเทศ ทำให้ต้องมีการประเมินสถานการณ์การเมืองใหม่ ดังนั้นในขณะนี้จะชะลอการตรวจสอบคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมรับสินบนไว้ก่อน แต่ยืนยันไม่ใช่เป็นเรื่องของมวยล้ม และเห็นว่า หากจะมีการแก้รัฐธรรมนูญในพรรคพลังประชาชน ต้องมีความเป็นเอกภาพ ไม่แบ่งแยกว่าเป็นกลุ่ม ส.ส.อีสานใต้ อีสานพัฒนา หรือกลุ่มใด ๆ เพราะเรื่องดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ได้อาสากับประชาชนไว้ และแม้จะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป
นายไพจิต กล่าวอีกว่า จนถึงวันนี้แม้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปอยู่ต่างประเทศแล้วแต่หากมีการยุบสภา และมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคได้มีการประเมินว่าเสียงของประชาชนทางภาคอีสานยังคงเหนียวแน่น เพราะบารมีของพ.ต.ท.ทักษิณ ภายหลังจากที่มีการตัดสินคดีเลี่ยงภาษี จนเป็นเหตุให้พ.ต.ท.ทักษิณ ภริยาและครอบครัวเดินทางไปอยู่ต่างประเทศ กระแสความนิยมในตัวของพ.ต.ท.ทักษิณ ในภาคอีสานพุ่งสูงกว่าเดิมมาก เพราะคนอีสานสงสารพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว ที่ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ ซึ่งกระแสความสงสารยังคงอยู่อีกประมาณ 5-6 เดือน และจุดยืนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี2550 ไม่เป็นประชาธิปไตยต้องได้รับการแก้ไขตามที่รัฐบาลเสนอ

ไม่ทราบบิ๊กจิ๊วฟื้นพรรค
ด้านพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นอดีตแกนนำพรรคความหวังใหม่ (ควม.) กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดข่าว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่จะรื้อฟื้นพรรคอีกครั้ง แต่เห็นว่าขณะนี้ตามรัฐธรรมนูญการตั้งพรรคไม่ใช่เรื่องยาก แต่ตนเอง และ พล.อ.ชวลิต ไม่ได้ติดต่อกันนานแล้ว ยืนยันว่าขณะนี้ยังอยู่พรรคพลังประชาชนและไม่เคยคิดย้ายไปพรรคอื่น ยังคงต้องการสร้างพรรคให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน เนื่องจากเห็นว่าพรรคพลังประชาชนมีบุคลากรที่มีความสามารถเป็นจำนวนมาก
นายภิรมณ์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณี ส.ส.อีสานพัฒนาจะจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ว่า ตนไม่ทราบความคิดของใคร ว่าจะแยกตัวออกไปทำอะไร ทั้งนี้ตนขอยืนยันว่าตนยังอยู่ที่พรรคพลังประชาชนต่อไปจะไม่ไปไหน
ส่วนที่บอกว่ากลุ่มที่แยกตัวออกไปไม่มีที่ยึดเหนี่ยวนั้น นายภิรมย์ กล่าวว่า กลุ่มเหล่านั้นก็คงหาที่ยึดเหนี่ยวต่อไปเรื่อยๆ อีกทั้งตนขอยืนยันว่ายังไม่มีการพูดคุยถึงเรื่องการแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่ ส่วนเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ลี้ภัยไปประเทศอังกฤษนั้นไม่มีผลกระทบกับพรรคแต่อย่างใด
นายภิรมย์ ยังกล่าวถึง กรณีที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคจะเข้าไปชี้แจงที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เกี่ยวกับคดีเป็นผู้จัดรายการ ชิมไปบ่นไป ว่า ตนคิดว่า นายสมัคร สุนทรเวช ไม่จำเป็นต้องไปชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว เพราะถึงไปตนก็คิดว่าไม่ผ่านอยู่แล้ว เนื่องจากทาง กกต.ได้มีการตั้งธงเอาไว้แล้วจะไปให้เสียเวลาทำไม
“อีกอย่างพรรคการเมืองอื่นที่มีคดีคั่งค้างอยู่ทาง กกต.ก็ไม่ค่อยสนใจ แต่มุ่งมาที่พรรคพลังประชาชนพรรคเดียวเท่านั้น” นายภิรมย์ กล่าว

ตั้งพรรคใหม่เป็นไปไม่ได้
ด้านนายสุขุมพงษ์ โง่นคำรอง เลขาธิการพรรคพลังประชาชน และรองประธานผู้ประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า การจะตั้งพรรคใหม่นั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะกฏหมายได้เขียนเอาไว้แล้วว่า การจะตั้งพรรคใหม่ได้ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่ถูกยุบเท่านั้น คนที่จะแยกตัวไปตั้งพรรคใหม่เหมือนทุบหม้อข้าวหม้อแกง ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เปรียบเสมือนลูกอกตัญญู ที่สาปแช่งพ่อแม่ให้ตาย ทั้งที่ยังไม่ตาย เพื่อจะแบ่งทรัพย์สมบัติกัน
“พวกที่จะแยกออกไปตั้งใหม่ทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์ และไม่สามารถตั้งพรรคใหม่ไม่ได้นั้น ก็เปรียบเสมือนลูกอกตัญญูคอยสาปแช่งพ่อแม่ให้ตาย เพื่อที่จะแบ่งสมบัติกัน”
นายสุขุมพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะเข้าชี้แจงต่อ กกต.ว่า นายสมัครไม่ต้องเข้าไปชี้แจงอะไรหรอก เพราะไม่ได้ทำผิดอะไร จะไปชี้แจงทำไม ส่วนเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ขอลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษนั้น ทางพรรคยังไม่มีการพูดถึง แต่ทั้งนี้คิดว่าไม่มีผลกระทบต่อพรรค และเรื่องลี้ภัยเป็นสิทธิ์ของท่านที่จะทำไม่ขอก้าวก่าย

โนคอมเม้นต์ ทักษิณลี้ภัย
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำ ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องออกมาแสดงท่าทีหรือวิพากษ์วิจารณ์คำแถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากเป็นการแสดงความคิดเห็น และเป็นเหตุผลส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ นอกจากนี้ การพูดถึงกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องที่พูดยาก เนื่องจากยังมีหลายคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
อย่างไรก็ตาม นายชูศักดิ์ ปฏิเสธที่จะวิจารณ์ว่าการเดินทางไปประเทศอังกฤษของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ ส่วนเรื่องการขอลี้ภัยก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังยืนยันด้วยว่า พรรคพลังประชาชนยังเป็นเอกภาพ ไม่มี ส.ส.ย้ายไปอยู่กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี

รากหญ้าหยุดเคลื่อนไหว
นายพรหมศักดิ์ แสนโพธิ์ ประธานสมาพันธ์รากหญ้าภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยนายเพชรวัฒน์ พัฒนศิริกุล ประธานสภาประชาชนภาคเหนือ นำจดหมายเปิดผนึกชี้แจงเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้มาจากผู้ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ แจกให้ชาวบ้านในตลาดสันกำแพง จ.เชียงใหม่
ในเนื้อหาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการให้ประชาชนที่สนับสนุนเขางดการเคลื่อนไหว อยู่ในความสงบ และไม่ต้องกังวลหากจะมีการยุบพรรคพลังประชาชน เพราะพรรคพลังประชาชนเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ไว้รอแล้ว ซึ่งชาวบ้านที่ได้รับจดหมายต่างรู้สึกสบายใจและไม่เป็นห่วง พ.ต.ท.ทักษิณ และว่า การแจกเอกสารครั้งนี้ เป็นการทำหน้าที่กระบอกเสียง ซึ่งหากได้รับทราบข่าวสารของ พ.ต.ท.ทักษิณ อีก ก็จะนำเผยแพร่แก่ชาวบ้านทันที และ ยืนยันว่า ทางกลุ่มฯ จะไม่เคลื่อนไหว เพราะไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้าและปะทะกันของทั้งสองฝ่าย เหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต

บรรหารเห็นใจทักษิณ
ทางด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลี้ภัยในต่างประเทศ ว่า ตนได้แต่ให้ความเห็นใจ ตนไม่ซ้ำเติมใคร แต่ไม่ได้มีการพูดคุยกันกับพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไรก็ตามในฐานะที่ร่วมวงการการเมืองเช่นเดียวกันยอมรับว่ามีเยื่อใยอยู่บ้าง แต่ทั้งหมดต้องว่าไปตามรูปคดี เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจเช่นนี้ต้องเป็นเรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณเองเราคงไปก้าวก่ายไม่ได้ ตอบไม่ได้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจถูกหรือไม่ ทั้งนี้คิดว่าสถานการณ์การเมืองอาจจะคลี่คลายลงบ้าง แต่ก็ตอบไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีกเพราะตอนนี้พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำมีปัญหาพอสมควร มีหลายกลุ่ม แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาที่คิดว่าจะอยู่ไม่ยาวอาจจะยาวก็ได้

‘นักกฎหมาย’ ซัดแร้งรุมทึ้งบี้ยึดทรัพย์‘ทักษิณ’หวัง25%

นักกฎหมายตอก ป.ป.ช.หน้าหงาย ไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวทรัพย์สินอดีตนายกฯ“ทักษิณ” ดาหน้าถล่มแหลกชี้ต้องเป็นอำนาจของศาลเท่านั้น ด้าน “คณิน บุญสุวรรณ” ชี้เมื่อคตส.หมดอายุลง ป.ป.ช.ก็ไม่มีอำนาจยึดทรัพย์ใคร ทำได้แค่เป็นคนส่งเรื่องให้ศาลฎีกาฯ พิจารณา ขณะที่ “พิชา วิจิตรศิลป์” ซัดทุเรศแร้งรุมทึ้งแบ่งทรัพย์ 25% เป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุด

หลังจากมีขบวนการโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาได้ร้อง ขอให้ศาลฎีกาสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 76,000 ล้านบาทตกเป็นของแผ่นดินโดยอ้างว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติโดย คณะกรรมการร่วมอัยการสูงสุดและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ลงมติส่งสำนวนยึดทรัพย์ทั้ง 7.6 หมื่นล้านบาทต่อศาลนั้น

ส่งศาลชี้ขาดถอนอายัดทรัพย์
เมื่อวันที่ 13 ส.ค. คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้สอบถามความชัดเจนจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ว่าสามารถอายัดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก่อนการกระทำผิดได้หรือไม่ ซึ่งเลขาธิการ ป.ป.ช.ชี้แจงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังไม่มีมติว่า ป.ป.ช.มีอำนาจยึดหรือถอนอายัดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณได้หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องระหว่างเตรียมส่งศาลฎีกาพิจารณา โดยโฆษกคณะกรรมาธิการฯ ยืนยันด้วยว่า การสอบถามในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นการปกป้องทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ
ขณะที่ ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.พรรคพลังประชาชน และนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้ร่วมกันแถลงผลการประชุมการพิจารณาข้อกฎหมาย กรณีการอายัด หรือเพิกถอนคำสั่งการอายัดทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว กรณีการซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ จำนวนกว่า 6.9 หมื่นล้านบาท
โดยในที่ประชุมคณะกรรมาธิการได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ปช.) กรมบัญชีกลาง กรมสรรพากร และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเข้าชี้แจงในข้อเท็จจริงดังกล่าว
ร.ท.ปรีชาพล กล่าวว่า จากกรณีที่มีข่าวออกมาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการสั่งอายัด หรือสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สิน ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแกรัฐ (คตส.)ทำการอายัดไว้ โดยเลขาธิการป.ป.ช.ได้ทำการชี้แจงว่าไม่ได้เป็นผู้ให้ข้อมูลดังกล่าว และไม่ทราบว่าข่าวออกมาได้อย่างไร ซึ่งอาจจะเป็นคณะกรรมการป.ป.ช.บางคนเป็นคนเปิดเผยก็เป็นได้

