WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 14, 2008

นายกฯเทิดทูน ในหลวง ต้นแบบใช้พลังงานทดแทน

นายกรัฐมนตรี ยกย่องพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัวทรงเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทน ยืนยันรัฐบาล จะเร่งผลักดันการใช้แกสโซฮอล์ ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีร่วมงานแสดงเทคโนโลยียนตรการพลังงานทดแทนทางเลือกแห่งอนาคต โดยนายกรัฐมนตรีได้ยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีสายพระเนตรยาวไกลใช้พลังงานทดแทนเป็นการส่วนพระองค์มานานนับ 20 ปี ในขณะที่คนไทยเพิ่มเริ่มหันมาใช้พลังงานทดแทนได้เพียง 8 ปี เท่านั้น

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีระบุได้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนนโยบายพลังงานทดแทนโดยจะเร่งผลักดันให้มีการใช้แก๊สโซฮอล์ น้ำมัน E20 และ E85 ซึ่งขณะนี้เข้ารถยุโรปและอเมริกาได้มีการผลิตรถยนต์ที่รองรับการใช้พลังงานดังกล่าวแล้ว ซึ่งนับเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการใช้รถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทน

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังระบุด้วยว่าประเทศไทยมีทรัพยากรที่จะสามารถผลิตพลังงานแบตเตอรี่ได้แต่ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก NGO คัดค้านในขณะที่กัมพูชาได้เปิดให้จัดตั้งโรงงานผลิตแล้วทำให้ไทยต้องซื้อพลังงานจากกัมพูชาหลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ร่วมทดสอบรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทน

ครม.เงานัดหารือเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

กรุงเทพฯ 14 ส.ค. - ครม.เงานัดหารือเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งยึดหนังสือเดินทาง และเร่งดำเนินการนำตัวอดีตอดีตนายกรัฐมนตรีกลับมาดำเนินคดี

บรรยากาศที่พรรคประชาธิปัตย์ บรรดาแกนนำได้นัดหารือในฐานะคณะรัฐมนตรีเงาเรียกร้องให้อัยการ และกระทรวงการต่างประเทศเร่งดำเนินการตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และยึดหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นการเดินทางที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ และถือเป็นสมบัติของชาติ

ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มอีสานพัฒนา นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค เชื่อว่ากลุ่มอีสานพัฒนา จะไม่ย้ายไปอยู่กับพรรคความหวังใหม่ตามที่มีกระแสข่าว เพราะขณะนี้สถานการณ์ความขัดแย้งในพรรคลดลงแล้ว หลังผู้ใหญ่ของพรรคเข้าไปไกล่เกลี่ย ยกเว้นแต่กรณีที่ถูกยุบพรรคอาจมีสมาชิกบางส่วนย้ายไปอยู่กับพรรคอื่น ล่าสุดนายทะเบียนพรรคได้เตรียมจดทะเบียนพรรคใหม่ไว้แล้ว 2 พรรค

อย่างไรก็ตาม ได้ตอบปัดกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-14 11:13:54

รอง หน.พปช.เผยเตรียมจดทะเบียนพรรคใหม่ไว้ 2 พรรค


กรุงเทพฯ 14 ส.ค. - นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวถึงกระแสข่าวที่กลุ่มอีสานพัฒนา พรรคพลังประชาชน จะย้ายไปอยู่กับพรรคความหวังใหม่ว่า จะไม่มีการย้ายไปอย่างที่เป็นข่าว เพราะขณะนี้สถานการณ์การกระทบกระทั่งกันในพรรคพลังประชาชนลดลงแล้ว ผู้ใหญ่ของพรรคได้เข้าไปไกล่เกลี่ยให้ถอยคนละก้าวเหมือนครอบครัวที่แตกแยก ถ้าเห็นแก่ลูก ครอบครัวจะต้องเป็นหลักให้ได้ และดีกรีความร้อนแรงในพรรคพลังประชาชนทุกกลุ่มได้หยุดแล้ว

นายสมพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคการเมืองไม่เกี่ยว แต่หากพรรคพลังประชาชนถูกยุบก็เชื่อว่าอาจมีสมาชิกบางส่วนย้ายไปอยู่กับพรรคอื่น แต่หลายกลุ่มในพรรคได้พูดคุยกันแล้วว่าอยากเห็นความสามัคคี และจะอยู่ด้วยกัน ซึ่งนายทะเบียนพรรคได้เตรียมจดทะเบียนพรรคใหม่ไว้แล้ว 2 พรรค. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-14 10:57:28



ชาวมุกดาหารรวมใจต้านพันธมิตร เดินหน้าแก้ รธน.

แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองตามการคาดเดาของหลายฝ่าย หลังการตัดสินใจอยู่ที่ประเทศอังกฤษของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่มองว่าสถานการณ์ต่างๆ ทางการเมืองน่าจะมีการคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

หลายฝ่ายมองว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ควรจะยุติ เพราะหมดความชอบธรรมในการปลุกปั่น ยุยง สร้างกระแส “ผีร้ายระบอบทักษิณ” รวมทั้ง “รัฐบาลนอมินี” ได้แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ เหล่าพันธมารยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติการเคลื่อนไหว เพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมแต่อย่างใด

จากที่เคยพุ่งประเด็นกล่าวหา “ระบอบทักษิณ” ตอนนี้กลับเปลี่ยนมาเป็นเคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐบาลสมัคร ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้อย่างหน้าตาเฉย

แต่ก่อนร้องตะโกนกันปาวๆ ว่า “ทักษิณ....ออกไป” แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น “ทักษิณ...กลับมา” ซะอย่างนั้น วิธีการ ข้อเรียกร้อง ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เรื่อยๆ เหมือนไม้หลักปักขี้เลน แต่ยังคงเป้าหมายที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตยไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ “โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เรียกร้องทหารให้ทำการรัฐประหาร และสถาปนาระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” ที่เป็นระบอบการเมืองเก่าซึ่งย้อนหลังไปกว่า 50 ปี”

แต่ครั้งนี้คงไม่เหมือนครั้งเก่า เมื่อคราวรัฐประหาร 19 กันยายน เพราะประชาชนผู้รักประชาธิปไตยต่างมีความตื่นตัว และคงไม่ยอมให้พันธมิตรฯ สร้างกระแสครอบงำสังคมไทยได้อีกต่อไป

ไกรสมุทร นามโพธิ์ไทร รายงานสถานการณ์การเคลื่อนไหวของประชาชนผู้รักในประชาธิปไตย ชาวมุกดาหาร ซึ่ง มีเนื้อหาสาระที่สำคัญดังต่อไปนี้

นายสุระนาวา ลุนเวลา นายกองค์บริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยน อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ หยุดการชุมนุมทั้งในกรุงเทพมหานครและการจัดชุมนุมตามจังหวัดต่างๆ ทันที เพราะการกระทำดั่งกล่าว เป็นการสร้างความวุ่นวายปั่นป่วน มุ่งหวังเพียงเพื่อโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สร้างเงื่อนไขนำไปสู่รัฐประหารดังนั้นการชุมนุมและการเคลื่อนไหวกลุ่มบุคคลดังกล่าว จึงเป็นการชุมนุมที่ปราศจากเหตุผลขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

กลุ่มบุคคลที่ชุมนุมอยู่ที่กรุงเทพมหานครนี้ มีส่วนสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมในการสร้างสถานการณ์การเมืองจนนำมาสู่การัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นผู้ให้การสนับสนุนการรัฐประหาร สนับสนุน คมช. และองค์กรที่เกิดจากการรัฐประหาร กระทั่งดำรงตำแหน่งสำคัญใน สนช. และใน ครม. อย่างปฏิเสธไม่ได้ เป็นการทำลายประชาธิปไตย ล้มล้างรัฐธรรมนูญทำให้เศรษฐกิจของชาติตกต่ำ ซบเซาในทุกวันนี้ รวมทั้งชื่อเสียงในเวทีโลก ดังนั้นการรวมตัวเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่ออกมาขับไล่รัฐบาลในครั้งนี้จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่เหมือนเป็นการสร้างเงื่อนไข หรือการออกบัตรเชื้อเชิญ นำมาสู่การรัฐประหารได้ในอีกครั้งหนึ่ง และเป็นการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับกลุ่มอำนาจเก่าหรือมือที่มองไม่เห็น เพื่อสร้างกลียุคขึ้นมาเสียเอง

กลุ่มบุคคลดังกล่าว มีเป้าหมายล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยทำหน้าที่รับใช้เผด็จการทหารและระบอบอำมาตยาธิปไตย เป็นการทำลายเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ที่ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

