WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 15, 2008

ใบแดง? ปชป.

วันนี้แหละ...เป็นวันที่หลายคนรอคอย แม้ว่าอาจจะไม่ถึงขั้นลุ้นระทึก เพราะเชื่ออยู่แล้วว่าจะมี “ธง” ออกมาแบบไหน แต่ก็อดที่จะอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ว่า กกต. จะกล้าตัดสินคดี “ใบแดง”

วิฑูรย์ นามบุตร ส.ส. สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ที่รั้งเก้าอี้รองหัวหน้าพรรคอยู่ในตอนนั้น พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี ของพรรค อย่างที่มีข่าวเล่าลือกันหรือเปล่าจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า กกต. จะตัดสินให้ ส.ส. ที่เป็นเจ้าของโรงหนังได้ใบแดง ส่วนผู้สมัคร ส.ส. คนอื่นได้ใบเหลืองกันไป และให้ใบขาวสะอาดผุดผ่องกับ วิฑูรย์ นามบุตร

เพื่อให้ยุติการพิจารณาที่จะนำต่อไปสู่การยุบพรรค แบบเดียวกับพี่พลังประชาชน และพรรคการเมืองอื่น ที่แม้จะทำผิดเพียงน้อยนิดก็กำลังถูกการ “ยุบพรรค” จ่อคอหอยกันแล้วอย่างถ้วนหน้าและหากผลการตัดสินออกมาตามนั้นจริง งานนี้คงได้มีเฮ! เพราะมีคนตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยกันเอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะมีการช่วยเหลือกันอย่างไร หรือไม่
เพราะพฤติกรรมของ กกต. ที่ผ่านมา มันชวนให้เกิดความสงสัยไปในทำนองนั้น

เริ่มตั้งแต่การรับเรื่องมาพิจารณาที่ใช้เวลาดำเนินการค่อนข้างยาวนานจนผิดสังเกต โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะความผิดหนัก ความผิดเบา ก็มีการตัดสินชี้ขาดกันไปจนหมดสิ้น จะเหลือก็แต่พรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียวท่ามกลางข้อสงสัยว่าจะเป็นเพราะ กกต. และ ปชป. ต่างก็ฝักใฝ่ในคณะยึดอำนาจ จนทำให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเกิดการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันอย่างนั้นหรือเปล่า

นอกจากนี้เส้นทางการสอบสวนก็เป็นไปด้วยความลำบาก ไม่ว่าจะเป็นพยานปากสำคัญที่จู่ๆ ก็หายตัวไป พร้อมกับหัวคะแนนพรรคการเมืองใหญ่ ที่ประชาชนก็พากันคาดเดาไปต่างๆ นานาว่า ถูกซื้อตัวบ้าง หรือถูกข่มขู่แล้วเอาตัวไปเก็บไว้ในเซฟเฮาส์ในช่วงที่มีการนัดหมายสอบพยานบ้าง

รวมทั้ง กกต. เองก็ยังมีพิรุธ ที่เลือกสอบพยานเพียงบางปาก ปฏิเสธที่จะสอบพยานให้ครบถ้วนและเมื่อ นายวิฑูรย์ นามบุตร ที่ถูกกล่าวหาออกมาแถลงข่าวร่วมกับ ถาวร เสนเนียม ทนายความของพรรค ก่อนหน้าวันชี้ชะตาเพียงไม่กี่วัน พร้อมกับการขู่ฟ้องกลับ สมบัติ รัตโน ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน ที่เป็นผู้ร้องเรียน ยิ่งทำให้รู้สึกว่าคนกลุ่มนี้มีความมั่นอกมั่นใจจนออกนอกหน้า ทั้งที่ก่อนหน้านั้นทุกคนปิดปากเงียบสนิท

แล้วเป็นเพราะอะไรที่ทำให้คนเหล่านี้มีความมั่นใจขึ้นมาแบบนี้

งานนี้มีประชาชนมากมายที่กำลังจับจ้องรอผลการพิจารณาของ กกต. ทั้ง 5 คนลำพังแค่ วิฑูรย์ นามบุตร หลุดรอดจากใบแดง กกต. เองก็ควรจะต้องมีคำชี้แจงที่ “ฟังขึ้น” ให้กับพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว แต่หากผลที่ออกมาเป็นไปตามข่าวลือ นอกจากจะเป็นเรื่องยากที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ยุติธรรมแล้ว กกต. อาจจะยังต้องตกเป็นจำเลยของสังคม และอาจหมายถึงหลักฐานวีซีดี ที่บันทึกภาพการกล่าวแนะนำตัว ขอเสียงสนับสนุน ที่มีการพูดจาปราศรัย ทั้งโดยนายวิฑูรย์เอง และผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

แต่กลับกัน คำอ้างอย่างที่ ถาวร เสนเนียม ระบุว่า เป็นการจัดอบรมชาวบ้านเป็นเวลา 9 วันนั้น จะมีน้ำหนักมากกว่าหรืออย่างไรแล้วทำไมการจัดอบรมจึงมีการหาเสียง ทำไมจึงมีการสลับฉายหนัง ทำไมต้องแจกตั๋วฟรี และถึงแม้จะเป็นการจัดอบรมจริง แต่การมีพฤติกรรมเช่นนี้ในช่วงเวลาของการหาเสียงเลือกตั้ง ก็จะไม่มีความผิดอย่างนั้นหรือ

และในเมื่อ วิฑูรย์ นามบุตร เองก็เคยออกมายอมรับก่อนหน้านี้แล้วว่า อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยจริง แต่ไม่ได้ร่วมวงการหาเสียงนั้น กฎหมายก็ระบุชัดว่าคนที่เป็นกรรมการบริหารพรรค เพียงแค่เห็นว่ามีการกระทำผิด แล้วไม่ห้ามปรามก็เข้าข่ายความผิดไปเรียบร้อยแล้ว

