กรุงเทพฯ 14 ส.ค. - นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวถึงกระแสข่าวที่กลุ่มอีสานพัฒนา พรรคพลังประชาชน จะย้ายไปอยู่กับพรรคความหวังใหม่ว่า จะไม่มีการย้ายไปอย่างที่เป็นข่าว เพราะขณะนี้สถานการณ์การกระทบกระทั่งกันในพรรคพลังประชาชนลดลงแล้ว ผู้ใหญ่ของพรรคได้เข้าไปไกล่เกลี่ยให้ถอยคนละก้าวเหมือนครอบครัวที่แตกแยก ถ้าเห็นแก่ลูก ครอบครัวจะต้องเป็นหลักให้ได้ และดีกรีความร้อนแรงในพรรคพลังประชาชนทุกกลุ่มได้หยุดแล้ว นายสมพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคการเมืองไม่เกี่ยว แต่หากพรรคพลังประชาชนถูกยุบก็เชื่อว่าอาจมีสมาชิกบางส่วนย้ายไปอยู่กับพรรคอื่น แต่หลายกลุ่มในพรรคได้พูดคุยกันแล้วว่าอยากเห็นความสามัคคี และจะอยู่ด้วยกัน ซึ่งนายทะเบียนพรรคได้เตรียมจดทะเบียนพรรคใหม่ไว้แล้ว 2 พรรค. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-08-14 10:57:28
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, August 14, 2008
รอง หน.พปช.เผยเตรียมจดทะเบียนพรรคใหม่ไว้ 2 พรรค
ชาวมุกดาหารรวมใจต้านพันธมิตร เดินหน้าแก้ รธน.
แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองตามการคาดเดาของหลายฝ่าย หลังการตัดสินใจอยู่ที่ประเทศอังกฤษของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่มองว่าสถานการณ์ต่างๆ ทางการเมืองน่าจะมีการคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น
หลายฝ่ายมองว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ควรจะยุติ เพราะหมดความชอบธรรมในการปลุกปั่น ยุยง สร้างกระแส “ผีร้ายระบอบทักษิณ” รวมทั้ง “รัฐบาลนอมินี” ได้แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ เหล่าพันธมารยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติการเคลื่อนไหว เพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมแต่อย่างใด
จากที่เคยพุ่งประเด็นกล่าวหา “ระบอบทักษิณ” ตอนนี้กลับเปลี่ยนมาเป็นเคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐบาลสมัคร ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้อย่างหน้าตาเฉย
แต่ก่อนร้องตะโกนกันปาวๆ ว่า “ทักษิณ....ออกไป” แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น “ทักษิณ...กลับมา” ซะอย่างนั้น วิธีการ ข้อเรียกร้อง ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เรื่อยๆ เหมือนไม้หลักปักขี้เลน แต่ยังคงเป้าหมายที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตยไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ “โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เรียกร้องทหารให้ทำการรัฐประหาร และสถาปนาระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” ที่เป็นระบอบการเมืองเก่าซึ่งย้อนหลังไปกว่า 50 ปี”
แต่ครั้งนี้คงไม่เหมือนครั้งเก่า เมื่อคราวรัฐประหาร 19 กันยายน เพราะประชาชนผู้รักประชาธิปไตยต่างมีความตื่นตัว และคงไม่ยอมให้พันธมิตรฯ สร้างกระแสครอบงำสังคมไทยได้อีกต่อไป
ไกรสมุทร นามโพธิ์ไทร รายงานสถานการณ์การเคลื่อนไหวของประชาชนผู้รักในประชาธิปไตย ชาวมุกดาหาร ซึ่ง มีเนื้อหาสาระที่สำคัญดังต่อไปนี้
นายสุระนาวา ลุนเวลา นายกองค์บริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยน อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ หยุดการชุมนุมทั้งในกรุงเทพมหานครและการจัดชุมนุมตามจังหวัดต่างๆ ทันที เพราะการกระทำดั่งกล่าว เป็นการสร้างความวุ่นวายปั่นป่วน มุ่งหวังเพียงเพื่อโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สร้างเงื่อนไขนำไปสู่รัฐประหารดังนั้นการชุมนุมและการเคลื่อนไหวกลุ่มบุคคลดังกล่าว จึงเป็นการชุมนุมที่ปราศจากเหตุผลขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
กลุ่มบุคคลที่ชุมนุมอยู่ที่กรุงเทพมหานครนี้ มีส่วนสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมในการสร้างสถานการณ์การเมืองจนนำมาสู่การัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นผู้ให้การสนับสนุนการรัฐประหาร สนับสนุน คมช. และองค์กรที่เกิดจากการรัฐประหาร กระทั่งดำรงตำแหน่งสำคัญใน สนช. และใน ครม. อย่างปฏิเสธไม่ได้ เป็นการทำลายประชาธิปไตย ล้มล้างรัฐธรรมนูญทำให้เศรษฐกิจของชาติตกต่ำ ซบเซาในทุกวันนี้ รวมทั้งชื่อเสียงในเวทีโลก ดังนั้นการรวมตัวเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่ออกมาขับไล่รัฐบาลในครั้งนี้จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่เหมือนเป็นการสร้างเงื่อนไข หรือการออกบัตรเชื้อเชิญ นำมาสู่การรัฐประหารได้ในอีกครั้งหนึ่ง และเป็นการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับกลุ่มอำนาจเก่าหรือมือที่มองไม่เห็น เพื่อสร้างกลียุคขึ้นมาเสียเอง
