WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 15, 2008

‘ม. 63’ ต้องรอบคอบ!

ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงอยู่ในขณะนี้ มีแง่มุมในการพิจารณาที่ต้องระมัดระวังและละเอียดรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเพียงคิดจะเริ่มต้นการชุมนุม ในกรณีที่ประชาชนคนธรรมดาต้องการเรียกร้องความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการไป “ขออนุญาต” จากเจ้าพนักงาน ข้าราชการ หรือสถานีตำรวจในพื้นที่นั้นๆ เสียแล้ว
แค่ขอใช้สถานที่ราชการทำธุระเล็กๆ น้อยๆ ยังรู้กันโดยทั่วไปว่ายาก…แล้วขออนุญาตให้มีการชุมนุม คงจะยากยิ่งกว่า เพราะในเวลาปกติที่ไม่มีกฎหมายฉบับนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบางคนก็อาจมองว่าการชุมนุมของประชาชนสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้อยู่แล้ว โดยเฉพาะหากการชุมนุมนั้นเป็นการเรียกร้องโดยตรงในเรื่องที่พวกเขารับผิดชอบ ก็คงไม่มีทางใดยอมให้เกิดการชุมนุมที่จะมาเป็นผลเสียแก่ตนเอง
เพียงเบื้องต้นก็เห็นแล้วว่าหากกฎหมายนี้ผ่าน นั่นอาจจะเป็นการปิดประตูการมีส่วนร่วมของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยลงไปได้
นอกจากนั้น ยังเปิดทางให้ “ตีความ” กฎหมายอย่างครอบจักรวาลและหละหลวม โดยการระบุให้ชุมนุมได้แต่ต้องไม่มีการสร้างข้อมูลเท็จ ไม่มีการกล่าวหา ไม่มีการปลุกระดมให้หลงผิด ไม่ให้โฆษณาชวนเชื่อ ไม่ให้บังคับหรือว่าจ้างกลุ่มบุคคลใด…
ซึ่งอาจจะกลายเป็น “ข้อห้าม” ที่วกกลับมาเป็นการกล่าวหาการชุมนุมของประชาชนที่มีเจตนาบริสุทธิ์ เพราะยากที่จะหามาตรฐานตัดสินหรือเกณฑ์ในการวัดว่าการชุมนุมนั้นๆ ปลุกระดมหรือไม่ ชวนเชื่อหรือไม่ รวมทั้งอาจมีการสร้างหลักฐานเท็จมากมายเพื่อบอกว่ามีการจ้างวานคนให้มาชุมนุม
ในส่วนของ “ข้อความเท็จ” อะไรคือการกล่าวร้าย อะไรคือข้อความเป็นเท็จ ก็อาจต้องให้ “ศาล” ตัดสิน (เหมือนเช่นคดีหมิ่นประมาท) ซึ่งกว่าที่ศาลจะมีคำตัดสินออกมา หมายความว่า “ผู้ชุมนุม” ต้องหยุดชุมนุมไปก่อน หรืออีกความหมายหนึ่งคือสามารถชุมนุมไปได้เรื่อยๆจนกว่าศาลจะตัดสินชี้ขาดเช่นนั้นหรือเปล่า…เช่นนั้นผู้ชุมนุมก็อาจต้องเหนื่อยมากหน่อยเพราะต้องชุมนุมเรื่อยไปจนกว่าศาลจะบอกได้ว่าข้อความเป็นจริงหรือเท็จ!?!
นอกจากนี้ยังมีข้อความที่ไม่รอบคอบรัดกุมอีกด้วย ซึ่งหากต้องการให้กฎหมายจัดระเบียบการชุมนุมมีลักษณะที่เป็น “คุณ” มากกว่า “โทษ” ก็อาจต้องคิดให้มาก เขียนให้ดี พิจารณาศึกษาให้รอบคอบมากกว่านี้
ยังไม่รวมถึงการเปิดทางให้เจ้าหน้าที่รัฐสลายการชุมนุมได้โดยไม่ต้องมีความผิด ซึ่งอาจเป็นกฎหมายในฝันของบางคน แต่เป็น “ฝันร้าย” ของประชาชนโดยแท้ เพราะทุกวันนี้เจ้าหน้าที่บางคนที่เป็นเหมือนปลาเน่าในข้องก็หาช่องทางหลบเลี่ยงกฎหมายได้เก่งกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว แล้วเหตุอันใดที่ต้องมีกฎหมายเปิดทางให้อีก
โดยเฉพาะเป็นการเปิดทางให้กับ “ความรุนแรง” ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเกินควบคุมได้ทุกเมื่อ เพียงข้อนี้ข้อเดียวโดยยังไม่ต้องพิจารณารายละเอียดอื่นๆ ก็สมเหตุสมผลพอแล้วที่ประชาชนจะออกมาท้วงติงต่อร่างกฎหมายฉบับนี้
อย่าลืมว่า ตั้งแต่ที่แนวความคิดของกฎหมายนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารก็ออกมาคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้
แล้ววันนี้เมื่อรัฐบาลเป็นประชาธิปไตยเต็มที่ มาจากการเลือกตั้งที่ประชาชนไว้วางใจเลือกเข้ามา และที่สำคัญก็กำลังหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รู้กันอยู่ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย จึงไม่ควรให้คนอื่นที่จ้องทำลายหาเหตุว่ากล่าว
ดังนั้น ถ้าอยากให้เป็น “คุณ” ตามเจตนาที่ดีนั้นแล้วนั้น ต้องใช้ความรอบคอบ และรัดกุมต่อการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ให้มาก

แจ้งที่ประชุมสภาตร.ขอตัว‘สมเกียรติ’

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม หลังจากการพิจารณากระทู้ถามสดเสร็จสิ้น พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม แจ้งว่า ผู้กำกับการ สน.มักกะสัน รักษาราชการ สน.นางเลิ้ง มีหนังสือแจ้งยังสภา เพื่อขออนุญาตขอตัว นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อไปให้ปากคำเพิ่มเติม ในวันที่ 16 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ในคดีนี้มีนายสมเกียรติ ทำการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีวาจาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในระหว่างเปิดสมัยประชุม
นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ขึ้นทำหน้าที่ได้อ่านหนังสือขออนุญาตขอตัวนายสมเกียรติให้สมาชิกรับทราบอีกครั้งโดยละเอียด ทั้งส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน สลับขึ้นอภิปรายในทิศทางเดียวกัน โดยเห็นควรให้สภาปกป้องคุ้มครองสิทธิของสมาชิกในการทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 131

