WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 15, 2008

ทนายความ 'อดีตนายกฯ ทักษิณ' เดินหน้าแก้ต่างคดีที่ดินรัชดาฯ

ทนายความ"อดีตนายกฯ ทักษิณ" นำสืบพยานฝ่ายจำเลยในคดีทุจริตที่ดินย่านรัชดาฯ อีก 3 ปาก ต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระบุยังไม่ได้มีการหารือกับอดีตนายกฯ

นายคำนวณ ชโลปถัมภ์ ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เปิดเผยว่า ในวันนี้ จะมีการนำสืบพยานฝ่ายจำเลยในคดีทุจริตที่ดินย่านรัชดาฯ อีก 3 ปาก ต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งได้แก่ เจ้าหน้าที่สำนักผังเมือง เจ้าหน้าที่จัดทำงบดุล กองทุนฟื้นฟูกิจการและพัฒนาสถาบันการเงิน และเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี โดยอาจยื่นแถลงต่อศาลขอตัดพยานในส่วนของนายวราเทพ รัตนากร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เนื่องจากไม่ติดใจนำสืบ

อย่างไรก็ตาม นายคำนวณ ระบุด้วยว่า เมื่อวานนี้(14 ส.ค.)สามารถติดต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้แล้ว โดยได้แจ้งเรื่องดังกล่าว ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวขอบคุณ ส่วนจะมีการยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ ยังไม่ได้มีการหารือร่วมกัน

"หมอเลี้ยบ" แจงถูกใส่ร้ายป้ายสี ส่งคนคุมตลาดเงิน-ตลาดทุน

หมอเลี้ยบ ชี้ถูกป้ายสีเป็น “แก๊งออฟโฟร์” ส่งคนคุมตลาดเงิน-ตลาดทุน เผยเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากตลาดเงินมีขนาดใหญ่มากเกินกว่าใครจะเข้าไปบงการ

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะกำลังถูกสร้างภาพให้เป็นแก๊งออฟโฟร์ที่ส่งคนเข้าไปควบคุมตลาดเงิน และตลาดทุน หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีความพยายามสร้างภาพให้เป็นแก๊งออฟโฟร์ว่าเข้าไปควบคุมเรื่องทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครเข้าไปกำหนดทิศทางของตลาดเงินและตลาดทุนได้ เนื่องจากตลาดเงินมีขนาดใหญ่มากเกินกว่าใครจะคาดหมาย

นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการชุดต่างๆ ขององค์กรในตลาดเงินและตลาดทุนก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า จะพัฒนาตลาดเงินตลาดทุนให้สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้อย่างไร ซึ่งเชื่อว่าคณะกรรมการที่เป็นอยู่ก็มาจากผู้มีความรู้ที่หลากหลาย และมีองค์ความรู้ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่มีใครไปกำหนดให้ทำตามหรือครอบงำได้

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการต้องดำเนินเรื่องการตรวจสอบให้มีความเข้มข้นไม่เลือกปฏิบัติ จึงจะได้รับการยอมรับ

นพ.สุรพงษ์ยังปฏิเสธในการให้ความเห็นเรื่องความเหมาะสมที่คณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีมติส่งนาย นิพัทธ พุกกะณะสุต อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษา นพ.สุรพงษ์ เข้าเป็นตัวแทน ก.ล.ต.ในการดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งๆ ที่เป็นบุคคลที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่าไม่เหมาะสมที่จะนั่งเป็นกรรมการธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากอยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้องการกระทำผิดหลายเรื่อง

“คุณต้องไปถามดุลยพินิจของคนที่ตั้งคุณนิพัทธว่า ทำไม่ถึงตั้งเป็นกรรมการ ตลท. ในฐานะ รมว.คลังนั้น ผมทำตามหน้าที่ เมื่อมีการเสนอชื่อกรรมการขึ้นมาก็เสนอให้ ครม.รับทราบ” นพ.สุรพงษ์ กล่าว

นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ถึงแม้ว่านายนิพัทธเป็นคนใกล้ชิดและที่ผ่านมาได้รับความเห็นเรื่องเศรษฐกิจจากนายนิพัทธหลายเรื่อง แต่ก็ไม่ได้เชื่อนายนิพัทธทุกเรื่อง เนื่องจากบางเรื่องก็มีความเห็นที่แตกต่างจากคนอื่น จึงต้องรับฟังความเห็นอย่างรอบคอบจากหลายๆ ด้าน

รักยาวให้บั่น

เคยฟัง ทีฆีติโกศลชาดก...ในปัญจกนิบาต กันบ้างหรือไม่ เรื่องมีดังต่อไปนี้

พระเจ้าพรหมทัต แห่งแคว้นพาราณสี ยกทัพมาตีแคว้นโกศล พระเจ้าทีฆีติสู้ไม่ได้ พามเหสีหนีย้อนไปหลบซ่อนอยู่อย่างคนสามัญ ในแคว้นพาราณสี

พระมเหสีประสูติพระโอรส พระนามทีฆาวุกุมาร ต่อมาข่าวก็แพร่งพราย พระเจ้าพรหมทัต ส่งทหารมาจับพระเจ้าทีฆีติและมเหสีไปประหาร

ทีฆาวุกุมาร รอดการถูกจับ เดินตามขบวนนักโทษประหาร มีจังหวะก็เบียดเข้าไปใกล้ พระเจ้าทีฆีติ เห็นหน้าพระโอรสก็ทำเป็นไม่รู้จัก ปากก็พร่ำตรัสว่า

“ทีฆาวุเอ๋ย อย่าเห็นแก่การยาว อย่าเห็นแก่การสั้น เวรไม่ระงับด้วยเวร เวรย่อมระงับด้วยไม่มีเวร”

ทหารที่คุมตัวฟังแล้วก็เข้าใจว่า พระเจ้าทีฆีติเป็นบ้า พูดเพ้อเจ้อ

แต่ทีฆาวุกุมาร เข้าใจชัดเจนว่า พระบิดาต้องการสอนให้ทำอะไร... ก็สะกดใจไว้

การประหารเสร็จสิ้นไปแล้ว ทีฆาวุกุมาร ยังอาศัยอยู่ในแคว้นพาราณสี โตเป็นหนุ่ม ก็ถูกนำไปถวายตัวเป็นข้าราชบริพารในราชสำนัก เป็นคนโปรดของพระเจ้าพรหมทัต ใช้สอยสนิทติดพระองค์

