WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 18, 2008

"สมชาย" พร้อมประสานรอยร้าวพรรคพลังประชาชน

"สมชาย" เป็นกาวใจประสานรอยร้าวพรรคพลังประชาชน ยันส.ส.ล่ารายชื่อจี้ นายกฯ เผยแพร่หมายจับอดีตนายกฯ ทักษิณ ไม่เหมาะสม ชี้แค่ความรู้สึก ไม่ได้เป็นการท้าทายหรือวัดกำลัง

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของ ส.ส.ในพรรคที่จะล่ารายชื่อสอบถาม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ถึงความเหมาะสมในการเผยแพร่หมายจับของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นเพียงความรู้สึกของ ส.ส.และสมาชิกพรรค ที่เห็นว่าเมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีไปอยู่ที่ประเทศอังกฤษอย่างชัดเจน จึงไม่จำเป็นต้องเผยแพร่หมายจับในลักษณะเชิงประจาน

นายสมชาย ยังยืนยันว่า การกระทำดังกล่าวของ ส.ส. ไม่ได้กดดันหรือท้าทายการทำงานของนายกรัฐมนตรี เพราะทุกคนยังมั่นใจและเชื่อมั่นที่จะมอบหมายให้นายสมัครเป็นผู้นำรัฐบาลและเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป อย่างไรก็ตาม หมายจับที่ออกมาถือว่าเป็นการทำตามกระบวนการขั้นตอนที่ถูกต้อง ในการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยต่อกรณีที่ศาลให้ออกหมายจับ

“ไม่ได้เป็นท้าทาย ทุกคนยังคงเชื่อมั่นมอบหมายให้เป็นผู้นำรัฐบาล เป็นผู้นำพรรค เรื่องประลองกำลังไม่มี แต่เป็นเพียงความคิดเห็นเท่านั้น เป็นเรื่องของความคิดเห็นของแต่ละกลุ่ม แต่ละแก๊ง ซึ่งไม่เกี่ยวกัน หากจะไปโยงไปถึงเรื่องการท้าทายนายกรัฐมนตรี” นายสมชาย กล่าว

นายสมชาย กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ไม่สอบถามไปยังตำรวจ เพราะกลัวจะถูกมองว่า ฝ่ายการเมืองเข้าไปก้าวก่าย จึงต้องสอบถามไปยังนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลงานของตำรวจแทน

“บุญสร้าง” เผยว่าที่ 2 ตัวเต็ง ผบ.สส.คนใหม่ เชื่อการเมืองไม่ล้วงลูก

ผบ.สส.นัดส่งบัญชีโผโยกย้ายนายทหารให้สำนักงานปลัดกลาโหมพรุ่งนี้ เผยว่าที่ ผบ.สส.คนใหม่มีตัวเต็งแค่ 2 ชื่อ เชื่อฝ่ายการเมืองจะไม่เข้ามาล้วงลูก ด้านโผกองทัพบกลงตัวแล้ว
วันนี้ (18 ส.ค.) พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึงการปรับย้ายนายทหารประจำเดือนตุลาคมนี้ว่า สามารถส่งตัวร่างให้สำนักงานปลัดกระทรงกลาโหมได้ทันวันพรุ่งนี้ หลังเลื่อนจากวันที่ 13 ที่ผ่านมามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ยอมรับว่ายังมีปัญหาในบางตำแหน่งที่ยังไม่ลงตัว แต่ไม่ใช่ตำแหน่งหลักสำคัญ และทุกอย่างจะเรียบร้อยก่อนการประชุมร่วมคณะกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ในสัปดาห์หน้า
พล.อ.บุญสร้าง กล่าวยืนยันว่าไม่ลำบากใจกับการพิจารณา โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ ที่มีตัวเต็งสำคัญ 2 คน คือ พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ เสนาธิการทหาร ทั้งเชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะไม่เข้ามาแทรกแซงหรือล้วงลูก แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนบ้างเล็กน้อยในบางตำแหน่ง
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการพิจารณาปรับย้ายนายทหารปลายปี ประจำเดือนตุลาคมนี้ว่า ได้ส่งบัญชีรายชื่อให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแล้ว
เมื่อถามว่า ทุกฝ่ายคงเข้าใจการปรับย้ายครั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ตอบย้ำว่า ทุกอย่างเรียบร้อย มีเหตุมีผล มีการประชุมร่วมกันแล้วคงไม่มีปัญหา เหลือเพียงการประชุมร่วมคณะกรรมการที่มีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานอีกเพียงครั้งเดียว
เมื่อถามย้ำว่า มีความแตกต่างจากที่สื่อมวลชนเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในส่วนของกองทัพบก ไม่ค่อยใกล้เคียง และเมื่อถามย้ำว่า ไม่มีรุ่นใดปรับย้ายโดดเด่นกว่ารุ่นอื่นใช่หรือไม่ ผู้บัญชาการทหารบกถอนหายใจก่อนตอบว่า เฉลี่ยกันไป


ถก"ไทย-กัมพูชา"รอบ2- “สมัคร”เยี่ยมทหารเขาพระวิหาร

ถกแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา รอง 2 วันนี้ที่หัวหิน คาดบรรลุข้อตกลงลดทหารทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อไม่ให้เกิดการประจัญหน้า กองกำลังสุรนารีเชื่อหลังการเจรจาทุกอย่างจะดีขึ้น ขณะที่นายกฯ ควง ผบ.ทบ. บุกให้กำลังใจทหาร