กลุ่มบุคคลดังกล่าว มีเป้าหมายล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยทำหน้าที่รับใช้เผด็จการทหารและระบอบอำมาตยาธิปไตย เป็นการทำลายเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ที่ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
นอกจากนี้การเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลข้างต้น ได้แอบอ้างเบื้องสูงมาเป็นเครื่องทำลายบุคคลอื่น กระทั่งเป็นเครื่องมือที่ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมรวม และสร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันอันเป็นที่รักของปวงชนไทย เป็นการกระทำที่พุ่งเป้าสร้างความวุ่นวาย ทำลายเศรษฐกิจและชีวิตประชาชน เพราะการชุมนุมด้วยการปิดถนนของกลุ่มชุมนุมที่กรุงเทพมหานครนั้นทำให้ประเทศไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนานาประเทศ ย่อมมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างประเทศ
ประชาชนได้เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ทำหน้าที่แทนปวงชน ชาวไทย เพื่อทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติและบริหาร แต่ปรากฏว่ากลุ่มบุคคลเหล่านั้น กลับสร้างความวุ่นวาย ก่อกวนให้ร้ายป้ายสีรัฐบาลกล่าวหา รัฐบาลในประเด็นต่างๆในขณะนี้ได้ปรากฏมีการกดดันรัฐบาล โดยการใช้ตุลาการภิวัฒน์มาล้มล้างรัฐบาลที่มาการเลือกตั้ง
จึงขอให้พี่น้องประชาชน คำนึงถึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองคำนึงถึงระบอบประชาธิปไตยและคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศอย่าได้เป็นเครื่องมือของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยและเผด็จการทหาร
ประชาชนชาว จ.มุกดาหาร จะรวมพลังกันเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อทวงคืนรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมของประชาชน
พวกเราจะไม่ยอมให้เผด็จการทหารและกลุ่มอำมาตยาธิปไตย กลุ่มใดๆ เป็นเครื่องมือล้มล้างรัฐบาลและใช้ทหารกดดันรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
ดังนั้น กลุ่มพลังชาวมุกดาหารรักประชาธิปไตย จึงมีมาตรการดำเนินการดังต่อไปนี้
1.ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มใดๆ ที่ก่อความไม่สงบ สร้างความแตกแยกในจังหวัดต่างๆ
2.ให้กลุ่มใดๆ ที่ก่อความไม่สงบอยู่ในบ้านเมือง หยุดการชุมนุมเคลื่อนไหวในทุกรูปแบบ
3. สนับสนุนให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป
4.สนับสนุนควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพื่อทวงคืนรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นฉบับของประชาชนโดยแท้จริง
5.ทางกลุ่มไม่ยินยอมให้บุคคลหนึ่งเข้ามาก่อความไม่สงบก่อความวุ่นวาย ในเขตพื้นที่ จ.มุกดาหาร
6.ถ้าหากมีกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาก่อความไม่สงบสุข ก่อความวุ่นวาย ในเขตพื้นที่ จ.มุกดาหาร ทางกลุ่มพลังชาวมุกดาหารรักประชาธิปไตยพร้อมที่จะรวมตัวคัดค้านกลุ่มต่อต้าน เพื่อความสงบสุขของพี่น้องชาว จ.มุกดาหาร
ทั้งนี้ กลุ่มพลังชาวมุกดาหารรักประชาธิปไตย ทั้ง 7 อำเภอ พร้อมที่จะมอบรายชื่อสนับสนุน ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารเพื่อส่งมอบให้กับรัฐบาลต่อไป
นางฟ้ากับฉันทนา
วินาทีนี้ก็ขอเข้าข้างทั้ง 2 ฝ่ายไปก่อนละกัน เพราะต่างก็รู้กันว่าเศรษฐกิจตอนนี้ฟาดงวงฟาดงาใส่แทบทุกคนทุกระดับไม่เว้นจริงๆ เพียงแต่อัตราความ “เข้มข้น” ของความเดือดร้อน ความไม่มีจะกิน ความไม่สามารถคาดเดาอนาคตมื้อข้างหน้าได้นั้น มันแตกต่างกันลิบลับ
นางฟ้าที่ดอนเมือง กับสาวโรงงานที่ประท้วงหน้าทำเนียบ ความเค็มของน้ำตาที่หลั่งออกมาก็คงจะต่างกันนะ ฉันว่า...ไม่ใช่ว่าจะมาทำตัวโรแมนติกด้วยการสงสารคนจนเป็นพิเศษแต่อย่างใด แต่เท่าที่ใช้ชีวิตคลุกคลี สัมผัส หรือกระทั่งรู้จักคนบางคนในทั้ง 2 สังคมนั้น ก็ประจักษ์อยู่แล้วกับตัวเองว่า อีกคนหนึ่งที่ตกงานแต่ก็อาจยังมีปริญญา มีฐานะ มีโอกาสสำหรับการเริ่มต้นใหม่ๆ ที่ดีเท่าเดิมหรือดีกว่าเดิมได้เสมอ และถึงแม้โอกาสนั้นยังมาไม่ถึง แต่ก็ยังมีพ่อแม่ครอบครัวที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้อยู่ข้างหลัง
ขณะที่อีกบางคนในอีกสังคมนั้น การออกมาร้องแรกแหกกระเชอครั้งนั้นมันอาจหมายถึง “ทั้งหมด” แล้วของชีวิต และไม่เพียงชีวิตของเขาหรือเธอยังรวมถึงชีวิตคนในครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดู ซึ่งแต่ละคนก็อาจอยู่ในสถานะทางสังคมที่ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร
อายุจนปูนนี้แล้ว บางทีฉันก็เริ่มจะปลงใจเชื่อว่า ความเท่าเทียมกันมันคงไม่มีอยู่จริงสำหรับโลกใบนี้ มีแต่ความแตกต่างเหลื่อมล้ำสุดฟ้ากับเหว คำถามคือจะมีทางใดบ้างหรือเปล่าที่เราจะสามารถทำให้ช่องว่างนั้นมันเขยิบเข้ามาใกล้กันให้มากกว่านี้ได้...