นอกจากนี้การเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลข้างต้น ได้แอบอ้างเบื้องสูงมาเป็นเครื่องทำลายบุคคลอื่น กระทั่งเป็นเครื่องมือที่ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมรวม และสร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันอันเป็นที่รักของปวงชนไทย เป็นการกระทำที่พุ่งเป้าสร้างความวุ่นวาย ทำลายเศรษฐกิจและชีวิตประชาชน เพราะการชุมนุมด้วยการปิดถนนของกลุ่มชุมนุมที่กรุงเทพมหานครนั้นทำให้ประเทศไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนานาประเทศ ย่อมมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างประเทศ

ประชาชนได้เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ทำหน้าที่แทนปวงชน ชาวไทย เพื่อทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติและบริหาร แต่ปรากฏว่ากลุ่มบุคคลเหล่านั้น กลับสร้างความวุ่นวาย ก่อกวนให้ร้ายป้ายสีรัฐบาลกล่าวหา รัฐบาลในประเด็นต่างๆในขณะนี้ได้ปรากฏมีการกดดันรัฐบาล โดยการใช้ตุลาการภิวัฒน์มาล้มล้างรัฐบาลที่มาการเลือกตั้ง

จึงขอให้พี่น้องประชาชน คำนึงถึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองคำนึงถึงระบอบประชาธิปไตยและคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศอย่าได้เป็นเครื่องมือของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยและเผด็จการทหาร

ประชาชนชาว จ.มุกดาหาร จะรวมพลังกันเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อทวงคืนรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมของประชาชน

พวกเราจะไม่ยอมให้เผด็จการทหารและกลุ่มอำมาตยาธิปไตย กลุ่มใดๆ เป็นเครื่องมือล้มล้างรัฐบาลและใช้ทหารกดดันรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้น กลุ่มพลังชาวมุกดาหารรักประชาธิปไตย จึงมีมาตรการดำเนินการดังต่อไปนี้
1.ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มใดๆ ที่ก่อความไม่สงบ สร้างความแตกแยกในจังหวัดต่างๆ
2.ให้กลุ่มใดๆ ที่ก่อความไม่สงบอยู่ในบ้านเมือง หยุดการชุมนุมเคลื่อนไหวในทุกรูปแบบ
3. สนับสนุนให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป
4.สนับสนุนควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพื่อทวงคืนรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นฉบับของประชาชนโดยแท้จริง
5.ทางกลุ่มไม่ยินยอมให้บุคคลหนึ่งเข้ามาก่อความไม่สงบก่อความวุ่นวาย ในเขตพื้นที่ จ.มุกดาหาร
6.ถ้าหากมีกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาก่อความไม่สงบสุข ก่อความวุ่นวาย ในเขตพื้นที่ จ.มุกดาหาร ทางกลุ่มพลังชาวมุกดาหารรักประชาธิปไตยพร้อมที่จะรวมตัวคัดค้านกลุ่มต่อต้าน เพื่อความสงบสุขของพี่น้องชาว จ.มุกดาหาร

ทั้งนี้ กลุ่มพลังชาวมุกดาหารรักประชาธิปไตย ทั้ง 7 อำเภอ พร้อมที่จะมอบรายชื่อสนับสนุน ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารเพื่อส่งมอบให้กับรัฐบาลต่อไป



นางฟ้ากับฉันทนา

อาชีพที่เคยเป็นที่หมายปองของบรรดาสาวๆ อย่าง “นางฟ้า” หรือแอร์โฮสเตส วันนี้ก็ยังได้รับผลกระทบจากการลดต้นทุนของสายการบินไปแล้วไม่ต่ำกว่า 2 บริษัท จนมีข่าวออกมาว่าอาจมีสาวๆ ส่วนหนึ่งปิดดอนเมืองประท้วง...

วินาทีนี้ก็ขอเข้าข้างทั้ง 2 ฝ่ายไปก่อนละกัน เพราะต่างก็รู้กันว่าเศรษฐกิจตอนนี้ฟาดงวงฟาดงาใส่แทบทุกคนทุกระดับไม่เว้นจริงๆ เพียงแต่อัตราความ “เข้มข้น” ของความเดือดร้อน ความไม่มีจะกิน ความไม่สามารถคาดเดาอนาคตมื้อข้างหน้าได้นั้น มันแตกต่างกันลิบลับ