เพราะฉะนั้น กรณีนี้จึงไม่สมควรที่จะมีการแจกใบแดง ใบเหลือง ลดหลั่นกันไปจนถึงใบขาว เพราะทุกคนล้วนเข้าข่ายความผิดอันเดียวกัน การร่วมรับรู้ รับเห็น และร่วมขึ้นเวที น่าจะเป็นความผิดอันหนึ่งอันเดียว ที่ทุกคนสมควรได้รับใบแดงกันไปถ้วนหน้า

การีที่คนหนึ่งคนใดได้ “ใบแดง” ย่อมหมายถึง กกต. เองก็ยอมรับว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง เมื่อนายวิฑูรย์อยู่ในสถานที่ที่มีกระทำความผิด แต่ไม่ทำหน้าที่กรรมการบริหารพรรคในการเข้าห้ามปราม จะปฏิเสธความผิดได้อย่างไร
หาก กกต. ไม่อยากจะให้เกิดข้อกังขาในหมู่ประชาชน และไม่รู้สึกอายฟ้าอายดิน...ทางที่ดีก็แจก “ใบขาว” ไปให้หมดซะเลย จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว...!!



อายัดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบทพิสูจน์ “อยุติธรรม”

มีการพูดจากว้างขวางในประเทศและต่างประเทศ ถึงแถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ขอลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ประเทศอังกฤษ โดยทิ้งระเบิดลูกเบ้อเริ่มในความไม่เชื่อมั่น ไม่เชื่อถือ “กระบวนการยุติธรรม” ของประเทศไทย

ข้อพิสูจน์สำคัญนั้นคือการอำนาจของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ที่ทำการ อายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร 7.6 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการไล่ยึดทุกบัญชี โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุนในการกระทำผิดในทรัพย์ก้อนนี้เป็นเงินส่วนใดที่ทุจริต เงินส่วนใดที่เป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบ เนื่องจากการทำการค้าขายอันปกติประกอบไปด้วย 1.ธนาคารกสิกรไทย 36 ล้านบาท 2.ธนาคารกรุงเทพ 18,156 ล้านบาท 3.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 2,125 ล้านบาท 4.ธนาคารทหารไทย 10 ล้านบาท 5.ธนาคารไทยพาณิชย์ 39,634 ล้านบาท 6.ธนาคารธนชาต 1,476 ล้านบาท 7.ธนาคารนครหลวงไทย 1 ล้านบาท 8.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 500 ล้านบาท 9.ธนาคารยูโอบี 492 ล้านบาท 10.ธนาคารออมสิน 15,748 ล้านบาท 11.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 200 ล้านบาท 12.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 10,000 ล้านบาท 13.บลจ.กสิกรไทย 208 ล้านบาท 14.บลจ.ไทยพาณิชย์ 2,237 ล้านบาท 15.บลจ.แอสเซทพลัส 172 ล้านบาท และ 16.ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และที่ดิน 2,722 ล้านบาท
เป็นที่รู้กันดีว่า ตระกูลชินวัตร ร่ำรวยจากผลประกอบกิจการ โทรคมนาคม หรือ โทรศัพท์มือถือ ในค่าย เอไอเอส ซึ่งเริ่มก่อร่างสร้างธุรกิจมาเป็นเวลาหลายสิบปี ทุกรัฐบาล ทุกพรรค ให้การสนับสนุน มี คู่แข่ง คือ ดีแทค และ ทรูมูฟ
เรื่องนี้ ค้างคา อยู่ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในฐานะที่ต้องดำเนินการต่อจาก คตส. ซึ่งประชาชนทั้งประเทศได้รับรู้ และศาลได้พิพากษาให้ ป.ป.ช. ทำหน้าที่เป็นโจทก์แทน คตส. คล้ายๆ กับเป็นการรับมรดกต่อเนื่องจาก คตส. นั่นเอง แต่ ป.ป.ช. บอกว่า กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจพิจารณาใดๆ เลย

วันนี้หาคำตอบไม่ได้ว่า พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะไปตามทวงคืนทรัพย์สิน 7.6 หมื่นล้านได้ที่ไหน จะไปยืนยันความได้มาได้ที่หน่วยงานราชการใด ธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่าไม่มีอำนาจ ตำรวจบอกว่าไม่มีอำนาจ ป.ป.ช. บอกว่าไม่มีอำนาจ เหมือนกับที่ประชาชนไปติดต่อราชการ โยนกันไปโยนกันมา เดินในตึกไปทางซ้ายที ขวาที ขึ้นลิฟต์ลงลิฟต์ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนมีอำนาจกันแน่

การใช้อำนาจของ คตส. “ยึดทรัพย์ก้อนมหึมา” โดยไม่แยกแยะว่าเงินส่วนใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และเงินส่วนใดไม่เกี่ยวข้อง นั้นเป็นคำถามค้างคาใจ
* การกระทำแบบนี้คือสิ่งที่ ถูกต้อง เป็นธรรม ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ใช่หรือไม่?
* มาตรฐานการใช้กระบวนการยุติธรรมนี้ หากเป็นธรรม ทำไมจึงยกเลิกไปเสียล่ะ หรือใช้เฉพาะคนคนเดียวแล้วจบกันเท่านั้น แบบนี้หรือคือความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย
* น่าแปลกใจไหม นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามพรรคไทยรักไทยมากมาย บริสุทธิ์ 100% แล้วหรือ ทำไมไม่ไปยึดทรัพย์ในลักษณะเช่นนี้บ้าง
เป็นเรื่องที่ สาธารณชนในประเทศไทย และ ชาวโลกอีกหลายร้อยชาติ จะต้องใช้ดุลพินิจพิจารณา
“พวกเอ็งโดนตรวจสอบ พวกข้าไม่ต้องตรวจสอบ”
“พวกเอ็งโดนยึดทรัพย์ พวกข้าไม่ต้องยึดทรัพย์”

