WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 15, 2008

"สุรพงษ์"จวก อสส.มั่วตั้งธงยึดทรัพย์อดีตนายกฯ ทักษิณ

“สุรพงษ์” ซัด อัยการสูงสุด มั่วยึดทรัพย์ “ทักษิณ ชินวัตร” ตอกกลับ รองอัยการสูงสุดหากตัวเองได้รับมรดกจากพ่อ หรือมีทรัพย์สินก่อนที่จะดำรงตำแหน่ง แต่มีคนจะยึดทรัพย์จะยอมหรือไม่ ชง “กรมบัญชีกลาง” แก้กม. เช็คบิลย้อนหลังคตส.

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด (อสส.) ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาสำนวนคดีแพ่ง ขอให้ศาลฎีกา ยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้ตกเป็นของแผ่นดินจำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท

หากไม่สามารถพิสูจน์ที่มาว่าได้โดยชอบ ว่า กฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในอดีต การจะดูว่าร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ต้องดูจากทรัพย์สินที่เพิ่มจากบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิ้นก่อนที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักธุรกิจมาก่อน ย่อมมีต้นทุนทางการเงินจำนวนมาก ดังนั้นจะมากล่าวหาเช่นนี้ไม่ได้

“การที่นายวัยวุฒิแสดงความเห็นเช่นนี้แสดงว่ามั่นใจในสำนวนมาก ว่าจะมีการยึดทรัพย์พ.ต.ท. ทักษิณ ดังนั้นขอฝากถามไปรองอัยการสูงสุดว่าหากตัวท่านเองได้รับมรดกจากพ่อ หรือมีทรัพย์สินก่อนที่จะดำรงตำแหน่ง แต่มีคนมาขอให้ยึดทรัพย์ท่านทั้งหมดในข้อหาร่ำรวยผิดปกติ เช่นเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ท่านจะยอมหรือไม่ เรื่องนี้มันไม่ยุติธรรมกับพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี มีจำนวนทรัพย์สินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ในเวลาที่อินเด็กซ์ (ดัชนีตลาดหุ้น) อยู่ที่ 200 จุด แต่ระยะเวลาผ่านมา 6 ปีอินเด็กซ์เพิ่มเป็น 700 จุด ดังนั้นย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่ทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 7 หมื่นล้านบาท”นายสุรพงษ์กล่าว

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการประชุมกมธ.การเงินฯ เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาข้อกฎหมายกรณีคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อายัดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ จำนวน 6.9 หมื่นล้านบาทและส่งเรื่องต่อให้ป.ป.ช. ซึ่งป.ป.ช.ไม่มีอำนาจในการอายัดทรัพย์นั้น กรณีนี้ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณสูญเสียรายได้ที่จะได้จากเงินจำนวนนั้น ซึ่งตนได้สอบถามกรมบัญชีกลางในเรื่องดังกล่าว

โดยกรมบัญชีกลางได้ชี้แจงว่าหากพ.ต.ท.ทักษิณ ดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย ผู้ที่จะต้องชดใช้คือรัฐบาล ไม่ใช่คตส. เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ได้นิรโทษกรรมไว้ให้แล้ว ดังนั้นตนจึงเสนอให้กรมบัญชีกลาง เสนอแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เอาผิดคตส.ด้วย เพื่อที่ตนจะได้เสนอเข้าสู่สภาต่อไป



ความจริงวันนี้ แฉป.ป.ช.ออกปกขาว บิดเบือนเตือนอย่าหลงเชื่อ

วีระ- ณัฐวุฒิ - จตุพร ลั่นไม่อยมรับ ปปช. เถื่อน เผยยังไม่ลดละความพยายามนำทุกเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลของ ป.ป.ช. มาเปิดเผยต่อพี่น้องประชาชนให้รู้ความจริงต่อแน่นอน แนะผู้ถูกตรวจสอบอย่ายอมรับเพราะมีที่มาไม่ถูกต้อง

รายการความจริงวันนี้เมื่อคืนวันที่ 14 ส.ค. ทางสถานีโทรทัศน์ NBT ดำเนินรายการโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน ร่วมดำเนินรายการ

โดยเนื้อหาหลักได้กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวน นายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบกรณีที่อนุญาติให้มีการเผยแพร่รายการ “ความจริงวันนี้” โดยระบุว่าเป็นการดำเนินรายการที่เสนอข้อมูลอย่างบิดเบือน มีการกล่าวให้ร้ายผู้อื่นอยู่ฝ่ายเดียว ถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น

ผู้ดำเนินรายการทั้ง 3 ได้ร่วมกันกล่าวว่า รายการของพวกตนนั้น ไม่เคยกล่าวให้ร้ายใครเลย สิ่งที่พวกเรากล่าวต่างมีหลักฐานและมูลเหตุความจริงเสมอ และก็จะทำต่อไปไม่หยุด อีกทั้งการจัดรายการทุกครั้งพวกตนก็ได้เรียกร้องให้คน หรือองค์กรที่ถูกพาดพิง ออกมาแก้ข้อกล่าวหาในรายการแล้ว แต่ที่ผ่านมากลับไม่เคยมีใครติดต่อมาเองต่างหาก ทั้งนี้ขอยืนยันว่า เราจะทำหน้าที่เปิดโปงความจริงของเราต่อไป และเราจะไม่ปิดโอกาสเลย หากใครถูกพาดพิงแล้วอยากจะมาพูดคุยในรายการก็ได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม พวกตนยืนยันว่าจะดำเนินรายการนี้ต่อไป เพื่อนำความจริงต่าง ๆ มาเปิดเผยกับสังคม โดยเฉพาะในส่วนของ ป.ป.ช. ไม่ต้องห่วงเพราะพวกตนก็ยังไม่ลดละความพยายาม จะนำทุกเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลของ ป.ป.ช. มาเปิดเผยต่อแน่นอน และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้พวกตนก็ไม่ได้ไหวหวั่นแม้แต่นิดเดียว จะกังวลอยู่เล็กน้อยก็คือ ห่วงใยอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เท่านั้น ที่เหมือนจะต้องมาลำบากเพราะพวกตน

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วตนไม่ยอมรับในตัว ป.ป.ช. ชุดนี้มานานแล้ว และก็อยากเรียกร้องให้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และทุกคน ทุกฝ่าย ที่ถูก ป.ป.ช. ดำเนินคดีอยู่ว่า ไม่ต้องให้ความร่วมมือ โดยใช้เหตุผลเดียวกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีที่เคยให้ไว้เมื่อครั้งไม่ยอมไปให้ปากคำต่อ ป.ป.ช. ที่เรียกไปสอบในคดีรถ –เรือดับเพลิง นั่นคือ ไม่ยอมรับ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ เนื่องจากมีที่มาไม่ถูกต้อง

“ผมขอประกาศไว้เลย ว่าถ้าเป็นผมจะใช้วิธีเดียวกับนายสมัคร สุนทรเวช ที่ไม่ยอมรับ ป.ป.ช. ชุดนี้ เพราะไม่ได้มีที่มาอย่างถูกต้อง” นายจตุพร กล่าว

นอกจากนี้ผู้ดำเนินรายการรยังได้กล่าวถึงกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แจกจ่ายหนังสือปกขาว ที่จัดทำขึ้นเพี่อชี้แจงที่มาและผลการทำงานของ ป.ป.ช. จำนวน 20,000 เล่ม ในช่วงเช้าของวันที่ 14 ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาสำคัญระบุว่าป.ป.ช. มีที่มาอย่างถูกต้อง เพราะมีหนังสือยืนยันจากสำนักราชเลขาธิการว่า ป.ป.ช. ได้รับการแต่งตั้งโดย พล.อ.สนธิ บุญญรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งมีอำนาจเป็นรัฐฎาธิปัตย์ในขณะนั้น จึงมีที่มาอย่างชอบธรรม และสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ผู้ดำเนินรายการ ระบุว่า อย่างไรเสียข้อมูลที่ระบุในหนังสือดังกล่าวก็บิดเบือนอยู่ดี เพราะหาก ป.ป.ช. จะอ้างว่า พล.อ.สนธิเป็นองค์รัฐฎาธิปัตย์จริง แล้วเหตุใด ตัว พล.อ.สนธิ เองจึงยังต้องขอโปรดเกล้าฯ เพื่อให้ตัวเองดำรงตำแหน่งเป็นประธาน คมช. หรือแม้แต่ คณะรัฐมนตรีของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทั้งคณะที่ได้รับการแต่งตั้งจาก พล.อ.สนธิ เช่นกัน แล้วทำไมจึงยังต้องเข้ารับการโปรดเกล้าฯ เพราะถ้ายึดหลักรัฐฎาธิปัตย์อย่างที่กล่าวอ้างจริง รัฐบาลสุรยุทธ์ ก็ไม่จำเป็นต้องรับการโปรดเกล้าฯ มิใช่หรือ