แล้วก็ถึงวันนั้น พระเจ้าพรหมทัตเสด็จประพาสป่า ทีฆาวุเป็นสารถีขับรถเร็วมาก จนราชบริพารที่ตามเสด็จ ตามขบวนไม่ทัน

ถึงต้นไทรใหญ่ในป่าลึก พระเจ้าพรหมทัตสั่งให้หยุดรถพักเหนื่อย แล้วสั่งให้ทีฆาวุนั่งลง ทรงเอนพระเศียรพาดตักทีฆาวุ

แล้วก็บรรทมหลับ

เวลาล้างแค้นแทนพระราชบิดาพระราชมารดา ที่รอคอยมาแสนนาน มาถึงแล้ว

ทีฆาวุชักพระแสงออกจากฝัก เงื้อขึ้นเตรียมจะฟันพระเจ้าพรหมทัตให้ขาดเป็นท่อนๆ แต่เมื่อนึกถึงคำสอนของพระราชบิดา “อย่าเห็นแก่การยาว อย่าเห็นแก่การสั้น” ทีฆาวุก็เปลี่ยนพระทัย

สอดพระแสงเข้าฝัก

คิดขึ้นมาอีกว่า รอโอกาสล้างแค้นมานาน ได้เวลาแล้วไฉนไม่ลงมือ ก็ชักพระแสงออก นึกถึงคำสอน ก็สอดพระแสงเข้าฝักไปอีก

ทีฆาวุชักพระแสง สอดพระแสงเข้าฝัก กลับไปกลับมาหลายครั้ง จนพระเจ้าพรหมทัตตื่นบรรทม เห็นอาการผิดปกติของราชวัลลภคู่พระทัย ก็ตรัสถาม

ทีฆาวุกราบทูลเรื่องราวทั้งหมด พระเจ้าพรหมทัตไม่เอาโทษ ทั้งยังโปรดมากกว่าเดิม ยกย่องให้เป็นพระราชบุตร โปรดให้ไปครองแคว้นโกศล

ชาดกเรื่องนี้จบลง เมื่อพระเจ้าพรหมทัตสวรรคต ทีฆาวุก็ได้เป็นกษัตริย์แคว้นพาราณสี

กาญจนาคพันธุ์บอกว่า คำสอนของพระเจ้าทีฆีติโกศล คือที่มาของสำนวนไทย

รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ

ผมอ่านข่าวจะมีการยึดทรัพย์ 6.9 หมื่นล้าน ก็พยายามคิดตามว่า การทำสงครามการเมือง เมื่อจะเอาชนะศัตรู การตัดเสบียงเป็นเป้าสำคัญ

แต่ก็มีมุมคิดต่าง ถ้าการตัดเสบียง...แล้วยังเอาชนะเด็ดขาดไม่ได้ สงครามก็จะยืดเยื้อยาวนาน ทำให้บ้านเมืองที่บอบช้ำอยู่แล้ว จะบอบช้ำยิ่งขึ้นไปอีก

คำสอน รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ ในสถานการณ์นี้ ผมว่าน่าสนใจ ปัญหาอยู่ที่ว่า จะเอาอะไรเป็นเป้าหมาย บ้านเมือง หรือความสะใจของใครบางพวกบางคน.

กิเลน ประลองเชิง


ศาลฯ มีคำสั่งการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ และภริยา หรือไม่วันนี้

กรุงเทพฯ 15 ส.ค. - วันนี้ต้องติดตามคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าจะมีคำสั่งการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และภริยาอย่างไร

เวลาประมาณ 10.00 น.วันนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ซึ่งจะต้องติดตามว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร หลังจำเลยทั้งสองคนหลบหนีไปประเทศอังกฤษ รวมไปถึงจะดำเนินขบวนการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยต่อไปจนจบคดีหรือไม่.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-15 09:47:42




"สุรพงษ์"จวก อสส.มั่วตั้งธงยึดทรัพย์อดีตนายกฯ ทักษิณ

“สุรพงษ์” ซัด อัยการสูงสุด มั่วยึดทรัพย์ “ทักษิณ ชินวัตร” ตอกกลับ รองอัยการสูงสุดหากตัวเองได้รับมรดกจากพ่อ หรือมีทรัพย์สินก่อนที่จะดำรงตำแหน่ง แต่มีคนจะยึดทรัพย์จะยอมหรือไม่ ชง “กรมบัญชีกลาง” แก้กม. เช็คบิลย้อนหลังคตส.

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด (อสส.) ในฐานะประธานคณะทำงานพิจารณาสำนวนคดีแพ่ง ขอให้ศาลฎีกา ยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้ตกเป็นของแผ่นดินจำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท

หากไม่สามารถพิสูจน์ที่มาว่าได้โดยชอบ ว่า กฎหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในอดีต การจะดูว่าร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ต้องดูจากทรัพย์สินที่เพิ่มจากบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิ้นก่อนที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักธุรกิจมาก่อน ย่อมมีต้นทุนทางการเงินจำนวนมาก ดังนั้นจะมากล่าวหาเช่นนี้ไม่ได้

“การที่นายวัยวุฒิแสดงความเห็นเช่นนี้แสดงว่ามั่นใจในสำนวนมาก ว่าจะมีการยึดทรัพย์พ.ต.ท. ทักษิณ ดังนั้นขอฝากถามไปรองอัยการสูงสุดว่าหากตัวท่านเองได้รับมรดกจากพ่อ หรือมีทรัพย์สินก่อนที่จะดำรงตำแหน่ง แต่มีคนมาขอให้ยึดทรัพย์ท่านทั้งหมดในข้อหาร่ำรวยผิดปกติ เช่นเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ท่านจะยอมหรือไม่ เรื่องนี้มันไม่ยุติธรรมกับพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี มีจำนวนทรัพย์สินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ในเวลาที่อินเด็กซ์ (ดัชนีตลาดหุ้น) อยู่ที่ 200 จุด แต่ระยะเวลาผ่านมา 6 ปีอินเด็กซ์เพิ่มเป็น 700 จุด ดังนั้นย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่ทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 7 หมื่นล้านบาท”นายสุรพงษ์กล่าว

