WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 14, 2008

อุดมการณ์ ‘มัฆวานนคร’

นับตั้งแต่สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ต้องถูกสั่งเก็บเข้ากรุและหยิบยื่นบัตรพลเมืองชั้นสองให้เป็นเวลา 5 ปีนั้น

อาจมีบ้างบางคนที่ชื่อก็ยังไม่หายไปจากหน้าข่าวในฐานะที่สื่อมวลชนชอบอ้างอิงถึง แต่ก็อีกหลายคนก็พร้อมใจกันหายหน้าไปจากสังคมข่าว ดำเนินชีวิตเรียบง่ายกับกิจกรรมที่ตัวเองชื่นชอบในทุกประเภทยกเว้น…การเมือง

แต่สำหรับชื่อของคนที่มักปรากฏเป็นข่าวแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในเชิงวิชาการและสังคมให้ความสนใจอยู่เสมอหนึ่งนั้นก็คือ “จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยในห้วงเวลาที่ใครก็น่าจะขยาดพรั่นพรึงกับตำแหน่งหัวหน้าทัพนี้…และแม้กล้าแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้ที่จะรับมือกับอำนาจรัฐประหาร ซึ่งก็เป็นชื่อของอดีตนักศึกษาหัวก้าวหน้า คนเดือนตุลาคนนี้ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด คืนวันที่พลพรรคไทยรักไทยต้องหยัดยืนฝ่าคลื่นลมการเมืองในวันนั้น บทบาทการเลือกข้างยืนที่เป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายเผด็จการอย่างชัดแจ้ง ชัดเจน ไม่มีการต่อรองเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง…ก็ทำให้ความเป็นจาตุรนต์และพรรคพวกอีกหลายคนได้หัวใจประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยไปเต็มๆ

อาจเพราะเหตุนี้ด้วยที่ทำให้ความคิดเห็นของคนที่กลายเป็น “พลเมืองชั้นสอง” อย่างจาตุรนต์ยังคงมีคนฟัง โดยเฉพาะก็ยังมีคนพร้อมใจจะเรียกเขาว่าเป็นนักการเมืองน้ำดีคนหนึ่งเท่าที่การเมืองไทยในขณะนี้จะพอเอ่ยอ้างว่ามีได้

ล่าสุด จาตุรนต์ ฉายแสงออกมาแสดงทรรศนะถึง ‘ชาวมัฆวานนคร’ พุ่งตรงไปยังระดับ ‘แกนนำ’ ที่เป็นผู้กุมทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธีอย่างแท้จริง มวลชนเรือนหมื่นสลับพันเป็นเพียงผู้เข้ามารองรับชุดอุดมการณ์ที่แกนนำพันธมิตรฯต้องการจับผีลุกปลุกผีนั่งให้เกิดกับสังคมไทยเท่านั้น โดยมี “เซเลบ” หรือเหล่าคนมีชื่อเสียงคนต่างๆ มาสร้างสีสันและความเหมือนว่าน่าจะชอบธรรมให้อีกต่อหนึ่ง

กระบวนการจัดตั้ง ชวนเชื่อ ทางสื่อทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ในเครือพันธมิตรฯเป็นทั้งเครื่องมือและประจักษ์พยานได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่จาตุรนต์มองว่าเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด คือ การเคลื่อนไหวด้วยระบบความคิดที่ผสมกันระหว่างความคิด “อนาธิปไตย” กับความคิด “อำมาตยาธิปไตย” ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย และการพัฒนาประเทศ

อนาธิปไตยที่มีหลักการต่อต้านรัฐและเชิดชูความเป็นปัจเจกชน และอำมาตยาธิปไตยที่คือการให้อำนาจปกครองแก่ขุนนางข้าราชการ เมื่อสองระบบความคิดนี้ประกอบเข้าด้วยกัน ก็กลายเป็นหลักการบนฐานที่ไม่ไว้ใจประชาชน รูปธรรมคือการไม่ยอมรับปฏิบัติตามกติกา เมื่อไม่พอใจรัฐบาลก็เคลื่อนไหวล้มรัฐบาลได้โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นวิธีการแบบไหน เช่น การปูทางและสนับสนุนพร้อมปกป้องแก้ต่างให้แก่การ ‘รัฐประหาร’ การออกโรงสนับสนุนรัฐธรรมนูญที่ทั้งรูปแบบและเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย สนับสนุนให้อำนาจอธิปไตยอยู่กับคนกลุ่มน้อยมากกว่าจะอยู่กับประชาชนซึ่งมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ

รูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดของแนวคิดปฏิเสธประชาธิปไตยและไม่ไว้วางใจความเป็นประชาชนของพันธมิตรฯนี้ ย่อมไม่พ้นข้อเสนอการเมืองใหม่ “เลือกตั้ง 30 สรรหา 70” ซึ่งเชื่อได้ว่าไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ก็ตาม แต่มันจะกลายเป็นข้อเสนอที่ถูกพูดถึงไม่รู้จบไปอีกนานแสนนาน ในฐานะแนวความคิดล้าหลังตกคลองที่สุดนับตั้งแต่มีการรัฐประหาร 19 กันยายน 49 โดยเฉพาะเมื่อเป็นข้อเสนอที่มาจากกลุ่มคนที่แสนจะหลากหลายทั้งสื่อมวลชน เอ็นจีโอ นักวิชาการ ศิลปินและนักเขียนเพื่อชีวิต นิสิตนักศึกษา ฯลฯ จึงทั้งน่าแปลกใจ น่าตื่นตาตื่นใจและน่าสมเพชใจไปพร้อม ๆกันที่บุคคลชนชั้นปัญญาที่น่าจะเรียกได้ว่า “ก้าวหน้า” กลับกล้าเข็นข้อเสนอตกขอบหลงยุคและเป็นปฏิปักษ์กับแนวคิด “ประชาธิปไตย” ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งโลกว่าเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์จะมีในขณะนี้

แต่อาจเพราะ “ประชาธิปไตย” อยู่บนฐานที่ว่า “มนุษย์เท่าเทียมกัน” มันจึงไปกัน ‘ไม่ได้’ กับ “ลักษณะจำเพาะ” ของชาวมัฆวานนคร ผู้ซึ่งมวลชนระดับฐานก็เชื่อฟังแกนนำสุดหัวใจ ผู้ซึ่งระดับแกนนำก็พร้อมโกหกพกลมคำโตเพียงเพื่อเป้าหมายอันไม่เป็นที่ปรากฏอย่างใสสะอาดสักทีว่าเป็นประโยชน์ของใครกันแน่

เพราะไม่ต้องการความเท่าเทียม ? เพราะต้องการเป็นส่วนหนึ่งหรือกระทั่งได้ครอบครองอำนาจรัฐโดยไม่ต้องเปลืองแรงลงเลือกตั้ง ? เพราะไม่ต้องการให้ประเทศไทยก้าวทันไปกับยุคโลกาภิวัฒน์ ? เหตุผลใดกันแน่ที่ทำให้พันธมิตรฯ สวมเข้ากับแนวคิดอนาธิปไตยบวกกับอำมาตยาธิปไตยได้แนบสนิททั้งที่ชื่อเสียงเรียงนามก็ยังห้อยท้ายคำว่า “…ประชาธิปไตย” ได้อยู่อย่างนั้น โดยไม่ตะขิดตะขวงใจสักนิด…

หรือเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนอันสุจริตของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่คิดว่านั่นแหละคือ “ประชาธิปไตย” แม้ว่าเป็นประชาธิปไตยในแบบที่จะมีแต่พลเมืองหลักหมื่นของพันธมิตรเท่านั้นจะยอมรับได้ ก็ตามที…



จี้ ปปช.เอาผิด “ชวน” ขายทรัพย์สิน ปรส.สูญ 4.5 แสนล้าน

“วีระ มุสิกพงษ์” จี้ ป.ป.ช.เร่งเอาผิด “ชวน -ธานินทร์” กับพรรคพวกขายทรัพย์สิน ปรส. ทำชาติเสียหายกว่า 4.5 แสนล้าน เผยต้องไล่บี้เพราะเงินมหาศาล ไม่ควรให้เรื่องเงียบยอมรับเป็นห่วงดีเอสไอทำคดีเพราะมีคนใหญ่คนโตเข้ามาพัวพัน

เมื่อคืนวันที่ 13 ส.ค. รายการความจริงวันนี้ ดำเนินรายการโดยนายวีระ มุสิกพงษ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย รวมด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน เป็นแขกรับเชิญ

โดยนายวีระ กล่าวถึงกรณีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีขายทอดตลาดสินทรัพย์ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการลงขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. ได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการสั่งฟ้อง ปรส.เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีผู้ต้องหาดังที่กล่าวมานั้นเป็นพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ซึ่งมูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีโทษจำคุก 1- 10 ปี ปรับตั้งแต่ 2,000 - 20,000 บาท ซึ่งทางอัยการจะพิจารณาสั่งฟ้องคดีภายใน 60 วัน

นายวีระ กล่าวว่าตนขออธิบายเพิ่มเติมในประเด็นที่ส่งเรื่องไปให้อัยการเมื่อวันที่ 11 ส.ค. แล้วปรากฏเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่าผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ข้อหาว่าเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบเพื่อให้เกิดความสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือทำการทุจริต

นายวีระ กล่าวต่อไปอีกว่ ลำดับถัดมาเป็นบริษัท ถูกฟ้องว่าสนับสนุนการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยไม่ชอบเพื่อผู้หนึ่งผู้ใด มีอัตราโทษ 2 ใน 3 ของตัวการ ส่วนคดีที่เหลือนั้นนี้เป็นหนึ่งของดีเอสไอที่ทำการสำเร็จมาก่อนแล้ว แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่าเรื่องนี้เกิดมานานเป็นระยะเวลา 10 ปีคนก็ลืม เพราะคนให้ความสนใจแก่เรื่องใหม่ๆ ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะมีมูลค่าความเสียหายมาก

“พูดตามตรงว่าไม่ได้นำเอามารายละเอียดของทั้งเรื่อง เพื่ออธิบายให้เห็นว่าการกระทำความผิดที่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เราทั้ง3 คน เราได้เดินไปที่ดีเอสไอไปร้องทุกข์กล่าวโทษ กลัวว่าเรื่องนี้จะหมดอายุความ ถ้าเราไม่ยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ว่าเรื่องนี้มันล่าช้าจนเกินไปอาจเกิดความเสียหายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอไม่ได้เอาใจใส่ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องคดีที่เกี่ยวกับผู้มีอิทธิพล จะดำเนินการปุ๊บปั๊บไม่ได้ จึงมาเตือนความทรงจำของท่านผู้ชมเสียหน่อย เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2540 ปีที่ไทยเราประสบปัญหาทางธุรกิจอย่างฉับพลัน รัฐบาลของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้สั่งระงับกิจการบริษัทไฟแนนซ์ต่างๆ เป็นการให้หยุดกิจการชั่วคราวเพื่อตรวจสอบว่าใครผิด-ใครถูก บังเอิญว่าท่านไม่สามารถอยู่ต่อได้เพราะว่าลาออกเสียก่อน”

นายวีระ กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาคือรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำนายธารินทร์ นิมาเหมมินทร์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตรงนี้ถือว่าได้มีการเปลี่ยนนโยบายจากการปิดชั่วคราวกลายเป็นการสั่งปิดถาวรไปเลย แต่ปรากฏว่าทั้ง 56 แห่งได้มีการกู้ยืมจากกองทุน ฉะนั้นปัญหานี้รัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแล เดิมที่พลเอกชวลิตและคุณโฆษิต วางแผนไว้ว่าทั้ง 56 สถาบันต้องแยกสินทรัพย์ทั้งพวกดีและไม่ดี โดยใช้วิธีการบริหารที่แตกต่างกัน กลายเป็นว่าเมื่อประชาธิปัตย์เข้าไปบริหารนำมารวมกัน พอรวมสินทรัพย์ก็เป็นเงิน 600, 000 กว่าล้าน แล้วทางพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยคุณธานินทร์ ก็ได้ไปจ้างบริษัท เลแมน บราเดรอ์มาเป็นที่ปรึกษาว่าจะจัดการกับทรัพย์สินพวกนี้อย่างไร

“เลแมน บราเดอร์ก็ให้คำแนะนำว่าให้แบ่งสินทรัพย์เป็นกองๆ แล้วบอกให้ขายไปโดยทำการประมูลโดยวงหลักเกณฑ์ไว้สูงจนคนไทยทำการประมูลไม่ได้ แต่ก็มีบริษัทเลแมน บราเดอร์ ที่เป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังเข้ามาประมูลสินทรัพย์ที่ว่า 600,000 ล้านบาทก็ประมูลไปได้ในราคา 150,000 ล้านบาท แปลว่ามูลค่าสินทรัพย์หายไป 450,000 ล้านบาทซึ่งเป็นตัวเลขเสียหายของรัฐโดยประมาณ ต้องถือว่าเป็นยอดความเสียหายที่สูงมาก มันมีการทุจริตอยู่ในนี้ ฉะนั้นจึงถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จะปล่อยให้ผ่านเลยไปจนขาดอายุความก็ไม่ได้ ในที่สุดก็เอาความผิดกับใครไม่ได้”
นายวีระ กล่าวด้วยว่า คนที่จะเข้ามารับผิดชอบเรื่องนี้มีใครบ้าง ผู้รับผิดชอบทางการเมือง ยังไม่พูดในเรื่องของแง่กฏหมาย คุณชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี คุณธานินทร์ นิมมาเหมมินทร์ จากพรรคประชาธิปัตย์คงจะต้องรับผิดชอบในทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะท่านได้รับทราบเรื่องนี้มาโดยตลอด

“ปัญหาอยู่ที่ว่าท่านไม่ใส่ใจป้องกันความเสียหายในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในที่สุดเกิดความเสียหาย มีคนไปร้องที่ดีเอสไอ เพราะฉะนั้นคนเหล่านั้นที่ไปร้องก็ชี้ไปถึงตัวบุคคลทั้งตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานคณะกรรมาธิการของ ปรส.ทั้งหมด ว่าในคดีที่ได้อ่านให้ฟัง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าวิตกตรงที่ว่าเมื่อดีเอสไอทำเสร็จ แต่เมื่อคดีนี้มีคนใหญ่คนโตเข้ามาพัวพันเรื่องก็กลายว่าเงียบ”