การออกมายืนยันว่า กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยมีความยุติธรรม แล้วเกิดชาวโลกเขาไม่เชื่อ เขาเชื่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ประเทศไทยจะเสียหาย ในทางกลับกันหากเราจะยอมรับความจริง กระบวนการหลัง โจรปล้นประชาธิปไตย 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้นนั้นไม่ยุติธรรมจริงๆ หวังเล่นงานข้างเดียว

ถึงขนาดประกาศ คปค. ที่แต่งตั้ง คตส. มีการระบุอย่างชัดเจนว่า เอาเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐบาล “ทักษิณ” แค่นี้ก็เห็นความเจตนาในความคิดทุรยศแล้ว

วันนี้สังคมไทยควรจะต้องพิจารณาปรับรื้อกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ในชาติขึ้นมา อย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ไม่ใช่ “พรรคพวกเอ็งทำผิดหมด พรรคพวกข้า ไม่ผิดเลย” มี 2 ข้าง ตัดสินให้น้ำหนักต่างกัน ใครก็รู้มันไม่ยุติธรรม ไม่แตกต่างกับ “ตราชู” ที่เอียงกระเท่เร่ หากนำมาชั่งน้ำหนักของทั้ง 2 ฝ่าย



ความเป็นธรรมไม่มี

1.จึงถึงคราว จะต้อง ตรองความคิด
ใครจะมา ลิขิต ขีดเขียนให้
ตัวของเรา เราก็ขีด ก็เขียนไป
เรากำหนด กฎเกณฑ์ไว้ ในใจเรา
2. การเมือง คือเรื่อง ของผลประโยชน์
เวลาเรา รุ่งโรจน์ กระโดดเข้า
มีคนล้อม คลอเคียง ระเบียงเงา
มีคนเฝ้า เคล้าพนอ รอบัญชา
3. แต่เมื่อใด วาสนา พาหลุดร่วง
สรรพสิ่ง ทั้งปวง ก็ร่วงค่า
สิ่งเคยแวว วับวาว ไร้ราคา
สิ่งเคยรัก กลับกลายมา เป็นความชัง
4. โลกมี ได้ลาภ ก็เสื่อมลาภ
มียศฉาบ บรรดาศักดิ์ อันหนักขลัง
ได้ยศ เสื่อมยศ คดเคี้ยวจัง
สรรเสริญ นินทาดัง มนุษย์เอย
5. ยิ่งการเมือง ยิ่งมีโลภ มีโกรธเกลียด
มีบังเบียด รังควาน ใช่ไหมเอ่ย
มีโค่นล้ม เหยียบซ้ำ ระกำเคย
ความเสบย เคยสงบ ไม่พบมี
6.แม้เป็นเพื่อน พี่น้อง เกี่ยวดองใกล้
เพื่อ”อำนาจ” ก็ฆ่าได้ ใช่ไหมพี่
ตัณหา มัวเมา เข้าราวี
ไม่มีน้อง ไม่มีพี่ ทุกวี่วัน
7. จึงเป็นเรื่อง ธรรมดา ธรรมชาติ
คือเรื่องเข่น อาฆาต ให้อาสัญ
ใครเก่งเกิน เก่งกว่า ใครรู้ทัน
ต้องขยี้ ให้แหลกพลัน อันตราย
8. ใช้อำนาจ เบ็ดเสร็จ เด็ดชีวิต
วิปริต เหี้ยมโหด อันโฉดร้าย
ทีละศพ ทีละคน ทุรนทุราย
เผด็จการ เผด็จกาย เผด็จใจ
9. “อำนาจ” เป็นสิ่ง ที่ยั่วยวน
กลิ่นหอม รัญจวน หวนไห้
ใครได้มา เสวยสุข ทุกทีไป
ใครเสียไป ใจรันทด หมดเรี่ยวแรง
10. ตามล่า ตามผลาญ ไม่รู้จบ
หวังให้ครบ กระบวนการ ในทุกแห่ง
คดีความ ก็กู่กล่าว เข้าทิ่มแทง
อวดสำแดง แฝงอำนาจ จนขลาดกลัว
11. ความเป็นธรรม เป็นไท ไม่มีแล้ว
ความผ่องแผ้ว แววงาม ก็เศร้าสลัว
ไม่เห็นทาง สว่างใส มีมืดมัว
ความลี้ลับ กับความชั่ว มั่วสิ้นดี
12.เมื่อเห็นภัย มีภัย ในความมืด
ย่างยกเท้า ยาวยืด มืดทุกที่
ยิ่งมืดดำ คล้ำนิล เพิ่มทวี
กดบีบ ขับทุกที บีบทุกทาง
13. จึงลี้ภัย เพราะมีภัย เข้าประชิด
หวังสากล ช่วยลิขิต การก้าวย่าง
ใช่คนเลว แต่ทำดี มิอำพราง
งานทุกอย่าง ทางที่เดิน เจริญธรรม
14. ยังอยู่ในหัวใจ ไทยทั้งหมด
ยังสะอาด หมดจด ประเสริฐล้ำ
สิ่งที่ทำ ยังจำได้ ว่าใครทำ
ยังจดจำ ไม่ลืมเลือน ไม่ร้างรา
15. จะอยู่ไกล แสนไกล ใจอยู่ใกล้
ยังห่วงหา อาลัย เสน่หา
“ทักษิณ” อยู่ในใจ ไทยประชา
สุขเกษม จงปรีดา สถาพร