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการประชุมกมธ.การเงินฯ เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาข้อกฎหมายกรณีคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อายัดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ จำนวน 6.9 หมื่นล้านบาทและส่งเรื่องต่อให้ป.ป.ช. ซึ่งป.ป.ช.ไม่มีอำนาจในการอายัดทรัพย์นั้น กรณีนี้ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณสูญเสียรายได้ที่จะได้จากเงินจำนวนนั้น ซึ่งตนได้สอบถามกรมบัญชีกลางในเรื่องดังกล่าว

โดยกรมบัญชีกลางได้ชี้แจงว่าหากพ.ต.ท.ทักษิณ ดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย ผู้ที่จะต้องชดใช้คือรัฐบาล ไม่ใช่คตส. เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ได้นิรโทษกรรมไว้ให้แล้ว ดังนั้นตนจึงเสนอให้กรมบัญชีกลาง เสนอแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เอาผิดคตส.ด้วย เพื่อที่ตนจะได้เสนอเข้าสู่สภาต่อไป



ความจริงวันนี้ แฉป.ป.ช.ออกปกขาว บิดเบือนเตือนอย่าหลงเชื่อ

วีระ- ณัฐวุฒิ - จตุพร ลั่นไม่อยมรับ ปปช. เถื่อน เผยยังไม่ลดละความพยายามนำทุกเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลของ ป.ป.ช. มาเปิดเผยต่อพี่น้องประชาชนให้รู้ความจริงต่อแน่นอน แนะผู้ถูกตรวจสอบอย่ายอมรับเพราะมีที่มาไม่ถูกต้อง

รายการความจริงวันนี้เมื่อคืนวันที่ 14 ส.ค. ทางสถานีโทรทัศน์ NBT ดำเนินรายการโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคพลังประชาชน ร่วมดำเนินรายการ

โดยเนื้อหาหลักได้กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวน นายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบกรณีที่อนุญาติให้มีการเผยแพร่รายการ “ความจริงวันนี้” โดยระบุว่าเป็นการดำเนินรายการที่เสนอข้อมูลอย่างบิดเบือน มีการกล่าวให้ร้ายผู้อื่นอยู่ฝ่ายเดียว ถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น

ผู้ดำเนินรายการทั้ง 3 ได้ร่วมกันกล่าวว่า รายการของพวกตนนั้น ไม่เคยกล่าวให้ร้ายใครเลย สิ่งที่พวกเรากล่าวต่างมีหลักฐานและมูลเหตุความจริงเสมอ และก็จะทำต่อไปไม่หยุด อีกทั้งการจัดรายการทุกครั้งพวกตนก็ได้เรียกร้องให้คน หรือองค์กรที่ถูกพาดพิง ออกมาแก้ข้อกล่าวหาในรายการแล้ว แต่ที่ผ่านมากลับไม่เคยมีใครติดต่อมาเองต่างหาก ทั้งนี้ขอยืนยันว่า เราจะทำหน้าที่เปิดโปงความจริงของเราต่อไป และเราจะไม่ปิดโอกาสเลย หากใครถูกพาดพิงแล้วอยากจะมาพูดคุยในรายการก็ได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม พวกตนยืนยันว่าจะดำเนินรายการนี้ต่อไป เพื่อนำความจริงต่าง ๆ มาเปิดเผยกับสังคม โดยเฉพาะในส่วนของ ป.ป.ช. ไม่ต้องห่วงเพราะพวกตนก็ยังไม่ลดละความพยายาม จะนำทุกเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลของ ป.ป.ช. มาเปิดเผยต่อแน่นอน และสิ่งที่เกิดขึ้นนี้พวกตนก็ไม่ได้ไหวหวั่นแม้แต่นิดเดียว จะกังวลอยู่เล็กน้อยก็คือ ห่วงใยอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เท่านั้น ที่เหมือนจะต้องมาลำบากเพราะพวกตน

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วตนไม่ยอมรับในตัว ป.ป.ช. ชุดนี้มานานแล้ว และก็อยากเรียกร้องให้อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และทุกคน ทุกฝ่าย ที่ถูก ป.ป.ช. ดำเนินคดีอยู่ว่า ไม่ต้องให้ความร่วมมือ โดยใช้เหตุผลเดียวกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีที่เคยให้ไว้เมื่อครั้งไม่ยอมไปให้ปากคำต่อ ป.ป.ช. ที่เรียกไปสอบในคดีรถ –เรือดับเพลิง นั่นคือ ไม่ยอมรับ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ เนื่องจากมีที่มาไม่ถูกต้อง

“ผมขอประกาศไว้เลย ว่าถ้าเป็นผมจะใช้วิธีเดียวกับนายสมัคร สุนทรเวช ที่ไม่ยอมรับ ป.ป.ช. ชุดนี้ เพราะไม่ได้มีที่มาอย่างถูกต้อง” นายจตุพร กล่าว

นอกจากนี้ผู้ดำเนินรายการรยังได้กล่าวถึงกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แจกจ่ายหนังสือปกขาว ที่จัดทำขึ้นเพี่อชี้แจงที่มาและผลการทำงานของ ป.ป.ช. จำนวน 20,000 เล่ม ในช่วงเช้าของวันที่ 14 ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อหาสำคัญระบุว่าป.ป.ช. มีที่มาอย่างถูกต้อง เพราะมีหนังสือยืนยันจากสำนักราชเลขาธิการว่า ป.ป.ช. ได้รับการแต่งตั้งโดย พล.อ.สนธิ บุญญรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งมีอำนาจเป็นรัฐฎาธิปัตย์ในขณะนั้น จึงมีที่มาอย่างชอบธรรม และสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ผู้ดำเนินรายการ ระบุว่า อย่างไรเสียข้อมูลที่ระบุในหนังสือดังกล่าวก็บิดเบือนอยู่ดี เพราะหาก ป.ป.ช. จะอ้างว่า พล.อ.สนธิเป็นองค์รัฐฎาธิปัตย์จริง แล้วเหตุใด ตัว พล.อ.สนธิ เองจึงยังต้องขอโปรดเกล้าฯ เพื่อให้ตัวเองดำรงตำแหน่งเป็นประธาน คมช. หรือแม้แต่ คณะรัฐมนตรีของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทั้งคณะที่ได้รับการแต่งตั้งจาก พล.อ.สนธิ เช่นกัน แล้วทำไมจึงยังต้องเข้ารับการโปรดเกล้าฯ เพราะถ้ายึดหลักรัฐฎาธิปัตย์อย่างที่กล่าวอ้างจริง รัฐบาลสุรยุทธ์ ก็ไม่จำเป็นต้องรับการโปรดเกล้าฯ มิใช่หรือ

