WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 15, 2008

ลือกระหึ่ม!ปชป.รอดยุบพรรค

* เงินสะพัดแลก1 แดง-2 เหลือง-1 ขาว
จับตาชี้ชะตาใบแดง “วิฑูรย์ นามบุตร” วันนี้ ลือกระหึ่มเงินสะพัดอาคารศรีจุลทรัพย์ แลกกับการไม่ถูกยุบพรรค เชื่อมี “ธง” เรียบร้อย คาดผลอาจออกมา “1 แดง-2 เหลือง” ขณะที่ “ตัวใหญ่” ได้ใบขาว เพื่อให้ “ประชาธิปัตย์” รอดยุบพรรค ส.ส.พปช.ทำใจ เชื่อรอดแน่ แต่ระบุยังไม่จบเรื่อง แย้มถาม ปชป. เคยได้ข่าวสมาชิกพรรคทำอะไรไว้กับ อบต. และประเทศเพทื่อบ้านบ้างหรือเปล่า ชี้ถ้าหลักฐานชัดขนาดนี้ยังรอด ต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังแน่ ขณะที่ “อ.จรัล” เชื่ออย่างมาก ปชป.ก็ได้แค่ใบเหลืองเท่านั้น พร้อมจี้ กกต. แจงเหตุผลพิจารณานานกว่า 7 เดือน ล้างหลังพรรคการเมืองอื่น