นางฟ้าที่ดอนเมือง กับสาวโรงงานที่ประท้วงหน้าทำเนียบ ความเค็มของน้ำตาที่หลั่งออกมาก็คงจะต่างกันนะ ฉันว่า...ไม่ใช่ว่าจะมาทำตัวโรแมนติกด้วยการสงสารคนจนเป็นพิเศษแต่อย่างใด แต่เท่าที่ใช้ชีวิตคลุกคลี สัมผัส หรือกระทั่งรู้จักคนบางคนในทั้ง 2 สังคมนั้น ก็ประจักษ์อยู่แล้วกับตัวเองว่า อีกคนหนึ่งที่ตกงานแต่ก็อาจยังมีปริญญา มีฐานะ มีโอกาสสำหรับการเริ่มต้นใหม่ๆ ที่ดีเท่าเดิมหรือดีกว่าเดิมได้เสมอ และถึงแม้โอกาสนั้นยังมาไม่ถึง แต่ก็ยังมีพ่อแม่ครอบครัวที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้อยู่ข้างหลัง

ขณะที่อีกบางคนในอีกสังคมนั้น การออกมาร้องแรกแหกกระเชอครั้งนั้นมันอาจหมายถึง “ทั้งหมด” แล้วของชีวิต และไม่เพียงชีวิตของเขาหรือเธอยังรวมถึงชีวิตคนในครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดู ซึ่งแต่ละคนก็อาจอยู่ในสถานะทางสังคมที่ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร

อายุจนปูนนี้แล้ว บางทีฉันก็เริ่มจะปลงใจเชื่อว่า ความเท่าเทียมกันมันคงไม่มีอยู่จริงสำหรับโลกใบนี้ มีแต่ความแตกต่างเหลื่อมล้ำสุดฟ้ากับเหว คำถามคือจะมีทางใดบ้างหรือเปล่าที่เราจะสามารถทำให้ช่องว่างนั้นมันเขยิบเข้ามาใกล้กันให้มากกว่านี้ได้...

ในวันที่ยังมีคำถาม ฉันก็ยังค้นหาคำตอบเรื่อยๆ อยู่ต่อไปไม่เลิกรา

เรื่องของ ‘ปรสิต’

