WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 15, 2008

“จดหมายจากสถานทูตอังกฤษ กรณีขอตัวอดีตผู้นำมาดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน!?” (จบ)

5. การขอให้ส่งตัว อดีตนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลท่าน เป็นกรณีต้องห้ามตามกฎหมาย STATE IMMUNITY ACT OF 1978 ของสหราชอาณาจักร อย่างชัดแจ้ง ซึ่งท่านรัฐมนตรีฯน่าจะศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ด้วย

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ทำให้องค์กรอย่าง Human Right Watch ไม่กล้าเรียกร้อง ให้รัฐบาลในสมเด็จพระราชินีบรมราชินีนาถของข้าพเจ้า ส่งตัวอดีตผู้นำของท่าน กลับมาดำเนินคดีในประเทศ เพราะองค์กรนั้นรู้ดีว่า ไม่มีหลักฐานอันใดเลย ที่จะพิสูจน์ความผิดตามข้อกล่าวหา จึงได้แต่เพียงยื่นคำร้อง ไปยังสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ไม่ให้อดีตผู้นำประเทศของท่าน เข้ามามีส่วนในการบริหารกิจการฟุตบอล ในทีมที่ซื้อขาดมาแล้ว
ดังนั้น Human Right Watch จึงถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ตอบโต้กลับไปอย่างแข็งกร้าว พร้อมคำกล่าวหาองค์กรนี้ ไม่ได้ไป watch แต่ดันไป wag และนั่งเทียนเขียนข่าวเอาส่งเดช ดังที่ปรากฏรายละเอียด ตามข่าวที่สื่อนำเสนอไปแล้ว
รัฐบาลของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ แห่งเกรตบริเตนนั้น ก็ไม่ได้มีความเห็นแตกต่าง จากสมาคมฟุตบอลอังกฤษ เพราะยังไม่เห็นมีคดีใดๆเลย ที่เกี่ยวพันพาดพิงมาถึงตัวอดีตผู้นำของท่าน คงมีแต่การกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งโดยมิชอบ ของคณะเผด็จการเท่านั้น

สำหรับกรณีกล่าวหาว่า อดีตผู้นำ สั่งการ ‘ฆ่าตัดตีน’ กว่า 2,000 ศพนั้น ยิ่งไร้สาระเป็นที่สุด เพราะนายกรัฐมนตรีรัฐบาลเผด็จการของท่าน ได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรม สอบสวนหาความจริง แต่ดำเนินการมาเกือบปี ยังไม่มีผลออกมาว่าใครกระทำผิดแม้แต่รายเดียว จนพลเมืองของประเทศท่าน ถึงกับพูดกันให้อื้ออึง ว่า
“จับไม่ได้ แม้กระทั่งหมาสักตัว!”
รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมของท่าน ดีแต่ออกข่าวสร้างความสับสนให้กับประชาชน สร้างเงื่อนไขฉุดรั้งการทำงาน ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปราม พร้อมการกลับมาแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง ของยาเสพติดซึ่งบัดนี้นั้น
ได้ลงหลักปักถ่ออย่างมั่นคง ในประเทศที่น่าสงสาร ของท่านอีกครั้ง!
ด้วยเหตุนี้เอง กระทรวงยุติธรรมภายใต้รัฐบาลฮุนตา และเผด็จการทหารหนุนหลังของท่าน จึงต้องต้องแก้เกี้ยว ปิดบังความอายและความไร้สมรรถภาพ ด้วยการตั้งโดยอดีตประมุขฝ่ายอัยการ และเคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคการเมือง กับอดีตผู้นำของท่าน ขึ้นมาเป็นประธานคณะสอบสวนอิสระ เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาแน่นว่า คงต้องดักดานสอบสวน ไปจนถึงชาติหน้า เป็นอย่างเร็วที่สุด
สรุป
รัฐบาลในสมเด็จพระบรมราชินีนาถของข้าพเจ้า จะไม่มีวันส่งตัวอดีตผู้นำไปตามคำร้องขอของชาติเผด็จการ โดยเด็ดขาด หรือแม้จะมีการจัดระบอบ ที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยขึ้นในประเทศของท่าน และถ้ารัฐบาลที่เข้ามาบริหารใหม่ จะดำเนินการขอร้องเช่นนี้อีกครั้ง
รัฐบาลแห่งเกรตบริเตน จะไม่ยินยอมส่งตัวอดีตผู้นำของท่าน อย่างแน่นอน!
นอกจากนี้ ยังมีความเห็นของนักกฎหมายยุโรปและสหรัฐ ที่มีทิศทางไปในทางกันว่า ผู้ที่เป็นก่ออาชญากรรมแท้ที่จริงแล้ว น่าจะเป็นบุคคลที่ใช้กำลังเข้าเปลี่ยนแปลง ระบอบการปกครองประเทศจากประชาธิปไตย ไปเป็นการปกครองแบบเผด็จการนั่นเอง
ดังนั้น พวกทหารฮุนตาเหล่านั้นต่างหาก ที่เป็นอาชญากรตัวจริง ถ้าบุคคลเหล่านี้หลบหนีการดำเนินคดีจากประเทศใด เข้ามาอยู่ในสหราชอาณาจักร และหากเราได้รับ
คำขอเช่นเดียวกัน จะพิจารณาอย่างถ้วนถี่ และอาจส่งตัวให้กับรัฐบาลประเทศผู้ขอ ก็เป็นไปได้

จึงเรียนมายังท่าน ในฐานะมิตรสนิท ที่คุ้นเคยกันมายาวนาน จึงต้องการให้ท่านรัฐมนตรีฯ ได้ใคร่ครวญถึงบทบาทและกลยุทธ์ดำเนินการ ในเรื่องการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนนี้ให้จงดี ขอได้ใช้ความพยายาม สื่อให้รัฐบาลฮุนตาของท่าน และคณะทหารเผด็จการที่หนุนหลังของเขา เข้าใจให้จงได้ ว่า
อย่าได้กระทำการ ที่โง่เขลาเบาปัญญา ด้วยการขอตัวอดีตผู้นำของท่าน กลับมาดำเนินคดีในประเทศเป็นอันขาด เพราะจะต้องถูกรุก พร้อมกับถูกตอบโต้ทางการทูต อย่างหนักแน่นและรุนแรง จนรัฐบาลฮุนตาและระบอบเผด็จการทหารของท่าน จะต้องเสียหน้าและอับอาย รวมทั้งได้รับการดูถูกเกลียดชัง ในสังคมระหว่างประเทศซ้ำซากอีก
ขอให้ท่านในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ช่วยอธิบายให้พวกเขา ทั้งรัฐบาลและคณะฮุนตา ได้เข้าใจวิถีประชาธิปไตย และวิธีปฏิบัติของชาติอารยะในเรื่องนี้ โดยละเอียดด้วย
ข้าพเจ้า ยินดีช่วยคลี่คลายความหนักใจของท่าน ฉันมิตรสนิท สืบไปอีกนานเท่านาน
ด้วยความปรารถนาดี

ลงชื่อ.....................(เว้นว่างไว้)