สิทธิขอลี้ภัยทางการเมือง

ข่าวการไม่กลับและเดินทางไปอังกฤษของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว นอกจากทำให้ผู้คนทั้งหลายรู้สึก แสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์กันต่างๆ นานาแล้ว ยังทำให้มีการพูดถึงการขอลี้ภัยทางการเมืองกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่คนไทยสนใจปัญหาการขอลี้ภัยทางการเมือง ผมขอร่วมส่วนพูดถึงเรื่องนี้ด้วยคน
คงต้องเริ่มจากประวัติศาสตร์ การลี้ภัยทางการเมืองเกิดขึ้นมานานและตลอดเวลา เกือบทุกประเทศเคยมีผู้นำประเทศ นักการเมืองและนักต่อสู้ทางการเมืองไปขอพำนัก หรือลี้ภัย หรือหลบหนีเข้าไปอยู่ ประเทศไทยเราตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็เคยมีเจ้านายประเทศเพื่อนบ้านหลายองค์ เช่น นักองค์ด้วง นักองค์เอง องค์ด้วง จากเขมร องค์เซียงสือ จากเวียดนาม มาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร สมัยประชาธิปไตย ก็มีมาตลอด ตั้งแต่นายอุนุ นายกรัฐมนตรีพม่า นายซอนซาน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถึงนักการเมืองและนักศึกษาพม่ามาขอลี้ภัยทางการเมือง ในทางกลับกัน เจ้านายไทยหลายพระองค์และผู้นำทางการเมืองเคยเดินทางไปประทับที่ประเทศอื่นด้วยเหตุผลทางการเมือง เช่น สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ไปประทับที่อินโดนีเซีย กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย ไปพำนักที่ปีนัง สิงคโปร์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปประทับที่อังกฤษ ท่านปรีดี พนมยงค์ และนักปฏิวัติไทย หรือคอมมิวนิสต์ไทยหลายคนเคยไปลี้ภัยทางการเมืองที่สาธารณรัฐประชาชนจีน
พูดไปทำไมมี หลังกรณี 14 ตุลาคม 2516 จอมพล ป.พิบูลสงคราม จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร เดินทางไปอยู่สหรัฐอเมริกา และไทเป หลังกรณี 6 ตุลาคม 2519 มีนักศึกษาหลายคนไปลี้ภัยขาวไปอยู่อังกฤษ สวีเดน และสหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ 23 กุมภาพันธ์ 2534 พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และครอบครัวไปอยู่อังกฤษ ถ้าอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเคยไปลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กลับไปประเทศนี้หรือประเทศไหนๆ เพื่อขอลี้ภัยทางการเมือง ย่อมมีเหตุผล และเป็นสิทธิขอบุคคลที่กำลังถูกดำเนินคดีและอยู่ในภาวะอันตรายต่อชีวิตจากสถานการณ์ทางการเมืองที่จะขอเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง
อังกฤษ เหมือนกับประเทศยุโรปอื่นๆ เป็นประเทศที่มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาตลอด ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลก คือ คาร์ล มาร์กซ นักทฤษฎีคอมมิวนิสต์ ก็เคยไปอยู่และต่อมาไปตายที่นั่น
สถานการณ์ลี้ภัยทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งมายาวนานดังกล่าว ได้กลายเป็นประเพณีทางการเมืองของประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลก และต่อมา ยอมรับเป็นสิทธิประการหนึ่ง หลายประเทศมีนโยบายและออกกฎหมายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยทางการเมือง สหประชาชาติออกอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย (UN Convention relating to the Status of Refugee ค.ศ. 1951 ) กำหนดความหมาย หลักการ และกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการรับผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่เรียกว่า political asylum และผู้อพยพหลบภัยที่เรียกว่า refugee กลุ่มหลังนี้ เป็นผู้ลี้ภัยเป็นกลุ่มใหญ่ๆอันเนื่องมาจากสถานการณ์ร้ายแรงทางการเมือง เช่น สงครามภายในและสงคราวระหว่างประเทศ การปราบปราม การสังหารหมู่ ฯลฯ ซึ่งมีร้อยกว่าล้านคนกระจายทั่วโลก เช่น ผู้อพยพจากอาฟกานิสถาน อิรัก หลายประเทศของแอฟริกา ขณะนี้ กำลังเกิดขึ้นในที่เซาท์ ออสซีเซีย ของจอร์เจีย ประเทศไทยเราเคยให้ที่พักพิงผู้อพยพอินโดจีน ปัจจุบัน มีค่ายพึ่งพิงของผู้หนีภัยสู้รบจากพม่าเกือบ 2 แสนคน
กล่าวเฉพาะการขอลี้ภัยเป็นสิทธิมนุษยชน เพราะมนุษย์ทุกคนหากอยู่ในภาวะที่จะถูกจับ ถูกดำเนินคดี และมีอันตรายต่อชีวิตด้วยเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา และความเชื่อทางการเมือง ย่อมมีสิทธิขอลี้ภัยในประเทศอื่น สหประชาชาตินอกจากมีอนุสัญญาว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัย แล้ว ยังตั้งสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านผู้ลี้ภัย (นิยมเรียกชื่อจากคำย่อภาษาอังกฤษ UNHCR) เพื่อดูแลผู้ลี้ภัยทั้ง 2 ประเภท สำนักงานข้าหลวงใหญ่นี้ มีสำนักงานในประเทศไทยด้วย ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้อ้างว่าจะถูกจับกุมหรือมีอันตรายต่อชีวิตจากประเทศต่างๆทั้งเพื่อนบ้านและแดนไกลเช่น ตะวันออกกลาง มาขอลี้ภัยนับพันคน ผมเคยช่วยเหลือผู้มาขอลี้ภัยกับสำนักงานนี้หลายคน
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้นำประเทศ การขอลี้ภัย ไม่จำเป็นต้องผ่าน UNHCR ขึ้นอยู่กับรัฐบาลประเทศเป้าหมาย จะรับเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองหรือให้พำนักอยู่ในประเทศหรือไม่ ถ้าหากรับให้พำนักในประเทศ ผู้นำหรือผู้ลี้ภัยทางการเมืองจะชีวิตและสิทธิอย่างไรขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น โดยทั่วไปจะมีสิทธิมนุษย์และสิทธิทางการเมืองเกือบทุกประการ กรณีอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ก็เข้าข่ายประเพณีและหลักการนี้
ไม่ต้องเป็นห่วง

ศรัทธาทำลายกันไม่ได้ !