พล.ต.กนก เนตระคะเวสนะ ผบ.กองกำลังสุรนารี กล่าวว่า การปรับกำลังทหารไทยที่บริเวณเขาพระวิหารนั้น ต้องรอคำสั่งจากหน่วยเหนือว่าจะให้มีการปรับกำลังทหารเมื่อไรและเท่าใด ซึ่งคาดว่าจะต้องรอให้มีการเจรจากันรอบ 2 ระหว่าง นายเตช บุนนาค รมว.ต่างประเทศของไทยและ นายฮอ นัม ฮง รมว.ต่างประเทศของกัมพูชาที่ อ.ชะอำ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 18 ส.ค. เสร็จสิ้นเสียก่อน

ส่วนขณะนี้ทหารไทยก็มีการสับเปลี่ยนกำลังทหารเพื่อให้ทหารส่วนหนึ่งลงมาพักผ่อนและให้ทหารชุดใหม่ขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่แทนหมุนเวียนกันไป ส่วนที่บริเวณวัดกัมพูชาก็จะมีทหารไทยและทหารกัมพูชาลดลงเหลือเพียงฝ่ายละ 10 นาย เพื่อประสานงานกันเท่านั้น ไม่ให้ทหารทั้ง 2 ฝ่ายต้องเผชิญหน้ากันมากเกินไป

ขณะเดียวกันในวันนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้ไปตรวจเยี่ยมทหารไทยที่บริเวณเขาพระวิหารโดยกองทัพได้สั่งโต๊ะจีน 18 โต๊ะขึ้นไปที่บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารเพื่อเตรียมต้อนรับนายกฯ ด้วย

นอกจากนี้ทางด้านโรงแรมดุสิตรีสอร์ตหัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ก็มีการจัดการประชุมร่วมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย-กัมพูชา เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างกัน ระหว่างวันที่ 18-19 ส.ค.นี้ โดยมีการวางกำลังตำรวจกว่า 200 นายไว้รอบบริเวณสถานที่จัดการประชุม



‘สมศักดิ์’เชื่อชาติไทยไม่โดนยุบ

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า การยุบสภา หรือยุบพรรคการเมืองไม่ได้มีความสัมพันธ์กันไม่ได้หมายความว่า ยุบสภาแล้วจะหนีการยุบพรรคไปได้ เพราะการยุบพรรคในเมื่อถูกฟ้องไปสู่กระบวนการ จะต้องดำเนินไปตามกระบวนการ จะมีสภาหรือไม่มีสภาก็ต้องดำเนินการไป ตอนยุบพรรคไทยรักไทยก็ไม่มีสภา เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่ได้สัมพันธ์กัน อย่าไปตื่นตระหนก ซึ่งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ย้ำเสมอว่า วันนี้สภาไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่ได้เกิดความขัดแย้งกันเลยระหว่างสภากับรัฐบาล จึงไม่มีเหตุผลที่จะยุบสภา และไม่มีสัญญาณในการยุบสภา มีแต่คนอกหักเท่านั้นที่คิดอยากจะให้ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ จะได้มีหวังเพราะหากไม่ยุบสภาตัวเองก็เป็น ส.ส.สอบตก
ส่วนสมาชิกพรรคพลังประชาชนที่มองว่าพรรคจะถูกยุบ จึงเข้าสังกัดพรรคเพื่อไทย ที่ตั้งสำรองไว้บ้างแล้ว เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนที่คิดคาดการณ์ว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ตนคงไม่กล้าวิเคราะห์ หรือฟันธงว่ายุบหรือไม่ยุบ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนืออำนาจ เป็นเรื่องของศาล ศาลก็ต้องมีเหตุมีผล มีข้อกฎหมาย มีข้อเท็จจริงไม่เหมือนกับ กกต. ที่ไม่ต้องมีเหตุผล ข้อกฎหมายอะไร เพียงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า แค่นั้นเขาก็ตัดสินแล้ว แต่กระบวนการยุติธรรมไม่ใช่มันต้องมีพยาน หลักฐานข้อเท็จจริงให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหา

ถกไทย-เขมรวันนี้ลดกำลังชายแดน‘สมัคร’เยี่ยมทหาร

นายกฯ ควง ผบ.ทบ. ตรวจเยี่ยมทหารบนเขาพระวิหารวันนี้ ขณะที่กำลังตำรวจคุมเข้ม โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน สถานที่ประชุมร่วมไทย-กัมพูชา เป็นนัดที่สอง คาด รมว.ต่างประเทศของไทยและกัมพูชา ร่วมถกลดกำลังทหารคลายความตึงเครียด
การประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและกัมพูชา ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 18-19 กันยายนนี้ ที่โรงแรมดุสิตธานี จ.เพชรบุรี มีการวางมาตรการคุมเข้มเรื่อง การรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษ ตำรวจกว่า 200 นาย วางกำลังรอบบริเวณสถานที่ประชุม รถทุกคันที่ผ่านเข้า-ออก รวมทั้งกระเป๋าทุกใบจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการเตรียมความพร้อมกำหนดการประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและกัมพูชา ครั้งที่ 2 ได้มีการจัดสถานที่ประชุม และที่พัก สำหรับรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ ผู้ติดตาม และสื่อมวลชน ซึ่งทางโรงแรมยืนยันเตรียมพร้อมไว้ทั้งหมดแล้ว คาดว่าประเด็นสำคัญของการหารือคือการปรับลดกำลังทหารบริเวณเขาพระวิหาร เพื่อลดความตึงเครียดระหว่าง 2 ประเทศ
ด้าน เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะไปตรวจเยี่ยมทหารบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ในวันที่ 18 สิงหาคม ซึ่งรายงานระบุด้วยว่า นายกรัฐมนตรีมีแผนตรวจเยี่ยมทหารบนเขาพระวิหารด้วย ซึ่งทหารส่วนหนึ่งก็ได้ตั้งค่ายพัก และปฏิบัติหน้าที่ในบริเวณนี้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
ส่วน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก มีกำหนดการตรวจเยี่ยมชายแดนไทย - กัมพูชา เช้าวันที่ 18 สิงหาคม เช่นเดียวกัน และคาดว่าจะขึ้นไปดูการปฏิบัติหน้าที่ของทหารบนเขาพระวิหารด้วย ซึ่งทางกองกำลังสุรนารีก็ได้เตรียมความพร้อมในพื้นที่เพื่อรับการตรวจเยี่ยมของผู้บัญชาการทหารบก และนายกรัฐมนตรีแล้วด้วย
ขณะที่ นายธฤต จรุงวัฒน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งกำหนดการประชุมระหว่างนายเตช บุนนาค รมว.ต่างประเทศ กับนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 18-19 สิงหาคม ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ว่า ในวันที่ 19 สิงหาคม เวลา 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายเตชนำ นายฮอร์ นัมฮง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ วังไกลกังวล
ด้าน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. กล่าวถึงการปรับลดกำลังในพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารว่า เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งต้องรอให้ประชุมกับทางกัมพูชาให้เสร็จ จากนั้นจะเป็นผู้แถลงเอง ซึ่งรายละเอียดการปรับลดกำลังทหารเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศที่จะมีการหารือในวันที่ 18 สิงหาคมนี้ ซึ่งตนไม่มีหน้าที่แถลงเรื่องนี้ พูดไปจะสับสน ซึ่งตามหลักการยังยืนยันว่า ทั้งสองฝ่ายต้องปรับลดกำลังพลในพื้นที่อย่างเท่าเทียมกันหากพูดคุยกันได้ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่อง
"ถ้าทุกคนอยากให้ดี ควรให้เวลาพูดคุยกันน่าจะดีขึ้น ส่วนจะมีการคุยปัญหาเรื่องอื่นหรือไม่ขึ้นอยู่กับกระทรวงการต่างประเทศในส่วนของทหารได้ส่งเจ้ากรมกิจการชายแดนทหารไปร่วมประชุมด้วย ซึ่งหากกระทรวงการต่างประเทศจะให้เราไปดูแลตรงไหนเราก็จะไปดูแล เรื่องการทหารเป็นเรื่องของเทคนิค ส่วนเรื่องการปฏิบัติเราจะทำตามที่เขาบอกให้ทำ ทั้งนี้อย่าเพิ่งไปคิดล่วงหน้าว่าจะตกลงกันไม่ได้ ต้องรอไปคุยกันก่อน ถ้าตกลงไม่ได้ก็ค่อยห่วงค่อยคิด แต่คิดว่าคงจะคุยกันได้" พล.อ.บุญสร้าง กล่าว
ขณะที่ พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี (ผบ.กกล.สุรนารี) กล่าวว่า การปรับกำลังทหารไทยที่บริเวณเขาพระวิหารนั้นต้องรอคำสั่งจากหน่วยเหนือว่าจะให้มีการปรับกำลังทหารเมื่อไรและเท่าใด ซึ่งคาดว่าคงรอการเจรจาครั้งที่ 2 ระหว่าง นายเตซ บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กับ นายฮอร์ นัม ฮง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา ที่ อ.ชะอำ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เสร็จสิ้นเสียก่อนจึงจะทราบผลว่าต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป
ส่วนที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จะเดินทางมาตรวจเยี่ยมทหารไทยที่บริเวณเขาพระวิหารนั้น ตนและคณะนายทหารทุกนายได้เตรียมการต้อนรับไว้พร้อมแล้ว

เย้ยปชป.กลัว‘ทักษิณ’จนออกอาการ

“สมัคร” ยันไม่ยุบสภา ขอทำงานต่อไป มั่นใจจัดการเรื่องในพรรคได้ ออกปากชม “ความจริงวันนี้”เป็นรายการที่ดี แต่เข้าข่าย “ทำดีอัปรีย์กินหัว” ขณะที่ ASTV กลับไม่มีใครตรวจสอบ “กุเทพ” ชี้บ้านเมืองต้องเดินไปข้างหน้า อัด สตช.-ปชป.ขอให้เคารพสิทธิมนุษยชน เย้ยอย่ากลัว “ทักษิณ” จนออกอาการ “สุรชาติ” ชี้ให้นึกถึงความดีที่อดีตนายกฯ ทำให้ประเทศชาติบ้าง

จากการที่สมาชิกพรรคพลังประชาชน จ.พิจิตร ขึ้นชื่อป้ายสาขาพรรคเพื่อไทย
แทนป้ายพรรคพลังประชาชน และมีการเลือกตั้งกรรมการบริหารสาขาพรรค ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเตรียมพรรคไว้รองรับ หากมีการยุบพรรคนั้น
นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัครว่า จะไม่มีการยุบสภาเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ปัญหาที่เกิดขึ้นในพรรคพลังประชาชน ตนสามารถจัดการได้ ยืนยัน หากรัฐบาลไม่มีปัญหาและอุปสรรคคดีความต่างๆ ก็จะอยู่ครบ 4 ปี และไม่ทราบถึงกรณีที่มีสาขาพรรคพลังประชาชนในต่างจังหวัดปลดป้ายสาขาพรรคออก และเปลี่ยนเป็นพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า ตนเป็นบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคมต่ำ แต่จะรักษาบ้านเมืองไว้ให้เป็นอย่างเดิมให้ได้