นั่นเป็นข้อความ ตามจดหมายทั้งหมด ที่ปรากฏต่อสายตาคำฝาย!
เมื่อชายหนุ่มได้อ่านจดหมายเก็บตกฉบับนี้แล้ว เขาเข้าใจได้ทันทีว่า เอกสารที่เก็บได้นั้น ยังไม่ใช่เป็นจดหมายตัวจริง หากแต่เป็นเพียงร่างจดหมาย เพราะยังไม่มีการลงนาม
คำฝายทราบดีว่า เจ้าของจดหมายไม่ได้พูดถึงเรื่องการเมือง ในประเทศ “แสนจะขัน” ของเขาแน่ เพราะบ้านเมืองของคำฝายนั้น พลเมืองไม่เคยพบเห็นการปฏิวัติรัฐประหาร มานานกว่า 500 ปี (ห้าร้อยปี) แล้ว
ดังนั้น จดหมายฉบับที่เขาเก็บได้ น่าจะเป็นร่างจดหมาย ของเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตอังกฤษในประเทศอื่น ซึ่งคงมาพักโรงแรมในเมืองของเขา และเผอเรอทำตกไว้ก็ได้ เพราะสถานทูตเมืองผู้ดีประจำกรุงแสนจะขัน อยู่ใกล้โรงแรมหรู ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายที่คำฝายมีหน้าที่ทำความสะอาด นั่นเอง
แม้จะไม่ทราบว่า สิ่งที่ตนเก็บได้จะเป็นจดหมายของสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศอะไรกันแน่ แต่ชายหนุ่มผู้มีการศึกษาอย่างคำฝาย พอจะเดาได้ว่า จดหมายฉบับที่เขาเก็บได้นี้ มาจากบุคลากร ของสถานทูตอังกฤษประจำประเทศใด
ด้วยความเป็นพลเมือง ที่มีความรับผิดชอบสูง คำฝายจึงเดินไปซื้อแสตมป์ จากเครื่องระบบหยอดเหรียญ ติดหน้าซองจดหมาย แล้วลงมือจ่าหน้าซองทันที
คำฝายไม่ได้จ่าหน้าซองถึงเจ้าหน้าที่ทูตอังกฤษ ประจำประเทศที่เขาคิดไว้ แต่
กลับจ่าหน้าถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งทางสถานทูตอังกฤษเจ้าของจดหมาย มีความประสงค์จะสื่อข้อความไปถึงโดยตรง ไม่มีมนุษย์คนใดทราบว่า
คำฝายจ่าหน้าซองถึงรัฐมนตรี ประเทศใดกันแน่?
แต่...
ณ วินาทีนั้น หากท่านผู้อ่านที่เคารพ ยืนอยู่ตรงจุดเดียวกับคำฝาย แล้วมองขึ้นไปบนฟ้า จะเห็นนกแร้งตัวหนึ่ง บินนำฝูงยู่สูงเหนือเมืองแสนจะขัน เจ้าสัตว์ใจบุญที่กินแต่ของตาย เหลือบตาแร้งที่เป็นเลิศในการมองระยะไกล ลงมาดูจ่าหน้าจดหมายของหนุ่มปริญญา แต่มากวาดถนน และได้เห็นชื่อประเทศ ที่คำฝายเขียนบนหน้าซองนั้น อย่างชัดเจน
เจ้าแร้งหัวหน้าตัวนั้นรู้ทันทีว่า นั่นเป็นประเทศเดียวกับที่แร้งฝูงอื่นได้บินเกาะหมู่ ไปสร้างปรากฏการณ์ ‘แร้งลง’ ล่วงหน้าเป็นจำนวนมาก เนื่องจากของเน่าของเสีย เกิดขึ้นจนเต็มประเทศนั้น อันเป็นผลพวงมาจากการที่เผด็จการทหาร เข้ายึดอำนาจไปจากประชาชน จึงเหมาะแก่การลงหาและเสพภักษาหาร ของฝูงแร้งเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม การไปถึงของแร้งฝูงก่อนหน้านั้น ยังเป็นการบินไปถึงตามหลัง
วงศาคณาญาติของสัตว์อัปมงคล อันประกอบด้วย เหี้ย ตะกวด แลน ซึ่งเป็นสัตว์ประจำถิ่น ที่มาสิงสู่ซากเน่าเสียของประเทศนั้น อยู่ก่อนหน้าแล้วมากมาย
แถมไอ้เดียรัจฉานเวรพวกนี้ มันไม่ได้กัดกินเฉพาะของตาย หากแต่ยังรุมกัดกินของเป็นกระทั่งฝูงสัตว์เลี้ยง เป็ด ไก่ ทรัพย์สินของพลเมือง อย่างไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม!
อุกอาจ...จนถึงขั้นรุมกันแดกได้ แม้กระทั่ง ‘รัฐธรรมนูญ’ ของชาตินั้นเลยทีเดียว!!
นี่เอง...เป็นสาเหตุให้ประเทศที่น่าสงสาร ทรุดโทรมลงอย่างน่ากลัว!!!
เมื่อคำฝายทิ้งจดหมาย ลงตู้ไปรษณีย์เรียบร้อยแล้ว เขากลับไปจับด้ามไม้กวาด เพื่อทำหน้าที่พลเมืองที่ขยันขันแข็ง ในหน้าที่การงานของตนต่อไป แต่...
.
...หากเจ้าหนุ่มพลเมืองแสนจะขันนคร จะเหลือบตา มองขึ้นไปบนท้องฟ้าสักนิด
จะเห็นแร้งตาโปนตัวนั้น ขยับปีก ส่งสัญญาณแจ้งรหัส ให้บริวารในฝูงของตนรู้แล้ว...

บินทะยานเปลี่ยนทิศทาง ตรงไปยังประเทศตามจ่าหน้าซองนั้นตั้งอยู่ โดยทันที!



คอลัมน์ : ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

“...ใครมีกิเลส อยากมีอยากเป็นใหญ่อย่างไร ผมไม่ว่ากระไรหรอกครับ แต่หากจะนำสภาทนายความอันมีศักดิ์ศรีและมีเกียรติไปใช้เพียงเพื่อสนองความอยากของตนแล้วทนายความทุกคนคงยอมไม่ได้...”

สภาทนายความ
ผมเป็นนักกฎหมายและวิชาชีพกฎหมายที่เป็นอยู่ก็คือ การเป็นทนายความ ผมเป็นทนายความมาทั้งชีวิตการทำงานเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เลี้ยงตัวเองและครอบครัวจนสร้างฐานะมาจนทุกวันนี้ก็เป็นเงินจากวิชาชีพ ทนายความทั้งสิ้น วิชาชีพทนายความเป็นความภาคภูมิใจของผม เพราะ นอกจากจะสร้างรายได้ดังกล่าวแล้ว ผมยังใช้ความรู้ช่วยเหลือ ผู้ด้อยโอกาส ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยเฉพาะทางด้านกฎหมาย ตามอุดมการณ์ที่ผมมี ตามที่ผมต้องการทำได้ เนื่องจากวิชาชีพทนายความ มีความเป็นอิสระ คนเป็นทนายความไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร นอกจากตัวเอง วิชาชีพนี้เป็นที่ใฝ่ฝันของนักกฎหมายจำนวนไม่น้อย และผมมั่นใจว่าทนายความทุกคนในประเทศ ต่างภาคภูมิใจในวิชาชีพและมุ่งหวังที่จะให้องค์กรวิชาชีพอย่างสภาทนายความเป็นสถาบันอันทรงเกียรติมีศักดิ์ศรี มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อาณัติใคร เนื่องจากสมาชิกสภาทนายความ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้นำทางความคิดของสังคม โดยเฉพาะทางด้านกฎหมาย และสมาชิกซึ่งเป็นทนายความเหล่านั้นต่างอยู่ครอบคลุมไปทุกพื้นที่ของประเทศ กล่าวได้ว่าทนายความเป็นที่ยอมรับนับถือจากสังคม หรือองค์กรต่างๆ ด้วยความเชื่อมั่นว่าทนายความ คือวิชาชีพของบุคคลที่ทรงเกียรติ ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นของทนายความไม่ว่าจะในระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศ ก็จะเป็นที่รับฟัง แต่ในทางตรงกันข้าม หากทนายความคนใดมีความประพฤติอันไม่เหมาะสม สังคมก็จะตำหนิติเตียน และในที่สุดก็จะไม่ได้รับความเชื่อถือจนทนายความคนนั้นไม่อาจจะอยู่ในสังคมนั้นต่อไปได้
นี่คือสภาพความเป็นจริงในสังคมไทย จึงทำให้ทนายความต้องวางตนให้เหมาะสม การแสดงความคิดเห็นโดยเฉพาะทางด้านกฎหมาย ทนายความจึงต้องกระทำให้สมกับเป็นนักกฎหมายอย่างเต็มภาคภูมิ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากประชาชน และเพราะทนายความเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม การปฏิบัติหน้าที่ทนายความเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม การปฏิบัติหน้าที่ทนายความจึงเป็นกลไกสำคัญในการผดุงความยุติธรรม ทั้งนี้ก็เพื่อให้กฏหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และทำให้บ้านเมืองมีความสงบสุขและเรียบร้อย
สภาทนายความ คือสถาบันอันสำคัญเพราะเป็นสถาบันกฎหมายอันเป็นเสาหลักทางด้านกฎหมายของบ้านเมือง และอาจเป็นสถาบันกฎหมายเดียวที่มีความเป็นอิสระ ดังนั้นจึงควรปราศจาการเมือง ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของคนคนหรือกลุ่มองค์กรใด การดำเนินการหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ จึงควรต้องอยู่ภายใต้หลักการดังกล่าว จึงจะทำให้เป็นที่ยอมรับจากประชาชน
แต่ดูเหมือนว่าในยุคที่นำโดยนายกสภาคนปัจจุบันสภาทนายความกลับถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า สภาทนายความได้กระทำการอันไม่เหมาะสมหรือไม่ มีการถูกครอบงำโดยผู้มีอำนาจบางคนแล้วหรืออย่างไร เพราะบทบาทของสภาทนายความที่ได้แสดงออกมา ล้วนแล้วแต่เพื่อสนองรับใช้กลุ่มผู้มีอำนาจ หรือเผด็จการ หรือว่ามีใครบางคนในสภาทนายความ หวังเพียงจะใช้สถาบันอันน่าเชื่อถือนี้ เป็นบันได้ไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งอื่น ไม่ว่าในทางการเมืองหรือองค์กรใด อย่างที่เคยทำกันมาในอดีต
แทนที่สภาทนายความซึ่งต้องยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย จะออกมาต่อต้านเผด็จการสภาทนายความกลับออกมาสนับสนุนยกย่อง และยอมตนไปรับใช้ ทั้งที่เผด็จการคือผู้เข้ามาทำลายหลักนิติรัฐขณะที่เผด็จการได้เข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้ยึดหลักนิติธรรม โดยตั้ง คตส.ขึ้นมาทำการสอบสวนอันเป็นกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นอดีตนายกสภาทนายความ แทนที่สภาทนายความจะแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการไม่ร่วมกับเผด็จการ แต่สภาทนายความกลับกระทำการสนับสนุนช่วยเหลือ โดยแท้เป็นทนายความให้คตส. ซึ่งเปรียบเสมือนกากเดนของเผด็จการ
ทั้งที่ คตส. ถูกตั้งข้อสงสัยว่า ว่ามิได้สอบสวนโดยยึดหลักนิติธรรม แต่สภาทนายความกลับไม่ใส่ใจและนำพา กลับกระโดดเข้าใส่ ทั้งที่ทำการดังกล่าวมิใช่วัตถุประสงค์ตามกฎหมายของสภาทนายความ ทั้งการกระทำ ดังกล่าว ถือว่าเป็นการกระทำโดยพลการ ปราศจากความเห็นชอบของสมาชิก
นายกสภาทนายความไม่เข้าใจหรือว่า สภาทนายความไม่ใช่กิจการส่วนตัวของตน หรือของอดีต นายก, ที่ชื่อสัก กงแสงเรือง ในวันนี้สภาทนายความกำลังสร้างความอัปยศขึ้นอีกครั้ง โดยการออกแถลงการณ์ประณามอดีตนายกรัฐมนตรี ที่อ้างว่า กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง
เป็นการแถลงการณ์โดยสภาทนายความ ซึ่งหมายถึงทนายความทั้งประเทศ ทั้งที่ทนายความจำนวนมากไม่เห็นด้วย และนี่คือความอัปยศอดสูที่เกิดขึ้นอีกครั้งของสภาทนายความ เพราะใครก็ตามที่ตาไม่ได้มืดบอด เพราะความทะยานอยากตามกิเลสของตน ย่อมรู้ดีว่าเวลานี้กระบวนการยุติธรรมอยู่ในขั้นวิกฤติ และยิ่งเป็นนักกฎหมายที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว ย่อมยิ่งจะรู้ดียิ่งกว่า
หรือเฉพาะสภาพทนายความ เท่านั้นที่ไม่รู้เรื่องนี้
ใครมีกิเลส อยากมีอยากเป็นใหญ่อย่างไร ผมไม่ว่ากระไรหรอกครับ แต่หากจะนำสภาทนายความอันมีศักดิ์ศรีและมีเกียรติไปใช้เพียงเพื่อสนองความอยากของตนแล้วทนายความทุกคนคงยอมไม่ได้
เพราะเท่าที่ผ่านมาสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ได้เสื่อมทรามลง จนเกินจะให้อภัยแล้วครับ...



