WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 15, 2008

สูญ 4.5 แสนล้านที่ ปรส. ใครรับผิดชอบ?

“ความจริงวันนี้” ในคืนวันที่ 14 ตุลาคม 2551 วีระ มุสิกพงศ์ ได้หยิบยกเอาประเด็นร้อน 2 เรื่องราวเข้าสู่การสนทนาร่วมกับ 2 แขกรับเชิญ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ จตุพร พรหมพันธุ์ ทั้งเรื่องเก่าที่ดีเอสไอจับมาปัดฝุ่นอย่างคดี ปรส. ที่ส่อทำประเทศชาติเสียหายกว่า 4 แสนล้านบาท แถมยังอยู่ในช่วงเวลาของรัฐบาลประชาธิปัตย์ กับเรื่องราวของคุณหญิงจารุวรรณที่มีปมใหม่ให้พูดถึงกันไม่เว้นแต่ละวัน หลังจากถูกเผาบ้านแค่เขม่าติดกำแพง ยังมีคำถามถึงการเสียภาษีซื้อขายที่ดินที่เป็นประเด็นใหม่

วีระ – สวัสดีครับท่านผู้ชม พบกับรายการ “ความจริงวันนี้” ในเวลา 10.20 น. เป็นต้นไปเช่นเคย ก่อนที่จะพูดอะไรกันต่อไป ความจริงวันนี้ขอนำเรื่องให้คุณจตุพรได้พูดเรื่องที่ได้สัญญาไว้กับท่านผู้ชมสักเล็กน้อย

จตุพร – ต้องเรียนกับท่านผู้ชมในเรื่องของวีซีดีที่บันทึกการทุจริตการเลือกตั้งที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งปรากฏเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ พวกเราได้รับวีซีดีความยาวประมาณ 25 นาที แต่ก็ได้มีการแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกันว่า จะเปิดเพื่อกดดัน กกต. หรือจะรอให้ กกต. พิสูจน์การพิจารณาอย่างเต็มที่ก่อน หลังจากนั้นค่อยมาเปิดความจริงกัน สุดท้ายก็หารือกันว่า ควรที่จะรอให้ กกต. ทำหน้าที่ เพื่อไม่ให้ใครมากล่าวอ้างว่ารายการความจริงวันนี้ได้ใช้หลักฐานที่เป็นวีซีดีมาขัดขวางการทำงานของ กกต. ขอเรียนประชาชนทั้งหลายว่า วีซีดีนั้นอยู่ครบถ้วน เพียงรอให้กระบวนการของ กกต. นั้นได้เดินหน้าอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ ภายหลังจากนั้นวีซีดีก็จะนำมาเปิดพิสูจน์ภายหลังจากที่ทาง กกต. ได้มีการพิสูจน์

วีระ – เวลาก็อีกแค่ 2 วันเท่านะครับท่านผู้ชม เพราะว่าทาง กกต. ก็จะตัดสินแล้วว่าจะให้ใบแดง ใบเหลือง ใบเขียว เพราะว่าคงจะทนเสียงเรียกร้องจากประชาชนไม่ได้ เราก็อาจจะหลีกเลี่ยงในข้อกล่าวหาที่ใครนั้นก็ไม่รู้เพื่อมากดดันให้มติของ กกต. เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราไม่มีความประสงค์จะทำอย่างนั้น ทุกอย่างที่นำเสนอไม่ใช่เพียงเพื่อต้องการกดดันใคร เราต้องการจะนำเสนอความจริง เพื่อมานำเสนอให้สังคมได้รับทราบ ส่วนใครจะมีความรับผิดชอบตัวเองแค่ไหน ก็เป็นเรื่องของคนคนนั้น หรือหน่วยงานนั้นๆ ที่จะรับผิดชอบหน้าที่ ก็ไปพิจารณากันเอาเอง
เข้าสู่ประเด็นที่ตั้งใจจะมาเรียนท่านผู้ชม ก็คือว่า เมื่อวานนี้เป็นวันมหามงคล ดังนั้นเราจึงนำเรื่องที่สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ มากราบเรียนท่านผู้ชม เนื่องจากว่าเมื่อวานนี้หนังสือพิมพืหลายฉบับลงข้อความสำคัญเกี่ยวกับข่าวหนึ่งซึ่งเราได้อ่านตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว เพราะคิดว่าต้องให้เลยวันมหามงคลแล้วเราค่อยพูดเรื่องนี้กัน วันนี้ก็จำเป็นที่เราจะนำเอาเรื่องนี้เข้ามาพูดคุยกันแล้ว เพราะสมควรแก่เวลา และเรื่องราวก็เป็นเรื่องที่ใหญ่โต คือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน และมีเรื่องการเสียหายเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินนี้เป็นเงินถึง 45,000 ล้านบาท แล้วเรื่องที่สามก็คือว่า เรื่องนี้ไปอยู่ที่ ป.ป.ช. นานเกินสมควรแล้ว
หนังสือพิมพ์ลงข่าวตรงกันเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า สั่งฟ้องแหลก บิ๊ก ปรส. และเลแมน เนื้อความว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีที่องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ขายทอดตลาดสินทรัพย์ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 56 ไฟแนนซ์ที่ถูกปิดกิจการ มูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท ได้เปิดเผยว่า ได้นำสำเนาการสอบสวนในคดีนี้ให้ นายเสกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายพิเศษ สั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีนี้ สำหรับผู้ต้องหา 1.วิชรัตน์ วิจิตรวาทการ เลขาธิการ ปรส. 2.นายอมเรศ ศิลาอ่อน ประธานกรรมการบริหาร ปรส. 3.บริษัท เลแมน บราเดอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ 4.นายคาร์ลอส มานาแลค ชาวฟิลิปปินส์ 5.กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้ 6.บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด 7.นางวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ อดีตกรรมการผู้จัดการเงินทุนหลักทรัพย์รวมวรรณ 8.บริษัท เลแมน บราเดอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
เนื้อข่าวก็บอกต่อไปว่า นิติบุคคลและบุคคลทั้งหมดถูกฟ้องฐานเป็นพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือสนับสนุนพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาท
ทั้งนี้ อัยการได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว คาดว่าจะสั่งฟ้องในคดีนี้ได้ภายใน 60 วัน ข่าวอธิบายขยายความต่อไปอีกครับว่า คดีนี้เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 2 มิถุนายน – 1 ตุลาคม 2541 ซึ่ง ปรส. ขายสินทรัพย์ให้กับ บริษัท เลแมน บราเดอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ เป็นผู้ชนะในการประมูลราคา 11,520 ล้านบาท จากราคา 24,116 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัท เลแมน บราเดอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ ได้โอนขายสิทธิ์ให้กับกองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งไม่ได้เป็นผู้ประมูลหนี้ แต่เพื่อหลีกเลี่ยงภาระหรือค่าภาษีอากรรวมสัก 2 พันล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัท เลแมน บราเดอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ยังเป็นที่ปรึกษาด้านการขายหนี้ของ ปรส. เองด้วย เรื่องที่จะอธิบายเพื่อความชัดเจนก็คือว่า นี่คือหนึ่งในจำนวนของหลายๆ คดี รู้สึกจะ 6-7 คดี เพราะฉะนั้นเวลาอ่านตัวเลขความเสียหายท่านจะเห็นว่ามันก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก นี่เป็นหนึ่งคดีที่ ปรส. อุตส่าห์มานะพยายามทำสำนวนแล้วเสร็จ เห็นสมควรส่งให้อัยการสั่งฟ้อง จริงๆ แล้วดีเอสไอทำเรื่องนี้มานาน แล้วไปส่งให้ทาง ป.ป.ช. เนื่องจากว่ามีผู้ถูกกล่าวหาบางท่านเป็นนักการเมือง ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติว่าต้องให้ ป.ป.ช. เป็นผู้พิจารณา
ผมขออธิบายเพิ่มเติมในประเด็นนี้ ที่ส่งเรื่องไปให้อัยการเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม แล้วปรากฏเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เราต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่า ผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ข้อหาว่าเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือทำการทุจริต ส่วนลำดับถัดมาเป็นบริษัท ถูกฟ้องว่าสนับสนุนการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยไม่ชอบ เพื่อผู้หนึ่งผู้ใด มีอัตราโทษ 2 ใน 3 ของตัวการ ส่วนคดีที่เหลือนั้นนี่เป็นหนึ่งของดีเอสไอที่ทำการสำเร็จมาก่อนแล้ว แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ ว่าเรื่องนี้เกิดมานานเป็นระยะเวลา 10 ปี คนก็ลืม เพราะคนให้ความสนใจแก่เรื่องใหม่ๆ ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะมีมูลค่าความเสียหายมาก
พูดตามตรงว่าไม่ได้นำเอามารายละเอียดของทั้งเรื่อง เพื่ออธิบายให้เห็นว่าการกระทำความผิดที่ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เราะทั้ง 3 คน ได้เดินไปที่ดีเอสไอไปร้องทุกข์กล่าวโทษ กลัวว่าเรื่องนี้จะหมดอายุความ ถ้าเราไม่ยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ว่าเรื่องนี้มันล่าช้าจนเกินไป อาจเกิดความเสียหายได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอไม่ได้เอาใจใส่ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นคดีที่เกี่ยวกับผู้มีอิทธิพล จะดำเนินการปุ๊บปั๊บไม่ได้ จึงมาเตือนความทรงจำของท่านผู้ชมเสียหน่อย เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 2540 ปีที่ไทยเราประสบปัญหาทางธุรกิจอย่างฉับพลัน รัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้สั่งระงับกิจการบริษัทไฟแนนซ์ต่างๆ เป็นการให้หยุดกิจการชั่วคราว เพื่อตรวจสอบว่าใครผิด-ใครถูก บังเอิญว่าท่านไม่สามารถอยู่ต่อได้ เพราะว่าลาออกเสียก่อน
เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาคือ รัฐบาลของ ท่านชวน หลีกภัย แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้นำ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตรงนี้ถือว่าได้มีการเปลี่ยนนโยบายจากการปิดชั่วคราว กลายเป็นการสั่งปิดถาวรไปเลย แต่ปรากฏว่าทั้ง 56 แห่ง ได้มีการกู้ยืมจากกองทุน ฉะนั้นปัญหานี้รัฐบาลจะต้องเข้าไปดูแล เดิมที พล.อ.ชวลิต และคุณโฆษิต วางแผนไว้ว่าทั้ง 56 สถาบันต้องแยกสินทรัพย์ทั้งพวกดี และไม่ดี โดยใช้วิธีการบริหารที่แตกต่างกัน กลายเป็นว่าเมื่อประชาธิปัตย์เข้าไปบริหาร นำมารวมกัน พอรวมสินทรัพย์ก็เป็นเงินกว่า 600,000 ล้าน แล้วทางพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยคุณธานินทร์ก็ได้ไปจ้างบริษัท เลแมน บราเดอร์ส มาเป็นที่ปรึกษาว่าจะจัดการกับทรัพย์สินพวกนี้อย่างไร
เลแมน บราเดอร์ส ก็ให้คำแนะนำว่า ให้แบ่งสินทรัพย์เป็นกองๆ แล้วบอกให้ขายไปโดยทำการประมูล โดยวางหลักเกณฑ์ไว้สูงจนคนไทยทำการประมูลไม่ได้ แต่ก็มีบริษัท เลแมน บราเดอร์ส ที่เป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลังเข้ามาประมูลสินทรัพย์ที่ว่า 600,000 ล้านบาท ก็ประมูลไปได้ในราคา 150,000 ล้านบาท แปลว่ามูลค่าสินทรัพย์หายไป 450,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขเสียหายของรัฐโดยประมาณ ต้องถือว่าเป็นยอดความเสียหายที่สูงมาก มันมีการทุจริตอยู่ในนี้ ฉะนั้นจึงถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จะปล่อยให้ผ่านเลยไปจนขาดอายุความไม่ได้ ในที่สุดก็เอาความผิดกับใครไม่ได้
คนที่จะเข้ามารับผิดชอบเรื่องนี้มีใครบ้าง ผู้รับผิดชอบทางการเมือง ยังไม่พูดในเรื่องแง่ของกฎหมาย คุณชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี คุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ คงจะต้องรับผิดชอบในทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะท่านได้รับทราบเรื่องนี้มาโดยตลอด ปัญหาอยู่ที่ว่า ท่านไม่ใส่ใจป้องกันความเสียหายในสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในที่สุดเกิดความเสียหาย มีคนไปร้องที่ดีเอสไอ เพราะฉะนั้นคนเหล่านั้นที่ไปร้องก็ชี้ไปถึงตัวบุคคลทั้งตัวนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะกรรมาธิการของ ปรส. ทั้งหมดในคดีที่ได้อ่านให้ฟัง
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าวิตกตรงที่ว่า เมื่อดีเอสไอทำเสร็จ แต่เมื่อคดีนี้มีคนใหญ่คนโตเข้ามาพัวพัน เรื่องก็กลายเป็นว่าเงียบ

ณัฐวุฒิ – หมายความว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2540 และตอนนี้เรื่องก็อยู่ในมือของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน

วีระ – เรื่องนี้ก็ต้องท้วงว่าท่าน ป.ป.ช. ครับ เมื่อท่านได้รับเรื่องนี้ไว้นานเป็นปีแล้ว ท่านไม่เคยออกมาแถลงถึงความคืบหน้า เป็นเพราะท่านเกรงใจนักการเมืองใหญ่ของพรรคการเมืองฝ่ายค้านบางพรรคหรือเปล่า หรือว่าเรื่องมันสลับซับซ้อน ก็ในเมื่อดีเอสไอเขาสืบมาให้เรียบร้อยแล้ว มือสอบสวนและมือกฎหมายเขาสอบสวนมาแบบเร่ง มันเป็นอย่างไร ผมถามต่อไปอีกว่ามูลค่าความเสียหายประมาณ 450,000 ล้าน ถ้าเทียบกับเรื่องสำคัญคอขาดบาดตายที่ คปค. เขามอบให้พวกท่านทำคือ คดีทั้งหมดของรัฐบาล ท่านทักษิณ ชินวัตร มันเทียบกันได้ไหม
เรื่องหุ้นของคุณทักษิณและครอบครัวที่มีอยู่ก่อนมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องยกเรื่องนี้ออก เพราะว่าเรื่องหุ้นเป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์กันได้ บัญชีทรัพย์สินก็อยู่ที่ทาง ป.ป.ช. นั่นแหละ ผมถามว่าคดีที่ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชั่นรวมๆ กันแล้วมันจะถึงสักแสนล้านไหม มองว่าไม่ถึง ผมเรียนว่าเรื่องที่ผมพูด 450,000 ล้าน ต่างกันลิบ ยังมีประเด็นอื่นอีก ผมยังไม่อยากพูด
ต้องขอขอบคุณดีเอสไอที่ไปล้วงลูกคดีเมื่อ 10 ปีที่แล้วเอามาทำความสะอาด

ณัฐวุฒิ – ก่อนหน้านี้คุณวีระพาเราไปที่ดีเอสไอด้วย ผมเติมข้อมูลนิดเดียว มีคนไทยพยายามไปซื้อกองทุนที่รวมเงินจำนวน 600,000 ล้าน เขาเป็นเจ้าของเดิมของสินทรัพย์ที่ถูกยึดไป ต้องเป็นในราคาที่ต่ำ แต่คนที่เป็นเจ้าของเดิมไม่ได้รับความเป็นธรรม บริษัทที่ซื้อไปก็เอามาขายเก็งกำไรให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของเดิม นี่ก็มีปัญหา

จตุพร – ดีเอสไอไม่ใช่เฉพาะอธิบดีคนนี้นะที่ทำ อธิบดีคนที่แล้วก็ทำเรื่องถึง ป.ป.ช. ให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับคุณธานินทร์และผู้เกี่ยวข้องอีก 7 คน ในวันที่ 9 เดือนมีนาคม 2550 เพราะถือว่าคดีในลักษณะทำนองเดียวกันเรื่องก็ไปคาอยู่ ผมมองว่าถ้าเรื่องนี้มีคนอย่าง คตส. เรื่องคงไม่คาอยู่มานานร่วม 10 ปี ถ้าใช้วิธีการเดียวกัน คดีนี้ถึงอย่างไรก็ต้องเอาคนผิดมาลงโทษ แม้ว่าคนคนนั้นยังเล่นการเมืองอยู่ หรืออาจจะเลิกเล่นการเมืองไปแล้วก็ตาม

ณัฐวุฒิ – ที่ ป.ป.ช. ไม่ทำอะไรเลย เพราะเขารู้ว่ามาไม่ชอบ เลยจะทิ้งเอาไว้ครับ

จตุพร – คงเป็นเฉพาะอื่นๆ

วีระ – เรื่องนี้ยังไม่จบในเรื่องนี้

วีระ - ความจริงวันนี้อาจจะต้องทำให้ใครบางคนเดือดร้อนกันบ้าง และสิ่งที่เราทำนั้นเป้าหมายคือ สร้างสรรค์ประชาธิปไตย และรับใช้ประชาชน 63 ล้านคน เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ มีเรื่องความจริงที่ควรจะต้องพูดจากันอีกมาก

จตุพร - คือมีเรื่องในช่วง 3 วันที่ผ่านมา มี ส.ว. สรรหาคนหนึ่งคือ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ซึ่งก่อนหน้ายื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เรื่องดำเนินรายการ “ชิมไป บ่นไป” ตรวจสอบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และยังตรวจสอบ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ต่อมาก็คือบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ นั่นคือพวกเราทุกคน
ซึ่งเราได้แถลงข่าวไปแล้วว่า พวกเรา 2 คน ยกเว้นคุณวีระ ที่ไปลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยได้ลาออกจากบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ เพื่อจะเข้าไปลงสมัครรับเลือกตั้ง และรับตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นทุกอย่างพิสูจน์ตรวจสอบกันได้
โดยหลายคนตั้งคำถามว่า นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เป็นใคร ซึ่งผมขอเริ่มต้นเรื่องดังนี้ว่า ในคอลัมน์ “เรียงคนมาเป็นข่าว” ของ “วิหคเหิรฟ้า” ได้เขียนเอาไว้ว่า เป็นหนึ่งในรอยตำหนิของรัฐธรรมนูญ ที่รังเกียจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายการรวบอำนาจให้ 7 อรหันต์ ที่สรรหา ส.ว. แทนคนไทยทั่วประเทศ ก็ไม่พ้นพวกใครพวกมัน ไม่เช่นนั้น เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ที่ มองตาก็รู้ใจกับ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา คงไม่ได้เป็น ส.ว.
เรียนท่านผู้ชมนะครับว่า นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เคยเป็นนักเลือกตั้งเหมือนกัน ลงรับสมัครเลือกตั้ง ส.ว. ในปี พ.ศ.2549

วีระ - ทำไมเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน?

จตุพร – ซึ่งในครั้ง นายสมัคร สุนทรเวช พอลงสมัครได้รับคะแนน แต่นายเรืองไกรได้เพียง 2,619 คะแนน

ณัฐวุฒิ - อันนี้เป็นคะแนนของเขตเดียวหรือเปล่า?

จตุพร - อันนี้เป็นของทั้งกรุงเทพฯ ซึ่งคะแนนของอันดับ 1 คือ 240,000 คะแนน เพราะฉะนั้นคะแนนเรียงปรากฏชัดเจนว่า นายเรืองไกรถ้าลงในระบบการเลือกตั้งนั้น คะแนนเพียง 2,619 คะแนน คงพัฒนาเข้าสู่การเลือกตั้งได้ยาก แต่เหตุที่มาเป็น ส.ว. ระบบสรรหานั้น

วีระ - คงมาจากลากตั้งนั่นเอง

จตุพร - ซึ่งรู้ไหมครับว่าใครเป็นผู้ส่งเข้าประกวด นั่นก็คือนิติบุคคลอาคารชุดเซ็นจูเรียนปาร์ค เป็นคอนโดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 200 คน ขณะที่ คุณรสนา โตสิตระกูล กว่าจะได้ ส.ว. รอบนี้ 700,000 คะแนน แต่นี่อะไร เป็นแค่ตัวแทนจากคอนโดแห่งหนึ่ง แต่ว่าเหตุที่ได้จริงและเป็นที่รับรู้กันว่า

วีระ - เข้ามาในฐานะสายไหนครับ เพราะว่า ส.ว. สรรหานั้นมีการแบ่งสายใช่ไหมครับ

จตุพร - ซึ่งเข้ามาในสาย “เอกชน” และรู้สึกว่าจะเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 ซึ่งก็คือคุณหญิงจารุวรรณนั่นเอง ประเด็นต่อมาก็คือว่า ส.ว. นั้นมีการแบ่งสายออกเป็นภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพ และอื่นๆ
โดยกรรมการสรรหาทั้ง 7 คนนั้น ประกอบไปด้วย 1.ประธานศาลรัฐธรรมนูญ 2.นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. 3.ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน 4.ประธาน ป.ป.ช. 5.ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกาซึ่งเลือกในที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา 6.หัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุดซึ่งเลือกในที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง 7.คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ในฐานะผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ทำหน้าแทนประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามคำสั่งของ คมช.
คุณหญิงจารุวรรณ เป็นกรรมการสรรหา 1 ใน 7 แล้วมาเลือกเอาคนของตัวเองซึ่งเคยลงรับสมัครรับเลือกตั้งแล้วได้คะแนนเพียง 2,619 คะแนน ขณะที่อับดับ 1 นั้นได้ 250,000 คะแนน ปรากฏว่านายเรืองไกรได้รับการเลือกตั้งสรรหาในแผนกภาคเอกชน จากจำนวน 15 คน
ซึ่งในครั้งนั้นมี ส.ว. ที่มาจากการสรรหาหลายคนน่าสนใจมาก เช่น ภาควิชาการ นายคำนูณ สิทธิสมาน เป็นนักวิชาการอยู่ ASTV นายประสาร มฤคพิทักษ์ เป็นนักฝึกอบรมทางวิชาการ และเป็นนักวิชาการอยู่ในวอร์รูม คมช. และกล่าวอ้างว่ามูลนิธิ 14 ตุลา เป็นผู้เสนอชื่อ
ที่ผมอธิบายความทั้งหมดก็คือว่า ความเป็นตัวตนของ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ก็เหมือนกับ ส.ว. สรรหาคนอื่นๆ ในจำนวน 74 คน ซึ่งวันนี้จะเห็นได้ชัดว่า คนที่มาไล่ต้อนนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ล้วนเกี่ยวข้องกับขบวนการของ คมช. กำหนดมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็น ส.ว. สรรหา ป.ป.ช. ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ และ กกต. เองก็ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีผู้ว่าการทำหน้าที่แทน ทั้งหมดนั้นล้วนแต่เป็นกระบวนการเดียวกันทั้งสิ้น
ความจริงแล้ว ตัวตนของนายเรืองไกรนั้นยังมีตัวตนที่แท้จริงอีกมากมาย แต่เราจะชี้ความจริงเรื่องเดียวก็คือว่า เลือกที่ปรึกษาฯ เข้ามารับตำแหน่ง โดยที่ตัวเองเป็น 1 ในผู้คัดสรร และนี่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนชัดเจน
ดังนั้น นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ก็เลยได้เป็น ส.ว. สรรหา และสิ่งที่ทำมาตั้งแต่เรื่องการสอบนายกรัฐมนตรี และการสอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จนมาถึงเรา และนี่คือที่มาที่ไปเสร็จสรรพ

ณัฐวุฒิ – แฟนรายการถามผมว่าตอนที่มี ส.ว. คนนี้พยายามที่จะตรวจสอบรายการนี้ และพยายามตรวจสอบทรัพย์สินพวกเรา ซึ่งผมเรียนว่า นายเรืองไกรเชิญหาความสำราญตามสบายนะครับ พวกผมนั้นไม่มีปัญหา แต่ว่าแฟนรายการตั้งคำถามมาว่า นายเรืองไกรต้องเดือดร้อนอะไร ทำไมจู่ๆ ลุกขึ้นมาจะตรวจสอบรายการความจริงวันนี้ให้ได้
ซึ่งในวันนี้คำตอบได้ชัดเจนขึ้นแล้วครับ ซึ่งผมได้ให้สัมภาษณ์ผ่านหนังสือพิมพ์ไปแล้ว โดยตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะรายการ “ความจริงวันนี้” ไปพูดพาดพิงกรณีที่ตั้งข้อสงสัยหลายข้อต่อ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา หรือไม่

จตุพร – เพราะว่าถ้าเป็น ส.ว. ทั่วไป ต้องทำงานตอบแทนประชาชนในเขตเลือกตั้ง เช่น ในกรุงเทพฯ คุณรสนา โตสิตระกูล ต้องทำงานตอบแทนคนกรุงเทพฯ แล้วนายเรืองไกรต้องทำงานตอบแทนใครกัน

วีระ - แต่เรื่องที่น่าสนใจคือตัวลูกพี่ครับ ซึ่งต้องเน้นให้หนัก

ณัฐวุฒิ - ในช่วงเช้าวันที่ 13 สิงหาคม นะครับ ผมได้อ่านข่าวว่า บ้านของคุณหญิงจารุวรรณที่กำลังก่อสร้างอยู่ ซึ่งมีประเด็นข้อสงสัยจากเราหลายข้อเหลือเกิน โดยได้มีมือมืดบุกเข้าไปในยามวิกาล ซึ่งจากการสอบสวนคนเฝ้าบ้านคุณหญิงบอกว่า เวลาประมาณ 02.00 น. ในช่วงเวลาดึกสงัดที่ฝนตกหนักเมื่อคืนนี้ มีกลุ่มคนไม่ต่ำกว่า 4 คน หอบเอาถังน้ำ 20 ลิตร เข้าไปพร้อมกับยางรถยนต์ และจุดไฟเผาทั้งหมด 6 จุดด้วยกัน
ซึ่งได้ปรากฏหลักฐานร่องรอยเอาไว้ โดยในข่าวระบุว่า โชคดีที่เป็นช่วงฝนตกหนัก เพลิงก็เลยไม่ลุกลาม ซึ่งจากข่าวดังกล่าวสร้างความตกอกตกใจให้กับคุณหญิงจารุวรรณเป็นอย่างยิ่ง
ผมเรียนว่า ขอแสดงความเห็นใจ และขอเรียกร้องเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินการตามพยานหลักฐาน จับคนผิดมาดำเนินคดีให้ได้

วีระ – เรื่องนี้คงต้องขอรบกวน พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ ซึ่งดูแลเรื่องนี้อยู่ว่า การกระทำเช่นนี้เป็นความต้องการหวังผลในเรื่องอะไร

ณัฐวุฒิ - ซึ่งประเด็นก็คือว่า บ้านหลังนั้นคุณหญิงจารุวรรณยืนยันว่าก่อสร้างด้วยงบประมาณทั้งหมดเดิม 4.4 ล้านบาท แล้วคุณหญิงต่อรองราคาเหลือ 4 ล้านถ้วน ทั้งที่หลายคนประเมิน แม้กระทั่งเว็บไซต์สำนักข่าวหลายสำนัก ประเมินว่า 40-50 ล้าน จุดสำคัญเราต้องการทราบตัวผู้รับเหมาโครงการนี้อยู่ด้วยเหมือนกัน