มีคำถามมามากมายว่าเหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงโดนหนักที่สุดในบรรดาผู้นำประเทศ และในประวัติศาสตร์ชาติไทย
คำตอบที่สามารถตอบได้ง่ายๆ เลยก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนรักและศรัทธามากที่สุด
ในช่วงชีวิตของคุณเคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนไหนที่ทำงานมากมายขนาดนี้หรือไม่ เคยเห็นนายกรัฐมนตรีลงไปแก้ไขปัญหาปากท้องชาวบ้านถึงพื้นที่จริงๆ หรือไม่
และเคยเห็นนายกรัฐมนตรีที่กล้าจัดการกับปัญหาของบ้านเมืองที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งปัญหาเหล่านั้นถ้าใครมาจัดการจะก่อให้เกิดศัตรูจำนวนมาก เช่น ปัญหายาเสพติด ปราบปรามผู้มีอิทธิพล ฯลฯ
พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่กลัวหน้าอินทร์ หน้าพรหม ไม่แยแสต่อการก่อศัตรูรอบทิศ
เพราะเขาคิดว่าในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หน้านี้ที่สำคัญที่สุดคือต้องทำงานให้เต็มที่สมกับความไว้วางใจของพี่น้องประชาชน
ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี เขาคิดเพียงว่ามีนายคนเดียว คือ “ประชาชน” ดังนั้นคนที่จะทำให้เขาพ้นจากตำแหน่งได้คือ “ประชาชน”
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ วางแผนออกนโยบายต่างๆ ที่คิดว่าจะเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด
เช่น นโยบายคิดใหม่ ทำใหม่ ซึ่งต่อมาถูกเรียกในเชิงลบว่าเป็น "ประชานิยม" เช่น กองทุนหมู่บ้าน หนึ่งชุมชนหนึ่งผลิตภัณฑ์ 30 บาทรักษาทุกโรค บ้านเอื้ออาทร แท็กซี่เอื้ออาทร โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร
นโยบายต่างๆ เหล่านี้ ปฏิบัติแล้วเห็นผลเป็นรูปธรรม ประชาชนชื่นชอบ เพราะรัฐบาลในอดีตไม่เคยเหลียวแลพวกเขาเลย
ด้วยเหตุนี้คะแนนนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ จึงพุ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากจะวัดก็สามารถดูได้จากผลการเลือกตั้งแบบปาตี้ลิสต์
ณ วันนี้ ผลงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นที่ประจักษ์ในสายตาของคนไทยและคนทั่วโลกแล้ว แม้จะโดนศัตรูที่มีจิตใจอำมหิต เจตนาล้างผลาญเหมารวมทั้งลูกเมียและญาติมิตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตาม
แต่ผมเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งในอนาคต หากมีการยุบพรรค หรือกระทั่งการแตกสลายของพรรคพลังประชาชนก็ตาม
ใครที่ชูภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมาก็ต้องได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนทุกคน เพราะอย่างที่ผมบอกไว้ว่า ความศรัทธามันทำลายกันไม่ได้จริงๆ ไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหน
แม้วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะโดนเล่นงานจากสารพัดข้อกล่าวหาและให้ข่าวประจาน พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ฝ่ายเดียว
แม้วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะโดนศัตรูพยายามยึดทรัพย์สินทั้งหมด รวมทั้งทรัพย์สินที่มีมาก่อนเล่นการเมืองด้วย
แม้วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีกลุ่มคนบ้าออกมาตะโกนด่าทอ และดูถูกเหยียดหยามออกโทรทัศน์ทุกวัน
สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเคยเป็นนายกรัฐมนตรีที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินไทย
วันนี้มันทำลายกันไม่ได้จริงๆ ต่อให้กระหน่ำซ้ำเติมแค่ไหน
ประชาชนคนไทย ต้องช่วยกันหยุดยั่งอำนาจเถื่อนที่ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากการเมือง โดยมี “มือที่มองไม่เห็น” คอยบงการชักใยอยู่เบื้องหลัง
โปรดหยุดการจ้องล้างจ้องผลาญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว
เพราะสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่ มันไม่ใช่ทำลายใครคนใดคนหนึ่ง
แต่เป็นการทำลายประเทศชาติ ทำลายจิตใจคนไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง
วันนี้ขอเพียงแต่ คนไทยจึงยืดหยัดในความถูกต้อง และหนักแน่นในความศรัทธาของตัวเอง
รอคอยวันที่ยิ่งใหญ่ วันที่ประชาธิปไตยเบิกบาน วันที่เผด็จการมีอันเป็นไป !

สวัสดีวันจันทร์

วีระ มุสิกพงศ์

“...ในที่นี้ ข้าพเจ้าขอพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงเรื่องหนังสือตอบกลับจากราชเลขาธิการนั้น จะมีหรือไม่มี ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะหนังสือตอบกลับจากราชเลขาธิการถึงมีก็มิใช่กฎหมายอันจะมีผลลบล้าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ได้...”