พธม.ลิ้นไม่มีกระดูก

การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลและพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ อย่างมีเลศนัย ทั้งประเด็นเคลื่อนไหวที่ตีแผ่ให้เห็นถึงความเท็จ และกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่มีความชอบธรรมหลงเหลืออยู่เลย ทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องสะดุดลงกลางคันและจนบัดนี้ยังไม่บรรลุผล

มิหนำซ้ำรัฐมนตรีที่ถูกโจมตีด้วยการกล่าวหาว่าใช้อำนาจโดยมิชอบ และมีมลทิน ต้องถูกสอยร่วงไปทีละคนสองคน กระทั่งต้องปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ ท่ามกลางความนิยมและความชอบธรรมที่คนสนใจไม่น้อยไปกว่าดิม และยิ่งเติมเต็มให้รัฐบาลต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

จะว่าไปแล้วหากกลุ่มพันธมิตรฯกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่มีความชอบธรรมนั้น ก็อยากบอกว่าให้ฝ่ายพันธมิตรฯหัดไป “ตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงา” ตัวเองบ้าง

ที่ขึ้นเวทีกล่าวหารัฐบาลอยู่ปาวๆว่าไม่มีความชอบธรรม แต่ตัวเองกลับไม่มีความชอบธรรมเอาซะเลย

การขึ้นเวทีทุกครั้งก็ชอบเอาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมากล่าวหารัฐบาล จนทำให้รัฐมนตรีของรัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้นำครั้งนี้ก็ต้องหลุดออกจากตำแหน่งทีละคนสองคน และเงื่อนไขทุกเรื่องที่พันธมิตรฯนำมาโจมตีรัฐบาลนั้น กลุ่มพันธมิตรฯมักบอกว่าหากรัฐมนตรีท่านนั้นลาออกก็จะยุติและสลายการชุมนุม

ส่วนอีกเรื่องที่บอกว่าหากรัฐบาลระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะยุติการชุมนุม ครั้งแล้วครั้งเล่าที่กลุ่มพันธมิตรฯบอกอย่างนี้ แต่เมื่อรัฐบาลถอยพันธมิตรฯก็ยิ่งได้ใจ พร้อมทั้งเดินหน้ากระหน่ำรัฐบาล

และครั้งสุดท้ายที่แกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯขึ้นเวทีปราศรัยว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลี้ภัยไปอยู่ต่างแดนหรือว่าติดคุกก็จะยุติการชุมนุม

และวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้หอบหิ้วครอบครัวไปอยู่ถึงประเทศอังกฤษ กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังไม่สลายการชุมนุม

ล่าสุด พ.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ได้ออกมาประกาศอีกว่า จะขัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและขับไล่รัฐบาลชุดนี้ออกไปให้ได้

และบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา หนีคดีไปนอนที่ประเทศอังกฤษก็ไม่มีผลให้ยุติการชุมนุม

นี่หรือที่บอกว่าตัวเองมีความชอบธรรม พูดคำไหนคำนั้น แต่ที่ได้ดู ได้ฟังอยู่ ณ เวลานี้ เป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้นก็อย่างว่าล่ะลิ้นไม่มีกระดูก พูดจากลับกรอกไปมา

สุดท้ายเมื่อศาลฏีกามีคำสั่งประทับรับฟ้อง 3 รัฐมนตรีคดีหวยบนดิน ก็ยิ่งทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ เหิมเกริมขึ้นไปอีก

ล่าสุดแกนนำพันธมิตรฯได้ส่งทนายความและตัวแทนพันธมิตรฯ ยื่นคำร้องศาลปกครองสูงสุดขอไต่สวนฉุกเฉิน 3 รมต.คดีหวย และสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว หลังศาลฎีกามีคำสั่งประทับรับฟ้องจนกว่าจะมีคำพิพากษาแล้วเสร็จ

กลุ่มพันธมิตรฯจะมีความคิดบ้างหรือไม่ว่า ที่พวกเขาชุมนุมอยู่ ณ เวลานี้ทำให้นักลงทุนยังไม่กล้าตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทยช่วงเวลานี้ คือ ความวุ่นวายทางด้านการเมือง ที่ต่อเนื่องและยาวนานกว่า 2 ปีเต็ม แม้ว่าอดีต นายกฯทักษิณ ที่ทุกคนมองว่าเป็นต้นตอของปัญหาความขัดแย้ง จะเดินทางออกไปลี้ภัยในประเทศอังกฤษ แต่เหตุการณ์ก็ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์

แรงกดดันในเวลานี้น่าจะหมุนไปลงอยู่ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยังเป็นกลุ่มที่สร้างความวุ่นวายให้กับประเทศเป็นกลุ่มสุดท้าย หากกลุ่มพันธมิตรยอมละซึ่งผลประโยชน์ที่แฝงเร้น และยอมถอยหลังกลับเข้าไปอยู่ในที่ตั้ง เชื่อว่าบรรยากาศของประเทศไทยน่าจะดีขึ้น

และเมื่ออดีตผู้นำประเทศไทยอย่าง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกำลังลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ในประเทศอังกฤษ หลังจากส่งแถลงการณ์ถึงสาเหตุที่ไม่มารายงานตัวต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อฟังคำพิจารณาคดีอาญาหลีกเลี่ยงภาษี คอรัปชันและประพฤติมิชอบที่ติดตัวอยู่หลายคดี จนทำให้หลายฝ่ายมองว่าอนาคตของ “เรือใบสีฟ้า” กำลังเข้าสู่ภาวะความดำมืด ไม่มีแสงสว่างอย่างแต่ก่อน