ยังเชื่อมั่นเสียงสนับสนุนของ ปชช.
"สำหรับบ้านเมือง พรรคพลังประชาชนเป็นคนดูแลให้รัฐบาลนี้อยู่ร่วมอีก 5 พรรคการเมือง ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น การเมืองจะดำเนินการต่อไปครับ ถ้าดำเนินการต่อไปได้จนครบกระบวนการ ผมก็จะอยู่ครบทั้งกระบวนการ ส่วนจะมีเหตุเภทภัยที่จะทำให้ผมต้องหัวทิ่มล้มลุกลงไป ก็สุดแท้แต่ว่าจะต้องเป็นไปอย่างนั้น สั่งว่าอย่างนี้ผิด ผมก็ต้องผิด สั่งว่าอย่างนี้ต้องออก ผมก็ต้องออก ผมบอกแล้วว่า ผมเป็นสายการบินโลว์คอสต์ต้นทุนต่ำ เวลาเลิกไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นการบินไทย หากเลิกจะเป็นเรื่องใหญ่"นายสมัคร กล่าวและย้ำว่า จะทำทุกอย่างเพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสงบสุข ให้คนไทยได้กลับมาสมัครสมานสามัคคี ซึ่งเป็นไปได้ และมั่นใจว่าคนทั้งประเทศเห็นด้วย ส่วนคนอีกหยิบมือหนึ่งจะทำอะไร อย่างไร สื่อมวลชนจะถือหางอย่างไรก็ทำไป จะดูหมิ่นรัฐบาลหรือยกย่องคนพวกนี้ต่อไป ก็ทำไป แล้ววันหนึ่งจะได้รู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ตั้งกรรมการสอบอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่อนุญาตให้ บริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ เข้ามาดำเนินรายการความจริงวันนี้ โดยกล่าวว่า ในทรรศนะของตนรายการความจริงวันนี้ ป็นรายการที่ดี แต่ผลที่ได้รับออกมาในลักษณะ ทำดีอัปรีย์กินหัว ตรงกันข้าม สถานีโทรทัศน์ ASTV กลับไม่มีใครไปดำเนินการตรวจสอบ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวโดยเชื่อว่า มีประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นด้วยกับรัฐบาล และการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น เป็นการพยายามล้มล้างรัฐบาล

ควรเคารพสิทธิมนุษยชนอดีตนายกฯ
ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงข่าวกรณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางออกนอกประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว จน สตง. ออกหมายจับว่า ถึงขณะนี้พรรคขอเรียกร้องทุกฝ่ายเคารพสิทธิมนุษยชนของอดีตนายกฯและครอบครัว เพราะถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ตัดสินใจออกจากประเทศ เพราะใช้สิทธิความเป็นมนุษย์ และต้องการให้การเมืองสงบและดีขึ้น ใครจะมองอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อเป็นเช่นนี้การเมืองไทยจะมีบรรยากาศที่ดี เพราะการเมืองจะเดินหน้า หากอดีตนายกฯ ยังอยู่ในประเทศการเมืองจะติดหล่ม เพราะบางคนโยงอดีตนายกฯ ให้เข้ามายุ่งกับการเมือง จนการเมืองเดินไม่ได้
และฝากถามว่า ผู้ที่เอาการทำงาน ในการนำของอดีตนายกฯ มาประจาน ไม่ทราบว่ามีจุดหมายเช่นใด เช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ แสดงตัวเสมือนเจ้าหน้าที่รัฐ และเปิดเผยท่าทีชัดเจนว่าจะนำหมายจับไปเผยแพร่และประจาน ตอนนี้อดีตนายกฯ อยู่ที่อังกฤษ และควรปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยศาลจะมีมาตรการนำตัวอดีตนายกฯมาดำเนินคดีเอง เพราะอดีตนายกฯ ไม่ได้ล่องหนไปไหน

ติง ปชป.อย่ากลัวเงา “ทักษิณ”
ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็เช่นกัน เพราะกำลังเล่นการเมืองแบบสร้างกรงขังตัวเอง แทนที่จะทำให้การเมืองทะลุทางตันเดินหน้าไปได้ แต่กลับสร้างกรงขังตัวเอง ตนรู้ว่าพรรคนั้นกลัว พ.ต.ท.ทักษิณ มาตั้งแต่ต้น พ.ต.ท.ทักษิณ ผจญวิบากกรรมแบบนี้แต่พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังกลัวแบบนี้โดยเฉพาะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคก็ใช้ทฤษฎีเดิมว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวโยงกับการเมืองและใช้ทุนรอนมาสนับสนุนการเมือง
โฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวอีกว่า ขอถามว่านายสุเทพที่กังวลกับอดีตนายกฯ นั้น กลัวคนที่จะโดนยึดทรัพย์ว่าจะมาข้องเกี่ยวการเมืองแบบนี้ ขอถามถึงความวิตกของนายสุเทพว่า มีมากและในทางจิตวิทยาเรียกว่า กลัวแม้แต่ชื่อและเงาของอดีตนายกฯ ภาษาอังกฤษเรียกว่าพารานอยด์และโฟเบีย พรรคประชาธิปัตย์อย่าสร้างกรงขังตัวเอง เพราะสิ่งที่นายสุเทพพูดนั้นคือข้อมูลเก่า แต่สภาพการณ์วันนี้อดีตนายกฯ อยู่ในสภาพเอาตัวแทบไม่รอด ทำไมต้องซ้ำเติม