* เชื่ออย่างมากปชป.ก็โดนแค่ใบเหลือง
จากกรณีมีผู้ร้องเรียนนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 4 และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ นามบุตร นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี และนายวิทวัส พันธ์นิกุล ผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี และเป็นบุตรชายเจ้าของโรงภาพยนตร์เนวาด้ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ด้วยการแจกบัตรชมภาพยนตร์ และสลับกันขึ้นปราศรัยหาเสียง
ซึ่งผ่านเวลาการพิจารณามายาวนานกว่า 7 เดือน จนมีการตั้งข้อสงสัย และต่อมาพยานสำคัญรายหนึ่งยังได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และ กกต.ยังมีพิรุธไม่ยอมสอบปากคำพยานสำคัญบางราย ที่ยิ่งทำให้เป็นที่จับตาว่าจะมีการช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ดังที่มีกระแสข่าวหรือไม่
โดย กกต. ได้กำหนดชี้ขาดเรื่องดังกล่าวในวันนี้ (15 สิงหาคม2551) ท่ามกลางข่าวลือว่าจะแจกใบแดงกับนายวิทวัส เพียงคนเดียว และจะมีการให้ใบเหลืองกับนายวุฒิพงษ์ และนายศุภชัย ส่วนนายวิฑูรย์ ที่จะเป็นตัวแปรที่นำไปสู่การยุบพรรคนั้น ข่าวอ้างว่าจะได้ใบขาว
กรณีดังกล่าวนายสมบัติ รัตโน ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้ร้องเรียน กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีว่า ส่วนตัวมีความเชื่อว่าอาจจะมีการตั้งธงไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะตัดสินผลมาอย่างไร แต่ตลอดเวลาที่ต่อสู้เรื่องนี้มาเพื่อให้ประชาชนในสังคมได้รับรู้ความจริงที่เกิดขึ้น ก็อาจจะทำให้การช่วยเหลือกันเป็นไปได้ยากขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นมีข่าวอ้างว่าอาจจะใบแดงนายวิทวัส และให้ใบเหลืองกับนายวุฒิพงษ์และนายศุภชัย ส่วนนายวิฑูรย์คาดว่าจะให้ใบขาว เพื่อไม่ให้สังคมเกิดคำถามมากมาย
อย่างไรก็ตามการที่นายวิฑูรย์ ระบุว่าจะฟ้องนายสมบัติ ข้อหาหมิ่นประมาทนั้น นายสมบัติ มั่นใจว่าหลักฐานที่มีอยู่นั้น รวมทั้งพยานไม่ใช่หลักฐานเท็จ ไม่มีการตัดต่อภาพใดๆ ตั๋วภาพยนตร์ก็เป็นของจริง เอกสารพร้อมทุกอย่าง ไม่เช่นนั้นทาง กกต. จ.อุบลราชธานี จะดำเนินคดีขั้นต้นมาได้อย่างไร
อีกทั้ง กกต.อุบลราชธานีเอง ถือว่าป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่ 1 ใน 5 กกต.จังหวัด ยังได้เข้าไปฟังปราศรัยและชมภาพยนตร์เอง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีผู้ร้องเรียน และจากการสอบถามพยานบุคคล ก็ได้ความว่าตั๋วชมภาพยนตร์ เมื่อออกจากโรงภาพยนตร์แล้วยังนำมาแลกเงินได้อีกด้วย
“พิสูจน์ได้ยังไงว่าเราตัดต่อ ตั๋วหนังก็มี เอกสารก็มี มีมูลความผิดจะมาฟ้องว่าหลักฐานเท็จได้ไง ฟ้องข้อหาอะไร ผมยอมให้ฟ้องเพราะผมมั่นใจหลักฐาน คุณสดศรีเองยังพูดในรายการๆ หนึ่งเมื่อสองอาทิตย์ก่อนเลยว่า ความจริง กกต.มีมติให้ใบแดงไปแล้ว”
ภายหลังนายถาวร เสนเนียมรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชี้แจ้งนั้น นายสมบัติ กล่าวว่าการที่นายถาวรออกมาบอกว่ามีหลักฐานการอบรมประชาชน 1051 คน จำนวน 9 วัน และมีการระบุว่าการอบรมสัมมนาเป็นเรื่องปกตินั้น แท้จริงแล้วเป็นการหลบเลี่ยง
“คิดดูนะมีทั้งรอบเช้า รอบบ่าย จำนวน 3 โรง 9 วัน โรงหนึ่งก็จุ 300-400 คน คูณกันเข้าไปก็เป็นหมื่นคนแล้ว จะอบรมเรื่องอะไรแล้วทำไมต้องเป็นที่โรงภาพยนตร์ ยังมีการตรวจบัตรประชาชนก่อนเข้า ถ้าเป็นการอบรมทำไมจะต้องทำอย่างนั้น จะตรวจไปทำไม”
นอกจากนี้นายสมบัติ ยังระบุว่ามีคนมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับเงิน 5 ล้านบาทให้ฟังด้วย โดยอ้างว่าอาจจะเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับการสะสางเรื่องราวของนายวิฑูรย์
อย่างไรก็ตามจะขอรอดูผลจากทาง กกต. ก่อน หากนายวิฑูรย์ได้ใบขาวจริง ก็ขอทำใจเพราะทราบดี และขอให้จารึกไว้ว่าพรรคอื่นๆ กกต. แจกใบแดงกันหมดยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งยังกล่าวว่าการที่นายวิฑูรย์ฟ้องดำเนินคดีกับตนนั้น เป็นการฟ้องแก้เขินเท่านั้น
นายสมบัติ ยังกล่าวฝากไปยังพรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่า คดีนายวิฑูรย์เป็นแค่เรื่องหนึ่งที่จะต่อสู้กัน แต่ยังมีอีก 2 เรื่อง ซึ่งจะนำออกมาเปิดเผยในระยะเวลาอันใกล้ คาดว่าจะสู้กันได้นานกว่านี้ พร้อมแย้มถามพรรคประชาธิตย์ว่า พรรคทราบหรือไม่ ว่ามีสมาชิกพรรคบางคนที่ได้รับเป็น ส.ส. อุบลราชธานี ทำอะไรไว้กับ อบต. และทำอะไรกับประเทศข้างเคียงไว้บ้าง
พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า เชื่อว่าถึงนาทีนี้ กกต.คงมีธงการตัดสินเรียบร้อยแล้ว แต่เรายังไม่รู้เท่านั้นว่าธงที่ตั้งไว้จะไปในทิศทางใด ซึ่งคนที่สามารถบอกได้มีเพียง กกต.เท่านั้น แต่ไม่รู้ว่า กกต.จะกล้าเสี่ยงให้ใบแดงรึเปล่า หากนายวิฑูรย์ ทำผิดจริง ก็เหมือนกับคดีที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมาก และประชาชนก็ยังคิดไม่ตกว่าเหตุใดส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จึงได้แค่ใบเหลือง ทั้งที่จับเงินได้ถึง 1.3 ล้านบาท
อีกทั้งตอนนี้เราไม่รู้ว่าทาง กกต.จะคิดยังไง แต่เท่าที่ตนทราบ ตอนที่มีเหตุการณ์ปราศรัยในโรงหนังนายวิฑูรย์ ก็อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่ง ส.ส.ในเขตนั้น ก็ได้รับใบแดงกันหมด ถ้าตัวการใหญ่ไม่โดนด้วยต้องมีอะไรแอบแฝงอย่างแน่นอน
“คนที่ร่วมขบวนการและเป็นตัวการใหญ่อย่างคุณวิฑูรย์ ไม่โดนใบแดง เหมือนกับที่ ส.ส.ในพรรคหรือเขตเลือกตั้งนั้นโดนกันหมด ผมคิดว่ามันต้องมีอะไรแอบแฝงอย่างแน่นอน และ กกต.ของจังหวัดนั้นก็ได้ส่งสำนวนมาแล้ว” พ.ต.ท.กานต์ กล่าว
ส่วนกรณีที่นายวิฑูรย์ นามบุตร ออกมาชึ้แจงถึงข้อครหา พร้อมบอกว่าจะมีการฟ้องกลับ ทั้งที่แต่ก่อนเก็บตัวเงียบ พ.ต.ท.กานต์ กล่าวว่า ก็ต้องมีการสู้ในเฮือกสุดท้าย การที่ กกต.ไม่สอบพยานปากสุดท้ายนี้ เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากไม่มีการสอบพยานปากนี้ ต้องให้พยานลงบันทึกประจำวันไว้ว่า กกต.ละเว้นการปฏิบัติต่อหน้าที่
ทั้งนี้ตนคิดว่าเป็นการแก้ลำ และเอนเอียง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์อย่างเห็นได้ชัด ตนไม่เชื่อกระบวนการของ กกต.มาตั้งคดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ แล้ว
ซึ่งเมื่อกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา กกต.จังหวัดอุบลราชธานีได้สรุปสำนวนกรณีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ของนายวิฑูรย์ มายังสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ของกกต. จากนั้นได้ส่งสำนวนไปยังคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนฯ ดำเนินการ หาก กกต.ไม่มีการให้ใบแดงคงเป็นที่น่าสังเกตุว่า กกต.คอยช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน และดูเหมือนตอนนี้ทาง กกต.จะหมดความน้าเชื่อถือจากประชาชนด้วย
ด้านนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่าการที่ กกต. ใช้ระยะเวลายาวนานนับ 7 เดือน เพื่อสอบสวนกรณีนายวิฑูรย์ ทำให้สังคมเกิดเป็นปมสงสัยว่าทำไม กกต. ถึงยื้อเวลาเช่นนี้ เมื่อถามความคืบหน้า กกต. ก็จะบอกแต่ว่าอยู่ในระหว่างอนุกรรมการพิจารณา เนื่องจากหลักฐานอ่อนไป อย่างไรก็ตาม ต้องการให้ กกต. รีบสรุปคดีดังกล่าวให้เร็วที่สุด พร้อมกับเรียกร้องให้ชี้แจ้งเหตุผลของ กกต. เหตุทำงานล่าช้า ในขณะที่แจกใบเหลืองใบแดงให้กับพรรคพลังประชาชนมากมาย
จากการเห็นหลักฐานต่างๆ ที่แสดงถึงความผิดของนายวิฑูรย์ เชื่อได้ว่าเป็นการกระทำความผิดจริง ซึ่งทราบได้จากพยานบุคคล ในส่วนที่ชี้แจ้งว่าเป็นการอบรมสัมมนานั้น นายจรัล ไม่เชื่อว่าการอบรมจะใช้โรงภาพยนตร์เป็นที่สัมมนา เนื่องจากไม่มีความเหมาะสมใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมกับเชื่อว่า โทษสูงสุดนายวิฑูรย์จะได้ก็แค่ใบเหลือง