ในวันที่ยังมีคำถาม ฉันก็ยังค้นหาคำตอบเรื่อยๆ อยู่ต่อไปไม่เลิกรา
เรื่องของ ‘ปรสิต’
นักกีฬาที่ได้เหรียญ หรือมีลุ้นเหรียญ ก็อยากจะเชียร์อยากจะชื่นชมให้ชื่นใจ
นักกีฬาที่พลาดหวังกันไปก็อยากจะปลอบ อยากจะให้กำลังใจตามประสาคนไทยด้วยกัน
เพราะในห้วงยามที่เหมือนว่าจะบ้านเมืองจะเริ่มสะกดคำว่า “สมานฉันท์” กันไม่เป็น ก็เห็นจะมีแต่อาศัยช่วงเวลาเช่นนี้แหละที่พอเป็นน้ำประพรมให้ชื่นชูใจกันได้บ้าง
ดีกว่าไปนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด โมโหหงุดหงิดเข้าขั้นระทดท้อกับ “การเมือง” ที่หันไปดูทีไรก็เหมือนพายเรือวนในอ่างไม่พ้นไปไหนสักที
จะพ้นไปได้อย่างไร เมื่อเรือสักลำอาสาจะติดใบพาวิ่งออกทะเลของจริงไปให้แล่นฉิว ก็มีโจรสลัดเข้ามาดักหน้า ปล้นชิงเรือ จี้บังคับขู่เข็ญให้กลับมาพายแต่ในอ่างแคบๆ เดิมๆ นี่ทุกที
วงการกีฬาไทยเขาพัฒนาแล้ว ประเดี๋ยวนี้พูดถึงเหรียญทองว่าจะเอากี่เหรียญๆ กันแล้วจากเดิมที่กว่าจะได้มาสักเหรียญก็หัวใจแทบจะวายอย่างกับลุ้นปาฏิหาริย์
แต่หันมามองการเมือง นอกจากไม่ยอมพัฒนาไปไหนกับเขา ก็ยังมีแต่เห็บเหาพยาธิ ปรสิตมาคอยบ่อนไชให้พัฒนาการ ‘ต่ำ’ และ ‘ช้า’ กันไปเรื่อยๆ
จะใช้คำว่า “ไม่ยอม” ก็อาจไม่ถูกนัก เพราะบางคนเขาก็อยากพัฒนากันใจจะขาด ติดแต่ที่พยาธิปรสิตมันคอยดูดกินเลือดจากร่างกายให้อ่อนแออยู่อย่างนั้น
เมื่อดูดดื่มกัดกินเลือดเนื้อไปมากเข้า ก็เริ่มจะหาญคิดว่าตัวเองคือเจ้าของทุกอณูเนื้อแห่งร่างกายนี้ไปเสียแล้ว
โดยไม่สำเหนียกเลยว่าตัวเองก็แค่...พยาธิ
ถ้าประเทศคือร่างกาย ประชาชนแต่ละหมู่เหล่าคือองคาพยพที่ร่วมมือร่วมใจกันทำหน้าที่พลเมืองของตัวเองให้เต็มที่ที่สุด สมบูรณ์ที่สุด หากจะมีโรคร้ายอันใดในบางเวลาก็ร่วมมือกันรักษาและสร้างเสริมความแข็งแรงกันบ้างเป็นครั้งคราว
เช่นนี้คงไม่ต้องให้บอกแล้วกระมังว่าแล้วอันใดคือเห็บเหาพยาธิปรสิตดังกล่าวมา
เพราะที่สร้างความรำคาญหู รำคาญตา รำคาญใจให้บ้านเมืองอยู่เวลานี้เป็นใคร ก็เห็นกันอยู่ทั้งประเทศ
เป็นเห็บเป็นโลนที่รัฐบาลจะเกาแรง ก็จะเจ็บเลือดซิบ เลยได้แต่ทายาตามอาการ
หนักเข้าก็แผ่เมตตานึกเสียว่าก็เหมือนบริจาคเลือดให้ยุงมันกิน
เพราะปรสิตก็คือปรสิต ถ้าร่างกายส่วนใหญ่ยังแข็งแรงและหาทางรักษาให้ถูกสุขลักษณะได้อยู่พวกเชื้อโรคกาฝากก็คงจะตายไปเอง
ขอแต่อย่าหาเรื่องให้อ่อนแอไปอีกก็เท่านั้น
ถ้าอยากรู้ว่าทำอย่างไรให้แข็งแรงอยู่นาน ถามเคล็ดเอากับ ‘นักกีฬา’ ก็ได้
นอกจากไม่รับเชื้อโรคภายนอกเข้ามาเป็นบ่อนทำลาย ภายในร่างกายก็ต้องทำให้แข็งแรงดีอยู่เสมอ
เพราะถ้า “อวัยวะภายใน” อ่อนแอ เข้าขั้นบอบช้ำ บางครั้งไม่ต้องสภาพภายนอกซ้ำเติม ก็ทำท่าจะถูกส่งขึ้นเมรุได้เองอยู่แล้ว
จะประเทศหรือรัฐบาล มันก็ไม่ต่างจากร่างกายนั่นแหละ
ขอเพียงเปิดช่องน้อยนิดให้เห็นว่าอ่อนแอ เชื้อโรคก็รีบรุมเร้าอย่างง่ายดาย...
แล้วก็แทบทุกราย ที่ด้วย ‘ภายใน’ ก็ทำให้ต้องล้มทั้งยืน
DSI เตรียมใช้กระบวนการปราบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
หลังจาก 1 ปีที่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีผลบังคับใช้ มาแล้วนั้น ให้จับตา 23 สิงหาคมนี้ เพราะประกาศกระทรวงไอซีที จะมีผลบังคับเต็มรูปแบบ ให้ทุกหย่อมหญ้า ผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ต เล็ก-ใหญ่ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจ สถานศึกษา ไม่เว้นร้านเน็ต เกมออนไลน์ ทั่วประเทศ ที่ได้ให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่บุคคลหรือลูกค้าในองค์กร ต้องเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 90 วัน "ดีเอสไอ" เชื่อยื่นมือถึงตัวป่วนเน็ต และพวกชอบส่ง-อัพโหลดภาพลามก เผยองค์กรใดไม่ทำตาม เตรียมรอโทษปรับ 5 แสนบาท
ปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญ ของการประกอบกิจการและการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมืองและโลกการค้า การบริโภคข้อมูลข่าวสาร ที่ต้องการความฉับไวเป็นอันดับต้นๆ แต่ความรวดเร็ว ฉับไวนั้นก็มาพร้อมๆ กับความเสี่ยงและความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจทำให้ "ความลับ" ที่เป็นส่วนตัวของคน และองค์กร ถูกนำมาใช้โดยมิชอบหรือเพื่อประโยชน์ด้านอื่น หรือถูกก่อกวนเพื่อให้เกิดความผิดพลาดเสียหาย นำไปสู่การสูญเสียชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ทรัพย์สิน และบางครั้งอาจรวมถึงชีวิตของคนที่เรารักก็เป็นได้ ความเสียหายเหล่านี้กระทบกระเทือนต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน
ดังนั้น ความสำคัญของการใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์และอาจก่อให้เกิดความเสียหายนี้ จึงได้รับความสำคัญจากภาครัฐได้ตราเป็น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ขึ้น และเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่ 18 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้มีประกาศกระทรวงไอซีที ถึงระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ดังกล่าว ไว้อย่างชัดเจน เมื่อ 23 สิงหาคม 2550
หนึ่งปีเต็มสำหรับผลการบังคับใช้ พ.ร.บ. ดังกล่าว แต่การสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามตัวผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวมารับโทษยังมีข้อจำกัดหลายด้านโดยเฉพาะข้อจำกัดด้านความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสืบสวนสอบสวนนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จึงได้ออกประกาศกระทรวงฯ ให้กลุ่มองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทยอยดำเนินการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ไว้ไม่น้อยกว่า 90 วัน ซึ่งคำว่า "ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์" นั้นหมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการหรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น