นอกจากนี้ยังได้กล่าวอ้างถึง การแต่งตั้งเลขาธิการ ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ด้วยว่า การแต่งตั้งเลขาฯ ของ ป.ป.ง. คนปัจจุบันนั้น ก็ได้รับการแต่งตั้งในขณะที่ พล.อ.สนธิ มีตำแหน่งเป็นองค์รัฐฎาฐิปัตย์ เช่นกัน แต่ต่างกับ ป.ป.ช. ตรงที่แม้เลขาฯ ป.ป.ง. จะได้รับแต่งตั้งจาก พล.อ.สนธิแล้ว ก็ยังไม่ได้เริ่มทำงาน แต่ได้ยื่นเรื่องไปยังสำนักราชเลขาฯ เพื่อรอการโปรดเกล้าฯ ก่อน เมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้วจึงค่อยเริ่มทำงาน

ส่วน ป.ป.ช. นั้น เมื่อได้รับการแต่งตั้งจาก พล.อ.สนธิแล้ว กลับทำงานทันที แล้วจึงค่อยติดต่อไปยังสำนักราชเลขาฯ ว่าให้มีคำสั่งโปรดเกล้าฯ ย้อนหลัง ซึ่งพวกตนมองว่า สาเหตุที่สำนักราชเลขาฯ ตอบกลับมาว่าไม่ต้องโปรดเกล้าฯ อาจเป็นเพราะเห็นว่า ป.ป.ช. ได้ทำงานล่วงหน้าไปแล้วหรือเปล่า เมื่อทำงานไปก่อนแล้ว โดยไม่ขอโปรดเกล้าฯ คงไม่จำเป็นต้องโปรดเกล้าฯ อีกก็เป็นได้

ผู้ดำเนินรายการจึงกล่าวสรุปว่า ไม่ว่าอย่างไร ป.ป.ช. ก็ไม่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ดี เพราะ ป.ป.ช. ล่วงพระราชอำนาจ บังอาจเข้ามาทำงานโดยไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ถึงอย่างไรพวกตนก็ไม่ยอมรับ แล้วก็ขอเรียกร้องให้คนทั่วไปไม่ยอมรับด้วย อีกทั้งเรื่องนี้จะไม่จบง่าย ๆ แน่ เพราะพวกตนจะเรียกร้องไปอย่างนี้ไม่มีหยุด ดังนั้นทางออกที่ดีทีสุดของ ป.ป.ช. ในวันนี้ ก็คือ ให้ออกไปเสีย และหากอยากจะเข้ามาทำหน้าที่อีก ก็ค่อยเข้าสู่กระบวนการสรรหาใหม่