ป.ป.ช.มีหน้าที่แค่ส่งศาลชี้ขาด
ร.ท.ปรีชาพล กล่าวยืนยันว่า คณะกรรมาธิการป.ป.ช.ยังไม่มีมติเกี่ยวกับกรณีนี้ และมียังคงยึดรุปแบบการดำเนินการตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)ฉบับที่ 30 ที่ให้อำนาจแก่คตส.ในการปฏิบัติหน้าที่ โดย ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจในการอายัดหรือเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และไม่สามารถก่าวล่วงได้ เพราะเป็นอำนาจตามขั้นตอนของคตส. ส่วน ป.ป.ช.มีอำนาจหน้าที่เพียงส่งเรื่องไปยังศาลเพื่อให้ทำการพิจารณาตัดสินชี้ขาดเท่านั้น ตามระเบียบของพรบ.ป.ป.ช.ปี2524
ทั้งนี้ เมื่อทางคตส.ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุด แต่ยังไม่ได้สั่งฟ้อง จากนั้นอัยการสูงสุด และป.ป.ช.ก็มีการตั้งคณะกรรมการร่วมกันเพื่อพิจารณาในประเด็นนี้ และการดำเนินการในขณะนี้ก็คือ คณะกรรมการชุดนี้มีมติร่วมกันโดยเห็นว่าให้สั่งฟ้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นผู้ทำการพิจารณาอายัด หรือเพิกถอนคำสั่งอายัดทรัพย์สินในกรณีดังกล่าว แต่ขณะนี้เงินจำนวนดังกล่าวก็ยังอยู่ในช่วงอายัดเช่นเดิม

ให้ความเป็นธรรมอดีตนายกฯ
ด้านนายอรรถวิชช์ หนึ่งในทีมโฆษกคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า จากการที่พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกแถลงการณ์โดยชี้แจงว่าไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของไทยนั้น ตนขอยืนยันว่าในวันนี้ที่คณะกรรมาธิการทั้งฝ่ายค้านและผ่ายรัฐบาลได้มีการหารือถึงประเด็นในข้อกฎหมายเกี่ยวกับกรณีจำนวนเงินในบัญชีธนาคารพาณิชย์ก่อนที่จะมีการโอนถ่ายเงินการซื้อขายหุ้นเข้าบัญชี ว่าจะสามารถแยกแยะให้ผู้เสียหายมีสิทธิ์ขอเพิกถอนเงินจำนวนดังกล่าวได้หรือไม่นั้น ซึ่งกรณีดังกล่าวได้เลยชั้นการพิจารณาของป.ป.ช.ไปแล้ว
นายอรรถวิชช์ กล่าวว่าต้องให้เป็นอำนาจในชั้นศาลทำการพิจาณาอีกที ที่จะมีอำนาจคำสั่งเพิกถอนหรืออายัดทรัพย์ในช่วงก่อนหน้าที่มีการกระทำผิด โดยเหตุที่ประชุมได้ทำการหยิบยกเรื่องนี้มาหารือเพื่อต้องการมอบความเป็นธรรมให้แก่อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัว พร้อมทั้งทางธนาคารพาณิชย์จะได้รับความชัดเจนการกรณีดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

“คณิน” ลั่นป.ป.ช.อย่าตะแบง
ด้าน นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 กล่าวว่า ย้อนไปดูอำนาจของ คตส.ที่ได้มีการระบุไว้ในประกาศของคณะปฏิรูปในขณะนั้น เป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งให้อำนาจแก่ ป.ป.ช. ปปง. และอธิบดีกรมสรรพากร เป็นอำนาจพิเศษ เบ็ดเสร็จ
นายคณิน กล่าวว่า เมื่อ คตส.หมดอายุลง ในส่วนของคดีที่ยังไม่ได้ดำเนินการก็สามารถโอนให้ทั้งสามหน่วยงานเข้ามาดูแลในขอบข่ายตามอำนาจหน้าที่ของในแต่ล่ะส่วน ส่วนกรณีที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จทำให้เกิดช่องโหว่ทันที่ เพราะ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจสมบูรณ์แบบตามประกาศของคณะปฏิรูป ไม่ได้ครอบคลุมถึงอำนาจของ คตส.ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยคือเรื่องของการยึดทรัพย์และอายัดทรัพย์ จะดำเนินการอย่างไรต่อไป
“หากเปรียบเทียบตามกฎหมายก็จะกลายเป็นช่องโหว่ทันที เพราะว่าไม่ได้มีการเชื่อมโยงว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งการมาอ้างเรื่องการยึดทรัพย์เพื่อตกเป็นของแผ่นดิน เหมือนกับการตีความไปเอง เพราะว่าหมายถึงคดีที่ยังดำเนินการไม่เสร็จ และอธิบดีกรมสรรพากรก็มีอำนาจในการยึดทรัพย์ หากว่าได้มีการดำเนินการตามกระบวนการเสร็จสิ้นในช่วงเวลาที่ คตส.ยังไม่หมดอายุในการทำงาน”

ป.ป.ช.ไม่ได้มีอำนาจยึดทรัพย์ใคร
นายคณิน กล่าวต่อไปว่า ขั้นตอนตามประกาศของคณะปฏิรูป ยังไม่ถึงกระบวนการที่ คตส.จะประกาศยึดทรัพย์ เนื่องจาก คตส.มาหมดอำนาจเสียก่อน ตอนนี้จึงยังไม่ทราบว่าอำนาจในการยึดทรัพย์จะตกอยู่ภายใต้อำนาจของใครหรือหน่วยงานไหน เพราะว่าไม่ได้มีการระบุไว้
“การที่ ป.ป.ช.จะมากล่าวอ้างว่ามีอำนาจในการดำเนินการต่อไป คงไม่ถูกต้องเนื่องจาก ป.ป.ช.ไม่ได้เริ่มต้นกระบวนการในการตรวจสอบมาตั้งแต่ต้น การจะมาอ้างว่ามีอำนาจ ป.ป.ช.จะต้องเข้ามาดำเนินการตั้งแต่กระบวนการหรือขั้นตอนแรกที่ได้มีการกำหนดไว้ แต่ว่าขั้นตอนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเลย ไม่ได้ทำหน้าที่ตรงนั้นมาตั้งแต่ต้น แล้วจะมารับลูกต่อได้อย่างไร” นายคณิน กล่าว
นายคณิน กล่าวด้วยว่า หากจะกล่าวตามจริงคงต้องเรียนว่า ป.ป.ช. ไม่ได้มีอำนาจที่จะมายึดทรัพย์ใคร ป.ป.ช.มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวน เพื่อสรุปสำนวนยื่นต่อศาลเท่านั้น หากเป็นอย่างนั้นก็จะเข้ามารับช่วงต่อคงไม่ได้ เพราะว่าอำนาจในตอนนั้นเป็นของ คตส. และไม่ได้มีตัวบทกฎหมายใดที่ระบุ ไว้ ไม่รู้ว่านี้เป็นข้อผิดพลาดของคนเขียนหรือเปล่า ที่ไม่มีความรอบครอบ หากจะมาอ้างในมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ไม่ได้ เนื่องจากในมาตรานี้เป็นเรื่องของการนิรโทษกรรม ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าให้ใครมีอำนาจหน้าที่

แนะช่อง “ทักษิณ” ตั้งทีมทนายต่อสู้
การเขียนกฎหมายที่ครอบคลุมต้องเขียนบทเฉพาะกาลไว้ เป็นการสืบอำนาจของ คตส.ไปที่ ป.ป.ช.เมื่อ คตส.หมดอำนาจหน้าที่ลง อาจเขียนเพิ่มเติมลงในมาตรา 299 หรือเขียนเพิ่มอีกมาตราในบทเฉพาะกาล ให้ ป.ป.ช. ใช้อำนาจในรัฐธรรมนูญและสืบทอดอำนาจต่อจาก คตส.ได้
“อาจจะต้องมีการแปรความกฎหมาย ในสิ่งที่ได้ดำเนินการไม่แล้วเสร็จให้อยู่ในขอบเขตหน้าที่ของ ป.ป.ช.สามารถดำเนินการต่อไปได้ ไม่ใช่ว่า ป.ป.ช.จะไปนำเอาอำนาจทั้งหมดของ คตส.มาดำเนินการต่อไป” อาจารย์คณินกล่าว
ในส่วนเงินรางวัลค่าตอบแทนหรือค่าสินบนร้อยละ 25 ของทรัพย์ที่ถูกยึดนั้น ตอนนี้คงยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากศาลยังไม่ได้ตัดสินในเรื่องดังกล่าว ส่วนที่ว่าเงินค่าตอบแทนที่มีจำนวนมากอาจเป็นต้นเหตุของเรื่องดังกล่าว อาจารย์คณินกล่าวว่า มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะว่าประกาศของคณะปฏิรูป ได้เขียนหลังจากที่ได้มีการยึดอำนาจ คงมีการเขียนไว้เพื่อให้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่
แต่หลักการสำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อศาลได้ตัดสินแล้วว่าให้ทรัพย์สินเป็นของแผ่นดิน เงินจำนวนร้อยละ 25 ถึงจะเกิดขึ้น คตส.มีเวลา 1 ปี 9 เดือนทำไมยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้น ซึ่งตามหลักแล้วควรจะรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกระบวนการ เพราะว่า คตส.ไม่สามารถไปยึดทรัพย์ไว้ได้ ต้องรอให้ศาลแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้ตัดสินเสียก่อน แต่กระบวนการดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้นเนื่องจาก คตส.มาหมดอายุลงเสียก่อน
“ถ้า ป.ป.ช.มาอ้างอำนาจในเรื่องนี้ นี้อาจจะเป็นช่องว่างให้คุณทักษิณตั้งทีมทนายขึ้นมาต่อสู้ในเรื่องดังกล่าว เพราะว่าไม่ได้มีการกำหนดไว้ กระบวนการที่ทาง คตส.ดำเนินการยังไม่เสร็จสิ้น ป.ป.ช.จะมาก้าวล่วงสานต่อให้แล้วเสร็จตามกระบวนการไม่ได้ เพราะในเรื่องนี้เป็นอำนาจของ คตส.มาตั้งแต่ต้น” อาจารย์คณินกล่าว