Thursday, August 14, 2008

แค่สินบนก็ตาลุกแล้ว!

ภายใต้ฉากเดิมกลางย่านหรูมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ภาพจากสำนักข่าวต่างประเทศ แพร่กระจายไปตามเว็บไซต์ต่างๆเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม และปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์รายวันฉบับเช้าวันที่ 13 สิงหาคมแทบทุกฉบับ

กับวันแรกๆในฐานะ “ผู้หลบภัย” ของครอบครัวชินวัตร ประกอบด้วย พ.ต.ท. ทักษิณ คุณหญิงพจมาน “โอ๊ค” พานทองแท้ “เอม” พินทองทา “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ปรากฏกายในที่สาธารณะ

เดินช็อปปิ้งอย่างสบายอกสบายใจ

แต่ที่เปลี่ยนไปจากคิวแรกหลังวันถูกยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ใหม่ๆ คราวนั้น มีเพียงอดีตนายกฯทักษิณและน้องเอมที่ควงแขนกันเหงาๆ 2 คนพ่อลูก ขณะที่คุณหญิงพจมานและลูกอีกสองคนไม่ได้อยู่ข้างกายด้วย

รอบนี้อยู่กันพร้อมหน้า 5 คนพ่อแม่ลูก

“ทักษิณ” ไม่เหลืออะไรให้ห่วงที่เมืองไทย

ไอ้ที่ว่า จะหลบไปพักเงียบๆยังน่าสงสัย

และที่ยิ่งเอะใจ แถลงการณ์ “ลี้ภัย” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ว่าส่งตรงข้ามโพ้นทะเลมาจากเมืองผู้ดี ประเทศอังกฤษ

จัดฉากส่งมาจากคนแดนไกล

แต่เหมือนเป็นความตั้งใจไม่ลบหัวกระดาษแฟกซ์ ที่ระบุต้นทางมาจากโรงแรมพูลแมน บางกอก คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ อาณาจักรยักษ์ค้าปลีกของ “ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ” กลุ่ม “เพื่อนเนวิน”

รังใหญ่แก๊งพ่อมดเขมร ใจกลางกรุงเทพฯนี่เอง

และก็เป็นนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองโฆษกพรรคพลังประชาชน สายตรงกลุ่มเพื่อนเนวิน รีบออกมาตีปี๊บ พ.ต.ท.ทักษิณเลือกที่จะโทรศัพท์มาพูดคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย

เพื่อฝากฝังให้ดูแลพี่น้อง ส.ส.ในพรรคด้วยความห่วงใย

รวมทั้งเอกสารแถลงการณ์ของอดีตนายกฯทักษิณก็ถูกเผยแพร่ออกมาโดยตรงจากโรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ ก็เท่ากับว่าอดีตนายกฯทักษิณ

ยังไว้เนื้อเชื่อใจกลุ่มของนายเนวินไม่เปลี่ยนแปลง

สำทับด้วยนายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกกระทรวงมหาดไทย คนในสาย “เพื่อนเนวิน” ช่วยป่าวประกาศดังๆในฐานะเป็นคนใกล้ชิดนายเนวิน ได้รู้ได้ยินการหารือทางโทรศัพท์ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณกับผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุรีรัมย์ถือเป็นเรื่องปกติ

ทั้งสองคนมีการพูดคุยกันตลอดมา แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่ต่างประเทศก็ตาม

“เนวิน” แสดงความเป็น “ผู้จัดการมรดก” ของนายใหญ่

บทพิสูจน์ว่า “ทักษิณ” ยังหลงมนต์เขมร

ไม่เข็ดบท “ฮาร์ดคอร์” บู๊แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

และนั่นก็คือเหตุให้อีกฝ่ายตั้งท่าหักดิบ นายกล้านรงค์ จันทิก หนึ่งในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาประสานเสียงกับนายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ส่งซิกเตรียมยื่นเรื่องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ยึดอภิมหาขุมทรัพย์ 76,000 ล้านบาทของ “ทักษิณ”

เล่นลูกตามน้ำที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) สั่งอายัดไว้ ในคดีกล่าวหาอดีตนายกฯทักษิณใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจตัวเองและพวกพ้อง ร่ำรวยผิดปกติจากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

กระชากกล่องดวงใจ

แต่ที่มองข้ามช็อตไปไกลกว่านั้น โดยระเบียบ คตส.ที่เขียนกันออกมาหลังการรัฐประหาร ยึดอำนาจ “ทักษิณ” กำหนดให้กันเงิน 25 เปอร์เซ็นต์เป็นสินบนชี้ช่อง