++++++++++++++++++++++++++++++++

สำนวนคนบ้านนอกคอกนา อ.ระโนด จ.สงขลา บ้านเกิดข้าพเจ้าพูดกันว่า ‘เหล็กกล้า ต้องพบกับ ตาไม้ไผ่ ’ ความหมายว่า มีดพร้าคมๆที่ทำด้วยเหล็กอย่างดีหรือเหล็กกล้านั้นใช้สับ ใช้ฟันอะไรก็ขาดได้ดังใจหมาย แต่ถ้ามีดพร้านั้นไปฟันเอาตาไม้ไผ่ที่เป็นต้นแก่ได้อายุเข้า บางทีก็ฟันไม่เข้า และบางทีมีดพร้านั้นอาจบิ่นไปได้
ของแข็งด้วยกันกระทบกันพอสมน้ำสมเนื้อ – ว่างั้นเถอะ
กรณี นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริตการจัดซื้อรถดับเพลิงของ กทม. ได้ให้สัมภาษณ์ว่าได้ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ไปแล้วครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งได้ทำหนังสือแจ้งรายชื่ออนุกรรมการฯ ไปให้ผู้ถูกกล่าวหาและผู้เกี่ยวข้องในคดีทุกคนทราบเรื่องแล้ว ไม่มีใครคัดค้านรายชื่ออนุกรรมการไต่สวนฯ
ยกเว้น นายสมัคร สุนทรเวช คนเดียว
นายสมัคร ทำหนังสือคัดค้านมาถึงประธานกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ยอมรับคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ โดยอ้างว่า ป.ป.ช. มีที่มาไม่ชอบเพราะไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นประเด็นที่นักกฎหมาย นักการเมือง และผู้คนในสังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมาเกือบเดือนแล้ว
นายวิชา มหาคุณ กล่าวว่า เรื่องนี้ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่ามีที่มาถูกต้อง จึงมีมติให้เดินหน้าไต่สวนคดีต่อไป หากนายสมัคร ยังติดใจขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ขณะเดียวกันนายวิชา ได้เปิดเผยว่าขณะนี้ ป.ป.ช. ได้รับการอนุญาตจากสำนักราชเลขาธิการให้เปิดเผยหนังสือตอบกลับว่า ป.ป.ช. ไม่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ เนื่องจากได้รับการแต่งตั้งโดยรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่ง ป.ป.ช. จะรีบนำหนังสือดังกล่าวมาเปิดเผยโดยเร็วต่อไป
การแถลงของ นายวิชา มหาคุณ ครั้งนี้มีประเด็นสำคัญ 2 ประการ
หนึ่งคือ คำคัดค้านของ นายสมัคร สุนทรเวช