เมื่อรวมกับกระแสข่าวที่ว่า “ดร.ทักษิณ” ขัดสนถึงกับต้องขอยืมเงินจาก จอห์น วอร์เดิล อดีตประธานสโมสร เพื่อมาจ่ายค่าเหนื่อยสตาฟฟ์โค้ช จนถูกนำไปเชื่อมโยงกับประเด็นที่ทีมพยายามขาย เวดราน ชอร์ลูกา และ สตีเฟ่น ไอร์แลนด์ สองดาวเตะตัวหลักโดยไม่ปรึกษากุนซือ มาร์ค ฮิวจ์ส ที่ไม่พอใจจนอาจจะลาออกจากทีม ยิ่งตอกย้ำถึงหายนะที่กำลังเข้ามาสู่ทีมในไม่ช้านี้

แต่แล้วความจริงก็ต้องปรากฎออกมา เมื่อ “คุก” ออกมาโต้แย้งผ่านทาง แมนเชสเตอร์ อีฟนิง นิวส์ สื่อท้องถิ่นว่า “อนาคตของ ซิตี้ ยังไม่เข้าสู่ความดำมืด ในระยะสั้นการดำเนินธุรกิจของสโมสรจะยังดำเนินต่อไปตามปกติ และเราก็ไม่ได้พึ่งพาเงินของ ดร.ทักษิณ เพียงอย่างเดียวด้วย”

พร้อมทั้งเปิดเผยว่าเจ้าของทีมชาวไทยอย่าง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ มีโครงการสร้างทีมในระยะยาวถึง 10 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างทีมให้เป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ และยังปฏิเสธเขาว่าไม่ได้เข้ามาลงทุนกับทีมเพียงช่วงสั้นๆ เสร็จแล้วก็จากไปอย่างที่ถูกกล่าวหา

เรื่องที่กล่าวมานี้ กลายเป็น “เหยื่อ” อันโอชะ ของผู้ไม่หวังดี ผู้ที่ต้องการทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะหยิบมาต่อเติมเสริมข่าว เพื่อทำลายความศรัทธา ความน่าเชื่อถือ โดยใช้กระบอกเสียงที่มีอยู่กระจายข่าวนี้ออกไปยังต่างประเทศ
นี่เป็นวิธีที่ถนัดนักนักหละ

เรื่องความสมาฉันท์ที่ใครต่อใครอยากเห็น อยากให้เกิดขึ้น ดูจะเกิดขึ้นได้ยากเสียแล้ว เพราะ ต้องเกิดจากสำนึกของทั้งฝ่ายที่เผชิญหน้ากัน

ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอกครับ

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมคนพวกนี้จึงมีจิตใจจ้องจองล้างจองผลาญ เอากันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง หรือว่า มีผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่รออยู่ข้างหน้าหากล้มรัฐบาลนี้ลงได้ ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ ไม่เช่นนั้นไม่ทำอะไรที่สวนทางกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ในประเทศได้อย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่สนใจคำท้วงติงถึงความไม่เหมาะสม ไม่สมควรต่างๆนานา

ในทางกลับกัน มีหลายเสียงพูดตรงกันว่าเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางออกไปนอกประเทศ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็หมดความชอบธรรมที่จะชุมนุมต่อไปนั้น หลังจากประท้วงยืดเยื้อมา 2 เดือนแล้ว แต่ก็ยังดึงดันที่จะเอารัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งออกให้
ได้

ไม่เพียงแค่นั้นยังขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกของเผด็จการ ที่ต้องการทำลายระบอบประชาธิปไตย ต้องทำให้กระบวนการยุติธรรมต้องหมองมัว

การที่จะให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย ในช่วงเวลาจาก “วันแม่ถึงวันพ่อ” ไม่ได้อยู่ในความคิดของคนกลุ่มนี้เลย
อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า เมื่อถึงวันสำคัญในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะมีการสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ที่ลานอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า พิธีที่มีความสำคัญของเหล่าทหารหาญ แล้ว เป็นที่รอคอยของประชาชนที่จะได้เห็นการสวนสนามที่สวยงามสง่างาม และได้เข้ามีโอกาสเฝ้าพระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด
แต่บนถนนเดียวกัน กลับมี “คอกมนุษย์” ที่สกปรก ไร้ระเบียบ ผู้คนเต็มไปด้วยความหยาบคาย ก้าวร้าว
เป็นสิ่งที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง อย่างหาที่เปรียบไม่ได้

แล้วอย่างนี้ คนพวกนี้จะเกิดสำนึก ตระหนักในความถูกต้องดีงามได้อย่างไรการที่อ้างว่ารักชาติ ศาสน์กษัตริย์ ของคนเหล่านี้ ก็เพื่อจะใช้เป็นเกาะกำบังเท่านั้นเองแต่ลึกๆแล้ว คนเหล่านี้คิดอะไรอยู่หรือเปล่า



ใบแดง? ปชป.

วันนี้แหละ...เป็นวันที่หลายคนรอคอย แม้ว่าอาจจะไม่ถึงขั้นลุ้นระทึก เพราะเชื่ออยู่แล้วว่าจะมี “ธง” ออกมาแบบไหน แต่ก็อดที่จะอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ว่า กกต. จะกล้าตัดสินคดี “ใบแดง”

วิฑูรย์ นามบุตร ส.ส. สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ที่รั้งเก้าอี้รองหัวหน้าพรรคอยู่ในตอนนั้น พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี ของพรรค อย่างที่มีข่าวเล่าลือกันหรือเปล่าจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า กกต. จะตัดสินให้ ส.ส. ที่เป็นเจ้าของโรงหนังได้ใบแดง ส่วนผู้สมัคร ส.ส. คนอื่นได้ใบเหลืองกันไป และให้ใบขาวสะอาดผุดผ่องกับ วิฑูรย์ นามบุตร

เพื่อให้ยุติการพิจารณาที่จะนำต่อไปสู่การยุบพรรค แบบเดียวกับพี่พลังประชาชน และพรรคการเมืองอื่น ที่แม้จะทำผิดเพียงน้อยนิดก็กำลังถูกการ “ยุบพรรค” จ่อคอหอยกันแล้วอย่างถ้วนหน้าและหากผลการตัดสินออกมาตามนั้นจริง งานนี้คงได้มีเฮ! เพราะมีคนตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยกันเอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะมีการช่วยเหลือกันอย่างไร หรือไม่
เพราะพฤติกรรมของ กกต. ที่ผ่านมา มันชวนให้เกิดความสงสัยไปในทำนองนั้น

เริ่มตั้งแต่การรับเรื่องมาพิจารณาที่ใช้เวลาดำเนินการค่อนข้างยาวนานจนผิดสังเกต โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะความผิดหนัก ความผิดเบา ก็มีการตัดสินชี้ขาดกันไปจนหมดสิ้น จะเหลือก็แต่พรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียวท่ามกลางข้อสงสัยว่าจะเป็นเพราะ กกต. และ ปชป. ต่างก็ฝักใฝ่ในคณะยึดอำนาจ จนทำให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเกิดการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันอย่างนั้นหรือเปล่า

นอกจากนี้เส้นทางการสอบสวนก็เป็นไปด้วยความลำบาก ไม่ว่าจะเป็นพยานปากสำคัญที่จู่ๆ ก็หายตัวไป พร้อมกับหัวคะแนนพรรคการเมืองใหญ่ ที่ประชาชนก็พากันคาดเดาไปต่างๆ นานาว่า ถูกซื้อตัวบ้าง หรือถูกข่มขู่แล้วเอาตัวไปเก็บไว้ในเซฟเฮาส์ในช่วงที่มีการนัดหมายสอบพยานบ้าง

รวมทั้ง กกต. เองก็ยังมีพิรุธ ที่เลือกสอบพยานเพียงบางปาก ปฏิเสธที่จะสอบพยานให้ครบถ้วนและเมื่อ นายวิฑูรย์ นามบุตร ที่ถูกกล่าวหาออกมาแถลงข่าวร่วมกับ ถาวร เสนเนียม ทนายความของพรรค ก่อนหน้าวันชี้ชะตาเพียงไม่กี่วัน พร้อมกับการขู่ฟ้องกลับ สมบัติ รัตโน ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน ที่เป็นผู้ร้องเรียน ยิ่งทำให้รู้สึกว่าคนกลุ่มนี้มีความมั่นอกมั่นใจจนออกนอกหน้า ทั้งที่ก่อนหน้านั้นทุกคนปิดปากเงียบสนิท