‘แก้วสรร’อ้างไม่สน 25%

นาย แก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีกลุ่มบุคคลได้รับประโยชน์ จากการยึดทรัพย์ จำนวน 7.6 หมื่นล. ของคนในครอบครัวชินวัตร ในรูปของเงินสินบน 25% หรือ 19,000 ล้านบาท หลังจากที่ทรัพย์ส่วนนี้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามระเบียบคตส. ว่าด้วยเรื่องการให้เบาะแสชี้ช่องทรัพย์สิน ว่าไม่แน่ใจว่าคนที่ออกมาตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ อ่านระเบียบของ คตส. ดีพอหรือไม่ ถึงได้แสดงความเห็นแบบนี้ออกมา เพราะในระเบียบ คตส. กำหนดชัดเจนว่า บุคคลที่ได้รับประโยชน์ ในการได้รับสินบนในการตรวจสอบคดีต่างๆ จะต้องเป็นบุคคลภายนอก ที่แจ้งข้อมูลมาให้ คตส. รับทราบว่ามีทรัพย์สิน ที่ยังไม่ได้มีการตรวจพบไปซ่อนอยู่ไหนบ้าง จนเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจพบได้ แต่ในเรื่องการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ป เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหุ้น ที่มีการนำไปซุกไว้ ในชื่อของบุคคลหรือบริษัทเอกชน ก็เป็นข้อมูลที่ได้รับมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
รวมถึงเอกสารจาก นาง กาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของ คุณหญิง พจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท. ทักษิณ เอง หรือแม้กระทั่งเรื่องการติดตามเงินจากการขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท ว่าไปอยู่ที่ไหนบ้าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด


‘บวรศักดิ์’ฉุน‘อภิสิทธิ์’เบี้ยวเล่นละครเฉลิมพระเกียรติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 08.19 น. วันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีการทำพิธีบวงสรวงละครเทิดพระเกียรติแด่ 'พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว' เรื่อง 'พระปกเกล้าราชา ก่อนนาวาธิปไตย' ที่พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านหน้าอาคารรัฐสภา
ซึ่งละครเรื่องดังกล่าวได้นำโครงเรื่องและตัวละครบางตัวจากเรื่อง 'สี่แผ่นดิน' ในยุค พ.ศ.2475 ในช่วงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญ มาแสดง
ทีมนักแสดงร่วมงานบวงสรวง ประกอบด้วย แบม-จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ รับบทเป็น 'แม่พลอย' บีม-กวี ตันจรารักษ์ รับบทเป็น 'คุณอ๊อด' ลูกชายคนเล็กของแม่พลอย ร่วมด้วย นพ.ทวีสิน พิษณุโยธิน รับบทเป็น 'คุณอ้น' ลูกชายคนโต และยังเป็นที่ฮือฮาเนื่องจากมีชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน รับบทเป็น 'คุณอั้น' ลูกชายคนรอง แต่บวงสรวงกลับไม่ปรากฏตัวผู้นำฝ่ายค้าน โดยมีกระแสข่าวออกมาว่านายอภิสิทธิ์ติดภารกิจ และได้ปฏิเสธการรับบท 'คุณอั้น' แล้ว
แบม-จณิสตา เปิดเผยว่า การเล่นละครถือว่าเป็นโอกาสถวายความจงรักภักดี ซึ่งที่ผ่านมาเคยเล่นละครเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแล้ว แต่เรื่องนี้เป็นการนำบทประพันธ์เก่ามาทำให้เป็นสมัยใหม่ ซึ่งเป็นตอนที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ปวงชนชาวไทย
ขณะที่ บีม กล่าวว่า บทบาทที่หนักใจที่สุดคือ ฉากการปะทะอารมณ์กับนายอภิสิทธิ์ พี่ชายคนรองที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ไม่รู้ว่าจะเกร็งเวลาเข้าฉากหรือไม่ เพราะต้องเข้าฉากกับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม อยากเชิญชวนให้ทุกคนมาดูเรื่องนี้ โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงความขัดแย้ง จะได้รู้ว่ากว่าที่เราจะได้รัฐธรรมนูญมานั้นยากลำบากแค่ไหน
ด้าน รศ.ธงทอง จันทรางศุ กรรมการพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงเหตุผลการเลือกตัวนายอภิสิทธิ์มารับบท 'อั้น' ลูกชายคนรอง ซึ่งในบทบาทต้องเล่นเป็นคนที่มีความคิดอ่านทางการเมือง และมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองก่อนได้รับพระราชทานรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่าบทบาทดังกล่าวตรงกับบุคลิกและความสนใจของผู้นำฝ่ายค้าน
นอกจากนี้ยังมีบุคคลมีชื่อเสียงอีกหลายคนร่วมแสดง เช่น พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผบ.ตร. พล.ท.พลางกูร กล้าหาญ อดีตโฆษก คปค. ครูหยุย-วัลลภ ตังคณานุรักษ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีกระแสข่าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิเสธร่วมเล่นละครเทิดพระเกียรติฯ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามกับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นายบวรศักดิ์มีสีหน้าแปลกใจและไม่พอใจเล็กน้อย พร้อมกับกล่าวว่า "เมื่อคืนวันที่ 13 สิงหาคม ยังคุยกับนายอภิสิทธิ์อยู่ ก็ไม่เห็นปฏิเสธอะไร"


ส.ส.อีสานรัฐบาลจับมือจ่อแห่เข้าพลังประชาชนสานต่อนโยบาย‘ทักษิณ’

ส.ส. อีสานร่วมรัฐบาล ทั้ง “เพื่อแผ่นดิน-มัชฌิมา-รวมใจไทยชาติพัฒนา” เกาะกลุ่มพร้อมร่วมพรรคการเมืองใหม่ทันทีหากพลังประชาชนถูกยุบพรรค ระบุต้องร่วมกันแก้ปัญหาอีสานเป็นหนึ่งเดียว และจะเดินตามรอยนโยบาย “ทักษิณ” ขณะที่กลุ่ม “ขุนค้อน” ที่แยกตัวจากอีสานพัฒนา ย้ำไม่ทิ้ง พปช. ไปไหนแน่ แม้ว่าอาจจะมีบางกลุ่มไปร่วมสังกัดพรรค “บิ๊กจิ๋ว”

จากปัญหาที่พรรคพลังประชาชนประสบอยู่ กรณีมี ส.ส.ออกมาให้ข่าวมีความเห็นที่แตกต่างกัน ทั้งจะมีการออกไปตั้งพรรคใหม่และไปรวมกับพรรคการเมืองอื่น ที่ส่อให้เห็นถึงความแตกแยกภายในพรรค นั้น

พปช.คุยบ่อยขึ้นลดปัญห่าขัดแย้ง
นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รมช.ศึกษาธิการ ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าที่ประชุมพรรคได้มีการหารือกันว่าต่อไปกรรมการบริหารพรรคต้องประชุมกันบ่อยขึ้น เพื่อช่วยกันดูแลและแก้ปัญหาทางการเมืองทั้งหมด ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องด้วย และมีมติว่าต่อไปนี้การพิจารณาจัดบุคคลลงในตำแหน่งทางการเมือง จะเอาเข้าสู่ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อขอความเห็นชอบร่วมกัน ซึ่ง เป็นไปตามข้อบังคับพรรคพลังประชาชนข้อที่ 89 ที่ระบุว่า การคัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ ประธานกรรมาธิการวิสามัญ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรี ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรรมการบริหารพรรคกำหนด เพื่อกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นตัวแทนจากแต่ละภาคจะได้ช่วยกันดูความเหมาะสม เพราะบางทีคนที่ทางกลุ่มส่งมาอาจจะไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นที่ยอมรับของส่วนรวมหรือคนทั้งพรรคก็ได้ บรรยากาศการหารือวันนี้ดีมาก เชื่อว่าการทำงานจะดีขึ้นเรื่อยๆ