สตช. มีหูมีตารู้ว่า “ทักษิณ” อยู่ไหน
ขอถามว่านายสุเทพมีปัญญาเพียงเท่านี้หรือ หากยังสู้กับอดีตนายกฯ ในสภาพแบบนี้ และยังหวาดกลัวเช่นนี้ นายสุเทพจะมีภาพผู้นำทางการเมืองได้อย่างไร
“ขอเรียกร้องไปยังหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่ามาดูความเคลื่อนไหวในพรรคเสียหน่อย คนที่ดูแคลนคนอื่นเรื่อยๆ เช่น ดูแคลน นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชาชนแบบนี้ หากพรรคนั้นไม่มีคนสร้างสรรค์ทางการเมือง ผมเสียดายแทนว่าสถาบันอย่างประชาธิปัตย์ขาดแคลนบุคลากรการทำแบบนี้ สร้างสรรค์เป็นประโยชน์กับการเมืองหรือไม่”
เมื่อถามว่าทำไมไม่เสนอให้เรียกตัวอดีตนายกฯ กลับมาสู้คดีในไทย ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ตนเคารพการตัดสินใจของทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม แบบปัจเจกชน การตัดสินใจเรื่องชีวิตส่วนบุคคลนั้นขอให้เคารพตามหลักสิทธิมนุษยชน และขอให้ย้อนไปดูว่ากรณีเดียวกันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะก็เคยเกิดขึ้น แต่ไม่มีเคยเหยียบย่ำซ้ำเติม และประณามกันขนาดนี้ หลักปฏิบัติของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ก็เกิดขึ้นอยู่ ขอถามว่ากรณีของอดีตนายกฯ นั้น สตช. มีตามองเห็นมีหูรับฟัง มีสมองรับรู้หรือไม่ว่าอดีตนายกฯ อยู่ที่ไหน หากรับรู้ได้จะรู้ว่าเป้าอยู่ตรงไหนก็จะส่งไปที่นั่นได้ ไม่จำเป็นต้องใช้บรรทัดฐานที่ทำกับคนอื่นที่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน

เชื่อ “สมัคร” จัดการปัญหาพรรคได้
“หากไม่มีสติปัญญารู้ว่าทักษิณอยู่ตรงไหนขณะนี้ ก็ไปถามตาสีตาสาบ้านนอกก็ได้เพราะพวกเขาดูข่าวทีวีและรู้ว่าท่านอยู่อังกฤษ แล้วทำไมต้องเที่ยวติดตาม แล้วนายสนธิใช้สิทธิอะไรในการนำเรื่องเหล่านี้เข้าเว็บไซต์เผยแพร่ทุกจุดของประเทศ หากไม่ใช่เพียงต้องการประจาน ขอถามว่ามันได้ประโยชน์อะไร เราเคารพสิทธิมนุษยชน วันนี้ท่านล้มก็อย่าข้าม ท่านเป็นมนุษย์ เรามาเรียกร้องอะไรเพราะขั้นตอนยุติธรรมที่มีหน้าที่ก็ทำไป และข้อตกลงระหว่างประเทศก็ว่ากันไป คนอื่นที่ไม่เกี่ยวก็หันมาดูการเมืองในประเทศว่าเอาการเมืองให้เดินหน้าดีกว่า” ร.ท.กุเทพ กล่าว
เมื่อถามว่าที่ผ่านมาพรรคมองว่านายสมัครแสดงท่าทีปกป้องอดีตนายกฯ เพียงใด ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ไม่ต้องการให้นายสมัครมาปกป้องอดีตนายกฯ ไม่ได้พอใจหรือไม่พอใจการทำงาน เพราะให้นายสมัครไปทำงานให้ประชาชนและประเทศ และต้องชมนายสมัครที่พูดได้ดีในรายการวันนี้ว่า มีเวลาเท่าใดก็ทำงานให้ประชาชนเต็มที่ สนับสนุนตรงนี้ ฉะนั้นเมื่อทำงานเต็มที่ก็ไม่ประสงค์ให้นายสมัครมาปกป้องใคร เพียงแต่เมื่อมีคนนำเรื่องนี้ไปประจานที่มองว่าเกินกว่าเหตุ
แต่คนที่ผูกพันกับอดีตนายกฯ ก็จะเชิญนายสมัครมาชี้แจงสักหน่อยและเชื่อว่านายสมัครจะจัดการกลไกภายในพรรคได้และไม่มีปัญหากับสังคม

ยุบพรรคแค่เรื่องเก่าเอามาพูดใหม่
ส่วนปัญหาข้างนอกนั้นนายสมัครต้องจัดการด้วยความยากลำบาก เพราะอยู่นอกเหนือสิ่งที่นายสมัครไปเกี่ยวข้อง ตนเชื่อ เพราะอยู่กับนายสมัครมาระยะหนึ่ง เมื่อนายสมัครอธิบายความในพรรคทุกอย่างก็เรียบร้อย และ ส.ส. ไม่มีอคติและยังสนับสนุนนายสมัครทำงานด้วยดังนั้นเรื่องต่างๆ ขอให้เป็นเรื่องภายในพรรคและนายสมัครจะมาจัดการ และเรื่องในพรรคหากชี้แจงแล้วก็ยิ่งกว่าตอบกระทู้ในสภาเสียอีก และหากจะมีการยื่นกระทู้ขึ้นอีกนั้นก็ทำได้เช่นกัน แต่หากยังมีกระทู้ถามอีกโดยเฉพาะมาจากพรรคพลังประชาชนมันจะยิ่งเป็นการประจานอดีตนายกฯ เพิ่มขึ้นไปอีก
ส่วนการยุบพรรคพลังประชาชนนั้น ได้แสดงท่าทีชัดเจนอีกครั้งว่าข่าวนี้คือข่าวเก่าที่นำมาเล่าใหม่ให้ตื่นเต้น เพราะทราบกันตั้งแต่คดีใบแดงของ นายยงยุทธ ติยะไพรัช รองหัวหน้าพรรคว่าพรรคคงจะโดนยุบ และวันนี้เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่ การนำข่าวเก่ามาชงประเด็นใหม่แบบนี้จะทำให้ประชาชนตื่นตระหนกการเมืองแบบไม่จำเป็น ตนเชื่อว่า กกต. จะมีความเห็นไม่แตกต่างกับการเสนอยุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตยโดยไม่มีทางแตกต่างเป็นอื่นตรงนี้คือกระบวนการยุติธรรมของบ้านเราที่ไม่สามารถคาดเป็นอื่นได้ และ กกต. มีมติรวมทั้งส่งความเห็นไปยังอัยการสูงสุดก็คาดได้อีกว่าท่าทีของอัยการสูงสุดจะไม่แตกต่างกับกรณีพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย คดีของพรรคก็จะเดินไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่าไม่มีใครกล้าสร้างบรรทัดฐานอื่นๆ แน่นอน กกต. และอัยการสูงสุดไม่กล้าหักลำเป็นอื่นแน่ เพราะทุกคนเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญคือคำตอบสุดท้าย