จตุพร - คือผมเคยประกาศว่า ถ้าสมาคมวิศวกรรมหรือว่าผู้เกี่ยวข้องที่มีความรู้ในเรื่องโครงสร้างสถาปัตยกรรม ถ้าคำนวณแล้วว่าราคาบ้านหลังนี้สร้างเสร็จแล้วราคาเพียงแค่ 4 ล้าน ผมจะเขียนใบลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทันที เพราะว่าบ้าน 1,000 ตารางเมตร 8 ห้อง ถามว่าผู้รับเหมาเวลานี้อยู่ที่ไหน คนจะตามไปจ้าง ชนิดที่เรียกว่าจะมีงานทำตลอดชาติ

ณัฐวุฒิ - ทีนี้นอกจากที่เราตั้งข้อสังเกตในเรื่องมูลค่าการก่อสร้างแล้ว เรายังได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดิน 3 แปลง โดยแปลงละ 1 ไร่ จริงๆ เป็นที่แปลงเดียวกัน 3 ไร่ แต่ว่ามีผู้ซื้อ 3 คน คือ ลูกชายคุณหญิงจารุวรรณ และน้องสาวทั้ง 2 คนของคุณหญิง และผมมีสำเนาหนังสือสัญญาจัดซื้อจัดขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งอยากจะตั้งคำถามว่าเป็นของจริงหรือไม่
ซึ่งตัวคุณหญิงจะออกมาชี้แจงเอง หรือจะมอบหมายให้คุณเรืองไกร ส.ว. ออกมาชี้แจงก็ได้ โดยจะถามว่าสัญญาจัดซื้อจัดขายฉบับนี้ทำกันเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.2549 ก่อนที่จะมีการโอนที่
ใน 2 ใบที่ผมมีนั้น ซึ่งใบหนึ่งทำระหว่างเจ้าของที่ดิน และ คุณบุษบา วรากรวรวุฒิ น้องสาวคุณหญิงจารุวรรณ และอีกใบหนึ่งนั้นทำระหว่างเจ้าของที่ดิน และ คุณอรทัย วรากรวรวุฒิ น้องสาวอีกคนหนึ่งของคุณหญิงจารุวรรณ
โดยเป็นที่น่าแปลกใจว่า หนังสือสัญญาจัดซื้อจัดขายที่ดินของน้องสาวคุณหญิงจารุวรรณทั้ง 2 ท่าน ก็ถือว่าเป็นคนมีงานทำเป็นหลักแหล่งมั่นคงพอสมควร แต่กลับไปทำกันที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซอยอารีย์สัมพันธ์ ซึ่งในสัญญาระบุสถานที่ทำสัญญาไว้อย่างนั้น
เป็นที่น่าแปลกใจว่า ทำไมต้องไปทำสัญญากันที่นั่น และประเด็นต่อมาก็คือว่า เมื่อไปทำสัญญากันที่นั่นปรากฏว่าราคามีการจ่ายเป็นราคาเหมา หมายความว่าจ่ายกันสรุปเบ็ดเสร็จ 1 ไร่ มี 400 ตารางวา จ่ายกันทั้งหมด 2,200,000 บาทถ้วนต่อไร่ หารออกมาก็ประมาณ 5,500 บาทได้ต่อตารางวา ซึ่งตรงนี้นั้นไม่มีปัญหา การซื้อการขายผู้ซื้อผู้ขายพอใจก็น่าจะจบ
เพียงแต่ว่าเราได้เคยเปิดเผยข้อมูลในเรื่องนี้แล้วว่า ข้อมูลอีกฟากหนึ่งเป็นข้อมูลจากเอกสารประกอบการสัมมนา วิเคราะห์ราคาประเมินที่ดินปี 2551 จัดทำโดยกรมธนารักษ์ และศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เผยแพร่เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2551 ระบุว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวมีราคาประเมินถึง 36,000 บาทต่อตารางวา เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปตามราคาประเมินซื้อกันต่อไร่ต้อง 14,000,000 บาทแน่นอน
เรื่องต้องถือว่าเป็นความโชคดีอย่างน่าสงสัย ที่เจอคนใจดีทั้งผู้รับเหมาและผู้ขายที่ดิน ที่ขายให้ถูกกว่าราคาประเมินเช่นนี้ และต้องการจะถามคุณหญิงต่ออีกว่า เวลาน้องสาวและลูกชายของคุณหญิงซื้อที่ดินแปลงนี้ ถึงแม้ว่าจะซื้อมาในราคาที่ระบุในสัญญานี้คือ 5,500 บาทต่อตารางวา แต่เวลาจ่ายภาษีที่ดินจ่ายเท่าไร
เพราะว่าหลักการในการจ่ายต้องจ่ายตามราคาประเมิน หรือราคาที่สูงกว่า ในชั้นนี้ถ้าอ้างอิงราคาประเมินนี้ก็คือ 36,000 บาทต่อตารางวา แต่ถ้าผู้ซื้อไปชำระค่าธรรมเนียมในราคา 5,500 บาทต่อตารางวา เกรงว่าจะมีปัญหาในข้อกฎหมาย
เพราะฉะนั้นจึงหยิบเรื่องนี้มาเป็นคำถามไว้ สำหรับกรมที่ดินช่วยหาคำตอบเรื่องนี้ ที่สุดแล้วเจ้าพนักงานที่ดินประเมินไว้อย่างไร



จ.ม.จากสถานทูตอังกฤษ กรณีขอตัวอดีตผู้นำมาดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน!?

ตั้งแต่ปลายเดือน กรกฎาคม 2550 เป็นต้นมา ขณะนั้น คมช.ยังยึดกุมอำนาจประเทศไทย โดยมีนายกฯเขายายเที่ยง มะงุมมะงาหราบริหารประเทศ ไปอย่างงกๆเงิ่นๆนั้น

ฝ่ายปฏิปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เรียกร้องให้มีการส่งตัวอดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาดำเนินคดีในประเทศ ทั้งทางรัฐบาลได้จัดส่งทีมงานอัยการ ไปดำเนินการกระบวนการขอให้ส่งตัว ถึงประเทศอังกฤษ

“วาทตะวัน สุพรรณเภษัช” มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ด้วยอารมณ์ครื้นเครง จึงได้นำเหตุการณ์ที่ตัวเองได้เห็น มาเป็นเค้าโครง แล้วผูกเป็นเรื่องสั้นขึ้น ชื่อเรื่องคือ...

“จดหมายจากสถานทูตอังกฤษ กรณีขอตัวอดีตผู้นำ มาดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน!?”

เจ้าของฉายา “นักเขียน-มิลเลี่ยนคลิก” ได้นำจดหมายดังกล่าว ลงในเว็บไซด์ของหนังสือพิมพ์ดังฉบับหนึ่ง เมื่อ 7 สิงหาคม 2550 ซึ่งได้รับการต้อนรับจากผู้อ่านอย่างกว้างขวาง รวมทั้งยังมีการถ่ายทอด ไปลงในเว็บไซด์อื่นๆอีกมากมาย ผู้คนที่ได้อ่านก็พา
หัวร่องอหาย

ดังนั้น เมื่อมีเหตุการณ์ปัจจุบัน ที่จะเรียกร้องให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง จึงได้ถือโอกาสนำจดหมายฉบับสำคัญ มาลงใน “ประชาทรรศน์” ซึ่งเป็นการพิมพ์ครั้งแรก บนหน้าหนังสือพิมพ์ด้วย

ทั้งนี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่าน ได้รับความรู้เกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน รวมทั้งข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และสนุกสนานไปกับรูปแบบการเขียน ที่ผสมผสาน คลุกเคล้ากันระหว่างเรื่องแต่ง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง...

หวังว่า การเขียนเรื่องสั้นแบบนี้ คงเป็นที่ถูกใจแฟนๆนักเขียนท่านนี้ โดยทั่วกัน
///////////////////////////////////////
“จดหมายจากสถานทูตอังกฤษ กรณีขอตัวอดีตผู้นำ มาดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน!?” (1)

เช้าวันนี้...‘คำฝาย’ หนุ่มน้อยผู้จบปริญญาตรี สาขาภาษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งประเทศ ที่ชื่อสะกดเป็นภาษาอังกฤษว่า Sanjakun (อ่านเป็นภาษาไทยว่า “แสนจะขัน”) กำลังกวาดถนนสายที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบ ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย จากหน่วยงานเทศบาลนครหลวงของตน ในฐานะลูกจ้างชั่วคราว

“แสนจะขัน” บ้านเกิดเมืองนอนของคำฝาย เมื่อหลายสิบปีก่อนนั้น ยังล้าหลังเพื่อนในแถบภูมิภาคเดียวกัน แต่พลเมืองของเขาขยันทำมาหากิน ข้าราชการซื่อสัตย์ไม่คอรัปชั่น ผู้นำดีมีวิสัยทัศน์กว้างไกล บ้านเมืองของคำฝายจึงสงบร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนอยู่ดีกินดี ไม่มีทุกข์

ยิ่งกว่านั้น ประเทศของคำฝายเจริญก้าวหน้า มากกว่าเวียตนาม ที่เร่งพัฒนารุดหน้าไปรวดเร็ว จนประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงละแวกนั้นพากันอิจฉา แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อพลเมืองประเทศขี้อิจฉานั้น เอาแต่ไล่ตีกัน พวกทหารก็มุ่งแต่แสวงและยื้อแย่งอำนาจ หาเงินและทรัพย์สินใส่กระเป๋าตัวเอง ไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของราษฎร จนทำให้ประเทศขี้อิจฉา
ต้องตกอยู่ในสภาพ ที่ถดถอย ต้อยต่ำลงทุกที!

ใครที่คิดว่า คนจบปริญญาแล้วอย่างคำฝาย จึงมาทำงานกวาดถนน ต้องขอตอบว่า บ้านเมืองของคำฝายนั้น ผู้คนต่างสมัครใจทำงานทั้งนั้น ไม่มีใครเกี่ยงการทำงาน แม้ว่างานนั้นจะหนัก และดูต่ำต้อยสักเพียงไร

บ้านเมืองเขาจึงไม่มีใคร ที่เรียนจบปริญญาตรีมาแล้ว แต่หางานไม่ได้ จนถึงต้องฆ่าตัวตายดังที่เกิดขึ้นมาในประเทศอื่น หรือเด็กมหาวิทยาลัย ต้องปลิดชีวิตตัวเอง เพียงเพราะรัฐบาลบกพร่องในเรื่องการจัดบริการ เงินช่วยเหลือทางการศึกษา

ชาวบ้านถึงกับตกตลึงพรึงเพริด พากันสลดใจพร้อมกับก่นด่าว่า
...รัฐบาลอัปรีย์!

แผ่นดินบ้านเกิดของคำฝายนั้น พลเมืองของเขามีค่านิยมว่า งานในประเทศมีเกียรติทุกงาน คนที่ทำงานหากินโดยสุจริต ได้รับการยกย่องเสมอกัน

ดูอย่างผู้บัญชาการทหารบก เมืองแสนจะขันแห่งนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีเลยทีเดียว เขากำลังจะเกษียณอายุจากการรับใช้ชาติ มีคนมาติดต่อให้นายทหารใกล้เกษียณผู้นี้ ไปเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง แต่เจ้าตัวก็ไม่ขอรับ กลับให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทุกแขนง ว่า

วันไหนที่พ้นจากหน้าที่รั้วของชาติแล้ว เขาจะขนลูกๆ กับเมียๆอีก ๔-๕ คน กลับไปบ้านเดิมในต่างจังหวัด เพื่อไปสมัครเป็นพนักงานเก็บขยะ ให้กับเทศบาลหัวเมืองบ้านเกิดของตนเอง เพราะทหารที่กำลังจะเก่าคนนี้ ยังมีเรี่ยวแรงเตะฟุตบอล และมุ่งมั่นจะทดแทนคุณแผ่นดินถิ่นกำเนิด ด้วยการทำให้บ้านเมืองสะอาด ดีกว่าไปเป็นนายกรัฐมนตรี ให้กับพรรคการเมืองเป็นไหนๆ แถมยังยืนยันว่า จะเก็บขยะไปจนกว่าจะหมดแรงทำไม่ไหว

ผู้คนได้แต่สรรเสริญกันทั่ว!