กลุ่มขุนค้อนยันเหนียวแน่นพปช.
ด้านนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รมว.วัฒนธรรม ให้ สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนาจะไปอยู่ พรรคการเมืองใหม่ที่มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นแกนนำว่า ไม่ทราบ พวกตนไม่ได้อยู่กลุ่มอีสานพัฒนาแล้ว เพราะกลุ่มอีสานพัฒนามีทั้งหมด 30 คน อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน จึงได้แยกกลุ่มออกมาเพื่อตั้งกลุ่มใหม่ แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะตั้งชื่อกลุ่มอะไร มีบางคนเสนอให้ตั้งชื่อ “กลุ่มขุนค้อน”
ขณะนี้มีสมาชิกที่มาร่วมงานด้วยประมาณ 20 คน ล้วนเป็น ส.ส.ที่มาช่วยงานที่กระทรวง และ ส.ส.อีก 2-3 คน กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะมาร่วมกลุ่มด้วยหรือไม่ ส่วนแนวทางการทำงานการเมืองของกลุ่มนั้น มีจุดยืนและอุดมการณ์เหมือนเดิม คือสังกัดพรรคพลังประชาชน เป็นกลุ่มอิสระ กลุ่มการเมืองไหนมีแนวทางการเมืองสร้างสรรค์ เราพร้อมร่วมด้วย

อีสานพัฒนายังไม่ไปไหน
นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวถึงกระแสข่าวกลุ่มอีสานพัฒนาจะจัดตั้งพรรคใหม่ในลักษณะของการรื้อฟื้นพรรคความหวังใหม่ที่นำทีมโดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ว่า ไม่เป็นความจริง กลุ่มอีสานพัฒนายังไม่มีแนวคิดดังกล่าว และกำลังสืบหาว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวนี้ เพราะยังเชื่อมั่นในฐานเสียงของพรรคพลังประชาชน และมั่นใจว่าพรรคพลังประชาชนจะสามารถดำเนินการต่อไปได้
“ต่อให้มีการยุบพรรคเกิดขึ้น กลุ่มอีสานพัฒนาก็จะไม่ไปไหน เพราะเราไม่มีที่ไป สปอนเซอร์ก็ไม่มี ที่สำคัญเรามาจากพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนก็มาจากพรรคไทยรักไทย ถ้าไปไหนก็จะไปด้วยกัน การที่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปอยู่ต่างประเทศก็ถือว่ากระทบต่อพรรคพอสมควรแล้ว ทำให้ทางกลุ่มอีสานพัฒนากลับมาทบทวนอีกครั้งทั้งในการรุกในการรับ การก้าวย่างต่างๆต้องทำให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบกับพรรคโดยรวม” ส.ส.นครพนมกล่าว

ปัดตอบตามไปร่วมพรรคบิ๊กจิ๋ว
“ผมสำนึกในบุญคุณของพรรคพลังประชาชนเสมอ จะยึดพรรคเหมือนบ้าน ยึดหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเหมือนพ่อและแม่ ฉะนั้นจะขออยู่บ้านหลังเก่าต่อไปจนถึงที่สุด เพราะบ้านหลังเก่ายังมีความมั่นคง ยังไม่คิดว่าพรรคพลังประชาชนจะถูกยุบพรรค ส่วนถ้าใครคิดจะยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้เกิดแพแตก และทำให้ ส.ส.ไร้สังกัด แค่คิดก็เป็นเรื่องผิดแล้ว”นายไพจิต
เมื่อถามว่า พล.อ.ชวลิตได้ชักชวนให้ไปร่วมกับพรรคความหวังใหม่หรือไม่ นายไพจิตกล่าวว่า ไม่อยากพูดเรื่องที่ตัวเองยังไม่มั่นใจ ทั้งนี้ ต้องเคารพในความรู้สึกของประชาชน เพราะขณะนี้ลำพังที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อยู่ในต่างประเทศ ทำให้จิตใจหลายคนมีความว้าเหว่และเศร้า ซึ่ง ส.ส. ในพรรคมีความรู้สึกไม่ต่างจากนี้

หนุนเดินหน้าแก้ไขรธน.ต่อไป
นายไพจิตกล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เห็นว่าเป็นทางออกของประเทศที่จะทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย และเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นหากจะแก้รัฐธรรมนูญให้ได้พรรคจะต้องหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ส่วนกรณีการยื่นเรื่องตรวจสอบแก๊งออฟโฟร์นั้น ยอมรับว่าขณะนี้มีเหตุการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณลี้ภัยทางการเมือง
เพราะฉะนั้นจึงต้องทบทวนภารกิจเดิม เนื่องจากจะต้องฝ่าฟันภารกิจของพรรคก่อน แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ละเลยการตรวจสอบ เพียงแต่ชะลอการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ก่อน พร้อมกันนี้ยังยืนยันว่าตลอดชีวิตการเป็นนักการเมืองไม่เคยเป็นมวยล้มต้มคนดู แต่เห็นว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณมีความหมายต่อการก้าวเดิน เมื่อถามว่ากรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณมีความสำคัญกว่าการตรวจสอบเรื่องการคอร์รัปชันของประเทศหรือไม่ นายไพจิตกล่าวว่า เรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเรื่องที่สำคัญ

ตั้งพรรคสำรองไม่ต่อกว่า2พรรค
ด้านนายสมาน เลิศวงศ์รัตน์ นายทะเบียนพรรค พปช. เปิดเผยว่า พรรคได้เตรียมพรรคสำรองเพื่อรองรับในคดียุบพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนอกจากพรรคเพื่อไทยยังมีพรรคสำรองอีกไม่ต่ำกว่า 2 พรรค แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะจะเป็นการชี้เป้าให้ถูกทำลายล้างและเชื่อมั่นว่า ส.ส.ของ พปช.จะยังเหนียวแน่นในขั้นนี้พรรคไม่สามารถให้ ส.ส.ร่วมแสดงเจตจำนงเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าเพื่อยืนยันว่าจะไปสังกัดพรรคร่วมกันไม่ได้ เพราะอาจจะถูกยื่นตีความว่าส่อต่อพันจากการเป็นสมาชิกภาพได้
แหล่งข่าวจากพรรคพลังประชาชนเปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ใหญ่ในพรรคมีการพูดถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่ โดยมีการเตรียมการเรื่องชื่อพรรคไว้ประมาณ 3-4 พรรค อยู่ที่ว่าจะใช้ชื่อไหนเพื่อให้ตรงใจกับประชาชนและเรียกง่ายที่สุด นอกจากนี้ในส่วนนักการเมืองที่เคยแตกกระสานซ่านเซ็นจากพรรคไทยรักไทยเดิมคาดว่าจะกลับมารวมตัวกันในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งจะเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับผู้สมัครในพรรคพลังประชาชนเดิม ทั้งนี้ การจะใช้ชื่อพรรคใหม่หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคดียุบพรรคพลังประชาชนที่จะมีขึ้น