เผด็จการทหารพม่าจับเยาวชน: ทั่วโลกรณรงค์ต้าน

ทางการพม่าจับเยาวชนเดินขบวนที่ต่วนคับ รัฐยะไข่ ชาวเมืองย่างกุ้ง ‘แต่งดำ’ รำลึก 20 ปี ‘8.8.88’ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลหลายเมือง อาจารย์มหาวิทยาลัยไล่นักศึกษาแต่งดำ-แดงกลับบ้านไปเปลี่ยนชุด ส่วนนักศึกษารุ่น 88 ออกแถลงการณ์เรียกร้องทหารพม่าปล่อยตัวนักโทษการเมือง-เจรจาออง ซาน ซูจี และรายงานการรณรงค์ทั่วโลก และในประเทศไทย
นักกิจกรรมชาวพม่า และผู้สนับสนุนนานาประเทศ จัดกิจกรรมเพื่อรำลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี การปราบปรามประชาชนชาวพม่าที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ปี 1988 จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3,000 คน โดยการจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกเกิดขึ้นทั้งในพม่าและหล่ายประเทศทั่วโลก
รำลึก 20 ปี 8.8.88 ที่พม่า
แต่งดำทำบุญรำลึก 8.8.88 ตรึงมหาวิทยาลัยเข้ม
เว็บไซต์นิตยสารอิระวดี ซึ่งเป็นสำนักข่าวของฝ่ายประชาธิปไตยพม่า ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในประเทศไทย รายงานว่า ชาวเมืองย่างกุ้งสวมชุดดำเพื่อรำลึกถึง 20 ปี เหตุการณ์ต่อสู้ในปี 1988 นอกจากนี้ยังพบเห็นตำรวจและตำรวจนอกเครื่องแบบตามท้องถนนอีกด้วย
สมาชิกของพรรคสันนิบาติชาติเพื่อประชาธิปไตยซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้จัดการเดินขบวนเพื่อเป็นการรำลึกที่เมืองเยนันฉ่อง (Yenanchaung) ภูมิภาคมะเกว (Magwe Division) มีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลที่วัด 8 แห่งเพื่อรำลึกถึงโอกาสดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลในลักษณะนี้ที่ย่างกุ้งด้วย
“เราถวายภัตตาหารยังวัด 8 แห่ง และเพื่อระถึงเหตุการณ์ต่อสู้ครั้งสำคัญเมื่อ 20 ปีก่อน เราได้ถวายดอกกุหลาบ 8 ดอกและอุทิศส่วนกุศล มีเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมกระบองและโล่ติดตามพวกเรามาตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม” สมาชิกพรรคเอ็นแอลดีที่เป็นสตรีรายหนึ่งกล่าว
จับนักศึกษาพม่า 3 คนก่อนครบรอบ 20 ปี 8.8.88
แม้ว่าจะมีการรักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่นในย่างกุ้งและเมืองอื่นๆ แต่ไม่มีรายงานการจับกุมใดๆ ในวันศุกร์ที่ผ่านมา อยากไรก็ตามไม่กี่วันก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่ได้จับกุม นายเมียว เทซา ผู้นำสหภาพแห่งสหพันธ์นักศึกษาพม่าทั้งมวล (the All Burma Federation of Students’ Unions) และเพื่อนของเขาอีก 2 คน
มีรายงานจากสำนักข่าวมิซซิมาว่า ในวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีการวางกำลังรักษาความปลอดภัยอยู่เป็นจำนวนมากที่ย่านเจดีย์สุเหล่ ศูนย์กลางของย่างกุ้ง และที่วัดพระมหาเจดีย์ชเวดากอง
นักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้งรายงานว่า มีมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในมหาวิทยาลัย ประตูเข้าออกถูกจำกัดเหลือเพียง 2 แห่ง มีรายงานว่าพนักงานมหาวิทยาลัยได้รับการเตือนมิให้ปล่อยให้นักศึกษาจัดกิจกรรมทางเมืองใดๆ
รุ่น’88 ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลปล่อยตัวนักโทษการเมือง เจรจาซูจี
กลุ่มนักศึกษารุ่น’88 ได้ออกแถลงการณ์เนื่องในวันครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ 8.8.88 เรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าปล่อยตัวนักโทษการเมือง รวมทั้ง นางออง ซาน ซูจี ตลอดจนปล่อยตัวผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ และเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่าเจรจากับ นางออง ซาน ซูจี แถลงการณ์ของกลุ่มดังกล่าวยังปฏิเสธการเลือกตั้งในปี 2010 ที่จะจัดขึ้นภายใต้ระบอบทหารอีกด้วย
จับเยาวชนเดินขบวนที่ต่วนคับ รัฐยะไข่
ขณะที่เมืองต่วนคับ รัฐระไคน์ ห่างจากย่างกุ้งไปทางทิศเหนือ 250 ไมล์ มีรายงานว่าเยาวชนจำนวน 25 คน ถูกจับหลังจากรวมกันที่ถนนและเริ่มเดินขบวนรำลึกครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ 8.8.88 โดย นายเทน แหน่ง (Thein Naing) รองเลขาธิการสาขาพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ประจำเมืองต่วนคับ รายงานว่าผู้ประท้วงส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่มาจากหมู่บ้านนัตหม่าว (Nat Maw) ประมาณ 25 ราย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมทันทีที่พวกเขาเดินผ่านสถานีตำรวจในเมืองต่วนคับ
“พวกเขาเริ่มเดินจากเขตจองกอก (Chaung Kauk ward) มาตามถนนโอตตะมะ (Ottama street) เมื่อเขาผ่านหน้าสถานีตำรวจในเมืองต่วนคับ ถนนตรงนั้นมีการตั้งด่านสกัด และพวกเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลจับกุม” นายเทน แหน่ง กล่าว
ขณะที่เมื่อคืนวันที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา ชาวบ้านในหมู่บ้านนัตหม่าว (Nat Maw) ราว 200 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา เยาวชน และสมาชิกระดับเยาวชนของพรรคเอ็นแอลดี ได้จัดกิจกรรมเพื่อรำลึกเหตุการณ์ 8.8.88 ในวัด 2 แห่ง และจัดเดินขบวนเป็นระยะทางสั้นๆ หน้าวัดแห่งนั้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีรายงานแน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลมีการจับกุมพวกเขาหรือไม่