แล้วเป็นเพราะอะไรที่ทำให้คนเหล่านี้มีความมั่นใจขึ้นมาแบบนี้

งานนี้มีประชาชนมากมายที่กำลังจับจ้องรอผลการพิจารณาของ กกต. ทั้ง 5 คนลำพังแค่ วิฑูรย์ นามบุตร หลุดรอดจากใบแดง กกต. เองก็ควรจะต้องมีคำชี้แจงที่ “ฟังขึ้น” ให้กับพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว แต่หากผลที่ออกมาเป็นไปตามข่าวลือ นอกจากจะเป็นเรื่องยากที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ยุติธรรมแล้ว กกต. อาจจะยังต้องตกเป็นจำเลยของสังคม และอาจหมายถึงหลักฐานวีซีดี ที่บันทึกภาพการกล่าวแนะนำตัว ขอเสียงสนับสนุน ที่มีการพูดจาปราศรัย ทั้งโดยนายวิฑูรย์เอง และผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

แต่กลับกัน คำอ้างอย่างที่ ถาวร เสนเนียม ระบุว่า เป็นการจัดอบรมชาวบ้านเป็นเวลา 9 วันนั้น จะมีน้ำหนักมากกว่าหรืออย่างไรแล้วทำไมการจัดอบรมจึงมีการหาเสียง ทำไมจึงมีการสลับฉายหนัง ทำไมต้องแจกตั๋วฟรี และถึงแม้จะเป็นการจัดอบรมจริง แต่การมีพฤติกรรมเช่นนี้ในช่วงเวลาของการหาเสียงเลือกตั้ง ก็จะไม่มีความผิดอย่างนั้นหรือ

และในเมื่อ วิฑูรย์ นามบุตร เองก็เคยออกมายอมรับก่อนหน้านี้แล้วว่า อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยจริง แต่ไม่ได้ร่วมวงการหาเสียงนั้น กฎหมายก็ระบุชัดว่าคนที่เป็นกรรมการบริหารพรรค เพียงแค่เห็นว่ามีการกระทำผิด แล้วไม่ห้ามปรามก็เข้าข่ายความผิดไปเรียบร้อยแล้ว

เพราะฉะนั้น กรณีนี้จึงไม่สมควรที่จะมีการแจกใบแดง ใบเหลือง ลดหลั่นกันไปจนถึงใบขาว เพราะทุกคนล้วนเข้าข่ายความผิดอันเดียวกัน การร่วมรับรู้ รับเห็น และร่วมขึ้นเวที น่าจะเป็นความผิดอันหนึ่งอันเดียว ที่ทุกคนสมควรได้รับใบแดงกันไปถ้วนหน้า

การีที่คนหนึ่งคนใดได้ “ใบแดง” ย่อมหมายถึง กกต. เองก็ยอมรับว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง เมื่อนายวิฑูรย์อยู่ในสถานที่ที่มีกระทำความผิด แต่ไม่ทำหน้าที่กรรมการบริหารพรรคในการเข้าห้ามปราม จะปฏิเสธความผิดได้อย่างไร
หาก กกต. ไม่อยากจะให้เกิดข้อกังขาในหมู่ประชาชน และไม่รู้สึกอายฟ้าอายดิน...ทางที่ดีก็แจก “ใบขาว” ไปให้หมดซะเลย จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว...!!



อายัดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบทพิสูจน์ “อยุติธรรม”

มีการพูดจากว้างขวางในประเทศและต่างประเทศ ถึงแถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ขอลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ประเทศอังกฤษ โดยทิ้งระเบิดลูกเบ้อเริ่มในความไม่เชื่อมั่น ไม่เชื่อถือ “กระบวนการยุติธรรม” ของประเทศไทย

ข้อพิสูจน์สำคัญนั้นคือการอำนาจของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ที่ทำการ อายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร 7.6 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการไล่ยึดทุกบัญชี โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุนในการกระทำผิดในทรัพย์ก้อนนี้เป็นเงินส่วนใดที่ทุจริต เงินส่วนใดที่เป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบ เนื่องจากการทำการค้าขายอันปกติประกอบไปด้วย 1.ธนาคารกสิกรไทย 36 ล้านบาท 2.ธนาคารกรุงเทพ 18,156 ล้านบาท 3.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 2,125 ล้านบาท 4.ธนาคารทหารไทย 10 ล้านบาท 5.ธนาคารไทยพาณิชย์ 39,634 ล้านบาท 6.ธนาคารธนชาต 1,476 ล้านบาท 7.ธนาคารนครหลวงไทย 1 ล้านบาท 8.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 500 ล้านบาท 9.ธนาคารยูโอบี 492 ล้านบาท 10.ธนาคารออมสิน 15,748 ล้านบาท 11.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 200 ล้านบาท 12.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 10,000 ล้านบาท 13.บลจ.กสิกรไทย 208 ล้านบาท 14.บลจ.ไทยพาณิชย์ 2,237 ล้านบาท 15.บลจ.แอสเซทพลัส 172 ล้านบาท และ 16.ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และที่ดิน 2,722 ล้านบาท
เป็นที่รู้กันดีว่า ตระกูลชินวัตร ร่ำรวยจากผลประกอบกิจการ โทรคมนาคม หรือ โทรศัพท์มือถือ ในค่าย เอไอเอส ซึ่งเริ่มก่อร่างสร้างธุรกิจมาเป็นเวลาหลายสิบปี ทุกรัฐบาล ทุกพรรค ให้การสนับสนุน มี คู่แข่ง คือ ดีแทค และ ทรูมูฟ
เรื่องนี้ ค้างคา อยู่ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในฐานะที่ต้องดำเนินการต่อจาก คตส. ซึ่งประชาชนทั้งประเทศได้รับรู้ และศาลได้พิพากษาให้ ป.ป.ช. ทำหน้าที่เป็นโจทก์แทน คตส. คล้ายๆ กับเป็นการรับมรดกต่อเนื่องจาก คตส. นั่นเอง แต่ ป.ป.ช. บอกว่า กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจพิจารณาใดๆ เลย

วันนี้หาคำตอบไม่ได้ว่า พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะไปตามทวงคืนทรัพย์สิน 7.6 หมื่นล้านได้ที่ไหน จะไปยืนยันความได้มาได้ที่หน่วยงานราชการใด ธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่าไม่มีอำนาจ ตำรวจบอกว่าไม่มีอำนาจ ป.ป.ช. บอกว่าไม่มีอำนาจ เหมือนกับที่ประชาชนไปติดต่อราชการ โยนกันไปโยนกันมา เดินในตึกไปทางซ้ายที ขวาที ขึ้นลิฟต์ลงลิฟต์ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนมีอำนาจกันแน่

การใช้อำนาจของ คตส. “ยึดทรัพย์ก้อนมหึมา” โดยไม่แยกแยะว่าเงินส่วนใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และเงินส่วนใดไม่เกี่ยวข้อง นั้นเป็นคำถามค้างคาใจ
* การกระทำแบบนี้คือสิ่งที่ ถูกต้อง เป็นธรรม ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ใช่หรือไม่?
* มาตรฐานการใช้กระบวนการยุติธรรมนี้ หากเป็นธรรม ทำไมจึงยกเลิกไปเสียล่ะ หรือใช้เฉพาะคนคนเดียวแล้วจบกันเท่านั้น แบบนี้หรือคือความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย
* น่าแปลกใจไหม นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามพรรคไทยรักไทยมากมาย บริสุทธิ์ 100% แล้วหรือ ทำไมไม่ไปยึดทรัพย์ในลักษณะเช่นนี้บ้าง
เป็นเรื่องที่ สาธารณชนในประเทศไทย และ ชาวโลกอีกหลายร้อยชาติ จะต้องใช้ดุลพินิจพิจารณา
“พวกเอ็งโดนตรวจสอบ พวกข้าไม่ต้องตรวจสอบ”
“พวกเอ็งโดนยึดทรัพย์ พวกข้าไม่ต้องยึดทรัพย์”

การออกมายืนยันว่า กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยมีความยุติธรรม แล้วเกิดชาวโลกเขาไม่เชื่อ เขาเชื่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ประเทศไทยจะเสียหาย ในทางกลับกันหากเราจะยอมรับความจริง กระบวนการหลัง โจรปล้นประชาธิปไตย 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้นนั้นไม่ยุติธรรมจริงๆ หวังเล่นงานข้างเดียว

ถึงขนาดประกาศ คปค. ที่แต่งตั้ง คตส. มีการระบุอย่างชัดเจนว่า เอาเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐบาล “ทักษิณ” แค่นี้ก็เห็นความเจตนาในความคิดทุรยศแล้ว

วันนี้สังคมไทยควรจะต้องพิจารณาปรับรื้อกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ในชาติขึ้นมา อย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ไม่ใช่ “พรรคพวกเอ็งทำผิดหมด พรรคพวกข้า ไม่ผิดเลย” มี 2 ข้าง ตัดสินให้น้ำหนักต่างกัน ใครก็รู้มันไม่ยุติธรรม ไม่แตกต่างกับ “ตราชู” ที่เอียงกระเท่เร่ หากนำมาชั่งน้ำหนักของทั้ง 2 ฝ่าย