ส.ส.อีสานเกาะแน่นร่วมพปช.
แหล่งข่าวคนเดิมยังกล่าวถึงการลี้ภัยทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณว่ามีนัยทางการเมือง คือต้องการให้พรรคพลังประชาชนจัดระเบียบ ส.ส. ในพรรคว่าใครอยู่กลุ่มไหน ใครอยู่กับใคร และใครเป็นคนดูแล ทั้งนี้ เพื่อความชัดเจนใจการเลือกตั้งครั้งหน้า รวมทั้งเป็นการสลายกลุ่มการเมืองในพรรคไปในตัว คาดว่าจะมีการสังคายนาพรรคในเร็วๆนี้เพื่อความชัดเจน
ขณะเดียวกันนายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่าจะมีการรวมตัวกันของ ส.ส.อีกสานจากหลายพรรคการเมือง ทั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อพร้อมที่จะไปไหนไปด้วยกัน และหากมีการยุบพรรคพลังประชาชนตั้งพรรคการเมืองใหม่ ก็พร้อมที่จะพากันเข้าร่วม



จ่อฟ้อง ‘จารุวรรณ’ กล่าวหาวางเพลิง

กลุ่ม PRAC บุกยื่นหนังสือถึง “หญิงเป็ด” วันนี้ ขอความกระจ่างกรณีพาดพิงว่าอาจมีส่วนรู้เห็นในการลอบวางเพลิงคฤหาสน์หรู ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนตามข้อร้องเรียนร่ำรวยผิดปกติ ขีดเส้น 7 วัน หากไม่ออกมาสร้างความกระจ่างต่อสังคม จะแจ้งความดำเนินคดี ขณะที่ความจริงวันนี้ เปิดประเด็นใหม่ ขายที่ดินให้ “ลูกชาย-น้องสาว” โคตรถูก เสียภาษีเท่าไร แล้ว ส.ว.เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เป็นใคร มาจากไหน ถึงออกมาเล่นงานรัฐบาลเหมือนกับมีใบสั่ง

จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้คฤหาสน์หลังงาม ที่มีการประเมินกันว่ามีมูลค่าการก่อสร้างไมน้อยกว่า 50 ล้านบาท ของคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันการและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามที่ นายวันชัย จงจรูญหิรัญ ในนามกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ร้องเรียนว่าอาจเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกตินั้น

เป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยกันอย่างกว้างขวางถึงความสมเหตุสมผล มีการตั้งคำถามว่าใครเป็นคนเผา และจะเผาด้วยเหตุจูงใจอะไรกันแน่ พร้อมยังมีการจับพิรุธหลายเรื่องทั้งในแง่ความเสียหายที่พบว่ามีเพียงเขม่าควัน และข้ออ้างของคนงานที่ระบุว่าเห็นรูปพรรณสัณฐานคนร้ายชัดเจน แม้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในยามวิกาล

ขณะเดียวกันในรายการความจริงวันนี้ ดำเนินรายการโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ และมี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ร่วมรายการ ก็ได้มีการหยิบยกกรณีดังกล่าวมาตั้งข้อสังเกต และยังกล่าวถึงกรณีของคุณหญิงจารุวรรณ หลายเรื่องที่มีออกมาให้สังคมกังวลสงสัยอยู่หลายครั้ง

นับตั้งแต่เรื่องการสร้างบ้านขนาด 8 ห้องนอน 1 พันตารางเมตร เพียง 4.4 ล้านบาท และยังต่อรองเหลือ 4 ล้าน ในขณะที่มีการประเมินกันว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ล้านบาท กรณีนี้ นายจตุพร ท้าว่าถ้าสร้างได้จริงจะขอลาออกจากการเป็น ส.ส.
นอกจากนี้ยังมีกรณีเอาลูกชายไปเป็นเลขาฯ แล้วอ้างว่าหากเอาคนอื่นมาอาจจะถูกกล่าวหา

เรื่องชู้สาวได้ รวมทั้งยังได้เปิดเผยว่า นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สว.ลากตั้ง ที่เป็นคนออกมาเปิดประเด็น นายกฯ สมัคร กรณี “ชิมไปบ่นไป” และเป็นคนที่ออกมาจี้ให้ตรวจสอบทรัพย์สิน 3 ผู้จัดรายการ “ความจริงวันนี้” เคยเป็นที่ปรึกษา สตง. เคยลงสมัคร สว. ในสมัยที่ นายสมัคร สุนทรเวช ได้ 2 ล้านกว่าคะแนน โดยได้คะแนนไปเพียง 2 พัน 6 ร้อยกว่าคะแนน
แต่ที่ได้เป็น ส.ว. เพราะได้รับการผลักดันจาก จารุวรรณ เนื่องมาจากคุณหญิงเป็น 1 ใน 7 อรหันต์ ในฐานะผู้ว่า สตง. ทำหน้าที่กรรมการ สตง. ตามคำสั่ง คปค. ซึ่งมีการตั้งข่อสงสัยว่าากพารออกมาร้องเรียนของนายเรืองไกร ทำเพื่อใครอย่างไรหรือไม่

ขณะเดียวกันก็มีการเปิดประเด็นใหม่ว่าการแบ่งโฉนดที่ดินในบริเวณใกล้เคียงกับคฤหาสน์หรู ที่คุณหญิงจารุวรรณแบ่งเป็น 3 ไร่ ให้ลูกชาย และน้องสาว 2 คน เมื่อเดือนธันวาคม 2549 ระบุว่าขายเหมาในราคาแปลงละ 2.2 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วตก ตร.ว. ละประมาณ 5 พันกว่าบาท

ในขณะที่ราคาประเมินที่ดินย่านดังกล่าว อยู่ที่ประมาณ ตร.ว. ละ 3.6 หมื่นบาท ได้ถูกตั้งเป็นคำถามว่า กฎหม่ายกำหนดให้ชำระภาษีไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน แล้วคุณหญิงจารุวรรณ เสียภาษีเท่าไหร่ อยากให้เจ้าหน้าที่ที่ดินปากเกร็ค แสดงหลักฐานออกมา เพราะว่าไม่ใช่ความลับ และขณะเดียวกันทำไมหนังสือ จะซื้อ จะขาย จึงทำกันที่สำนักงาน สตง.