ขณะกวาดถนนไปนั้น คำฝายเหลือบเห็นซองกระดาษสีน้ำตาลคุณภาพสูง ตกอยู่บนบาทวิถีเขาจึงเดินไปเก็บ ซองไม่ได้จ่าหน้า ข้างในมีเอกสารบรรจุอยู่และซองยังไม่ได้ปิด เขาจึงดึงกระดาษพิมพ์ด้วยภาษาอังกฤษเรียบร้อยออกจากซอง แล้วคลี่ออกอ่าน

ชายหนุ่มคนกวาดถนน ผู้จบปริญญาตรีของเมืองแสนจะขัน สามารถอ่านภาษาอังกฤษได้อย่างแตกฉาน เพราะบ้านเมืองเขา มีระบบการศึกษายอดเยี่ยม พลเมืองทุกคนที่จบแค่ปริญญาตรี สามารถใช้ภาษาอังกฤษ ได้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาเลยทีเดียว

คำฝายวาดสายตาไปตามตัวอักษร ซึ่งมีข้อความที่แปลเป็นภาษาไทย ได้ความดังต่อไปนี้
ลับที่สุด
สถานทูตอังกฤษ
สิงหาคม 2007

ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ที่รัก

ข้าพเจ้าส่งจดหมายส่วนตัวฉบับนี้มา เพื่อตอบข้อหารือของท่าน ซึ่งสอบถามเป็นการส่วนตัว ที่งานแกรนด์ดินเนอร์ ในค่ำคืนของงานฉลองบั้งไฟที่ผ่านมา และข้าพเจ้าได้รับปากจะตอบข้อหารือของท่านเป็นลายลักษณ์อักษร จึงมีจดหมายมาถึงท่านในวันนี้
ขอเรียนว่า
นี่เป็นการตอบข้อหารือส่วนตัว ไม่มีผลผูกพันกับข้าพเจ้าหรือสหราชอาณาจักรแต่อย่างใด และเป็นเพียงการตอบในฐานะ เพื่อนร่วมอาชีพนักการทูตด้วยกัน เท่านั้น
ตามที่ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศ ได้หารือเรื่องรัฐบาลฮุนตา หรือรัฐบาลเผด็จการทหารหนุนหลังของท่าน จะขอให้รัฐบาลในสมเด็จพระบรมราชินีนาถ แห่งบริเตนใหญ่ ส่งตัวอดีตผู้นำทางการเมืองประเทศของท่าน ซึ่งบัดนี้กำลังพักผ่อนหย่อนใจ ด้วยการเตะฟุตบอลกับทีมชั้นนำในกรุงลันดั้น กลับไปประเทศของท่าน ในฐานะเป็นผู้ร้ายข้ามแดน
ข้าพเจ้ารู้สึกได้ ถึงความอึดอัดคัดข้องทั้งปวง ที่เกิดขึ้นกับท่านเพราะได้รับแรงบีบคั้นจากฝ่ายเผด็จการ ที่มีอำนาจเหนือรัฐบาลหุ่น ซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ อยู่ในขณะนี้
ขอเรียนให้ทราบ ถึงความรู้สึกส่วนตัวว่า

ข้าพเจ้าเห็นใจนักการทูตอาชีพ ผู้รุ่งโรจน์อย่างท่าน แต่กลับต้องไปปฏิบัติงานในฐานะเป็นผู้บริหารสูงสุด ของกระทรวงการต่างประเทศ ในคณะรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ทำให้ท่านดูจะกลายเป็นผู้รับใช้เผด็จการ มากกว่าจะอยู่ให้ฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของชาติที่เคยโดดเด่นในวงการทูตมายาวนาน จนทำให้ความเป็นที่นิยมของท่าน ในฐานะนักการทูตนามกระเดื่อง ต้องมีอันต้อยต่ำลง อย่างน่าเสียดายยิ่ง
ในฐานะที่เป็นบุคลากรแห่งวงการทูต และมีความคุ้นเคยกับท่านมายาวนาน ข้าพเจ้ารู้สึกเสียดายที่ท่านรัฐมนตรีฯ ได้รับการศึกษาจากประเทศที่เจริญแล้ว อีกทั้งยังคุ้นเคยสมาคมกับนักการทูตในโลกอารยะ ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันรุ่งเรือง กลับต้องมาฝืนใจ ทำหน้าที่ให้รัฐบาลในระบอบการปกครอง อันไม่เป็นที่ยอมรับจากสังคมนานาชาติเช่นนี้
ข้าพเจ้าเชื่อว่า
ท่านรัฐมนตรีฯ จะสามารถใช้ความฉลาดเฉลียว และบุคลิกที่ละมุนละม่อมอัน
ร่ำลือ ประคับประคองสถานการณ์ ให้ประเทศของอันเป็นที่รักของท่านและประชาชน ตกต่ำลงไปน้อยที่สุด หลังจากการเข้ายึดอำนาจของเหล่าเผด็จการ ได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม การที่ท่านได้หารือกับข้าพเจ้าด้วยวาจา ว่า
รัฐบาลประเทศของข้าพเจ้า จะมีความเห็นเป็นประการใด หากรัฐบาลฮุนตาของท่าน ต้องการเรียกร้อง ให้ส่งตัวตัวอดีตผู้นำของท่าน กลับมาดำเนินคดี ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน นั้น
ข้าพเจ้าจะขอลำดับถึงเหตุผล ที่รัฐบาลในสมเด็จพระบรมราชินีนาถของข้าพเจ้า จะต้องใช้เป็นเงื่อนไข ในการปฏิเสธคำขอรัฐบาลเผด็จการของท่าน ดังต่อไปนี้

1. รัฐบาลฮุนตาของท่าน ไม่ได้มาจากประชาชน เยี่ยงรัฐบาลชาติประชาธิปไตย
ทั้งหลาย หากมาจากการรัฐประหาร อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะชาติในกลุ่มสหภาพยุโรปนั้น ได้ร่วมกันแสดงออกถึงการปฏิเสธ ของการดำรงอยู่ ซึ่งรัฐบาลเผด็จการประเทศของท่านอย่างแข็งขัน
ในฐานะที่ชาติของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นภาคีสมาชิกสหภาพยุโรปอยู่ด้วย นั้น ก็ไม่อาจยอมรับการร้องขอ ให้ส่งตัวอดีตผู้นำ อันนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน ซ้ำซากได้อีกอย่างแน่นอน
2. ปรากฏหลักฐานชัดเจน ที่รวบรวมจากทางราชการของท่าน และข่าวกรองของบรรดาชาติตะวันตก ต่างยืนยันพร้อมเพรียงกัน ว่า
ได้มีความพยายาม ‘ลอบสังหาร’ อดีตหัวหน้ารัฐบาล ซึ่งบัดนี้ได้อาศัยใน
สหราชอาณาจักร และสมาชิกกลุ่มผู้พยายามลอบสังหาร ได้ถูกจับกุมและได้รับการพิสูจน์ชัดเจนในชั้นพนักงานสอบสวน และอัยการศาลทหารแล้ว
ที่น่าทึ่งกว่านั้น คือ
- ผู้กระทำความผิดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมดำเนินคดี กลายเป็นทหารทั้งหมด
- การจับกุมเกิดก่อนการรัฐประหาร
- เมื่อมีการยึดอำนาจรัฐประหารแล้ว แต่พนักงานอัยการซึ่งเป็นทหารเหมือนกันกับผู้ยึดอำนาจ และผู้ต้องหาซึ่งเป็นทหาร แต่พนักงานอัยการศาลทหาร กลับสั่งฟ้องผู้ต้องหาเกือบทั้งชุด (ขาดหัวโจกไปเพียงคนเดียว)
- แม้คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลทหาร ยังไม่ถึงที่สุด แต่ก็แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า คดีลอบสังหารนั้นมีมูล เป็นคาร์บอมจริงๆไม่ใช่คาร์บ๊อง อย่างที่มีความพยายามกล่าวหากัน มิฉะนั้นพนักงานอัยการทหาร คงไม่ส่งตัวผู้ต้องหาทหารทั้งหมด
ฟ้องคดีต่อศาลทหาร แต่อย่างใด!
3. จากเหตุการณ์ลอบสังหาร ติดตามมาด้วยการเข้ายึดอำนาจของฝ่ายทหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน อันเป็นการกระทำผิดกฎหมายร้ายแรงนั้น มีผลทำให้นานาประเทศ ไม่สามารถเข้าใจเป็นอย่างอื่น นอกจากวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกัน ว่า
เมื่อล้มเหลวจากการลอบสังหารแล้ว ฝ่ายทหารเกรงความผิดจะถูกสาวมาถึงตน และอาจทำให้ถูกโยกย้าย จากตำแหน่งที่มีผลประโยชน์ได้
จึงชิงเข้าทำรัฐประหาร ก่อนพวกตนต้องสูญสิ้นอำนาจไปนั่นเอง!
4. การยึดอำนาจ อย่างไม่ชอบธรรมของคณะทหาร และได้มีการแต่งตั้งสภา
ฮุนตาขึ้นภายในประเทศ สถาปนาระบบศาลของตัวเอง ขึ้นมาใช้พิจารณาความผิดทางการเมือง และตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยมิชอบ โดยนำเอาผู้ที่มีความขัดแย้ง กับอดีตนายกรัฐมนตรี มาเป็นผู้ดำเนินการสอบสวน ซึ่งผิดหลักเกณฑ์ของการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ตามแบบธรรมเนียมของชาติอารยะ และเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง
มีแต่ประเทศเผด็จการเท่านั้น ที่กระทำเช่นนี้ได้!
ด้วยเหตุนี้เอง กระบวนการสอบสวน รวมถึงการพิจารณาคดีอดีตนายกรัฐมนตรี โดยองค์กรที่จัดตั้งโดยคณะฮุนตา ในประเทศของท่าน จึงไม่เป็นที่ยอมรับ ในเวทีนานาชาติอารยะ
ดังนั้น ผลพวงจากการสอบสวน และการดำเนินการโดยมิชอบอื่นๆ ที่ต่อเนื่องกันนั้น ต้องได้รับการแจ้งอย่างตรงไปตรงมา จากรัฐบาลประเทศข้าพเจ้า ว่า
ไม่มีผลบังคับให้ประเทศ ที่มีสัมพันธไมตรีด้วย ให้ต้องดำเนินการไปตามคำขอของรัฐบาลเผด็จการเยี่ยงนี้!!

“จดหมายจากสถานทูตอังกฤษ กรณีขอตัวอดีตผู้นำมาดำเนินคดีในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน!?” (จบ)

5. การขอให้ส่งตัว อดีตนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลท่าน เป็นกรณีต้องห้ามตามกฎหมาย STATE IMMUNITY ACT OF 1978 ของสหราชอาณาจักร อย่างชัดแจ้ง ซึ่งท่านรัฐมนตรีฯน่าจะศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ด้วย

ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ทำให้องค์กรอย่าง Human Right Watch ไม่กล้าเรียกร้อง ให้รัฐบาลในสมเด็จพระราชินีบรมราชินีนาถของข้าพเจ้า ส่งตัวอดีตผู้นำของท่าน กลับมาดำเนินคดีในประเทศ เพราะองค์กรนั้นรู้ดีว่า ไม่มีหลักฐานอันใดเลย ที่จะพิสูจน์ความผิดตามข้อกล่าวหา จึงได้แต่เพียงยื่นคำร้อง ไปยังสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ไม่ให้อดีตผู้นำประเทศของท่าน เข้ามามีส่วนในการบริหารกิจการฟุตบอล ในทีมที่ซื้อขาดมาแล้ว
ดังนั้น Human Right Watch จึงถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษ ตอบโต้กลับไปอย่างแข็งกร้าว พร้อมคำกล่าวหาองค์กรนี้ ไม่ได้ไป watch แต่ดันไป wag และนั่งเทียนเขียนข่าวเอาส่งเดช ดังที่ปรากฏรายละเอียด ตามข่าวที่สื่อนำเสนอไปแล้ว
รัฐบาลของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ แห่งเกรตบริเตนนั้น ก็ไม่ได้มีความเห็นแตกต่าง จากสมาคมฟุตบอลอังกฤษ เพราะยังไม่เห็นมีคดีใดๆเลย ที่เกี่ยวพันพาดพิงมาถึงตัวอดีตผู้นำของท่าน คงมีแต่การกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามคำสั่งโดยมิชอบ ของคณะเผด็จการเท่านั้น

สำหรับกรณีกล่าวหาว่า อดีตผู้นำ สั่งการ ‘ฆ่าตัดตีน’ กว่า 2,000 ศพนั้น ยิ่งไร้สาระเป็นที่สุด เพราะนายกรัฐมนตรีรัฐบาลเผด็จการของท่าน ได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรม สอบสวนหาความจริง แต่ดำเนินการมาเกือบปี ยังไม่มีผลออกมาว่าใครกระทำผิดแม้แต่รายเดียว จนพลเมืองของประเทศท่าน ถึงกับพูดกันให้อื้ออึง ว่า
“จับไม่ได้ แม้กระทั่งหมาสักตัว!”
รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมของท่าน ดีแต่ออกข่าวสร้างความสับสนให้กับประชาชน สร้างเงื่อนไขฉุดรั้งการทำงาน ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปราม พร้อมการกลับมาแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง ของยาเสพติดซึ่งบัดนี้นั้น
ได้ลงหลักปักถ่ออย่างมั่นคง ในประเทศที่น่าสงสาร ของท่านอีกครั้ง!
ด้วยเหตุนี้เอง กระทรวงยุติธรรมภายใต้รัฐบาลฮุนตา และเผด็จการทหารหนุนหลังของท่าน จึงต้องต้องแก้เกี้ยว ปิดบังความอายและความไร้สมรรถภาพ ด้วยการตั้งโดยอดีตประมุขฝ่ายอัยการ และเคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคการเมือง กับอดีตผู้นำของท่าน ขึ้นมาเป็นประธานคณะสอบสวนอิสระ เพื่อพิสูจน์ความจริง โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาแน่นว่า คงต้องดักดานสอบสวน ไปจนถึงชาติหน้า เป็นอย่างเร็วที่สุด
สรุป
รัฐบาลในสมเด็จพระบรมราชินีนาถของข้าพเจ้า จะไม่มีวันส่งตัวอดีตผู้นำไปตามคำร้องขอของชาติเผด็จการ โดยเด็ดขาด หรือแม้จะมีการจัดระบอบ ที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยขึ้นในประเทศของท่าน และถ้ารัฐบาลที่เข้ามาบริหารใหม่ จะดำเนินการขอร้องเช่นนี้อีกครั้ง
รัฐบาลแห่งเกรตบริเตน จะไม่ยินยอมส่งตัวอดีตผู้นำของท่าน อย่างแน่นอน!
นอกจากนี้ ยังมีความเห็นของนักกฎหมายยุโรปและสหรัฐ ที่มีทิศทางไปในทางกันว่า ผู้ที่เป็นก่ออาชญากรรมแท้ที่จริงแล้ว น่าจะเป็นบุคคลที่ใช้กำลังเข้าเปลี่ยนแปลง ระบอบการปกครองประเทศจากประชาธิปไตย ไปเป็นการปกครองแบบเผด็จการนั่นเอง
ดังนั้น พวกทหารฮุนตาเหล่านั้นต่างหาก ที่เป็นอาชญากรตัวจริง ถ้าบุคคลเหล่านี้หลบหนีการดำเนินคดีจากประเทศใด เข้ามาอยู่ในสหราชอาณาจักร และหากเราได้รับ
คำขอเช่นเดียวกัน จะพิจารณาอย่างถ้วนถี่ และอาจส่งตัวให้กับรัฐบาลประเทศผู้ขอ ก็เป็นไปได้