โดยกลุ่มแรกที่ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. นี้แล้ว คือกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์ทั้งเคลื่อนที่และระบบไร้สาย ได้เริ่มจัดเก็บข้อมูลของผู้บริโภคที่ใช้โทรศัพท์ติดต่อ หรือส่งข้อความส่งคลิปวิดีโอไปแหล่งใดหรือได้รับจากแหล่งใดผู้ให้บริการจะต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2550 ที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มผู้ให้บริการเข้าถึงระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต คือ ISP ไม่ว่าจะเป็น ทรู ซีเอสล็อกอินโฟ สามารถ เคเอสซี เอเน็ต เอเชียเน็ต TOT ได้เริ่มเก็บข้อมูลการให้บริการเหล่านี้ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา
ในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ "กลุ่มที่ 3" ซึ่งอาจเรียกได้ว่าที่เหลือจากกลุ่มที่หนึ่งและสองทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่ข้าราชการหรือพนักงานหรือลูกค้าของตน เช่น หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา โรงแรม แฟลต อพารต์เมนต์ ห้องเช่า บ้านเช่า ร้านกาแฟ ร้านเน็ตคาเฟ่ จะต้องเริ่มจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ไม่น้อยกว่า 90 วัน เช่นเดียวกัน ยกเว้นแต่ผู้ใช้ระบบอินเตอร์เน็ตตามบ้านพักอาศัยทั่วไป เท่านั้น
พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการ สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบว่ามีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะการส่งต่ออีเมลหรือดาวน์โหลด อัพโหลด เผยแพร่ภาพลามกอนาจาร หรือการเขียนข้อความหมิ่นประมาทผู้อื่นรวมถึงก่อความไม่สงบสุขต่อบ้านเมืองจำนวนมาก ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของผู้กระทำความผิดในรูปแบบต่างๆ พร้อมกับแจ้งเตือนประชาชนเป็นระยะ แต่การสืบหาตัวผู้กระทำความผิดแม้ที่ผ่านมาจะมีการสืบสวนสอบสวนกระทั่งได้ตัวผู้กระทำความผิดมาแล้วหลายราย ขณะเดียวกันยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่สามารถติดตามตัวผู้กระทำผิดตัวจริงมาดำเนินคดีได้
พ.ต.อ.ญาณพล เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 สิงหาคม 2551 ที่จะถึงนี้จะเป็นวันแรกที่ประกาศกระทรวงไอซีที ที่อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จะมีผลบังคับใช้ ให้หน่วยราชการ สถานศึกษา องค์กร ร้านค้า บริษัท ห้างร้าน ธนาคาร โรงแรม บ้านเช่า แฟลต อพาร์ตเมนต์ ร้านอินเตอร์เน็ตคาร์เฟ่ ผู้ให้บริการร้านเกมออนไลน์ ต้องเก็บข้อมูลการใช้บริการไม่น้อยกว่า 90 วัน โดยสิ่งที่ผู้ให้บริการร้านอินเตอร์เน็ต ต้องเก็บข้อมูล 3 ส่วน คือ ข้อมูลที่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ เช่น ชื่อ สกุล หรือ หมายเลขบัตรประชาชน เป็นต้น ส่วนที่ 2 วันเวลาที่ลูกค้าเข้ามาใช้ และเลิกใช้เครื่อง และ ส่วนที่ 3 หมายเลขเครื่องที่ใช้ IP Address (ภายนอกและภายใน) และ URL ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการตามรอยผู้กระทำความผิด เช่น หากบุคคลในองค์กรไปส่งรูปลามกอนาจาร หรือทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ จะได้ตรวจสอบผู้กระทำความผิดได้ไม่ยาก
และภายหลังจากที่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้และพบว่าหน่วยงานใดไม่ดำเนินการตามกฎหมายหน่วยงานหรือองค์กรนั้นๆ จะต้องรับผิดชอบโดยมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท
ส่วนการสร้างระบบที่จะจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวเป็นหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ที่จะดำเนินการหรือสั่งการ เช่น ให้ผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กรติดตั้งระบบล็อกอินก่อนเข้าเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อให้สามารถระบุผู้ใช้บริการได้ชัดเจน
การดำเนินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยเฉพาะในการเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ดังกล่าวถือเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานของภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ หากยังไม่มีมาตรการใดที่จะห้ามมิให้บุคลากรในหน่วยงานของท่าน กระทำผิดกฎหมาย อาทิ ส่งข้อมูลโป๊ ลามก โกหก หลอกลวง สร้างความไม่สงบต่อบ้านเมืองหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี ส่งเมลไปให้ผู้อื่นจนทำให้เกิดความเบื่อหน่าย รำคาญใจ ส่งไวรัส สัญญาณก่อกวน แฮ็กข้อมูลบุคคลอื่น ซึ่งล้วนเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น
"ท่านจะต้องเก็บข้อมูลการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กรท่านไว้อย่างน้อย 90 วัน ไม่อย่างนั้นแล้วหากมีการสืบสวนแล้วพบว่า มีบุคคลในองค์กรของท่านได้ใช้คอมพิวเตอร์ของท่านเพื่อกระทำความผิดดังกล่าว แต่หน่วยงานนั้น ไม่ได้จัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ หน่วยงานของท่านจะต้องถูกปรับไม่เกิน 5 แสนบาท ซึ่งไม่เพียงหมายถึงทรัพย์สิน งบประมาณ รายได้ที่ขององค์กรที่ต้องสูญเสียไปกับค่าปรับ แต่หากยังรวมถึง หน้าตา ชื่อเสียง ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ของหน่วยงานท่านด้วย" พ.ต.อ.ญาณพล กล่าว
เร่งคลอดพ.ร.บ.ที่ดินเตรียมเสนอเข้าครม.
วันที่ 13 สิงหาคม นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมจะเสนอ พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 1 เดือน นับจากนี้ โดยเห็นว่าเป็นกฎหมายสำคัญที่ถือเป็นสากล จึงต้องเดินหน้าผลักดันให้เกิดขึ้นต่อไป เพียงแต่การบังคับใช้กฎหมายต้องใช้เวลา ดังนั้นจะต้องสื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจก่อน
"กฎหมายนี้มีการศึกษากันมากว่า 10 ปีแล้ว แต่ยังทำไม่สำเร็จ ผมเห็นเรื่องนี้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเห็นว่าเป็นกฎหมายสำคัญ เป็นกฎหมายตามหลักสากล จึงควรผลักดันให้กฎหมายมีผลบังคับใช้"
รมว.คลัง กล่าวว่า การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจำเป็นต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น เช่น การใช้ประโยชน์ในที่ดินในด้านต่างๆ เช่น เพื่อการอยู่อาศัย, เกษตรกรรม หรือเชิงพาณิชย์ โดยจะมีการจัดเก็บอัตราภาษีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับการใช้ประโยชน์ในที่ดิน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการขยายฐานภาษีเพื่อหารายได้ แต่ต้องการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับระบบภาษี
'สมศักดิ์'เน้นโรดโชว์วธ.