นี่แหละ “ตาเป็นมัน”

ส่วนแบ่งเค้ก 1 ใน 4 ของอภิมหาขุมทรัพย์ 76,000 ล้านบาท เงินเกือบ 19,000 ล้านบาท จะตกไปอยู่ในมือของใคร

หน่วยล่าสมบัติแก๊งก๊วนไหนจะคว้าพุงปลา

เพราะมันคือขนมหวานอันโอชะ

เสบียงก้อนใหญ่ที่ยึดสนามเลือกตั้งได้เลย.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

โอกาส ช่องทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ

กรุงเทพฯ 14 ส.ค.-หลังจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกนอกประเทศ โดยไม่ไปรายงานตัวต่อศาลฎีกาในคดีซื้อขายที่ดินย่านรัชดาฯ จนต้องถูกออกหมายจับ วันนี้ทีมข่าวการเมือง สำนักข่าวไทย มีรายงานเกี่ยวกับโอกาสและช่องทางที่อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศอย่างไร้มลทินว่ามีมากน้อยแค่ไหน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-08-14 19:24:36


อุดมการณ์ ‘มัฆวานนคร’

นับตั้งแต่สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ต้องถูกสั่งเก็บเข้ากรุและหยิบยื่นบัตรพลเมืองชั้นสองให้เป็นเวลา 5 ปีนั้น

อาจมีบ้างบางคนที่ชื่อก็ยังไม่หายไปจากหน้าข่าวในฐานะที่สื่อมวลชนชอบอ้างอิงถึง แต่ก็อีกหลายคนก็พร้อมใจกันหายหน้าไปจากสังคมข่าว ดำเนินชีวิตเรียบง่ายกับกิจกรรมที่ตัวเองชื่นชอบในทุกประเภทยกเว้น…การเมือง

แต่สำหรับชื่อของคนที่มักปรากฏเป็นข่าวแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในเชิงวิชาการและสังคมให้ความสนใจอยู่เสมอหนึ่งนั้นก็คือ “จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยในห้วงเวลาที่ใครก็น่าจะขยาดพรั่นพรึงกับตำแหน่งหัวหน้าทัพนี้…และแม้กล้าแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นใครก็ได้ที่จะรับมือกับอำนาจรัฐประหาร ซึ่งก็เป็นชื่อของอดีตนักศึกษาหัวก้าวหน้า คนเดือนตุลาคนนี้ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุด คืนวันที่พลพรรคไทยรักไทยต้องหยัดยืนฝ่าคลื่นลมการเมืองในวันนั้น บทบาทการเลือกข้างยืนที่เป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายเผด็จการอย่างชัดแจ้ง ชัดเจน ไม่มีการต่อรองเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง…ก็ทำให้ความเป็นจาตุรนต์และพรรคพวกอีกหลายคนได้หัวใจประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยไปเต็มๆ

อาจเพราะเหตุนี้ด้วยที่ทำให้ความคิดเห็นของคนที่กลายเป็น “พลเมืองชั้นสอง” อย่างจาตุรนต์ยังคงมีคนฟัง โดยเฉพาะก็ยังมีคนพร้อมใจจะเรียกเขาว่าเป็นนักการเมืองน้ำดีคนหนึ่งเท่าที่การเมืองไทยในขณะนี้จะพอเอ่ยอ้างว่ามีได้

ล่าสุด จาตุรนต์ ฉายแสงออกมาแสดงทรรศนะถึง ‘ชาวมัฆวานนคร’ พุ่งตรงไปยังระดับ ‘แกนนำ’ ที่เป็นผู้กุมทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธีอย่างแท้จริง มวลชนเรือนหมื่นสลับพันเป็นเพียงผู้เข้ามารองรับชุดอุดมการณ์ที่แกนนำพันธมิตรฯต้องการจับผีลุกปลุกผีนั่งให้เกิดกับสังคมไทยเท่านั้น โดยมี “เซเลบ” หรือเหล่าคนมีชื่อเสียงคนต่างๆ มาสร้างสีสันและความเหมือนว่าน่าจะชอบธรรมให้อีกต่อหนึ่ง

กระบวนการจัดตั้ง ชวนเชื่อ ทางสื่อทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ในเครือพันธมิตรฯเป็นทั้งเครื่องมือและประจักษ์พยานได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่จาตุรนต์มองว่าเป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมด คือ การเคลื่อนไหวด้วยระบบความคิดที่ผสมกันระหว่างความคิด “อนาธิปไตย” กับความคิด “อำมาตยาธิปไตย” ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย และการพัฒนาประเทศ

อนาธิปไตยที่มีหลักการต่อต้านรัฐและเชิดชูความเป็นปัจเจกชน และอำมาตยาธิปไตยที่คือการให้อำนาจปกครองแก่ขุนนางข้าราชการ เมื่อสองระบบความคิดนี้ประกอบเข้าด้วยกัน ก็กลายเป็นหลักการบนฐานที่ไม่ไว้ใจประชาชน รูปธรรมคือการไม่ยอมรับปฏิบัติตามกติกา เมื่อไม่พอใจรัฐบาลก็เคลื่อนไหวล้มรัฐบาลได้โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นวิธีการแบบไหน เช่น การปูทางและสนับสนุนพร้อมปกป้องแก้ต่างให้แก่การ ‘รัฐประหาร’ การออกโรงสนับสนุนรัฐธรรมนูญที่ทั้งรูปแบบและเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย สนับสนุนให้อำนาจอธิปไตยอยู่กับคนกลุ่มน้อยมากกว่าจะอยู่กับประชาชนซึ่งมีจำนวนมากกว่า ฯลฯ

รูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดของแนวคิดปฏิเสธประชาธิปไตยและไม่ไว้วางใจความเป็นประชาชนของพันธมิตรฯนี้ ย่อมไม่พ้นข้อเสนอการเมืองใหม่ “เลือกตั้ง 30 สรรหา 70” ซึ่งเชื่อได้ว่าไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ก็ตาม แต่มันจะกลายเป็นข้อเสนอที่ถูกพูดถึงไม่รู้จบไปอีกนานแสนนาน ในฐานะแนวความคิดล้าหลังตกคลองที่สุดนับตั้งแต่มีการรัฐประหาร 19 กันยายน 49 โดยเฉพาะเมื่อเป็นข้อเสนอที่มาจากกลุ่มคนที่แสนจะหลากหลายทั้งสื่อมวลชน เอ็นจีโอ นักวิชาการ ศิลปินและนักเขียนเพื่อชีวิต นิสิตนักศึกษา ฯลฯ จึงทั้งน่าแปลกใจ น่าตื่นตาตื่นใจและน่าสมเพชใจไปพร้อม ๆกันที่บุคคลชนชั้นปัญญาที่น่าจะเรียกได้ว่า “ก้าวหน้า” กลับกล้าเข็นข้อเสนอตกขอบหลงยุคและเป็นปฏิปักษ์กับแนวคิด “ประชาธิปไตย” ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งโลกว่าเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์จะมีในขณะนี้

แต่อาจเพราะ “ประชาธิปไตย” อยู่บนฐานที่ว่า “มนุษย์เท่าเทียมกัน” มันจึงไปกัน ‘ไม่ได้’ กับ “ลักษณะจำเพาะ” ของชาวมัฆวานนคร ผู้ซึ่งมวลชนระดับฐานก็เชื่อฟังแกนนำสุดหัวใจ ผู้ซึ่งระดับแกนนำก็พร้อมโกหกพกลมคำโตเพียงเพื่อเป้าหมายอันไม่เป็นที่ปรากฏอย่างใสสะอาดสักทีว่าเป็นประโยชน์ของใครกันแน่

เพราะไม่ต้องการความเท่าเทียม ? เพราะต้องการเป็นส่วนหนึ่งหรือกระทั่งได้ครอบครองอำนาจรัฐโดยไม่ต้องเปลืองแรงลงเลือกตั้ง ? เพราะไม่ต้องการให้ประเทศไทยก้าวทันไปกับยุคโลกาภิวัฒน์ ? เหตุผลใดกันแน่ที่ทำให้พันธมิตรฯ สวมเข้ากับแนวคิดอนาธิปไตยบวกกับอำมาตยาธิปไตยได้แนบสนิททั้งที่ชื่อเสียงเรียงนามก็ยังห้อยท้ายคำว่า “…ประชาธิปไตย” ได้อยู่อย่างนั้น โดยไม่ตะขิดตะขวงใจสักนิด…

หรือเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนอันสุจริตของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่คิดว่านั่นแหละคือ “ประชาธิปไตย” แม้ว่าเป็นประชาธิปไตยในแบบที่จะมีแต่พลเมืองหลักหมื่นของพันธมิตรเท่านั้นจะยอมรับได้ ก็ตามที…



จี้ ปปช.เอาผิด “ชวน” ขายทรัพย์สิน ปรส.สูญ 4.5 แสนล้าน

“วีระ มุสิกพงษ์” จี้ ป.ป.ช.เร่งเอาผิด “ชวน -ธานินทร์” กับพรรคพวกขายทรัพย์สิน ปรส. ทำชาติเสียหายกว่า 4.5 แสนล้าน เผยต้องไล่บี้เพราะเงินมหาศาล ไม่ควรให้เรื่องเงียบยอมรับเป็นห่วงดีเอสไอทำคดีเพราะมีคนใหญ่คนโตเข้ามาพัวพัน

เมื่อคืนวันที่ 13 ส.ค. รายการความจริงวันนี้ ดำเนินรายการโดยนายวีระ มุสิกพงษ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย รวมด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน เป็นแขกรับเชิญ

โดยนายวีระ กล่าวถึงกรณีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีขายทอดตลาดสินทรัพย์ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการลงขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. ได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการสั่งฟ้อง ปรส.เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีผู้ต้องหาดังที่กล่าวมานั้นเป็นพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ซึ่งมูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีโทษจำคุก 1- 10 ปี ปรับตั้งแต่ 2,000 - 20,000 บาท ซึ่งทางอัยการจะพิจารณาสั่งฟ้องคดีภายใน 60 วัน

นายวีระ กล่าวว่าตนขออธิบายเพิ่มเติมในประเด็นที่ส่งเรื่องไปให้อัยการเมื่อวันที่ 11 ส.ค. แล้วปรากฏเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่าผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ข้อหาว่าเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบเพื่อให้เกิดความสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือทำการทุจริต

นายวีระ กล่าวต่อไปอีกว่ ลำดับถัดมาเป็นบริษัท ถูกฟ้องว่าสนับสนุนการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยไม่ชอบเพื่อผู้หนึ่งผู้ใด มีอัตราโทษ 2 ใน 3 ของตัวการ ส่วนคดีที่เหลือนั้นนี้เป็นหนึ่งของดีเอสไอที่ทำการสำเร็จมาก่อนแล้ว แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่าเรื่องนี้เกิดมานานเป็นระยะเวลา 10 ปีคนก็ลืม เพราะคนให้ความสนใจแก่เรื่องใหม่ๆ ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะมีมูลค่าความเสียหายมาก