จึงเรียนมายังท่าน ในฐานะมิตรสนิท ที่คุ้นเคยกันมายาวนาน จึงต้องการให้ท่านรัฐมนตรีฯ ได้ใคร่ครวญถึงบทบาทและกลยุทธ์ดำเนินการ ในเรื่องการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนนี้ให้จงดี ขอได้ใช้ความพยายาม สื่อให้รัฐบาลฮุนตาของท่าน และคณะทหารเผด็จการที่หนุนหลังของเขา เข้าใจให้จงได้ ว่า
อย่าได้กระทำการ ที่โง่เขลาเบาปัญญา ด้วยการขอตัวอดีตผู้นำของท่าน กลับมาดำเนินคดีในประเทศเป็นอันขาด เพราะจะต้องถูกรุก พร้อมกับถูกตอบโต้ทางการทูต อย่างหนักแน่นและรุนแรง จนรัฐบาลฮุนตาและระบอบเผด็จการทหารของท่าน จะต้องเสียหน้าและอับอาย รวมทั้งได้รับการดูถูกเกลียดชัง ในสังคมระหว่างประเทศซ้ำซากอีก
ขอให้ท่านในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ช่วยอธิบายให้พวกเขา ทั้งรัฐบาลและคณะฮุนตา ได้เข้าใจวิถีประชาธิปไตย และวิธีปฏิบัติของชาติอารยะในเรื่องนี้ โดยละเอียดด้วย
ข้าพเจ้า ยินดีช่วยคลี่คลายความหนักใจของท่าน ฉันมิตรสนิท สืบไปอีกนานเท่านาน
ด้วยความปรารถนาดี

ลงชื่อ.....................(เว้นว่างไว้)

นั่นเป็นข้อความ ตามจดหมายทั้งหมด ที่ปรากฏต่อสายตาคำฝาย!
เมื่อชายหนุ่มได้อ่านจดหมายเก็บตกฉบับนี้แล้ว เขาเข้าใจได้ทันทีว่า เอกสารที่เก็บได้นั้น ยังไม่ใช่เป็นจดหมายตัวจริง หากแต่เป็นเพียงร่างจดหมาย เพราะยังไม่มีการลงนาม
คำฝายทราบดีว่า เจ้าของจดหมายไม่ได้พูดถึงเรื่องการเมือง ในประเทศ “แสนจะขัน” ของเขาแน่ เพราะบ้านเมืองของคำฝายนั้น พลเมืองไม่เคยพบเห็นการปฏิวัติรัฐประหาร มานานกว่า 500 ปี (ห้าร้อยปี) แล้ว
ดังนั้น จดหมายฉบับที่เขาเก็บได้ น่าจะเป็นร่างจดหมาย ของเจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตอังกฤษในประเทศอื่น ซึ่งคงมาพักโรงแรมในเมืองของเขา และเผอเรอทำตกไว้ก็ได้ เพราะสถานทูตเมืองผู้ดีประจำกรุงแสนจะขัน อยู่ใกล้โรงแรมหรู ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายที่คำฝายมีหน้าที่ทำความสะอาด นั่นเอง
แม้จะไม่ทราบว่า สิ่งที่ตนเก็บได้จะเป็นจดหมายของสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศอะไรกันแน่ แต่ชายหนุ่มผู้มีการศึกษาอย่างคำฝาย พอจะเดาได้ว่า จดหมายฉบับที่เขาเก็บได้นี้ มาจากบุคลากร ของสถานทูตอังกฤษประจำประเทศใด
ด้วยความเป็นพลเมือง ที่มีความรับผิดชอบสูง คำฝายจึงเดินไปซื้อแสตมป์ จากเครื่องระบบหยอดเหรียญ ติดหน้าซองจดหมาย แล้วลงมือจ่าหน้าซองทันที
คำฝายไม่ได้จ่าหน้าซองถึงเจ้าหน้าที่ทูตอังกฤษ ประจำประเทศที่เขาคิดไว้ แต่
กลับจ่าหน้าถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งทางสถานทูตอังกฤษเจ้าของจดหมาย มีความประสงค์จะสื่อข้อความไปถึงโดยตรง ไม่มีมนุษย์คนใดทราบว่า
คำฝายจ่าหน้าซองถึงรัฐมนตรี ประเทศใดกันแน่?
แต่...
ณ วินาทีนั้น หากท่านผู้อ่านที่เคารพ ยืนอยู่ตรงจุดเดียวกับคำฝาย แล้วมองขึ้นไปบนฟ้า จะเห็นนกแร้งตัวหนึ่ง บินนำฝูงยู่สูงเหนือเมืองแสนจะขัน เจ้าสัตว์ใจบุญที่กินแต่ของตาย เหลือบตาแร้งที่เป็นเลิศในการมองระยะไกล ลงมาดูจ่าหน้าจดหมายของหนุ่มปริญญา แต่มากวาดถนน และได้เห็นชื่อประเทศ ที่คำฝายเขียนบนหน้าซองนั้น อย่างชัดเจน
เจ้าแร้งหัวหน้าตัวนั้นรู้ทันทีว่า นั่นเป็นประเทศเดียวกับที่แร้งฝูงอื่นได้บินเกาะหมู่ ไปสร้างปรากฏการณ์ ‘แร้งลง’ ล่วงหน้าเป็นจำนวนมาก เนื่องจากของเน่าของเสีย เกิดขึ้นจนเต็มประเทศนั้น อันเป็นผลพวงมาจากการที่เผด็จการทหาร เข้ายึดอำนาจไปจากประชาชน จึงเหมาะแก่การลงหาและเสพภักษาหาร ของฝูงแร้งเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม การไปถึงของแร้งฝูงก่อนหน้านั้น ยังเป็นการบินไปถึงตามหลัง
วงศาคณาญาติของสัตว์อัปมงคล อันประกอบด้วย เหี้ย ตะกวด แลน ซึ่งเป็นสัตว์ประจำถิ่น ที่มาสิงสู่ซากเน่าเสียของประเทศนั้น อยู่ก่อนหน้าแล้วมากมาย
แถมไอ้เดียรัจฉานเวรพวกนี้ มันไม่ได้กัดกินเฉพาะของตาย หากแต่ยังรุมกัดกินของเป็นกระทั่งฝูงสัตว์เลี้ยง เป็ด ไก่ ทรัพย์สินของพลเมือง อย่างไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม!
อุกอาจ...จนถึงขั้นรุมกันแดกได้ แม้กระทั่ง ‘รัฐธรรมนูญ’ ของชาตินั้นเลยทีเดียว!!
นี่เอง...เป็นสาเหตุให้ประเทศที่น่าสงสาร ทรุดโทรมลงอย่างน่ากลัว!!!
เมื่อคำฝายทิ้งจดหมาย ลงตู้ไปรษณีย์เรียบร้อยแล้ว เขากลับไปจับด้ามไม้กวาด เพื่อทำหน้าที่พลเมืองที่ขยันขันแข็ง ในหน้าที่การงานของตนต่อไป แต่...
.
...หากเจ้าหนุ่มพลเมืองแสนจะขันนคร จะเหลือบตา มองขึ้นไปบนท้องฟ้าสักนิด
จะเห็นแร้งตาโปนตัวนั้น ขยับปีก ส่งสัญญาณแจ้งรหัส ให้บริวารในฝูงของตนรู้แล้ว...

บินทะยานเปลี่ยนทิศทาง ตรงไปยังประเทศตามจ่าหน้าซองนั้นตั้งอยู่ โดยทันที!



คอลัมน์ : ตาต่อตา ฟันต่อฟัน

“...ใครมีกิเลส อยากมีอยากเป็นใหญ่อย่างไร ผมไม่ว่ากระไรหรอกครับ แต่หากจะนำสภาทนายความอันมีศักดิ์ศรีและมีเกียรติไปใช้เพียงเพื่อสนองความอยากของตนแล้วทนายความทุกคนคงยอมไม่ได้...”

สภาทนายความ
ผมเป็นนักกฎหมายและวิชาชีพกฎหมายที่เป็นอยู่ก็คือ การเป็นทนายความ ผมเป็นทนายความมาทั้งชีวิตการทำงานเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เลี้ยงตัวเองและครอบครัวจนสร้างฐานะมาจนทุกวันนี้ก็เป็นเงินจากวิชาชีพ ทนายความทั้งสิ้น วิชาชีพทนายความเป็นความภาคภูมิใจของผม เพราะ นอกจากจะสร้างรายได้ดังกล่าวแล้ว ผมยังใช้ความรู้ช่วยเหลือ ผู้ด้อยโอกาส ถูกเอารัดเอาเปรียบโดยเฉพาะทางด้านกฎหมาย ตามอุดมการณ์ที่ผมมี ตามที่ผมต้องการทำได้ เนื่องจากวิชาชีพทนายความ มีความเป็นอิสระ คนเป็นทนายความไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร นอกจากตัวเอง วิชาชีพนี้เป็นที่ใฝ่ฝันของนักกฎหมายจำนวนไม่น้อย และผมมั่นใจว่าทนายความทุกคนในประเทศ ต่างภาคภูมิใจในวิชาชีพและมุ่งหวังที่จะให้องค์กรวิชาชีพอย่างสภาทนายความเป็นสถาบันอันทรงเกียรติมีศักดิ์ศรี มีความเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้อาณัติใคร เนื่องจากสมาชิกสภาทนายความ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้นำทางความคิดของสังคม โดยเฉพาะทางด้านกฎหมาย และสมาชิกซึ่งเป็นทนายความเหล่านั้นต่างอยู่ครอบคลุมไปทุกพื้นที่ของประเทศ กล่าวได้ว่าทนายความเป็นที่ยอมรับนับถือจากสังคม หรือองค์กรต่างๆ ด้วยความเชื่อมั่นว่าทนายความ คือวิชาชีพของบุคคลที่ทรงเกียรติ ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นของทนายความไม่ว่าจะในระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศ ก็จะเป็นที่รับฟัง แต่ในทางตรงกันข้าม หากทนายความคนใดมีความประพฤติอันไม่เหมาะสม สังคมก็จะตำหนิติเตียน และในที่สุดก็จะไม่ได้รับความเชื่อถือจนทนายความคนนั้นไม่อาจจะอยู่ในสังคมนั้นต่อไปได้
นี่คือสภาพความเป็นจริงในสังคมไทย จึงทำให้ทนายความต้องวางตนให้เหมาะสม การแสดงความคิดเห็นโดยเฉพาะทางด้านกฎหมาย ทนายความจึงต้องกระทำให้สมกับเป็นนักกฎหมายอย่างเต็มภาคภูมิ ทั้งนี้เพื่อให้เป็นที่ยอมรับจากประชาชน และเพราะทนายความเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม การปฏิบัติหน้าที่ทนายความเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม การปฏิบัติหน้าที่ทนายความจึงเป็นกลไกสำคัญในการผดุงความยุติธรรม ทั้งนี้ก็เพื่อให้กฏหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และทำให้บ้านเมืองมีความสงบสุขและเรียบร้อย
สภาทนายความ คือสถาบันอันสำคัญเพราะเป็นสถาบันกฎหมายอันเป็นเสาหลักทางด้านกฎหมายของบ้านเมือง และอาจเป็นสถาบันกฎหมายเดียวที่มีความเป็นอิสระ ดังนั้นจึงควรปราศจาการเมือง ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของคนคนหรือกลุ่มองค์กรใด การดำเนินการหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ จึงควรต้องอยู่ภายใต้หลักการดังกล่าว จึงจะทำให้เป็นที่ยอมรับจากประชาชน
แต่ดูเหมือนว่าในยุคที่นำโดยนายกสภาคนปัจจุบันสภาทนายความกลับถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า สภาทนายความได้กระทำการอันไม่เหมาะสมหรือไม่ มีการถูกครอบงำโดยผู้มีอำนาจบางคนแล้วหรืออย่างไร เพราะบทบาทของสภาทนายความที่ได้แสดงออกมา ล้วนแล้วแต่เพื่อสนองรับใช้กลุ่มผู้มีอำนาจ หรือเผด็จการ หรือว่ามีใครบางคนในสภาทนายความ หวังเพียงจะใช้สถาบันอันน่าเชื่อถือนี้ เป็นบันได้ไต่เต้าไปสู่ตำแหน่งอื่น ไม่ว่าในทางการเมืองหรือองค์กรใด อย่างที่เคยทำกันมาในอดีต
แทนที่สภาทนายความซึ่งต้องยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย จะออกมาต่อต้านเผด็จการสภาทนายความกลับออกมาสนับสนุนยกย่อง และยอมตนไปรับใช้ ทั้งที่เผด็จการคือผู้เข้ามาทำลายหลักนิติรัฐขณะที่เผด็จการได้เข้าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้ยึดหลักนิติธรรม โดยตั้ง คตส.ขึ้นมาทำการสอบสวนอันเป็นกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นอดีตนายกสภาทนายความ แทนที่สภาทนายความจะแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการไม่ร่วมกับเผด็จการ แต่สภาทนายความกลับกระทำการสนับสนุนช่วยเหลือ โดยแท้เป็นทนายความให้คตส. ซึ่งเปรียบเสมือนกากเดนของเผด็จการ
ทั้งที่ คตส. ถูกตั้งข้อสงสัยว่า ว่ามิได้สอบสวนโดยยึดหลักนิติธรรม แต่สภาทนายความกลับไม่ใส่ใจและนำพา กลับกระโดดเข้าใส่ ทั้งที่ทำการดังกล่าวมิใช่วัตถุประสงค์ตามกฎหมายของสภาทนายความ ทั้งการกระทำ ดังกล่าว ถือว่าเป็นการกระทำโดยพลการ ปราศจากความเห็นชอบของสมาชิก
นายกสภาทนายความไม่เข้าใจหรือว่า สภาทนายความไม่ใช่กิจการส่วนตัวของตน หรือของอดีต นายก, ที่ชื่อสัก กงแสงเรือง ในวันนี้สภาทนายความกำลังสร้างความอัปยศขึ้นอีกครั้ง โดยการออกแถลงการณ์ประณามอดีตนายกรัฐมนตรี ที่อ้างว่า กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง
เป็นการแถลงการณ์โดยสภาทนายความ ซึ่งหมายถึงทนายความทั้งประเทศ ทั้งที่ทนายความจำนวนมากไม่เห็นด้วย และนี่คือความอัปยศอดสูที่เกิดขึ้นอีกครั้งของสภาทนายความ เพราะใครก็ตามที่ตาไม่ได้มืดบอด เพราะความทะยานอยากตามกิเลสของตน ย่อมรู้ดีว่าเวลานี้กระบวนการยุติธรรมอยู่ในขั้นวิกฤติ และยิ่งเป็นนักกฎหมายที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้ว ย่อมยิ่งจะรู้ดียิ่งกว่า
หรือเฉพาะสภาพทนายความ เท่านั้นที่ไม่รู้เรื่องนี้
ใครมีกิเลส อยากมีอยากเป็นใหญ่อย่างไร ผมไม่ว่ากระไรหรอกครับ แต่หากจะนำสภาทนายความอันมีศักดิ์ศรีและมีเกียรติไปใช้เพียงเพื่อสนองความอยากของตนแล้วทนายความทุกคนคงยอมไม่ได้
เพราะเท่าที่ผ่านมาสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ได้เสื่อมทรามลง จนเกินจะให้อภัยแล้วครับ...