ส.ส.อีสาน ปั้นข้าวเหนียวใหม่ชู "ทักษิณ" จุดขาย

ส.ส.อีสานพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นแกนนำรวมลูกข้าวเหนียวมัชฌิมา-รวมใจไทย ตั้งพรรคใหม่เพื่อแก้ปัญหาให้ชาวอีสาน เชื่อกระแสนิยมอดีตนายกฯ ทักษิณ ยังเหนียวแน่น

นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงอนาคตทางการเมืองหากถูกยุบพรรค โดยล่าสุดพรรคพลังประชาชนมีแนวคิดไปตั้งพรรคใหม่คือพรรคเพื่อไทย ว่า เบื้องต้นเท่าที่พูดคุยในพรรค ส.ส.อีสานเห็นพ้องกันว่าจะต้องรวมกัน เหมือนที่เคยรวมกันในสมัยที่อยู่พรรคไทยรักไทย จึงจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดจึงจะสามารถแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวอีสานได้ดีที่สุด โดยเฉพาะนโยบายเรื่องน้ำ ซึ่งขณะนี้ชาวอีสานมีปัญหาเรื่องน้ำ และข้าวยากหมากแพงอย่างหนัก อย่างไรก็ตามยอมรับว่าในเบื้องต้นได้คุยกับ ส.ส.พรรคมัฌชิมา พรรครวมใจไทยฯ ซึ่งต่างมีทิศทางเดียวกับ ส.ส.ในพรรคเพื่อแผ่นดินที่จะไปอยู่ด้วยกัน หากพรรคพลังประชาชนตั้งพรรคใหม่ขึ้นมา อย่างไรก็ตามนับจากนี้ไปก็ต้องประเมินสถานการณ์ไปเรื่อยๆก่อนที่จะตัดสินใจ

“อีสานต้องอยู่รวมกัน เพราะถ้าไม่รวมกันก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ทั้งในส่วนของ ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อแผ่นดิน เราไปด้วยกันหมด คือไปอยู่กับ ส.ส.ของพลังประชาชน ขณะที่ ส.ส.อีสาน พรรคอื่นอย่างพรรครวมใจไทย และพรรคมัฌชิมาฯ ก็มีการพูดคุยกันมาตลอด เพราะเราต้องปั้นข้าวเหนียวให้ติดกันถึงจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆให้สำเร็จได้ เหมือนที่เคยอยู่ในพรรคไทยรักไทย ตรงนั้นเราเห็นว่ามีความชัดเจน ทำงานได้ ก็อยากกลับไปจุดนั้น เพราะแม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไม่ได้อยู่เมืองไทย แต่กระแสของ พ.ต.ท.ทักษิณจะดีกว่าเดิม เพราะชาวบ้านเกิดความสงสารมากขึ้น “นายรณฤทธิชัย กล่าว

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เคยอยู่พรรคไทยรักไทยมาด้วยกันมองความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพรรคพลังประชาชนอย่างไร นายรณฤทธิชัย กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา ตามคติที่ว่ายามศึกเราช่วยกันรบ ยามสงบเรารบกันเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จะกลับมาลงสนามการเมืองอีกครั้ง ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า พล.อ.ชวลิต เป็นคนดี มีคุณสมบัติที่มีความประนีประนอม เป็นอดีตนายกฯที่ไม่มีผลประโยชน์ ซึ่งขึ้นอยู่กับโอกาส แต่ ส.ส.ในกลุ่มมองว่าหาก สภาและรัฐบาลอยู่ไม่ได้ เช่นนายสมัคร สุนทรเวช ลาออก หรือเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง รวมทั้งกรณีการยุบพรรค ภาวะอย่างนี้ต้องมีผู้นำที่มีความประนีประนอม เพราะผู้นำในประเทศไทยไม่ใช่แค่มีความรู้ความสามารถแต่ต้องมีบารมีด้วย

นายสุพล ฟองงาม รมช.มหาดไทย ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ถูกระบุว่าอยู่ในแก๊งค์ออฟโฟร์ ว่า ยืนยันว่าตนไม่ได้มีชื่อในแก๊งค์ออฟโฟร์ หากจะถามว่าอยู่กลุ่มไหนก็บอกว่าเป็นกลุ่มพลังประชาชนกลุ่มเดียว ส่วนกรณีที่ถูกวิจารณ์ว่านำนายศักดิ์สยามชิดชอบ มาช่วยงานที่กระทรวงมหากดไทยเพราะได้รับคำสั่งจากนายเนวิน ชิดชอบ นั้น ยอมรับว่ารู้จักกับนายเนวิน และนายศักดิ์สยาม โดยนายศักดิสยาม เป็น ส.ส.รุ่นเดียวกัน และการที่นายศักดิ์สยามมาช่วยงานก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ

"สมพงษ์" ไม่หวั่น พปช.ถูกยุบ ตั้งพรรคสำรองไว้ 2 พรรค

“สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่หวั่นไหว พรรคพลังประชาชนแตก ชี้ปัญหาทั้งหมดเคลียร์ได้แล้วกลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงปัญหาความแตกแยกในพรรคพลังประชาชน ว่า แม้กลุ่มอีสานพัฒนาจะตัดสินใจย้ายไปอยู่พรรคความหวังใหม่ แต่เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไร ขณะนี้ปัญหาแตกแยกในทุกกลุ่มเริ่มเบาบางลง ดีกรีความร้อนแรงเบาลงแล้ว โดยทุกคนเริ่มมองว่าปัญหาเกิดขึ้นจากจุดใด และนั่งพูดคุยกันว่าจะร่วมกันแก้ปัญหาอย่างไร พรรคพลังประชาชนก็เหมือนกับครอบครัวมีปัญหา สามีอาจแอบไปมีกิ๊ก ลูกมีปัญหาบ้าง แต่สุดท้ายปัญหาน่าจะเคลียร์ได้แล้วกลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง

ทั้งนี้ เนื่องจากสมาชิกทุกคนต่างต้องการให้พรรคก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม หากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ก็จะไม่เกิดปัญหาอะไร เพราะนายทะเบียนพรรคพลังประชาชนได้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคสำรองไว้แล้ว 2 พรรค ทั้งนี้ถ้าพรรคถูกยุบจะต้องสมาชิกบางส่วนแตกไปอยู่กับพรรคอื่นๆ บ้าง แต่เชื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่ที่เป็นพรรคไทยรักไทยเดิมจะกลับมาอยู่รวมกันอีก

นายสมพงษ์ กล่าวอีกว่า กรณีการลี้ภัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพรรคพลังประชาชน เพราะไม่เคยหารือถึงประเด็นดังกล่าวในพรรค

กกต.คาดสัปดาห์หน้าพิจารณาสำนวนยุบ พปช.-ใบแดง "วิฑูรย์"

คณะกรรมการการเลือกตั้ง.คาดสัปดาห์หน้าพิจารณาสำนวนยุบ พลังประชาชน.-ใบแดง "วิฑูรย์ นามบุตร" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นายประพันธ์ นัยโกวิท คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ด้านบริการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงาน จากอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งขณะนี้อนุกรรมการฯ ยังพิจารณาสำนวนไม่เสร็จสิ้น โดยคาดว่าน่าจะเป็นสัปดาห์หน้าจะแล้วเสร็จ และนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม กกต.ได้ เพราะอนุกรรมการ ไม่ได้ขอขยายเวลาเพิ่มเติม ซึ่งหากสำนวนที่อนุกรรมการสมบูรณ์ไม่ต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม กกต.ก็จะสามารถพิจารณาได้ทันที

สำหรับการพิจารณาใบแดง กรณีทุจริตเลือกตั้งที่ จ.อุบลราชธานี ของนายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานมาเช่นกัน แต่ทราบว่าอยู่ระหว่างการให้ถ้อยคำของพยาน และคาดว่าน่าจะเป็นสัปดาห์หน้าเช่นกัน ทั้งนี้ยืนยันว่า กกต.พิจารณาทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย และพยานหลักฐานเป็นหลัก ไม่ใช่พิจารณาตามกระแสสังคม และไม่ได้ยื้อเวลา

ส่วนกรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ออกมาระบุว่า จะมีการยุบพรรคการเมืองในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ นายประพันธ์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่านายบรรหารได้รับข้อมูลมาจากไหน เพราะขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้รับสำนวนจากอนุกรรมการฯ และยังไม่มีการวินิจฉัย ทั้งกรณีพรรคพลังประชาชน และกรณีพรรคประชาธิปัตย์



นายกฯเทิดทูน ในหลวง ต้นแบบใช้พลังงานทดแทน

นายกรัฐมนตรี ยกย่องพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัวทรงเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทน ยืนยันรัฐบาล จะเร่งผลักดันการใช้แกสโซฮอล์ ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีร่วมงานแสดงเทคโนโลยียนตรการพลังงานทดแทนทางเลือกแห่งอนาคต โดยนายกรัฐมนตรีได้ยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีสายพระเนตรยาวไกลใช้พลังงานทดแทนเป็นการส่วนพระองค์มานานนับ 20 ปี ในขณะที่คนไทยเพิ่มเริ่มหันมาใช้พลังงานทดแทนได้เพียง 8 ปี เท่านั้น