นอกจากนี้ยังได้กล่าวอ้างถึง การแต่งตั้งเลขาธิการ ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ด้วยว่า การแต่งตั้งเลขาฯ ของ ป.ป.ง. คนปัจจุบันนั้น ก็ได้รับการแต่งตั้งในขณะที่ พล.อ.สนธิ มีตำแหน่งเป็นองค์รัฐฎาฐิปัตย์ เช่นกัน แต่ต่างกับ ป.ป.ช. ตรงที่แม้เลขาฯ ป.ป.ง. จะได้รับแต่งตั้งจาก พล.อ.สนธิแล้ว ก็ยังไม่ได้เริ่มทำงาน แต่ได้ยื่นเรื่องไปยังสำนักราชเลขาฯ เพื่อรอการโปรดเกล้าฯ ก่อน เมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้วจึงค่อยเริ่มทำงาน

ส่วน ป.ป.ช. นั้น เมื่อได้รับการแต่งตั้งจาก พล.อ.สนธิแล้ว กลับทำงานทันที แล้วจึงค่อยติดต่อไปยังสำนักราชเลขาฯ ว่าให้มีคำสั่งโปรดเกล้าฯ ย้อนหลัง ซึ่งพวกตนมองว่า สาเหตุที่สำนักราชเลขาฯ ตอบกลับมาว่าไม่ต้องโปรดเกล้าฯ อาจเป็นเพราะเห็นว่า ป.ป.ช. ได้ทำงานล่วงหน้าไปแล้วหรือเปล่า เมื่อทำงานไปก่อนแล้ว โดยไม่ขอโปรดเกล้าฯ คงไม่จำเป็นต้องโปรดเกล้าฯ อีกก็เป็นได้

ผู้ดำเนินรายการจึงกล่าวสรุปว่า ไม่ว่าอย่างไร ป.ป.ช. ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ดี เพราะ ป.ป.ช. ล่วงพระราชอำนาจ บังอาจเข้ามาทำงานโดยไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ถึงอย่างไรพวกตนก็ไม่ยอมรับ แล้วก็ขอเรียกร้องให้คนทั่วไปไม่ยอมรับด้วย อีกทั้งเรื่องนี้จะไม่จบง่าย ๆ แน่ เพราะพวกตนจะเรียกร้องไปอย่างนี้ไม่มีหยุด ดังนั้นทางออกที่ดีทีสุดของ ป.ป.ช. ในวันนี้ ก็คือ ให้ออกไปเสีย และหากอยากจะเข้ามาทำหน้าที่อีก ก็ค่อยเข้าสู่กระบวนการสรรหาใหม่