ความเป็นธรรมไม่มี

1.จึงถึงคราว จะต้อง ตรองความคิด
ใครจะมา ลิขิต ขีดเขียนให้
ตัวของเรา เราก็ขีด ก็เขียนไป
เรากำหนด กฎเกณฑ์ไว้ ในใจเรา
2. การเมือง คือเรื่อง ของผลประโยชน์
เวลาเรา รุ่งโรจน์ กระโดดเข้า
มีคนล้อม คลอเคียง ระเบียงเงา
มีคนเฝ้า เคล้าพนอ รอบัญชา
3. แต่เมื่อใด วาสนา พาหลุดร่วง
สรรพสิ่ง ทั้งปวง ก็ร่วงค่า
สิ่งเคยแวว วับวาว ไร้ราคา
สิ่งเคยรัก กลับกลายมา เป็นความชัง
4. โลกมี ได้ลาภ ก็เสื่อมลาภ
มียศฉาบ บรรดาศักดิ์ อันหนักขลัง
ได้ยศ เสื่อมยศ คดเคี้ยวจัง
สรรเสริญ นินทาดัง มนุษย์เอย
5. ยิ่งการเมือง ยิ่งมีโลภ มีโกรธเกลียด
มีบังเบียด รังควาน ใช่ไหมเอ่ย
มีโค่นล้ม เหยียบซ้ำ ระกำเคย
ความเสบย เคยสงบ ไม่พบมี
6.แม้เป็นเพื่อน พี่น้อง เกี่ยวดองใกล้
เพื่อ”อำนาจ” ก็ฆ่าได้ ใช่ไหมพี่
ตัณหา มัวเมา เข้าราวี
ไม่มีน้อง ไม่มีพี่ ทุกวี่วัน
7. จึงเป็นเรื่อง ธรรมดา ธรรมชาติ
คือเรื่องเข่น อาฆาต ให้อาสัญ
ใครเก่งเกิน เก่งกว่า ใครรู้ทัน
ต้องขยี้ ให้แหลกพลัน อันตราย
8. ใช้อำนาจ เบ็ดเสร็จ เด็ดชีวิต
วิปริต เหี้ยมโหด อันโฉดร้าย
ทีละศพ ทีละคน ทุรนทุราย
เผด็จการ เผด็จกาย เผด็จใจ
9. “อำนาจ” เป็นสิ่ง ที่ยั่วยวน
กลิ่นหอม รัญจวน หวนไห้
ใครได้มา เสวยสุข ทุกทีไป
ใครเสียไป ใจรันทด หมดเรี่ยวแรง
10. ตามล่า ตามผลาญ ไม่รู้จบ
หวังให้ครบ กระบวนการ ในทุกแห่ง
คดีความ ก็กู่กล่าว เข้าทิ่มแทง
อวดสำแดง แฝงอำนาจ จนขลาดกลัว
11. ความเป็นธรรม เป็นไท ไม่มีแล้ว
ความผ่องแผ้ว แววงาม ก็เศร้าสลัว
ไม่เห็นทาง สว่างใส มีมืดมัว
ความลี้ลับ กับความชั่ว มั่วสิ้นดี
12.เมื่อเห็นภัย มีภัย ในความมืด
ย่างยกเท้า ยาวยืด มืดทุกที่
ยิ่งมืดดำ คล้ำนิล เพิ่มทวี
กดบีบ ขับทุกที บีบทุกทาง
13. จึงลี้ภัย เพราะมีภัย เข้าประชิด
หวังสากล ช่วยลิขิต การก้าวย่าง
ใช่คนเลว แต่ทำดี มิอำพราง
งานทุกอย่าง ทางที่เดิน เจริญธรรม
14. ยังอยู่ในหัวใจ ไทยทั้งหมด
ยังสะอาด หมดจด ประเสริฐล้ำ
สิ่งที่ทำ ยังจำได้ ว่าใครทำ
ยังจดจำ ไม่ลืมเลือน ไม่ร้างรา
15. จะอยู่ไกล แสนไกล ใจอยู่ใกล้
ยังห่วงหา อาลัย เสน่หา
“ทักษิณ” อยู่ในใจ ไทยประชา
สุขเกษม จงปรีดา สถาพร



สิทธิขอลี้ภัยทางการเมือง

ข่าวการไม่กลับและเดินทางไปอังกฤษของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว นอกจากทำให้ผู้คนทั้งหลายรู้สึก แสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์กันต่างๆ นานาแล้ว ยังทำให้มีการพูดถึงการขอลี้ภัยทางการเมืองกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่คนไทยสนใจปัญหาการขอลี้ภัยทางการเมือง ผมขอร่วมส่วนพูดถึงเรื่องนี้ด้วยคน
คงต้องเริ่มจากประวัติศาสตร์ การลี้ภัยทางการเมืองเกิดขึ้นมานานและตลอดเวลา เกือบทุกประเทศเคยมีผู้นำประเทศ นักการเมืองและนักต่อสู้ทางการเมืองไปขอพำนัก หรือลี้ภัย หรือหลบหนีเข้าไปอยู่ ประเทศไทยเราตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็เคยมีเจ้านายประเทศเพื่อนบ้านหลายองค์ เช่น นักองค์ด้วง นักองค์เอง องค์ด้วง จากเขมร องค์เซียงสือ จากเวียดนาม มาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร สมัยประชาธิปไตย ก็มีมาตลอด ตั้งแต่นายอุนุ นายกรัฐมนตรีพม่า นายซอนซาน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถึงนักการเมืองและนักศึกษาพม่ามาขอลี้ภัยทางการเมือง ในทางกลับกัน เจ้านายไทยหลายพระองค์และผู้นำทางการเมืองเคยเดินทางไปประทับที่ประเทศอื่นด้วยเหตุผลทางการเมือง เช่น สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ไปประทับที่อินโดนีเซีย กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย ไปพำนักที่ปีนัง สิงคโปร์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปประทับที่อังกฤษ ท่านปรีดี พนมยงค์ และนักปฏิวัติไทย หรือคอมมิวนิสต์ไทยหลายคนเคยไปลี้ภัยทางการเมืองที่สาธารณรัฐประชาชนจีน
พูดไปทำไมมี หลังกรณี 14 ตุลาคม 2516 จอมพล ป.พิบูลสงคราม จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร เดินทางไปอยู่สหรัฐอเมริกา และไทเป หลังกรณี 6 ตุลาคม 2519 มีนักศึกษาหลายคนไปลี้ภัยขาวไปอยู่อังกฤษ สวีเดน และสหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ 23 กุมภาพันธ์ 2534 พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และครอบครัวไปอยู่อังกฤษ ถ้าอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเคยไปลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กลับไปประเทศนี้หรือประเทศไหนๆ เพื่อขอลี้ภัยทางการเมือง ย่อมมีเหตุผล และเป็นสิทธิขอบุคคลที่กำลังถูกดำเนินคดีและอยู่ในภาวะอันตรายต่อชีวิตจากสถานการณ์ทางการเมืองที่จะขอเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง
อังกฤษ เหมือนกับประเทศยุโรปอื่นๆ เป็นประเทศที่มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาตลอด ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลก คือ คาร์ล มาร์กซ นักทฤษฎีคอมมิวนิสต์ ก็เคยไปอยู่และต่อมาไปตายที่นั่น
สถานการณ์ลี้ภัยทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งมายาวนานดังกล่าว ได้กลายเป็นประเพณีทางการเมืองของประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลก และต่อมา ยอมรับเป็นสิทธิประการหนึ่ง หลายประเทศมีนโยบายและออกกฎหมายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยทางการเมือง สหประชาชาติออกอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย (UN Convention relating to the Status of Refugee ค.ศ. 1951 ) กำหนดความหมาย หลักการ และกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการรับผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่เรียกว่า political asylum และผู้อพยพหลบภัยที่เรียกว่า refugee กลุ่มหลังนี้ เป็นผู้ลี้ภัยเป็นกลุ่มใหญ่ๆอันเนื่องมาจากสถานการณ์ร้ายแรงทางการเมือง เช่น สงครามภายในและสงคราวระหว่างประเทศ การปราบปราม การสังหารหมู่ ฯลฯ ซึ่งมีร้อยกว่าล้านคนกระจายทั่วโลก เช่น ผู้อพยพจากอาฟกานิสถาน อิรัก หลายประเทศของแอฟริกา ขณะนี้ กำลังเกิดขึ้นในที่เซาท์ ออสซีเซีย ของจอร์เจีย ประเทศไทยเราเคยให้ที่พักพิงผู้อพยพอินโดจีน ปัจจุบัน มีค่ายพึ่งพิงของผู้หนีภัยสู้รบจากพม่าเกือบ 2 แสนคน
กล่าวเฉพาะการขอลี้ภัยเป็นสิทธิมนุษยชน เพราะมนุษย์ทุกคนหากอยู่ในภาวะที่จะถูกจับ ถูกดำเนินคดี และมีอันตรายต่อชีวิตด้วยเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา และความเชื่อทางการเมือง ย่อมมีสิทธิขอลี้ภัยในประเทศอื่น สหประชาชาตินอกจากมีอนุสัญญาว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัย แล้ว ยังตั้งสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านผู้ลี้ภัย (นิยมเรียกชื่อจากคำย่อภาษาอังกฤษ UNHCR) เพื่อดูแลผู้ลี้ภัยทั้ง 2 ประเภท สำนักงานข้าหลวงใหญ่นี้ มีสำนักงานในประเทศไทยด้วย ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้อ้างว่าจะถูกจับกุมหรือมีอันตรายต่อชีวิตจากประเทศต่างๆทั้งเพื่อนบ้านและแดนไกลเช่น ตะวันออกกลาง มาขอลี้ภัยนับพันคน ผมเคยช่วยเหลือผู้มาขอลี้ภัยกับสำนักงานนี้หลายคน
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้นำประเทศ การขอลี้ภัย ไม่จำเป็นต้องผ่าน UNHCR ขึ้นอยู่กับรัฐบาลประเทศเป้าหมาย จะรับเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองหรือให้พำนักอยู่ในประเทศหรือไม่ ถ้าหากรับให้พำนักในประเทศ ผู้นำหรือผู้ลี้ภัยทางการเมืองจะชีวิตและสิทธิอย่างไรขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น โดยทั่วไปจะมีสิทธิมนุษย์และสิทธิทางการเมืองเกือบทุกประการ กรณีอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ก็เข้าข่ายประเพณีและหลักการนี้
ไม่ต้องเป็นห่วง