คตส.หมดสิทธิ์-แค่ที่มาก็ไม่ถูกต้อง
ด้าน นายพิชา วิจิตรศิลป์ ทนายความ กล่าวถึงเรื่องการยึดทรัพย์ของอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ไม่มีอำนาจที่จะมายึดทรัพย์ เพราะว่าจริงๆ แล้วเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลยุติธรรมแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่จะเข้ามาจัดการในเรื่องดังกล่าว โดยจะต้องส่งให้ศาลยื่นฟ้อง และตั้งเจ้าพนักงานไปยึดทรัพย์
ส่วนทรัพย์สินที่ทาง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มองว่าสามารถยึดได้นั้น จริงๆ แล้วก็ไม่มีสิทธิ์ทำได้เนื่องจากกระบวนการในการแต่งตั้งไม่มีความถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น คตส. ป.ป.ช. หรือองค์กรอิสระที่มาจากการแต่งตั้งในช่วงของการยึดอำนาจ

ซัดแร้งรุมทึ้ง25%เงินอดีตนายกฯ
นายพิชา กล่าวว่า มีการแบ่งทรัพย์เป็น 25% เมื่อมีการยึดทรัพย์ ซึ่งส่วนแบ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างมาก พยายามที่จะเขียนกฎหมายเอาไว้เพื่อที่จะเอาของคนอื่นมาเป็นของตนเอง เป็นการเขียนกฎหมายขึ้นมาเพื่อทำลายหนึ่งครอบครัว แต่ผลเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น มีผลกระทบต่อประชาชนทั้งประเทศ
ส่วนประเด็นเรื่องการขอลี้ภัยของอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และภริยา ที่มีกลุ่มนักฎหมายบางพวกออกมาวิจารณ์ ว่าการลี้ภัยไม่น่าจะสามารถทำได้เนื่องจากได้มีการต่อสู้คดีบ้างแล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่าในช่วงแรกที่ได้มีการต่อสู้คดีนั้นเนื่องจากท่านได้รับความเป็นธรรม พอผลเรื่องของการเสียภาษีออกมา โดยถือว่า คตส.ได้ถูกแต่งตั้งชอบโดยกฎหมาย และองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ได้มีการแต่งตั้งในช่วงของการยึดอำนาจ ชอบด้วยกฎหมายด้วย ทั้งๆที่เป็นกฎหมายโจร
“เหมือนอย่างที่ท่านว่าในเรื่องของกระบวนการยุติธรรมจะสามารถเชื่อถือได้หรือไม่ ถ้าศาลพึ่งไม่ได้ก็คือว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะในปัจจุบัน ระบอบประชาธิปไตยในบ้านเรา แค่ 70% เท่านั้นไม่เต็ม 100 % เนื่องจากอำนาจของศาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน บางครั้งอาจมองได้ว่าไม่มีความเป็นเอกภาพ” นายพิชา กล่าว

เผาคฤหาสน์‘เป็ด’สาดโคลน‘วันชัย’

* นักข่าวกังขาเผาหลอกหรือเผาจริง!

เผาคฤหาสน์หลังงามของ “คุณหญิงจารุวรรณ” ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนตามข้อร้องเรียนร่ำรวยผิดปกติ ของ ป.ป.ช. กลางดึก ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ “เผาจริง” หรือ “เผาหลอก” หลังพบยางรถยนต์ 2 เส้น น้ำมัน 6 แกลลอน ราดทิ้งไว้หลายจุดแต่บางแห่งไม่ได้จุดไฟ แถมพบร่องรอยแค่ควันคล้ายกลัวบ้านได้รับความเสียหาย พิรุธคนงานอ้างตื่นมาเห็นคนร้ายชัดทั้งคนบงการ จนถึงคนลงมือ แต่กลับปล่อยให้ขึ้นไปทำท่าวางเพลิงถึงบนชั้น 2 ขณะที่คุณหญิงโบ้ยอาจเป็นฝีมือพวกที่ร้องเรียน ด้าน “วันชัย” โต้อาจเป็นการเผากลบเกลือ่น หารือทนายความจ่อฟ้องหมิ่นประมาท


เมื่อเวลาประมาณ 02.30 น. วันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุลอบวางเพลิงคฤหาสน์
หรูหลังอื้อฉาว ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ย่านนนทบุรี ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาความไม่ชอบมาพากลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามที่ผู้ร้องเรียนกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งความผูกโยงไปถึงกรณีร้องเรียนในกรณีอื่นๆ และพฤติกรรมบางประการของคุณหญิงจารุวรรณ

ภายหลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปทำการตรวจสถานที่อย่างละเอียด มีการล้อมกั้นพื้นที่เพื่อไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปทำให้รูปคดีเกิดความเสียหาย โดยคดีนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการแห่งชาติ เข้าไปดูแลคดีนี้อย่างใกล้ชิด และให้ติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด

โดยจากการเข้าตรวจที่เกิดเหตุในซอยศรีสมาน 2 หมู่ 3 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรีหลังโรงเรียนหอวัง จ.นนทบุรี ของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่ามีรอยเขม่าควันจากการเผายาง ที่ชั้น 2 ของตัวบ้าน พบร่องรอยการราดน้ำมัน 6 จุด พบแกลลอนน้ำมัน 6 ถังและยางรถยนต์อีก 2 เส้น

ด้านพล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยหลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกับพนักงานพิสูจน์หลักฐาน ว่าจากการตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้ บริเวณชั้น 2 ของบ้าน ได้พบหลักฐานเป็นน้ำมันและยางรถยนต์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำไปตรวจพิสูจน์แล้ว

สำหรับเหตั้เกิดขึ้นคุณหญิงจารุวรรณ ระบุว่าได้สอบถามจากคนงานก่อสร้างที่พักอยู่ในบ้าน แจ้งว่าคนร้ายน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 4 คน และถือโอกาสช่วงที่บ้านอยู่ระหว่างก่อสร้างเข้ามาก่อเหตุ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสอบปากคำคนงานก่อสร้างเพิ่มเติม ซึ่งพอทราบรูปพรรณสัณฐานคนร้ายแล้ว

ด้านคุณหญิงจารุวรรณ ระบุว่าไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องเล่นกันแรงขนาดนี้ ถึงต้องเผาบ้านเลยเชียวหรือ ตนทำงานด้านการตรวจสอบเป็นสิบปี โดนข่มขู่คุกคามทางโทรศัพท์ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ไม่เคยมีใครถึงขนาดบุกเข้ามาเผาบ้านขนาดนี้

ซึ่งตนได้รับทราบจากปากคนงานที่เฝ้าบ้านว่าช่วงกลางดึก มีชาย 4 คน นั่งรถปิคอัพ เข้ามา และมี 1 คน สั่งการอยู่ในภายในรถ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ามีเพียงกลุ่มคนกลุ่มเดียวเท่านั้นที่สามารถทำได้ แต่ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้เพราะเป็นเรื่องของคดีปล่อยให้ตำรวจดำเนินการ บ้านหลังนี้มีกลุ่มบุคคลกลุ่มเดียวที่ลุกขึ้นมาตรวจสอบ และกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ

คุณหญิงจารุวรรณ กล่าวว่า ตรงนี้ที่ประเมินเบื้องต้น ว่าอาจเป็นการเผาบ้านเพื่อใส่ร้ายตนว่าทำลายหลักฐานกรณีสร้างบ้านราคาแพง ขอยืนยันอีกครั้งว่าบ้านหลังนี้ สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง การกระทำแบบนี้ถือวาไม่มีคุณธรรม ใครทำแบบไหน ต้องได้รับกรรม ตนเชื่อว่าเวรกรรมมีจริง

ด้านนายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่มติดตามการปฏิรูปการปกครองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ที่เป็นผู้เปิดประเด็นและร้องเรียนเรื่องคฤหาสน์หรู ทั้งยังเป็นเป้าที่คุณหญิงจารุวรรณพาดพิงถึงกรณีวางเพลิง กล่าวว่าหลังจากที่ตนได้รับทราบข่าวเรื่องการลอบวางเพลิงคฤหาสน์ของคุณหญิงจารุวรรณ แล้วทำให้ตนตั้งข้อสังเกตไว้หลายข้อ ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะเป็นฝีมือของคุณหญิงเองหรือไม่

การกระทำทั้งหมดในครั้งนี้อาจเป็นการหาทางออก หลังจากตอบความจริงให้กับสังคมไม่ได้อย่างนั้นหรือเปล่า ดังนั้นจึงพยายามหาทางสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนความสนใจไปยังประเด็นอื่นแทน

อีกทั้งบ้านหลังดังกล่าวกำลังเป็นที่ได้รับความสนใจของสื่อมวลชนโดยทางช่อง NBT กำลังติดตามข่าวเบื้องหลังของบ้านดังกล่าวและประชาชนเองที่ติดตามเรื่องนี้อยู่ ก็กำลังตั้งคำถามและต้องการให้คุณหญิงออกมาชี้แจงเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด เพราะสังคมส่วนใหญ่เชื่อว่าบ้านหลังนี้มีมูลค่าตามที่ได้มีการประเมินของทางกลุ่มติดตามฯ คือประมาณ 50 ล้านบาท ไม่ใช่ 4.4 ล้านบาทดังที่มีการกล่าวอ้าง

“คุณหญิงจะปฏิเสธความจริงเรื่องนี้ไปไม่ได้แน่ ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้คุณหญิงออกมาไขข้อข้องใจทั้งหมดที่กำลังเป็นสงสัยให้สังคมได้รับทราบทั่วกัน ซึ่งตอนนี้เรื่องที่ได้มีการร้องเรียนเอาไว้กับหน่วยงานต่าง ๆ กำลังบีบให้คุณหญิงออกมากล่าวเปิดเผยเองในไม่ช้า”

ส่วนที่สัมภาษณ์ของคุณหญิงจารุวรรณ มีการพาดพิงมายังกลุ่มฯว่าอาจเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนั้น นายวันชัย กล่าวว่าเป็นนิสัยของคุณหญิง พูดอะไรโดยไม่รับผิดชอบคำพูดของตน ซึ่งส่วนตัวแล้วคิดว่าคุณหญิงเป็นบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถึอเลย การออกมากล่าวหากันแบบนี้เท่ากับว่าเป็นความพยายามทำลายกลุ่มฯของตน อย่างที่คุณหญิงเคยทำคนอื่นมาก่อน

ส่วนของเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ระบุว่าเป็นฝีมือของทางกลุ่มโดยตรงแต่จากที่ตนได้อ่านบทสัมภาษณ์ที่ระบุว่า “เชื่อว่าน่าจะเป็นฝีมือของกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวที่กำลังตรวจสอบบ้านหลังนี้อยู่” เท่านี้ก็เท่ากับว่าเป็นความพยายามทำให้ตนและทางกลุ่มฯ เสียชื่อเสียง จากความพยายามที่จะนำความจริงมาเปิดเผย

ดังนั้นตนจึงกำลังปรึกษาทีมกฎหมายว่าการกล่าวหาของคุณหญิงนั้นเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่ และจะดำเนินการต่อไปถึงที่สุด และหากว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการที่เชิญตนไปให้ปากคำเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ตนก็ยินที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

ด้านนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยืนยันว่าเหตุการณ์เพลิงไหม้บ้านคุณหญิงจารุวรรณไม่มีผลกระทบต่อการสอบสวนคดี เอาผิดคุณหญิงจารุวรรณส่อร่ำรวยผิดปกติ เนื่องจากทางป.ป.ช.ได้รวบรวมหลักฐานเรื่องบ้านมาพอสมควรแล้ว อย่างไรก็ตามจะเดินหน้าดำเนินการต่อไป