พธม.ลิ้นไม่มีกระดูก

การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลและพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ อย่างมีเลศนัย ทั้งประเด็นเคลื่อนไหวที่ตีแผ่ให้เห็นถึงความเท็จ และกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่มีความชอบธรรมหลงเหลืออยู่เลย ทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องสะดุดลงกลางคันและจนบัดนี้ยังไม่บรรลุผล

มิหนำซ้ำรัฐมนตรีที่ถูกโจมตีด้วยการกล่าวหาว่าใช้อำนาจโดยมิชอบ และมีมลทิน ต้องถูกสอยร่วงไปทีละคนสองคน กระทั่งต้องปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ ท่ามกลางความนิยมและความชอบธรรมที่คนสนใจไม่น้อยไปกว่าดิม และยิ่งเติมเต็มให้รัฐบาลต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ

จะว่าไปแล้วหากกลุ่มพันธมิตรฯกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่มีความชอบธรรมนั้น ก็อยากบอกว่าให้ฝ่ายพันธมิตรฯหัดไป “ตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงา” ตัวเองบ้าง

ที่ขึ้นเวทีกล่าวหารัฐบาลอยู่ปาวๆว่าไม่มีความชอบธรรม แต่ตัวเองกลับไม่มีความชอบธรรมเอาซะเลย

การขึ้นเวทีทุกครั้งก็ชอบเอาเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมากล่าวหารัฐบาล จนทำให้รัฐมนตรีของรัฐบาลที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้นำครั้งนี้ก็ต้องหลุดออกจากตำแหน่งทีละคนสองคน และเงื่อนไขทุกเรื่องที่พันธมิตรฯนำมาโจมตีรัฐบาลนั้น กลุ่มพันธมิตรฯมักบอกว่าหากรัฐมนตรีท่านนั้นลาออกก็จะยุติและสลายการชุมนุม

ส่วนอีกเรื่องที่บอกว่าหากรัฐบาลระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะยุติการชุมนุม ครั้งแล้วครั้งเล่าที่กลุ่มพันธมิตรฯบอกอย่างนี้ แต่เมื่อรัฐบาลถอยพันธมิตรฯก็ยิ่งได้ใจ พร้อมทั้งเดินหน้ากระหน่ำรัฐบาล

และครั้งสุดท้ายที่แกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯขึ้นเวทีปราศรัยว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลี้ภัยไปอยู่ต่างแดนหรือว่าติดคุกก็จะยุติการชุมนุม

และวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้หอบหิ้วครอบครัวไปอยู่ถึงประเทศอังกฤษ กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังไม่สลายการชุมนุม

ล่าสุด พ.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ได้ออกมาประกาศอีกว่า จะขัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและขับไล่รัฐบาลชุดนี้ออกไปให้ได้

และบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา หนีคดีไปนอนที่ประเทศอังกฤษก็ไม่มีผลให้ยุติการชุมนุม

นี่หรือที่บอกว่าตัวเองมีความชอบธรรม พูดคำไหนคำนั้น แต่ที่ได้ดู ได้ฟังอยู่ ณ เวลานี้ เป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้นก็อย่างว่าล่ะลิ้นไม่มีกระดูก พูดจากลับกรอกไปมา

สุดท้ายเมื่อศาลฏีกามีคำสั่งประทับรับฟ้อง 3 รัฐมนตรีคดีหวยบนดิน ก็ยิ่งทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ เหิมเกริมขึ้นไปอีก

ล่าสุดแกนนำพันธมิตรฯได้ส่งทนายความและตัวแทนพันธมิตรฯ ยื่นคำร้องศาลปกครองสูงสุดขอไต่สวนฉุกเฉิน 3 รมต.คดีหวย และสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว หลังศาลฎีกามีคำสั่งประทับรับฟ้องจนกว่าจะมีคำพิพากษาแล้วเสร็จ

กลุ่มพันธมิตรฯจะมีความคิดบ้างหรือไม่ว่า ที่พวกเขาชุมนุมอยู่ ณ เวลานี้ทำให้นักลงทุนยังไม่กล้าตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทยช่วงเวลานี้ คือ ความวุ่นวายทางด้านการเมือง ที่ต่อเนื่องและยาวนานกว่า 2 ปีเต็ม แม้ว่าอดีต นายกฯทักษิณ ที่ทุกคนมองว่าเป็นต้นตอของปัญหาความขัดแย้ง จะเดินทางออกไปลี้ภัยในประเทศอังกฤษ แต่เหตุการณ์ก็ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์

แรงกดดันในเวลานี้น่าจะหมุนไปลงอยู่ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยังเป็นกลุ่มที่สร้างความวุ่นวายให้กับประเทศเป็นกลุ่มสุดท้าย หากกลุ่มพันธมิตรยอมละซึ่งผลประโยชน์ที่แฝงเร้น และยอมถอยหลังกลับเข้าไปอยู่ในที่ตั้ง เชื่อว่าบรรยากาศของประเทศไทยน่าจะดีขึ้น

และเมื่ออดีตผู้นำประเทศไทยอย่าง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกำลังลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ในประเทศอังกฤษ หลังจากส่งแถลงการณ์ถึงสาเหตุที่ไม่มารายงานตัวต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อฟังคำพิจารณาคดีอาญาหลีกเลี่ยงภาษี คอรัปชันและประพฤติมิชอบที่ติดตัวอยู่หลายคดี จนทำให้หลายฝ่ายมองว่าอนาคตของ “เรือใบสีฟ้า” กำลังเข้าสู่ภาวะความดำมืด ไม่มีแสงสว่างอย่างแต่ก่อน

เมื่อรวมกับกระแสข่าวที่ว่า “ดร.ทักษิณ” ขัดสนถึงกับต้องขอยืมเงินจาก จอห์น วอร์เดิล อดีตประธานสโมสร เพื่อมาจ่ายค่าเหนื่อยสตาฟฟ์โค้ช จนถูกนำไปเชื่อมโยงกับประเด็นที่ทีมพยายามขาย เวดราน ชอร์ลูกา และ สตีเฟ่น ไอร์แลนด์ สองดาวเตะตัวหลักโดยไม่ปรึกษากุนซือ มาร์ค ฮิวจ์ส ที่ไม่พอใจจนอาจจะลาออกจากทีม ยิ่งตอกย้ำถึงหายนะที่กำลังเข้ามาสู่ทีมในไม่ช้านี้

แต่แล้วความจริงก็ต้องปรากฎออกมา เมื่อ “คุก” ออกมาโต้แย้งผ่านทาง แมนเชสเตอร์ อีฟนิง นิวส์ สื่อท้องถิ่นว่า “อนาคตของ ซิตี้ ยังไม่เข้าสู่ความดำมืด ในระยะสั้นการดำเนินธุรกิจของสโมสรจะยังดำเนินต่อไปตามปกติ และเราก็ไม่ได้พึ่งพาเงินของ ดร.ทักษิณ เพียงอย่างเดียวด้วย”

พร้อมทั้งเปิดเผยว่าเจ้าของทีมชาวไทยอย่าง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ มีโครงการสร้างทีมในระยะยาวถึง 10 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างทีมให้เป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ และยังปฏิเสธเขาว่าไม่ได้เข้ามาลงทุนกับทีมเพียงช่วงสั้นๆ เสร็จแล้วก็จากไปอย่างที่ถูกกล่าวหา

เรื่องที่กล่าวมานี้ กลายเป็น “เหยื่อ” อันโอชะ ของผู้ไม่หวังดี ผู้ที่ต้องการทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะหยิบมาต่อเติมเสริมข่าว เพื่อทำลายความศรัทธา ความน่าเชื่อถือ โดยใช้กระบอกเสียงที่มีอยู่กระจายข่าวนี้ออกไปยังต่างประเทศ
นี่เป็นวิธีที่ถนัดนักนักหละ

เรื่องความสมาฉันท์ที่ใครต่อใครอยากเห็น อยากให้เกิดขึ้น ดูจะเกิดขึ้นได้ยากเสียแล้ว เพราะ ต้องเกิดจากสำนึกของทั้งฝ่ายที่เผชิญหน้ากัน

ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอกครับ

ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมคนพวกนี้จึงมีจิตใจจ้องจองล้างจองผลาญ เอากันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง หรือว่า มีผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่รออยู่ข้างหน้าหากล้มรัฐบาลนี้ลงได้ ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ ไม่เช่นนั้นไม่ทำอะไรที่สวนทางกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ในประเทศได้อย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่สนใจคำท้วงติงถึงความไม่เหมาะสม ไม่สมควรต่างๆนานา

ในทางกลับกัน มีหลายเสียงพูดตรงกันว่าเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางออกไปนอกประเทศ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็หมดความชอบธรรมที่จะชุมนุมต่อไปนั้น หลังจากประท้วงยืดเยื้อมา 2 เดือนแล้ว แต่ก็ยังดึงดันที่จะเอารัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้งออกให้
ได้

ไม่เพียงแค่นั้นยังขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกของเผด็จการ ที่ต้องการทำลายระบอบประชาธิปไตย ต้องทำให้กระบวนการยุติธรรมต้องหมองมัว

การที่จะให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย ในช่วงเวลาจาก “วันแม่ถึงวันพ่อ” ไม่ได้อยู่ในความคิดของคนกลุ่มนี้เลย
อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า เมื่อถึงวันสำคัญในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะมีการสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ที่ลานอนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า พิธีที่มีความสำคัญของเหล่าทหารหาญ แล้ว เป็นที่รอคอยของประชาชนที่จะได้เห็นการสวนสนามที่สวยงามสง่างาม และได้เข้ามีโอกาสเฝ้าพระองค์ท่านอย่างใกล้ชิด
แต่บนถนนเดียวกัน กลับมี “คอกมนุษย์” ที่สกปรก ไร้ระเบียบ ผู้คนเต็มไปด้วยความหยาบคาย ก้าวร้าว
เป็นสิ่งที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง อย่างหาที่เปรียบไม่ได้

แล้วอย่างนี้ คนพวกนี้จะเกิดสำนึก ตระหนักในความถูกต้องดีงามได้อย่างไรการที่อ้างว่ารักชาติ ศาสน์กษัตริย์ ของคนเหล่านี้ ก็เพื่อจะใช้เป็นเกาะกำบังเท่านั้นเองแต่ลึกๆแล้ว คนเหล่านี้คิดอะไรอยู่หรือเปล่า



ใบแดง? ปชป.