ส่วนกรณีของการเผาบ้านที่ คุณหญิงจารุวรรณ เองยังได้พุ่งเป้าไปที่กลุ่มของนายวันชัย เป็นเหตุให้ในวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่มติดตามฯ จึงได้ออกแถลงการณ์ระบุว่าการให้สัมภาษณ์ขอบงคุณหญิงจารุวรรณ ได้มีข้อความพาดพิงว่าดลุ่มฯ น่าจะมีส่วนรู้เห็นกับการเกิดเพลิงไหม้ดังกล่าว ดังนั้นในเวลา 10.00 น. วันที่ 15 สิงหาคมนี้ จะพากันำไปยังสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อขอคำชี้แจงจากคุณหญิงจารุวรรณ เนื่องจากคำพูดดังกล่าวถือเป็นการสร้างความเสียหาน
ทั้งนี้ นายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่ม รบุว่าจะให้เวลาคุณหญิงจารุวรรณ ชี้แจงภายใน 7 วัน หากไมสามารถสร้างความกระจ่างต่อประชาชนได้ จะเข้าแอจ้งความดำเนินคดีต่อไป



จี้ป.ป.ช.เอาผิด“ชวน-ธารินทร์” ส่อทำชาติสูญ 4.5 แสนล้าน

“วีระ มุสิกพงศ์” จี้ ป.ป.ช.เร่งเอาผิด “ชวน -ธารินทร์” ในฐานะนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ที่กำกับดูแล ปรส. เพิกเฉยปล่อยให้ขายทรัพย์สินต่ำกว่าราคา แถมยกเว้นภาษีกว่า 2,000 ล้านบาท รวมทั้งหมดแล้วทำชาติเสียหายกว่า 4.5 แสนล้าน มากกว่า ที่มีการยึดอำนาจกล่าวหาอดีตนายกฯ ทักษิณ ตั้งหลายเท่า ระบุต้องไล่บี้เพราะเงินมหาศาล ไม่ควรให้เรื่องเงียบยอมรับเป็นห่วงดีเอสไอทำคดีเพราะมีคนใหญ่คนโตเข้ามาพัวพัน

จากกรณีดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้อง นายอมเรศ ศิลาอ่อน และ นายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ ในข้อหาร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อช่วยเหลือให้บริษัท เลแมน บราเดอร์สฯ ชนะการประมูลโดยไม่ต้องทำสัญญาประมูลสินเชื่อ และช่วยเหลือให้บริษัท เลแมน บราเดอร์สฯ ไม่ต้องมีภาระภาษี ซึ่งดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้องบริษัท เลแมน บราเดอร์สฯ กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด และบริษัท เลแมน บราเดอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

นอกจากนี้คณะกรรมการ ปรส.ซึ่งรวมไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ในฐานะผู้กำกับดูแล ปรส. และกรรมการ ปรส.บางคน ซึ่งยังมีสถานะเป็นข้าราชการ ดีเอสไอได้ส่งสำนวนไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

ซึ่งคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2541 - 1 ต.ค. 2541 ผู้ต้องหาได้ร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการประมูลของ ปรส. คดีการขายสินทรัพย์ ให้กับบริษัท เลแมน บราเดอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ ที่เป็นผู้ชนะการประมูลในราคา 11,520 ล้านบาท จากราคาสินทรัพย์ 24,616 ล้านบาท ของยอดหนี้คงค้าง

แต่บริษัทเลแมนฯ กลับไปโอนขายสิทธิให้กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งไม่ได้เป็นผู้ประมูลตามกฎหมาย เนื่องจากหากทำสัญญากับบริษัทเลแมนฯ บริษัทต้องมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ แต่การประมูลขายให้กับกองทุนรวมจะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท

ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 13 ส.ค. รายการความจริงวันนี้ ดำเนินรายการโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย รวมด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน เป็นแขกรับเชิญ ได้เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเร่งด่วน

นายวีระ กล่าวถึง กรณีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีขายทอดตลาดสินทรัพย์ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการลงขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. ได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการสั่งฟ้อง ปรส.เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีผู้ต้องหาดังที่กล่าวมานั้นเป็นพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ซึ่งมูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีโทษจำคุก 1- 10 ปี ปรับตั้งแต่ 2,000 - 20,000 บาท ซึ่งทางอัยการจะพิจารณาสั่งฟ้องคดีภายใน 60 วัน

นายวีระ กล่าวว่าตนขออธิบายเพิ่มเติมในประเด็นที่ส่งเรื่องไปให้อัยการเมื่อวันที่ 11 ส.ค. แล้วปรากฏเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่าผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ข้อหาว่าเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบเพื่อให้เกิดความสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือทำการทุจริต

นายวีระ กล่าวต่อไปอีกว่ ลำดับถัดมาเป็นบริษัท ถูกฟ้องว่าสนับสนุนการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยไม่ชอบเพื่อผู้หนึ่งผู้ใด มีอัตราโทษ 2 ใน 3 ของตัวการ ส่วนคดีที่เหลือนั้นนี้เป็นหนึ่งของดีเอสไอที่ทำการสำเร็จมาก่อนแล้ว แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่าเรื่องนี้เกิดมานานเป็นระยะเวลา 10 ปีคนก็ลืม เพราะคนให้ความสนใจแก่เรื่องใหม่ๆ ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะมีมูลค่าความเสียหายมาก

“พูดตามตรงว่าไม่ได้นำเอารายละเอียดของทั้งเรื่อง เพื่ออธิบายให้เห็นว่าการกระทำความผิดที่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เราทั้ง3 คน ได้เดินไปที่ดีเอสไอไปร้องทุกข์กล่าวโทษ กลัวว่าเรื่องนี้จะหมดอายุความ ถ้าเราไม่ยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ว่าเรื่องนี้มันล่าช้าจนเกินไปอาจเกิดความเสียหายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอไม่ได้เอาใจใส่ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องคดีที่เกี่ยวกับผู้มีอิทธิพล จะดำเนินการปุ๊บปั๊บไม่ได้ จึงมาเตือนความทรงจำของท่านผู้ชมเสียหน่อย เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2540 ปีที่ไทยเราประสบปัญหาทางธุรกิจอย่างฉับพลัน รัฐบาลของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้สั่งระงับกิจการบริษัทไฟแนนซ์ต่างๆ เป็นการให้หยุดกิจการชั่วคราวเพื่อตรวจสอบว่าใครผิด-ใครถูก บังเอิญว่าท่านไม่สามารถอยู่ต่อได้เพราะว่าลาออกเสียก่อน”

นายวีระ กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาคือรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีและนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตรงนี้ถือว่าได้มีการเปลี่ยนนโยบายจากการปิดชั่วคราวกลายเป็นการสั่งปิดถาวรไปเลย แต่ปรากฏว่าทั้ง 56 แห่งได้มีการกู้ยืมจากกองทุน