ทั้งนี้ มีรายงานการวางกำลังอย่างหนาแน่นโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลโดยรอบเมืองต่วนขับ โดย นายเทน แหน่ง กล่าวว่า กองกำลังทหารพม่าหน่วย LIB 544 ที่เมืองต่วนคับ ได้วางกำลังรักษาความปลอดภัยในเมือง ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ทำการปิดถนนราวกับปิดทางน้ำ
“ทหารในเครื่องแบบเต็มยศพบเห็นได้ทุกที่ในเมือง ฉันเห็นพวกเขาอย่างน้อย 60 ราย” นายเทน แหน่ง กล่าว
ซิต-ตแหว่วางกำลังเข้ม หวั่นประท้วงลามจากต่วนคับ
ที่เมืองซิต-ตแหว่ (Sittwe) เมืองเอกของรัฐยะไข่ หรือระไคน์ (Rakhine State) เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของรัฐบาลพม่าได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในเมืองนี้ เนื่องจากกำลังเกิดการประท้วงขึ้นที่นี่ โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้วางกำลังรักษาความสงบในเมืองซิต-ตแหว่เพื่อป้องกันการเดินขบวนที่ทวีขึ้นในเมืองตั้นตแหว่ (Sandoway) และต่วนคับ (Tungup) จะลามเข้ามาในเมืองเอกของรัฐระไคน์
“ที่นี่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แต่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของรัฐบาลวางกำลังอย่างหนาแน่นสองฟากถนน อาจารย์ในโรงเรียนได้เข้าร่วมในการรักษาความปลอดภัยนี้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตือนภัยอยู่ในระดับสูง” ชาวบ้านในเมืองซิต-ตแหว่ กล่าว
ไล่นักศึกษาแต่ง ‘แดง-ดำ’ กลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อ
“อาจารย์มหาวิทยาลัยตั้งแถวอยู่ตรงทางเข้าของสถาบัน และนักศึกษาที่สวมชุดสีแดงและสีดำจะได้ต้องกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อ โดยทั้งเมืองมีคำสั่งห้ามสวมเสื้อสีแดงและสีดำ น้องสาวของฉันซึ่งแต่งชุดสีดำถูกสั่งให้กลับบ้านมาเปลี่ยนเสื้อผ้า” ชาวบ้านอีกรายกล่าว
รถบรรทุก 2 คันลำเลียงตำรวจปราบจลาจลขับลาดตระเวนอยู่ในเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจวางกำลังอยู่ในวัดทุกแห่ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 4 คันรถบรรทุกต่อวัดแต่ละแห่ง และมีตำรวจปราบจลาจลประมาณ 100 นายตั้งแถวอยู่หัวมุมวัดโลกอนันดา (Lawkananda monastery) และสวนอูโอตะมะ (U Ottama Park)
เยาวชนตั้นตแหว่ทำบุญเพื่ออุทิศการต่อสู้ปี 1988
ทั้งนี้ที่เมืองตั้นตแหว่ รัฐระไคน์ ในเช้าวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา นักศึกษารุ่น’88 จำนวนหนึ่งรวมทั้งเยาวชนจำนวน 20 คน ได้ทำบุญถวายอาหารและอุทิศส่วนกุศล
“เยาวชนประมาณ 20 คน ทำบุญถวายอาหารในเวลาประมาณ 10.30 น. ที่วัดอ่องธรรมมะเย้ทะ (Aungdhamayeiktha monastery) ในเขตทวายาวาตี เมี้ยวติ๊ด (Dwaryarwadi Myothit Ward) เมืองตั้นตแหว่ พระสงฆ์ได้สวดเมตตาสูตรและอุทิศส่วนกุศล และเยาวชนได้ถวายภัตตาหาร” นายเทน แหน่ง (Thein Naing) รองเลขาธิการสาขาพรรคสันนิบาติชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ประจำเมืองต่วนคับกล่าว
///////////////////////////////
รำลึก 20 ปี 8.8.88 รอบโลก
นักกิจกรรมทั่วโลกได้ร่วมกันจัดงานรำลึกเหตุการณ์ครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ 8.8.88 ขึ้นหน้าสถานทูตพม่าและจีนในหลายประเทศในเอเชียทั้งมาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย และไทย โดยที่ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ชาวพม่าราว 200 คนเดินขบวนเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ต่อสู้ในปี 1988
“เราสนับสนุนจิตวิญญาณ ‘8888’ เราเรียกร้องประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศของเรา” ยัน แปง ซอ (Yan Paing Soe) สมาชิกระดับเยาวชนของพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตยในเขตปลดปล่อย (the National League for Democracy – Liberated Area) กล่าวระหว่างการชุมนุมรำลึกเหตุการณ์ 8.8.88 ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ทั้งนี้นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยชาวพม่าและชาวอินเดียได้จัดการประชุมเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย
นอกจากนี้ศูนย์ยุติธรรมนานาชาติ (Global Justice Center) ที่มีสำนักงานอยู่ที่นิวยอร์กร่วมกับนักศึกษาพม่ารุ่น ’88 องค์กรพระสงฆ์พม่านานาชาติ (IMBO) องค์กรรณรงค์สหรัฐอเมริกาเพื่อพม่า (US Campaign for Burma) และผู้สนับสนุนก็ได้จัดกิจกรรมเสวนาเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ 8.8.88 ที่กรุงนิวเดลีด้วย ที่ญี่ปุ่นชาวพม่ามากกว่า 1,000 คน ในจำนวนนี้มีนักการเมืองลี้ภัยด้วย ได้เดินขบวนในเมืองใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงเพื่อไปยังหน้าสถานทูตพม่าประจำ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