วันนี้แหละ...เป็นวันที่หลายคนรอคอย แม้ว่าอาจจะไม่ถึงขั้นลุ้นระทึก เพราะเชื่ออยู่แล้วว่าจะมี “ธง” ออกมาแบบไหน แต่ก็อดที่จะอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ว่า กกต. จะกล้าตัดสินคดี “ใบแดง”

วิฑูรย์ นามบุตร ส.ส. สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ที่รั้งเก้าอี้รองหัวหน้าพรรคอยู่ในตอนนั้น พร้อมด้วยผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี ของพรรค อย่างที่มีข่าวเล่าลือกันหรือเปล่าจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า กกต. จะตัดสินให้ ส.ส. ที่เป็นเจ้าของโรงหนังได้ใบแดง ส่วนผู้สมัคร ส.ส. คนอื่นได้ใบเหลืองกันไป และให้ใบขาวสะอาดผุดผ่องกับ วิฑูรย์ นามบุตร

เพื่อให้ยุติการพิจารณาที่จะนำต่อไปสู่การยุบพรรค แบบเดียวกับพี่พลังประชาชน และพรรคการเมืองอื่น ที่แม้จะทำผิดเพียงน้อยนิดก็กำลังถูกการ “ยุบพรรค” จ่อคอหอยกันแล้วอย่างถ้วนหน้าและหากผลการตัดสินออกมาตามนั้นจริง งานนี้คงได้มีเฮ! เพราะมีคนตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัยกันเอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะมีการช่วยเหลือกันอย่างไร หรือไม่
เพราะพฤติกรรมของ กกต. ที่ผ่านมา มันชวนให้เกิดความสงสัยไปในทำนองนั้น

เริ่มตั้งแต่การรับเรื่องมาพิจารณาที่ใช้เวลาดำเนินการค่อนข้างยาวนานจนผิดสังเกต โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะความผิดหนัก ความผิดเบา ก็มีการตัดสินชี้ขาดกันไปจนหมดสิ้น จะเหลือก็แต่พรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียวท่ามกลางข้อสงสัยว่าจะเป็นเพราะ กกต. และ ปชป. ต่างก็ฝักใฝ่ในคณะยึดอำนาจ จนทำให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเกิดการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันอย่างนั้นหรือเปล่า

นอกจากนี้เส้นทางการสอบสวนก็เป็นไปด้วยความลำบาก ไม่ว่าจะเป็นพยานปากสำคัญที่จู่ๆ ก็หายตัวไป พร้อมกับหัวคะแนนพรรคการเมืองใหญ่ ที่ประชาชนก็พากันคาดเดาไปต่างๆ นานาว่า ถูกซื้อตัวบ้าง หรือถูกข่มขู่แล้วเอาตัวไปเก็บไว้ในเซฟเฮาส์ในช่วงที่มีการนัดหมายสอบพยานบ้าง

รวมทั้ง กกต. เองก็ยังมีพิรุธ ที่เลือกสอบพยานเพียงบางปาก ปฏิเสธที่จะสอบพยานให้ครบถ้วนและเมื่อ นายวิฑูรย์ นามบุตร ที่ถูกกล่าวหาออกมาแถลงข่าวร่วมกับ ถาวร เสนเนียม ทนายความของพรรค ก่อนหน้าวันชี้ชะตาเพียงไม่กี่วัน พร้อมกับการขู่ฟ้องกลับ สมบัติ รัตโน ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน ที่เป็นผู้ร้องเรียน ยิ่งทำให้รู้สึกว่าคนกลุ่มนี้มีความมั่นอกมั่นใจจนออกนอกหน้า ทั้งที่ก่อนหน้านั้นทุกคนปิดปากเงียบสนิท

แล้วเป็นเพราะอะไรที่ทำให้คนเหล่านี้มีความมั่นใจขึ้นมาแบบนี้

งานนี้มีประชาชนมากมายที่กำลังจับจ้องรอผลการพิจารณาของ กกต. ทั้ง 5 คนลำพังแค่ วิฑูรย์ นามบุตร หลุดรอดจากใบแดง กกต. เองก็ควรจะต้องมีคำชี้แจงที่ “ฟังขึ้น” ให้กับพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว แต่หากผลที่ออกมาเป็นไปตามข่าวลือ นอกจากจะเป็นเรื่องยากที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ยุติธรรมแล้ว กกต. อาจจะยังต้องตกเป็นจำเลยของสังคม และอาจหมายถึงหลักฐานวีซีดี ที่บันทึกภาพการกล่าวแนะนำตัว ขอเสียงสนับสนุน ที่มีการพูดจาปราศรัย ทั้งโดยนายวิฑูรย์เอง และผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย

แต่กลับกัน คำอ้างอย่างที่ ถาวร เสนเนียม ระบุว่า เป็นการจัดอบรมชาวบ้านเป็นเวลา 9 วันนั้น จะมีน้ำหนักมากกว่าหรืออย่างไรแล้วทำไมการจัดอบรมจึงมีการหาเสียง ทำไมจึงมีการสลับฉายหนัง ทำไมต้องแจกตั๋วฟรี และถึงแม้จะเป็นการจัดอบรมจริง แต่การมีพฤติกรรมเช่นนี้ในช่วงเวลาของการหาเสียงเลือกตั้ง ก็จะไม่มีความผิดอย่างนั้นหรือ

และในเมื่อ วิฑูรย์ นามบุตร เองก็เคยออกมายอมรับก่อนหน้านี้แล้วว่า อยู่ในที่เกิดเหตุด้วยจริง แต่ไม่ได้ร่วมวงการหาเสียงนั้น กฎหมายก็ระบุชัดว่าคนที่เป็นกรรมการบริหารพรรค เพียงแค่เห็นว่ามีการกระทำผิด แล้วไม่ห้ามปรามก็เข้าข่ายความผิดไปเรียบร้อยแล้ว

เพราะฉะนั้น กรณีนี้จึงไม่สมควรที่จะมีการแจกใบแดง ใบเหลือง ลดหลั่นกันไปจนถึงใบขาว เพราะทุกคนล้วนเข้าข่ายความผิดอันเดียวกัน การร่วมรับรู้ รับเห็น และร่วมขึ้นเวที น่าจะเป็นความผิดอันหนึ่งอันเดียว ที่ทุกคนสมควรได้รับใบแดงกันไปถ้วนหน้า

การีที่คนหนึ่งคนใดได้ “ใบแดง” ย่อมหมายถึง กกต. เองก็ยอมรับว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง เมื่อนายวิฑูรย์อยู่ในสถานที่ที่มีกระทำความผิด แต่ไม่ทำหน้าที่กรรมการบริหารพรรคในการเข้าห้ามปราม จะปฏิเสธความผิดได้อย่างไร
หาก กกต. ไม่อยากจะให้เกิดข้อกังขาในหมู่ประชาชน และไม่รู้สึกอายฟ้าอายดิน...ทางที่ดีก็แจก “ใบขาว” ไปให้หมดซะเลย จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว...!!



อายัดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบทพิสูจน์ “อยุติธรรม”

มีการพูดจากว้างขวางในประเทศและต่างประเทศ ถึงแถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ขอลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ประเทศอังกฤษ โดยทิ้งระเบิดลูกเบ้อเริ่มในความไม่เชื่อมั่น ไม่เชื่อถือ “กระบวนการยุติธรรม” ของประเทศไทย

ข้อพิสูจน์สำคัญนั้นคือการอำนาจของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ที่ทำการ อายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร 7.6 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการไล่ยึดทุกบัญชี โดยไม่มีหลักฐานสนับสนุนในการกระทำผิดในทรัพย์ก้อนนี้เป็นเงินส่วนใดที่ทุจริต เงินส่วนใดที่เป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบ เนื่องจากการทำการค้าขายอันปกติประกอบไปด้วย 1.ธนาคารกสิกรไทย 36 ล้านบาท 2.ธนาคารกรุงเทพ 18,156 ล้านบาท 3.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 2,125 ล้านบาท 4.ธนาคารทหารไทย 10 ล้านบาท 5.ธนาคารไทยพาณิชย์ 39,634 ล้านบาท 6.ธนาคารธนชาต 1,476 ล้านบาท 7.ธนาคารนครหลวงไทย 1 ล้านบาท 8.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 500 ล้านบาท 9.ธนาคารยูโอบี 492 ล้านบาท 10.ธนาคารออมสิน 15,748 ล้านบาท 11.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 200 ล้านบาท 12.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 10,000 ล้านบาท 13.บลจ.กสิกรไทย 208 ล้านบาท 14.บลจ.ไทยพาณิชย์ 2,237 ล้านบาท 15.บลจ.แอสเซทพลัส 172 ล้านบาท และ 16.ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และที่ดิน 2,722 ล้านบาท
เป็นที่รู้กันดีว่า ตระกูลชินวัตร ร่ำรวยจากผลประกอบกิจการ โทรคมนาคม หรือ โทรศัพท์มือถือ ในค่าย เอไอเอส ซึ่งเริ่มก่อร่างสร้างธุรกิจมาเป็นเวลาหลายสิบปี ทุกรัฐบาล ทุกพรรค ให้การสนับสนุน มี คู่แข่ง คือ ดีแทค และ ทรูมูฟ
เรื่องนี้ ค้างคา อยู่ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในฐานะที่ต้องดำเนินการต่อจาก คตส. ซึ่งประชาชนทั้งประเทศได้รับรู้ และศาลได้พิพากษาให้ ป.ป.ช. ทำหน้าที่เป็นโจทก์แทน คตส. คล้ายๆ กับเป็นการรับมรดกต่อเนื่องจาก คตส. นั่นเอง แต่ ป.ป.ช. บอกว่า กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจพิจารณาใดๆ เลย

วันนี้หาคำตอบไม่ได้ว่า พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะไปตามทวงคืนทรัพย์สิน 7.6 หมื่นล้านได้ที่ไหน จะไปยืนยันความได้มาได้ที่หน่วยงานราชการใด ธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่าไม่มีอำนาจ ตำรวจบอกว่าไม่มีอำนาจ ป.ป.ช. บอกว่าไม่มีอำนาจ เหมือนกับที่ประชาชนไปติดต่อราชการ โยนกันไปโยนกันมา เดินในตึกไปทางซ้ายที ขวาที ขึ้นลิฟต์ลงลิฟต์ ไม่รู้ว่าใครเป็นคนมีอำนาจกันแน่

การใช้อำนาจของ คตส. “ยึดทรัพย์ก้อนมหึมา” โดยไม่แยกแยะว่าเงินส่วนใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด และเงินส่วนใดไม่เกี่ยวข้อง นั้นเป็นคำถามค้างคาใจ
* การกระทำแบบนี้คือสิ่งที่ ถูกต้อง เป็นธรรม ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ใช่หรือไม่?
* มาตรฐานการใช้กระบวนการยุติธรรมนี้ หากเป็นธรรม ทำไมจึงยกเลิกไปเสียล่ะ หรือใช้เฉพาะคนคนเดียวแล้วจบกันเท่านั้น แบบนี้หรือคือความยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย
* น่าแปลกใจไหม นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามพรรคไทยรักไทยมากมาย บริสุทธิ์ 100% แล้วหรือ ทำไมไม่ไปยึดทรัพย์ในลักษณะเช่นนี้บ้าง
เป็นเรื่องที่ สาธารณชนในประเทศไทย และ ชาวโลกอีกหลายร้อยชาติ จะต้องใช้ดุลพินิจพิจารณา
“พวกเอ็งโดนตรวจสอบ พวกข้าไม่ต้องตรวจสอบ”
“พวกเอ็งโดนยึดทรัพย์ พวกข้าไม่ต้องยึดทรัพย์”

การออกมายืนยันว่า กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยมีความยุติธรรม แล้วเกิดชาวโลกเขาไม่เชื่อ เขาเชื่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ประเทศไทยจะเสียหาย ในทางกลับกันหากเราจะยอมรับความจริง กระบวนการหลัง โจรปล้นประชาธิปไตย 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้นนั้นไม่ยุติธรรมจริงๆ หวังเล่นงานข้างเดียว

ถึงขนาดประกาศ คปค. ที่แต่งตั้ง คตส. มีการระบุอย่างชัดเจนว่า เอาเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐบาล “ทักษิณ” แค่นี้ก็เห็นความเจตนาในความคิดทุรยศแล้ว

วันนี้สังคมไทยควรจะต้องพิจารณาปรับรื้อกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดความยุติธรรม ในชาติขึ้นมา อย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ไม่ใช่ “พรรคพวกเอ็งทำผิดหมด พรรคพวกข้า ไม่ผิดเลย” มี 2 ข้าง ตัดสินให้น้ำหนักต่างกัน ใครก็รู้มันไม่ยุติธรรม ไม่แตกต่างกับ “ตราชู” ที่เอียงกระเท่เร่ หากนำมาชั่งน้ำหนักของทั้ง 2 ฝ่าย