เชื่อนายกฯไม่เลือกหนีปัญหา
“หากถามว่าพรรคเตรียมตัวอย่างไรในเรื่องนี้ เพราะในชั้นอนุกรรมการสอบสวน กกต. พรรคก็ชี้แจงเต็มที่และไม่แน่ใจว่าจะมีการเรียกพรรคไปชี้แจงอีกหรือไม่ และตอนนี้เตรียมทีมทนายความไปสู้คดีในชั้นศาลรัฐธรรมนูญแล้ว และไม่หวังอะไร ถามว่าพรรคคาดหวังอะไรหรือไม่ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ต้องบอกว่าไม่หวัง แต่พรรคจะทำไปแบบนี้ แม้จะมีความเห็นบางฝ่ายในพรรคบอกว่า ขอให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯ ยุบสภาก่อนยุบพรรค ผมขอบอกว่าเป็นความเห็นส่วนบุคคล วันนี้นายสมัครกล่าวในรายการสนทนาประสาสมัครนั้น นายสมัครไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย เพราะนายกฯ เชื่อว่ามีเวลาเท่าใดก็ทำงานให้เต็มที่ไม่วิตกทุกข์ร้อนเรื่องยุบหรือไม่ยุบพรรค และไม่วิตกคดีของตัวเองด้วย หากมีเวลานายกฯ ก็บอกว่าจะทำงาน หากไม่ให้ทำก็ไม่ทำ และเหมือนว่านายกฯ จะไม่ใช้วิธีการอื่นๆ ที่ชิ่งหนีปัญหาที่ต้องเผชิญ”
ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า การยุบสภาก่อนยุบพรรคนั้น อาจเป็นวิธีทางหนึ่งแต่หากยุบสภาแล้วคดียุบพรรคยังคาราคาซังและไม่สะเด็ดน้ำนั้นก็มีปัญหา ฉะนั้นความเห็นของอีกฝ่ายจะบอกว่าหากมีการยุบพรรคแต่สภายังอยู่ ก็ไม่ต้องวิตก ส.ส. ก็รวมกลุ่มไปอยู่พรรคใหม่คนที่โดนตัดสิทธิทางการเมืองก็หาคนมาลงสมัครให้ประชาชนพิสูจน์ พรรคร่วมรัฐบาลที่โดนยุบก็จับมือเกี่ยวแขนเป็นรัฐบาลต่อไปได้เพราะดุลและที่นั่งในสภายังไม่เปลี่ยนแปลง วิธีแบบนี้มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
ติง สตช.ไม่ให้เกียรติอดีตนายกฯ
ทางด้าน นายสุรชาติ ชำนาญศิลป์ อดีต ส.ส.ไทยรักไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นั้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ น่าจะมีการนั่งคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนออกหมายจับไปทั่วประเทศและเป็นข่าวไปทั่วโลก เพราะหมายจับนั้นน่าจะส่งไปที่บ้านพักที่ประเทศอังกฤษโดยตรงเลย และน่าจะให้เกียรติอดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะทำความดีกับประเทศชาติมามาก
นอกจากนี้ นายสุรชาติ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีบ้านเลขที่ 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี น่าจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกานิรโทษกรรมให้บุคคลเหล่านี้ จะได้เป็นคนดีของสังคม และทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป



ไล่ซ้ำป.ป.ช.เถื่อน20ส.ค.นี้ทำพิธีจับวิญญาณถ่วงน้ำ

“กลุ่ม 24 มิถุนา” ออกแถลงการณ์ไล่ “ป.ป.ช. เถื่อน” ย้ำที่มาขัดกฎหมาย แถมยังขัด พ.ร.บ.เงินเดือนชัดเจน นัดรวมพลขับไล่เป็นนัดที่ 4 นัดหมาย 10 โมงเช้า วันพุธที่ 20 สิงหาคมนี้ เคลื่อนขบวนกดดัน 9 ป.ป.ช.ให้ยุติการทำงาน พร้อมทำพิธีสะกดวิญญาณลงหม้อเอาไปถ่วงน้ำ หลังจากทั้งการทุบกระเบื้องอย่างหนา และการปล่อยเหี้ย ไม่ได้ช่วยกระตุกต่อมความรู้สึก ขณะที่ศาลประชาชน นัดอ่านคำพิพากษาคดี ป.ป.ช. กกต. และ คตส. 30 สิงหาคมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5 เรื่อง “ร่วมกันกำจัดซากเดนอาชญากรแผ่นดิน : ป.ป.ช. เถื่อนต้องออกไป” โดยมีสาระสำคัญระบุว่า
การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ทำลายประชาธิปไตย ทำให้ประเทศไทยตกต่ำ เสียหายในทุกด้าน นำมาสู่ความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง เศรษฐกิจตกต่ำย่ำแย่ สร้างความทุกข์ยากเดือดร้อนมาสู่ประชาชนไทยแสนสาหัส การกระทำของคณะรัฐประหาร เป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 มีโทษถึงประหารชีวิต แต่กลับใช้อำนาจเถื่อน ออกกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 นิรโทษกรรมให้กับตนเองและพวกพ้อง ทำให้บ้านเมืองไม่มีขื่อแป ขาดบรรทัดฐาน ขาดจริยธรรม
รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดปัจจุบันก็ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร เป็นการใช้อำนาจเถื่อนในการแต่งตั้ง เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 12 ที่ได้บัญญัติไว้ว่า “กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งเก้าปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง” แต่ข้อเท็จจริงคือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คนได้รับการแต่งตั้งจาก คปค. หรือ คมช. รวมทั้งขัดต่อ พ.ร.บ.เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง พ.ศ.2541 โดยบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดปัจจุบันนี้จึงไม่ใช่องค์กรอิสระอย่างแท้จริง แต่เป็นกลไกของระบอบเผด็จการทหาร เพื่อสืบทอดอำนาจของเผด็จการทหาร ขาดความสง่างาม และไม่มีความชอบธรรมในการทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตได้อย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรมในระบอบประชาธิปไตย การปฏิบัติหน้าที่ในขณะนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรเถื่อนเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจการเมืองเผด็จการทหาร ที่ต้องการทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย และเป็นเครื่องมือเพื่อกำจัดหรือกลั่นแกล้งคู่ขัดแย้งทางการเมือง ทำให้สังคมไทยแตกแยก
เพื่อระงับความแตกแยกของคนในชาติ สร้างจริยธรรม ความถูกต้อง สร้างสรรค์ความถูกต้องในระบอบประชาธิปไตย ไม่ปล่อยให้คนปล้นบ้านกินเมืองและลูกสมุนของกลุ่มโจรกบฏมีอำนาจในสังคม ไว้คอยบ่อนทำลายประชาธิปไตย หรือมีไว้เพื่อทำลายคู่ขัดแย้งทางการเมือง หรือเพื่อเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งบุคคลอื่น ไม่ปล่อยให้คนผิดกฎหมาย หรือคนที่มีพฤติกรรมด่างพร้อย มีพฤติกรรมสกปรก ยังคงทำหน้าที่ในฐานะคณะกรรมการ ป.ป.ช.
กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน คือ 1.นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ 2.นายกล้านรงค์ จันทิก 3.นายใจเด็ด พรไชยา 4.นายประสาท พงษ์ศิวาภัย 5.ศ.เมธี ครองแก้ว 6.นายวิชา มหาคุณ 7.นายวิชัย วิวิตเสวี 8.นายศราวุธ เมนะเศวต 9.น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล ได้พิจารณาตัวเองลาออกไป และเข้าสู่กระบวนการสรรหาและได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ให้ถูกต้องเป็นไปตามกฎหมายต่อไป
กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยจะจัดให้มีการชุมนุมขับไล่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันนี้เป็นครั้งที่สี่ต่อไป จึงขอเชิญชวนประชาชนและสื่อมวลชนทุกท่านเข้าร่วมการชุมนุมขับไล่ ป.ป.ช. เถื่อนในวันพุธที่ 20 สิงหาคม 2551 เวลา 10.00 น.ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าและเดินไปที่สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนพิษณุโลกเวลา 11.00 น. ทั้งนี้จะได้จัดให้มีพิธีสะกดวิญญาณของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ลงหม้อดินและนำไปถ่วงน้ำ โดยมีผู้ที่เชี่ยวชาญทางพิธีกรรมจากภาคเหนือและอีสาน กระทำพิธีกรรมดังกล่าว อันเป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ให้กับสังคมได้รับรู้ถึงความไม่ชอบธรรมและความไม่ถูกต้องของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ขณะเดียวกันในวันที่ 30 สิงหาคม ศาลประชาชน โดย นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ ประธานศาลประชาชนสูงสุด และ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อัยการประชาชน จะมีการอ่านคำให้การพิพากษาคดี กกต. ป.ป.ช. และ คตส. ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป



Sunday, August 17, 2008

"อนุพงษ์" ส่งโผโยกย้ายให้ ผบ.สส.พรุ่งนี้ ย้ำไร้ปัญหาต่อรอง

ผู้บัญชาการทหารบก เตรียมส่งบัญชีรายชื่อการปรับย้ายนายทหารประจำปีถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุดพรุ่งนี้ ย้ำความล่าช้าไม่เกี่ยวปัญหาตำแหน่ง 5 เสือทบ.พิจารณาไม่ลงตัว

พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีการปรับย้ายนายทหารประจำปีในส่วนของกองทัพบก ที่เลื่อนกำหนดส่งจากวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ว่า สามารถนำส่งให้พลเอกบุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ในวันพรุ่งนี้(18 ส.ค.51)

โดยความล่าช้าที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องการพิจารณาตำแหน่งหลักสำคัญ หรือ 5 เสือ ทบ.ไม่ลงตัวตามที่มีการตั้งข้อสังเกต แต่เป็นการใช้เวลาตรวจสอบรายละเอียดในขั้นตอนของธุรการให้ถูกต้องครบถ้วน



ดุสิตโพลชี้คน 43.01% วอนพันธมิตรฯยุติชุมนุม

ดุสิตโพลชี้ชัดประชาชนร้อยละ 43.01 อยากให้พันธมิตรฯยุติชุมนุม ประท้วงขับไล่รัฐบาล ขณะที่ร้อยละ 29.11 เห็นควรปล่อยให้การดำเนินคดีต่าง ๆ เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศจำนวน 2,312 คน ถึงสิ่งที่อยากให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ดำเนินการมากที่สุด คือ หยุดการชุมนุมประท้วง ร้อยละ 43.01