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รมว. วัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า จากการที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการยุทธศาสตร์การต่างประเทศเชิงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติ โดยมีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน และมีกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมเป็นคณะกรรมการนั้น ในส่วนของ วธ.จะเน้นการทำงานด้านวัฒนธรรมในเชิงรุก โดยเฉพาะการจัดโรดโชว์ในต่างประเทศ เพื่อให้ชาวต่างชาติเข้าใจวิถีชีวิต วัฒนธรรมของไทยมากขึ้น รวมถึงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศอีกทางหนึ่ง
ซึ่งตนอยากให้การจัดงานโรดโชว์วัฒนธรรมเน้นที่อาเซียนเป็นหลัก เนื่องจากเป็นประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน มีวิถีชีวิต วัฒนธรรม ที่คล้ายคลึงกัน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมระหว่างกันและเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้งจะเป็นการจูงใจให้คนในประเทศนั้นๆ เห็นความสวยงามของวัฒนธรรม แหล่งโบราณสถาน แหล่งท่องเที่ยวของไทย จนอยากมาท่องเที่ยวและติดต่อการค้ากับเรา นอกจากนี้ตนคิดว่าจะเดินทางไปศึกษาดูงานวัฒนธรรมในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะการบริหารจัดการด้านวัฒนธรรม พิพิธ ภัณฑ์ หอสมุด เพื่อมาพัฒนางานวัฒนธรรมไทยด้วย
“การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ จะทำให้ประชาชนของทั้งสองประเทศ รู้จักวิถีชีวิตกันและกันมากขึ้น เพราะทุกวันนี้คนไทย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน รู้จักวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง ของประเทศเพื่อนบ้านน้อยมาก ดังนั้นหากสามารถกระตุ้นให้คนไทยเรียนรู้วิถีชีวิตวัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างลึกซึ้งได้ เชื่อว่าจะสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีในอนาคตได้เช่นกัน” รมว.วัฒนธรรม กล่าว.
‘สามารถ’ขึ้นนั่งรองปธ.สภาฯชนะ‘ชุมพล’ส.ส.ประชาธิปัตย์
"สามารถ แก้วมีชัย" จาก พปช. นั่งตำแน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 แทนที่ "ขุนค้อน" หลัง ส.ส.ลงคะแนนลับโหวตให้ชนะ "ชุมพล " จาก ปชป. 241 ต่อ 158 เสียง
เมื่อเวลา 13.30 น.ของวันที่ 13 สิงหาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ในช่วงหารือก่อนเข้าสู่วาระ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติเลื่อนวาระการเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจากนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ลาออกไปดำรงตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรม โดยให้เหตุผลว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 7สิงหาคม ที่ผ่านมา พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯคนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุมได้รับปากว่าจะนำเรื่องการเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นมาพิจารณาในการประชุมวันนี้ เนื่องจากเกรงว่าประธานสภาฯจะทำงานไม่ไหว เห็นนั่งคอพับระหว่างการทำหน้าที่ ซึ่งนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ชี้แจงทันทีว่า ที่นายเทพไท ห่วงว่าตนจะคอพับนั้น ขอยืนยันว่าตนยังคอตรงอยู่ ฉะนั้นไม่ต้องมาห่วงตนขอให้ห่วงตัวเองจะดีกว่า
ซึ่งหลักจากนั้นที่ประชุมได้เริ่มเข้าสู่วาระการเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทันที โดย นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร(ส.ส.กทม.) พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอชื่อนายชุมพล กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์
ขณะที่ด้านนายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ได้เสนอชื่อนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคพลังประชาชน เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 โดยหลังจากที่ประชุมกันเรียบร้อยแล้ว ได้ใช้วิธีลงคะแนนลับโดยการหย่อนบัตรที่เขียนชื่อผู้ที่ต้องการให้เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรลงกล่อง
และในที่สุดผลการรวบรวมคะแนนเสียงจากส.ส.ทั้งหมดในที่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปรากฎว่านายชุมพล กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ได้เพียง 158 คะแนน ส่วนด้านนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ได้คะแนนเสียงทั้งหมด 241 คะแนน และงดออกเสียง 4 เสียง เป็นผลให้นายสามารถ ได้รับเลือกให้เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1
สำหรับประวัตินายสามารถ เกิดวันที่ 9 ก.พ. 2494 จบการศึกษารัฐศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมดี) สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็น ส.ส.เชียงราย พ.ศ.2544 ,2548 , สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)ปี40, ที่ปรึกษา รมว.วัฒนธรรม, ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.คมนาคม และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล)
‘สมัคร’แจงกกต.ปัดพปช.ไม่เกี่ยวคดีใบแดงยงยุทธ
“สมัคร” ทำจดหมายชี้แจงกรณีใบแดง “ยงยุทธ” ถึง กกต. ตามกำหนดเส้นตาย ความยาว 8 หน้ากระดาษ ยืนยันชัดเจนว่าพรรคมีเจตนาให้สมาชิกทุกคนทำตามกติกาการเลือกตั้ง และมีการย้ำกับลูกพรรคตลอดเวลา ทั้งยังยืนยันการกระทำที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับพรรค และพรรคไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว
ความพยายามที่เกดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็คือความพยายามในการจัดการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้หมดอำนาจทางการเมือง โดยสิ้นเชิง และขณะเดียวกันก็มีความพยายามจนยุบพรรคไทยรักไทยสำเร็จ และลามมาถึงพรรคพลังประชาชน ที่ฝ่ายเผด็จการเชื่อว่ามีความเกี่ยวพันกับอดีตนายกรัฐมนตรี ดังที่ปรากฏเอกสารลับ และข้อความสำคัญหลายครั้งหลายหนในช่วงรัฐบาลทหาร และในช่วงของการทำประชามติ และการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
โดยการจัดการกับพรรคพลังประชาชน ได้เกิดขึ้นเมื่อมีการร้องเรียนนายยงยุทธ ติยะไพรัช กรรมการบริหารรพรรค ทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งนำไปสู่การได้ใบแดง ไล่เลี่ยกับพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอื่นๆ ยกเว้นอยู่เพียงกรณี นายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น ที่จนขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุป จนเป็นที่กังขาถึงบทบาทของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางนั้น
ท่ามกลางคำยืนยันของกรรมการ กกต.หลายคน ที่ออกมายืนยันว่าตัวเองทำงานด่วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ได้ออกมาขีดเส้นให้พรรคพลังประชาชน ทำการชี้แจงเรื่องดังกล่าวภายในวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าจะไม่ยอมให้มีการเลื่อนเวลาออกไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม
อย่างไรก็ดีในวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ส่งหนังสือเพื่อชี้แจงต่อกกต. แทนการเดินทางเข้าพบ โดยเอกสารชี้แจงมีความยางทั้งหมด 8 หน้ากระดาษ มีสาระสำคัญสรุปได้ว่าพรรคพลังประชาชน มีความตั้งใจและพยายามควบคุมดูแลให้สมาชิกทุกคนในพรรคไม่ไปกระทำความผิดการเลือกตั้ง และได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนคดีข้อกล่าวที่ทาง กกต. ได้รับร้องเรียนมากับผู้สมัครประกอบกันไปด้วย และทางพรรคพลังประชาชนเองก็ไม่ได้เห็นด้วยและไม่เมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของนายยงยุทธ ติยะไพรัช แต่อย่างใด
ด้านนายภิรมณ์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กล่าวว่าความจริงแล้ว นายสมัคร ไม่จำเป็นต้องชี้แจงกรณีดังกล่าวก็ได้ เพราะตนคิดว่า กกต.มีการตั้งธงเอาไว้แล้ว อีกอย่างพรรคการเมืองอื่นที่มีคดีคั่งค้างอยู่ กกต.ก็ไม่ค่อยสนใจ แต่มุ่งมาที่พรรคพลังประชาชนพรรคเดียวเท่านั้น
นายสุขุมพงษ์ โง่นคำ เลขาธิการพรรคพลังประชาชน และรองประธานผู้ประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวอย่างเดียวกันว่า นายสมัครไม่ต้องเข้าไปชี้แจงอะไรหรอก เพราะไม่ได้ทำผิดอะไร จะไปชี้แจงทำไม
พปช.สยบข่าวพรรคแตกแยกเผยคะแนนนิยมภาคอีสานพุ่ง
ท่ามกลางกระแสข่าวเกิดปัญหาภายในพรรคพลังประชาชน ว่าจะมีนักการเมืองแสดงท่าทีว่าจะแปรพักตร์ แยกไปรวมตัวกันตั้งพรรคใหม่ หรือไปสังกัดพรรคอื่น เพราะมองว่าพรรคพลังประชาชนอาจถูกยุบ ประกอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปอยู่ต่างประเทศ อาจจะทำให้ความศรัทธาถดถอยลงไป และจะมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้น
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม มีการเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค ได้สั่งผ่าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค เรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค โดยมีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ รองหัวหน้าพรรค พร้อมทั้งกรรมการบริหารพรรคเข้าประชุมอย่างพร้อมเพียง
ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้หารือกรณีที่ข่าวตั้งธงยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งพรรคพลังประชาชนไม่รู้สึกหวั่นไหวและจะสู้คดีให้ถึงที่สุด
ทั้งนี้ หากพรรคพลังประชาชนถูกยุบจริง เชื่อว่าส.ส.พรรคพลังประชาชนจะรวมกันเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยไม่มีการแตกแยกตามที่เป็นข่าวว่า กลุ่มอีสานพัฒนาจะไปรวมกับพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อฟื้นฟูพรรคความหวังใหม่ อย่างไรก็ดี พรรคพลังประชาชนจะไม่มีการตัดสินใจใดๆ เนื่องจากต้องรอจนกว่าจะมีคำพิพากษาจากศาลอย่างชัดเจนว่าจะยุบพรรคพลังประชาชนหรือไม่
ทุกกลุ่มต้องอยู่ร่วมกัน
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และอดีตรองประธานสภาผู้เเทนราษฏร กล่าวถึงกระแสข่าวกลุ่มอีสานพัฒนาจะไปสังกัดพรรคใหม่ ซึ่งก่อตั้งโดยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ส่วนตัวยังไม่ทราบเรื่องนี้ อีกทั้งตนไม่ได้อยู่ในกลุ่มอีสานพัฒนาแล้ว เพราะจากอุดมการณ์ทางการเมืองที่ไม่ตรงกันเลยได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาใหม่ มีสมาชิกประมาณ 20 คนจากสมาชิกของกลุ่มอีสานพัฒนาเดิม 30 คน แต่ขณะนี้ยังไม่มีชื่อกลุ่ม ซึ่งมีหลายคนเสนอให้ตั้งชื่อกลุ่ม "ขุนค้อน"
อย่างไรก็ตาม กลุ่มของตนยังคงอยู่สังกัดพรรคพลังประชาชนตามเดิม ไม่คิดจะไปไหน นอกจากนี้ โดยหลักการแล้ว ส.ส.พรรคพลังประชาชนจะต้องไปด้วย ทุกกลุ่มต้องอยู่ร่วมกัน เพราะเราเป็นพรรคพลังประชาชนด้วยกัน
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่เคยคิดจะรวมกลุ่มกับ เพื่อนเนวินอย่างที่เป็นข่าว โดยตนไม่เคยคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย รวมทั้งไม่เคยเห็นหน้าและคุยโทรศัพท์กันมานานแล้ว