ความเป็นธรรมไม่มี

1.จึงถึงคราว จะต้อง ตรองความคิด
ใครจะมา ลิขิต ขีดเขียนให้
ตัวของเรา เราก็ขีด ก็เขียนไป
เรากำหนด กฎเกณฑ์ไว้ ในใจเรา
2. การเมือง คือเรื่อง ของผลประโยชน์
เวลาเรา รุ่งโรจน์ กระโดดเข้า
มีคนล้อม คลอเคียง ระเบียงเงา
มีคนเฝ้า เคล้าพนอ รอบัญชา
3. แต่เมื่อใด วาสนา พาหลุดร่วง
สรรพสิ่ง ทั้งปวง ก็ร่วงค่า
สิ่งเคยแวว วับวาว ไร้ราคา
สิ่งเคยรัก กลับกลายมา เป็นความชัง
4. โลกมี ได้ลาภ ก็เสื่อมลาภ
มียศฉาบ บรรดาศักดิ์ อันหนักขลัง
ได้ยศ เสื่อมยศ คดเคี้ยวจัง
สรรเสริญ นินทาดัง มนุษย์เอย
5. ยิ่งการเมือง ยิ่งมีโลภ มีโกรธเกลียด
มีบังเบียด รังควาน ใช่ไหมเอ่ย
มีโค่นล้ม เหยียบซ้ำ ระกำเคย
ความเสบย เคยสงบ ไม่พบมี
6.แม้เป็นเพื่อน พี่น้อง เกี่ยวดองใกล้
เพื่อ”อำนาจ” ก็ฆ่าได้ ใช่ไหมพี่
ตัณหา มัวเมา เข้าราวี
ไม่มีน้อง ไม่มีพี่ ทุกวี่วัน
7. จึงเป็นเรื่อง ธรรมดา ธรรมชาติ
คือเรื่องเข่น อาฆาต ให้อาสัญ
ใครเก่งเกิน เก่งกว่า ใครรู้ทัน
ต้องขยี้ ให้แหลกพลัน อันตราย
8. ใช้อำนาจ เบ็ดเสร็จ เด็ดชีวิต
วิปริต เหี้ยมโหด อันโฉดร้าย
ทีละศพ ทีละคน ทุรนทุราย
เผด็จการ เผด็จกาย เผด็จใจ
9. “อำนาจ” เป็นสิ่ง ที่ยั่วยวน
กลิ่นหอม รัญจวน หวนไห้
ใครได้มา เสวยสุข ทุกทีไป
ใครเสียไป ใจรันทด หมดเรี่ยวแรง
10. ตามล่า ตามผลาญ ไม่รู้จบ
หวังให้ครบ กระบวนการ ในทุกแห่ง
คดีความ ก็กู่กล่าว เข้าทิ่มแทง
อวดสำแดง แฝงอำนาจ จนขลาดกลัว
11. ความเป็นธรรม เป็นไท ไม่มีแล้ว
ความผ่องแผ้ว แววงาม ก็เศร้าสลัว
ไม่เห็นทาง สว่างใส มีมืดมัว
ความลี้ลับ กับความชั่ว มั่วสิ้นดี
12.เมื่อเห็นภัย มีภัย ในความมืด
ย่างยกเท้า ยาวยืด มืดทุกที่
ยิ่งมืดดำ คล้ำนิล เพิ่มทวี
กดบีบ ขับทุกที บีบทุกทาง
13. จึงลี้ภัย เพราะมีภัย เข้าประชิด
หวังสากล ช่วยลิขิต การก้าวย่าง
ใช่คนเลว แต่ทำดี มิอำพราง
งานทุกอย่าง ทางที่เดิน เจริญธรรม
14. ยังอยู่ในหัวใจ ไทยทั้งหมด
ยังสะอาด หมดจด ประเสริฐล้ำ
สิ่งที่ทำ ยังจำได้ ว่าใครทำ
ยังจดจำ ไม่ลืมเลือน ไม่ร้างรา
15. จะอยู่ไกล แสนไกล ใจอยู่ใกล้
ยังห่วงหา อาลัย เสน่หา
“ทักษิณ” อยู่ในใจ ไทยประชา
สุขเกษม จงปรีดา สถาพร



สิทธิขอลี้ภัยทางการเมือง

ข่าวการไม่กลับและเดินทางไปอังกฤษของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว นอกจากทำให้ผู้คนทั้งหลายรู้สึก แสดงความคิดเห็นและวิเคราะห์กันต่างๆ นานาแล้ว ยังทำให้มีการพูดถึงการขอลี้ภัยทางการเมืองกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่คนไทยสนใจปัญหาการขอลี้ภัยทางการเมือง ผมขอร่วมส่วนพูดถึงเรื่องนี้ด้วยคน
คงต้องเริ่มจากประวัติศาสตร์ การลี้ภัยทางการเมืองเกิดขึ้นมานานและตลอดเวลา เกือบทุกประเทศเคยมีผู้นำประเทศ นักการเมืองและนักต่อสู้ทางการเมืองไปขอพำนัก หรือลี้ภัย หรือหลบหนีเข้าไปอยู่ ประเทศไทยเราตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็เคยมีเจ้านายประเทศเพื่อนบ้านหลายองค์ เช่น นักองค์ด้วง นักองค์เอง องค์ด้วง จากเขมร องค์เซียงสือ จากเวียดนาม มาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร สมัยประชาธิปไตย ก็มีมาตลอด ตั้งแต่นายอุนุ นายกรัฐมนตรีพม่า นายซอนซาน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ถึงนักการเมืองและนักศึกษาพม่ามาขอลี้ภัยทางการเมือง ในทางกลับกัน เจ้านายไทยหลายพระองค์และผู้นำทางการเมืองเคยเดินทางไปประทับที่ประเทศอื่นด้วยเหตุผลทางการเมือง เช่น สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ไปประทับที่อินโดนีเซีย กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทย ไปพำนักที่ปีนัง สิงคโปร์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปประทับที่อังกฤษ ท่านปรีดี พนมยงค์ และนักปฏิวัติไทย หรือคอมมิวนิสต์ไทยหลายคนเคยไปลี้ภัยทางการเมืองที่สาธารณรัฐประชาชนจีน
พูดไปทำไมมี หลังกรณี 14 ตุลาคม 2516 จอมพล ป.พิบูลสงคราม จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร เดินทางไปอยู่สหรัฐอเมริกา และไทเป หลังกรณี 6 ตุลาคม 2519 มีนักศึกษาหลายคนไปลี้ภัยขาวไปอยู่อังกฤษ สวีเดน และสหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดรัฐประหารของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ 23 กุมภาพันธ์ 2534 พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และครอบครัวไปอยู่อังกฤษ ถ้าอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเคยไปลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กลับไปประเทศนี้หรือประเทศไหนๆ เพื่อขอลี้ภัยทางการเมือง ย่อมมีเหตุผล และเป็นสิทธิขอบุคคลที่กำลังถูกดำเนินคดีและอยู่ในภาวะอันตรายต่อชีวิตจากสถานการณ์ทางการเมืองที่จะขอเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง
อังกฤษ เหมือนกับประเทศยุโรปอื่นๆ เป็นประเทศที่มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองมาตลอด ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโลก คือ คาร์ล มาร์กซ นักทฤษฎีคอมมิวนิสต์ ก็เคยไปอยู่และต่อมาไปตายที่นั่น
สถานการณ์ลี้ภัยทางการเมืองซึ่งเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งมายาวนานดังกล่าว ได้กลายเป็นประเพณีทางการเมืองของประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลก และต่อมา ยอมรับเป็นสิทธิประการหนึ่ง หลายประเทศมีนโยบายและออกกฎหมายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยทางการเมือง สหประชาชาติออกอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย (UN Convention relating to the Status of Refugee ค.ศ. 1951 ) กำหนดความหมาย หลักการ และกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการรับผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่เรียกว่า political asylum และผู้อพยพหลบภัยที่เรียกว่า refugee กลุ่มหลังนี้ เป็นผู้ลี้ภัยเป็นกลุ่มใหญ่ๆอันเนื่องมาจากสถานการณ์ร้ายแรงทางการเมือง เช่น สงครามภายในและสงคราวระหว่างประเทศ การปราบปราม การสังหารหมู่ ฯลฯ ซึ่งมีร้อยกว่าล้านคนกระจายทั่วโลก เช่น ผู้อพยพจากอาฟกานิสถาน อิรัก หลายประเทศของแอฟริกา ขณะนี้ กำลังเกิดขึ้นในที่เซาท์ ออสซีเซีย ของจอร์เจีย ประเทศไทยเราเคยให้ที่พักพิงผู้อพยพอินโดจีน ปัจจุบัน มีค่ายพึ่งพิงของผู้หนีภัยสู้รบจากพม่าเกือบ 2 แสนคน
กล่าวเฉพาะการขอลี้ภัยเป็นสิทธิมนุษยชน เพราะมนุษย์ทุกคนหากอยู่ในภาวะที่จะถูกจับ ถูกดำเนินคดี และมีอันตรายต่อชีวิตด้วยเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา และความเชื่อทางการเมือง ย่อมมีสิทธิขอลี้ภัยในประเทศอื่น สหประชาชาตินอกจากมีอนุสัญญาว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัย แล้ว ยังตั้งสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านผู้ลี้ภัย (นิยมเรียกชื่อจากคำย่อภาษาอังกฤษ UNHCR) เพื่อดูแลผู้ลี้ภัยทั้ง 2 ประเภท สำนักงานข้าหลวงใหญ่นี้ มีสำนักงานในประเทศไทยด้วย ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้อ้างว่าจะถูกจับกุมหรือมีอันตรายต่อชีวิตจากประเทศต่างๆทั้งเพื่อนบ้านและแดนไกลเช่น ตะวันออกกลาง มาขอลี้ภัยนับพันคน ผมเคยช่วยเหลือผู้มาขอลี้ภัยกับสำนักงานนี้หลายคน
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้นำประเทศ การขอลี้ภัย ไม่จำเป็นต้องผ่าน UNHCR ขึ้นอยู่กับรัฐบาลประเทศเป้าหมาย จะรับเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองหรือให้พำนักอยู่ในประเทศหรือไม่ ถ้าหากรับให้พำนักในประเทศ ผู้นำหรือผู้ลี้ภัยทางการเมืองจะชีวิตและสิทธิอย่างไรขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น โดยทั่วไปจะมีสิทธิมนุษย์และสิทธิทางการเมืองเกือบทุกประการ กรณีอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ก็เข้าข่ายประเพณีและหลักการนี้
ไม่ต้องเป็นห่วง

ศรัทธาทำลายกันไม่ได้ !

มีคำถามมามากมายว่าเหตุใด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงโดนหนักที่สุดในบรรดาผู้นำประเทศ และในประวัติศาสตร์ชาติไทย
คำตอบที่สามารถตอบได้ง่ายๆ เลยก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนรักและศรัทธามากที่สุด
ในช่วงชีวิตของคุณเคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนไหนที่ทำงานมากมายขนาดนี้หรือไม่ เคยเห็นนายกรัฐมนตรีลงไปแก้ไขปัญหาปากท้องชาวบ้านถึงพื้นที่จริงๆ หรือไม่
และเคยเห็นนายกรัฐมนตรีที่กล้าจัดการกับปัญหาของบ้านเมืองที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ซึ่งปัญหาเหล่านั้นถ้าใครมาจัดการจะก่อให้เกิดศัตรูจำนวนมาก เช่น ปัญหายาเสพติด ปราบปรามผู้มีอิทธิพล ฯลฯ
พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่กลัวหน้าอินทร์ หน้าพรหม ไม่แยแสต่อการก่อศัตรูรอบทิศ
เพราะเขาคิดว่าในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หน้านี้ที่สำคัญที่สุดคือต้องทำงานให้เต็มที่สมกับความไว้วางใจของพี่น้องประชาชน
ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี เขาคิดเพียงว่ามีนายคนเดียว คือ “ประชาชน” ดังนั้นคนที่จะทำให้เขาพ้นจากตำแหน่งได้คือ “ประชาชน”
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ วางแผนออกนโยบายต่างๆ ที่คิดว่าจะเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด
เช่น นโยบายคิดใหม่ ทำใหม่ ซึ่งต่อมาถูกเรียกในเชิงลบว่าเป็น "ประชานิยม" เช่น กองทุนหมู่บ้าน หนึ่งชุมชนหนึ่งผลิตภัณฑ์ 30 บาทรักษาทุกโรค บ้านเอื้ออาทร แท็กซี่เอื้ออาทร โครงการพักชำระหนี้เกษตรกร
นโยบายต่างๆ เหล่านี้ ปฏิบัติแล้วเห็นผลเป็นรูปธรรม ประชาชนชื่นชอบ เพราะรัฐบาลในอดีตไม่เคยเหลียวแลพวกเขาเลย
ด้วยเหตุนี้คะแนนนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ จึงพุ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากจะวัดก็สามารถดูได้จากผลการเลือกตั้งแบบปาตี้ลิสต์
ณ วันนี้ ผลงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เป็นที่ประจักษ์ในสายตาของคนไทยและคนทั่วโลกแล้ว แม้จะโดนศัตรูที่มีจิตใจอำมหิต เจตนาล้างผลาญเหมารวมทั้งลูกเมียและญาติมิตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ตาม
แต่ผมเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งในอนาคต หากมีการยุบพรรค หรือกระทั่งการแตกสลายของพรรคพลังประชาชนก็ตาม
ใครที่ชูภาพ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นมาก็ต้องได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนทุกคน เพราะอย่างที่ผมบอกไว้ว่า ความศรัทธามันทำลายกันไม่ได้จริงๆ ไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหน
แม้วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะโดนเล่นงานจากสารพัดข้อกล่าวหาและให้ข่าวประจาน พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ฝ่ายเดียว
แม้วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะโดนศัตรูพยายามยึดทรัพย์สินทั้งหมด รวมทั้งทรัพย์สินที่มีมาก่อนเล่นการเมืองด้วย
แม้วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีกลุ่มคนบ้าออกมาตะโกนด่าทอ และดูถูกเหยียดหยามออกโทรทัศน์ทุกวัน
สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเคยเป็นนายกรัฐมนตรีที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินไทย
วันนี้มันทำลายกันไม่ได้จริงๆ ต่อให้กระหน่ำซ้ำเติมแค่ไหน
ประชาชนคนไทย ต้องช่วยกันหยุดยั่งอำนาจเถื่อนที่ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากการเมือง โดยมี “มือที่มองไม่เห็น” คอยบงการชักใยอยู่เบื้องหลัง
โปรดหยุดการจ้องล้างจ้องผลาญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว
เพราะสิ่งที่พวกคุณกำลังทำอยู่ มันไม่ใช่ทำลายใครคนใดคนหนึ่ง
แต่เป็นการทำลายประเทศชาติ ทำลายจิตใจคนไทย เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง
วันนี้ขอเพียงแต่ คนไทยจึงยืดหยัดในความถูกต้อง และหนักแน่นในความศรัทธาของตัวเอง
รอคอยวันที่ยิ่งใหญ่ วันที่ประชาธิปไตยเบิกบาน วันที่เผด็จการมีอันเป็นไป !