รองลงมา คือ ควรแสดงท่าทีอย่างพอประมาณ ร้อยละ 29.11 และควรปล่อยให้การดำเนินคดีต่าง ๆ เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ร้อยละ 14.00 ตามลำดับ ส่วนสิ่งที่ประชาชนควรทำนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 34.78 ระบุว่า ควรมีวิจารณในการรับฟังข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่าง ๆ



"กลุ่ม 24 มิถุนา" ออกแถลงการณ์กำจัดซากเดนอาชญากรแผ่นดิน

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5 นัดรวมพลกำจัดซากเดนอาชญากรแผ่นดิน ไล่ ปปช.เถื่อนต้องออกไป พุธ 20 ส.ค. นี้ สิบโมง ที่ลานพระรูปทรงม้า จากนั้นเดินไปที่สำนักงานปปช.ถนนพิษณุโลก

แถลงการณ์ฉบับที่ 5 ระบุว่า การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ทำลายประชาธิปไตย ทำให้ประเทศไทยตกต่ำ เสียหายในทุกด้าน นำมาสู่ความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง เศรษฐกิจตกต่ำย่ำแย่ สร้างความทุกข์ยากเดือดร้อนมาสู่ประชาชนไทยแสนสาหัส การกระทำของคณะรัฐประหาร เป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 มีโทษถึงประหารชีวิต แต่กลับใช้อำนาจเถื่อน ออกกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 นิรโทษกรรมให้กับตนเองและพวกพ้อง ทำให้บ้านเมืองไม่มีขื่อแป ขาดบรรทัดฐาน ขาดจริยธรรม เพราะเหตุที่คนที่เป็นโจรกบถ เป็นอาชญากรต่อแผ่นดินกลับลอยนวลเชิดหน้าชูตาในสังคม

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ชุดปัจจุบันนี้ได้รับการแต่งตั้งมาจากคณะรัฐประหารที่มีชื่อย่อว่า คปค.ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นคมช. โดยที่ คมช.ได้อำนาจมาจากการก่อการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19กันยายน 2549 จึงเป็นการใช้อำนาจเถื่อนของโจรกบถแต่งตั้ง เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 12 ที่ได้บัญญัติไว้ว่า “กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งเก้าปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง” แต่ข้อเท็จจริงคือคณะกรรมการปปช.ทั้ง9คนได้รับการแต่งตั้งจากคปค.หรือคมช. รวมทั้งขัดต่อพรบ.เงินเดือน เงินประจำตำแหน่งพ.ศ.2541 โดยบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช) ชุดปัจจุบันนี้จังไม่ใช่องค์กรอิสระอย่างแท้จริง แต่เป็นกลไกของระบอบเผด็จการทหาร เพื่อสืบทอดอำนาจของเผด็จการทหาร ขาดความสง่างามและไม่มีความชอบธรรมในการทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริตได้อย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรมในระบอบประชาธิปไตย การปฏิบัติหน้าที่ในขณะนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรเถื่อนเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจการเมืองเผด็จการทหาร ที่ต้องการทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย และเป็นเครื่องมือเพื่อกำจัดหรือกลั่นแกล้งคู่ขัดแย้งทางการเมือง ทำให้สังคมไทยแตกแยก ต้องต่อสู้ห้ำหั่นกัน จนอาจนำมาสู่ความรุนแรงในสังคมได้

เพื่อระงับความแตกแยกของคนในชาติ สร้างจริยธรรม ความถูกต้อง สร้างสรรค์ความถูกต้องในระบอบประชาธิปไตย ไม่ปล่อยให้คนปล้นบ้านกินเมืองและลูกสมุนของกลุ่มโจรกบถมีอำนาจในสังคม ไว้คอยบ่อนทำลายประชาธิปไตย หรือมีไว้เพื่อทำลายคู่ขัดแย้งทางการเมืองหรือไว้เพื่อเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งบุคคลอื่น ไม่ปล่อยให้คนผิดกฎหมาย หรือคนที่มีพฤติกรรมด่างพร้อย มีพฤติกรรมสกปรก ยังคงทำหน้าที่ในฐานะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการปปช.ทั้ง 9 คนคือ 1.นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ 2. นาย กล้านรงค์ จันทิก 3. นายใจเด็ด พรไชยา 4. นายประสาท พงษ์ศิวาภัย 5 ศาสตราจารย์เมธี ครองแก้ว 6 นายวิชา มหาคุณ 7 นายวิชัย วิวิตเสวี 8. นายศราวุธ เมนะเศวต 9. นางสาวสมลักษณ์ จัดกระบวนพล ได้พิจารณาตัวเองลาออกไป และเข้าสู่กระบวนการสรรหาและได้รับการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ให้ถูกต้องเป็นไปตามกฎหมายต่อไป

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยจะจัดให้มีการชุมนุมขับไล่ คณะกรรมการปปช.ชุดปัจจุบันนี้เป็นครั้งที่สี่ต่อไป จึงขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนทุกท่านเข้าร่วมการชุมนุมขับไล่ปปช.เถื่อนในวันพุธที่ 20 สิงหาคม 2551 เวลา 10.00 น.ที่ลานพระรูปทรงม้าและเดินไปที่สำนักงานปปช.ถนนพิษณุโลกเวลา 11.00 น.

ทั้งนี้จะได้จัดให้มีพิธีสะกดวิญญาณของคณะกรรมการปปช.ให้ลงหม้อดินและนำไปถ่วงน้ำ โดยมีผู้ที่เชี่ยวชาญทางพิธีกรรมจากภาคเหนือและอีสาน กระทำพิธีกรรมดังกล่าว อันเป็นการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ให้กับสังคมได้รับรู้ถึงความไม่ชอบธรรมและความไม่ถูกต้องของคณะกรรมการปปช.