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีระบุได้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนนโยบายพลังงานทดแทนโดยจะเร่งผลักดันให้มีการใช้แก๊สโซฮอล์ น้ำมัน E20 และ E85 ซึ่งขณะนี้เข้ารถยุโรปและอเมริกาได้มีการผลิตรถยนต์ที่รองรับการใช้พลังงานดังกล่าวแล้ว ซึ่งนับเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการใช้รถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทน

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังระบุด้วยว่าประเทศไทยมีทรัพยากรที่จะสามารถผลิตพลังงานแบตเตอรี่ได้แต่ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก NGO คัดค้านในขณะที่กัมพูชาได้เปิดให้จัดตั้งโรงงานผลิตแล้วทำให้ไทยต้องซื้อพลังงานจากกัมพูชาหลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ร่วมทดสอบรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทน

ครม.เงานัดหารือเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

กรุงเทพฯ 14 ส.ค. - ครม.เงานัดหารือเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งยึดหนังสือเดินทาง และเร่งดำเนินการนำตัวอดีตอดีตนายกรัฐมนตรีกลับมาดำเนินคดี

บรรยากาศที่พรรคประชาธิปัตย์ บรรดาแกนนำได้นัดหารือในฐานะคณะรัฐมนตรีเงาเรียกร้องให้อัยการ และกระทรวงการต่างประเทศเร่งดำเนินการตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และยึดหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นการเดินทางที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ และถือเป็นสมบัติของชาติ

ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มอีสานพัฒนา นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค เชื่อว่ากลุ่มอีสานพัฒนา จะไม่ย้ายไปอยู่กับพรรคความหวังใหม่ตามที่มีกระแสข่าว เพราะขณะนี้สถานการณ์ความขัดแย้งในพรรคลดลงแล้ว หลังผู้ใหญ่ของพรรคเข้าไปไกล่เกลี่ย ยกเว้นแต่กรณีที่ถูกยุบพรรคอาจมีสมาชิกบางส่วนย้ายไปอยู่กับพรรคอื่น ล่าสุดนายทะเบียนพรรคได้เตรียมจดทะเบียนพรรคใหม่ไว้แล้ว 2 พรรค

อย่างไรก็ตาม ได้ตอบปัดกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-14 11:13:54

รอง หน.พปช.เผยเตรียมจดทะเบียนพรรคใหม่ไว้ 2 พรรค


กรุงเทพฯ 14 ส.ค. - นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) กล่าวถึงกระแสข่าวที่กลุ่มอีสานพัฒนา พรรคพลังประชาชน จะย้ายไปอยู่กับพรรคความหวังใหม่ว่า จะไม่มีการย้ายไปอย่างที่เป็นข่าว เพราะขณะนี้สถานการณ์การกระทบกระทั่งกันในพรรคพลังประชาชนลดลงแล้ว ผู้ใหญ่ของพรรคได้เข้าไปไกล่เกลี่ยให้ถอยคนละก้าวเหมือนครอบครัวที่แตกแยก ถ้าเห็นแก่ลูก ครอบครัวจะต้องเป็นหลักให้ได้ และดีกรีความร้อนแรงในพรรคพลังประชาชนทุกกลุ่มได้หยุดแล้ว

นายสมพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคการเมืองไม่เกี่ยว แต่หากพรรคพลังประชาชนถูกยุบก็เชื่อว่าอาจมีสมาชิกบางส่วนย้ายไปอยู่กับพรรคอื่น แต่หลายกลุ่มในพรรคได้พูดคุยกันแล้วว่าอยากเห็นความสามัคคี และจะอยู่ด้วยกัน ซึ่งนายทะเบียนพรรคได้เตรียมจดทะเบียนพรรคใหม่ไว้แล้ว 2 พรรค. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-14 10:57:28



ชาวมุกดาหารรวมใจต้านพันธมิตร เดินหน้าแก้ รธน.

แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองตามการคาดเดาของหลายฝ่าย หลังการตัดสินใจอยู่ที่ประเทศอังกฤษของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่มองว่าสถานการณ์ต่างๆ ทางการเมืองน่าจะมีการคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

หลายฝ่ายมองว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ควรจะยุติ เพราะหมดความชอบธรรมในการปลุกปั่น ยุยง สร้างกระแส “ผีร้ายระบอบทักษิณ” รวมทั้ง “รัฐบาลนอมินี” ได้แล้ว แต่จนถึงขณะนี้ เหล่าพันธมารยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติการเคลื่อนไหว เพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมแต่อย่างใด

จากที่เคยพุ่งประเด็นกล่าวหา “ระบอบทักษิณ” ตอนนี้กลับเปลี่ยนมาเป็นเคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐบาลสมัคร ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนได้อย่างหน้าตาเฉย