ซึ่งที่ผ่านทางกรรมการที่ได้รับมอบหมายดูแลคดีดังกล่าว ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานลงตรวจพื้นที่ โดยดำเนินการถ่ายรูปตัวบ้าน รวมเอกสารการสั่งจ่ายซื้อวัสดุต่างๆ รวมทั้งสืบหาข้อมูลการได้มาของที่ดินผืนดังกล่าวเอาไว้แล้ว

ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่าทั้งผู้สื่อข่าวที่ลงไปตรวจดูที่เกิดเหตุ และนักข่าวที่ได้รับข่าวดังกล่าว มีการตั้งข้อสังเกตุกันทั้ง 2 ด้าน ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่คุณหญิงจารุวรรณ จะเป็นคนเผาเพื่อยุติข้อกล่าวหาหรือเพื่อให้ร้ายผู้ร้องเรียน ขณะที่อีกกลุ่มก็มองว่าหรือจะเป็นฝีมือของกลุ่มที่เคยออกมาตรวจสอบ ออกมาสร้างกระแส เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเริ่มเงียบหายไป

นอกจากนี้ก็ยังมีการตั้งข้อสงสัยด้วยว่าจากปากคำของคนงานที่ให้การอย่างละเอียดถึงรูปพรรณสัณฐาน จำนวนคนร้าย ทำไมคนงานจึงไม่ออกมาแสดงตัว หรือมในเทื่อมีคนงานอยู่ในบ้านทำไมคนร้ายจึงกล้าก่อเหตุ อีกทั้งทำไมร่องรอยการเผาจึงมีเพียงควันไฟ และบางจุดทำไมจึงเพียงราดน้ำมันไม่ได้จุดไฟ และยางรถที่นำมาใช้เป็นเชื่อเพลิงก็มีเพียง 2 เส้น เมือนตั้งใจไม่ให้เกิดความเสียหาย



Tuesday, August 12, 2008

‘คนฮักทักษิณ'เข้าใจเหตุผล‘ทักษิณ'

‘กลุ่มคนฮักทักษิณ'เข้าใจเหตุผลอดีตนายกฯทักษิณลี้ภัยไปอังกฤษ มั่นใจเดินทางกลับเมืองไทยภายใน 1 ปี

นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล ประธานสภาประชาชนภาคเหนือ และที่ปรึกษากลุ่มคนฮักทักษิณ กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อรายงานตัวต่อศาลฎีกาในคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ และจะขอลี้ภัยมาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ว่า เชื่อว่าการที่อดีตนายกรัฐมนตรีตัดสินใจเช่นนั้น คงจะต้องมีเหตุผลที่ดีอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาก็มีคนใกล้ชิดได้เสนอแนะมาตลอดให้ลี้ภัย เพราะทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังไม่หยุดเคลื่อนไหว ซึ่งหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อยู่แล้ว พันธมิตรฯ ก็น่าจะหยุดเคลื่อนไหว

ทั้งนี้โดยส่วนตัวเห็นว่าการที่อดีตนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจเช่นนี้ น่าจะเพื่อเป็นการลดแรงเสียดทานจากด้านต่างๆ ลง และเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาประเทศไทยอย่างแน่นอน หากมีความเป็นประชาธิปไตยกลับคืนมาอย่างแท้จริง

เท่าที่ทราบจากแหล่งข่าวใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อว่าอดีตนายกรัฐมนตรีจะเดินทางกลับมาประเทศไทยอย่างแน่นอน ภายในเวลาไม่เกิน 1 ปีนับจากนี้ เพื่อจะมาจัดการคดีทุกอย่างให้เรียบร้อย

สำหรับในส่วนการเคลื่อนไหวของสภาประชาชน และกลุ่มคนฮักทักษิณนั้น นายเพชรวรรต กล่าวว่า จะยังคงมีการจัดกิจกรรมและเคลื่อนไหวต่อไป แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแล้วก็ตาม

จาก thai-grassroots


I shall return นั่นคือแถลงการณ์ลี้ภัยของทักษิณ



บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ทักษิณต้่องรักษาชีวิตให้รอด นั่นคือสิ่งที่ต้องทำเบื้องต้น ในพื้นที่สังหาร

---

บทความก่อนหน้านี้ ผมเคยเขียนเอาไว้แล้วว่า ขณะนี้ทักษิณอยู่ใน "พื้นที่สังหาร" ของศัตรูทางการเมืองของเขา ดังนั้น เมื่อตกอยู่ในพืันที่สังหารแล้ว สิ่งที่ต้องทำเบื้องต้นคือ "การรักษาชีวิตให้รอด" ออกจากพื้นที่สังหารให้ได้ก่อน อย่าไปสนใจเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น เพราะหาก เอาชีวิตไม่รอด ก็ไม่มีโิอกาส "Counter-attack หรือกลับมาโจมตีตอบโต้อีก ไม่มีทางที่จะต่อสู้ต่อไปได้อีก กฎแห่งการสู้รบคือ รักษาชีวิตของตนเองให้รอดจากสงครามก่อนที่คิดจะทำลายศัตรู เพราะหากไม่มีชีวิตรอด โอกาสที่จะชนะหรือทำลายศัตรูย่อมไม่มีทางเป็นไปได้

นายพลแม็คอาเธอร์ แม่ทัพใหญ่ภาคพื้นแปซิฟิกของอเมริกาในสงครามโลกครั้งที่สอง ตอนที่ถูกญี่ปุ่นล้อมที่คาบสมุทบาตานในฟิลิปปินส์ จนต้องถอนตัวออกจากฟิลิปปินส์ ได้กล่าววาจาเป็นอมตะเอาไว้ว่า

I shall return หรือ เราจะกลับมาอีก




การต่อสู้ทางการเมืองนั้น หากผู้นำทางการเมืองยังไม่ตายเรื่องมันก็ไม่จบ แม้เขาจะถูกไล่ฆ่า สิ้นเนื้อประดาต้ว ต้องระหกระเหินแทบเอาชีวิตรอด แต่เมื่อ "ชีวิตเขายังอยู่" สงครามก็ยังไม่จบ เพราะ "สมบัติที่ยิ่งใหญ่ของผู้นำทางการเมือง" ที่คนอื่นๆไม่มี คือ "ศรัทธาของมหาชน" ที่มีต่อเขา และเมื่อเขากลับมา "ประชาชนที่ศรัทธาเขาก็จะเข้ามาร่วมพลังเป็นฐานสนับสนุนเขาทันที นั่นเป็นสมบัติอันยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าสมบัติพัสถานใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะ ศรัทธา มันทำให้สามารถชิงเมืองกลับมาได้


ตรงกันข้าม ผู้นำที่ประชาชนสิ้นศรัทธาลงไปเรื่อยๆ แม้จะได้ชัยชนะชั่วคราว แต่ในบั่นปลายก็ไม่สามารถรักษาเมืองเอาไว้ได้อย่างแน่นอน ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเป็นอย่างนี้มาตลอด

การประกาศลี้ภัยทางการเมืองของทักษิณครั้งนี้ ผมถือว่าเหมาะสมแล้ว เพราะการต่อสู้มันยังไม่จบง่ายๆ ถึงอย่างไร ประเทศไทยก็ไม่มีทางย้อนกลับไปสู่ยุคกลาง ยุคอำมาตยาธิปไตยได้ การตัดสินใจครั้งนี้ของทักษิณ ถือว่าเป็นการตัดสินใจอย่างถูกต้องที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา หลังการรัฐประหาร
19 กันยายน 2549 ที่ทักษิณตัดสินใจผิดพลาดมาตลอด ตั้งแต่ไม่สู้ และยอมเชื่อโทรศัพท์ลึกลับทั้งหลาย ตอนนี้คงหูตาสว่างแล้ว

เมื่อหูตาสว่างแล้ว และยังมีชีวิตรอด ยังมีอิสระภาพอยู่ แม้ว่าจะต้องอยู่ต่างแดน แต่ว่านั้นคือ ยุทธศาตร์ที่ดีที่สุดแล้ว และอยู่ในชัยภูมิที่ข้าศึกจะทำลายไม่ได้อีกแล้ว ออกจากพื้นที่สังหาร และเขตอิทธิพลของศัตรูไปแล้ว

ตอนนี้อยู่ที่ว่าจะตีโต้อย่างไร ให้ศัตรูต้องเจ็บปวดที่สุดในชีวิต ชัยชนะของทักษิณนั้นเป็นที่คาดการณ์ได้ แม้ว่าต้องอาศัยเวลาบ้างเล็กน้อยก็ตาม

การอยู่ต่างประเทศ แต่ยังอยู่ใน "หมู่บ้านโลก" ในยุคปัจจุบันนี้มันแตกต่างจากยุคโบราณ เพราะยังสามารถส่งข่าวสาร ความคิด ความต้องการ หรือการเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อให้เมืองไทยได้รับรู้ในโลกยุคนี้ย่อมเป็นเรื่องไม่ยากนัก การอยู่ที่ลอนดอนหรือบ้านจันทร์ส่องหล้า ไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใดในศตวรรษที่ 21 ระบบสื่อสารออนไลน์ต่างๆ ทำให้ระยะทางไม่มีความหมายอีกต่อไป

แต่ศัตรูไม่อาจเอื้อมมือไปถึงได้ ทีนี้ศัตรูของทักษิณก็ได้แต่ถูกล้อมกรอบอยู่ในประเทศด้อยพัฒนาเท่านั้น จะอยู่รอดในศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางกระแสประชาธิปไตยที่เชี่ยวกราดนี้ไปได้นานสักเท่าใด อนาคตของคนเหล่านี้ ใครมีสติปัญญาก็พอประเมินได้ไม่ยากเย็นอะไรนัก


ตอนนี้ ทักษิณจะได้เรียน รู้สักทีว่า "ศัตรูนั้นกะเล่นถึงตาย" หากยังไม่ตัดสินใจต่อสู้อย่างจริงจัง ก็ต้องตายแน่นอน ดังนั้น การหลบออกไป ตั้งฐานที่มั่นในต่างประเทศ หรือจะหยุดสงบจิตสงบใจชั่วคราวก็ไม่เป็นไีร

รอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแผ่นดินก่อน ค่อยเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง (สำนวนเหมือนขงเบ้งในสามก๊กที่กำหนดยุทธศาสตร์ให้เล่าปี ให้ยกทัพไปตั้งตัวที่เฉฉวน รอคอยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแผ่นดิน ค่อยยกทัพมาเอาบ้านเมืองคืน)

ผมถือว่า "การขอลี้ภัยทางการเมือง" คือการต้ัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในสายตาของผม

ตอน นี้ประเทศไทยมี "ผู้มีบารมียิ่งใหญ่ที่แท้จริง" ไม่กี่คนเท่านั้น (ผมไม่อยากบอกจำนวนว่ามีกี่คน) ที่ได้รับศรัทธาจากประชาชนอย่างแท้จริง เป็น "บารมีที่แท้จริงไม่ใช่จอมปลอม" หนึ่งในนั้นคือ "ทักษิณ ชินวัตร" และทักษิณก็เป็นผู้มีบารมีที่แท้จริงที่อายุน้อยที่สุด