ศรัทธาทำลายกันไม่ได้ !

มีคำถามมามากมายว่าเหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงโดนหนักที่สุดในบรรดาผู้นำประเทศ และในประวัติศาสตร์ชาติไทย
คำตอบที่สามารถตอบได้ง่ายๆ เลยก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนรักและศรัทธามากที่สุด
ในช่วงชีวิตของคุณเคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนไหนที่ทำงานมากมายขนาดนี้หรือไม่ เคยเห็นนายกรัฐมนตรีลงไปแก้ไขปัญหาปากท้องชาวบ้านถึงพื้นที่จริงๆ หรือไม่
และเคยเห็นนายกรัฐมนตรีที่กล้าจัดการกับปัญหาของบ้านเมืองที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งปัญหาเหล่านั้นถ้าใครมาจัดการจะก่อให้เกิดศัตรูจำนวนมาก เช่น ปัญหายาเสพติด ปราบปรามผู้มีอิทธิพล ฯลฯ
พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่กลัวหน้าอินทร์ หน้าพรหม ไม่แยแสต่อการก่อศัตรูรอบทิศ
เพราะเขาคิดว่าในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หน้านี้ที่สำคัญที่สุดคือต้องทำงานให้เต็มที่สมกับความไว้วางใจของพี่น้องประชาชน
ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี เขาคิดเพียงว่ามีนายคนเดียว คือ “ประชาชน” ดังนั้นคนที่จะทำให้เขาพ้นจากตำแหน่งได้คือ “ประชาชน”
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ วางแผนออกนโยบายต่างๆ ที่คิดว่าจะเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด
เช่น นโยบายคิดใหม่ ทำใหม่ ซึ่งต่อมาถูกเรียกในเชิงลบว่าเป็น "ประชานิยม" เช่น กองทุนหมู่บ้าน หนึ่งชุมชนหนึ่งผลิตภัณฑ์ 30 บาทรักษาทุกโรค บ้านเอื้ออาทร แท็กซี่เอื้ออาทร โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร
นโยบายต่างๆ เหล่านี้ ปฏิบัติแล้วเห็นผลเป็นรูปธรรม ประชาชนชื่นชอบ เพราะรัฐบาลในอดีตไม่เคยเหลียวแลพวกเขาเลย
ด้วยเหตุนี้คะแนนนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ จึงพุ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากจะวัดก็สามารถดูได้จากผลการเลือกตั้งแบบปาตี้ลิสต์
ณ วันนี้ ผลงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นที่ประจักษ์ในสายตาของคนไทยและคนทั่วโลกแล้ว แม้จะโดนศัตรูที่มีจิตใจอำมหิต เจตนาล้างผลาญเหมารวมทั้งลูกเมียและญาติมิตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตาม
แต่ผมเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งในอนาคต หากมีการยุบพรรค หรือกระทั่งการแตกสลายของพรรคพลังประชาชนก็ตาม
ใครที่ชูภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมาก็ต้องได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนทุกคน เพราะอย่างที่ผมบอกไว้ว่า ความศรัทธามันทำลายกันไม่ได้จริงๆ ไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหน
แม้วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะโดนเล่นงานจากสารพัดข้อกล่าวหาและให้ข่าวประจาน พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ฝ่ายเดียว
แม้วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะโดนศัตรูพยายามยึดทรัพย์สินทั้งหมด รวมทั้งทรัพย์สินที่มีมาก่อนเล่นการเมืองด้วย
แม้วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีกลุ่มคนบ้าออกมาตะโกนด่าทอ และดูถูกเหยียดหยามออกโทรทัศน์ทุกวัน
สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเคยเป็นนายกรัฐมนตรีที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินไทย
วันนี้มันทำลายกันไม่ได้จริงๆ ต่อให้กระหน่ำซ้ำเติมแค่ไหน
ประชาชนคนไทย ต้องช่วยกันหยุดยั่งอำนาจเถื่อนที่ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากการเมือง โดยมี “มือที่มองไม่เห็น” คอยบงการชักใยอยู่เบื้องหลัง
โปรดหยุดการจ้องล้างจ้องผลาญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว
เพราะสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่ มันไม่ใช่ทำลายใครคนใดคนหนึ่ง
แต่เป็นการทำลายประเทศชาติ ทำลายจิตใจคนไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง
วันนี้ขอเพียงแต่ คนไทยจึงยืดหยัดในความถูกต้อง และหนักแน่นในความศรัทธาของตัวเอง
รอคอยวันที่ยิ่งใหญ่ วันที่ประชาธิปไตยเบิกบาน วันที่เผด็จการมีอันเป็นไป !

สวัสดีวันจันทร์

วีระ มุสิกพงศ์

“...ในที่นี้ ข้าพเจ้าขอพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงเรื่องหนังสือตอบกลับจากราชเลขาธิการนั้น จะมีหรือไม่มี ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะหนังสือตอบกลับจากราชเลขาธิการถึงมีก็มิใช่กฎหมายอันจะมีผลลบล้าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ได้...”


++++++++++++++++++++++++++++++++

สำนวนคนบ้านนอกคอกนา อ.ระโนด จ.สงขลา บ้านเกิดข้าพเจ้าพูดกันว่า ‘เหล็กกล้า ต้องพบกับ ตาไม้ไผ่ ’ ความหมายว่า มีดพร้าคมๆที่ทำด้วยเหล็กอย่างดีหรือเหล็กกล้านั้นใช้สับ ใช้ฟันอะไรก็ขาดได้ดังใจหมาย แต่ถ้ามีดพร้านั้นไปฟันเอาตาไม้ไผ่ที่เป็นต้นแก่ได้อายุเข้า บางทีก็ฟันไม่เข้า และบางทีมีดพร้านั้นอาจบิ่นไปได้
ของแข็งด้วยกันกระทบกันพอสมน้ำสมเนื้อ – ว่างั้นเถอะ
กรณี นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีทุจริตการจัดซื้อรถดับเพลิงของ กทม. ได้ให้สัมภาษณ์ว่าได้ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ไปแล้วครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งได้ทำหนังสือแจ้งรายชื่ออนุกรรมการฯ ไปให้ผู้ถูกกล่าวหาและผู้เกี่ยวข้องในคดีทุกคนทราบเรื่องแล้ว ไม่มีใครคัดค้านรายชื่ออนุกรรมการไต่สวนฯ
ยกเว้น นายสมัคร สุนทรเวช คนเดียว
นายสมัคร ทำหนังสือคัดค้านมาถึงประธานกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ยอมรับคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ โดยอ้างว่า ป.ป.ช. มีที่มาไม่ชอบเพราะไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นประเด็นที่นักกฎหมาย นักการเมือง และผู้คนในสังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมาเกือบเดือนแล้ว
นายวิชา มหาคุณ กล่าวว่า เรื่องนี้ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่ามีที่มาถูกต้อง จึงมีมติให้เดินหน้าไต่สวนคดีต่อไป หากนายสมัคร ยังติดใจขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ขณะเดียวกันนายวิชา ได้เปิดเผยว่าขณะนี้ ป.ป.ช. ได้รับการอนุญาตจากสำนักราชเลขาธิการให้เปิดเผยหนังสือตอบกลับว่า ป.ป.ช. ไม่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ เนื่องจากได้รับการแต่งตั้งโดยรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่ง ป.ป.ช. จะรีบนำหนังสือดังกล่าวมาเปิดเผยโดยเร็วต่อไป
การแถลงของ นายวิชา มหาคุณ ครั้งนี้มีประเด็นสำคัญ 2 ประการ
หนึ่งคือ คำคัดค้านของ นายสมัคร สุนทรเวช