สองคือ หนังสือตอบกลับของราชเลขาธิการเรื่อง ป.ป.ช. ไม่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เพราะได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐาธิปัตย์ซึ่งสงสัยกันว่ามีจริงหรือไม่
เรื่องที่หนึ่ง คำคัดค้านของนายสมัครนั้น ข้าพเจ้ามีความเห็นส่วนตัวว่า นี่แหละคือเหล็กกล้า ซึ่งต้องมาปะทะกับตาไม้ไผ่เข้าให้แล้วจึงจะสมน้ำสมเนื้อกัน เท่าที่ผ่านมา ป.ป.ช. เคยเจอแต่หมู ข่มขู่เอา กระโชกเอาอย่างไรก็ได้ ไม่มีใครคิดต่อสู้เพราะส่วนใหญ่ต่างคนต่างกลัวการตรวจสอบของ ป.ป.ช. แต่คนอย่างนายสมัครไม่กลัว คนอย่างนายสมัครคงทนต่อการพิสูจน์ จึงถึงคราวที่ ป.ป.ช. จะต้องตั้งรับบ้าง
ส่วนประเด็นที่สอง เรื่องหนังสือตอบกลับของราชเลขาธิการนั้น เป็นประเด็นรองหรือเป็นประเด็นประกอบความขัดแย้งหลักเท่านั้น หาใช่ประเด็นหลักไม่
ในที่นี้ ข้าพเจ้าขอพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงเรื่องหนังสือตอบกลับจากราชเลขาธิการนั้น จะมีหรือไม่มี ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะหนังสือตอบกลับจากราชเลขาธิการถึงมีก็มิใช่กฎหมายอันจะมีผลลบล้าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ได้
ตามที่ ป.ป.ช. อ้างนั้น ป.ป.ช. บอกว่าหนังสือตอบกลับของราชเลขาธิการระบุว่า ป.ป.ช. ไม่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพราะได้รับการแต่งตั้งจากรัฏฐาธิปัตย์แล้วนั้น ข้าพเจ้าเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ดูแล้วไม่พบศัพท์คำนี้แต่อย่างใด
เมื่อไม่มีคำศัพท์ในพจนานุกรมก็ได้แต่อาศัยความรู้ ความเข้าใจซึ่งไม่มีหลักประกันว่าถูกต้องหรือไม่กล่าวคือ รัฐาธิปัตย์ หมายถึงผู้มีอำนาจรัฐหรือผู้ใช้อำนาจรัฐ ซึ่งหมายถึงคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เข้าทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 นั้นเอง
คณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่ได้ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจในครั้งนั้นมีหัวหน้าคือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อยึดอำนาจได้แล้วก็ออกประกาศฉบับต่างๆที่อ้างว่า มีผลเป็นกฎหมายหลายฉบับให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นอีกมาก
ประกาศ คปค. ซึ่งอ้างกันว่ามีฐานะเป็นกฎหมายนั้นไม่มีฉบับใดเลยที่จะปฏิเสธฐานะของพระมหากษัตริย์ในฐานะองค์พระประมุขของชาติ ตรงกันข้ามยังยอมรับทั้งปรากฏในชื่อของคณะผู้ยึดอำนาจเองที่ชื่อว่า ‘ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ’ อีกทั้งหัวหน้าคณะผู้ยึดอำนาจยังขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตนเองซึ่งเป็นการแสดงการยอมรับในทางปฏิบัติ
ความเป็น รัฐาธิปัตย์ ที่สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยไม่ใช้วิธีการสรรหานั้นเห็นจะไม่มีใครเถียงเพราะประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ระบุอยู่แล้วว่า ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่อง ป.ป.ช. ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ เพียงแต่ให้ ยกเว้นเฉพาะมาตราที่ว่าด้วยการสรรหา เพราะ คปค. ต้องการคัดเลือกคนที่ถูกใจมาทำหน้าที่นี้ จึงริบอำนาจในการสรรหา ป.ป.ช. มาใช้เอง
แต่ คปค.คงจะลืมไปว่าเมื่อมาตราอื่นๆ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญยังมีผลบังคับใช้อยู่ การคัดเลือกตัว ป.ป.ช. ได้ 9 คนเสร็จแล้วก็ต้องนำไปปฏิบัติตามมาตราอื่นๆ ที่ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป
เมื่อมาตรา 12 บัญญัติว่า ...การนับวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เริ่มนับจากวันที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คปค. ก็ต้องนำชื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คนขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
ในที่นี้เป็นที่ยอมรับความจริงกันทุกฝ่ายแล้วว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พยายามขอพระราชทานพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ผ่านทาง คปค. และเลขาธิการ ครม. อยู่แล้ว
การที่ไม่โปรดเกล้าฯ ลงมาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ รวมทั้งเหตุที่ราชเลขาตอบกลับหนังสือของเลขาธิการ ครม. ย่อมมีผลยืนยันว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ซึ่งเป็นเหตุให้เริ่มนับวาระการทำงานไม่ได้
คปค. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะปุโลปุเลตีความเข้าข้างตัวเองในภายหลังว่า รัฐาธิปัตย์ แต่งตั้งแล้วก็เข้าทำงาน เริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งและเริ่มนับเวลานับเงินเดือนย่อมไม่ได้ เพราะขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.เงินเดือนและค่าตอบแทน พ.ศ.2541 มาตรา 4 อย่างชัดแจ้ง
เว้นแต่หัวหน้า คปค. จะกล้ายกตัวเองขึ้นเทียบเท่าพระมหากษัตริย์และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะยอมรับฐานะของหัวหน้า คปค. ว่าเทียบเท่าพระมหากษัตริย์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง – ขอให้ว่ามา
แต่กระนั้น ก็ยังต้องถามกันต่อไปอีกว่า แล้วเหตุไฉนเวลาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ตลอดจนประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงยังต้องขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
สรุปรวมความแล้ว หนังสือปฏิเสธอำนาจคณะอนุกรรมการสอบสวนฯ ของ ป.ป.ช. และอำนาจของ ป.ป.ช. เองของ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นเรื่องมีเหตุผล เพราะมีกฎหมายอ้างอิงชัดเจน ป.ป.ช.จะอ้างหนังสือตอบกลับของราชเลขาธิการฯ มาหักล้างมิได้ เพราะเป็นเรื่องการละเมิดกฎหมายถึง 2 ฉบับ ที่สำคัญเป็นการล่วงละเมิดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ด้วย
ป.ป.ช. ควรยุติการตอบข้อสงสัยด้วยวิธีนี้ได้แล้ว
รีบเก็บกระเป๋า กลับบ้าน คืนเงินเดือนให้กระทรวงการคลังไปเสียเถิด อย่าให้เดือดร้อนแก่เดรัจฉานอย่างตัวเงินตัวทองที่ถูกนำมาแห่ประท้วงนั้นเลย



สมัคร ยืนยัน สนช.เป็นคนริเริ่ม กม.จัดระเบียบการชุมนุมฯ


กรุงเทพฯ 15 ส.ค.-นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวตอนหนึ่งในการแสดงวิสัยทัศน์ เรื่อง “วิสัยทัศน์ประเทศไทย สู่ปี 2570” ในการประชุมประจำปีของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้เป็นต้นคิดเสนอออกร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้จัดทำเอาไว้ มีเจตนาต้องการจะฆ่าแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ที่ไปชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งตอนนี้ นปก.ได้เลิกไปแล้ว แต่พวกที่ยังไม่เลิกชุมนุมอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ดังนั้น พอจะมีการออกกฎหมายดังกล่าวก็ออกมาต่อต้าน

“การเมืองเป็นอย่างนี้แหล่ะครับ แต่มันจะเป็นยังไงก็ได้ไม่เป็นปัญหา เพราะผมเป็นพวกโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ต้นทุนต่ำ ขาดทุนหน่อยหรือหยุดบินยังไง ไม่เป็นปัญหา ไม่มีปัญหาทั้งส่วนตัว ครอบครัว และเพื่อนพ้อง” นายสมัคร กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-15 15:00:14


สมัคร ยืนยันมีคนจ้องล้มรัฐบาล

เมืองทองธานี 15 ส.ค. – “สมัคร” ยอมรับไม่มั่นใจบริหารประเทศได้นานแค่ไหน ระบุอาจมีการนำประเด็น “ยุบพรรค”-รายการ “ชิมไปบ่นไป” มาจ้องล้มรัฐบาล ยืนยันไม่เป็นธรรม กรณีรัฐธรรมนูญกำหนดให้ยุบพรรค จากการทำผิดของกรรมการบริหารพรรคเพียงคนเดียว

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวตอนหนึ่งในการแสดงวิสัยทัศน์เรื่อง “วิสัยทัศน์ประเทศไทยสู่ปี 2570” ในการประชุมประจำปีของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ว่า ส่วนตัวไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะเดินหน้าบริหารประเทศไปได้ไกลแค่ไหน เพราะ 2-3 วันข้างหน้า อาจมีคนที่ไม่ชอบรัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชาชน อาจจะสั่งยุบพรรคก็ได้ หรืออาจมีการนำเอาประเด็นการจัดรายการ “ชิมไป บ่นไป” มาบอกว่าสร้างความเสียหายต่อบ้านเมือง หรือบ้านเมืองจะต้องล่มสลาย เพราะการไปทำกับข้าวก็ได้