รออีกสิบปีผู้มีบารมีคนอื่นต้องจากไปหมดสิ้น เพราะสังขารทั้งหลายย่อมไม่เที่ยง แม้อยากจะมีอายุยืนสักเท่าใด ก็เป็นแค่ความต้องการเท่านั้น แต่ไม่เคยมีคนชระคนใดที่จะมีชัวิตยืนยาวไปเท่าที่ต้องการได้ ในเวลานั้น ประเทศไทยก็จะเหลือผู้มีบารมีที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น คือ ทักษิณ ชินวัตร

ผมว่า "ใครก็ตามได้ทิ้งเภทภัยอันยิ่งใหญ่" ไว้ให้ลูกหลานเขา ด้วยความโง่เขลาโดยแท้

ภายภาคหน้า ปี 2018 หรือน้อยกว่านั้น ลูกหลานเขาจะเผชิญกับ "ศัตรูทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่จำต้องลี้ภัยต่างแดนอย่างเจ็บปวด" แต่มีประชาชนรักและศรัทธามหาศาล ได้อย่างไร
ลูกหลานของเขาเหล่านั้นจะเอาอะไรไปสู้ ก็เหมือนกับทักษิณสู้ไม่ได้ในตอนนี้

ผู้นำชรา ที่ชิงเมืองกับผู้นำที่หนุ่มกว่านั้น ผลลัพท์ใครก็คาดการณ์ได้

การประกาศลี้ภัยของทักษิณ นั้น เท่ากับเป็นการประกาศไม่ยอมรับ "ระับบยุติธรรม" ในขณะนี้นั้นเ้อง และเมื่อมันเป็นเรื่องทางการเมือง การไม่ยอมรับ Regime ที่เขาคิดว่าชั่วร้ายนั้น ถือว่าในอนาคตเขามีสิทธิที่จะเอาคืนสิ่งที่ทำกับเขาไว้ทั้งหมด

กฎหมายนั้น แก้ไขได้โดยรัฐสภา และรัฐสภานั้นควบคุมโดยประชาชน

ใครก็ตาม ได้รับศรัทธาจากประชาชน คน ๆ นั้นสามารถควบคุมรัฐสภาได้
ใครควบคุมรัฐสภาได้ ก็เปลี่ยนแปลงกฎหมายได้

กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ย่อมสามารถยกเลิกได้โดยรัฐสภา

อำนาจของตุลาการ มาจากกฎหมาย กฎหมายมาจากรัฐสภา รัฐสภามาจากประชาชน

ตุลาการที่บิดเบือน ไม่เป็นธรรม ไม่ยืนอยู่บนหลักนิติธรรม ย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้ในที่สุด

ต่อให้ศัตรูของทักษิณ สร้างความไม่เป็นธรรมเอาไว้ แต่ในอนาคตเมื่อ "คนที่มีบารมีของเขาหมดไปแล้ว"

กฎหมายก็ย่อมถูกแก้ไขได้โดยรัฐสภาที่มาจากประชาชน



ผมยังมองไม่ออกเลยว่า "ศัตรูของทักษิณจะรอดได้อย่างไรในศตวรรษที่ 21" นี้

พวกเขาใช้ "ศรัทธาของพวกเขาอย่างสิ้นเปลือง เพียงเพื่อต้องการ โค่นล้มทักษิณ พวกเขาใช้ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพวกเขาไปจนแทบจะหมดสิ้น ในขณะที่ไม่ได้ทำลายศรัทธาที่ประชาชนมีต่อทักษิณ ลงไปแม้แต่น้อย

ลองวิเคราะห์ดูให้ดีว่า ในสามปีมานี้ ศัตรูของทักษิณเสื่อมศรัทธาลงไปเท่าใด และตัวทักษิณเองนั้น ประชาชนเสื่อมศรัทธาลงไปบ้างหรือไม่

ผลของการใช้ศรัทธาทำลายทักษิณ ก็ทำให้ทักษิณนั้นลำบากลงเพียงเล็กน้อย ต้องไปอยู่ต่างแดน แต่ไม่ตลอดไปแน่นอน แต่ศรัทธาของประชาชนต่อศัตรูทักษิณที่ลดลงไปอย่างมากนั้น จะทำอย่างไร ในอีกห้าหรือสิบปีข้างหน้าเมื่อ ทักษิณกลับมาเหยียบแผ่นดินอีกครั้งหนึ่ง

ศัตรูของทักษิณนั้น ยืนอยู่ได้ด้วยศรัทธาของประชาชนเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจทางกฎหมายมากมายแต่อย่างใด ที่องค์กรต่างๆ จำต้องเชื่อฟังนั้น เพราะเขาเกรงบารมีเท่านั้น

แต่เมื่อไม่มีศรัทธา บารมีก็ลดลง อำนาจทางกฎหมายของพวกเขานั้นไม่มีอยู่แล้ว

พวกเขาจะทำอย่างไรเมื่อ "เกิดการเปลี่ยนแปลงในแผ่นดิน"

บารมีที่คุ้มอยู่หมดไป นกกาที่อยู่ใต้นั้นต้องเผชิญหน้ากับ "ศัตรูที่บรรพชนทิ้งเอาไว้" และบรรพชนได้สร้างความเจ็บปวดให้ศัตรูที่ยิ่งใหญ่นั้น

ทักษิณยังอยู่อีกอย่างน้อยก็ 20 ปี

หรือว่า จะเป็นไปดังคำทำนายกรุงเก่าจริงๆ เกี่ยวกับ

ยุคถิ่นกาขาว
กาไม่เคยมีขาว

ยกเว้นแต่ "จะเห็นกาดำเป็นกาขาว" หรือเห็นผิดเป็นชอบนั้นเอง

สำหรับทักษิณแล้ว การต่อกรกับ "ศัตรูที่มากบารมี" นั้นถึงอย่างไรก็ต่อกรโดยตรงไม่ได้ ต้องรอให้หมดยุคผู้มีบารมีนั้นก่อน

ข้อได้เปรียบของทักษิณต่อนายปรีดี พนมยงค์คือ ทักษิณนั้นหนุ่มกว่า มีเวลาอีกเหลือเฟือ และใช้กลยุทธ์ แบบสุมาอี้ รอคอยได้อย่างใจเย็น

ตอนนี้ผมว่า ฝ่ายที่แทบคลั่งและจะนอนไม่หลับตลอดไปคือ ศัตรูทักษิณนั่นเอง

พวกเขาและระบอบ "อำมาตยาธิปไตยจะอยู่รอดในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร

ผมอ่านคำแถลงการณ์ของทักษิณแล้ว มันคือ คำแถลงการณ์ว่า

I shall return นั่นเอง


จาก thaifreenews


“ลี้ภัย” รอจบหรือรบหนัก

หากผมยังมีวาสนา ผมจะขอกลับมาตายบนผืนแผ่นดินไทย เฉกเช่นคนไทยทุกคนครับ”

บทจบท้ายแถลงการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เขียนด้วยลายมือตัวเอง ส่งโทรสารด่วนข้ามทวีปจากประเทศอังกฤษมายังสำนักข่าวต่างๆในเมืองไทย เมื่อช่วงสาย ของวันที่ 11 สิงหาคม

แจกแจงเหตุผล “ลี้ภัย” อย่างเป็นการเป็นงาน

กองเชียร์ฟังแล้วใจหายก็แล้วกัน

โดยใจความสรุปความจำเป็นต้องขอลี้ภัยอยู่ประเทศอังกฤษ “ทักษิณ” อ้างว่า ไม่ได้รับความปลอดภัย มีกลุ่มคนจ้องปองร้ายตลอดเวลาที่อยู่เมืองไทยต้องนั่งรถกันกระสุน อีกทั้งกระบวนการยุติธรรมมีการถูกแทรกแซง คณะกรรมการสอบสวนที่ถูกตั้งมาจากคณะรัฐประหาร เป็นปฏิปักษ์กับตนเองและครอบครัว ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องต่างก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ทั้งหมดทั้งปวงที่เกิดขึ้นมาจากความต้องการขจัดตนเองออกจากการเมือง

เน้นปมไม่ปลอดภัย โยงเรื่องให้เข้าเงื่อนไขของสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์)

“ทักษิณ” ลุ้นไฟเขียวขอพำนักอยู่ในอังกฤษยาว

ก็ไม่ได้เหนือการคาดหมาย อ่านจากสีหน้าแววตา สะท้อนอารมณ์ของอดีตนายกฯทักษิณเมื่อวันที่ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาสั่งจำคุกคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา และคนใกล้ชิด ในคดี เลี่ยงภาษีโอนหุ้น

เหมือนคนหมดลุ้นในชีวิต

โดนตั้งแต่คิวแรก เป็นใครก็ต้องใจฝ่อ ยิ่งมองถึงคิวที่จ่อรออยู่ทั้งคดีที่ดินรัชดาฯ คดีปกปิดบัญชีเอสซีแอสเสท คดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่า ฯลฯ

พอจะคาดเดาชะตากรรมได้ล่วงหน้า

“ทักษิณ” ไม่เสี่ยงดีกว่า

เอาเป็นว่า ความคิดไปปักหลักอยู่ที่เมืองผู้ดีมันเริ่มมีเค้ามาตั้งแต่วันที่ “อุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพ-ทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็กรับปริญญาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีการเปิดเผยแผนการว่าจะไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ

ประกอบกับมีการบอกผ่านคนใกล้ชิด “ทักษิณ” อยากเคลียร์ข้อหาไม่จงรักภักดี แล้วจะหลบไปทำธุรกิจอยู่เงียบๆกับครอบครัวที่เมืองผู้ดี

ออกอาการเหนื่อยล้า อยากถอยเต็มที

ที่แน่ๆ จากบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ การลี้ภัยของอดีตนายกฯทักษิณ น่าจะหมายถึงการนำไปสู่การยุติความวุ่นวายทางการเมืองที่รุมเร้ารัฐบาลและภาคธุรกิจไทยตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่นายกวี ชูกิจเกษม หัวหน้าฝ่ายการวิจัยของบริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย ให้ความเห็นว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณไม่กลับมาประเทศไทยจริง ความขัดแย้งในประเทศจะลดน้อยลง ซึ่งจะส่งผลทำให้ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองจะสิ้นสุดลงในไม่ช้านี้ ภาคการลงทุนก็น่าจะปรับตัวขึ้น

และที่เห็นผลทันตา ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดดีดตัวขึ้นทันทีเกือบ 20 จุด โดยโบรกเกอร์ฟันธงได้แรงหนุนจากเหตุปัจจัย

สถานการณ์การเมืองจะคลี่คลายหลังอดีตนายกฯทักษิณ ลี้ภัยทางการเมือง

อานิสงส์ส่งผลด้านบวกมากกว่าลบ

แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า หลบไปพักเพื่อจบ หรือปักหลักบัญชาเกมรบแตกหัก

เพราะมันก็มีปมให้เอะใจ นอกจากคิวล่อๆแหลมๆที่อ้างกระบวนการยุติธรรมถูกแซงแล้ว กับข้อที่ 2 ช่วงทิ้งท้ายของแถลงการณ์ อดีตนายกฯทักษิณยังส่งซิกทะแม่งๆ