“พูดตามตรงว่าไม่ได้นำเอามารายละเอียดของทั้งเรื่อง เพื่ออธิบายให้เห็นว่าการกระทำความผิดที่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เราทั้ง3 คน เราได้เดินไปที่ดีเอสไอไปร้องทุกข์กล่าวโทษ กลัวว่าเรื่องนี้จะหมดอายุความ ถ้าเราไม่ยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ว่าเรื่องนี้มันล่าช้าจนเกินไปอาจเกิดความเสียหายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอไม่ได้เอาใจใส่ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องคดีที่เกี่ยวกับผู้มีอิทธิพล จะดำเนินการปุ๊บปั๊บไม่ได้ จึงมาเตือนความทรงจำของท่านผู้ชมเสียหน่อย เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2540 ปีที่ไทยเราประสบปัญหาทางธุรกิจอย่างฉับพลัน รัฐบาลของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้สั่งระงับกิจการบริษัทไฟแนนซ์ต่างๆ เป็นการให้หยุดกิจการชั่วคราวเพื่อตรวจสอบว่าใครผิด-ใครถูก บังเอิญว่าท่านไม่สามารถอยู่ต่อได้เพราะว่าลาออกเสียก่อน”

นายวีระ กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาคือรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำนายธารินทร์ นิมาเหมมินทร์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตรงนี้ถือว่าได้มีการเปลี่ยนนโยบายจากการปิดชั่วคราวกลายเป็นการสั่งปิดถาวรไปเลย แต่ปรากฏว่าทั้ง 56 แห่งได้มีการกู้ยืมจากกองทุน ฉะนั้นปัญหานี้รัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแล เดิมที่พลเอกชวลิตและคุณโฆษิต วางแผนไว้ว่าทั้ง 56 สถาบันต้องแยกสินทรัพย์ทั้งพวกดีและไม่ดี โดยใช้วิธีการบริหารที่แตกต่างกัน กลายเป็นว่าเมื่อประชาธิปัตย์เข้าไปบริหารนำมารวมกัน พอรวมสินทรัพย์ก็เป็นเงิน 600, 000 กว่าล้าน แล้วทางพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยคุณธานินทร์ ก็ได้ไปจ้างบริษัท เลแมน บราเดรอ์มาเป็นที่ปรึกษาว่าจะจัดการกับทรัพย์สินพวกนี้อย่างไร

“เลแมน บราเดอร์ก็ให้คำแนะนำว่าให้แบ่งสินทรัพย์เป็นกองๆ แล้วบอกให้ขายไปโดยทำการประมูลโดยวงหลักเกณฑ์ไว้สูงจนคนไทยทำการประมูลไม่ได้ แต่ก็มีบริษัทเลแมน บราเดอร์ ที่เป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังเข้ามาประมูลสินทรัพย์ที่ว่า 600,000 ล้านบาทก็ประมูลไปได้ในราคา 150,000 ล้านบาท แปลว่ามูลค่าสินทรัพย์หายไป 450,000 ล้านบาทซึ่งเป็นตัวเลขเสียหายของรัฐโดยประมาณ ต้องถือว่าเป็นยอดความเสียหายที่สูงมาก มันมีการทุจริตอยู่ในนี้ ฉะนั้นจึงถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จะปล่อยให้ผ่านเลยไปจนขาดอายุความก็ไม่ได้ ในที่สุดก็เอาความผิดกับใครไม่ได้”
นายวีระ กล่าวด้วยว่า คนที่จะเข้ามารับผิดชอบเรื่องนี้มีใครบ้าง ผู้รับผิดชอบทางการเมือง ยังไม่พูดในเรื่องของแง่กฏหมาย คุณชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี คุณธานินทร์ นิมมาเหมมินทร์ จากพรรคประชาธิปัตย์คงจะต้องรับผิดชอบในทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะท่านได้รับทราบเรื่องนี้มาโดยตลอด

“ปัญหาอยู่ที่ว่าท่านไม่ใส่ใจป้องกันความเสียหายในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในที่สุดเกิดความเสียหาย มีคนไปร้องที่ดีเอสไอ เพราะฉะนั้นคนเหล่านั้นที่ไปร้องก็ชี้ไปถึงตัวบุคคลทั้งตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานคณะกรรมาธิการของ ปรส.ทั้งหมด ว่าในคดีที่ได้อ่านให้ฟัง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าวิตกตรงที่ว่าเมื่อดีเอสไอทำเสร็จ แต่เมื่อคดีนี้มีคนใหญ่คนโตเข้ามาพัวพันเรื่องก็กลายว่าเงียบ”


ส.ส.อีสาน ปั้นข้าวเหนียวใหม่ชู "ทักษิณ" จุดขาย

ส.ส.อีสานพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นแกนนำรวมลูกข้าวเหนียวมัชฌิมา-รวมใจไทย ตั้งพรรคใหม่เพื่อแก้ปัญหาให้ชาวอีสาน เชื่อกระแสนิยมอดีตนายกฯ ทักษิณ ยังเหนียวแน่น

นายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวถึงอนาคตทางการเมืองหากถูกยุบพรรค โดยล่าสุดพรรคพลังประชาชนมีแนวคิดไปตั้งพรรคใหม่คือพรรคเพื่อไทย ว่า เบื้องต้นเท่าที่พูดคุยในพรรค ส.ส.อีสานเห็นพ้องกันว่าจะต้องรวมกัน เหมือนที่เคยรวมกันในสมัยที่อยู่พรรคไทยรักไทย จึงจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดจึงจะสามารถแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวอีสานได้ดีที่สุด โดยเฉพาะนโยบายเรื่องน้ำ ซึ่งขณะนี้ชาวอีสานมีปัญหาเรื่องน้ำ และข้าวยากหมากแพงอย่างหนัก อย่างไรก็ตามยอมรับว่าในเบื้องต้นได้คุยกับ ส.ส.พรรคมัฌชิมา พรรครวมใจไทยฯ ซึ่งต่างมีทิศทางเดียวกับ ส.ส.ในพรรคเพื่อแผ่นดินที่จะไปอยู่ด้วยกัน หากพรรคพลังประชาชนตั้งพรรคใหม่ขึ้นมา อย่างไรก็ตามนับจากนี้ไปก็ต้องประเมินสถานการณ์ไปเรื่อยๆก่อนที่จะตัดสินใจ

“อีสานต้องอยู่รวมกัน เพราะถ้าไม่รวมกันก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ทั้งในส่วนของ ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อแผ่นดิน เราไปด้วยกันหมด คือไปอยู่กับ ส.ส.ของพลังประชาชน ขณะที่ ส.ส.อีสาน พรรคอื่นอย่างพรรครวมใจไทย และพรรคมัฌชิมาฯ ก็มีการพูดคุยกันมาตลอด เพราะเราต้องปั้นข้าวเหนียวให้ติดกันถึงจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆให้สำเร็จได้ เหมือนที่เคยอยู่ในพรรคไทยรักไทย ตรงนั้นเราเห็นว่ามีความชัดเจน ทำงานได้ ก็อยากกลับไปจุดนั้น เพราะแม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะไม่ได้อยู่เมืองไทย แต่กระแสของ พ.ต.ท.ทักษิณจะดีกว่าเดิม เพราะชาวบ้านเกิดความสงสารมากขึ้น “นายรณฤทธิชัย กล่าว

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เคยอยู่พรรคไทยรักไทยมาด้วยกันมองความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพรรคพลังประชาชนอย่างไร นายรณฤทธิชัย กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา ตามคติที่ว่ายามศึกเราช่วยกันรบ ยามสงบเรารบกันเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกระแสข่าวว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จะกลับมาลงสนามการเมืองอีกครั้ง ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า พล.อ.ชวลิต เป็นคนดี มีคุณสมบัติที่มีความประนีประนอม เป็นอดีตนายกฯที่ไม่มีผลประโยชน์ ซึ่งขึ้นอยู่กับโอกาส แต่ ส.ส.ในกลุ่มมองว่าหาก สภาและรัฐบาลอยู่ไม่ได้ เช่นนายสมัคร สุนทรเวช ลาออก หรือเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง รวมทั้งกรณีการยุบพรรค ภาวะอย่างนี้ต้องมีผู้นำที่มีความประนีประนอม เพราะผู้นำในประเทศไทยไม่ใช่แค่มีความรู้ความสามารถแต่ต้องมีบารมีด้วย

นายสุพล ฟองงาม รมช.มหาดไทย ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ถูกระบุว่าอยู่ในแก๊งค์ออฟโฟร์ ว่า ยืนยันว่าตนไม่ได้มีชื่อในแก๊งค์ออฟโฟร์ หากจะถามว่าอยู่กลุ่มไหนก็บอกว่าเป็นกลุ่มพลังประชาชนกลุ่มเดียว ส่วนกรณีที่ถูกวิจารณ์ว่านำนายศักดิ์สยามชิดชอบ มาช่วยงานที่กระทรวงมหากดไทยเพราะได้รับคำสั่งจากนายเนวิน ชิดชอบ นั้น ยอมรับว่ารู้จักกับนายเนวิน และนายศักดิ์สยาม โดยนายศักดิสยาม เป็น ส.ส.รุ่นเดียวกัน และการที่นายศักดิ์สยามมาช่วยงานก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ

"สมพงษ์" ไม่หวั่น พปช.ถูกยุบ ตั้งพรรคสำรองไว้ 2 พรรค

“สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่หวั่นไหว พรรคพลังประชาชนแตก ชี้ปัญหาทั้งหมดเคลียร์ได้แล้วกลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงปัญหาความแตกแยกในพรรคพลังประชาชน ว่า แม้กลุ่มอีสานพัฒนาจะตัดสินใจย้ายไปอยู่พรรคความหวังใหม่ แต่เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไร ขณะนี้ปัญหาแตกแยกในทุกกลุ่มเริ่มเบาบางลง ดีกรีความร้อนแรงเบาลงแล้ว โดยทุกคนเริ่มมองว่าปัญหาเกิดขึ้นจากจุดใด และนั่งพูดคุยกันว่าจะร่วมกันแก้ปัญหาอย่างไร พรรคพลังประชาชนก็เหมือนกับครอบครัวมีปัญหา สามีอาจแอบไปมีกิ๊ก ลูกมีปัญหาบ้าง แต่สุดท้ายปัญหาน่าจะเคลียร์ได้แล้วกลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้ง

ทั้งนี้ เนื่องจากสมาชิกทุกคนต่างต้องการให้พรรคก้าวหน้า อย่างไรก็ตาม หากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ ก็จะไม่เกิดปัญหาอะไร เพราะนายทะเบียนพรรคพลังประชาชนได้จดทะเบียนจัดตั้งพรรคสำรองไว้แล้ว 2 พรรค ทั้งนี้ถ้าพรรคถูกยุบจะต้องสมาชิกบางส่วนแตกไปอยู่กับพรรคอื่นๆ บ้าง แต่เชื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่ที่เป็นพรรคไทยรักไทยเดิมจะกลับมาอยู่รวมกันอีก

นายสมพงษ์ กล่าวอีกว่า กรณีการลี้ภัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพรรคพลังประชาชน เพราะไม่เคยหารือถึงประเด็นดังกล่าวในพรรค

กกต.คาดสัปดาห์หน้าพิจารณาสำนวนยุบ พปช.-ใบแดง "วิฑูรย์"

คณะกรรมการการเลือกตั้ง.คาดสัปดาห์หน้าพิจารณาสำนวนยุบ พลังประชาชน.-ใบแดง "วิฑูรย์ นามบุตร" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

นายประพันธ์ นัยโกวิท คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ด้านบริการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงาน จากอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งขณะนี้อนุกรรมการฯ ยังพิจารณาสำนวนไม่เสร็จสิ้น โดยคาดว่าน่าจะเป็นสัปดาห์หน้าจะแล้วเสร็จ และนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุม กกต.ได้ เพราะอนุกรรมการ ไม่ได้ขอขยายเวลาเพิ่มเติม ซึ่งหากสำนวนที่อนุกรรมการสมบูรณ์ไม่ต้องหาหลักฐานเพิ่มเติม กกต.ก็จะสามารถพิจารณาได้ทันที

สำหรับการพิจารณาใบแดง กรณีทุจริตเลือกตั้งที่ จ.อุบลราชธานี ของนายวิฑูรย์ นามบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานมาเช่นกัน แต่ทราบว่าอยู่ระหว่างการให้ถ้อยคำของพยาน และคาดว่าน่าจะเป็นสัปดาห์หน้าเช่นกัน ทั้งนี้ยืนยันว่า กกต.พิจารณาทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย และพยานหลักฐานเป็นหลัก ไม่ใช่พิจารณาตามกระแสสังคม และไม่ได้ยื้อเวลา

ส่วนกรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ออกมาระบุว่า จะมีการยุบพรรคการเมืองในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ นายประพันธ์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่านายบรรหารได้รับข้อมูลมาจากไหน เพราะขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้รับสำนวนจากอนุกรรมการฯ และยังไม่มีการวินิจฉัย ทั้งกรณีพรรคพลังประชาชน และกรณีพรรคประชาธิปัตย์



นายกฯเทิดทูน ในหลวง ต้นแบบใช้พลังงานทดแทน

นายกรัฐมนตรี ยกย่องพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัวทรงเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทน ยืนยันรัฐบาล จะเร่งผลักดันการใช้แกสโซฮอล์ ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีร่วมงานแสดงเทคโนโลยียนตรการพลังงานทดแทนทางเลือกแห่งอนาคต โดยนายกรัฐมนตรีได้ยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีสายพระเนตรยาวไกลใช้พลังงานทดแทนเป็นการส่วนพระองค์มานานนับ 20 ปี ในขณะที่คนไทยเพิ่มเริ่มหันมาใช้พลังงานทดแทนได้เพียง 8 ปี เท่านั้น

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีระบุได้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนนโยบายพลังงานทดแทนโดยจะเร่งผลักดันให้มีการใช้แก๊สโซฮอล์ น้ำมัน E20 และ E85 ซึ่งขณะนี้เข้ารถยุโรปและอเมริกาได้มีการผลิตรถยนต์ที่รองรับการใช้พลังงานดังกล่าวแล้ว ซึ่งนับเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการใช้รถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทน

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังระบุด้วยว่าประเทศไทยมีทรัพยากรที่จะสามารถผลิตพลังงานแบตเตอรี่ได้แต่ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจาก NGO คัดค้านในขณะที่กัมพูชาได้เปิดให้จัดตั้งโรงงานผลิตแล้วทำให้ไทยต้องซื้อพลังงานจากกัมพูชาหลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ร่วมทดสอบรถยนต์ที่ใช้พลังงานทดแทน

ครม.เงานัดหารือเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

กรุงเทพฯ 14 ส.ค. - ครม.เงานัดหารือเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งยึดหนังสือเดินทาง และเร่งดำเนินการนำตัวอดีตอดีตนายกรัฐมนตรีกลับมาดำเนินคดี

บรรยากาศที่พรรคประชาธิปัตย์ บรรดาแกนนำได้นัดหารือในฐานะคณะรัฐมนตรีเงาเรียกร้องให้อัยการ และกระทรวงการต่างประเทศเร่งดำเนินการตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และยึดหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นการเดินทางที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ และถือเป็นสมบัติของชาติ

ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มอีสานพัฒนา นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค เชื่อว่ากลุ่มอีสานพัฒนา จะไม่ย้ายไปอยู่กับพรรคความหวังใหม่ตามที่มีกระแสข่าว เพราะขณะนี้สถานการณ์ความขัดแย้งในพรรคลดลงแล้ว หลังผู้ใหญ่ของพรรคเข้าไปไกล่เกลี่ย ยกเว้นแต่กรณีที่ถูกยุบพรรคอาจมีสมาชิกบางส่วนย้ายไปอยู่กับพรรคอื่น ล่าสุดนายทะเบียนพรรคได้เตรียมจดทะเบียนพรรคใหม่ไว้แล้ว 2 พรรค

อย่างไรก็ตาม ได้ตอบปัดกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชาชน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-14 11:13:54