ส่วนกรณีที่หลายคนมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่เมืองนอก อาจทำให้พรรคพลังประชาชนแพแตก หรือขาดหัวเรือใหญ่นั้น ตนยังมองว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ยังเป็นหัวเรือใหญ่ที่สำคัญ ส่วนใครจะมองเป็นอย่างนั้นก็เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล โดยยืนยันว่าพรรคไม่ได้แตกแยกแต่อย่างใด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มอีสานพัฒนาไม่แฉข้อมูลทุจริตในแก๊งออฟโฟร์ หลังจากที่ดึงดันจะยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้วนั้นว่าเป็นมวยล้ม ต้มคนดูหรือไม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะทางกลุ่มไม่มีข้อมูลในเรื่องนี้ ใครมีข้อมูลก็ตรวจสอบกันไป
เชื่อผ่านวิกฤติไปได้
ด้านนายไพจิต ศรีวรขาน ซึ่งเป็นอดีต ส.ส.พรรคความหวังใหม่เช่นกันกล่าวว่า ไม่
ขอวิจารณ์ว่า พล.อ.ชวลิต จะมีศักยภาพดำเนินการทางการเมืองหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นผู้ที่เคยมีบุญคุณทางการเมือง พร้อมยืนยันว่ายังอยู่พรรคพลังประชาชน และเห็นว่านายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคมีความสามารถไม่เป็นรองใคร
นายไพจิต กล่าวว่า ตนกำลังตรวจสอบข่าวพรรคพลังประชาชนเกิดความระส่ำระสาย เพราะเห็นว่าเป็นการปล่อยข่าว เนื่องจากขณะนี้ทุกคนยังไม่เคยคิดย้ายพรรค และจากการถาม ส.ส.อีสานส่วนใหญ่ ต่างเชื่อมั่นว่าพรรคพลังประชาชนจะผ่านวิกฤติทางการเมืองไปได้ และยังไม่เคยคิดว่าพรรคเราจะถูกยุบ
ไม่มีแนวคิดย้ายพรรค
สำหรับกรณีกระแสข่าวที่ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนาจะจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่โดยจะฟื้นพรรคความหวังใหม่ นำทีมโดยพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ว่า ขอยืนยันว่าการย้ายไปอยู่พรรคความหวังใหม่ไม่เป็นความจริงกลุ่มอีสานพัฒนายังไม่มีแนวคิดดังกล่าว เพราะยังเชื่อมั่นว่าพรรคพลังประชาชนจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งขณะนี้ทางกลุ่มอยู่ระหว่างการสืบหาว่าใครเป็นคนปล่อยข่าว หากจะมีอะไรเกิดขึ้นเช่นการยุบพรรค กลุ่มอีสานพัฒนายังเชื่อมั่นในฐานเสียงประชาชน
“ต่อให้มีการยุบพรรคเกิดขึ้นกลุ่มอีสานพัฒนาก็จะไม่ไปไหน เพราะเราไม่มีที่ไป สปอนเซอร์ก็ไม่มี ที่สำคัญเรามาจากพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนก็มาจากพรรคไทยรักไทย จึงไปไหนก็จะไปด้วยกัน ซึ่งผู้ใหญ่ในพรรคหลายๆคนก็มีบุญคุณที่ทำให้พรรคสามารถอยู่มาได้จนทุกวันนี้ และการที่พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปอยู่ต่างประเทศก็ถือว่ากระทบต่อพรรคพอสมควรแล้ว ดังนั้นการดำเนินการอะไรก็ตามจะไม่ซ้ำเติมพรรค”นายไพจิต กล่าว
ปฏิเสธจัดตั้งพรรคใหม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการประสานไปยังพล.อ.ชวลิต ให้เป็นหัวหน้าพรรคที่ตั้งขึ้นใหม่หรือไม่ นายไพจิต กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ ที่ผ่านมามีเพียงพูดคุยกันธรรมดา ไม่ได้พูดคุยถึงการจัดตั้งพรรคใหม่ และคงเป็นไปไม่ได้เพราะไม่รู้จะไปหาสปอนเซอร์มาจากไหน
เมื่อถามย้ำว่า การออกมายืนยันว่าจะไม่แยกตัวออกจากพรรคพลังประชาชนนั้นเป็นการยุติการเคลื่อนไหวตรวจสอบการทุจริตของบุคคลใกล้ชิดนายสมัคร นายไพจิต กล่าวว่า ยอมรับว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางออกนอกประเทศ ก็ทำให้ทางกลุ่มอีสานพัฒนากลับมาทบทวนอีกครั้ง ทั้งในการรุกในการรับการก้าวย่างต่างๆ ต้องทำให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบกับพรรคโดยรวม โดยเฉพาะการดำเนินการภารกิจหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กลุ่มอีสานพัฒนาก็เป็นไปทิศทางแนวเดียวกับพรรค เพราะเป็นภารกิจหลักของพรรคตั้งแต่หาเสียงการเลือกตั้ง
ยันพรรคต้องเป็นเอกภาพ
นายไพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า หลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เดินทางกลับประเทศ ทำให้ต้องมีการประเมินสถานการณ์การเมืองใหม่ ดังนั้นในขณะนี้จะชะลอการตรวจสอบคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมรับสินบนไว้ก่อน แต่ยืนยันไม่ใช่เป็นเรื่องของมวยล้ม และเห็นว่า หากจะมีการแก้รัฐธรรมนูญในพรรคพลังประชาชน ต้องมีความเป็นเอกภาพ ไม่แบ่งแยกว่าเป็นกลุ่ม ส.ส.อีสานใต้ อีสานพัฒนา หรือกลุ่มใด ๆ เพราะเรื่องดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ได้อาสากับประชาชนไว้ และแม้จะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป
นายไพจิต กล่าวอีกว่า จนถึงวันนี้แม้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปอยู่ต่างประเทศแล้วแต่หากมีการยุบสภา และมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคได้มีการประเมินว่าเสียงของประชาชนทางภาคอีสานยังคงเหนียวแน่น เพราะบารมีของพ.ต.ท.ทักษิณ ภายหลังจากที่มีการตัดสินคดีเลี่ยงภาษี จนเป็นเหตุให้พ.ต.ท.ทักษิณ ภริยาและครอบครัวเดินทางไปอยู่ต่างประเทศ กระแสความนิยมในตัวของพ.ต.ท.ทักษิณ ในภาคอีสานพุ่งสูงกว่าเดิมมาก เพราะคนอีสานสงสารพ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว ที่ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นนี้ ซึ่งกระแสความสงสารยังคงอยู่อีกประมาณ 5-6 เดือน และจุดยืนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี2550 ไม่เป็นประชาธิปไตยต้องได้รับการแก้ไขตามที่รัฐบาลเสนอ
ไม่ทราบบิ๊กจิ๊วฟื้นพรรค
ด้านพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นอดีตแกนนำพรรคความหวังใหม่ (ควม.) กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียดข่าว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่จะรื้อฟื้นพรรคอีกครั้ง แต่เห็นว่าขณะนี้ตามรัฐธรรมนูญการตั้งพรรคไม่ใช่เรื่องยาก แต่ตนเอง และ พล.อ.ชวลิต ไม่ได้ติดต่อกันนานแล้ว ยืนยันว่าขณะนี้ยังอยู่พรรคพลังประชาชนและไม่เคยคิดย้ายไปพรรคอื่น ยังคงต้องการสร้างพรรคให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน เนื่องจากเห็นว่าพรรคพลังประชาชนมีบุคลากรที่มีความสามารถเป็นจำนวนมาก