เผด็จการทหารพม่าจับเยาวชน: ทั่วโลกรณรงค์ต้าน

ทางการพม่าจับเยาวชนเดินขบวนที่ต่วนคับ รัฐยะไข่ ชาวเมืองย่างกุ้ง ‘แต่งดำ’ รำลึก 20 ปี ‘8.8.88’ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลหลายเมือง อาจารย์มหาวิทยาลัยไล่นักศึกษาแต่งดำ-แดงกลับบ้านไปเปลี่ยนชุด ส่วนนักศึกษารุ่น 88 ออกแถลงการณ์เรียกร้องทหารพม่าปล่อยตัวนักโทษการเมือง-เจรจาออง ซาน ซูจี และรายงานการรณรงค์ทั่วโลก และในประเทศไทย
นักกิจกรรมชาวพม่า และผู้สนับสนุนนานาประเทศ จัดกิจกรรมเพื่อรำลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี การปราบปรามประชาชนชาวพม่าที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ปี 1988 จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3,000 คน โดยการจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกเกิดขึ้นทั้งในพม่าและหล่ายประเทศทั่วโลก
รำลึก 20 ปี 8.8.88 ที่พม่า
แต่งดำทำบุญรำลึก 8.8.88 ตรึงมหาวิทยาลัยเข้ม
เว็บไซต์นิตยสารอิระวดี ซึ่งเป็นสำนักข่าวของฝ่ายประชาธิปไตยพม่า ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย รายงานว่า ชาวเมืองย่างกุ้งสวมชุดดำเพื่อรำลึกถึง 20 ปี เหตุการณ์ต่อสู้ในปี 1988 นอกจากนี้ยังพบเห็นตำรวจและตำรวจนอกเครื่องแบบตามท้องถนนอีกด้วย
สมาชิกของพรรคสันนิบาติชาติเพื่อประชาธิปไตยซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้จัดการเดินขบวนเพื่อเป็นการรำลึกที่เมืองเยนันฉ่อง (Yenanchaung) ภูมิภาคมะเกว (Magwe Division) มีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลที่วัด 8 แห่งเพื่อรำลึกถึงโอกาสดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลในลักษณะนี้ที่ย่างกุ้งด้วย
“เราถวายภัตตาหารยังวัด 8 แห่ง และเพื่อระถึงเหตุการณ์ต่อสู้ครั้งสำคัญเมื่อ 20 ปีก่อน เราได้ถวายดอกกุหลาบ 8 ดอกและอุทิศส่วนกุศล มีเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกระบองและโล่ติดตามพวกเรามาตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม” สมาชิกพรรคเอ็นแอลดีที่เป็นสตรีรายหนึ่งกล่าว
จับนักศึกษาพม่า 3 คนก่อนครบรอบ 20 ปี 8.8.88
แม้ว่าจะมีการรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นในย่างกุ้งและเมืองอื่นๆ แต่ไม่มีรายงานการจับกุมใดๆ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา อยากไรก็ตามไม่กี่วันก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่ได้จับกุม นายเมียว เทซา ผู้นำสหภาพแห่งสหพันธ์นักศึกษาพม่าทั้งมวล (the All Burma Federation of Students’ Unions) และเพื่อนของเขาอีก 2 คน
มีรายงานจากสำนักข่าวมิซซิมาว่า ในวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีการวางกำลังรักษาความปลอดภัยอยู่เป็นจำนวนมากที่ย่านเจดีย์สุเหล่ ศูนย์กลางของย่างกุ้ง และที่วัดพระมหาเจดีย์ชเวดากอง
นักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้งรายงานว่า มีมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในมหาวิทยาลัย ประตูเข้าออกถูกจำกัดเหลือเพียง 2 แห่ง มีรายงานว่าพนักงานมหาวิทยาลัยได้รับการเตือนมิให้ปล่อยให้นักศึกษาจัดกิจกรรมทางเมืองใดๆ
รุ่น’88 ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลปล่อยตัวนักโทษการเมือง เจรจาซูจี
กลุ่มนักศึกษารุ่น’88 ได้ออกแถลงการณ์เนื่องในวันครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ 8.8.88 เรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าปล่อยตัวนักโทษการเมือง รวมทั้ง นางออง ซาน ซูจี ตลอดจนปล่อยตัวผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ และเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าเจรจากับ นางออง ซาน ซูจี แถลงการณ์ของกลุ่มดังกล่าวยังปฏิเสธการเลือกตั้งในปี 2010 ที่จะจัดขึ้นภายใต้ระบอบทหารอีกด้วย
จับเยาวชนเดินขบวนที่ต่วนคับ รัฐยะไข่
ขณะที่เมืองต่วนคับ รัฐระไคน์ ห่างจากย่างกุ้งไปทางทิศเหนือ 250 ไมล์ มีรายงานว่าเยาวชนจำนวน 25 คน ถูกจับหลังจากรวมกันที่ถนนและเริ่มเดินขบวนรำลึกครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ 8.8.88 โดย นายเทน แหน่ง (Thein Naing) รองเลขาธิการสาขาพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ประจำเมืองต่วนคับ รายงานว่าผู้ประท้วงส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่มาจากหมู่บ้านนัตหม่าว (Nat Maw) ประมาณ 25 ราย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมทันทีที่พวกเขาเดินผ่านสถานีตำรวจในเมืองต่วนคับ
“พวกเขาเริ่มเดินจากเขตจองกอก (Chaung Kauk ward) มาตามถนนโอตตะมะ (Ottama street) เมื่อเขาผ่านหน้าสถานีตำรวจในเมืองต่วนคับ ถนนตรงนั้นมีการตั้งด่านสกัด และพวกเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลจับกุม” นายเทน แหน่ง กล่าว
ขณะที่เมื่อคืนวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา ชาวบ้านในหมู่บ้านนัตหม่าว (Nat Maw) ราว 200 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา เยาวชน และสมาชิกระดับเยาวชนของพรรคเอ็นแอลดี ได้จัดกิจกรรมเพื่อรำลึกเหตุการณ์ 8.8.88 ในวัด 2 แห่ง และจัดเดินขบวนเป็นระยะทางสั้นๆ หน้าวัดแห่งนั้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานแน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลมีการจับกุมพวกเขาหรือไม่
ทั้งนี้ มีรายงานการวางกำลังอย่างหนาแน่นโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลโดยรอบเมืองต่วนขับ โดย นายเทน แหน่ง กล่าวว่า กองกำลังทหารพม่าหน่วย LIB 544 ที่เมืองต่วนคับ ได้วางกำลังรักษาความปลอดภัยในเมือง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ทำการปิดถนนราวกับปิดทางน้ำ
“ทหารในเครื่องแบบเต็มยศพบเห็นได้ทุกที่ในเมือง ฉันเห็นพวกเขาอย่างน้อย 60 ราย” นายเทน แหน่ง กล่าว
ซิต-ตแหว่วางกำลังเข้ม หวั่นประท้วงลามจากต่วนคับ
ที่เมืองซิต-ตแหว่ (Sittwe) เมืองเอกของรัฐยะไข่ หรือระไคน์ (Rakhine State) เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของรัฐบาลพม่าได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในเมืองนี้ เนื่องจากกำลังเกิดการประท้วงขึ้นที่นี่ โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้วางกำลังรักษาความสงบในเมืองซิต-ตแหว่เพื่อป้องกันการเดินขบวนที่ทวีขึ้นในเมืองตั้นตแหว่ (Sandoway) และต่วนคับ (Tungup) จะลามเข้ามาในเมืองเอกของรัฐระไคน์
“ที่นี่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แต่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของรัฐบาลวางกำลังอย่างหนาแน่นสองฟากถนน อาจารย์ในโรงเรียนได้เข้าร่วมในการรักษาความปลอดภัยนี้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตือนภัยอยู่ในระดับสูง” ชาวบ้านในเมืองซิต-ตแหว่ กล่าว
ไล่นักศึกษาแต่ง ‘แดง-ดำ’ กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อ
“อาจารย์มหาวิทยาลัยตั้งแถวอยู่ตรงทางเข้าของสถาบัน และนักศึกษาที่สวมชุดสีแดงและสีดำจะได้ต้องกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อ โดยทั้งเมืองมีคำสั่งห้ามสวมเสื้อสีแดงและสีดำ น้องสาวของฉันซึ่งแต่งชุดสีดำถูกสั่งให้กลับบ้านมาเปลี่ยนเสื้อผ้า” ชาวบ้านอีกรายกล่าว
รถบรรทุก 2 คันลำเลียงตำรวจปราบจลาจลขับลาดตระเวนอยู่ในเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจวางกำลังอยู่ในวัดทุกแห่ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 4 คันรถบรรทุกต่อวัดแต่ละแห่ง และมีตำรวจปราบจลาจลประมาณ 100 นายตั้งแถวอยู่หัวมุมวัดโลกอนันดา (Lawkananda monastery) และสวนอูโอตะมะ (U Ottama Park)
เยาวชนตั้นตแหว่ทำบุญเพื่ออุทิศการต่อสู้ปี 1988
ทั้งนี้ที่เมืองตั้นตแหว่ รัฐระไคน์ ในเช้าวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา นักศึกษารุ่น’88 จำนวนหนึ่งรวมทั้งเยาวชนจำนวน 20 คน ได้ทำบุญถวายอาหารและอุทิศส่วนกุศล
“เยาวชนประมาณ 20 คน ทำบุญถวายอาหารในเวลาประมาณ 10.30 น. ที่วัดอ่องธรรมมะเย้ทะ (Aungdhamayeiktha monastery) ในเขตทวายาวาตี เมี้ยวติ๊ด (Dwaryarwadi Myothit Ward) เมืองตั้นตแหว่ พระสงฆ์ได้สวดเมตตาสูตรและอุทิศส่วนกุศล และเยาวชนได้ถวายภัตตาหาร” นายเทน แหน่ง (Thein Naing) รองเลขาธิการสาขาพรรคสันนิบาติชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ประจำเมืองต่วนคับกล่าว
///////////////////////////////
รำลึก 20 ปี 8.8.88 รอบโลก
นักกิจกรรมทั่วโลกได้ร่วมกันจัดงานรำลึกเหตุการณ์ครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ 8.8.88 ขึ้นหน้าสถานทูตพม่าและจีนในหลายประเทศในเอเชียทั้งมาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย และไทย โดยที่ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ชาวพม่าราว 200 คนเดินขบวนเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ต่อสู้ในปี 1988
“เราสนับสนุนจิตวิญญาณ ‘8888’ เราเรียกร้องประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศของเรา” ยัน แปง ซอ (Yan Paing Soe) สมาชิกระดับเยาวชนของพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตยในเขตปลดปล่อย (the National League for Democracy – Liberated Area) กล่าวระหว่างการชุมนุมรำลึกเหตุการณ์ 8.8.88 ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ทั้งนี้นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยชาวพม่าและชาวอินเดียได้จัดการประชุมเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย
นอกจากนี้ศูนย์ยุติธรรมนานาชาติ (Global Justice Center) ที่มีสำนักงานอยู่ที่นิวยอร์กร่วมกับนักศึกษาพม่ารุ่น ’88 องค์กรพระสงฆ์พม่านานาชาติ (IMBO) องค์กรรณรงค์สหรัฐอเมริกาเพื่อพม่า (US Campaign for Burma) และผู้สนับสนุนก็ได้จัดกิจกรรมเสวนาเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ 8.8.88 ที่กรุงนิวเดลีด้วย ที่ญี่ปุ่นชาวพม่ามากกว่า 1,000 คน ในจำนวนนี้มีนักการเมืองลี้ภัยด้วย ได้เดินขบวนในเมืองใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงเพื่อไปยังหน้าสถานทูตพม่าประจำ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
เมียต ตู่ นักกิจกรรมชาวพม่า กล่าวระหว่างการชุมนุมที่กรุงโตเกียว ว่า “เราจัดการชุมนุมเป็นเวลาสั้นๆ ที่หน้าสถานทูตพม่า เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองรวมทั้ง นางออง ซาน ซูจี และเรียกร้องให้เริ่มต้นกระบวนการเจรจา รวมทั้งเรียกประชุมสภาที่มาจากประชาชนทันที”
ผู้ชุมนุมยังตะโกนเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่ายุติการเข่นฆ่ารังแกประชาชนชาวพม่า และเรียกร้องให้ประชาคมนาชาติแทรกแซงและกดดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในประเทศนี้
ที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ชาวพม่ามากกว่า 100 คน เดินขบวนหน้าสถานทูตพม่าเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ต่อสู้ 8888
“เราเดินขบวนไปยังสถานทูตพม่า และใช้เวลาราว 30 นาทีจัดการประท้วงที่นั่น” นายเย มิน ทุน นักกิจกรมซึ่งจัดการชุมนุมครั้งนี้กล่าว เขาระบุว่าได้รับอนุญาตให้จัดการชุมนุมเพียง 30 นาที เนื่องจากสถานการณ์ความปลอดภัยในกัวลาลัมเปอร์ไม่น่าไว้วางใจ อย่างไรก็ตามนักกิจกรรมชาวพม่าสามารถจัดนิทรรศการภาพถ่ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันที่ 8 สิงหาคม 1988 ได้
ที่ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ สมาชิกพรรคเอ็นแอลดีพลัดถิ่น สามารถจัดการชุมนุมที่หน้าสถานทูตพม่า และสามารถจัดแถลงข่าวให้กับผู้สื่อข่าวท้องถิ่นได้
“เราสามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในการประท้วงวันที่ 8 สิงหาคม ปี 1988 และบอกกับประชาชนว่า 20 ปีมานี้เกิดอะไรขึ้นในพม่า และเราเรียกร้องต่อผู้คนให้ช่วยเหลือชาวพม่าสร้างประชาธิปไตยและความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในพม่าให้ได้” นายซอ มอ อ่อง โฆษกเอ็นแอลดีพลัดถิ่นกล่าว
ที่ สิงคโปร์ เนื่องจากมาตรการเข้มงวดของรัฐบาล ทำให้ชาวพม่าที่นั่นไม่ได้รับอนุญาตจัดการชุมนุม ทำได้เพียงการสวดมนต์ให้กับผู้ที่เสียชีวิตในปี 1988 และ การต่อสู้เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว “กิจกรรมจัดขึ้นที่ศาลาว่าการของเมือง มีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมกับเรา” นักกิจกรรมรายหนึ่งกล่าว
สำหรับกิจกรรมที่ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา นักกิจกรรมชาวพม่าและชาวต่างประเทศกว่า 100 คน จัดชุมนุมหน้าสถานทูตจีน และสถานทูตพม่าใน กรุงเทพมหานคร และมีการปล่อยลูกโป่งเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ 8.8.88 ด้วย
ส่วนที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นางลอร่า บุช ภริยาประธานาธิบดีสหรัฐ เดินทางมาเยี่ยม พญ.ซินเทีย หม่อง ที่แม่สอดนี้ นักกิจกรรมฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยได้จัดกิจกรรมรำลึกการต่อสู้ในวันที่ 8 สิงหาคม ปี 1988 เช่นกัน
“เราต้องการก้าวรุดไปข้างหน้า ด้วยการยึดมั่นในจิตวิญญาณปี 1988 ซึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อเสรีภาพให้พ้นไปจากระบอบเผด็จการทหารที่โหดร้าย” มิน หน่าย (Min Naing) ผู้แทนด้านต่างประเทศของสหภาพสหพันธ์นักศึกษาพม่าทั้งมวล (ABSFU) กล่าว
นักกิจกรรมเหล่านี้ยังจัดนิทรรศการศิลปะและภาพถ่ายของเหตุการณ์ ‘8888’ และการประท้วงเดือนกันยายนปีก่อน โดยมีนักกิจกรรมและแรงงานชาวพม่ากว่า 300 คนเข้าร่วม ขณะเดียวกันที่แม่ตาวคลินิก ก็มีการจัดสวดมนต์ให้กับผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ปี 1988
“เราต้องการสร้างความตระหนักในหมู่เจ้าหน้าที่ของคลินิก และคนไข้ ถึงสถานการณ์ในประเทศของเราทั้งในอดีตและปัจจุบัน” เอ ลวิน (Aye Lwin) เจ้าหน้าที่ของคลินิกกล่าว
“เมื่อเราเริ่มต้นเปิดคลินิกมีคนไข้มารักษา 2,000 รายต่อปี ขณะนี้เราต้องรักษาผู้ป่วย 80,000 รายต่อปี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เราเห็นว่าสถานการณ์การเมืองในพม่าเลวร้ายแค่ไหนในรอบ 20 ปีมานี้” พญ.ซินเธีย หม่อง กล่าวระหว่างการรำลึกเหตุการณ์ 8.8.88
ด้าน นายเส่ง หาน (Sein Han) ผู้ร่วมก่อตั้งแม่ตาวคลินิก กล่าวระหว่างการจัดงานรำลึกเหตุการณ์ 8.8.88 ว่า เหตุการณ์ 8.8.88 เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายของประวัติศาสตร์พม่า ซึ่งมีความสำคัญอยากมากที่คนรุ่นหนุ่มสาวต้องทำความเข้าใจอดีต เพื่อที่จะได้ต่อรองกับปัจจุบันและอนาคตได้อย่างดียิ่งขึ้น
“เราไม่แน่ใจว่าเราจะไปถึงเป้าหมายในเวลานี้ แต่เราก็มีหน้าที่รับผิดชอบในการช่วยให้คนรุ่นหนุ่มสาวทราบและเข้าใจความสำคัญของการต่อสู้ทั่วประเทศในครั้งนั้น ถ้าพวกเขาเข้าใจ เขาจะเริ่มต่อสู้และพวกเขาก็จะบรรลุเป้าหมาย”
นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ 8.8.88 ที่ จ.เชียงใหม่ มีการกิจกรรมรำลึกมีผู้เข้าร่วมงานหลายร้อยคน โดยมีการกล่าวรำลึกเหตุการณ์โดยอดีตนักกิจกรรมรุ่น’88 อาทิ นายจ่อวิน (Kyaw Win) ศิลปินชาวพม่า นางทิน ทิน อ่อง (Thin Thin Aung) จาก สันนิบาตสตรีพม่า (WLB) นางมิซูพวินท์ (Mi Su Pwint) จาก ABSDF และนายอ่อง โม ซอ (Aung Moe Saw) ประธานพรรคประชาธิปไตยเพื่อสังคมใหม่ (Democratic Party of New Society) ด้วย
/////////////////////////////////////
ที่มาของข่าว:
Prachatai Burma แปลและเรียบเรียงจาก www.mizzima.com, www.irrawaddy.org, และwww.prachatai.com

‘ม. 63’ ต้องรอบคอบ!

ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงอยู่ในขณะนี้ มีแง่มุมในการพิจารณาที่ต้องระมัดระวังและละเอียดรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเพียงคิดจะเริ่มต้นการชุมนุม ในกรณีที่ประชาชนคนธรรมดาต้องการเรียกร้องความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการไป “ขออนุญาต” จากเจ้าพนักงาน ข้าราชการ หรือสถานีตำรวจในพื้นที่นั้นๆ เสียแล้ว
แค่ขอใช้สถานที่ราชการทำธุระเล็กๆ น้อยๆ ยังรู้กันโดยทั่วไปว่ายาก…แล้วขออนุญาตให้มีการชุมนุม คงจะยากยิ่งกว่า เพราะในเวลาปกติที่ไม่มีกฎหมายฉบับนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบางคนก็อาจมองว่าการชุมนุมของประชาชนสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้อยู่แล้ว โดยเฉพาะหากการชุมนุมนั้นเป็นการเรียกร้องโดยตรงในเรื่องที่พวกเขารับผิดชอบ ก็คงไม่มีทางใดยอมให้เกิดการชุมนุมที่จะมาเป็นผลเสียแก่ตนเอง
เพียงเบื้องต้นก็เห็นแล้วว่าหากกฎหมายนี้ผ่าน นั่นอาจจะเป็นการปิดประตูการมีส่วนร่วมของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยลงไปได้
นอกจากนั้น ยังเปิดทางให้ “ตีความ” กฎหมายอย่างครอบจักรวาลและหละหลวม โดยการระบุให้ชุมนุมได้แต่ต้องไม่มีการสร้างข้อมูลเท็จ ไม่มีการกล่าวหา ไม่มีการปลุกระดมให้หลงผิด ไม่ให้โฆษณาชวนเชื่อ ไม่ให้บังคับหรือว่าจ้างกลุ่มบุคคลใด…
ซึ่งอาจจะกลายเป็น “ข้อห้าม” ที่วกกลับมาเป็นการกล่าวหาการชุมนุมของประชาชนที่มีเจตนาบริสุทธิ์ เพราะยากที่จะหามาตรฐานตัดสินหรือเกณฑ์ในการวัดว่าการชุมนุมนั้นๆ ปลุกระดมหรือไม่ ชวนเชื่อหรือไม่ รวมทั้งอาจมีการสร้างหลักฐานเท็จมากมายเพื่อบอกว่ามีการจ้างวานคนให้มาชุมนุม
ในส่วนของ “ข้อความเท็จ” อะไรคือการกล่าวร้าย อะไรคือข้อความเป็นเท็จ ก็อาจต้องให้ “ศาล” ตัดสิน (เหมือนเช่นคดีหมิ่นประมาท) ซึ่งกว่าที่ศาลจะมีคำตัดสินออกมา หมายความว่า “ผู้ชุมนุม” ต้องหยุดชุมนุมไปก่อน หรืออีกความหมายหนึ่งคือสามารถชุมนุมไปได้เรื่อยๆจนกว่าศาลจะตัดสินชี้ขาดเช่นนั้นหรือเปล่า…เช่นนั้นผู้ชุมนุมก็อาจต้องเหนื่อยมากหน่อยเพราะต้องชุมนุมเรื่อยไปจนกว่าศาลจะบอกได้ว่าข้อความเป็นจริงหรือเท็จ!?!
นอกจากนี้ยังมีข้อความที่ไม่รอบคอบรัดกุมอีกด้วย ซึ่งหากต้องการให้กฎหมายจัดระเบียบการชุมนุมมีลักษณะที่เป็น “คุณ” มากกว่า “โทษ” ก็อาจต้องคิดให้มาก เขียนให้ดี พิจารณาศึกษาให้รอบคอบมากกว่านี้
ยังไม่รวมถึงการเปิดทางให้เจ้าหน้าที่รัฐสลายการชุมนุมได้โดยไม่ต้องมีความผิด ซึ่งอาจเป็นกฎหมายในฝันของบางคน แต่เป็น “ฝันร้าย” ของประชาชนโดยแท้ เพราะทุกวันนี้เจ้าหน้าที่บางคนที่เป็นเหมือนปลาเน่าในข้องก็หาช่องทางหลบเลี่ยงกฎหมายได้เก่งกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว แล้วเหตุอันใดที่ต้องมีกฎหมายเปิดทางให้อีก
โดยเฉพาะเป็นการเปิดทางให้กับ “ความรุนแรง” ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเกินควบคุมได้ทุกเมื่อ เพียงข้อนี้ข้อเดียวโดยยังไม่ต้องพิจารณารายละเอียดอื่นๆ ก็สมเหตุสมผลพอแล้วที่ประชาชนจะออกมาท้วงติงต่อร่างกฎหมายฉบับนี้
อย่าลืมว่า ตั้งแต่ที่แนวความคิดของกฎหมายนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารก็ออกมาคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้
แล้ววันนี้เมื่อรัฐบาลเป็นประชาธิปไตยเต็มที่ มาจากการเลือกตั้งที่ประชาชนไว้วางใจเลือกเข้ามา และที่สำคัญก็กำลังหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รู้กันอยู่ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย จึงไม่ควรให้คนอื่นที่จ้องทำลายหาเหตุว่ากล่าว
ดังนั้น ถ้าอยากให้เป็น “คุณ” ตามเจตนาที่ดีนั้นแล้วนั้น ต้องใช้ความรอบคอบ และรัดกุมต่อการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ให้มาก

แจ้งที่ประชุมสภาตร.ขอตัว‘สมเกียรติ’

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม หลังจากการพิจารณากระทู้ถามสดเสร็จสิ้น พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม แจ้งว่า ผู้กำกับการ สน.มักกะสัน รักษาราชการ สน.นางเลิ้ง มีหนังสือแจ้งยังสภา เพื่อขออนุญาตขอตัว นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อไปให้ปากคำเพิ่มเติม ในวันที่ 16 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ในคดีนี้มีนายสมเกียรติ ทำการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีวาจาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในระหว่างเปิดสมัยประชุม
นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ขึ้นทำหน้าที่ได้อ่านหนังสือขออนุญาตขอตัวนายสมเกียรติให้สมาชิกรับทราบอีกครั้งโดยละเอียด ทั้งส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน สลับขึ้นอภิปรายในทิศทางเดียวกัน โดยเห็นควรให้สภาปกป้องคุ้มครองสิทธิของสมาชิกในการทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 131

‘แก้วสรร’อ้างไม่สน 25%

นาย แก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีกลุ่มบุคคลได้รับประโยชน์ จากการยึดทรัพย์ จำนวน 7.6 หมื่นล. ของคนในครอบครัวชินวัตร ในรูปของเงินสินบน 25% หรือ 19,000 ล้านบาท หลังจากที่ทรัพย์ส่วนนี้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามระเบียบคตส. ว่าด้วยเรื่องการให้เบาะแสชี้ช่องทรัพย์สิน ว่าไม่แน่ใจว่าคนที่ออกมาตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ อ่านระเบียบของ คตส. ดีพอหรือไม่ ถึงได้แสดงความเห็นแบบนี้ออกมา เพราะในระเบียบ คตส. กำหนดชัดเจนว่า บุคคลที่ได้รับประโยชน์ ในการได้รับสินบนในการตรวจสอบคดีต่างๆ จะต้องเป็นบุคคลภายนอก ที่แจ้งข้อมูลมาให้ คตส. รับทราบว่ามีทรัพย์สิน ที่ยังไม่ได้มีการตรวจพบไปซ่อนอยู่ไหนบ้าง จนเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจพบได้ แต่ในเรื่องการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ป เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหุ้น ที่มีการนำไปซุกไว้ ในชื่อของบุคคลหรือบริษัทเอกชน ก็เป็นข้อมูลที่ได้รับมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
รวมถึงเอกสารจาก นาง กาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของ คุณหญิง พจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท. ทักษิณ เอง หรือแม้กระทั่งเรื่องการติดตามเงินจากการขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท ว่าไปอยู่ที่ไหนบ้าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด


‘บวรศักดิ์’ฉุน‘อภิสิทธิ์’เบี้ยวเล่นละครเฉลิมพระเกียรติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 08.19 น. วันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีการทำพิธีบวงสรวงละครเทิดพระเกียรติแด่ 'พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว' เรื่อง 'พระปกเกล้าราชา ก่อนนาวาธิปไตย' ที่พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านหน้าอาคารรัฐสภา
ซึ่งละครเรื่องดังกล่าวได้นำโครงเรื่องและตัวละครบางตัวจากเรื่อง 'สี่แผ่นดิน' ในยุค พ.ศ.2475 ในช่วงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญ มาแสดง
ทีมนักแสดงร่วมงานบวงสรวง ประกอบด้วย แบม-จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ รับบทเป็น 'แม่พลอย' บีม-กวี ตันจรารักษ์ รับบทเป็น 'คุณอ๊อด' ลูกชายคนเล็กของแม่พลอย ร่วมด้วย นพ.ทวีสิน พิษณุโยธิน รับบทเป็น 'คุณอ้น' ลูกชายคนโต และยังเป็นที่ฮือฮาเนื่องจากมีชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน รับบทเป็น 'คุณอั้น' ลูกชายคนรอง แต่บวงสรวงกลับไม่ปรากฏตัวผู้นำฝ่ายค้าน โดยมีกระแสข่าวออกมาว่านายอภิสิทธิ์ติดภารกิจ และได้ปฏิเสธการรับบท 'คุณอั้น' แล้ว
แบม-จณิสตา เปิดเผยว่า การเล่นละครถือว่าเป็นโอกาสถวายความจงรักภักดี ซึ่งที่ผ่านมาเคยเล่นละครเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแล้ว แต่เรื่องนี้เป็นการนำบทประพันธ์เก่ามาทำให้เป็นสมัยใหม่ ซึ่งเป็นตอนที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ปวงชนชาวไทย
ขณะที่ บีม กล่าวว่า บทบาทที่หนักใจที่สุดคือ ฉากการปะทะอารมณ์กับนายอภิสิทธิ์ พี่ชายคนรองที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ไม่รู้ว่าจะเกร็งเวลาเข้าฉากหรือไม่ เพราะต้องเข้าฉากกับผู้ใหญ่ในบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม อยากเชิญชวนให้ทุกคนมาดูเรื่องนี้ โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นช่วงความขัดแย้ง จะได้รู้ว่ากว่าที่เราจะได้รัฐธรรมนูญมานั้นยากลำบากแค่ไหน
ด้าน รศ.ธงทอง จันทรางศุ กรรมการพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงเหตุผลการเลือกตัวนายอภิสิทธิ์มารับบท 'อั้น' ลูกชายคนรอง ซึ่งในบทบาทต้องเล่นเป็นคนที่มีความคิดอ่านทางการเมือง และมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองก่อนได้รับพระราชทานรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่าบทบาทดังกล่าวตรงกับบุคลิกและความสนใจของผู้นำฝ่ายค้าน
นอกจากนี้ยังมีบุคคลมีชื่อเสียงอีกหลายคนร่วมแสดง เช่น พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รองผบ.ตร. พล.ท.พลางกูร กล้าหาญ อดีตโฆษก คปค. ครูหยุย-วัลลภ ตังคณานุรักษ์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีกระแสข่าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิเสธร่วมเล่นละครเทิดพระเกียรติฯ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามกับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นายบวรศักดิ์มีสีหน้าแปลกใจและไม่พอใจเล็กน้อย พร้อมกับกล่าวว่า "เมื่อคืนวันที่ 13 สิงหาคม ยังคุยกับนายอภิสิทธิ์อยู่ ก็ไม่เห็นปฏิเสธอะไร"


ส.ส.อีสานรัฐบาลจับมือจ่อแห่เข้าพลังประชาชนสานต่อนโยบาย‘ทักษิณ’

ส.ส. อีสานร่วมรัฐบาล ทั้ง “เพื่อแผ่นดิน-มัชฌิมา-รวมใจไทยชาติพัฒนา” เกาะกลุ่มพร้อมร่วมพรรคการเมืองใหม่ทันทีหากพลังประชาชนถูกยุบพรรค ระบุต้องร่วมกันแก้ปัญหาอีสานเป็นหนึ่งเดียว และจะเดินตามรอยนโยบาย “ทักษิณ” ขณะที่กลุ่ม “ขุนค้อน” ที่แยกตัวจากอีสานพัฒนา ย้ำไม่ทิ้ง พปช. ไปไหนแน่ แม้ว่าอาจจะมีบางกลุ่มไปร่วมสังกัดพรรค “บิ๊กจิ๋ว”

จากปัญหาที่พรรคพลังประชาชนประสบอยู่ กรณีมี ส.ส.ออกมาให้ข่าวมีความเห็นที่แตกต่างกัน ทั้งจะมีการออกไปตั้งพรรคใหม่และไปรวมกับพรรคการเมืองอื่น ที่ส่อให้เห็นถึงความแตกแยกภายในพรรค นั้น

พปช.คุยบ่อยขึ้นลดปัญห่าขัดแย้ง
นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รมช.ศึกษาธิการ ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน กล่าวว่าที่ประชุมพรรคได้มีการหารือกันว่าต่อไปกรรมการบริหารพรรคต้องประชุมกันบ่อยขึ้น เพื่อช่วยกันดูแลและแก้ปัญหาทางการเมืองทั้งหมด ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องด้วย และมีมติว่าต่อไปนี้การพิจารณาจัดบุคคลลงในตำแหน่งทางการเมือง จะเอาเข้าสู่ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค เพื่อขอความเห็นชอบร่วมกัน ซึ่ง เป็นไปตามข้อบังคับพรรคพลังประชาชนข้อที่ 89 ที่ระบุว่า การคัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ ประธานกรรมาธิการวิสามัญ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ที่ปรึกษาและเลขานุการรัฐมนตรี ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรรมการบริหารพรรคกำหนด เพื่อกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นตัวแทนจากแต่ละภาคจะได้ช่วยกันดูความเหมาะสม เพราะบางทีคนที่ทางกลุ่มส่งมาอาจจะไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นที่ยอมรับของส่วนรวมหรือคนทั้งพรรคก็ได้ บรรยากาศการหารือวันนี้ดีมาก เชื่อว่าการทำงานจะดีขึ้นเรื่อยๆ

กลุ่มขุนค้อนยันเหนียวแน่นพปช.
ด้านนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รมว.วัฒนธรรม ให้ สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว ส.ส.กลุ่มอีสานพัฒนาจะไปอยู่ พรรคการเมืองใหม่ที่มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นแกนนำว่า ไม่ทราบ พวกตนไม่ได้อยู่กลุ่มอีสานพัฒนาแล้ว เพราะกลุ่มอีสานพัฒนามีทั้งหมด 30 คน อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกัน จึงได้แยกกลุ่มออกมาเพื่อตั้งกลุ่มใหม่ แต่ยังไม่ได้คิดว่าจะตั้งชื่อกลุ่มอะไร มีบางคนเสนอให้ตั้งชื่อ “กลุ่มขุนค้อน”
ขณะนี้มีสมาชิกที่มาร่วมงานด้วยประมาณ 20 คน ล้วนเป็น ส.ส.ที่มาช่วยงานที่กระทรวง และ ส.ส.อีก 2-3 คน กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะมาร่วมกลุ่มด้วยหรือไม่ ส่วนแนวทางการทำงานการเมืองของกลุ่มนั้น มีจุดยืนและอุดมการณ์เหมือนเดิม คือสังกัดพรรคพลังประชาชน เป็นกลุ่มอิสระ กลุ่มการเมืองไหนมีแนวทางการเมืองสร้างสรรค์ เราพร้อมร่วมด้วย

อีสานพัฒนายังไม่ไปไหน
นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน แกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา กล่าวถึงกระแสข่าวกลุ่มอีสานพัฒนาจะจัดตั้งพรรคใหม่ในลักษณะของการรื้อฟื้นพรรคความหวังใหม่ที่นำทีมโดย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ว่า ไม่เป็นความจริง กลุ่มอีสานพัฒนายังไม่มีแนวคิดดังกล่าว และกำลังสืบหาว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวนี้ เพราะยังเชื่อมั่นในฐานเสียงของพรรคพลังประชาชน และมั่นใจว่าพรรคพลังประชาชนจะสามารถดำเนินการต่อไปได้
“ต่อให้มีการยุบพรรคเกิดขึ้น กลุ่มอีสานพัฒนาก็จะไม่ไปไหน เพราะเราไม่มีที่ไป สปอนเซอร์ก็ไม่มี ที่สำคัญเรามาจากพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนก็มาจากพรรคไทยรักไทย ถ้าไปไหนก็จะไปด้วยกัน การที่ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางไปอยู่ต่างประเทศก็ถือว่ากระทบต่อพรรคพอสมควรแล้ว ทำให้ทางกลุ่มอีสานพัฒนากลับมาทบทวนอีกครั้งทั้งในการรุกในการรับ การก้าวย่างต่างๆต้องทำให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบกับพรรคโดยรวม” ส.ส.นครพนมกล่าว

ปัดตอบตามไปร่วมพรรคบิ๊กจิ๋ว
“ผมสำนึกในบุญคุณของพรรคพลังประชาชนเสมอ จะยึดพรรคเหมือนบ้าน ยึดหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเหมือนพ่อและแม่ ฉะนั้นจะขออยู่บ้านหลังเก่าต่อไปจนถึงที่สุด เพราะบ้านหลังเก่ายังมีความมั่นคง ยังไม่คิดว่าพรรคพลังประชาชนจะถูกยุบพรรค ส่วนถ้าใครคิดจะยุบพรรคพลังประชาชน ทำให้เกิดแพแตก และทำให้ ส.ส.ไร้สังกัด แค่คิดก็เป็นเรื่องผิดแล้ว”นายไพจิต
เมื่อถามว่า พล.อ.ชวลิตได้ชักชวนให้ไปร่วมกับพรรคความหวังใหม่หรือไม่ นายไพจิตกล่าวว่า ไม่อยากพูดเรื่องที่ตัวเองยังไม่มั่นใจ ทั้งนี้ ต้องเคารพในความรู้สึกของประชาชน เพราะขณะนี้ลำพังที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อยู่ในต่างประเทศ ทำให้จิตใจหลายคนมีความว้าเหว่และเศร้า ซึ่ง ส.ส. ในพรรคมีความรู้สึกไม่ต่างจากนี้

หนุนเดินหน้าแก้ไขรธน.ต่อไป
นายไพจิตกล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เห็นว่าเป็นทางออกของประเทศที่จะทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย และเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นหากจะแก้รัฐธรรมนูญให้ได้พรรคจะต้องหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ส่วนกรณีการยื่นเรื่องตรวจสอบแก๊งออฟโฟร์นั้น ยอมรับว่าขณะนี้มีเหตุการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณลี้ภัยทางการเมือง
เพราะฉะนั้นจึงต้องทบทวนภารกิจเดิม เนื่องจากจะต้องฝ่าฟันภารกิจของพรรคก่อน แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ละเลยการตรวจสอบ เพียงแต่ชะลอการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ก่อน พร้อมกันนี้ยังยืนยันว่าตลอดชีวิตการเป็นนักการเมืองไม่เคยเป็นมวยล้มต้มคนดู แต่เห็นว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณมีความหมายต่อการก้าวเดิน เมื่อถามว่ากรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณมีความสำคัญกว่าการตรวจสอบเรื่องการคอร์รัปชันของประเทศหรือไม่ นายไพจิตกล่าวว่า เรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเรื่องที่สำคัญ

ตั้งพรรคสำรองไม่ต่อกว่า2พรรค
ด้านนายสมาน เลิศวงศ์รัตน์ นายทะเบียนพรรค พปช. เปิดเผยว่า พรรคได้เตรียมพรรคสำรองเพื่อรองรับในคดียุบพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนอกจากพรรคเพื่อไทยยังมีพรรคสำรองอีกไม่ต่ำกว่า 2 พรรค แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะจะเป็นการชี้เป้าให้ถูกทำลายล้างและเชื่อมั่นว่า ส.ส.ของ พปช.จะยังเหนียวแน่นในขั้นนี้พรรคไม่สามารถให้ ส.ส.ร่วมแสดงเจตจำนงเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าเพื่อยืนยันว่าจะไปสังกัดพรรคร่วมกันไม่ได้ เพราะอาจจะถูกยื่นตีความว่าส่อต่อพันจากการเป็นสมาชิกภาพได้
แหล่งข่าวจากพรรคพลังประชาชนเปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ใหญ่ในพรรคมีการพูดถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่ โดยมีการเตรียมการเรื่องชื่อพรรคไว้ประมาณ 3-4 พรรค อยู่ที่ว่าจะใช้ชื่อไหนเพื่อให้ตรงใจกับประชาชนและเรียกง่ายที่สุด นอกจากนี้ในส่วนนักการเมืองที่เคยแตกกระสานซ่านเซ็นจากพรรคไทยรักไทยเดิมคาดว่าจะกลับมารวมตัวกันในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งจะเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับผู้สมัครในพรรคพลังประชาชนเดิม ทั้งนี้ การจะใช้ชื่อพรรคใหม่หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคดียุบพรรคพลังประชาชนที่จะมีขึ้น

ส.ส.อีสานเกาะแน่นร่วมพปช.
แหล่งข่าวคนเดิมยังกล่าวถึงการลี้ภัยทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณว่ามีนัยทางการเมือง คือต้องการให้พรรคพลังประชาชนจัดระเบียบ ส.ส. ในพรรคว่าใครอยู่กลุ่มไหน ใครอยู่กับใคร และใครเป็นคนดูแล ทั้งนี้ เพื่อความชัดเจนใจการเลือกตั้งครั้งหน้า รวมทั้งเป็นการสลายกลุ่มการเมืองในพรรคไปในตัว คาดว่าจะมีการสังคายนาพรรคในเร็วๆนี้เพื่อความชัดเจน
ขณะเดียวกันนายรณฤทธิชัย คานเขต ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่าจะมีการรวมตัวกันของ ส.ส.อีกสานจากหลายพรรคการเมือง ทั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย เพื่อพร้อมที่จะไปไหนไปด้วยกัน และหากมีการยุบพรรคพลังประชาชนตั้งพรรคการเมืองใหม่ ก็พร้อมที่จะพากันเข้าร่วม



จ่อฟ้อง ‘จารุวรรณ’ กล่าวหาวางเพลิง

กลุ่ม PRAC บุกยื่นหนังสือถึง “หญิงเป็ด” วันนี้ ขอความกระจ่างกรณีพาดพิงว่าอาจมีส่วนรู้เห็นในการลอบวางเพลิงคฤหาสน์หรู ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนตามข้อร้องเรียนร่ำรวยผิดปกติ ขีดเส้น 7 วัน หากไม่ออกมาสร้างความกระจ่างต่อสังคม จะแจ้งความดำเนินคดี ขณะที่ความจริงวันนี้ เปิดประเด็นใหม่ ขายที่ดินให้ “ลูกชาย-น้องสาว” โคตรถูก เสียภาษีเท่าไร แล้ว ส.ว.เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เป็นใคร มาจากไหน ถึงออกมาเล่นงานรัฐบาลเหมือนกับมีใบสั่ง

จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้คฤหาสน์หลังงาม ที่มีการประเมินกันว่ามีมูลค่าการก่อสร้างไมน้อยกว่า 50 ล้านบาท ของคุณหญิง จารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันการและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามที่ นายวันชัย จงจรูญหิรัญ ในนามกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมืองและต่อต้านการคอร์รัปชั่น ร้องเรียนว่าอาจเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกตินั้น

เป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสงสัยกันอย่างกว้างขวางถึงความสมเหตุสมผล มีการตั้งคำถามว่าใครเป็นคนเผา และจะเผาด้วยเหตุจูงใจอะไรกันแน่ พร้อมยังมีการจับพิรุธหลายเรื่องทั้งในแง่ความเสียหายที่พบว่ามีเพียงเขม่าควัน และข้ออ้างของคนงานที่ระบุว่าเห็นรูปพรรณสัณฐานคนร้ายชัดเจน แม้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในยามวิกาล

ขณะเดียวกันในรายการความจริงวันนี้ ดำเนินรายการโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ และมี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ร่วมรายการ ก็ได้มีการหยิบยกกรณีดังกล่าวมาตั้งข้อสังเกต และยังกล่าวถึงกรณีของคุณหญิงจารุวรรณ หลายเรื่องที่มีออกมาให้สังคมกังวลสงสัยอยู่หลายครั้ง

นับตั้งแต่เรื่องการสร้างบ้านขนาด 8 ห้องนอน 1 พันตารางเมตร เพียง 4.4 ล้านบาท และยังต่อรองเหลือ 4 ล้าน ในขณะที่มีการประเมินกันว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ล้านบาท กรณีนี้ นายจตุพร ท้าว่าถ้าสร้างได้จริงจะขอลาออกจากการเป็น ส.ส.
นอกจากนี้ยังมีกรณีเอาลูกชายไปเป็นเลขาฯ แล้วอ้างว่าหากเอาคนอื่นมาอาจจะถูกกล่าวหา

เรื่องชู้สาวได้ รวมทั้งยังได้เปิดเผยว่า นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สว.ลากตั้ง ที่เป็นคนออกมาเปิดประเด็น นายกฯ สมัคร กรณี “ชิมไปบ่นไป” และเป็นคนที่ออกมาจี้ให้ตรวจสอบทรัพย์สิน 3 ผู้จัดรายการ “ความจริงวันนี้” เคยเป็นที่ปรึกษา สตง. เคยลงสมัคร สว. ในสมัยที่ นายสมัคร สุนทรเวช ได้ 2 ล้านกว่าคะแนน โดยได้คะแนนไปเพียง 2 พัน 6 ร้อยกว่าคะแนน
แต่ที่ได้เป็น ส.ว. เพราะได้รับการผลักดันจาก จารุวรรณ เนื่องมาจากคุณหญิงเป็น 1 ใน 7 อรหันต์ ในฐานะผู้ว่า สตง. ทำหน้าที่กรรมการ สตง. ตามคำสั่ง คปค. ซึ่งมีการตั้งข่อสงสัยว่าากพารออกมาร้องเรียนของนายเรืองไกร ทำเพื่อใครอย่างไรหรือไม่

ขณะเดียวกันก็มีการเปิดประเด็นใหม่ว่าการแบ่งโฉนดที่ดินในบริเวณใกล้เคียงกับคฤหาสน์หรู ที่คุณหญิงจารุวรรณแบ่งเป็น 3 ไร่ ให้ลูกชาย และน้องสาว 2 คน เมื่อเดือนธันวาคม 2549 ระบุว่าขายเหมาในราคาแปลงละ 2.2 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วตก ตร.ว. ละประมาณ 5 พันกว่าบาท

ในขณะที่ราคาประเมินที่ดินย่านดังกล่าว อยู่ที่ประมาณ ตร.ว. ละ 3.6 หมื่นบาท ได้ถูกตั้งเป็นคำถามว่า กฎหม่ายกำหนดให้ชำระภาษีไม่ต่ำกว่าราคาประเมิน แล้วคุณหญิงจารุวรรณ เสียภาษีเท่าไหร่ อยากให้เจ้าหน้าที่ที่ดินปากเกร็ค แสดงหลักฐานออกมา เพราะว่าไม่ใช่ความลับ และขณะเดียวกันทำไมหนังสือ จะซื้อ จะขาย จึงทำกันที่สำนักงาน สตง.

ส่วนกรณีของการเผาบ้านที่ คุณหญิงจารุวรรณ เองยังได้พุ่งเป้าไปที่กลุ่มของนายวันชัย เป็นเหตุให้ในวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่มติดตามฯ จึงได้ออกแถลงการณ์ระบุว่าการให้สัมภาษณ์ขอบงคุณหญิงจารุวรรณ ได้มีข้อความพาดพิงว่าดลุ่มฯ น่าจะมีส่วนรู้เห็นกับการเกิดเพลิงไหม้ดังกล่าว ดังนั้นในเวลา 10.00 น. วันที่ 15 สิงหาคมนี้ จะพากันำไปยังสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อขอคำชี้แจงจากคุณหญิงจารุวรรณ เนื่องจากคำพูดดังกล่าวถือเป็นการสร้างความเสียหาน
ทั้งนี้ นายวันชัย จงจรูญหิรัญ หัวหน้ากลุ่ม รบุว่าจะให้เวลาคุณหญิงจารุวรรณ ชี้แจงภายใน 7 วัน หากไมสามารถสร้างความกระจ่างต่อประชาชนได้ จะเข้าแอจ้งความดำเนินคดีต่อไป



จี้ป.ป.ช.เอาผิด“ชวน-ธารินทร์” ส่อทำชาติสูญ 4.5 แสนล้าน

“วีระ มุสิกพงศ์” จี้ ป.ป.ช.เร่งเอาผิด “ชวน -ธารินทร์” ในฐานะนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ที่กำกับดูแล ปรส. เพิกเฉยปล่อยให้ขายทรัพย์สินต่ำกว่าราคา แถมยกเว้นภาษีกว่า 2,000 ล้านบาท รวมทั้งหมดแล้วทำชาติเสียหายกว่า 4.5 แสนล้าน มากกว่า ที่มีการยึดอำนาจกล่าวหาอดีตนายกฯ ทักษิณ ตั้งหลายเท่า ระบุต้องไล่บี้เพราะเงินมหาศาล ไม่ควรให้เรื่องเงียบยอมรับเป็นห่วงดีเอสไอทำคดีเพราะมีคนใหญ่คนโตเข้ามาพัวพัน

จากกรณีดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้อง นายอมเรศ ศิลาอ่อน และ นายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ ในข้อหาร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อช่วยเหลือให้บริษัท เลแมน บราเดอร์สฯ ชนะการประมูลโดยไม่ต้องทำสัญญาประมูลสินเชื่อ และช่วยเหลือให้บริษัท เลแมน บราเดอร์สฯ ไม่ต้องมีภาระภาษี ซึ่งดีเอสไอมีความเห็นสั่งฟ้องบริษัท เลแมน บราเดอร์สฯ กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด และบริษัท เลแมน บราเดอร์ส (ไทยแลนด์) จำกัด ฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

นอกจากนี้คณะกรรมการ ปรส.ซึ่งรวมไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ในฐานะผู้กำกับดูแล ปรส. และกรรมการ ปรส.บางคน ซึ่งยังมีสถานะเป็นข้าราชการ ดีเอสไอได้ส่งสำนวนไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

ซึ่งคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2541 - 1 ต.ค. 2541 ผู้ต้องหาได้ร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการประมูลของ ปรส. คดีการขายสินทรัพย์ ให้กับบริษัท เลแมน บราเดอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ ที่เป็นผู้ชนะการประมูลในราคา 11,520 ล้านบาท จากราคาสินทรัพย์ 24,616 ล้านบาท ของยอดหนี้คงค้าง

แต่บริษัทเลแมนฯ กลับไปโอนขายสิทธิให้กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งไม่ได้เป็นผู้ประมูลตามกฎหมาย เนื่องจากหากทำสัญญากับบริษัทเลแมนฯ บริษัทต้องมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ แต่การประมูลขายให้กับกองทุนรวมจะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท

ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 13 ส.ค. รายการความจริงวันนี้ ดำเนินรายการโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย รวมด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน เป็นแขกรับเชิญ ได้เร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเร่งด่วน

นายวีระ กล่าวถึง กรณีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีขายทอดตลาดสินทรัพย์ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการลงขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. ได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการสั่งฟ้อง ปรส.เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยมีผู้ต้องหาดังที่กล่าวมานั้นเป็นพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ซึ่งมูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีโทษจำคุก 1- 10 ปี ปรับตั้งแต่ 2,000 - 20,000 บาท ซึ่งทางอัยการจะพิจารณาสั่งฟ้องคดีภายใน 60 วัน

นายวีระ กล่าวว่าตนขออธิบายเพิ่มเติมในประเด็นที่ส่งเรื่องไปให้อัยการเมื่อวันที่ 11 ส.ค. แล้วปรากฏเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่าผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ข้อหาว่าเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบเพื่อให้เกิดความสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือทำการทุจริต

นายวีระ กล่าวต่อไปอีกว่ ลำดับถัดมาเป็นบริษัท ถูกฟ้องว่าสนับสนุนการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยไม่ชอบเพื่อผู้หนึ่งผู้ใด มีอัตราโทษ 2 ใน 3 ของตัวการ ส่วนคดีที่เหลือนั้นนี้เป็นหนึ่งของดีเอสไอที่ทำการสำเร็จมาก่อนแล้ว แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่าเรื่องนี้เกิดมานานเป็นระยะเวลา 10 ปีคนก็ลืม เพราะคนให้ความสนใจแก่เรื่องใหม่ๆ ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะมีมูลค่าความเสียหายมาก

“พูดตามตรงว่าไม่ได้นำเอารายละเอียดของทั้งเรื่อง เพื่ออธิบายให้เห็นว่าการกระทำความผิดที่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เราทั้ง3 คน ได้เดินไปที่ดีเอสไอไปร้องทุกข์กล่าวโทษ กลัวว่าเรื่องนี้จะหมดอายุความ ถ้าเราไม่ยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ว่าเรื่องนี้มันล่าช้าจนเกินไปอาจเกิดความเสียหายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอไม่ได้เอาใจใส่ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องคดีที่เกี่ยวกับผู้มีอิทธิพล จะดำเนินการปุ๊บปั๊บไม่ได้ จึงมาเตือนความทรงจำของท่านผู้ชมเสียหน่อย เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2540 ปีที่ไทยเราประสบปัญหาทางธุรกิจอย่างฉับพลัน รัฐบาลของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้สั่งระงับกิจการบริษัทไฟแนนซ์ต่างๆ เป็นการให้หยุดกิจการชั่วคราวเพื่อตรวจสอบว่าใครผิด-ใครถูก บังเอิญว่าท่านไม่สามารถอยู่ต่อได้เพราะว่าลาออกเสียก่อน”

นายวีระ กล่าวว่า เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาคือรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีและนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตรงนี้ถือว่าได้มีการเปลี่ยนนโยบายจากการปิดชั่วคราวกลายเป็นการสั่งปิดถาวรไปเลย แต่ปรากฏว่าทั้ง 56 แห่งได้มีการกู้ยืมจากกองทุน

นายวีระ กล่าวต่อว่า ฉะนั้นปัญหานี้รัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแล เดิมที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธและนายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ วางแผนไว้ว่าทั้ง 56 สถาบันต้องแยกสินทรัพย์ทั้งพวกดีและไม่ดี โดยใช้วิธีการบริหารที่แตกต่างกัน กลายเป็นว่าเมื่อประชาธิปัตย์เข้าไปบริหารนำมารวมกัน พอรวมสินทรัพย์ก็เป็นเงิน 600, 000 กว่าล้าน แล้วทางพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยคุณธารินทร์ ก็ได้ไปจ้างบริษัท เลแมน บราเดอร์สฯ มาเป็นที่ปรึกษาว่าจะจัดการกับทรัพย์สินพวกนี้อย่างไร

“เลแมน บราเดอร์สฯ ก็ให้คำแนะนำว่าให้แบ่งสินทรัพย์เป็นกองๆ แล้วบอกให้ขายไปโดยทำการประมูลโดยวงหลักเกณฑ์ไว้สูงจนคนไทยทำการประมูลไม่ได้ แต่ก็มีบริษัท เลแมน บราเดอร์ส ที่เป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังเข้ามาประมูลสินทรัพย์ที่ว่า 600,000 ล้านบาทก็ประมูลไปได้ในราคา 150,000 ล้านบาท แปลว่ามูลค่าสินทรัพย์หายไป 450,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขความเสียหายของรัฐโดยประมาณ ต้องถือว่าเป็นยอดความเสียหายที่สูงมาก มันมีการทุจริตอยู่ในนี้ ฉะนั้นจึงถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จะปล่อยให้ผ่านเลยไปจนขาดอายุความก็ไม่ได้ ในที่สุดก็เอาความผิดกับใครไม่ได้”

นายวีระ กล่าวด้วยว่า คนที่จะเข้ามารับผิดชอบเรื่องนี้มีใครบ้าง ผู้รับผิดชอบทางการเมือง ยังไม่พูดในเรื่องของแง่กฏหมาย คุณชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี คุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์ จากพรรคประชาธิปัตย์คงจะต้องรับผิดชอบในทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะท่านได้รับทราบเรื่องนี้มาโดยตลอด

“ปัญหาอยู่ที่ว่าท่านไม่ใส่ใจป้องกันความเสียหายในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในที่สุดเกิดความเสียหาย มีคนไปร้องที่ดีเอสไอ เพราะฉะนั้นคนเหล่านั้นที่ไปร้องก็ชี้ไปถึงตัวบุคคลทั้งตัวนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานคณะกรรมาธิการของ ปรส.ทั้งหมด ว่าในคดีที่ได้อ่านให้ฟัง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าวิตกตรงที่ว่าเมื่อดีเอสไอทำเสร็จ แต่เมื่อคดีนี้มีคนใหญ่คนโตเข้ามาพัวพันเรื่องก็กลายว่าเงียบ”