ไม่ต้องทำสำรวจก็เดาได้ว่า เวลานี้คนไทยส่วนใหญ่อยากจะพูดคุย ชื่นมื่นอยู่เรื่องมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติอย่างโอลิมปิกมากกว่าเรื่องอื่นๆ
นักกีฬาที่ได้เหรียญ หรือมีลุ้นเหรียญ ก็อยากจะเชียร์อยากจะชื่นชมให้ชื่นใจ
นักกีฬาที่พลาดหวังกันไปก็อยากจะปลอบ อยากจะให้กำลังใจตามประสาคนไทยด้วยกัน
เพราะในห้วงยามที่เหมือนว่าจะบ้านเมืองจะเริ่มสะกดคำว่า “สมานฉันท์” กันไม่เป็น ก็เห็นจะมีแต่อาศัยช่วงเวลาเช่นนี้แหละที่พอเป็นน้ำประพรมให้ชื่นชูใจกันได้บ้าง
ดีกว่าไปนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด โมโหหงุดหงิดเข้าขั้นระทดท้อกับ “การเมือง” ที่หันไปดูทีไรก็เหมือนพายเรือวนในอ่างไม่พ้นไปไหนสักที
จะพ้นไปได้อย่างไร เมื่อเรือสักลำอาสาจะติดใบพาวิ่งออกทะเลของจริงไปให้แล่นฉิว ก็มีโจรสลัดเข้ามาดักหน้า ปล้นชิงเรือ จี้บังคับขู่เข็ญให้กลับมาพายแต่ในอ่างแคบๆ เดิมๆ นี่ทุกที
วงการกีฬาไทยเขาพัฒนาแล้ว ประเดี๋ยวนี้พูดถึงเหรียญทองว่าจะเอากี่เหรียญๆ กันแล้วจากเดิมที่กว่าจะได้มาสักเหรียญก็หัวใจแทบจะวายอย่างกับลุ้นปาฏิหาริย์
แต่หันมามองการเมือง นอกจากไม่ยอมพัฒนาไปไหนกับเขา ก็ยังมีแต่เห็บเหาพยาธิ ปรสิตมาคอยบ่อนไชให้พัฒนาการ ‘ต่ำ’ และ ‘ช้า’ กันไปเรื่อยๆ
จะใช้คำว่า “ไม่ยอม” ก็อาจไม่ถูกนัก เพราะบางคนเขาก็อยากพัฒนากันใจจะขาด ติดแต่ที่พยาธิปรสิตมันคอยดูดกินเลือดจากร่างกายให้อ่อนแออยู่อย่างนั้น
เมื่อดูดดื่มกัดกินเลือดเนื้อไปมากเข้า ก็เริ่มจะหาญคิดว่าตัวเองคือเจ้าของทุกอณูเนื้อแห่งร่างกายนี้ไปเสียแล้ว
โดยไม่สำเหนียกเลยว่าตัวเองก็แค่...พยาธิ
ถ้าประเทศคือร่างกาย ประชาชนแต่ละหมู่เหล่าคือองคาพยพที่ร่วมมือร่วมใจกันทำหน้าที่พลเมืองของตัวเองให้เต็มที่ที่สุด สมบูรณ์ที่สุด หากจะมีโรคร้ายอันใดในบางเวลาก็ร่วมมือกันรักษาและสร้างเสริมความแข็งแรงกันบ้างเป็นครั้งคราว
เช่นนี้คงไม่ต้องให้บอกแล้วกระมังว่าแล้วอันใดคือเห็บเหาพยาธิปรสิตดังกล่าวมา
เพราะที่สร้างความรำคาญหู รำคาญตา รำคาญใจให้บ้านเมืองอยู่เวลานี้เป็นใคร ก็เห็นกันอยู่ทั้งประเทศ
เป็นเห็บเป็นโลนที่รัฐบาลจะเกาแรง ก็จะเจ็บเลือดซิบ เลยได้แต่ทายาตามอาการ
หนักเข้าก็แผ่เมตตานึกเสียว่าก็เหมือนบริจาคเลือดให้ยุงมันกิน
เพราะปรสิตก็คือปรสิต ถ้าร่างกายส่วนใหญ่ยังแข็งแรงและหาทางรักษาให้ถูกสุขลักษณะได้อยู่พวกเชื้อโรคกาฝากก็คงจะตายไปเอง
ขอแต่อย่าหาเรื่องให้อ่อนแอไปอีกก็เท่านั้น
ถ้าอยากรู้ว่าทำอย่างไรให้แข็งแรงอยู่นาน ถามเคล็ดเอากับ ‘นักกีฬา’ ก็ได้
นอกจากไม่รับเชื้อโรคภายนอกเข้ามาเป็นบ่อนทำลาย ภายในร่างกายก็ต้องทำให้แข็งแรงดีอยู่เสมอ
เพราะถ้า “อวัยวะภายใน” อ่อนแอ เข้าขั้นบอบช้ำ บางครั้งไม่ต้องสภาพภายนอกซ้ำเติม ก็ทำท่าจะถูกส่งขึ้นเมรุได้เองอยู่แล้ว
จะประเทศหรือรัฐบาล มันก็ไม่ต่างจากร่างกายนั่นแหละ
ขอเพียงเปิดช่องน้อยนิดให้เห็นว่าอ่อนแอ เชื้อโรคก็รีบรุมเร้าอย่างง่ายดาย...
แล้วก็แทบทุกราย ที่ด้วย ‘ภายใน’ ก็ทำให้ต้องล้มทั้งยืน

DSI เตรียมใช้กระบวนการปราบผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

หลังจาก 1 ปีที่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีผลบังคับใช้ มาแล้วนั้น ให้จับตา 23 สิงหาคมนี้ เพราะประกาศกระทรวงไอซีที จะมีผลบังคับเต็มรูปแบบ ให้ทุกหย่อมหญ้า ผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ต เล็ก-ใหญ่ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจ สถานศึกษา ไม่เว้นร้านเน็ต เกมออนไลน์ ทั่วประเทศ ที่ได้ให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่บุคคลหรือลูกค้าในองค์กร ต้องเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์อย่างน้อย 90 วัน "ดีเอสไอ" เชื่อยื่นมือถึงตัวป่วนเน็ต และพวกชอบส่ง-อัพโหลดภาพลามก เผยองค์กรใดไม่ทำตาม เตรียมรอโทษปรับ 5 แสนบาท

ปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญ ของการประกอบกิจการและการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมืองและโลกการค้า การบริโภคข้อมูลข่าวสาร ที่ต้องการความฉับไวเป็นอันดับต้นๆ แต่ความรวดเร็ว ฉับไวนั้นก็มาพร้อมๆ กับความเสี่ยงและความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจทำให้ "ความลับ" ที่เป็นส่วนตัวของคน และองค์กร ถูกนำมาใช้โดยมิชอบหรือเพื่อประโยชน์ด้านอื่น หรือถูกก่อกวนเพื่อให้เกิดความผิดพลาดเสียหาย นำไปสู่การสูญเสียชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ทรัพย์สิน และบางครั้งอาจรวมถึงชีวิตของคนที่เรารักก็เป็นได้ ความเสียหายเหล่านี้กระทบกระเทือนต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ รวมทั้งความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน

ดังนั้น ความสำคัญของการใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์และอาจก่อให้เกิดความเสียหายนี้ จึงได้รับความสำคัญจากภาครัฐได้ตราเป็น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ขึ้น และเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่ 18 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้มีประกาศกระทรวงไอซีที ถึงระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ดังกล่าว ไว้อย่างชัดเจน เมื่อ 23 สิงหาคม 2550

หนึ่งปีเต็มสำหรับผลการบังคับใช้ พ.ร.บ. ดังกล่าว แต่การสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามตัวผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวมารับโทษยังมีข้อจำกัดหลายด้านโดยเฉพาะข้อจำกัดด้านความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสืบสวนสอบสวนนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จึงได้ออกประกาศกระทรวงฯ ให้กลุ่มองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ทยอยดำเนินการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ไว้ไม่น้อยกว่า 90 วัน ซึ่งคำว่า "ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์" นั้นหมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลาชนิดของบริการหรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น

โดยกลุ่มแรกที่ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. นี้แล้ว คือกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์ทั้งเคลื่อนที่และระบบไร้สาย ได้เริ่มจัดเก็บข้อมูลของผู้บริโภคที่ใช้โทรศัพท์ติดต่อ หรือส่งข้อความส่งคลิปวิดีโอไปแหล่งใดหรือได้รับจากแหล่งใดผู้ให้บริการจะต้องเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2550 ที่ผ่านมา ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มผู้ให้บริการเข้าถึงระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต คือ ISP ไม่ว่าจะเป็น ทรู ซีเอสล็อกอินโฟ สามารถ เคเอสซี เอเน็ต เอเชียเน็ต TOT ได้เริ่มเก็บข้อมูลการให้บริการเหล่านี้ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา

ในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ "กลุ่มที่ 3" ซึ่งอาจเรียกได้ว่าที่เหลือจากกลุ่มที่หนึ่งและสองทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่ข้าราชการหรือพนักงานหรือลูกค้าของตน เช่น หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา โรงแรม แฟลต อพารต์เมนต์ ห้องเช่า บ้านเช่า ร้านกาแฟ ร้านเน็ตคาเฟ่ จะต้องเริ่มจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ไม่น้อยกว่า 90 วัน เช่นเดียวกัน ยกเว้นแต่ผู้ใช้ระบบอินเตอร์เน็ตตามบ้านพักอาศัยทั่วไป เท่านั้น

พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการ สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบว่ามีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะการส่งต่ออีเมลหรือดาวน์โหลด อัพโหลด เผยแพร่ภาพลามกอนาจาร หรือการเขียนข้อความหมิ่นประมาทผู้อื่นรวมถึงก่อความไม่สงบสุขต่อบ้านเมืองจำนวนมาก ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของผู้กระทำความผิดในรูปแบบต่างๆ พร้อมกับแจ้งเตือนประชาชนเป็นระยะ แต่การสืบหาตัวผู้กระทำความผิดแม้ที่ผ่านมาจะมีการสืบสวนสอบสวนกระทั่งได้ตัวผู้กระทำความผิดมาแล้วหลายราย ขณะเดียวกันยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่สามารถติดตามตัวผู้กระทำผิดตัวจริงมาดำเนินคดีได้

พ.ต.อ.ญาณพล เปิดเผยว่า ในวันที่ 23 สิงหาคม 2551 ที่จะถึงนี้จะเป็นวันแรกที่ประกาศกระทรวงไอซีที ที่อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จะมีผลบังคับใช้ ให้หน่วยราชการ สถานศึกษา องค์กร ร้านค้า บริษัท ห้างร้าน ธนาคาร โรงแรม บ้านเช่า แฟลต อพาร์ตเมนต์ ร้านอินเตอร์เน็ตคาร์เฟ่ ผู้ให้บริการร้านเกมออนไลน์ ต้องเก็บข้อมูลการใช้บริการไม่น้อยกว่า 90 วัน โดยสิ่งที่ผู้ให้บริการร้านอินเตอร์เน็ต ต้องเก็บข้อมูล 3 ส่วน คือ ข้อมูลที่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ เช่น ชื่อ สกุล หรือ หมายเลขบัตรประชาชน เป็นต้น ส่วนที่ 2 วันเวลาที่ลูกค้าเข้ามาใช้ และเลิกใช้เครื่อง และ ส่วนที่ 3 หมายเลขเครื่องที่ใช้ IP Address (ภายนอกและภายใน) และ URL ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการตามรอยผู้กระทำความผิด เช่น หากบุคคลในองค์กรไปส่งรูปลามกอนาจาร หรือทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ จะได้ตรวจสอบผู้กระทำความผิดได้ไม่ยาก

และภายหลังจากที่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้และพบว่าหน่วยงานใดไม่ดำเนินการตามกฎหมายหน่วยงานหรือองค์กรนั้นๆ จะต้องรับผิดชอบโดยมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท

ส่วนการสร้างระบบที่จะจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวเป็นหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ที่จะดำเนินการหรือสั่งการ เช่น ให้ผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กรติดตั้งระบบล็อกอินก่อนเข้าเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อให้สามารถระบุผู้ใช้บริการได้ชัดเจน

การดำเนินตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 โดยเฉพาะในการเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ดังกล่าวถือเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงานของภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ หากยังไม่มีมาตรการใดที่จะห้ามมิให้บุคลากรในหน่วยงานของท่าน กระทำผิดกฎหมาย อาทิ ส่งข้อมูลโป๊ ลามก โกหก หลอกลวง สร้างความไม่สงบต่อบ้านเมืองหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี ส่งเมลไปให้ผู้อื่นจนทำให้เกิดความเบื่อหน่าย รำคาญใจ ส่งไวรัส สัญญาณก่อกวน แฮ็กข้อมูลบุคคลอื่น ซึ่งล้วนเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น

"ท่านจะต้องเก็บข้อมูลการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กรท่านไว้อย่างน้อย 90 วัน ไม่อย่างนั้นแล้วหากมีการสืบสวนแล้วพบว่า มีบุคคลในองค์กรของท่านได้ใช้คอมพิวเตอร์ของท่านเพื่อกระทำความผิดดังกล่าว แต่หน่วยงานนั้น ไม่ได้จัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ หน่วยงานของท่านจะต้องถูกปรับไม่เกิน 5 แสนบาท ซึ่งไม่เพียงหมายถึงทรัพย์สิน งบประมาณ รายได้ที่ขององค์กรที่ต้องสูญเสียไปกับค่าปรับ แต่หากยังรวมถึง หน้าตา ชื่อเสียง ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ของหน่วยงานท่านด้วย" พ.ต.อ.ญาณพล กล่าว



เร่งคลอดพ.ร.บ.ที่ดินเตรียมเสนอเข้าครม.

วันที่ 13 สิงหาคม นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมจะเสนอ พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 1 เดือน นับจากนี้ โดยเห็นว่าเป็นกฎหมายสำคัญที่ถือเป็นสากล จึงต้องเดินหน้าผลักดันให้เกิดขึ้นต่อไป เพียงแต่การบังคับใช้กฎหมายต้องใช้เวลา ดังนั้นจะต้องสื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจก่อน
"กฎหมายนี้มีการศึกษากันมากว่า 10 ปีแล้ว แต่ยังทำไม่สำเร็จ ผมเห็นเรื่องนี้จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเห็นว่าเป็นกฎหมายสำคัญ เป็นกฎหมายตามหลักสากล จึงควรผลักดันให้กฎหมายมีผลบังคับใช้"
รมว.คลัง กล่าวว่า การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจำเป็นต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น เช่น การใช้ประโยชน์ในที่ดินในด้านต่างๆ เช่น เพื่อการอยู่อาศัย, เกษตรกรรม หรือเชิงพาณิชย์ โดยจะมีการจัดเก็บอัตราภาษีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับการใช้ประโยชน์ในที่ดิน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้ต้องการขยายฐานภาษีเพื่อหารายได้ แต่ต้องการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับระบบภาษี

'สมศักดิ์'เน้นโรดโชว์วธ.