“ผมเห็นเอกสารเมื่อวาน หนาเกือบ 2 นิ้ว บอกกันอู้หู้ คนเกลียดผมเขียนจดหมายลงไป อ้างชาร์ลส์ เดอโกลด์ อ้างใครต่อใคร เพื่อจะบอกว่า ผมเนี่ยมีนิสัยทุจริต มีความคิดที่ต้องการจะนำสถานะของตัวมาโฆษณาหากิน ผมทำมา 7 ปีแล้ว ไม่เคยคิดอะไร สัญญาอะไรก็ไม่เคยเซ็น เขาชอบ เขาชวนไป เราก็ทำตามเขา เพราะเขาชวนไปทำกับข้าว ไม่เคยคิดอะไรอื่นเลย แต่ไปอ่านรายงานแล้ว โอ๋ ดูแล้วมันน่ากลัว ท่านทั้งหลายอาจจะบอก อะไรวะ! แค่ทำกับข้าวต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ครับ เขาจะเอากันให้พ้น” นายสมัคร กล่าว

นายสมัคร กล่าวต่อว่า การที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคได้ ถ้ากรรมการบริหารพรรคเพียงคนเดียวไปทำผิด เพราะต้องการเอาผิดคนเพียงบางคนเท่านั้น แต่บังเอิญเรื่องนี้ส่งผลกระทบไปถึงพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย รวมทั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน และช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีการบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์อาจโดนด้วย แล้วตกลงประเทศไทยจะเป็นยังไง นี่มันหอกทมิฬ แทงทมิฬ

“ท่านทั้งหลายที่มาจากธุรกิจ ลองคิดดูแล้วกัน บริษัทใหญ่โตมโหฬาร อย่างบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย สร้างไว้แข็งแรง กรรมการปูนซีเมนต์ไทยคนหนึ่งเกิดไปทุจริต ไปคดโกงอะไรเข้า เขาบอกต้องยุบบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย ยุติธรรมไหมครับ คนในบ้านอยู่กันบ้านใหญ่ 3-4 ครอบครัว เกิดมีบางคนในนั้นไปยิงใครตายเข้า เขาบอกว่าต้องขังมันทั้งบ้าน ต้องลงโทษทั้งบ้านเลย อย่างนี้มันได้ไหมครับ” นายสมัคร กล่าว. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-15 14:47:55




"สมชาย" ปัดไม่มีส่วนรู้เห็นจัดตั้งพรรคเพื่อไทย

รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ปฏิเสธไม่มีส่วนรู้เห็นกรณีกระแสข่าวการจัดตั้งพรรคเพื่อไทย ระบุยังไม่พร้อมเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองและยังสังกัดพรรคพลังประชาชนอยู่

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เปิดเผยถึงกรณีกระแสข่าวการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ภายใต้ชื่อพรรคเพื่อไทยว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว ซึ่งการตั้งพรรคการเมืองใหม่เป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่ขณะนี้ตนสังกัดพรรคพลังประชาชน และยังไม่คิดไปอยู่พรรคใหม่ ส่วนในอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน ขณะเดียวกันยังปฏิเสธไม่ทราบกรณีกระแสข่าวว่าตนจะเป็นหัวหน้าพรรคใหม่ที่จะตั้งขึ้น และกล่าวว่าตนยังไม่พร้อมสำหรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค

รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ยังกล่าวด้วยว่า กรณีของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจลี้ภัยไปอยู่ประเทศอังกฤษนั้น เป็นการตัดสินใจของพันตำรวจโททักษิณซึ่งจะต้องรับผิดชอบการตัดสินใจเอง ที่ผ่านมาไม่ได้มีการติดต่อพูดคุยกันแต่อย่างใด

"วิชิต" เรียกร้อง คตส.ประกาศรายชื่อผู้ขอรับสินบน

“วิชิต ปลั่งศรีสกุล” เรียกร้อง คตส. เผยรายชื่อผู้ขอรับสินบน พร้อมยืนยันด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีเจตนากล่าวพาดพิงศาล แต่อาจหมายถึงขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมมากกว่า

นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ทีมกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับระเบียบคณะกรรมการการตรวจสอบ ว่าด้วยการจ่ายสินบนในการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ที่ระบุว่า คตส.สามารถจ่ายเงินสินบนให้กับผู้แจ้งเบาะแส ให้ข้อมูลกรณีการทุจริตร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ถึงร้อยละ 25

โดยนายวิชิต มองว่าระเบียบดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับการยึดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ซึ่งที่มาของเงินดังกล่าวที่ คตส.อายัด เป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นตัวเลขที่สามารถตรวจสอบได้ โดยเป็นปกติในตลาดหุ้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดความโปร่งใส จึงขอให้ คตส.เปิดเผยว่ามีผู้แสดงตนมาขอรับสินบนจำนวนดังกล่าวหรือไม่ รวมทั้งขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ที่รับสานต่อเรื่อง พิจารณาว่าเมื่อคตส.หมดวาระลง ใครจะเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งจ่ายเงินดังกล่าว

นอกจากนี้นายวิชิต ยังยืนยันด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีเจตนาจะกล่าวพาดพิงการทำงานของศาล แต่คงหมายถึงขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมมากกว่า โดยส่วนตัวเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทุกฝ่ายออกมาตื่นตัว เพราะอยากให้รักษากฎหมายที่นำมาบังคับใช้ ไม่ใช่ใช้กับบุคคลเพียงกลุ่มเดียว