นายวีระ กล่าวต่อว่า ฉะนั้นปัญหานี้รัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแล เดิมที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธและนายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ วางแผนไว้ว่าทั้ง 56 สถาบันต้องแยกสินทรัพย์ทั้งพวกดีและไม่ดี โดยใช้วิธีการบริหารที่แตกต่างกัน กลายเป็นว่าเมื่อประชาธิปัตย์เข้าไปบริหารนำมารวมกัน พอรวมสินทรัพย์ก็เป็นเงิน 600, 000 กว่าล้าน แล้วทางพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยคุณธารินทร์ ก็ได้ไปจ้างบริษัท เลแมน บราเดอร์สฯ มาเป็นที่ปรึกษาว่าจะจัดการกับทรัพย์สินพวกนี้อย่างไร

“เลแมน บราเดอร์สฯ ก็ให้คำแนะนำว่าให้แบ่งสินทรัพย์เป็นกองๆ แล้วบอกให้ขายไปโดยทำการประมูลโดยวงหลักเกณฑ์ไว้สูงจนคนไทยทำการประมูลไม่ได้ แต่ก็มีบริษัท เลแมน บราเดอร์ส ที่เป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังเข้ามาประมูลสินทรัพย์ที่ว่า 600,000 ล้านบาทก็ประมูลไปได้ในราคา 150,000 ล้านบาท แปลว่ามูลค่าสินทรัพย์หายไป 450,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขความเสียหายของรัฐโดยประมาณ ต้องถือว่าเป็นยอดความเสียหายที่สูงมาก มันมีการทุจริตอยู่ในนี้ ฉะนั้นจึงถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จะปล่อยให้ผ่านเลยไปจนขาดอายุความก็ไม่ได้ ในที่สุดก็เอาความผิดกับใครไม่ได้”

นายวีระ กล่าวด้วยว่า คนที่จะเข้ามารับผิดชอบเรื่องนี้มีใครบ้าง ผู้รับผิดชอบทางการเมือง ยังไม่พูดในเรื่องของแง่กฏหมาย คุณชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี คุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์ จากพรรคประชาธิปัตย์คงจะต้องรับผิดชอบในทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะท่านได้รับทราบเรื่องนี้มาโดยตลอด

“ปัญหาอยู่ที่ว่าท่านไม่ใส่ใจป้องกันความเสียหายในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในที่สุดเกิดความเสียหาย มีคนไปร้องที่ดีเอสไอ เพราะฉะนั้นคนเหล่านั้นที่ไปร้องก็ชี้ไปถึงตัวบุคคลทั้งตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานคณะกรรมาธิการของ ปรส.ทั้งหมด ว่าในคดีที่ได้อ่านให้ฟัง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าวิตกตรงที่ว่าเมื่อดีเอสไอทำเสร็จ แต่เมื่อคดีนี้มีคนใหญ่คนโตเข้ามาพัวพันเรื่องก็กลายว่าเงียบ”


ลือกระหึ่ม!ปชป.รอดยุบพรรค

* เงินสะพัดแลก1 แดง-2 เหลือง-1 ขาว
จับตาชี้ชะตาใบแดง “วิฑูรย์ นามบุตร” วันนี้ ลือกระหึ่มเงินสะพัดอาคารศรีจุลทรัพย์ แลกกับการไม่ถูกยุบพรรค เชื่อมี “ธง” เรียบร้อย คาดผลอาจออกมา “1 แดง-2 เหลือง” ขณะที่ “ตัวใหญ่” ได้ใบขาว เพื่อให้ “ประชาธิปัตย์” รอดยุบพรรค ส.ส.พปช.ทำใจ เชื่อรอดแน่ แต่ระบุยังไม่จบเรื่อง แย้มถาม ปชป. เคยได้ข่าวสมาชิกพรรคทำอะไรไว้กับ อบต. และประเทศเพทื่อบ้านบ้างหรือเปล่า ชี้ถ้าหลักฐานชัดขนาดนี้ยังรอด ต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังแน่ ขณะที่ “อ.จรัล” เชื่ออย่างมาก ปชป.ก็ได้แค่ใบเหลืองเท่านั้น พร้อมจี้ กกต. แจงเหตุผลพิจารณานานกว่า 7 เดือน ล้างหลังพรรคการเมืองอื่น

* เชื่ออย่างมากปชป.ก็โดนแค่ใบเหลือง
จากกรณีมีผู้ร้องเรียนนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 4 และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ นามบุตร นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี และนายวิทวัส พันธ์นิกุล ผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี และเป็นบุตรชายเจ้าของโรงภาพยนตร์เนวาด้ากระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ด้วยการแจกบัตรชมภาพยนตร์ และสลับกันขึ้นปราศรัยหาเสียง
ซึ่งผ่านเวลาการพิจารณามายาวนานกว่า 7 เดือน จนมีการตั้งข้อสงสัย และต่อมาพยานสำคัญรายหนึ่งยังได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และ กกต.ยังมีพิรุธไม่ยอมสอบปากคำพยานสำคัญบางราย ที่ยิ่งทำให้เป็นที่จับตาว่าจะมีการช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ดังที่มีกระแสข่าวหรือไม่
โดย กกต. ได้กำหนดชี้ขาดเรื่องดังกล่าวในวันนี้ (15 สิงหาคม2551) ท่ามกลางข่าวลือว่าจะแจกใบแดงกับนายวิทวัส เพียงคนเดียว และจะมีการให้ใบเหลืองกับนายวุฒิพงษ์ และนายศุภชัย ส่วนนายวิฑูรย์ ที่จะเป็นตัวแปรที่นำไปสู่การยุบพรรคนั้น ข่าวอ้างว่าจะได้ใบขาว
กรณีดังกล่าวนายสมบัติ รัตโน ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้ร้องเรียน กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีว่า ส่วนตัวมีความเชื่อว่าอาจจะมีการตั้งธงไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะตัดสินผลมาอย่างไร แต่ตลอดเวลาที่ต่อสู้เรื่องนี้มาเพื่อให้ประชาชนในสังคมได้รับรู้ความจริงที่เกิดขึ้น ก็อาจจะทำให้การช่วยเหลือกันเป็นไปได้ยากขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นมีข่าวอ้างว่าอาจจะใบแดงนายวิทวัส และให้ใบเหลืองกับนายวุฒิพงษ์และนายศุภชัย ส่วนนายวิฑูรย์คาดว่าจะให้ใบขาว เพื่อไม่ให้สังคมเกิดคำถามมากมาย
อย่างไรก็ตามการที่นายวิฑูรย์ ระบุว่าจะฟ้องนายสมบัติ ข้อหาหมิ่นประมาทนั้น นายสมบัติ มั่นใจว่าหลักฐานที่มีอยู่นั้น รวมทั้งพยานไม่ใช่หลักฐานเท็จ ไม่มีการตัดต่อภาพใดๆ ตั๋วภาพยนตร์ก็เป็นของจริง เอกสารพร้อมทุกอย่าง ไม่เช่นนั้นทาง กกต. จ.อุบลราชธานี จะดำเนินคดีขั้นต้นมาได้อย่างไร
อีกทั้ง กกต.อุบลราชธานีเอง ถือว่าป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในพื้นที่ 1 ใน 5 กกต.จังหวัด ยังได้เข้าไปฟังปราศรัยและชมภาพยนตร์เอง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีผู้ร้องเรียน และจากการสอบถามพยานบุคคล ก็ได้ความว่าตั๋วชมภาพยนตร์ เมื่อออกจากโรงภาพยนตร์แล้วยังนำมาแลกเงินได้อีกด้วย
“พิสูจน์ได้ยังไงว่าเราตัดต่อ ตั๋วหนังก็มี เอกสารก็มี มีมูลความผิดจะมาฟ้องว่าหลักฐานเท็จได้ไง ฟ้องข้อหาอะไร ผมยอมให้ฟ้องเพราะผมมั่นใจหลักฐาน คุณสดศรีเองยังพูดในรายการๆ หนึ่งเมื่อสองอาทิตย์ก่อนเลยว่า ความจริง กกต.มีมติให้ใบแดงไปแล้ว”
ภายหลังนายถาวร เสนเนียมรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชี้แจ้งนั้น นายสมบัติ กล่าวว่าการที่นายถาวรออกมาบอกว่ามีหลักฐานการอบรมประชาชน 1051 คน จำนวน 9 วัน และมีการระบุว่าการอบรมสัมมนาเป็นเรื่องปกตินั้น แท้จริงแล้วเป็นการหลบเลี่ยง
“คิดดูนะมีทั้งรอบเช้า รอบบ่าย จำนวน 3 โรง 9 วัน โรงหนึ่งก็จุ 300-400 คน คูณกันเข้าไปก็เป็นหมื่นคนแล้ว จะอบรมเรื่องอะไรแล้วทำไมต้องเป็นที่โรงภาพยนตร์ ยังมีการตรวจบัตรประชาชนก่อนเข้า ถ้าเป็นการอบรมทำไมจะต้องทำอย่างนั้น จะตรวจไปทำไม”
นอกจากนี้นายสมบัติ ยังระบุว่ามีคนมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับเงิน 5 ล้านบาทให้ฟังด้วย โดยอ้างว่าอาจจะเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับการสะสางเรื่องราวของนายวิฑูรย์
อย่างไรก็ตามจะขอรอดูผลจากทาง กกต. ก่อน หากนายวิฑูรย์ได้ใบขาวจริง ก็ขอทำใจเพราะทราบดี และขอให้จารึกไว้ว่าพรรคอื่นๆ กกต. แจกใบแดงกันหมดยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งยังกล่าวว่าการที่นายวิฑูรย์ฟ้องดำเนินคดีกับตนนั้น เป็นการฟ้องแก้เขินเท่านั้น
นายสมบัติ ยังกล่าวฝากไปยังพรรคประชาธิปัตย์ด้วยว่า คดีนายวิฑูรย์เป็นแค่เรื่องหนึ่งที่จะต่อสู้กัน แต่ยังมีอีก 2 เรื่อง ซึ่งจะนำออกมาเปิดเผยในระยะเวลาอันใกล้ คาดว่าจะสู้กันได้นานกว่านี้ พร้อมแย้มถามพรรคประชาธิตย์ว่า พรรคทราบหรือไม่ ว่ามีสมาชิกพรรคบางคนที่ได้รับเป็น ส.ส. อุบลราชธานี ทำอะไรไว้กับ อบต. และทำอะไรกับประเทศข้างเคียงไว้บ้าง
พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า เชื่อว่าถึงนาทีนี้ กกต.คงมีธงการตัดสินเรียบร้อยแล้ว แต่เรายังไม่รู้เท่านั้นว่าธงที่ตั้งไว้จะไปในทิศทางใด ซึ่งคนที่สามารถบอกได้มีเพียง กกต.เท่านั้น แต่ไม่รู้ว่า กกต.จะกล้าเสี่ยงให้ใบแดงรึเปล่า หากนายวิฑูรย์ ทำผิดจริง ก็เหมือนกับคดีที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมาก และประชาชนก็ยังคิดไม่ตกว่าเหตุใดส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จึงได้แค่ใบเหลือง ทั้งที่จับเงินได้ถึง 1.3 ล้านบาท
อีกทั้งตอนนี้เราไม่รู้ว่าทาง กกต.จะคิดยังไง แต่เท่าที่ตนทราบ ตอนที่มีเหตุการณ์ปราศรัยในโรงหนังนายวิฑูรย์ ก็อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่ง ส.ส.ในเขตนั้น ก็ได้รับใบแดงกันหมด ถ้าตัวการใหญ่ไม่โดนด้วยต้องมีอะไรแอบแฝงอย่างแน่นอน
“คนที่ร่วมขบวนการและเป็นตัวการใหญ่อย่างคุณวิฑูรย์ ไม่โดนใบแดง เหมือนกับที่ ส.ส.ในพรรคหรือเขตเลือกตั้งนั้นโดนกันหมด ผมคิดว่ามันต้องมีอะไรแอบแฝงอย่างแน่นอน และ กกต.ของจังหวัดนั้นก็ได้ส่งสำนวนมาแล้ว” พ.ต.ท.กานต์ กล่าว
ส่วนกรณีที่นายวิฑูรย์ นามบุตร ออกมาชึ้แจงถึงข้อครหา พร้อมบอกว่าจะมีการฟ้องกลับ ทั้งที่แต่ก่อนเก็บตัวเงียบ พ.ต.ท.กานต์ กล่าวว่า ก็ต้องมีการสู้ในเฮือกสุดท้าย การที่ กกต.ไม่สอบพยานปากสุดท้ายนี้ เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากไม่มีการสอบพยานปากนี้ ต้องให้พยานลงบันทึกประจำวันไว้ว่า กกต.ละเว้นการปฏิบัติต่อหน้าที่
ทั้งนี้ตนคิดว่าเป็นการแก้ลำ และเอนเอียง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์อย่างเห็นได้ชัด ตนไม่เชื่อกระบวนการของ กกต.มาตั้งคดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานสภาฯ แล้ว
ซึ่งเมื่อกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา กกต.จังหวัดอุบลราชธานีได้สรุปสำนวนกรณีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ของนายวิฑูรย์ มายังสำนักสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ของกกต. จากนั้นได้ส่งสำนวนไปยังคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนฯ ดำเนินการ หาก กกต.ไม่มีการให้ใบแดงคงเป็นที่น่าสังเกตุว่า กกต.คอยช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน และดูเหมือนตอนนี้ทาง กกต.จะหมดความน้าเชื่อถือจากประชาชนด้วย
ด้านนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวว่าการที่ กกต. ใช้ระยะเวลายาวนานนับ 7 เดือน เพื่อสอบสวนกรณีนายวิฑูรย์ ทำให้สังคมเกิดเป็นปมสงสัยว่าทำไม กกต. ถึงยื้อเวลาเช่นนี้ เมื่อถามความคืบหน้า กกต. ก็จะบอกแต่ว่าอยู่ในระหว่างอนุกรรมการพิจารณา เนื่องจากหลักฐานอ่อนไป อย่างไรก็ตาม ต้องการให้ กกต. รีบสรุปคดีดังกล่าวให้เร็วที่สุด พร้อมกับเรียกร้องให้ชี้แจ้งเหตุผลของ กกต. เหตุทำงานล่าช้า ในขณะที่แจกใบเหลืองใบแดงให้กับพรรคพลังประชาชนมากมาย
จากการเห็นหลักฐานต่างๆ ที่แสดงถึงความผิดของนายวิฑูรย์ เชื่อได้ว่าเป็นการกระทำความผิดจริง ซึ่งทราบได้จากพยานบุคคล ในส่วนที่ชี้แจ้งว่าเป็นการอบรมสัมมนานั้น นายจรัล ไม่เชื่อว่าการอบรมจะใช้โรงภาพยนตร์เป็นที่สัมมนา เนื่องจากไม่มีความเหมาะสมใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมกับเชื่อว่า โทษสูงสุดนายวิฑูรย์จะได้ก็แค่ใบเหลือง


Thursday, August 14, 2008

แค่สินบนก็ตาลุกแล้ว!

ภายใต้ฉากเดิมกลางย่านหรูมหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ภาพจากสำนักข่าวต่างประเทศ แพร่กระจายไปตามเว็บไซต์ต่างๆเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม และปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์รายวันฉบับเช้าวันที่ 13 สิงหาคมแทบทุกฉบับ

กับวันแรกๆในฐานะ “ผู้หลบภัย” ของครอบครัวชินวัตร ประกอบด้วย พ.ต.ท. ทักษิณ คุณหญิงพจมาน “โอ๊ค” พานทองแท้ “เอม” พินทองทา “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก ปรากฏกายในที่สาธารณะ

เดินช็อปปิ้งอย่างสบายอกสบายใจ

แต่ที่เปลี่ยนไปจากคิวแรกหลังวันถูกยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 ใหม่ๆ คราวนั้น มีเพียงอดีตนายกฯทักษิณและน้องเอมที่ควงแขนกันเหงาๆ 2 คนพ่อลูก ขณะที่คุณหญิงพจมานและลูกอีกสองคนไม่ได้อยู่ข้างกายด้วย

รอบนี้อยู่กันพร้อมหน้า 5 คนพ่อแม่ลูก

“ทักษิณ” ไม่เหลืออะไรให้ห่วงที่เมืองไทย

ไอ้ที่ว่า จะหลบไปพักเงียบๆยังน่าสงสัย

และที่ยิ่งเอะใจ แถลงการณ์ “ลี้ภัย” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ว่าส่งตรงข้ามโพ้นทะเลมาจากเมืองผู้ดี ประเทศอังกฤษ

จัดฉากส่งมาจากคนแดนไกล

แต่เหมือนเป็นความตั้งใจไม่ลบหัวกระดาษแฟกซ์ ที่ระบุต้นทางมาจากโรงแรมพูลแมน บางกอก คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ อาณาจักรยักษ์ค้าปลีกของ “ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ” กลุ่ม “เพื่อนเนวิน”

รังใหญ่แก๊งพ่อมดเขมร ใจกลางกรุงเทพฯนี่เอง

และก็เป็นนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รองโฆษกพรรคพลังประชาชน สายตรงกลุ่มเพื่อนเนวิน รีบออกมาตีปี๊บ พ.ต.ท.ทักษิณเลือกที่จะโทรศัพท์มาพูดคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย

เพื่อฝากฝังให้ดูแลพี่น้อง ส.ส.ในพรรคด้วยความห่วงใย

รวมทั้งเอกสารแถลงการณ์ของอดีตนายกฯทักษิณก็ถูกเผยแพร่ออกมาโดยตรงจากโรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ ก็เท่ากับว่าอดีตนายกฯทักษิณ

ยังไว้เนื้อเชื่อใจกลุ่มของนายเนวินไม่เปลี่ยนแปลง

สำทับด้วยนายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกกระทรวงมหาดไทย คนในสาย “เพื่อนเนวิน” ช่วยป่าวประกาศดังๆในฐานะเป็นคนใกล้ชิดนายเนวิน ได้รู้ได้ยินการหารือทางโทรศัพท์ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณกับผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุรีรัมย์ถือเป็นเรื่องปกติ

ทั้งสองคนมีการพูดคุยกันตลอดมา แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะอยู่ต่างประเทศก็ตาม

“เนวิน” แสดงความเป็น “ผู้จัดการมรดก” ของนายใหญ่

บทพิสูจน์ว่า “ทักษิณ” ยังหลงมนต์เขมร

ไม่เข็ดบท “ฮาร์ดคอร์” บู๊แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

และนั่นก็คือเหตุให้อีกฝ่ายตั้งท่าหักดิบ นายกล้านรงค์ จันทิก หนึ่งในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาประสานเสียงกับนายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ส่งซิกเตรียมยื่นเรื่องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ยึดอภิมหาขุมทรัพย์ 76,000 ล้านบาทของ “ทักษิณ”

เล่นลูกตามน้ำที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) สั่งอายัดไว้ ในคดีกล่าวหาอดีตนายกฯทักษิณใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจตัวเองและพวกพ้อง ร่ำรวยผิดปกติจากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

กระชากกล่องดวงใจ

แต่ที่มองข้ามช็อตไปไกลกว่านั้น โดยระเบียบ คตส.ที่เขียนกันออกมาหลังการรัฐประหาร ยึดอำนาจ “ทักษิณ” กำหนดให้กันเงิน 25 เปอร์เซ็นต์เป็นสินบนชี้ช่อง

นี่แหละ “ตาเป็นมัน”

ส่วนแบ่งเค้ก 1 ใน 4 ของอภิมหาขุมทรัพย์ 76,000 ล้านบาท เงินเกือบ 19,000 ล้านบาท จะตกไปอยู่ในมือของใคร

หน่วยล่าสมบัติแก๊งก๊วนไหนจะคว้าพุงปลา

เพราะมันคือขนมหวานอันโอชะ

เสบียงก้อนใหญ่ที่ยึดสนามเลือกตั้งได้เลย.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

โอกาส ช่องทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ

กรุงเทพฯ 14 ส.ค.-หลังจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกนอกประเทศ โดยไม่ไปรายงานตัวต่อศาลฎีกาในคดีซื้อขายที่ดินย่านรัชดาฯ จนต้องถูกออกหมายจับ วันนี้ทีมข่าวการเมือง สำนักข่าวไทย มีรายงานเกี่ยวกับโอกาสและช่องทางที่อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศอย่างไร้มลทินว่ามีมากน้อยแค่ไหน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-08-14 19:24:36