นายภิรมณ์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณี ส.ส.อีสานพัฒนาจะจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ว่า ตนไม่ทราบความคิดของใคร ว่าจะแยกตัวออกไปทำอะไร ทั้งนี้ตนขอยืนยันว่าตนยังอยู่ที่พรรคพลังประชาชนต่อไปจะไม่ไปไหน
ส่วนที่บอกว่ากลุ่มที่แยกตัวออกไปไม่มีที่ยึดเหนี่ยวนั้น นายภิรมย์ กล่าวว่า กลุ่มเหล่านั้นก็คงหาที่ยึดเหนี่ยวต่อไปเรื่อยๆ อีกทั้งตนขอยืนยันว่ายังไม่มีการพูดคุยถึงเรื่องการแยกตัวออกไปตั้งพรรคใหม่ ส่วนเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ลี้ภัยไปประเทศอังกฤษนั้นไม่มีผลกระทบกับพรรคแต่อย่างใด
นายภิรมย์ ยังกล่าวถึง กรณีที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคจะเข้าไปชี้แจงที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เกี่ยวกับคดีเป็นผู้จัดรายการ ชิมไปบ่นไป ว่า ตนคิดว่า นายสมัคร สุนทรเวช ไม่จำเป็นต้องไปชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว เพราะถึงไปตนก็คิดว่าไม่ผ่านอยู่แล้ว เนื่องจากทาง กกต.ได้มีการตั้งธงเอาไว้แล้วจะไปให้เสียเวลาทำไม
“อีกอย่างพรรคการเมืองอื่นที่มีคดีคั่งค้างอยู่ทาง กกต.ก็ไม่ค่อยสนใจ แต่มุ่งมาที่พรรคพลังประชาชนพรรคเดียวเท่านั้น” นายภิรมย์ กล่าว
ตั้งพรรคใหม่เป็นไปไม่ได้
ด้านนายสุขุมพงษ์ โง่นคำรอง เลขาธิการพรรคพลังประชาชน และรองประธานผู้ประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า การจะตั้งพรรคใหม่นั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะกฏหมายได้เขียนเอาไว้แล้วว่า การจะตั้งพรรคใหม่ได้ก็ต่อเมื่อพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่ถูกยุบเท่านั้น คนที่จะแยกตัวไปตั้งพรรคใหม่เหมือนทุบหม้อข้าวหม้อแกง ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้ เปรียบเสมือนลูกอกตัญญู ที่สาปแช่งพ่อแม่ให้ตาย ทั้งที่ยังไม่ตาย เพื่อจะแบ่งทรัพย์สมบัติกัน
“พวกที่จะแยกออกไปตั้งใหม่ทั้งๆที่ไม่มีสิทธิ์ และไม่สามารถตั้งพรรคใหม่ไม่ได้นั้น ก็เปรียบเสมือนลูกอกตัญญูคอยสาปแช่งพ่อแม่ให้ตาย เพื่อที่จะแบ่งสมบัติกัน”
นายสุขุมพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะเข้าชี้แจงต่อ กกต.ว่า นายสมัครไม่ต้องเข้าไปชี้แจงอะไรหรอก เพราะไม่ได้ทำผิดอะไร จะไปชี้แจงทำไม ส่วนเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ขอลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษนั้น ทางพรรคยังไม่มีการพูดถึง แต่ทั้งนี้คิดว่าไม่มีผลกระทบต่อพรรค และเรื่องลี้ภัยเป็นสิทธิ์ของท่านที่จะทำไม่ขอก้าวก่าย
โนคอมเม้นต์ ทักษิณลี้ภัย
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำ ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องออกมาแสดงท่าทีหรือวิพากษ์วิจารณ์คำแถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากเป็นการแสดงความคิดเห็น และเป็นเหตุผลส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ นอกจากนี้ การพูดถึงกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องที่พูดยาก เนื่องจากยังมีหลายคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
อย่างไรก็ตาม นายชูศักดิ์ ปฏิเสธที่จะวิจารณ์ว่าการเดินทางไปประเทศอังกฤษของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ ส่วนเรื่องการขอลี้ภัยก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ยังยืนยันด้วยว่า พรรคพลังประชาชนยังเป็นเอกภาพ ไม่มี ส.ส.ย้ายไปอยู่กับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี
รากหญ้าหยุดเคลื่อนไหว
นายพรหมศักดิ์ แสนโพธิ์ ประธานสมาพันธ์รากหญ้าภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ พร้อมด้วยนายเพชรวัฒน์ พัฒนศิริกุล ประธานสภาประชาชนภาคเหนือ นำจดหมายเปิดผนึกชี้แจงเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้มาจากผู้ใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ แจกให้ชาวบ้านในตลาดสันกำแพง จ.เชียงใหม่
ในเนื้อหาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการให้ประชาชนที่สนับสนุนเขางดการเคลื่อนไหว อยู่ในความสงบ และไม่ต้องกังวลหากจะมีการยุบพรรคพลังประชาชน เพราะพรรคพลังประชาชนเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ไว้รอแล้ว ซึ่งชาวบ้านที่ได้รับจดหมายต่างรู้สึกสบายใจและไม่เป็นห่วง พ.ต.ท.ทักษิณ และว่า การแจกเอกสารครั้งนี้ เป็นการทำหน้าที่กระบอกเสียง ซึ่งหากได้รับทราบข่าวสารของ พ.ต.ท.ทักษิณ อีก ก็จะนำเผยแพร่แก่ชาวบ้านทันที และ ยืนยันว่า ทางกลุ่มฯ จะไม่เคลื่อนไหว เพราะไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้าและปะทะกันของทั้งสองฝ่าย เหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต
บรรหารเห็นใจทักษิณ
ทางด้านนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลี้ภัยในต่างประเทศ ว่า ตนได้แต่ให้ความเห็นใจ ตนไม่ซ้ำเติมใคร แต่ไม่ได้มีการพูดคุยกันกับพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไรก็ตามในฐานะที่ร่วมวงการการเมืองเช่นเดียวกันยอมรับว่ามีเยื่อใยอยู่บ้าง แต่ทั้งหมดต้องว่าไปตามรูปคดี เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจเช่นนี้ต้องเป็นเรื่องของพ.ต.ท.ทักษิณเองเราคงไปก้าวก่ายไม่ได้ ตอบไม่ได้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณตัดสินใจถูกหรือไม่ ทั้งนี้คิดว่าสถานการณ์การเมืองอาจจะคลี่คลายลงบ้าง แต่ก็ตอบไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีกเพราะตอนนี้พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำมีปัญหาพอสมควร มีหลายกลุ่ม แต่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาที่คิดว่าจะอยู่ไม่ยาวอาจจะยาวก็ได้