แต่ก่อนร้องตะโกนกันปาวๆ ว่า “ทักษิณ....ออกไป” แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็น “ทักษิณ...กลับมา” ซะอย่างนั้น วิธีการ ข้อเรียกร้อง ก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เรื่อยๆ เหมือนไม้หลักปักขี้เลน แต่ยังคงเป้าหมายที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตยไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือ “โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เรียกร้องทหารให้ทำการรัฐประหาร และสถาปนาระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” ที่เป็นระบอบการเมืองเก่าซึ่งย้อนหลังไปกว่า 50 ปี”

แต่ครั้งนี้คงไม่เหมือนครั้งเก่า เมื่อคราวรัฐประหาร 19 กันยายน เพราะประชาชนผู้รักประชาธิปไตยต่างมีความตื่นตัว และคงไม่ยอมให้พันธมิตรฯ สร้างกระแสครอบงำสังคมไทยได้อีกต่อไป

ไกรสมุทร นามโพธิ์ไทร รายงานสถานการณ์การเคลื่อนไหวของประชาชนผู้รักในประชาธิปไตย ชาวมุกดาหาร ซึ่ง มีเนื้อหาสาระที่สำคัญดังต่อไปนี้

นายสุระนาวา ลุนเวลา นายกองค์บริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยน อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรฯ หยุดการชุมนุมทั้งในกรุงเทพมหานครและการจัดชุมนุมตามจังหวัดต่างๆ ทันที เพราะการกระทำดั่งกล่าว เป็นการสร้างความวุ่นวายปั่นป่วน มุ่งหวังเพียงเพื่อโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สร้างเงื่อนไขนำไปสู่รัฐประหารดังนั้นการชุมนุมและการเคลื่อนไหวกลุ่มบุคคลดังกล่าว จึงเป็นการชุมนุมที่ปราศจากเหตุผลขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

กลุ่มบุคคลที่ชุมนุมอยู่ที่กรุงเทพมหานครนี้ มีส่วนสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมในการสร้างสถานการณ์การเมืองจนนำมาสู่การัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นผู้ให้การสนับสนุนการรัฐประหาร สนับสนุน คมช. และองค์กรที่เกิดจากการรัฐประหาร กระทั่งดำรงตำแหน่งสำคัญใน สนช. และใน ครม. อย่างปฏิเสธไม่ได้ เป็นการทำลายประชาธิปไตย ล้มล้างรัฐธรรมนูญทำให้เศรษฐกิจของชาติตกต่ำ ซบเซาในทุกวันนี้ รวมทั้งชื่อเสียงในเวทีโลก ดังนั้นการรวมตัวเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลที่ออกมาขับไล่รัฐบาลในครั้งนี้จึงเป็นการเคลื่อนไหวที่เหมือนเป็นการสร้างเงื่อนไข หรือการออกบัตรเชื้อเชิญ นำมาสู่การรัฐประหารได้ในอีกครั้งหนึ่ง และเป็นการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับกลุ่มอำนาจเก่าหรือมือที่มองไม่เห็น เพื่อสร้างกลียุคขึ้นมาเสียเอง

กลุ่มบุคคลดังกล่าว มีเป้าหมายล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยทำหน้าที่รับใช้เผด็จการทหารและระบอบอำมาตยาธิปไตย เป็นการทำลายเจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ที่ไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

นอกจากนี้การเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลข้างต้น ได้แอบอ้างเบื้องสูงมาเป็นเครื่องทำลายบุคคลอื่น กระทั่งเป็นเครื่องมือที่ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมรวม และสร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันอันเป็นที่รักของปวงชนไทย เป็นการกระทำที่พุ่งเป้าสร้างความวุ่นวาย ทำลายเศรษฐกิจและชีวิตประชาชน เพราะการชุมนุมด้วยการปิดถนนของกลุ่มชุมนุมที่กรุงเทพมหานครนั้นทำให้ประเทศไทยสูญเสียความเชื่อมั่นจากนานาประเทศ ย่อมมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างประเทศ

ประชาชนได้เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ทำหน้าที่แทนปวงชน ชาวไทย เพื่อทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติและบริหาร แต่ปรากฏว่ากลุ่มบุคคลเหล่านั้น กลับสร้างความวุ่นวาย ก่อกวนให้ร้ายป้ายสีรัฐบาลกล่าวหา รัฐบาลในประเด็นต่างๆในขณะนี้ได้ปรากฏมีการกดดันรัฐบาล โดยการใช้ตุลาการภิวัฒน์มาล้มล้างรัฐบาลที่มาการเลือกตั้ง

จึงขอให้พี่น้องประชาชน คำนึงถึงความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองคำนึงถึงระบอบประชาธิปไตยและคำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศอย่าได้เป็นเครื่องมือของกลุ่มอำมาตยาธิปไตยและเผด็จการทหาร

ประชาชนชาว จ.มุกดาหาร จะรวมพลังกันเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อทวงคืนรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมของประชาชน

พวกเราจะไม่ยอมให้เผด็จการทหารและกลุ่มอำมาตยาธิปไตย กลุ่มใดๆ เป็นเครื่องมือล้มล้างรัฐบาลและใช้ทหารกดดันรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง

ดังนั้น กลุ่มพลังชาวมุกดาหารรักประชาธิปไตย จึงมีมาตรการดำเนินการดังต่อไปนี้
1.ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มใดๆ ที่ก่อความไม่สงบ สร้างความแตกแยกในจังหวัดต่างๆ
2.ให้กลุ่มใดๆ ที่ก่อความไม่สงบอยู่ในบ้านเมือง หยุดการชุมนุมเคลื่อนไหวในทุกรูปแบบ
3. สนับสนุนให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป
4.สนับสนุนควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพื่อทวงคืนรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเป็นฉบับของประชาชนโดยแท้จริง
5.ทางกลุ่มไม่ยินยอมให้บุคคลหนึ่งเข้ามาก่อความไม่สงบก่อความวุ่นวาย ในเขตพื้นที่ จ.มุกดาหาร
6.ถ้าหากมีกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาก่อความไม่สงบสุข ก่อความวุ่นวาย ในเขตพื้นที่ จ.มุกดาหาร ทางกลุ่มพลังชาวมุกดาหารรักประชาธิปไตยพร้อมที่จะรวมตัวคัดค้านกลุ่มต่อต้าน เพื่อความสงบสุขของพี่น้องชาว จ.มุกดาหาร

ทั้งนี้ กลุ่มพลังชาวมุกดาหารรักประชาธิปไตย ทั้ง 7 อำเภอ พร้อมที่จะมอบรายชื่อสนับสนุน ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหารเพื่อส่งมอบให้กับรัฐบาลต่อไป



นางฟ้ากับฉันทนา

อาชีพที่เคยเป็นที่หมายปองของบรรดาสาวๆ อย่าง “นางฟ้า” หรือแอร์โฮสเตส วันนี้ก็ยังได้รับผลกระทบจากการลดต้นทุนของสายการบินไปแล้วไม่ต่ำกว่า 2 บริษัท จนมีข่าวออกมาว่าอาจมีสาวๆ ส่วนหนึ่งปิดดอนเมืองประท้วง...

วินาทีนี้ก็ขอเข้าข้างทั้ง 2 ฝ่ายไปก่อนละกัน เพราะต่างก็รู้กันว่าเศรษฐกิจตอนนี้ฟาดงวงฟาดงาใส่แทบทุกคนทุกระดับไม่เว้นจริงๆ เพียงแต่อัตราความ “เข้มข้น” ของความเดือดร้อน ความไม่มีจะกิน ความไม่สามารถคาดเดาอนาคตมื้อข้างหน้าได้นั้น มันแตกต่างกันลิบลับ

นางฟ้าที่ดอนเมือง กับสาวโรงงานที่ประท้วงหน้าทำเนียบ ความเค็มของน้ำตาที่หลั่งออกมาก็คงจะต่างกันนะ ฉันว่า...ไม่ใช่ว่าจะมาทำตัวโรแมนติกด้วยการสงสารคนจนเป็นพิเศษแต่อย่างใด แต่เท่าที่ใช้ชีวิตคลุกคลี สัมผัส หรือกระทั่งรู้จักคนบางคนในทั้ง 2 สังคมนั้น ก็ประจักษ์อยู่แล้วกับตัวเองว่า อีกคนหนึ่งที่ตกงานแต่ก็อาจยังมีปริญญา มีฐานะ มีโอกาสสำหรับการเริ่มต้นใหม่ๆ ที่ดีเท่าเดิมหรือดีกว่าเดิมได้เสมอ และถึงแม้โอกาสนั้นยังมาไม่ถึง แต่ก็ยังมีพ่อแม่ครอบครัวที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้อยู่ข้างหลัง

ขณะที่อีกบางคนในอีกสังคมนั้น การออกมาร้องแรกแหกกระเชอครั้งนั้นมันอาจหมายถึง “ทั้งหมด” แล้วของชีวิต และไม่เพียงชีวิตของเขาหรือเธอยังรวมถึงชีวิตคนในครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดู ซึ่งแต่ละคนก็อาจอยู่ในสถานะทางสังคมที่ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร

อายุจนปูนนี้แล้ว บางทีฉันก็เริ่มจะปลงใจเชื่อว่า ความเท่าเทียมกันมันคงไม่มีอยู่จริงสำหรับโลกใบนี้ มีแต่ความแตกต่างเหลื่อมล้ำสุดฟ้ากับเหว คำถามคือจะมีทางใดบ้างหรือเปล่าที่เราจะสามารถทำให้ช่องว่างนั้นมันเขยิบเข้ามาใกล้กันให้มากกว่านี้ได้...

ในวันที่ยังมีคำถาม ฉันก็ยังค้นหาคำตอบเรื่อยๆ อยู่ต่อไปไม่เลิกรา