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รมว. วัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า จากการที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการยุทธศาสตร์การต่างประเทศเชิงเอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติ โดยมีนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธาน และมีกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมเป็นคณะกรรมการนั้น ในส่วนของ วธ.จะเน้นการทำงานด้านวัฒนธรรมในเชิงรุก โดยเฉพาะการจัดโรดโชว์ในต่างประเทศ เพื่อให้ชาวต่างชาติเข้าใจวิถีชีวิต วัฒนธรรมของไทยมากขึ้น รวมถึงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศอีกทางหนึ่ง
ซึ่งตนอยากให้การจัดงานโรดโชว์วัฒนธรรมเน้นที่อาเซียนเป็นหลัก เนื่องจากเป็นประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน มีวิถีชีวิต วัฒนธรรม ที่คล้ายคลึงกัน เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมระหว่างกันและเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้งจะเป็นการจูงใจให้คนในประเทศนั้นๆ เห็นความสวยงามของวัฒนธรรม แหล่งโบราณสถาน แหล่งท่องเที่ยวของไทย จนอยากมาท่องเที่ยวและติดต่อการค้ากับเรา นอกจากนี้ตนคิดว่าจะเดินทางไปศึกษาดูงานวัฒนธรรมในสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะการบริหารจัดการด้านวัฒนธรรม พิพิธ ภัณฑ์ หอสมุด เพื่อมาพัฒนางานวัฒนธรรมไทยด้วย
“การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศ จะทำให้ประชาชนของทั้งสองประเทศ รู้จักวิถีชีวิตกันและกันมากขึ้น เพราะทุกวันนี้คนไทย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน รู้จักวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง ของประเทศเพื่อนบ้านน้อยมาก ดังนั้นหากสามารถกระตุ้นให้คนไทยเรียนรู้วิถีชีวิตวัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างลึกซึ้งได้ เชื่อว่าจะสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีในอนาคตได้เช่นกัน” รมว.วัฒนธรรม กล่าว.


‘สามารถ’ขึ้นนั่งรองปธ.สภาฯชนะ‘ชุมพล’ส.ส.ประชาธิปัตย์

"สามารถ แก้วมีชัย" จาก พปช. นั่งตำแน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 แทนที่ "ขุนค้อน" หลัง ส.ส.ลงคะแนนลับโหวตให้ชนะ "ชุมพล " จาก ปชป. 241 ต่อ 158 เสียง
เมื่อเวลา 13.30 น.ของวันที่ 13 สิงหาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ในช่วงหารือก่อนเข้าสู่วาระ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติเลื่อนวาระการเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 แทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจากนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ลาออกไปดำรงตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรม โดยให้เหตุผลว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 7สิงหาคม ที่ผ่านมา พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯคนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่ประธานที่ประชุมได้รับปากว่าจะนำเรื่องการเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นมาพิจารณาในการประชุมวันนี้ เนื่องจากเกรงว่าประธานสภาฯจะทำงานไม่ไหว เห็นนั่งคอพับระหว่างการทำหน้าที่ ซึ่งนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ชี้แจงทันทีว่า ที่นายเทพไท ห่วงว่าตนจะคอพับนั้น ขอยืนยันว่าตนยังคอตรงอยู่ ฉะนั้นไม่ต้องมาห่วงตนขอให้ห่วงตัวเองจะดีกว่า
ซึ่งหลักจากนั้นที่ประชุมได้เริ่มเข้าสู่วาระการเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทันที โดย นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร(ส.ส.กทม.) พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอชื่อนายชุมพล กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์
ขณะที่ด้านนายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ได้เสนอชื่อนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคพลังประชาชน เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 โดยหลังจากที่ประชุมกันเรียบร้อยแล้ว ได้ใช้วิธีลงคะแนนลับโดยการหย่อนบัตรที่เขียนชื่อผู้ที่ต้องการให้เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรลงกล่อง
และในที่สุดผลการรวบรวมคะแนนเสียงจากส.ส.ทั้งหมดในที่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปรากฎว่านายชุมพล กาญจนะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ได้เพียง 158 คะแนน ส่วนด้านนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคพลังประชาชน ได้คะแนนเสียงทั้งหมด 241 คะแนน และงดออกเสียง 4 เสียง เป็นผลให้นายสามารถ ได้รับเลือกให้เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1
สำหรับประวัตินายสามารถ เกิดวันที่ 9 ก.พ. 2494 จบการศึกษารัฐศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมดี) สาขาการปกครอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็น ส.ส.เชียงราย พ.ศ.2544 ,2548 , สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)ปี40, ที่ปรึกษา รมว.วัฒนธรรม, ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.คมนาคม และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล)