WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 18, 2008

ทักษิณ...ผู้นำที่เสียสละ!

ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงแบบนี้ ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้คนที่มีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งหลายคนบอกว่า การจะยืนหยัดต่อสู้ให้มีพลัง ควรจะกระทำในทิศทางที่สร้างสรรค์มากกว่า
หลายคนบอกว่า วันนี้มีประชาชนรักและศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวนมหาศาล ถ้าเราหยิบยกผลงานของท่านในอดีต และการทำงานเพื่อประชาชนแบบทุ่มเทจริงๆ ประชาชนก็จะไม่มีทางลืมอดีตนายกฯ ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้แน่นอน
ผมคิดว่าเป็นแนวทางที่ดี แม้วันนี้ฝ่ายคนสนับสนุนและรัก พ.ต.ท.ทักษิณ จะโดนด่าสารพัด แถมยังพยายามจะผลักไสไล่ส่งให้คนรักทักษิณถูกสังคมมองว่าเป็นคนไม่รักชาติ ไม่รักสถาบัน
เหมือนกับที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัครว่า ผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานฯ ขึ้นเวทีด่ารัฐบาลสัตว์นรก ลูกพระยาขายชาติ ด่าสาดเสียเทเสียออกอากาศ ถ่ายทอดสดตลอด 24 ชั่วโมง
แต่ผมมองว่า ถ้าเราไม่ไปสนใจ และหยิบยกสิ่งดีๆ ในอดีต ผลงานที่ทำให้ชาวบ้านกินดี อยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็จะทำให้ลบข้อกล่าวหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
ดังนั้นก็อยากแนะนำให้กลุ่มคนที่ยังศรัทธาในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ช่วยกันพูดถึงคุณงามความดี และต้องเตือนสติคนรอบข้างให้บ่อยๆ ว่า บ้านเมืองเราไม่ปกติ
ความผิดปกติเช่นนี้ อย่ามองว่าการดำเนินการใดๆ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นความชอบธรรม จงคิดให้ลึกและมองให้ออกว่า “ไม่ปกติ”
ตอนนี้สิ่งที่พันธมิตรฯ ต้องการทำให้บรรลุเป้าหมายอย่างเร็วที่สุดคือ การเร่งทำลายภาพลักษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้กลายเป็น “คนเลว” ในสายตาประชาชน
เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ ถ้าประชาชนไม่ศรัทธาในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว พันธมิตรฯ ก็จะกลายเป็น “ผู้ชนะ”
แต่ถ้ายังไม่สามารถทำลายภาพลักษณ์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” โอกาสที่พันธมิตรฯ จะชนะก็ถือว่าริบหรี่
แม้วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะโดนย่ำยีแบบไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี จนแทบไม่เหลือความดีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรี แถมยังโดนเหยียดหยามออกหมายจับประณามไปทั่วโลก
ผมขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านบางคนที่อาจหลงไปตามกระแส หรือเกิดความลังเลเพราะความผิดปกติของบ้านเมืองเราในเวลานี้
โปรดหยุดคิดสักนิด และรำลึกว่าหลังจากชัยชนะของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 6 มกราคม 2544 ด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 248 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง
รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ นำความแปลกใหม่มาสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารแนวใหม่ ที่ใช้ปัญหาเป็นตัวตั้ง แล้วระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำงานแบบบูรณาการ
รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ กำหนดตัวเจ้าภาพรับผิดชอบ และผลักดันนโยบายคิดใหม่ ทำใหม่ มาปฏิบัติทันที เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการพักชำระหนี้สินเกษตรกร โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการธนาคารประชาชน โครงการโอทอป ฯลฯ
นโยบายแต่ละอย่างของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้คนในต่างจังหวัด หรือคนชั้นกลางลงมาระดับล่าง รู้สึกเป็นครั้งแรกว่าได้รับความเอาใจใส่ดูแลจากรัฐบาลอย่างแท้จริง และทำให้พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งสมัยที่สอง
การชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นอีกครั้งหนึ่ง สะท้อนความนิยมต่อพรรคและตัวผู้นำที่มีคะแนนสูงถึง 19 ล้านเสียง
หลักการบริหารบ้านเมืองของอดีตนายกฯ ทักษิณ มีความพิเศษตรงที่ เป็นผู้ใช้ความรู้ผสมกับความกล้า ความเชื่อมั่นในการดำเนินงานทางการเมืองอย่างได้ผล เรียกได้ว่าไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนในประวัติศาสตร์ชาติไทยกล้าทุ่มเทขนาดนี้
พ.ต.ท.ทักษิณ ทำงานในแบบฉบับของผู้นำที่เสียสละและทำงานหนัก โดยยึดผลประโยชน์ของแผ่นดินเป็นที่ตั้ง
พ.ต.ท.ทักษิณ กล้าหาญ เด็ดขาดในการจัดการสิ่งที่จะกระทบต่อผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล หรือระเบียบการต่างๆ แม้กระทั่งกฎหมายที่ล้าหลัง อันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศชาติ
นี่คือภาพรวมในความดี ความทุ่มเท ความตั้งใจอย่างหนัก ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ
วันนี้ประเทศไทยมีตัวเลือก “ผู้นำ” ที่ใกล้เคียงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วหรือยัง
ถ้ายังไม่มีก็จงเชื่อมั่นได้เลยว่า วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอยู่ในใจของประชาชนคนไทยอีกนานเท่านาน!

ปัญหาที่ทำกินปะทุ ราษฎรกกตูมค้านโครงการปลูกป่า

ความต้องการที่สวนทางกันระหว่างคนยากจนที่ต้องการที่ทำกิน กับหน่วยงานรัฐที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ป่า มีมาโดยตลอด คนจนดูจะไม่พอเพียงในที่ดินทำกิน ขณะที่โครงการปลูกป่าก็ดูจะไม่รู้จักเพียงพอ ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐจึงปะทุลุกลาม ยากหาข้อยุติ
12 สิงหาคม 2551 ราษฎร ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ประมาณ 100 คน รวมตัวกันเดินทางไปขอเข้าพบหัวหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยบางทรายฯ ที่ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ ห้วยไผ่ ต.กกตูม เพื่อขอให้ยกเลิกการปลูกกล้าไม้ในที่ทำกินของราษฎร จำนวน 300 ไร่
หลังจากเดินทางถึงศูนย์เพาะชำกล้าไม้ ห้วยไผ่ ในเวลาประมาณ 10.40 น. ด้วยรถกระบะและมอเตอร์ไซค์จำนวนหนึ่ง ราษฎรที่รวมตัวกันมาจาก 4 หมู่บ้าน จึงได้แจ้งความจำนงให้ นายปรีชา สิงคเสลิต หัวหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบนฯ ออกมาพบราษฎรที่รอคอยอยู่ด้านหน้าสำนักงานศูนย์ เพื่อรับฟังข้อเรียกร้องของราษฎร แต่นายปรีชาต้องการให้จัดตัวแทนเข้าพบ ทำให้ราษฎรเกิดความไม่พอใจ แต่ในที่สุดก็ได้จัดตัวแทนราษฎรรวมทั้งสิ้น 14 คน เข้าพบนายปรีชา บนสำนักงานศูนย์ ในเวลาประมาณ 12.30 น.
จากนั้นตัวแทนจึงได้แจ้งนายปรีชาว่า ราษฎรทั้งหมดที่รวมตัวกันมานั้น เพื่อมาคัดค้านการปลูกกล้าไม้ในที่ทำกินของราษฎรบริเวณดงด่านฮัก รวมทั้งบริเวณอื่นๆ ตั้งแต่บ้านนาหินกอง-สุขสวัสดิ์ จนถึงบ้านคำผักกูด ต.กกตูม เนื่องจากมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ทำการผลิต ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของโครงการได้เข้าไปถางต้นไม้ในบริเวณดงด่านฮักเพื่อทำการปลูกกล้าไม้ โดยไม่ได้แจ้งให้ราษฎรที่ทำกินอยู่ในบริเวณนั้นทราบ ทำให้ราษฎรวิตกกังวล กลัวว่าทางราชการจะยึดพื้นที่ซึ่งเคยทำกินมาแต่เก่าก่อน โดยขยายเขตพื้นที่ป่าออกมา
ทางด้านนายปรีชาได้ชี้แจงว่า พื้นที่ที่จะทำการปลูกป่าดังกล่าวซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงภูพาน อุทยานแห่งชาติภูผายล ได้ตรวจยึดโดยทำการฝังหลักไว้ตั้งแต่ปี 2540 แล้ว จึงคิดว่าเป็นพื้นที่ของทางราชการ ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่เมื่อมีปัญหาเช่นนี้ ก็ขอให้ร่วมกันแก้ปัญหา โดยในวันนี้ได้ทำบันทึกชี้แจงวัตถุประสงค์การฟื้นฟูพัฒนาป่าเสื่อมโทรม ซึ่งโดยสรุปคือ เพื่อปลูกไม้ไผ่และหวายเป็นพืชอาหารให้ราษฎรได้บริโภคและใช้ประโยชน์ร่วมกัน และปลูกต้นขี้เหล็กบ้านและพันธุ์ไม้ป่าอื่นๆ ซึ่งพื้นที่เป้าหมาย 300 ไร่นี้หลังจาก 3 ปี จะส่งมอบให้หมู่บ้านและราษฎรรับผิดชอบดูแลต่อไป ส่วนพื้นที่ข้างเคียงอื่นๆ จะร่วมกับราษฎรแก้ไขปัญหาข้อกฎหมาย ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ตามระเบียบและข้อกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ ขอให้ราษฎรที่มาในวันนี้นำบันทึกนี้ไปศึกษาให้เข้าใจ แล้วค่อยกลับมาคุยกันใหม่ในวันหน้า
นายถนัด ชาวเขา สมาชิก อบต.กกตูม ตัวแทนราษฎรผู้เดือดร้อนกล่าวว่า ทางราชการบอกว่าจะร่วมกันแก้ปัญหา แต่ไปถางป่าโดยไม่แจ้งให้ชาวบ้านทราบเลย อย่างนี้จะถือว่ามีความจริงใจได้อย่างไร
ส่วน นายธนากร มงคลเกตุ กำนันตำบลกกตูม กล่าวว่า นายปรีชาทำงานโดยไม่คุยกับชาวบ้านก่อน การตรวจยึดพื้นที่ในปี 2540 ไม่มีชาวบ้านรู้สักคน การทำโครงการปลูกป่าในวันนี้ก็เช่นกัน ไม่ได้ปรึกษาหารือและแจ้งให้ชาวบ้านทราบก่อน ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ และออกมาคัดค้าน ต้องถือเป็นข้อบกพร่องของนายปรีชา
ตัวแทนราษฎรผู้หนึ่งกล่าวว่า เมื่อก่อนชาวบ้านก็อยากจะให้ความร่วมมือกับโครงการ แต่ที่ผ่านมา นายปรีชาและลูกน้องทำให้ชาวบ้านหวาดระแวง และไม่มีความเชื่อถือ เช่น คอยตรวจจับชาวบ้านที่เข้าไปทำกินในที่ดิน ซึ่งแม้จะเป็นเขตป่า แต่ก็เป็นที่ดินที่ทำกินมาแต่เก่าก่อน ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าไปทำประโยชน์ และต้องปล่อยให้ที่ดินกลายเป็นที่รกร้าง หรือบางครั้งก็มีการรีดไถ ถ้ามีความจริงใจจะร่วมกันแก้ปัญหาจริงก็ต้องไม่ทำแบบนี้
นอกจากนี้ ได้มีตัวแทนราษฎรเสนอให้ปลูกป่าในบริเวณป่าชุมชนที่ชาวบ้านได้กันพื้นที่ไว้แล้ว หรือไม่ก็ให้ราษฎรดำเนินการปลูกป่าเอง ไม่ต้องเปลืองงบประมาณ แต่นายปรีชาได้ปฏิเสธข้อเสนอของราษฎร และยืนยันให้นำบันทึกที่ตนเขียนกลับไปศึกษาให้ดี แล้วค่อยมาพูดคุยกันอีกครั้ง
ที่ประชุมจึงสรุปว่า จะนำบันทึกดังกล่าวกลับไปให้ชาวบ้านผู้เดือดร้อนพิจารณาตัดสินใจ และนัดหมายให้นายปรีชาไปประชุมร่วมกับราษฎร เพื่อรับฟังการตัดสินใจในวันที่ 19 สิงหาคมที่จะถึงนี้
นายถนัด ชาวเขา ส.อบต.กกตูม ตั้งข้อสังเกตหลังการเข้าพบนายปรีชาว่า บันทึกที่นายปรีชาทำมานี้ ไม่ได้มีผลในทางปฏิบัติเลย นายปรีชาบอกว่าจะทำในสิ่งที่ตนเองไม่มีอำนาจหน้าที่ เช่น เรื่องการแก้ไขกฎหมาย ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การบอกว่าจะไม่ขยายพื้นที่ปลูกป่าออกไปอีก ก็ไม่สามารถรับประกันได้ในอนาคต นอกจากนี้ การดำเนินโครงการนี้ก็มีลักษณะไม่โปร่งใส ประชาชนไม่ได้รับรู้ข้อมูลของโครงการทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้จะได้เรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลของโครงการในการประชุมในครั้งหน้า
อนึ่งในพื้นที่ที่เกิดกรณีปัญหาดังกล่าว เป็นพื้นที่ทำกินของราษฎรที่ถูกประกาศเขตป่าสงวนดงภูพานและเขตอุทยานแห่งชาติซ้อนทับ โดยปัญหาดังกล่าวได้ดำเนินยืดเยื้อมากว่า 20 ปี โดยยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้

ผู้ลี้ภัยทางการเมืองไปอังกฤษ

ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และภรรยา จะเสนอเรื่องเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษหรือไม่อย่างไร แต่สาเหตุสำคัญที่นานาอารยประเทศทั่วโลกรับรู้ทั่วกันก็คือ การตัดสินใจพำนักอยู่ที่อังกฤษของครอบครัวชินวัตร เป็นผลพวงมาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ของคณะเผด็จการทหาร คมช. ที่ออกลูกออกหลานว่านเครือกลายเป็น “ผลไม้เป็นพิษ” เล่นงานฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้ความเป็นธรรม
ผลมาจากเหตุ การวิเคราะห์ปัญหาจึงต้องมองที่เหตุ อย่าตัดตอนเชื่อตามฝั่งฝาเผด็จการที่ร้องแรกแหกกระเชอไม่หยุดไม่หย่อน พากันตีความว่า อดีตนายกรัฐมนตรีและภรรยาเป็นผู้ร้าย
ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม ลองมาสำรวจตรวจตราดูกันสักหน่อยว่า มีบุคคลสำคัญของโลกในอดีต ใครบ้างที่ขอลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษ ซึ่งเรียงตามเวลามีดังนี้
*นโปเลียน โบนาปาร์ต (20 เม.ย. 1808 - 9 ม.ค. 1873) ช่วงเวลาที่ลี้ภัยในอังกฤษ 1808-1846 เหตุที่ลี้ภัย ราชวงศ์โบนาปาร์ตถูกโค่น
นโปเลียน โบนาปาร์ต ใช้ชีวิตในฐานะผู้ลี้ภัยการเมืองอยู่ในอังกฤษ ตราบกระทั่งปี 1848 จึงเดินทางกลับมาตุภูมิ และได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐฝรั่งเศส
ชีวิตของ หลุยส์ โบนาปาร์ต ต้องลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศตั้งแต่เกิด เนื่องจากการเมืองในรุ่นพ่อ ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 1 เมื่อราชวงศ์ถูกโค่นลงจากราชบัลลังก์ ทั้งสมาชิกของราชวงศ์ได้ลี้ภัยไปยังประเทศสหราชอาณาจักร จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2391 ที่ประเทศฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ ถูกโค่นราชบัลลังก์ มีการสถาปนาสาธารณรัฐฝรั่งเศสขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และ หลุยส์ นโปเลียน ตัดสินใจลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐ และได้รับชัยชนะ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจาก หลุยส์ นโปเลียน ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีเพียง 4 ปีให้หลัง ได้พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญยืดวาระประธานาธิบดี ทำรัฐประหาร ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำเผด็จการ รื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ในที่สุด
*คาร์ล มาร์กซ์ (5 พ.ค. 1818 - 14 มี.ค. 1883) ช่วงเวลาที่ลี้ภัย 1849-1883 เหตุที่ลี้ภัย ถูกคุกคามจากทางการ มาร์กซเป็นนักทฤษฎีสังคมการเมืองผู้ประกาศว่า “ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมา ล้วนแต่ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น” และเป็นผู้สร้างรากฐานของแนวคิดมาร์กซิสม์และสังคมนิยม
เขาต้องลี้ภัยเนื่องจากความคิดทฤษฎีของเขาเอง นำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยของตัวเขา ประเทศแรกที่เขาลี้ภัยไปคือ ฝรั่งเศส และเบลเยียม ตามลำดับ แล้วกลับมาเยอรมนีในปี 1849 เมื่อกลับมาสู่มาตุภูมิเขาได้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ "New Rhenish Newspaper" ในปีเดียวกันนั้นเขาถูกดำเนินคดีถึง 2 ครั้ง เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีความผิดฐานปลุกปั่นให้ก่อกบฏ แม้ว่าผลการพิจารณาคดีทั้ง 2 ครั้งนั้น เขาจะไม่มีความผิดก็ตาม อย่างไรก็ดี หนังสือพิมพ์ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นก็ถูกปิด และเขาต้องลี้ภัยไปฝรั่งเศสอีกครั้ง แต่ก็ต้องเผชิญกับการคุกคาม กระทั่งตัดสินใจหลบหนีเข้าอังกฤษ
มาร์กซลี้ภัยไปอังกฤษในเดือนพฤษภาคม ปี 1849 และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1883 ในระหว่างนั้นมาร์กซยังคงผลิตงานความคิดอย่างต่อเนื่อง
*ซุน ยัตเซ็น (12 พ.ย. 1866 - 12 มี.ค. 1925) ช่วงเวลา 1896-1897 สาเหตุที่ลี้ภัย ถูกทางการของราชวงศ์ชิงไล่ล่าด้วยค่าหัว 1,000 หยวน เนื่องจากเป็นผู้นำก่อการปฏิวัติที่กวางโจว ซุน ยัตเซ็น เป็นผู้ก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง และประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีน เป็นแกนนำคนสำคัญในการโค่นล้มราชวงศ์ชิง ก่อนการปฏิวัติใหญ่โค่นราชวงศ์ชิงในจีนจะเริ่มขึ้นนั้น ซุน ยัตเซ็น ในฐานะแกนนำซึ่งถูกทางการหมายหัว หลังจากประสบความล้มเหลวในการปฏิวัติที่กวางโจว ทางการตั้งค่าหัวของเขาไว้ที่ 1,000 หยวน ด้วยพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดี ที่ได้รับการศึกษาจากฮาวายและฮ่องกง ซุน ยัตเซ็น ลี้ภัยอยู่ในแถบยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น โดยอาศัยช่วงเวลาที่ลี้ภัยไปตามประเทศต่างๆ ระดมผู้สนับสนุนแนวทางการปฏิวัติไปพร้อมๆ กัน
ซุน ยัตเซ็น ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศในระหว่างปี 1895 จนถึงเหตุการณ์อันลือลั่น เรื่องการลักพาตัวเขาเกิดขึ้นขณะที่เขาลี้ภัยอยู่ในประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 1896 เขาถูกลักพามากักตัวไว้ที่สถานกงสุลรัฐบาลราชวงศ์ชิงในกรุงลอนดอน ดร.ซุน ถูกกักตัวอยู่เป็นเวลา 12 วัน และในท้ายที่สุดข่าวการลักพาตัวผู้นำฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจีนที่เกิดขึ้นในกรุงลอนดอน ก็ล่วงรู้ถึงหูนักหนังสือพิมพ์ กลายเป็นข่าวใหญ่ กดดันให้รัฐบาลจีนขณะนั้นต้องยอมปล่อยตัวเขาออกมา หลังจากนั้น ซุน ยัตเซ็น ยังคงพำนักที่อังกฤษเป็นเวลาอีกปีกว่า โดยศึกษาทฤษฎีการเมืองไปด้วย และเดินทางกลับไปสู่ขบวนการปฏิวัติอีกครั้งในปี 1897 โดยอาศัยญี่ปุ่นเป็นที่พำนักและเป็นฐานก่อการปฏิวัติ ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องยาวนาน ก่อให้เกิดการปฏิวัติและลุกฮือจากชนชั้นชาวนาและชนชั้นล่าง การประท้วงการขูดรีดภาษีในมณฑลต่างๆ และการปฏิวัติซินไฮ่โดยชนชั้นนายทุน ในเดือนตุลาคม 1911 จนกระทั่งวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1912 จักรพรรดิปูยีก็ประกาศสละราชสมบัติพร้อมๆ กับการสิ้นสุดของรัฐบาลราชวงศ์ชิง ที่ดำเนินมากว่า 260 ปี ซุน ยัตเซ็นเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของจีน ในวันปีใหม่ ปี 1912
*ซิกมันด์ ฟรอยด์ (6 พ.ค. 1856 - 23 ก.ย. 1939) ปีที่ลี้ภัย 1938–1939 สาเหตุที่ลี้ภัย ถูกคุกคามจากพรรคนาซี ซิกมันด์ ฟรอยด์ เกิดในสาธารณรัฐเช็ก และย้ายมาศึกษาและทำงานเป็นจิตแพทย์ที่ออสเตรีย เขาให้กำเนิดทฤษฎีจิตวิเคราะห์อันโด่งดัง เขาลี้ภัยไปลอนดอนในปี 1938 เนื่องจากช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่นาซีเข้ายึดครองประเทศออสเตรีย ฟรอยด์เสียชีวิตที่ลอนดอนด้วยโรคมะเร็งในลำคอ ในปี 1939
*Caetano Veloso (7 ส.ค. 1942 - ปัจจุบัน) ช่วงเวลา 1969–1972 เหตุที่ลี้ภัย ถูกคุกคามจากทางการ เวโลโซเป็นนักดนตรี นักเขียน นักแต่งเพลง และเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย เขาเกิดและเติบโตในบราซิล บทเพลงของเขาถูกทางการบราซิลมองว่าเป็นบทเพลงที่มีเป้าหมายทางการเมือง เขาถูกจับกุม 2 ครั้ง และลี้ภัยไปอังกฤษในปี 1969 ก่อนที่จะเดินทางกลับสู่บราซิลอีกครั้งในปี 1972
*ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (9 มี.ค. พ.ศ.2458 - 28 ก.ค. พ.ศ.2542) ช่วงเวลาลี้ภัย พ.ศ.2519–2542 เหตุที่ลี้ภัย ถูกไล่ล่าจากฝ่ายขวา เนื่องจากเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การล้อมปราบนักศึกษาเกิดขึ้นในเช้าวันนั้น ภายหลังจากที่กลุ่มนิสิตนักศึกษาได้รวมตัวกันต่อต้านการเดินทางเข้าประเทศของ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นเวลาหลายวันก่อน ดร.ป๋วย ถูกกล่าวหาว่า เป็นฝ่ายซ้ายและอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของนักศึกษา ขณะเดียวกันก็ถูกนักศึกษาโจมตีว่าเป็นฝ่ายขวา เนื่องจากพยายามพูดจายับยั้งการเคลื่อนไหวของนักศึกษา เวลา 20.00 น. ของวันเดียวกัน ดร.ป๋วย เดินทางออกจากประเทศไทย มุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และพำนักอยู่ที่นั่นอย่างถาวรจนกระทั่งเสียชีวิตในวันที่ 24 กรกฎาคม 2542
*เบนาซีร์ บุตโต (21 มิ.ย. 1953 - 27 ธ.ค. 2007) ช่วงเวลาที่ลี้ภัย 1984 เหตุที่ลี้ภัย ความขัดแย้งทางการเมืองในปากีสถาน เบนาซีร์ บุตโต ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของปากีสถาน ซึ่งถูกลอบสังหารไปเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ปีที่แล้ว เธอต้องลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ 2 ช่วง ทั้งนี้ในระหว่างที่อยู่ในประเทศปากีสถานก็ต้องเผชิญกับการถูกกักบริเวณและถูก ‘ขังเดี่ยว' อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่พ่อของเธอถูกโค่นอำนาจลงโดย นายพลเซีย อุล ฮัก ผู้ที่ต่อมากลายเป็นเผด็จการทหารที่ปกครองประเทศปากีสถานอยู่เป็นเวลาถึง 10 ปี (1978-1988)
เมื่อ ซัลฟิการ์ อาลี บุตโต พ่อของเบนาซีร์ ถูกทำรัฐประหารในปี 1978 เบนาซีร์ซึ่งเป็นทายาททางการเมือง ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เริ่มจากถูกกักบริเวณ และจากนั้นก็ถูกขังเดี่ยวในคุกกลางทะเลทราย เบนาซีร์ลี้ภัยไปยังประเทศอังกฤษในปี 1984 โดยให้เหตุผลต่อทางการว่า เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการหูชั้นกลางอักเสบ ปี 1988 เบนาซีร์กลับเข้าสู่สนามการเมืองปากีสถาน โดยได้คะแนนเสียงท่วมท้นจากประชาชน ส่งผลให้เธอก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวัยเพียง 35 ปี แต่หลังจากนั้นเพียง 2 ปี เธอก็ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชั่น ถูกสั่งถอดถอน แต่กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 อีกครั้งในปี 1993 ปี 1999 เบนาซีร์ บุตโต และ อาซิฟ อาลี ซาร์ดารี สามี ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปี และปรับเงินจำนวน 8 ล้าน 6 แสนดอลลาร์สหรัฐ ด้วยข้อหารับเงินจากบริษัทสัญชาติสวิส เพื่อติดสินบนในการหลบเลี่ยงภาษี ศาลสูงกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในเวลาต่อมา และตัวเธอเองยืนยันว่า ข้อกล่าวหาต่างๆ ถูกสร้างขึ้นโดยฝ่ายตรงข้าม ก่อนที่บุตโตจะเดินทางกลับสู่ปากีสถาน เพอร์เวซ มูชาร์ราฟ ประธานาธิบดีได้ลงนามนิรโทษกรรมบรรดานักการเมือง เพื่อเปิดทางให้กับการเจรจาจัดสรรอำนาจกับ นางเบนาซีร์ บุตโต ลี้ภัยการเมืองอยู่ในดูไบตั้งแต่ปี 1998 และเดินทางกลับสู่ปากีสถานเพื่อรณรงค์หาเสียงเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2007 เพื่อลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า โดยหวังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 3 แต่ที่สุดก็ถูกลอบสังหารในวันที่ 27 ธันวาคม 2007
*มีร์ซา ตาฮีร์ อาหมัด (18 ธ.ค. 1928 - 19 เม.ย. 2003) มีร์ซา ตาฮีร์ อาหมัด กาหลิบที่ 4 เป็นผู้นำของมุสลิมอามาดียะห์ เกิด เติบโต และได้รับการศึกษาในกรุงละฮอร์ ปากีสถาน มีร์ซา ตาฮีร์ อาหมัด ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์อามาดียะห์ ซึ่งถ่ายทอดผ่านดาวเทียม เพื่อนำเสนอข่าวสารข้อมูลของมุสลิมอามาดียะห์ ซึ่งผู้ศรัทธาในความเชื่อตามแนวทางของอามาดียะห์นั้นมีอยู่แพร่หลาย แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงในหลายประเทศ โดยปัจจุบันนี้ มีเพียงประเทศอินเดียเท่านั้นที่ยอมรับยอย่างเป็นทางการว่า อามาดียะห์คือมุสลิม ขณะที่ในประเทศอินโดนีเซียกลับถูกปฏิเสธ และต่อต้านด้วยความรุนแรง มีร์ซา ตาฮีร์ อาหมัด ลี้ภัยอยู่ในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี 1984 และเสียชีวิตที่นั่นในปี 2003
*นาวาซ ชารีฟ (25 ธ.ค. 1949 - ปัจจุบัน) ช่วงเวลาที่ลี้ภัย 2007 เหตุที่ลี้ภัย ความขัดแย้งทางการเมืองกับกลุ่มทหาร นาวาซ ชารีฟ เป็นนักการเมืองของพรรคมุสลิมแห่งปากีสถาน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของปากีสถาน 2 สมัย สมัยแรก 1 พฤศจิกายน 1990 - 18 เมษายน 1993 สมัยที่ 2 เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 1997 - 12 ตุลาคม 1999 และผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคมุสลิมแห่งปากีสถานซึ่งมีนาวาซเป็นผู้นำ กับพรรคประชาธิปไตยประชาชนแห่งปากีสถาน ซึ่งมีสามีของนางเบนาซีร์เป็นผู้นำพรรคชั่วคราว ได้คะแนน 2 ใน 3 ของที่นั่งในสภา และร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาล พร้อมทั้งร่วมกันยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดี เพอร์เวซ มูชาร์ราฟ ออกจากตำแหน่ง และสอบสวนพิจารณาความผิด การเมืองในปากีสถานยังคงร้อนระอุอย่างไม่มีวี่แววว่าจะหาข้อยุติได้ในเร็ววัน
การพ้นจากตำแหน่งของนาวาซทั้ง 2 สมัย เกิดขึ้นเนื่องจากถูกถอดถอน และถูกกล่าวหาว่ามีความผิดฐานคอร์รัปชั่น เช่นเดียวกันกับที่นางเบนาซีร์ต้องเผชิญ
นาวาซ ชารีฟ ลี้ภัยออกนอกประเทศตั้งแต่ปี 1999 ถึงปี 2007 อังกฤษ เป็นประเทศสุดท้ายที่เขาพำนัก และประกาศเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2007 ว่าจะกลับมาสู้เกมการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย โดยไม่หวาดกลัวต่ออิทธิพลของผู้นำทหาร

“ระบอบทักษิณ” ความผิดที่ทำให้คนลืมตาอ้าปาก

“ประกาศจับ…”
ถึงคิวนี้คงมีคนสะใจกับชะตากรรมของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
เหมือนที่ครั้งหนึ่ง เคยมีคนสะใจกับชะตากรรมของ ปรีดี พนมยงค์
เป็นความสะใจที่มอบให้เป็นรางวัลแก่ผู้ที่เคยมีบทบาททางการเมืองอย่างสูง ทุ่มเททำประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างสูง และได้รับความนิยมจากประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างสูง…
เป็นความสะใจบนชะตากรรมที่คนอีกส่วนใหญ่ทำใจได้ยาก หรือเข้าใจได้ยากเหลือเกินว่า “…จะเอากันขนาดนี้เลยหรือ”
เพราะอย่างที่ข้อความในแถลงการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรีนั่นแหละว่า “…อาจไม่ใช่คนดีที่สุด แต่ก็ไม่ใช่คนเลวอย่างที่ถูกกล่าวหา…”
พูดกันตรงๆ ไม่ต้องเสียเวลาประดิษฐ์ถ้อยคำสร้างภาพเหมือนพวกคลั่งจริยธรรมคุณธรรมจนตกขอบทั้งหลาย
เพราะบ้านเมืองที่มีแต่ “ผู้บริสุทธิ์” เดินเต็มเมือง แต่หาผลงานอะไรไม่ได้ ก็ไม่รู้จะมีไปทำไม
แต่บนความเปลี่ยนแปลงที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร นำมาสู่สังคมไทย กลับกลายเป็นที่มาของข้อกล่าวหาสารพัด ที่พวกขวาจัด พวกล้าหลัง หรือกระทั่งพวกที่ก้าวหน้าแต่หลงติดกับความคิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าชาวบ้าน…นำมาโจมตีได้เสมอ
ระบอบทักษิณ กลายเป็นคำนิยามถึงสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และอดีตพรรคไทยรักไทยคิดและสร้างเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเลือก…
ย้ำ…ว่าเป็นนโยบายที่ประชาชนทั่วประเทศมีโอกาสเลือก ผ่านการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยทุกประการ หาใช่การยัดเยียดให้โดยใช้อำนาจที่ได้มาจากปากกระบอกปืน หรือการโฆษณาชวนเชื่อ โดยประชาชนไม่มีโอกาสตอบโต้แต่อย่างใด
นโยบายที่ถูกใจชาวชนบท คนรากหญ้า หรือประชาชนอีกนับสิบล้านนั้น บางอย่างอาจยังไม่สมบูรณ์แบบ บางนโยบายอาจยังมีข้อตำหนิ และบางนโยบายก็ถูกคัดค้านจากนักวิชาการปัญญาชนบนหอคอยงาช้าง…
แต่แม้ยังไม่เป็นนโยบายที่ดีที่สุด แต่ก็หาใช่ “ยาพิษ” ที่หยิบยื่นให้แก่สังคมไทยอย่างที่ถูกคนส่วนน้อยในสังคมพยายามตราหน้ามาโดยตลอด
สิ่งที่ “ระบอบทักษิณ” มอบให้แก่บ้านเมือง คือการมองเห็นหัวคนยากคนจน คนที่ถูกเรียกว่ารากหญ้า คนที่ไร้ทั้งโอกาส หนทาง และทุนที่จะเข้าถึงทรัพยากร เข้าถึงคุณภาพชีวิตพื้นฐาน เข้าถึงโอกาสต่างๆ ที่ชนชั้นกลางและสูงได้รับเป็นปกติจนไม่รู้สึกพิเศษ…
แต่ด้วยนโยบายที่มุ่งตรงสู่คนเหล่านั้น ทำให้ชาวบ้านเริ่มเห็นอำนาจของตัวเองอย่างเป็นรูปธรรมอีกครั้งว่า นี่แหละคือสิ่งที่ “ได้รับ” จากสิ่งที่พวกเขา “เลือก”
การหย่อนบัตรเลือกตั้งจึงกลับมามีความหมายถึงอำนาจแห่งการเลือกของประชาชนอีกครั้งอย่างแท้จริง…เพราะเป็นการแสดงอำนาจว่า ประชาชนเลือกได้ว่าต้องการอะไร
ไม่ต้องอ้าปากคอยอาหาร เป็นลูกนกที่ไม่รู้ชะตากรรมตัวเองอีกต่อไปแล้ว…
แต่บัดนี้ ผู้นำความเปลี่ยนแปลงนี้มาสู่การเมืองไทย กลับต้องอยู่ในชะตากรรมที่แม้แต่มหาโจรบางคนก็อาจยังไม่เคยต้องได้รับ
เป็นชะตากรรมที่ชวนให้สงสัยว่า หากเขาไม่เคยทำงานหนัก ไม่เคยพยายามคิดใหม่ ทำใหม่ ไม่เคยพยายามเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย ให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงมากขึ้น…
ยังจะต้อง “โดน” อย่างวันนี้อีกหรือเปล่า
ชะตากรรมเช่นนี้ ของคนเช่นนี้ ชวนให้คิดว่า หรือประเทศนี้เป็นประเทศต้องคำสาป ที่บุคคลผู้ซึ่งทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง เพื่อประชาชน เพื่อความเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีและทันสมัยขึ้น…
จะต้องกลายเป็นคนที่บ้านเมืองไม่ต้องการให้เหยียบอยู่บนแผ่นดินแม่…
ซึ่งถ้าชะตากรรม พ.ต.ท.ทักษิณ จะต้องเป็นเหมือนอีกหลายๆ ท่านเหล่านั้น คือไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่เมืองไทยได้…
คนที่ถือว่ามีกรรมก็คงจะไม่ใช่ใคร นอกเสียจากประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็เท่านั้น
เพราะเห็นบทเรียนซ้ำๆ กันในประวัติศาสตร์ชาติเช่นนี้แล้ว ต่อไปใครจะกล้าอาสาทำงานรับใช้บ้านเมือง…
ถ้าจะมี ก็มีแต่ที่ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานกันไป ภายใต้การเมืองเส็งเคร็งที่ไม่เคยหลุดพ้นออกจากกรอบเดิมๆ ได้ก็เท่านั้นเอง

คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

“...วันนี้เราเป็นประชาธิปไตย เพียงแต่เครื่องมือร้ายๆ ของเผด็จการและสมุนเผด็จการตามมาทำลายความสงบสุขของบ้านเมืองเรื่อยไป เราจะปล่อยให้มันเป็นไปเช่นนั้นตามลัทธิสยบ สมยอม หรือจะกล้าหาญพอที่จะแก้ไขมันเสียให้เป็นประชาธิปไตย เริ่มต้นชีวิตกันใหม่ด้วยหลักเสรีภาพ–เสมอภาค และภราดรภาพ...”
ความตั้งใจของคณะปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่จะทำให้พรรคการเมืองและการเมืองทั้งระบบอ่อนแอ กำลังออกฤทธิ์ให้เห็นอยู่ในขณะนี้
ด้วยเครื่องมือของเผด็จการนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2550 ไปจน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆ รวมทั้งองค์กรและตัวบุคคลซึ่งเป็นสมุนเผด็จการ ทำให้พรรคการเมืองหลายพรรคต้องเข้าคิวรอการถูกยุบ แม้ตัวนายกฯ และรัฐมนตรีบางคนก็กำลังรอการถูกพักงาน หรือการถอดถอนอยู่หน้าดำคร่ำเครียด
ความเข้าใจผิดว่า ถ้ากำจัด พรรคไทยรักไทย เสียได้ การเมืองไทยจะดีขึ้น
(คือทำให้อำมาตยาธิปไตยดีขึ้น) พอไทยรักไทยหายไปก็เกิด พลังประชาชน ก็คิดกันต่อไปว่า ถ้ากำจัดพลังประชาชนเสียได้ การเมืองไทยจะดีขึ้น หารู้ไม่ว่าถ้าพลังประชาชนแตกดับไป ก็จะมีพรรคการเมืองใหม่ชื่ออะไรไม่รู้เกิดขึ้นมาแทนอีก
ยิวกับโรมันร่วมมือกันกำจัดพระเยซู เพราะคิดว่าถ้าเอาไปตรึงกางเขนให้ตายเสียได้ สาวกพระเยซูก็จะเลิกนับถือ แต่ครั้นพระเยซูสิ้นชีพไปจริงๆ สาวกพระเยซูกลับลงใต้ดินและแพร่ขยายเข้มแข็งจนมีศูนย์กลางอยู่กลางกรุงโรม และทำให้พระเยซูเป็นอมตะตราบเท่าทุกวันนี้
ศาสนาพุทธเราอุบัติขึ้นในชมพูทวีป แต่ต่อมาถูกทำลายด้วยวิธีการต่างๆ จนสูญหายไป แต่ สัจธรรม ที่พระพุทธองค์ประกาศไม่ยอมตายตาม กลับไปเจริญงอกงามในลังกาและสุวรรณทวีป คือ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ดังที่เราได้เห็นกัน
อะไรที่เป็นสัจธรรม-ความจริง และเป็นวิทยาศาสตร์ ย่อมดำรงคงอยู่และเจริญงอกงามหมุนไปตามกงล้อประวัติศาสตร์ ระบอบประชาธิปไตยอุบัติขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 2475 แม้จะถูกเผด็จการและอำมาตยาธิปไตยร่วมกันกลบฝังเท่าไรๆ ก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดก็แตกหน่อต่อยอดงอกงามขึ้นมาอีกจนได้
พวก อวิชชา ทางการเมือง คิดว่าตนเองและหมู่คณะสามารถจัดการกับการเมืองได้ตามใจชอบ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนใจว่าประชาธิปไตยจะมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แท้จริงเป็นอย่างไร ดังนั้นพวกเขาจึงทำตัวเป็นสถาปนิก ออกแบบประชาธิปไตยมาให้
แต่ในเมื่อนั่นไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้ ประชาชนก็รับไม่ได้ การต่อสู้ ต่อต้าน จึงเกิดขึ้นจนหาความสงบสุขได้ยาก การดื้อแพ่ง แข็งข้อ ก่อกบฏ จะติดตามมาราวกับว่าบทละครที่ถูกผู้เขียนบทหรือผู้กำกับกำหนดไว้ล่วงหน้า
แท้จริงมันคือบทบาทของสัจธรรมทางการเมืองนั่นเอง
พรรคการเมืองของประชาชนจะไม่มีวันตาย!
ไม่ว่าคุณจะใช้อาวุธชนิดใดเข่นฆ่า ทำลายมัน
ยิ่งคุณทำลายหัวใจ คือ ผู้นำพรรคที่ประชาชนศรัทธา คุณก็จะได้รับการตอบโต้จากประชาชนด้วยการโอบอุ้ม หรือปฏิบัติตรงข้ามกับแนวทางที่คุณต้องการ
พูดให้เป็นรูปธรรม คุณใช้อำนาจเผด็จการจัดการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มากเท่าไร พรรคการเมืองที่สืบทอดแนวคิด พ.ต.ท.ทักษิณ จะเติบโตขึ้นมากเท่านั้น
คุณใช้อำนาจเผด็จการจัดการกับพรรคการเมืองที่สืบทอดแนวคิด พ.ต.ท.ทักษิณ หนักเท่าใด คุณจะพบว่าพรรคการเมืองนั้นจะได้รับการโอบอุ้มมากเท่านั้น
ยิ่งคุณใช้อำนาจไม่เป็นธรรมรังแกเขาบนดินมากเท่าใด เขาจะหลบลงสู้คุณใต้ดินลึกเท่านั้น
มีแต่หนทางประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ นิติธรรม เท่านั้น ที่จะแก้ปัญหาความสงบหรือไม่สงบของการเมืองไทยได้ ไม่มีหนทางที่สอง ไม่ว่าหนทางนั้นจะได้แก่ เผด็จการ หรือ อำมาตยาธิปไตย ก็ตาม
การนั่งกระหยิ่มยิ้มย่องว่า พวกคุณทำงานได้สำเร็จ คือทำลายฐานทางเศรษฐกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ลงได้ด้วยการอายัดทรัพย์ และกำลังจะกลายเป็นยึดทรัพย์ รวมทั้งการทำลายหัวใจของพรรคคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ลงได้ด้วยวิธีการบีบให้เขาต้อง ลี้ภัยการเมือง นั้นเป็นความเข้าใจผิดพอๆ กับจักรพรรดิโรมันและชาวยิวบางส่วน พึงพอใจที่จับพระเยซูตรึงกางเขนสำเร็จ
จริงอยู่ พรรคการเมืองไม่ใช่ศาสนา
แต่พรรคการเมืองก็มีลักษณะหลายอย่างสอดคล้องกับศาสนา
พรรคการเมืองที่ดีจะต้องมีนโยบายสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
พรรคการเมืองที่ดีจะต้องมีทรัพยากรบุคคล (ระดับนำ) จำนวนมาก และกระจายครอบคลุมพื้นที่ของประเทศ แต่ละคนต้องมีความรู้ความสามารถเป็นที่ศรัทธาของชาวบ้าน
พรรคการเมืองที่ดี (ควร) ต้องมีเวลาทำงาน และมีผลงานพิสูจน์ฝีมือ เพราะไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าพรรคการเมืองนั้นสามารถทำงานได้ ไม่ใช่เก่งแต่พูด เก่งแต่วิจารณ์เท่ากับผลงานที่มีโอกาสได้ทำขึ้นไว้
พรรคการเมืองใหญ่ๆ ของไทยทุกวันนี้ เคยมีโอกาสทำงานแสดงฝีมือกันมาแล้วทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็น ประชาธิปัตย์ ชาติไทย หรือ พลังประชาชน (ซึ่งมองกันว่าสืบเชื้อสายมาจากไทยรักไทย) ผลงานในอดีตจึงเป็นตัวฟ้องว่าใครมีฝีมือแค่ไหน และพรรคใดอยู่ในหัวใจของคนทั้งแผ่นดิน
ในหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมานี้ ต้องยอมรับว่าไม่มีพรรคการเมืองใดมีผลงานยิ่งใหญ่เท่ากับ พรรคไทยรักไทย นโยบายแก้ปัญหาความยากจน เรื่องกองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค SML OTOP การปราบปรามยาเสพติด การปราบปรามผู้มีอิทธิพล ฯลฯ เหล่านี้คือสิ่งที่ประชาชนชาวรากหญ้าตอบรับและถวิลหา
ส่วนหัวใจของพรรคคือ หัวหน้าพรรคนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ประกาศแล้วว่า ตัวท่านไม่ใช่คนดีสมบูรณ์ แต่รับรองได้ ไม่เลวร้ายดังคำกล่าวหาของเผด็จการและเหล่าปฏิปักษ์อนาธิปไตย บนสะพานมัฆวานฯ และ ASTV แน่นอน
พ.ต.ท.ทักษิณ จึงยังเป็นผู้นำทางการเมืองที่ ส.ส. ส่วนใหญ่ยอมรับและประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ปฏิเสธ เมื่อเทียบกับผู้นำพรรคต่างๆ เท่าที่มีอยู่ เห็นจะยังไม่มีใครได้รับการยอมรับเทียบเท่า
การปฏิบัติการใดๆ ที่มีลักษณะเป็นการข่มเหงรังแก โดยใช้กฎหมายเผด็จการและองค์กรเผด็จการเป็นเครื่องมือ รวมตลอดถึงกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นสากล จึงเท่ากับเป็นการส่งเสริมบารมีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคไทยรักไทย ให้สูงเด่นยิ่งขึ้น และเป็นอันตรายต่อความสงบสุขของสังคมและประเทศชาติมากยิ่งขึ้น
สำนวนจีนว่า ‘เบื้องหน้าคือทะเลลึก หันหลังกลับก็เจอฝั่ง’ อธิบายขยายความว่า การตัดสินใจผิดที่นำมาแต่ความทุกข์และความยุ่งยากจนมองไม่เห็นทางออกนั้น เพียงแต่หันกลับมาเดินทางถูกเสียก็จะง่ายดาย และประสบความสำเร็จ ปลอดภัย
ประเทศไทยในเวลานี้ไม่ได้อยู่ในยุคเผด็จการแล้ว
เผด็จการจากไปตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2550
วันนี้เราเป็นประชาธิปไตย เพียงแต่เครื่องมือร้ายๆ ของเผด็จการและสมุนเผด็จการ ตามมาทำลายความสงบสุขของบ้านเมืองเรื่อยไป เราจะปล่อยให้มันเป็นไปเช่นนั้นตามลัทธิสยบสมยอม หรือจะกล้าหาญพอที่จะแก้ไขมันเสียให้เป็นประชาธิปไตย เริ่มต้นชีวิตกันใหม่ด้วยหลัก เสรีภาพ-เสมอภาค และภราดรภาพ
โปรดใช้สติปัญญาตรองดู

“ผลที่เกิดจากต้นที่เป็นพิษ ย่อมเป็นพิษ”

ค่ำคืนของวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา คงเป็นค่ำคืนที่หลายต่อหลายคนเฝ้าจับตาดู “เที่ยวบิน TG 615 ว่าจะปรากฏชื่อของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร โดยสารกลับมาที่สุวรรณภูมิหรือไม่
“ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี หัวหน้ารัฐบาลพรรคไทยรักไทย ที่ถูกคณะเผด็จการทหาร “คปค.” เข้าปล้น แย่งชิงอำนาจโดยการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 หลังจากนั้นได้ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 อ้างตัวเป็นรัฐาธิปัตย์ เขียนกฎหมายที่เป็นกฎหมู่เสียใหม่ ให้กลายเป็นรัฐธรรมนูญที่หมกเม็ด ซ่อนกลเผด็จการ ซึ่งบังคับใช้และบีบบังคับฝ่ายการเมือง ทำให้เกิดปัญหาเช่นในปัจจุบัน
คณะเผด็จการทหารยังได้สถาปนา “องค์กรที่อ้างว่าเป็นอิสระ” เช่น คตส. และแต่งตั้งบุคคลที่มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยชอบธรรมของประชาชน ขบวนการข้างถนนที่ส่งเทียบเชิญให้ทหารเข้ามาทำการรัฐประหาร มาทำหน้าที่พุ่งเป้าเอาผิดกับ “อดีตนายกรัฐมนตรีและครอบครัว” ราวกับว่าจะต้องประหัตประหารผู้ชายที่ชื่อทักษิณ และครอบครัว ให้วางวาย
และแล้วเที่ยวบิน 615 ในคืนวันที่ 10 สิงหาคม จึงไร้เงาของอดีตนายกรัฐมนตรีและภรรยา
ช่วงบ่ายของวันที่ 11 สิงหาคม กองบรรณาธิการประชาทรรศน์จึงได้รับโทรสารลายมือของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ส่งแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงการไม่ไปรายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ฉบับที่ 81 ประจำวันเสาร์ที่ 16 –วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พุทธศักราช 2551 ถือเป็นฉบับบันทึกประวัติศาสตร์ เพราะได้นำแถลงการณ์ซึ่งเขียนโดยลายมือของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ต่อการตัดสินใจที่จะไม่กลับมาประเทศไทยเพื่อมาต่อสู้คดี เพราะเหตุผลที่ว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม ที่ได้รับการสืบทอดอำนาจจากเผด็จการทหาร เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมืองให้สิ้นซาก โดยไม่สนใจหลักกฎหมาย หลักนิติธรรมสากล ดังใจความที่สำคัญตอนหนึ่งของแถลงการณ์ที่ระบุไว้ว่า “การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการใช้ระบบสองมาตรฐานที่เห็นได้อย่างชัดเจน ทำให้ผมและครอบครัว พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็นับว่าหนักหนาแล้ว แต่ยังเทียบไม่ได้กับการที่ระบบกระบวนการยุติธรรมของประเทศ และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ที่มีเกียรติมีความน่าเชื่อถือสั่งสมมาเป็นเวลายาวนานต้องเสื่อมลง เพราะถูกนำมาใช้ทางการเมืองจนขาดความเป็นกลาง ซึ่งเป็นผลเสียต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง”
นอกจากแถลงการณ์ฉบับลายมือของอดีตนายกรัฐมนตรีตามตัวอย่างข้างต้น ประเด็นร้อนแรงที่ถูกนำมาถกเถียงทางสาธารณะ คงหนีไม่พ้นเรื่องของการลี้ภัยทางการเมือง ประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ฉบับนี้ ได้นำเสนอมุมมองทางวิชาการของนักวิชาการจากสำนักต่างๆ ที่มีต่อการตัดสินใจของอดีตนายกรัฐมนตรี และการลี้ภัยทางการเมืองว่า สามารถทำได้หรือไม่ รวมทั้งทิศทางสังคมไทยหลังการตัดสินใจของอดีตนายกรัฐมนตรี
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า การขอลี้ภัยทางการเมือง ขึ้นกับประเทศอังกฤษจะยอมหรือไม่ ทั้งกล่าวว่า ควรจะขอลี้ภัยตั้งนานแล้ว ไม่ควรจะมาขึ้นศาล และรอให้ พ.ร.ก.นิรโทษกรรม ออกมาก่อนค่อยเข้ามาในประเทศไทย “การลี้ภัยของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นเรื่องซับซ้อน ยิ่งเป็นประเด็นทางการเมืองด้วยแล้ว อาจจะต้องพิจารณากันหลายเรื่อง อย่างไรก็ตาม การลี้ภัยของอาชญากรการเมือง ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ทำกันบ่อยๆ ซึ่งก็พบว่ามีทั้งวิธีการที่เป็นการลี้ภัยอย่างเป็นทางการเมืองและไม่เป็นทางการเมือง
หาก พ.ต.ท.ทักษิณ คิดจะหนีลี้ภัยจริง เห็นว่าควรจะลี้ภัยไปตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ควรจะมาขึ้นศาลสู้คดี แต่โดยรวมเป็นสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถทำได้ และดีด้วย โดยอาจร้องขอต่อประเทศที่จะไปอาศัยอยู่ว่า ไม่ได้รับความยุติธรรมในการตัดสินคดี หรือกระบวนการไม่มีความชอบธรรม และบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการไม่ได้มาจากการยอมรับของสังคม หรือเข้ามาโดยไม่เป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตย”
ด้าน รศ.ประทุมพร วัชรเสถียร อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนับสนุนให้อดีตนายกรัฐมนตรีลี้ภัยการเมือง ในประเทศอังกฤษ และเห็นว่าไม่ควรมาขึ้นศาลตั้งแต่แรก และคาดว่าการตัดสินใจเช่นนี้จะทำให้บ้านเมืองไทยสงบขึ้นระดับหนึ่ง “ในกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นได้ชัดจากคดีต่างๆ สิ่งที่พึงปฏิบัติได้คือ 1.พ.ต.ท.ทักษิณ ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการศาล แต่ต้องมั่นใจว่าจะชนะคดีทุกคดี 2.รัฐบาลมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที และ 3.ปฏิวัติ แต่การจะปลุกทหารให้ขึ้นมาปฏิวัติเป็นไปได้ยาก เพราะทหารเข้ากับฝ่ายกลุ่มพันธมิตรฯ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ จะทำการลี้ภัย ควรลี้ภัยทันที เพราะกลับมาอาจจะโดนหนัก เนื่องจากยังมีอีกหลายคดีที่พัวพัน และคิดว่าการลี้ภัยไปอาจจะทำให้บ้านเมืองสงบในระดับหนึ่ง”
ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการขอลี้ภัยทางการเมืองว่า “การขอลี้ภัยทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นสิทธิส่วนตัว ซึ่งหากเป็นตนก็คงทำเช่นกัน เนื่องจากถูกกลั่นแกล้ง และถูกคุกคามในการดำเนินคดีความที่ไม่เป็นธรรม ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองต่อไปจากนี้จะมีความสงบลงหรือไม่นั้น เราไม่ได้เป็นฝ่ายกำหนด แม้อยากจะให้ดีขึ้นมาเท่าไรก็ตาม”
ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยืนยันชัดเจนว่า อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องผ่านสำนักข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR แต่อย่างใด เพราะเป็นผู้นำที่ถูกลอบสังหาร และถูกคดีความอาญาที่มีลักษณะเป็นการเมือง จึงเข้าข่ายยกเว้น
“หากมีการลี้ภัยของผู้นำที่ประสบปัญหาจากการรัฐประหาร ก็จะมีการพยายามพูดว่า ลี้ภัยไม่ได้ เพราะถูกดำเนินคดีความอาญา เป็นความผิดทางอาญา แต่ของอดีตนายกฯ เป็นคดีความอาญาที่มีลักษณะเป็นการเมือง เพราะเป็นการเมืองที่ฝ่ายยึดอำนาจตั้งองค์ต่างๆ ขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งก็เข้ากับหลักเกณฑ์ขอลี้ภัยทางการเมืองได้ และหากมีการลี้ภัยทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีจริง คงจะช่วยให้คนส่วนหนึ่งสงบ และลดเงื่อนไขเพื่อมาโจมตีรัฐบาลพรรคพลังประชาชน และฝ่ายประชาธิปไตยได้ส่วนหนึ่ง แต่คงยังไม่ถึงขั้นที่จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปเลยเสียทีเดียว ส่วนคดีความนั้น ก็ยังคงดำเนินอยู่ตามกระบวนการยุติธรรม”
สำหรับเรื่องคดีที่หลายฝ่ายกังขาว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น
ติดตามได้จากทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรี และภรรยา ในคดีที่ดินรัชดาฯ คำนวณ ชโลปถัมภ์ ซึ่งให้สัมภาษณ์ผ่านทางรายการ “จุดชนวนข่าว” ทางสถานีวิทยุ เอฟเอ็ม 105 หลังจากทราบคำแถลงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ขอลี้ภัยไปอยู่ประเทศอังกฤษ ยืนยันว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่เดินทางกลับมาเมืองไทย คดีที่ คตส. พิจารณาส่งฟ้องจะพิจารณาต่อได้เพียงคดีเดียวคือ “คดีที่ดินรัชดาฯ” เท่านั้น ส่วนคดีอื่นจะไม่สามารถดำเนินการได้แต่อย่างใด
ประชาทรรศน์ รายสัปดาห์เล่มนี้ จึงเป็นอีกเล่มที่ห้ามพลาดเป็นอันขาด เพราะเป็น “บันทึกประวัติศาสตร์” ที่สำคัญอีกหน้าหนึ่ง ซึ่งจด จาร “อัตวินิจฉัย” ของอดีตนายกรัฐมนตรี กับการลี้ภัยทางการเมือง ในห้วงเวลา...สองมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมแบบไทยๆ

มีคนปลุกระดมต้านรัฐสภาใหม่

รายการ “สนทนาประสาสมัคร” โดย นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551 เวลา 08.30-09.30 น.
ความตอนหนึ่งว่า...รัฐบาลได้สนองงานตามพระราชเสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อย่างเต็มกำลัง โดยเมื่อวานนี้ ได้ไปเป็นประธานจัดงานปลูกป่าของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี จำนวน 35,000 ต้น โดยมีการลงนามความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกองทัพบก ซึ่งเป็นการดูแลอนุรักษ์ป่าให้เกิดความยั่งยืน โดยเป็นป่าในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมไปถึง จ.สระแก้ว ด้วย สำหรับพื้นที่ต่อไปที่รัฐบาลจะดำเนินการเป็นพื้นที่ป่าในฝั่งตะวันออก ได้แก่ จ.ระยอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และพื้นที่ป่าภาคเหนือ ซึ่งยืนยันว่ารัฐบาลจะทำเรื่องนี้อย่างเต็มความสามารถเพื่อปกป้องและอนุรักษ์ป่า
การจัดงาน “จากวันแม่ถึงวันพ่อ 116 วัน” ในวันที่ 30 สิงหาคมนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะเสด็จพระราชดำเนินมายังทำเนียบรัฐบาล ในพิธีพระราชทานธงตราสัญลักษณ์พระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระนามาภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และธงไตรรงค์ ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อนำกลับไปเฉลิมฉลอง และจัดขบวนวิ่งธงส่งต่อไปยังอำเภอต่างๆ ภายในจังหวัดของตนเอง ก่อนนำมาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 3 ธันวาคม 2551 เพื่อเป็นเสมือนหลักชัยแห่งความสามัคคีของปวงชนชาวไทย
กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวน นายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปล่อยปละละเลย ไม่กำกับดูแลการออกอากาศรายการ “ความจริงวันนี้” และได้แต่งตั้งให้ น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน ว่าส่วนตัวไม่เห็นว่าการจัดรายการของ 3 ผู้ดำเนินรายการจะพูดจาหยาบคาย ตรงกันข้ามกับเอเอสทีวี ที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง กลับมีแต่การกล่าวโจมตีการทำงานของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย แต่นายกรัฐมนตรียืนยันว่า จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทน เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข

มีคนปลุกระดมนักเรียนประท้วงรัฐสภาใหม่
ส่วนเรื่องสถานที่สร้างรัฐสภาแห่งใหม่ มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่บริเวณเกียกกาย เพื่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ สามารถทำให้เรื่องนี้ยุติลงได้ แต่ก็กลับมีการปลุกระดม พานักเรียนออกมาประท้วง ทั้งที่มีการตกลงกับกองทัพบกที่เป็นเจ้าของพื้นที่กว่าร้อยละ 90 ให้ย้ายออกไปในพื้นที่ที่มากกว่าเดิมประมาณ 1,700 ตารางเมตร และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันเรื่องค่าชดเชยที่จะสั่งการสำนักงบประมาณดำเนินการ ซึ่งในตอนนี้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว โดยปลายธันวาคมนี้จะมีการวางศิลาฤกษ์ เรื่องนี้จะต้องทำให้เสร็จ จะต้องตัดสินใจ และจะต้องก่อสร้างให้เสร็จภายใน 3 ปี โดยยืนยันว่าหลายหน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ก็พร้อมย้าย ขณะที่รัฐบาลพร้อมจ่ายค่าชดเชยเช่นกัน ทั้งมีการหาที่อยู่ใหม่ให้ โดยเฉพาะโรงเรียนโยธินบูรณะ ที่จะย้ายไปอยู่ที่วัดสร้อยทอง ห่างจากเดิมเพียง 1.7 กิโลเมตร มีการให้งบประมาณไปสร้างใหม่ และเพิ่มพื้นที่ให้จาก 8 ไร่ เป็น 16 ไร่
นอกจากนี้จะไม่มีการยุบสภาเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยปัญหาที่เกิดขึ้นในพรรคพลังประชาชนสามารถจัดการเองได้ หากรัฐบาลไม่มีปัญหาและอุปสรรคคดีความต่างๆ ก็จะอยู่จนครบ 4 ปี และไม่ทราบถึงกรณีที่มีสาขาพรรคพลังประชาชนในต่างจังหวัดปลดป้ายสาขาพรรคออก และเปลี่ยนเป็นพรรคเพื่อไทย ส่วนกรณีที่ ส.ส. พรรคพลังประชาชน 40 คนจะทำหนังสือถามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานว่า เป็นเรื่องของคนในพรรค และเป็นบุคคลที่มีต้นทุนทางสังคมต่ำ แต่จะรักษาบ้านเมืองไว้ให้เป็นอย่างเดิมให้ได้ โดยในตอนท้ายของรายการได้เปรียบเทียบว่า ตนเป็นสายการบินโลว์คอสต์ต้นทุนต่ำ ถ้าจะเลิกก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นอย่างสายการบินไทยนั้น ถ้าเลิกก็เป็นเรื่องใหญ่

ผสมพันธุ์สัตว์ป่าที่หายาก
เมื่อคืนนี้จัดการผสมพันธุ์ดูแล ใช้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการผสมเทียม ใช้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาติพันธุ์ ไม่ให้มาผสม ไม่ให้มันแต่งงานกันเองนะครับ คนนี้ดูเรื่องว่า ถ้าสัตว์ส่งเข้าป่าต้องแข็งแรง จะดูเลือด คนนี้จะดูเรื่องไมโครชิพจะคล้องดี หรือจะใส่ดี ดูกันหมด 30 ปีครับ คนที่รายงานอายุ 50 กว่า บอกอายุ 20 กว่าเริ่มทำงานนี้ บัดนี้ได้ละมั่งมา 77 ตัว แล้วก็ปล่อยทีละ 8 ตัว เขาปล่อยวันที่ 8 ไปชุดหนึ่งแล้ว เขาบอกวันที่ 8 เปิด กว่าจะออกมาดู ออกมาดูลาดเลาตัวหนึ่ง อีก 8 ตัวกว่าจะออกมาตั้งนาน นั่งรอกัน ผมไปก็ ท่านบอกว่าเงียบเสร็จปั๊บ ผมก็ตัดเส้นเอ็นปึ๊บเข้าไป ประตูเปิด ออกมาเลยครับ เดินออกมา 1-2-3-4 เรียงเลย ออกมาหมดเลยครับ ออกมาหยุดยืนแล้วก็เหลียวมาดู ช่างภาพก็ถ่ายกันฉับๆๆ ตามกันไปเป็นฝูง เป็นภาพน่าประทับใจมาก ปล่อยเขากลับเข้าไปสู่ป่า เอามาเลี้ยงดูก่อน ให้อยู่ที่กว้าง อยู่ในกรงและออกมาอยู่นอกกรง
ในที่สุดก็เอามาปล่อยสู่อิสรภาพ ผมก็ถามเลย แล้วนี่จะเป็นเหยื่อของเสือไหม เป็น อ๋ออย่างนั้นเหรอ แล้วเสือมันกินอย่างไร เขาบอกเสือมันกินอาทิตย์หนึ่งกิน 1 ตัว ปีหนึ่งกิน 52 ตัว เขาบอกใช่ แต่มันกิน 5 อย่าง มันกินกระทิง กินอะไร ตัวนี้เป็นตัวสุดท้าย

สนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ใช้แก๊สโซฮอล์
เรื่องพลังงานทดแทน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำแก๊สโซฮอล์มากว่า 30 ปีแล้ว ไทยเราก็มีการผลิตแก๊สโซฮอล์ แต่ไม่มีรถออกมาให้ใช้ เพราะทางญี่ปุ่นขอเวลา 2 ปี แต่จะไม่รอ จะมีการสั่งรถจากยุโรปเข้ามา โดยใช้มาตรการจูงใจลดภาษีให้ เพื่อให้เข้ามาตั้งโรงงานประกอบในไทย ประธานจีเอ็มก็เอารถมาโชว์ให้ดู คันแรกใช้ E85 คันที่สองเป็นรถไฮบริด คือใช้ได้ทั้ง 2 แบบ คันที่สามเป็นรถที่ใช้ไฮโดรเจน ไม่ใช้น้ำมัน เป็นรถไฮโดรเจนคันแรกที่เข้ามาแสดงในประเทศไทย
แก๊สโซฮอล์คือแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง ปรับปรุงเข้ามาผสมกับน้ำมัน แต่ก่อนก็มาจากโรงงานน้ำตาล เดี๋ยวนี้เขาต้องการมากขึ้น มีคนจดทะเบียน 42 บริษัท ดำเนินการแล้ว 12 บริษัท ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ภาษาฝรั่งเขาเรียก Yield คือผลผลิตที่ได้ออกมา แต่ก่อน 1 ไร่ปลูกอ้อยได้ 6 ตัน มีน้ำได้ 10 ตัน แล้วบอกถ้าได้ 15 ตันจะดีมาก อ้อยปีนี้ 73 ล้านตันอ้อย ใช้ทำน้ำตาล 23 เหลือ 50 ทำแก๊สโซฮอล์ แต่ก่อนบอกเสียบลงไปปลูก ดึงขึ้นมาได้ 1 กิโล เดี๋ยวนี้เสียบปลูกไปแบบทันสมัย ดึงกันมาได้ 5 กิโล เพราะฉะนั้นผลผลิตมันเพิ่ม น้ำตาลก็พอแล้ว ของเราทำอันนี้แล้วต้องสนับสนุน ก็มี E20 แต่ก่อนซื้อมา 100 เดี๋ยวนี้ซื้อมาแค่ 80 แล้วเติมแก๊สโซฮอล์ลงไป เติมเอธานอลลงไป 20 เรียกว่า E20
เราผลิตแก๊สโซฮอล์ได้ แต่ว่ารถไม่ออก รัฐมนตรีหญิง (พล.ท. หญิง พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน) ไปบราซิล ออกครับ เมื่อออกแล้วก็น้ำมันเขามี E100 ครับ รถออกมาแล้วครับ รถอเมริกันผลิตยี่ห้อนี้ๆ ออกมา รถทางยุโรปผลิตออกมา เอเชียจะขอเกือบ 2 ปี จะรอ ผมก็ต้องตัดสินใจ ผมบอกผมไม่รอ ผมบอกคุณเอารถเข้ามาเลย เอารถเข้ามาเลย ผมให้เวลา 1 ปีครึ่ง แปลว่ารถ Import สั่งเข้ามา ภาษีแพงหน่อยแต่เราลดภาษีให้เยอะ เพื่อจะดึงดูดความสนใจ ให้เอาเข้ามาปีครึ่ง เสร็จแล้วคุณต้องตั้งโรงประกอบ ที่ผมต้องไปกับเขานี้ต้องไปตั้งโรงประกอบ ตั้งโรงประกอบทำไมครับ เขามาทำรถ เขามาตั้งโรงประกอบเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ดีเซลทำในประเทศไทย ก็ต้องสนับสนุนส่งเสริม

ปัญหาระบบน้ำชลประทานในพื้นที่การเกษตร จ.อุทัยธานี
จ.อุทัยธานี มีพื้นที่กว่า 44 ล้านตารางกิโลเมตร แบ่งออกเป็น 2 ซีก ซีกหนึ่งอยู่ข้างแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเพาะปลูกเลยครับ อีกข้างหนึ่งเป็นป่า คือป่าห้วยขาแข้ง ทุ่งนเรศวรนี่ละครับ ห้วยขาแข้งอยู่ตรงกลาง เป็น Valley ไปตรงกลาง แล้วจากตรงนี้แล้วน้ำแม่วงก์ แม่เปิน เข้าทางด้านหนึ่ง น้ำมาก็ท่วมทางด้านป่า แม่น้ำเจ้าพระยาก็ท่วมทางด้านเกษตร ฟังทีแรกท่านรองฯ ท่านบอก จังหวัดนี้ละครับเป็นจังหวัดที่ว่าเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต้องเลือกจังหวัดนี้เป็นตัวอย่างต้นแบบเลย เขาอยู่กันอย่างพอเพียง อาชญากรรมน้อย อาชญากรรมต่ำ ทุกอย่างดีหมด ที่อื่นมีเฉลี่ย 13 วัด แต่ว่าที่นี่มี 85 วัด แล้วอะไรต่ออะไร อาชญากรรมต่ำกว่าเขาหมด แต่อีกซีกหนึ่งบอก โปรดรับความเห็นใจ ผมเห็นใจ บอกว่าพื้นที่เกษตรทั่วประเทศเข้าสู่ระบบชลประทาน มีร้อยละ 27 จังหวัดอื่นได้เฉลี่ยร้อยละ 27 จ.อุทัยธานีได้ 10 เกษตรนี่นะครับ เกษตรชลประทานที่อื่นเขาได้เฉลี่ย 27 จาก 100 ทางนี้ได้ 10 เห็นไหมครับ ระบบน้ำท่วม น้ำท่วมเกษตร น้ำท่วมป่า แต่ว่าจะสร้างเขื่อนแม่วงก์ แม่เปิน เพื่อจะต้องเอาเก็บน้ำ ไม่ได้ครับ เอ็นจีโอไม่ให้สร้าง ต่อต้านอีกแล้ว
จ.อุทัยธานี เขามีความภาคภูมิใจ เขานี่ละครับจะเป็นตัวแทนของความเป็นเศรษฐกิจพอเพียง พอมีพออยู่ ผมบอกท่านผู้ว่าราชการจังหวัด บอกนี่ จ.อุทัยธานี เขาบอกใครมาอุทัยฯ ต้องไม่อุทธรณ์ ต้องนอนอุทัยฯ พอไปถึงนั่นแล้วกลับไม่ได้ แยกจากคลองก็เป็นแม่น้ำสะแกกรัง แล้วย้อนกลับมาหาแม่น้ำเจ้าพระยา ของเขาน่าอยู่ครับ การพัฒนาต่างๆ ถนนหนทางเรียบร้อยดี นอกจากทางที่จะออกมาบ้านไร่ที่ผมไปเลือกเดินทาง ก็เล่าให้ฟังไว้ครับ
ความจริงวันนี้ไม่หยาบคาย
ผมเป็นนายกรัฐมนตรี มีโทรทัศน์ที่เรียกได้ว่าโทรทัศน์รัฐบาลอยู่ช่องนี้ ใช้อย่างกระเหม็ดกระแหม่ อาทิตย์หนึ่งผมขอใช้วันอาทิตย์คุยของผม แล้วเขาก็มีภาคเอกชนมาช่วยจัดการ รายการชื่อ “ความจริงวันนี้” ใครฟัง 4 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม ตอนนี้เลื่อนไปหน่อยเพราะโอลิมปิกมาแทน เขาพูดจาดีไหมครับ เขาพูดดีมีเหตุผล เรียบร้อย ไม่ดูถูกดูหมิ่นใคร แล้วเขาก็กล้าเชิญให้มาชี้แจง ไม่มาชี้แจง แต่มีประชาชนคนหนึ่งไปร้องทุกข์ เรื่องไหนล่ะครับ ก็เรื่องของ ป.ป.ช. นี่ละครับ ที่ล่อกันมาไม่รู้จักจบ มีเหตุผลไหมครับ เขามีเหตุผล แต่เอาเถอะ ป.ป.ช. จะอ้างอย่างนี้ก็เอา ป.ป.ช. จะเอา แต่ทำเพราะว่าอายที่เป็นเรื่องของตัวเอง จะต้องถูกมาแฉเรื่องอะไรต่างๆ แล้วเวลาที่พวกท่านแสดงอาการละเมิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ เอาเถอะเขาแฉกันอย่างนั้นผมไม่เอามาร่วม ไม่เป็นไร แต่ผมจะถามสิครับว่า รายการ “ความจริงวันนี้” ออกอากาศคืนละ 45 นาที อาทิตย์ละ 6 คืน กับรายการโทรทัศน์อย่าง ASTV ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง เหมือน Reality show ด่าทอหยาบคาย ว่ากล่าวต่างๆ ไม่มีใครเขียนจดหมายไปถึง ป.ป.ช. ไม่มีใครเขียนอะไรอย่างไรเลย นี่เขาส่งมาให้ผม ที่บ้านมีอีกปึ๊งหนึ่ง สูงเป็นคืบครับ
ผมจะอ่านหน้าซองให้ฟังครับ คือพวกที่บรรเลงกันทั้งหลายที่อยู่สะพานมัฆวานฯ นี่ สนธิลิ้ม “รัฐบาลสัตว์นรกนี้อยู่ต่อไปอีกแม้วันเดียวก็ฉิบหายแล้ว” นี่เทปนี้ เนื้อหาเขาโค้ดออกมาให้เลย นี่อย่างนี้เห็นไหมครับ ดูนะครับ สนธิ พิภพ สมศักดิ์ สมเกียรติ “รัฐบาลสัตว์นรก” นี่ม้วนนี้ สนธิ “ลูกจีนรักชาติ ลูกพระยาขายชาติ นายกฯ ชาติชั่ว” นี่อย่างนี้ครับ สุริยะใส นี่ตอนนี้ ตอนตีสอง จำลอง สนธิ สมศักดิ์ เวลาเท่าไร ตอน 14 ค่ำเดือน 8 ตีห้า สิบเอ็ด นี่อย่างนี้ Track 3 วัชระ เพชรทอง ด่านายกรัฐมนตรีหยาบคายมาก เห็นไหมอย่างนี้ครับ ดูนี่ๆ แหมสุดแต่จะพูด ผมจะบอกให้ท่านที่ส่งนี่มาให้ ผมได้รับ...นะครับ แต่บังเอิญผมได้ฟัง เมื่อคืนผมก็ได้ฟัง เมื่อคืนตื่นมาตี 3 มีอาการทำไมซี่โครงเดาะ นั่งรถไกลหรืออย่างไร ซี่โครงเดาะ นอนไม่ค่อยนั่นซี่โครงยอก ออกมาเปิดวิทยุฟัง ตี 3 เขาบอกว่ากำลังมีจันทรคราส จันทรคราส ใครเป็นคนบรรยาย พวกสะพานมัฆวานฯ จันทรคราสบอกเลย อย่างนี้นี่ดับแล้ว บ้านจันทร์ส่องหล้าดับแล้ว ยกมือไชโย
แล้วอย่างนี้ ป.ป.ช. ไม่คิดหรือครับว่าคนอย่างนายกรัฐมนตรีมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เหมือนกัน เวลาจะไปจัดการเข้าเขาก็ไปร้องศาล แล้วศาลท่านก็บอกว่า ศาลคุ้มครอง แล้วศาลก็ตัดสินบอกให้เขาทำได้ ต้องไปร้องขึ้นศาลข้างบนอีก ศาลสูงสุดก็ยังคุ้มครองกันอยู่ ยังคุ้มครองให้ด่าคนอื่น อย่างชนิดต้องฟ้องกันไม่มีวันจบ
ผมคิดว่าอย่างรายการ “ความจริงวันนี้” เป็นรายการที่ทำดีนะครับ รายการอย่างนี้เรียกว่า ทำดีอัปรีย์กินหัวนะครับ เพราะว่าด้วย ป.ป.ช. ตั้งกรรมการเล่นงาน แต่การทำชั่วอย่างรายการ ASTV ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ด่าหยาบ ด่าคาย แม้กระทั่งคนที่ว่าตัวเป็นพระก็ด่าด้วย เมื่อเช้าพระก็ด่าครับ สมณะที่เขานั่นน่ะ ประกาศเลยครับ อธิบายความเลยว่า บ้านเมืองจะต้องจบ อย่างไรจะต้องอย่างไร เรียกร้องคนมาให้เป็นล้านอย่างไร ต้องเอาให้ได้ จะต้องอยู่ นับกันเลยให้กี่เดือนกี่อะไร ต้องล้มรัฐบาลนี้ให้ได้ เวลาใกล้เข้ามา พระนะครับ แต่งตัวอ้างว่าเป็นพระ สมณะนี่ละครับมีพรรคพวกอยู่เป็นแสนทั่วประเทศ ที่ปลุกระดมกันได้ ที่ผมบอกแล้วบอกอีกว่า วันหนึ่งจะยึดศาลากลาง แล้วก็จะเอาทหารออกมา ผมมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลบ้านเมืองนี้อยู่ ผมยืนยันเลยครับว่า อย่างรายการ “ความจริงวันนี้” เป็นการทำดีอัปรีย์กินหัว เพราะถูกตั้งกรรมการสอบแล้วครับ ระดับชาติ ป.ป.ช. สอบ แต่ทำชั่วแบบชนิดด่าตลอด 24 ชั่วโมงหยาบคายนั้น มีคนปกป้องให้ เพราะมีการคุ้มครอง แต่บ้านเมืองนี้เราต้องอยู่ครับ ต้องทนต่อไป แล้วผมก็ต้องอยู่
ผมไม่ถอยหรอกครับ จะไปบอกจะยุบสภาออก ผมไม่หรอกครับ ผมมีหน้าที่ทำของผม เรื่องที่เกิดในพรรคพลังประชาชนเป็นเรื่องที่ผมจะต้องดำเนินการกันเอง เป็นเรื่องที่ผมต้องจัดการแก้ไขของผมเอง แต่สำหรับบ้านเมืองนั้นพรรคพลังประชาชนเป็นคนดูแล ให้รัฐบาลนี้อยู่ร่วมกับอีก 5 พรรคเมือง ถูกต้องตามกฎหมาย มีพรรคฝ่ายค้านอยู่ การเมืองจะดำเนินการต่อไปครับ ถ้าดำเนินการต่อไปได้ครบขบวนการ ผมก็จะอยู่ครบทั้งขบวนการ จะมีเหตุเภทภัยที่จะทำให้ผมจะต้องหัวทิ่มล้มลุกลงไปก็สุดแท้แต่ ว่าจะต้องเป็นไปอย่างนั้น ก็ต้องอย่างนั้นครับ สั่งว่าอย่างนี้ผิดก็ต้องผิดครับ สั่งต้องออกผมก็ต้องออก ผมบอกแล้วว่าผมเป็นสายการบิน Low cost ต้นทุนต่ำ เวลาเลิกไม่เป็นไร การบินไทยเลิกไม่ได้ครับ เลิกก็เรื่องใหญ่เลย แต่นกแอร์เลิกไม่เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นก็ขอประทานโทษทั้ง 2 บริษัทนะครับ ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ นะครับ เวลาหมดครับ วันนี้คุยกันแค่นี้ วันอาทิตย์หน้าคุยกันใหม่ ผมมีเรื่องมาคุยทุกอาทิตย์ละครับ เพราะยังทำงานอยู่ แล้วทำงานด้วยความตั้งใจ ผมจะรักษาบ้านเมืองนี้ไว้ให้กลับสู่ความเป็นอย่างเดิมให้ได้ครับ สวัสดีนะครับ



ส.ส.พปช. เลิกกดดันนายกฯ แจงปล่อยตำรวจออกหมายจับ

พปช. แจงลูกพรรค เลิกกดดัน "สมัคร" เรื่องปล่อยให้ตำรวจร่อนหมายจับ"ทักษิณ"ไปทั่วประเทศ ชี้เป็นเรื่องภายใน เผยรวบรวมผลศึกษร่างแก้ไข รธน.ส่วนใหญ่ได้แล้ว ยันเดินหน้ายื่นสภาให้ทันกำหนดเดิม

(18ส.ค.)เวลา 12.30 น. นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้วิปรัฐบาลได้รวบรวมผลการศึกษาประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมาธิการส่วนใหญ่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขาดแต่เพียงบางส่วนที่ยังไม่ส่งผลศึกษา และไม่มีการประชุมหารือกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ต้องการให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้า ส่วนจะขยายเวลาให้คณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวหรือไม่นั้นก็คงต้องหารือกันอีกครั้ง

ทั้งนี้ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการยื่นผลสรุปการศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยจะพยายามยื่นต่อสภาให้ทันเวลาที่กำหนดไว้ เพราะถือว่าข้อมูลที่ได้ขณะนี้มีความสมบูรณ์เพียงพอมากที่สุดแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่าในที่ประชุมวิปรัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์ของรัฐบาลเกี่ยวกับนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ กกต.จะลงมติเรื่องคดียุบพรรคพลังประชาชน รวมทั้งกรณีรัฐมนตรีหวยบนดินหรือไม่ นายไพจิต กล่าวว่า ก็มีการพูดคุยกันอยู่ ในส่วนของวิปรัฐบาลจะพยายามประคองสถานการณ์ในสภาให้ดำเนินต่อไป ทำงานที่ค้างไว้ให้สำเร็จลุล่วง ส่วนงานนอกสภาถือว่าเป็นเรื่องของพรรคที่จะต้องแก้ปัญหาให้ผ่านพ้นไป ส่วนกรณีการยุบสภายังไม่ได้หยิบขึ้นมาเป็นประเด็นการหารือ เพราะยังไม่ถึงเวลา

เมื่อถามว่าสมาชิกพรรคยังยืนยันที่จะรวมตัวกันอยู่ในพรรคเดียวกันหรือไม่ นายไพจิต กล่าวว่า เราจะอยู่ในพรรคที่มีทิศทางไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่นำเรื่องที่ชอบหรือไม่ชอบการทำงานของใครมากดดัน แต่จะมองภาพรวมในการบริหารงานของนายสมัคร ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ว่ามีความสัมพันธ์กับลูกพรรค และคนรากหญ้าที่เลือกพวกเราเข้ามาทำงานหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีที่ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชนออกมายอมรับว่ามีการเตรียมพรรคเพื่อไทยไว้รองรับ ส.ส.แล้ว นายไพจิต กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าการยุบพรรคคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นหน้าที่ของ ส.ส.ต้องหาพรรคสังกัดภายใน 60 วัน ซึ่งการเตรียมพรรคเพื่อไทยไว้ ก็ถือว่าเป็นการเตรียมพร้อม หากถูกกระทบถึงขั้นยุบพรรค และมองว่าพรรคดังกล่าวที่ตั้งขึ้นมาก็มีความเป็นกลาง ส่วน ส.ส.จะตัดสินใจอย่างไรก็ถือเป็นสิทธิ์ ซึ่งหากถูกยุบพรรคจริงและต้องมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น แต่ละคนก็คงจะพิจารณาว่าจะลงเรือการเมืองเดียวกันหรือไม่ และไม่สามารถประเมินแนวโน้มล่วงหน้าได้ว่าใครจะมาอยู่กับเรา หากความสัมพันธ์ยังแนบแน่นไม่เป็นศัตรูทางการเมืองก็คงไม่น่าจะมีปัญหาหากจะมาอยู่ด้วยกัน

เมื่อถามถึงกรณีที่สมาชิกพรรคพลังประชาชนลงชื่อเรียกร้องให้นายสมัครชีแจงกรณีที่ปล่อยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายไพจิต กล่าวว่า เป็นเรื่องภายในพรรค ไม่ได้เป็นการกดดันนายสมัคร แต่เรื่องดังกล่าว ส.ส.ต้องการคำชี้แจง เพราะจากการลงพื้นที่ก็มีเสียงสะท้อนจากประชาชนว่าเหตุใดต้องออกหมายจับไปทั่วประเทศ ในเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไปอยู่ต่างประเทศแล้ว ดังนั้นในฐานะหัวหน้าพรรคก็ควรจะพูดคุยและชี้แจงอย่างจริงใจ เพื่อให้สมาชิกพรรคไม่เข้าใจผิด



“สมัคร” ลงมือทำข้าวหน้าไก่ เลี้ยงทหารไทยที่ปราสาทพระวิหาร

นายกฯ ลงมือปรุงข้าวหน้าไก่ เลี้ยงทหารไทย ในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร พร้อมกำชับให้ใช้ความหนักแน่นและระลึกถึงความสัมพันธ์อันดี ระหว่างไทยและกัมพูชา ในการปฏิบัติหน้าที่

วันนี้ที่บริเวณด้านหน้าศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กำลังพบปะทักทายและให้โอวาทกับทหารไทยทุกนาย ที่ปฏิบัติหน้าที่บริเวณรอบเขาพระวิหาร

โดย นายกฯ กล่าวว่า ขอให้ทหารไทยทุกนาย ช่วยกันรักษาสัมพันธไมตรี ระหว่างไทยกับกัมพูชาเนื่องจากว่า ขณะนี้ ประเทศไทย นับว่าเป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มอาเซียน หากใช้กำลังทหารบริเวณเขาพระวิหาร ก็สามารถที่จะทำได้แต่ว่าจะเป็นการทำลายความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ระหว่างไทยกับกัมพูชา หากมีใครมายุยง เพื่อให้เกิดความแตกแยกก็ขอให้ทหารทุกนาย อย่าไปยึดถือ ขอให้ทหารทุกนายทำตามหน้าที่ของตนเองต่อไป ส่วนตนในฐานะ นายกรัฐมนตรี ก็จะทำหน้าที่ในฐานะผู้นำรัฐบาลไทยให้ดีที่สุด

ต่อจากนั้น นายกฯ ได้เดินไปที่บริเวณด้านหลังของศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ซึ่งมีการกางเต็นท์อยู่จำนวน 5 หลัง ติดกับหน้าผามออีแดง ท่ามกลางสายฝนที่ตกพรำ ๆ จากนั้น นายกฯ ได้ลงมือปรุงอาหาร เมนูข้าวหน้าไก่ เพื่อเลี้ยงทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณเขาพระวิหาร

ปธ.วุฒิฯ ยันสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ที่เกียกกายเหมาะสมที่สุด

“ประสพสุข บุญเดช” ออกโรงยืนยัน รัฐสภาแห่งใหม่ที่เกียกกายเหมาะสมที่สุด แนะทางออกรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน ถือเสียงส่วนมากตามระบอบประชาธิปไตย

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงเสียงคัดค้านการสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ที่เกียกกาย จ.นนทบุรี ว่า ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนวิธีการลงนามบันทึกความเข้าใจเป็นเพียงการยืนยันที่จะให้สร้าง โดยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องไม่เดือดร้อน และก่อนการตัดสินใจ จะต้องมีการตรวจสอบ และทำตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวเห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวเหมาะสมที่สุด ยืนยันตราบใดที่ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภา จะไม่ให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ

ส่วนเหตุที่ยังไม่ทำประชามติ เนื่องจากขณะนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นที่ต้องทำรายงานผลกระทบต่างๆ จากนั้นจึงดำเนินการ สำหรับทางออกขณะนี้คือรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกัน โดยถือเสียงส่วนมากตามระบอบประชาธิปไตยและจบที่รัฐสภา