สองคือ หนังสือตอบกลับของราชเลขาธิการเรื่อง ป.ป.ช. ไม่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เพราะได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐาธิปัตย์ซึ่งสงสัยกันว่ามีจริงหรือไม่
เรื่องที่หนึ่ง คำคัดค้านของนายสมัครนั้น ข้าพเจ้ามีความเห็นส่วนตัวว่า นี่แหละคือเหล็กกล้า ซึ่งต้องมาปะทะกับตาไม้ไผ่เข้าให้แล้วจึงจะสมน้ำสมเนื้อกัน เท่าที่ผ่านมา ป.ป.ช. เคยเจอแต่หมู ข่มขู่เอา กระโชกเอาอย่างไรก็ได้ ไม่มีใครคิดต่อสู้เพราะส่วนใหญ่ต่างคนต่างกลัวการตรวจสอบของ ป.ป.ช. แต่คนอย่างนายสมัครไม่กลัว คนอย่างนายสมัครคงทนต่อการพิสูจน์ จึงถึงคราวที่ ป.ป.ช. จะต้องตั้งรับบ้าง
ส่วนประเด็นที่สอง เรื่องหนังสือตอบกลับของราชเลขาธิการนั้น เป็นประเด็นรองหรือเป็นประเด็นประกอบความขัดแย้งหลักเท่านั้น หาใช่ประเด็นหลักไม่
ในที่นี้ ข้าพเจ้าขอพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงเรื่องหนังสือตอบกลับจากราชเลขาธิการนั้น จะมีหรือไม่มี ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะหนังสือตอบกลับจากราชเลขาธิการถึงมีก็มิใช่กฎหมายอันจะมีผลลบล้าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 ได้
ตามที่ ป.ป.ช. อ้างนั้น ป.ป.ช. บอกว่าหนังสือตอบกลับของราชเลขาธิการระบุว่า ป.ป.ช. ไม่ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพราะได้รับการแต่งตั้งจากรัฏฐาธิปัตย์แล้วนั้น ข้าพเจ้าเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ดูแล้วไม่พบศัพท์คำนี้แต่อย่างใด
เมื่อไม่มีคำศัพท์ในพจนานุกรมก็ได้แต่อาศัยความรู้ ความเข้าใจซึ่งไม่มีหลักประกันว่าถูกต้องหรือไม่กล่าวคือ รัฐาธิปัตย์ หมายถึงผู้มีอำนาจรัฐหรือผู้ใช้อำนาจรัฐ ซึ่งหมายถึงคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เข้าทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 นั้นเอง
คณะปฏิรูปการปกครองฯ ที่ได้ใช้กำลังเข้ายึดอำนาจในครั้งนั้นมีหัวหน้าคือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อยึดอำนาจได้แล้วก็ออกประกาศฉบับต่างๆที่อ้างว่า มีผลเป็นกฎหมายหลายฉบับให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นอีกมาก
ประกาศ คปค. ซึ่งอ้างกันว่ามีฐานะเป็นกฎหมายนั้นไม่มีฉบับใดเลยที่จะปฏิเสธฐานะของพระมหากษัตริย์ในฐานะองค์พระประมุขของชาติ ตรงกันข้ามยังยอมรับทั้งปรากฏในชื่อของคณะผู้ยึดอำนาจเองที่ชื่อว่า ‘ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ’ อีกทั้งหัวหน้าคณะผู้ยึดอำนาจยังขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตนเองซึ่งเป็นการแสดงการยอมรับในทางปฏิบัติ
ความเป็น รัฐาธิปัตย์ ที่สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยไม่ใช้วิธีการสรรหานั้นเห็นจะไม่มีใครเถียงเพราะประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ระบุอยู่แล้วว่า ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่อง ป.ป.ช. ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ เพียงแต่ให้ ยกเว้นเฉพาะมาตราที่ว่าด้วยการสรรหา เพราะ คปค. ต้องการคัดเลือกคนที่ถูกใจมาทำหน้าที่นี้ จึงริบอำนาจในการสรรหา ป.ป.ช. มาใช้เอง
แต่ คปค.คงจะลืมไปว่าเมื่อมาตราอื่นๆ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญยังมีผลบังคับใช้อยู่ การคัดเลือกตัว ป.ป.ช. ได้ 9 คนเสร็จแล้วก็ต้องนำไปปฏิบัติตามมาตราอื่นๆ ที่ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป
เมื่อมาตรา 12 บัญญัติว่า ...การนับวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เริ่มนับจากวันที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คปค. ก็ต้องนำชื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คนขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
ในที่นี้เป็นที่ยอมรับความจริงกันทุกฝ่ายแล้วว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พยายามขอพระราชทานพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ผ่านทาง คปค. และเลขาธิการ ครม. อยู่แล้ว
การที่ไม่โปรดเกล้าฯ ลงมาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ รวมทั้งเหตุที่ราชเลขาตอบกลับหนังสือของเลขาธิการ ครม. ย่อมมีผลยืนยันว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ซึ่งเป็นเหตุให้เริ่มนับวาระการทำงานไม่ได้
คปค. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะปุโลปุเลตีความเข้าข้างตัวเองในภายหลังว่า รัฐาธิปัตย์ แต่งตั้งแล้วก็เข้าทำงาน เริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งและเริ่มนับเวลานับเงินเดือนย่อมไม่ได้ เพราะขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.เงินเดือนและค่าตอบแทน พ.ศ.2541 มาตรา 4 อย่างชัดแจ้ง
เว้นแต่หัวหน้า คปค. จะกล้ายกตัวเองขึ้นเทียบเท่าพระมหากษัตริย์และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะยอมรับฐานะของหัวหน้า คปค. ว่าเทียบเท่าพระมหากษัตริย์ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง – ขอให้ว่ามา
แต่กระนั้น ก็ยังต้องถามกันต่อไปอีกว่า แล้วเหตุไฉนเวลาแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ตลอดจนประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงยังต้องขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
สรุปรวมความแล้ว หนังสือปฏิเสธอำนาจคณะอนุกรรมการสอบสวนฯ ของ ป.ป.ช. และอำนาจของ ป.ป.ช. เองของ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นเรื่องมีเหตุผล เพราะมีกฎหมายอ้างอิงชัดเจน ป.ป.ช.จะอ้างหนังสือตอบกลับของราชเลขาธิการฯ มาหักล้างมิได้ เพราะเป็นเรื่องการละเมิดกฎหมายถึง 2 ฉบับ ที่สำคัญเป็นการล่วงละเมิดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ด้วย
ป.ป.ช. ควรยุติการตอบข้อสงสัยด้วยวิธีนี้ได้แล้ว
รีบเก็บกระเป๋า กลับบ้าน คืนเงินเดือนให้กระทรวงการคลังไปเสียเถิด อย่าให้เดือดร้อนแก่เดรัจฉานอย่างตัวเงินตัวทองที่ถูกนำมาแห่ประท้วงนั้นเลย



สมัคร ยืนยัน สนช.เป็นคนริเริ่ม กม.จัดระเบียบการชุมนุมฯ


กรุงเทพฯ 15 ส.ค.-นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวตอนหนึ่งในการแสดงวิสัยทัศน์ เรื่อง “วิสัยทัศน์ประเทศไทย สู่ปี 2570” ในการประชุมประจำปีของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้เป็นต้นคิดเสนอออกร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุมในที่สาธารณะ แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้จัดทำเอาไว้ มีเจตนาต้องการจะฆ่าแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ที่ไปชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ซึ่งตอนนี้ นปก.ได้เลิกไปแล้ว แต่พวกที่ยังไม่เลิกชุมนุมอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ดังนั้น พอจะมีการออกกฎหมายดังกล่าวก็ออกมาต่อต้าน

“การเมืองเป็นอย่างนี้แหล่ะครับ แต่มันจะเป็นยังไงก็ได้ไม่เป็นปัญหา เพราะผมเป็นพวกโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ต้นทุนต่ำ ขาดทุนหน่อยหรือหยุดบินยังไง ไม่เป็นปัญหา ไม่มีปัญหาทั้งส่วนตัว ครอบครัว และเพื่อนพ้อง” นายสมัคร กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-15 15:00:14