“ถึงแม้ผมไม่ใช่คนดีสมบูรณ์แบบ แต่ผมขอยืนยันว่า ผมไม่ได้เลวอย่างที่ถูกกล่าวหา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ผมจะแถลงความจริงให้ทุกท่านทราบ วันนี้ยังไม่ใช่วันของผม ขอให้ ผู้สนับสนุนผมอดทนอีกนิดหนึ่งครับ”

เหมือนจะบอกให้รอวันกลับมา

ขณะที่ศาลฎีกามีคำสั่งกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ไม่มารายงานตัวตามกำหนด สั่งออกหมายจับทันที พร้อมยึดเงินประกันฐานเบี้ยวไม่มารายงานตัวต่อศาล

เอาเป็นว่า วันที่ 18 สิงหาคม พรรคพลังประชาชนมีคิวจะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนอื่นเลยต้องวัดกันว่า กระแส “ทักษิณลี้ภัย” จะส่งผลแค่ไหน

คะแนนสงสารจะช่วยยื้อแรงต้านได้กี่มากน้อย.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ต้องเคารพอำนาจศาลออกหมายจับ

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.ศึกษาฯ กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา กรณีไม่ยอมเดินทางมารายงานตัวต่อศาล ภายหลังจากครบกำหนดขอเดินทางออกนอกประเทศว่า เป็นอำนาจโดยอิสระของศาลที่เราต้องเคารพ แต่รัฐบาลไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ส่วนกระบวนการขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ถ้าเป็นคดีอาญาจะต้องส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน แต่ถ้าเป็นเรื่องทางการเมืองขึ้นอยู่กับประเทศนั้นๆจะว่าอย่างไร ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้เลย นายสมชายตอบว่า ไม่ทราบ ส่วนการขอเพิกถอนหนังสือเดินทางพิเศษทางการทูตของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ขึ้นอยู่กับกฎหมายว่าจะเข้าข่ายที่สามารถเพิกถอนได้หรือไม่ ต้องให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไปดูแล อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนเคยรู้จักกัน ก็ต้องมีความเป็นห่วง พ.ต.ท.ทักษิณเป็นธรรมดา เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องมีชะตากรรมเช่นนี้ นายสมชายตอบ คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณคงมีความรู้สึกไม่สบายเมื่อจากบ้าน ส่วนจะไปเยี่ยมหรือไม่ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ เพราะไม่ค่อยมีเวลา

ทำให้หมดข้อกล่าวหารัฐบาลนอมินี

เมื่อถามว่า หลายฝ่ายมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นต้นเหตุวิกฤติ เมื่อมีการลี้ภัยประเมินว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะดีขึ้นหรือไม่ นายสมชายตอบว่า หากใครที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นต้นเหตุวิกฤติ จะได้เบาใจว่าไม่เป็นแล้ว และทำให้ข้อกล่าวหาหมดไปที่ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันเป็นนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นอีกว่า ส.ส. 200 กว่าคนของพรรค ที่ทำหน้าที่มาจนถึงขณะนี้ ไม่ได้ฟังคำสั่งของใครคนใดคนหนึ่ง และคงต้องรอดูว่าสถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะไม่ทราบว่าจะคลี่คลายหรือไม่อย่างไร

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการประสานขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีในประเทศไทยว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่กระทรวงยุติธรรม เป็นเรื่องของศาลกับกระทรวงต่างประเทศ เป็นฝ่ายดำเนินการ ทั้งนี้ การเดินทางออกนอกประเทศ ถือเป็นการตัดสินใจของ พ.ต.ท.ทักษิณเอง ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โจมตีกระบวนการยุติธรรมนั้น ถือเป็นความรู้สึกส่วนตัว แต่ความจริงเราต้องให้ความเคารพในการตัดสินของศาล ไม่ควรมองเป็นอย่างอื่น

“หมอเลี้ยบ” วอนทุกฝ่ายยุติการเคลื่อนไหว

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นเรื่องของความคิดที่แตกต่าง ทางออกที่จะทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ทุกฝ่ายยอมรับความเห็นที่แตกต่าง กลุ่มต่างๆที่ออกมาคัดค้านจะยุติการเคลื่อนไหว วันนี้บ้านเมืองต้องการความปรองดองสามัคคี อยากให้ทุกคนหาข้อสรุปร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศ เมื่อถามว่า มีข่าวว่าผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชาชนไปพูดกับอดีตนายกฯให้ลี้ภัย เพื่อให้การเมืองนิ่งจริงหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ตอบว่า ไม่ทราบว่าข่าวที่ออกมานั้นหมายถึงใคร เพราะไม่ได้คุยในเรื่องนี้กับอดีตนายกฯเลย ไม่มีโอกาสพบอดีตนายกฯในเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่า การลี้ภัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะทำให้พรรคพลังประชาชนแพแตกหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ตอบว่า เราพยายามทำให้พรรคเป็นสถาบัน ไม่ผูกติดกับตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ให้ผูกติดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ฝัน “ทักษิณ” ลี้ภัยทำ พปช.แกร่งขึ้น

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงการขอลี้ภัยทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวว่า ต้องดูหลักกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะเป็นเรื่อง ละเอียดอ่อน ต้องดูว่ามีการทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศหรือไม่ มีเหตุผลที่รัฐบาลประเทศอังกฤษจะรับฟังได้หรือไม่ ต้องเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ เมื่อถามว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เดินทางกลับมาครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ ของรัฐบาลหรือไม่ นายชูศักดิ์ตอบว่า ให้เกิดเป็นเช่นนั้นก่อนแล้วค่อยวิพากษ์วิจารณ์ อาจจะเป็นได้หลายแนว ไม่แน่ รัฐบาลอาจจะเป็นข้าวเหนียวปั้นเดียว ส่วนที่มองว่าในทางกลับกันอาจทำให้เกิดความระส่ำระสายภายในพรรคพลังประชาชนนั้น ต้องบอกว่าหากมองในทางตรงกันข้าม ท้ายที่สุดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็อาจทำให้ภายในพรรคเป็น ปึกแผ่นมากขึ้น ไม่ทราบว่าจะสอดรับกับการที่นายสมัครออกมาบอกว่าการเมืองจะคลี่คลายด้วยตัวเองด้วยหรือไม่ ดังนั้นต้องรอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน ไปวิพากษ์ วิจารณ์ยาก เพราะเป็นการตัดสินใจของอดีตนายกฯว่าจะกลับหรือไม่กลับมาต่อสู้คดี สมมติว่าหากจะไม่เดินทางกลับก็ต้องมีเหตุผลมารองรับ

เชื่อ “ทักษิณ” จะกลับมาอย่างสง่างาม

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า การลี้ภัยทางการเมืองของ พ.ต.ท. ทักษิณ เป็นทางออกที่ดีและชัดเจนที่สุดว่ายุติทุกอย่าง สลัดหลุดการถูกโยงเข้าสู่การเมืองอย่างไม่เป็นธรรม เชื่อมั่นว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะได้กลับเมืองไทยอย่างสง่างามในอนาคต เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น อยากให้ทุกฝ่ายเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ขอให้นึกถึงคุณงามความดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณเคยทำไว้ให้กับประเทศไทย คนล้ม แล้วอย่าข้าม ส่วนตัวคิดว่าการลี้ภัยของ พ.ต.ท.ทักษิณจะพลิกเกมให้กลับมาเป็นต่อ จะทำให้สังคมเกิดความรู้สึกสงสาร กระแสจะตีกลับไปยังผู้ที่ไล่ทุบไล่ตีจ้องรังแก พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ฝากเตือนว่าควรหยุดได้แล้ว ประเทศบอบช้ำมามากพอแล้ว หากยังพยายามนำ พ.ต.ท.ทักษิณมาโยงอีกระวังดาบจะคืนสนอง วันนี้สายตาชาวโลกที่มองมายังประเทศไทยคงเกิดความแคลงใจว่าเกิดอะไรขึ้น คนที่เคยทำชื่อเสียง ทำประโยชน์อย่างมากบนเวทีโลก จึงต้องมีชะตากรรมแบบนี้ อย่างไรก็ตาม การลี้ภัยของ พ.ต.ท. ทักษิณจะไม่กระทบต่อพรรคพลังประชาชนแน่นอน จะเป็นผลดีให้การเมืองเดินหน้าต่อ ไม่ถูกจับมาเชื่อมโยงกัน


อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

ก.ต่างประเทศยืนยันจะขอลี้ภัยให้คนในชาติไม่ได้

ก.ต่างประเทศ 11 ส.ค. - โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันรัฐบาลไม่สามารถขอลี้ภัยให้กับคนในชาติได้ ระบุหากร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนต้องให้ศาลประสานมายังกระทรวงจึงจะดำเนินการตามช่องทางการทูต เผยยังไม่รู้เรื่องยึดพาสปอร์ตแดงคืน

นายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ ในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีการขอลี้ภัย ว่า ตามหลักแล้วการขอลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม จะต้องมีเหตุผลว่าอยู่ประเทศนั้นๆ ไม่ได้เนื่องจากระบบการปกครอง หรือมีความเสี่ยงภัย ซึ่งเป็นธรรมชาติว่า รัฐบาลไทยหรือรัฐบาลใดก็ตามจะไม่เป็นผู้ขอลี้ภัยให้กับคนในชาติตัวเอง เพราะเท่ากับยอมรับว่า ประเทศนั้นให้ความดูแลปกครองโดยสมบูรณ์ไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ ที่รัฐบาลไทยจะขอลี้ภัยให้กับคนในชาติตัวเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขอลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษกระทรวงการต่างประเทศจะทราบหรือไม่ นายธฤต กล่าวว่า ต้องไปตรวจสอบกับสถานทูตอังกฤษในประเทศไทย เพราะตามกฎหมายเข้าเมืองที่ดูแลโดยกระทรวงมหาดไทยอังกฤษ จะไม่สามารถเปิดเผยว่าบุคคลคนหนึ่งที่ขออยู่ในประเทศมีสถานะใด

“ผมตอบไม่ได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ในประเทศอังกฤษขณะนี้ในสถานะอะไร อย่างที่ผมเรียนแล้วว่า ไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งคนๆ หนึ่งอยู่ในประเทศใดอยู่ได้หลายสถานะ เช่น นักธุรกิจ นักลงทุน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถอยู่ได้ในหลายสถานะ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานะการลี้ภัย” นายธฤต กล่าว หากมีการขอลี้ภัย กระทรวงการต่างประเทศจะไม่ใช่ผู้ประสานในเรื่องการขอลี้ภัยใช่หรือไม่ นายธฤต กล่าวว่า ไม่ใช่แน่นอน ส่วนจะมีช่องทางใดที่จะขอลี้ภัยได้ เห็นว่าแต่ละประเทศ จะมีกฎหมายแตกต่างกันไป

ต่อข้อถามว่า กระทรวงการต่างประเทศจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการลี้ภัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างไร นายธฤต กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะพิจารณาอย่างไร ต้องการให้กระทรวงดำเนินการอย่างไรต่อไป เรื่องทั้งหมดต้องรอการประสานงานจากศาลและอัยการอีกครั้ง ว่าต้องการให้กระทรวงดำเนินการอย่างไร

ส่วนมีความจำเป็นหรือไม่ที่กระทรวงการต่างประเทศต้องดำเนินการเจรจาการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน นายธฤต กล่าวว่า ในหลักการไทยกับอังกฤษมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนอยู่แล้ว และถ้ามีการร้องขอมาจากศาลและอัยการ กระทรวงการต่างประเทศจะมีหน้าที่ติดต่อกับทางการอังกฤษ คือผ่านสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย หรือ ติดต่อทางสถานทูตไทยประจำประเทศอังกฤษ เพื่อผ่านไปยังกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษ โดยจะนำเอกสารที่ได้รับมาผ่านช่องทางการทูตเพื่อพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามหลักการทั่วไปไม่ใช่เฉพาะกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ

กรณีที่มีข่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศจะยึดหนังสือเดินทางทางการทูตของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา คืนนั้น นายธฤต กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว แต่มีระเบียบปฏิบัติอยู่ โดยนำข้อพิจารณาของศาลมาประกอบการพิจารณาของกระทรวงด้วย สำหรับหลักการยึดคืนนั้น นายธฤต กล่าวว่า โดยหลักแล้ว ศาลมีสิทธิเพิกถอนหนังสือเดินทางหรือระงับ เช่น ผู้ที่ถูกพิพากษาว่ามีความผิด แล้วศาลพิพากษาให้ยึดคืนก็จะต้องคืน เพื่อไม่ให้หลบหนีไปต่างประเทศ แต่กรณีทั่วไปแล้วเมื่อบุคคลใดอยู่ในต่างประเทศอยู่แล้ว การถือหนังสือเดินทางจะมีสถานะเป็นเอกสารทางการเพื่อระบุว่า บุคคลนั้นเป็นคนสัญชาติใด เหมือนกับบัตรประชาชน ที่เป็นที่ยอมรับในสากล ดังนั้น คนไทยไม่ว่าอยู่ที่ไหนหรือมีปัญหาใดๆ รัฐบาลต้องยอมรับเสมอว่า บุคคลผู้นั้นเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย หนังสือเดินทางเป็นหนังสือแสดงตน ซึ่งเป็นสถานะที่แตกต่างกับคนที่ถือหนังสือเดินทางแต่อยู่ในประเทศ จึงเป็นประเด็นที่จะนำมาเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาคืนพาสปอร์ตด้วย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-11 18:28:36


ข้อเท็จจริงและข้อมูลกฎหมายในการต่อสู้คดีที่ดินรัชดาฯ

คดีนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี และเป็นเจ้าพนักงานและผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้นเป็นเจ้าพนักงานและผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ปฎิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีในปัญหาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายดังนี้
ข้อ 1. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มิใช่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ดังนี้

1.1 หลักกฎหมาย “ไม่มีอำนาจกำกับดูแลมากไปกว่าที่กฎหมายกำหนด หากกฎหมายไม่กำหนดให้มีอำนาจย่อมไม่มีอำนาจ” หมายความว่า เมื่อกฎหมายไม่บัญญัติให้อำนาจ ย่อมไม่มีอำนาจ พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ไม่มีบทบัญญัติในมาตราใดให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจ กำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ

1.2 หลักการปกครองในระบบรัฐสภา ถือหักการบริหารกิจการของรัฐในรูปของ “คณะบุคคล” ในที่นี้แก่ “คณะรัฐมนตรี” ตามหลักการของรัฐธรรมนูญ “คณะรัฐมนตรี เป็นผู้มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน”

1.3 หลักการ “การบริหารราชการแผ่นดิน” หมายถึง “การจัดส่วนของราชการ รวมทั้งการจัดระเบียบวิธีการปฏิบัติราชสาร อำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ”

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มิใช่องค์กรของรัฐภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องการจัดส่วนราชการ รวมทั้งการจัดระเบียบวิธีการปฏิบัติราชการ หากแต่เป็นองค์กรของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการเป็นองค์การที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะและกฎหมายพิเศษ คือ พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ซึ่งได้บัญญัติถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งไว้ต่างหากจากการบริหารราชการดังกล่าวข้างต้น เพราะมีการกำหนดระเบียบ ข้อบังคับ วัตถุประสงค์ ในการดำเนินการไว้ต่างหากจากการบริหารราชการ ไม่ว่าจะเป็นในแง่บุคคลาการที่เข้าสู่ตำแหน่ง ในแง่ทางการเงิน ในแง่วัสดุ และในแง่กิจกรรมของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เป็นเรื่องต่างหากจากการบริหารราชการ การจัดการส่วนราชการและการจัดระเบียบวิธีการปฏิบัติราชการทั้งสิ้น

การจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้ฟูฯ เมื่อตรวจสอบในด้าน “วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ” เป็นองค์กรของรัฐตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 มาตรา 29 อัฏฐ พบว่า มีวัตถุประสงค์ตามกฎหมายที่จัดตั้ง “ไม่ใช่การบริหารราชการแผ่นดิน” เมื่อไม่ใช่องค์กรของรัฐที่มีวัตถุประสงค์ในเรื่อง “การบริหารราชการแผ่นดิน” ประกอบกับเมื่อพิจารณาในแง่ “เงินเดือนและเงินอื่นๆ” ของ “ลูกจ้างและพนักงาน” ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ใช้งบประมาณของกองทุนเพื้อการฟื้นฟูฯ เอง มิใช่จากเงินคัดสรรงบประมาณของ “สำนักงบประมาณ” ที่อยู่ภายใต้การกำกับ ควบคุม ดูแล ของกระทรวงการคลังตามพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 มาตรา 6 และมาตรา 10 เหมือนเจ้าราชการและลูกจ้างของรัฐบาล

ดังนั้น พนักงานของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จึง “มิใช่พนักงานหรือลูกจ้างของรัฐบาล” ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 286(2) จากสิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงไม่อาจนำพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 11 มาใช้บังคับกับคดีนี้เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีมีอำนาจ กำกับ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ได้

1.4 “หลักการทางฝ่ายปกครอง” นายกรัฐมนตรีไม่มีหน้าที่ “ในฐานะฝ่ายปกครอง” ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เพราะหน้าที่ในฐานะฝ่ายปกครองต้องเป็นหน้าที่ปฏิบัติกิจการที่เป็น “ปกติธุระ” ตามพระราชบัญญัติธนาราคแห่งประเทสไทย พ.ศง 2485 มาตรา 29 เตรส ซึ่งบัญญัติอำนาจหน้าที่ไว้เป็นการเฉพาะ และเป็นกรณีพิเศษตามกฎหมายที่จัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ซึ่งอำนาจหน้าที่นี้ได้บัญญัติไว้ชัดเจนให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ “คณะกรรมการจัดการองทุน” หากให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจกำกับในฐานะฝ่ายปกครองของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ แล้ว จะทำให้มีอำนาจ “ซ้ำซ้อน” กับคณะกรรมการจัดการกองทุน

ข้อ 2. กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เป็นองค์กรของรัฐใน “ภาคนโยบายการเงิน” ที่แยกต่างหากจากองค์กรของรัฐ หรือแยกจากการกำกับ ควบคุม ดูแล ของนายกรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจกำกับควบคุมดูแลใน “ภาคนโยบายคลัง”

ในเศรษฐศาสตร์มหภาคของทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ได้แบ่งแยกองค์กรของรัฐที่กำกับ ควบคุม ดูแล ภาค “นโยบายการเงิน” (Money Policy) แยกเป็นอิสระต่างหากจากองค์กรของรัฐที่กำกับ ควบคุม ดูแล”ภาคนโยบายการคลัง” (Fiscal Policy)

ธนาคารแห่งประเทศไทยและกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงืนเป็นองค์กรของรัฐที่กำกับ ควบคุม ดูแล ในภาคนโยบายการเงินซึ่งเป็นอิสระจากการกำกับ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ ของนายกรัฐมนตรี

แม้คณะกรรมการกฤษฎีกาจะได้เคยวินิจฉัยว่า กองทุนฟื้นฟูฯ เป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติการงบประมาณ พ.ศ.2502 ก็ตาม แต่ยังไม่มีความชัดแจ้งเพราะ “กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มิได้นำกฎหมายเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจมาบังคับใช้และกระทรวงการคลังยังมิได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2523” และเมื่อตรวจสอบข้อมูลจาก “สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ” (สตง) ที่อยู่ในกำกับของกระทรวงการคลัง ที่มีอำนาจ กำกับ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ รัฐวิสาหกิจของประเทศไทย พบว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ มิได้มีกฎหมายกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทบและกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ

ข้อ 3. ธนาคารแห่งประเทศไทยและกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ซึ่งเป็นนิติบุคคล เกิดจาก “การตัดตั้งองค์กรของรัฐในรูปแบบที่สาม” ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่มิใช่ส่วนราชการและมิใช่รัฐวิสาหกิจจัดตั้งโดยการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์การขึ้นเป็นการเฉพาะราย ตามความจำเป็นของภารกิจ เมื่อกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มิใช่องค์กรของรัฐที่เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจแล้ว กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงืนจึงไม่อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 เช่นเดียวกับองค์การในลักษณะเดียวกัน คือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ องค์การทหารผ่านศึก และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ข้อ 4. แม้จะอ้างว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่นายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจกำกับ ดูแล รัฐวิสาหกิจ ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย จะต้องมีกฎหมายที่จัดตั้งกำหนดไว้เป็นพิเศษ และเป็นบทบัญญัติในกฎหมายเฉพาะเท่านั้น เพราะเป็น “หลักการของการกระจายอำนาจ” ที่ต้องการให้พ้นจากการเป็น “ส่วนราชการ” ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2544 และไม่เป็นส่วนราชการตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502

นายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจจะต้องมีกฎหมายที่จัดตั้งรัฐวิสาหกิจกำหนดไว้เป็นพิเศษ และเป็นบทบัญญัติในกฎหมายเฉพาะเท่านั้นที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมีอำนาจกำกับ ควบคุม ดูแล รัฐวิสาหกิจนั้นๆ ไว้เป็นการชัดแจ้ง อาทิเช่นพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 มาตรา 5 และมาตรา 31 พระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.ศ.2522 มาตรา 15-17 พระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.2528 มาตรา 45-47 พระราชกฤษฎีกาองค์การสวนพฤษศาสตร์ พ.ศ.2535 มาตรา 11 และพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานคร พ.ศ.2535 มาตรา 26-28 เป็นไปตามหลักกฎหมายที่ว่า “ไม่มีอำนาจกำกับดูแลมากไปกว่าที่กฎหมายกำหนด”

ข้อ 5.การกำกับ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีที่จะถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2542 มาตรา 100 ต้องเป็นงานในอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ หมายถึง “เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นฝ่ายปกครอง เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติกิจการที่เป็นปกติธุระ กล่าวคือ มีอำนาจหน้าที่กำกับ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีในกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน อย่างเป็นปกติธุระประจำตามที่กฎหมายบัญญัติ” นายกรัฐมนตรีมิใช่ฝ่ายปกครองโดยตรงของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติกิจการที่เป็นปกติธุระ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ

คณะกรรมการจัดการกองทุนจะวางนโยบายและควบคุมและโดยทั่วไปซึ่งคือการทำงานของกองทุนและออกข้อบังคับเพื่อปฏิบัติการให้เป็นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ คณะกรรมการจัดการกองทุนสามารถดำเนินการได้เองโดยมิต้องขออนุมัติหรือขอความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี การขายที่ดินเป็นปัญหาในคดีที่คณะกรรมการการจัดการกองทุนสามารถดำเนินการได้โดยลำพัง ไม่มีบทบัญญัติหรือข้อบังคับที่ต้องให้ขออนุมัติ ขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่อย่างใด

ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องกำหนดตำแหน่งหน้าที่เจ้าหน้าที่ของรัฐี่ต้องห้ามมิให้ดำเนินการตามความในมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัยและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดมีอำนาจในการกำกับดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีสำหรับหน่วยงานใด เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นย่อมต้องห้ามมิให้เป็นคู่สัญญา หรือมีส่วนได้ในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานนั้น

ข้อ 6 “เจตนารมณ์ของกฎหมายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ 2542 มาตรา 100 (1) เป็นการบัญญัติ “แบบมีเงื่อนไข” ว่าหมายถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐมนหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีอำนาจกำกับ ควบคุม ดูแล ตรวจสอบ เท่านั้น เพราะเป็น “กฎหมายจำกัดสิทธิ” มีหน้าที่สำคัญที่ควรนำมาตรวจสอบคือ หลักฐานจากรายงานการประชุมวุฒิสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2542 ในหน้าที่ 55 และสามารถเปรียบเทียบได้กับมาตรา 100 (3) ที่บัญญัติไว้แบบไม่มีเงื่อนไข

ข้อ 7. นายกรัฐมนตรีไม่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
การจะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาต้องเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติของกฎหมายนั้นๆ บัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง อาทิเช่น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ 2542 มาตรา 31 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ 2542 มาตรา 12 ฯลฯ กรณีคดีนี้ไม่มีบทบัญญัติตามกฎหมายให้นายกรัฐมนตรีเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

ข้อ8 กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัมนาระบบสถาบันการเงิน มีอำนาจหน้าที่ตามวัตถุประสงค์ในการประกาศขายที่ดิน ทำสัญญาซื้อขายที่ดิน ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินโดยชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ เปรียบเทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 4655/2533 ระหว่าง นางลาวัณย์ ดิลคณารักษ์ โจทก์ กระทรวงการคลังกับพวก จำเลย วินิจฉัยไว้ว่า “กองทุนเพื่อการพื้นฟูฯ เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยมีสิทธิและหน้าที่ต่างๆ ตามบทบัญญัติทั้งปวงแห่งกฎหมายภายในของวัตถุประสงค์ของตน” และแม้จะอ้างว่ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินมีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่จะนำเอาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบรามการทุจริต พ.ศ 2542 หมวด 9 ว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลปละประโยชน์ส่วนรวมตามมาตรา 100 (1) มาบังคับใช้ไม่ได้ เพราะบทบัญญัติในมาตรา 100 (1) มิได้บัญญัติหน่วยงานของรัฐประเภท “รัฐวิสหกิจ” ไว้เช่นกันกับบทบัญญัติในมาตรา 100 (3) และสัญญาซื้อขายระหว่าง คุณหญิงพจมาน ชินวัตร กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มิใช่ “สัญญาสัมปทาน”

ข้อ 9. สัญญาซื้อขายที่ดินที่จัดให้มี “การประกวดราคา” ไม่เป็นเรื่องประโยชน์ส่วนบุคคลขัดแย่งกับประโยชน์ส่วนรวม มิได้ลิดรอนผลประโยชน์ของประชาชน ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมประมูลในการประกวดราคาตามประกาศของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ได้

การกระทำของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ผู้ขายและ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ผู้ซื้อ กระทำโดยสุจริต เปิดเผย มีการแข่งขันราคาโดยชอบด้วยกฎหมาย มีการศึกษา และตรวจสอบแล้วว่า ผู้ซื้อและผู้ขายไม่ต้องห้ามในการทำสัญญาซื้อขายที่ดิน

การจำหน่ายที่ดินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เป็นไปตามหลักเกณฑ์การประมูลขายที่ดินและการขายที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปตามข้อบังคับและเป็นไปตามมติของคณะกรรมการจัดการกองทุน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 มาตรา 29 เตรส

ข้อ 10. กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไม่ได้รับความเสียหายจากการจำหน่ายที่ดินแปลงพิพาทแต่ได้รับประโยชน์จากการจำหน่ายที่ดิน คุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นผู้เสนอราคาสูงสุด เดิมราคาที่ดินที่แท้จริงที่ บริษัท เอราวัณทรัสต์ ซื้อมาเพียงราคา 103 ล้านบาท หากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ไม่จำหน่ายที่ดินต้องมีภาระดอกเบี้ยปีละประมาณ 35 ล้านบาท

การที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ปรับลดราคาที่ดิน และออกหลักเกณฑ์การขาย การประกาศประกวดราคาที่ดิน ราคาที่ดินอนุมัติขาย รวมทั้ง ข้อกำหนดในการส่งมอบที่ดิน กระบวนการ ต้งแต่การประกาศขายจนกระทั่งมีการทำสัญญาซื้อขายทิ่ดนทุกขั้นตอนเป็นไปโดยเปิดเผยสามารถตราจสอบได้ เพราะในเรื่องดังกล่าวกองทุนฟื้นฟูฯ ได้ทำ รายงานการขายที่ดินถึงสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ได้เข้าทำการตรวจสอบบัญชีและงบการเงินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เสร็จสิ้นแล้ว มิได้มีข้อสังเกตหรือมีข้อทักท้วงในรายงานการตรวจสอบบัญชีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินว่า การปรับลดราคาที่ดินและการขายที่ดินในครั้งนี้ ทำให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เสียหาย และการปรับลดราคาที่ดินและการขายที่ดินเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจัดการกองทุน

สำหรับที่มีการกล่าวว่าภายหลัง คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซื้อที่ดิน มีการยกเลิกข้อจำกัดเรื่องความสูงในการก่อสร้างอาการ มีข้อเท็จจริงดังนี้
(1.) ข้อกำหนดตามกฎหมายผังเมืองใหม่ (พ.ศ.2549) ที่ดินที่ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซื้อ
มาอยู่ “ประเภท ย 6 “ ซึ่ง “ห้ามสร้างอาคารขนาดใหญ่พิเศษ” (อาคารที่มีพื้นที่ตั้ง 10,000 ตามรางเมตรขึ้นไป)
(2.) ข้อกำหนดการยกเลิกข้อจำกัดความสูงในการก่อสร้างอาคาร เป็นกรณีที่อาคาร

สำนักงานหรืออาคารประกอบพาณิชยกรรมจะสร้างอาคารสูงประเภทดังกล่าวไม่ได้ เพราะที่ดินที่ประมูลได้มีเขตทางไม่ถึง 30 เมตร (ถนนเทียมร่วมมิตร มีเขตทางเพียง 17-20 เมตรเท่านั้น ตามหนังสือสำนักงานเขตห้วยขวางที่ กท04803/6436 ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2550 ) และที่ดินดังกล่าวไม่ได้อยู่ภายในระยะ 500 เมตรจากศูนย์กลางสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน

จากข้อกำหนดที่ (1) และ (2) ข้างต้น สรุปได้ว่าการยกเลิกข้อจำกัดความสูงในการก่อสร้างอาคารไม่ได้ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้น เพราะแม้จะให้สร้างอาคารสูงได้ แต่ข้อกำหนดเรื่องอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดินตามกฎหมายผังเมืองใหม่ (พ.ศ.2549) กำหนดไว้ไม่เกิน 45 : 1 (ตามกฎหมายผังเมืองใหม่ข้อ 17 (21) ใน (1) ย่อย กล่าวคือ ที่ดิน 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) สามารถสร้างอาคารได้เพียง 7,200 ตารางเมตรเท่านั้น) ซึ่งข้อกำหนดนี้เดิมกฎหมายผังเมืองใหม่ไม่ได้ดำหนดไว้ แต่ใช้กฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 หมวดที่ 1 ข้อ 5 กำหนดไว้ที่อัตราส่วนไม่เกิน 10 : 1 กล่าวคือ ที่ดิน 1 ไร่ (1,600 ตารางเมตร) สามารถสร้างอาคารได้ 15,000 ตารางเมตร จะเห็นว่าพื้นที่อาคารได้หายไปกว่าครึ่ง

ดังนั้นผังเมืองใหม่ดังกล่าวจึงไม่ได้เอื้อประโยชน์ (ทำให้ราคาสูงขึ้น ให้แก่ที่ดินที่ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซื้อแต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้ามผังเมืองใหม่ดังกล่าวกลับทำให้ราคาที่ดินที่ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซื้อ มีมูลค่าที่ดินลดลง เพราะไม่สามารถสร้างอาคารให้ได้พื้นที่ใช้สอย เท่ากับกฎหมายเดิมตามที่กล่าวมาข้างต้น (ลดลงกว่าครึ่ง)

การจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร จะดำเนินการจัดทำใหม่ทุก 5 ปี ตามพระราชบัญญัติผังเมืองมาตรา 26 ถ้าไม่ทันให้ขยายเวลาการใช้บังคับกฎกระทรวงตามผังรวมเดิมได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ปี ตามมาตรา 26 วรรคห้า และกระบวนการในการจัดทำผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร มีขั้นตอนมากมายเช่นต้องผ่าน “คณะกรรมการผังเมือง” ซึ่งตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง (พ.ศ.2518) กำหนดให้ข้าราชการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการแล้วยังมีผู้ทรงคุณวุฒิทางการผังเมืองหรือสาขาวิชากที่เกี่ยววข้องโดยตรงกับการผังเมืองไม่เกิน 7 คน และผุ้แทนสถาบันองค์กรอิสระและบุคคลอื่นที่มีความเกี่ยวข้องกับการผังเมืองไม่เกิน 7 คน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมาเป็นกรรมการด้วย
นอกจากนี้คณะกรรมการผังเมืองยังมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตามความเหมาะสมขึ้นมาพิจารณาดำเนินการได้อีก ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติผังเมือง (พ.ศ.2518) ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน คณะกรรมการร่างกฎหมายกระทรวงมหาดไทย และคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการกฤษฎีกา จะเห็นว่าการจัดผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร จะต้องผ่านขั้นตอนและการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนสถาบันองค์กรอิสระมากมาย และที่สำคัญคือมีการผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน การจัดกำหนดผังเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนากยรัฐมนตรีในขณะนั้น ไม่ได้กำกับ ควบคุม ดูแลกรุงเทพมหานคร และมีข้อเท็จจริงที่สังคมทราบโดยทั่วไปว่า ในขณะนั้น “กรุงเทพมหานคร มีผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครเป็นสมาชิก และผู้บริหารพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งและเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะให้อำนาจหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีไปแทรกแซง สั่งการใดๆ ให้กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาจากพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำยอมต้องยกเลิกข้อบังคับเรื่องอาคารสูง เพื่อให้เป็นประโยชน์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น