เมียต ตู่ นักกิจกรรมชาวพม่า กล่าวระหว่างการชุมนุมที่กรุงโตเกียว ว่า “เราจัดการชุมนุมเป็นเวลาสั้นๆ ที่หน้าสถานทูตพม่า เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองรวมทั้ง นางออง ซาน ซูจี และเรียกร้องให้เริ่มต้นกระบวนการเจรจา รวมทั้งเรียกประชุมสภาที่มาจากประชาชนทันที”
ผู้ชุมนุมยังตะโกนเรียกร้องให้รัฐบาลทหารพม่ายุติการเข่นฆ่ารังแกประชาชนชาวพม่า และเรียกร้องให้ประชาคมนาชาติแทรกแซงและกดดันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในประเทศนี้
ที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ชาวพม่ามากกว่า 100 คน เดินขบวนหน้าสถานทูตพม่าเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ต่อสู้ 8888
“เราเดินขบวนไปยังสถานทูตพม่า และใช้เวลาราว 30 นาทีจัดการประท้วงที่นั่น” นายเย มิน ทุน นักกิจกรมซึ่งจัดการชุมนุมครั้งนี้กล่าว เขาระบุว่าได้รับอนุญาตให้จัดการชุมนุมเพียง 30 นาที เนื่องจากสถานการณ์ความปลอดภัยในกัวลาลัมเปอร์ไม่น่าไว้วางใจ อย่างไรก็ตามนักกิจกรรมชาวพม่าสามารถจัดนิทรรศการภาพถ่ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันที่ 8 สิงหาคม 1988 ได้
ที่ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ สมาชิกพรรคเอ็นแอลดีพลัดถิ่น สามารถจัดการชุมนุมที่หน้าสถานทูตพม่า และสามารถจัดแถลงข่าวให้กับผู้สื่อข่าวท้องถิ่นได้
“เราสามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในการประท้วงวันที่ 8 สิงหาคม ปี 1988 และบอกกับประชาชนว่า 20 ปีมานี้เกิดอะไรขึ้นในพม่า และเราเรียกร้องต่อผู้คนให้ช่วยเหลือชาวพม่าสร้างประชาธิปไตยและความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในพม่าให้ได้” นายซอ มอ อ่อง โฆษกเอ็นแอลดีพลัดถิ่นกล่าว
ที่ สิงคโปร์ เนื่องจากมาตรการเข้มงวดของรัฐบาล ทำให้ชาวพม่าที่นั่นไม่ได้รับอนุญาตจัดการชุมนุม ทำได้เพียงการสวดมนต์ให้กับผู้ที่เสียชีวิตในปี 1988 และ การต่อสู้เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว “กิจกรรมจัดขึ้นที่ศาลาว่าการของเมือง มีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมกับเรา” นักกิจกรรมรายหนึ่งกล่าว
สำหรับกิจกรรมที่ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา นักกิจกรรมชาวพม่าและชาวต่างประเทศกว่า 100 คน จัดชุมนุมหน้าสถานทูตจีน และสถานทูตพม่าใน กรุงเทพมหานคร และมีการปล่อยลูกโป่งเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ 8.8.88 ด้วย
ส่วนที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นางลอร่า บุช ภริยาประธานาธิบดีสหรัฐ เดินทางมาเยี่ยม พญ.ซินเทีย หม่อง ที่แม่สอดนี้ นักกิจกรรมฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยได้จัดกิจกรรมรำลึกการต่อสู้ในวันที่ 8 สิงหาคม ปี 1988 เช่นกัน
“เราต้องการก้าวรุดไปข้างหน้า ด้วยการยึดมั่นในจิตวิญญาณปี 1988 ซึ่งเป็นการต่อสู้เพื่อเสรีภาพให้พ้นไปจากระบอบเผด็จการทหารที่โหดร้าย” มิน หน่าย (Min Naing) ผู้แทนด้านต่างประเทศของสหภาพสหพันธ์นักศึกษาพม่าทั้งมวล (ABSFU) กล่าว
นักกิจกรรมเหล่านี้ยังจัดนิทรรศการศิลปะและภาพถ่ายของเหตุการณ์ ‘8888’ และการประท้วงเดือนกันยายนปีก่อน โดยมีนักกิจกรรมและแรงงานชาวพม่ากว่า 300 คนเข้าร่วม ขณะเดียวกันที่แม่ตาวคลินิก ก็มีการจัดสวดมนต์ให้กับผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ปี 1988
“เราต้องการสร้างความตระหนักในหมู่เจ้าหน้าที่ของคลินิก และคนไข้ ถึงสถานการณ์ในประเทศของเราทั้งในอดีตและปัจจุบัน” เอ ลวิน (Aye Lwin) เจ้าหน้าที่ของคลินิกกล่าว
“เมื่อเราเริ่มต้นเปิดคลินิกมีคนไข้มารักษา 2,000 รายต่อปี ขณะนี้เราต้องรักษาผู้ป่วย 80,000 รายต่อปี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เราเห็นว่าสถานการณ์การเมืองในพม่าเลวร้ายแค่ไหนในรอบ 20 ปีมานี้” พญ.ซินเธีย หม่อง กล่าวระหว่างการรำลึกเหตุการณ์ 8.8.88
ด้าน นายเส่ง หาน (Sein Han) ผู้ร่วมก่อตั้งแม่ตาวคลินิก กล่าวระหว่างการจัดงานรำลึกเหตุการณ์ 8.8.88 ว่า เหตุการณ์ 8.8.88 เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายของประวัติศาสตร์พม่า ซึ่งมีความสำคัญอยากมากที่คนรุ่นหนุ่มสาวต้องทำความเข้าใจอดีต เพื่อที่จะได้ต่อรองกับปัจจุบันและอนาคตได้อย่างดียิ่งขึ้น
“เราไม่แน่ใจว่าเราจะไปถึงเป้าหมายในเวลานี้ แต่เราก็มีหน้าที่รับผิดชอบในการช่วยให้คนรุ่นหนุ่มสาวทราบและเข้าใจความสำคัญของการต่อสู้ทั่วประเทศในครั้งนั้น ถ้าพวกเขาเข้าใจ เขาจะเริ่มต่อสู้และพวกเขาก็จะบรรลุเป้าหมาย”
นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ 8.8.88 ที่ จ.เชียงใหม่ มีการกิจกรรมรำลึกมีผู้เข้าร่วมงานหลายร้อยคน โดยมีการกล่าวรำลึกเหตุการณ์โดยอดีตนักกิจกรรมรุ่น’88 อาทิ นายจ่อวิน (Kyaw Win) ศิลปินชาวพม่า นางทิน ทิน อ่อง (Thin Thin Aung) จาก สันนิบาตสตรีพม่า (WLB) นางมิซูพวินท์ (Mi Su Pwint) จาก ABSDF และนายอ่อง โม ซอ (Aung Moe Saw) ประธานพรรคประชาธิปไตยเพื่อสังคมใหม่ (Democratic Party of New Society) ด้วย
/////////////////////////////////////
ที่มาของข่าว:
Prachatai Burma แปลและเรียบเรียงจาก www.mizzima.com, www.irrawaddy.org, และwww.prachatai.com

‘ม. 63’ ต้องรอบคอบ!

ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงอยู่ในขณะนี้ มีแง่มุมในการพิจารณาที่ต้องระมัดระวังและละเอียดรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเพียงคิดจะเริ่มต้นการชุมนุม ในกรณีที่ประชาชนคนธรรมดาต้องการเรียกร้องความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการไป “ขออนุญาต” จากเจ้าพนักงาน ข้าราชการ หรือสถานีตำรวจในพื้นที่นั้นๆ เสียแล้ว
แค่ขอใช้สถานที่ราชการทำธุระเล็กๆ น้อยๆ ยังรู้กันโดยทั่วไปว่ายาก…แล้วขออนุญาตให้มีการชุมนุม คงจะยากยิ่งกว่า เพราะในเวลาปกติที่ไม่มีกฎหมายฉบับนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบางคนก็อาจมองว่าการชุมนุมของประชาชนสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้อยู่แล้ว โดยเฉพาะหากการชุมนุมนั้นเป็นการเรียกร้องโดยตรงในเรื่องที่พวกเขารับผิดชอบ ก็คงไม่มีทางใดยอมให้เกิดการชุมนุมที่จะมาเป็นผลเสียแก่ตนเอง
เพียงเบื้องต้นก็เห็นแล้วว่าหากกฎหมายนี้ผ่าน นั่นอาจจะเป็นการปิดประตูการมีส่วนร่วมของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยลงไปได้
นอกจากนั้น ยังเปิดทางให้ “ตีความ” กฎหมายอย่างครอบจักรวาลและหละหลวม โดยการระบุให้ชุมนุมได้แต่ต้องไม่มีการสร้างข้อมูลเท็จ ไม่มีการกล่าวหา ไม่มีการปลุกระดมให้หลงผิด ไม่ให้โฆษณาชวนเชื่อ ไม่ให้บังคับหรือว่าจ้างกลุ่มบุคคลใด…
ซึ่งอาจจะกลายเป็น “ข้อห้าม” ที่วกกลับมาเป็นการกล่าวหาการชุมนุมของประชาชนที่มีเจตนาบริสุทธิ์ เพราะยากที่จะหามาตรฐานตัดสินหรือเกณฑ์ในการวัดว่าการชุมนุมนั้นๆ ปลุกระดมหรือไม่ ชวนเชื่อหรือไม่ รวมทั้งอาจมีการสร้างหลักฐานเท็จมากมายเพื่อบอกว่ามีการจ้างวานคนให้มาชุมนุม
ในส่วนของ “ข้อความเท็จ” อะไรคือการกล่าวร้าย อะไรคือข้อความเป็นเท็จ ก็อาจต้องให้ “ศาล” ตัดสิน (เหมือนเช่นคดีหมิ่นประมาท) ซึ่งกว่าที่ศาลจะมีคำตัดสินออกมา หมายความว่า “ผู้ชุมนุม” ต้องหยุดชุมนุมไปก่อน หรืออีกความหมายหนึ่งคือสามารถชุมนุมไปได้เรื่อยๆจนกว่าศาลจะตัดสินชี้ขาดเช่นนั้นหรือเปล่า…เช่นนั้นผู้ชุมนุมก็อาจต้องเหนื่อยมากหน่อยเพราะต้องชุมนุมเรื่อยไปจนกว่าศาลจะบอกได้ว่าข้อความเป็นจริงหรือเท็จ!?!
นอกจากนี้ยังมีข้อความที่ไม่รอบคอบรัดกุมอีกด้วย ซึ่งหากต้องการให้กฎหมายจัดระเบียบการชุมนุมมีลักษณะที่เป็น “คุณ” มากกว่า “โทษ” ก็อาจต้องคิดให้มาก เขียนให้ดี พิจารณาศึกษาให้รอบคอบมากกว่านี้
ยังไม่รวมถึงการเปิดทางให้เจ้าหน้าที่รัฐสลายการชุมนุมได้โดยไม่ต้องมีความผิด ซึ่งอาจเป็นกฎหมายในฝันของบางคน แต่เป็น “ฝันร้าย” ของประชาชนโดยแท้ เพราะทุกวันนี้เจ้าหน้าที่บางคนที่เป็นเหมือนปลาเน่าในข้องก็หาช่องทางหลบเลี่ยงกฎหมายได้เก่งกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว แล้วเหตุอันใดที่ต้องมีกฎหมายเปิดทางให้อีก
โดยเฉพาะเป็นการเปิดทางให้กับ “ความรุนแรง” ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเกินควบคุมได้ทุกเมื่อ เพียงข้อนี้ข้อเดียวโดยยังไม่ต้องพิจารณารายละเอียดอื่นๆ ก็สมเหตุสมผลพอแล้วที่ประชาชนจะออกมาท้วงติงต่อร่างกฎหมายฉบับนี้
อย่าลืมว่า ตั้งแต่ที่แนวความคิดของกฎหมายนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารก็ออกมาคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้
แล้ววันนี้เมื่อรัฐบาลเป็นประชาธิปไตยเต็มที่ มาจากการเลือกตั้งที่ประชาชนไว้วางใจเลือกเข้ามา และที่สำคัญก็กำลังหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รู้กันอยู่ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย จึงไม่ควรให้คนอื่นที่จ้องทำลายหาเหตุว่ากล่าว
ดังนั้น ถ้าอยากให้เป็น “คุณ” ตามเจตนาที่ดีนั้นแล้วนั้น ต้องใช้ความรอบคอบ และรัดกุมต่อการพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ให้มาก

แจ้งที่ประชุมสภาตร.ขอตัว‘สมเกียรติ’

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม หลังจากการพิจารณากระทู้ถามสดเสร็จสิ้น พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม แจ้งว่า ผู้กำกับการ สน.มักกะสัน รักษาราชการ สน.นางเลิ้ง มีหนังสือแจ้งยังสภา เพื่อขออนุญาตขอตัว นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อไปให้ปากคำเพิ่มเติม ในวันที่ 16 สิงหาคม ที่จะถึงนี้ในคดีนี้มีนายสมเกียรติ ทำการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีวาจาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในระหว่างเปิดสมัยประชุม
นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ขึ้นทำหน้าที่ได้อ่านหนังสือขออนุญาตขอตัวนายสมเกียรติให้สมาชิกรับทราบอีกครั้งโดยละเอียด ทั้งส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน สลับขึ้นอภิปรายในทิศทางเดียวกัน โดยเห็นควรให้สภาปกป้องคุ้มครองสิทธิของสมาชิกในการทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 131

‘แก้วสรร’อ้างไม่สน 25%

นาย แก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีกลุ่มบุคคลได้รับประโยชน์ จากการยึดทรัพย์ จำนวน 7.6 หมื่นล. ของคนในครอบครัวชินวัตร ในรูปของเงินสินบน 25% หรือ 19,000 ล้านบาท หลังจากที่ทรัพย์ส่วนนี้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามระเบียบคตส. ว่าด้วยเรื่องการให้เบาะแสชี้ช่องทรัพย์สิน ว่าไม่แน่ใจว่าคนที่ออกมาตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ อ่านระเบียบของ คตส. ดีพอหรือไม่ ถึงได้แสดงความเห็นแบบนี้ออกมา เพราะในระเบียบ คตส. กำหนดชัดเจนว่า บุคคลที่ได้รับประโยชน์ ในการได้รับสินบนในการตรวจสอบคดีต่างๆ จะต้องเป็นบุคคลภายนอก ที่แจ้งข้อมูลมาให้ คตส. รับทราบว่ามีทรัพย์สิน ที่ยังไม่ได้มีการตรวจพบไปซ่อนอยู่ไหนบ้าง จนเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจพบได้ แต่ในเรื่องการซื้อขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ป เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหุ้น ที่มีการนำไปซุกไว้ ในชื่อของบุคคลหรือบริษัทเอกชน ก็เป็นข้อมูลที่ได้รับมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
รวมถึงเอกสารจาก นาง กาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของ คุณหญิง พจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท. ทักษิณ เอง หรือแม้กระทั่งเรื่องการติดตามเงินจากการขายหุ้นชินคอร์ป จำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท ว่าไปอยู่ที่ไหนบ้าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด