WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 19, 2008

เรื่องดีๆ ของคนดีที่ประชาชนรัก

ช่วงนี้มีโทรศัพท์เข้ามาที่กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์มากมาย ล้วนแล้วแต่แสดงความเห็นอกเห็นใจอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทุ่มเททำงานเพื่อบ้านเมืองและประชาชนคนไทยมาเกือบ 6 ปี ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลูกหลานได้รับการศึกษาอย่างดี เกิด เจ็บไข้ได้ป่วย ก็มีหมอตามโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จึงเป็นที่รักของคนในระดับรากหญ้า คนที่ด้อยโอกาส คนที่รอคอยโอกาส
แม้แต่ในสังคมโลก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นที่ยอมรับในความรู้ความสามารถของอดีตนายกรัฐมนตรีคนเก่งคนนี้ จึงเป็นที่อิจฉาตาร้อน เกิดความริษยาจากคนที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง เพราะมองว่าจะเป็น “ก้างขวางคอ” ชิ้นใหญ่ ในการที่พวกเขาจะมามีอำนาจ มาหาผลประโยชน์ต่างๆ
โดยพยายามทำลาย ต้องการให้ออกไปจากการเมืองมาโดยตลอด หาเรื่องประท้วงขับไล่มาจนถึงวันนี้
ในบ้านเรา การให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม เพื่อให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้อยู่อย่างมีศักดิ์มีศรีในสังคมนั้น เป็นเรื่องที่เห็นกันได้ยาก แม้จะมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก
ยิ่งตอนนี้ ปัญหาสังคมกำลังทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ทั้งคนยากไร้ คนชรา คนพิการ เด็กด้อยโอกาส มีปัญหาเพิ่มมากขึ้น การแก้ไขปัญหาต้องกระจายความรับผิดชอบ ชุมชนต้องช่วยชุมชน
ดังนั้น “กองทุนหมู่บ้าน” ที่มีการบริหารจัดการจนมีผลกำไร จะได้กันเงินส่วนนี้จัดเป็น “สวัสดิการชุมชน” เข้าไปช่วยเหลือดูแลชุมชนต่อไป
ในส่วนที่เกินความสามารถของกองทุนนั้น ทางอำเภอ และส่วนราชการ รวมทั้ง อบต. จะเข้าไปช่วยเหลือ หากปัญหาเกินกว่านั้น ทางจังหวัด ส่วนราชการ กาชาดจังหวัด ตลอดจนภาคเอกชน จะเข้าไปให้การช่วยเหลือ ที่ผ่านมาสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ดีตามลำดับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล
ที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาความยากจนตามโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
ที่พูดถึงกันมากคือ “เงินผัน” เป็นการผันเงินไปให้ประชาชนในสมัยรัฐบาล ม.รว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อปี 2518 นั้น รัฐบาลต้องการช่วยผ่อนเบาปัญหาเศรษฐกิจอันหนักหน่วงให้ประชาชนในชนบท โดยการผันเงินไปให้สภาตำบลจ้างแรงงานชาวบ้านที่ไม่มีงานทำ ให้ช่วยกันพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ถนนหนทาง แหล่งน้ำ สะพาน ฯลฯ เพื่อคนยากจนเหล่านั้นจะได้มีรายได้
ขณะเดียวกันก็เป็นการเอื้ออำนวยประโยชน์แก่การผลิตและการดำเนินชีวิตของผู้คนในชุมชน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน
ส่วนการกระจายเงินงบประมาณไปให้การสนับสนุนโครงการ “กองทุนหมู่บ้าน” ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลนั้น มีจุดมุ่งหมายจะช่วยให้ “กลุ่มออมทรัพย์” ของชาวบ้าน ที่เกิดขึ้นตามหมู่บ้านต่างๆ ได้มีเงินทุนเพิ่มขึ้น และสามารถผ่อนเบาความยากลำบากในการดำเนินชีวิตของชาวบ้านที่เป็นสมาชิกได้มากขึ้น
โดยกำหนดวัตถุประสงค์กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองไว้ว่า
1.เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในหมู่บ้านและชุมชนเมือง สำหรับการลงทุน เพื่อการพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ หรือเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย การบรรเทาเหตุฉุกเฉินและความจำเป็นเร่งด่วน
2.ส่งเสริมการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้มีขีดความสามารถในการบริหารจัดการเงินทุนของตนเอง ซึ่งการใช้จ่ายเงินของกลุ่มออมทรัพย์ที่ยกระดับขึ้นเป็นกองทุนหมู่บ้าน ก็เป็นไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ของกองทุน
ในวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้เป็นประธานกดคอมพิวเตอร์ออนไลน์ โอนเงินกองทุนหมู่บ้านไหลสู่หมู่บ้านทั่วประเทศ ในงวดแรก 7,125 หมู่บ้าน จำนวน 7,125 ล้านบาท ผ่านระบบของ ธนาคารออมสิน 5,001 หมู่บ้าน และระบบของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 2,124 ล้านบาท กระจายในจังหวัดต่างๆ 64 จังหวัด
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวหลังทำพิธีโอนเงินให้กับคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจังหวัดต่างๆ ซึ่งมีการถ่ายทอดผ่านดาวเทียมด้วยว่า การเตรียมความพร้อมของหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังล่าช้า ทำให้การโอนเงินล่าช้า ขณะที่รัฐบาลใจร้อนกว่าประชาชนเสียอีก จึงอยากให้หมู่บ้านที่รับเงินไปแล้วช่วยแนะนำหมู่บ้านที่ยังไม่มีความพร้อม เพื่อเร่งสร้างความพร้อมมากขึ้น
และขอให้ประชาชนนึกเสมอว่า เงินกองทุนดังกล่าวเป็นเงินทุนหมุนเวียนที่นำไปใช้สร้างอาชีพ สร้างรายได้ เมื่อใครมีรายได้ก็ควรคืนเงินเพื่อให้คนอื่นได้ใช้ต่อ
เงินดังกล่าวถือเป็นศูนย์กลางที่จะสร้างความสามัคคี ขอให้ใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเงินดังกล่าวสามารถใช้เชื่อมโยงกับโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ได้
พ.ต.ท.ทักษิณ พูดถึงนโยบายกองทุนหมู่บ้านว่า มั่นใจว่าจะแก้ปัญหาความยากจนได้ตรงจุด ในการช่วยเหลือประชาชนระดับล่างได้ และจะเป็นนโยบายที่หลายประเทศและหลายคนในประเทศไทยติดตามว่า จะประสบความสำเร็จหรือไม่ หลังจากเคยโจมตีนโยบายดังกล่าวมาก่อน
สำหรับโครงการกองทุนหมู่บ้านนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกตัวไว้แล้วว่า โอกาสที่เงินจะรั่วไหลคงไม่มี แต่หนี้เสียอาจจะมีบ้างแต่ไม่มากนัก
โครงการนี้ต้องการให้แหล่งทุนเข้าไปถึงชาวบ้าน และอยากให้นำเงินดังกล่าวมาสร้างงาน ให้สามารถยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้อย่างยั่งยืน
แต่บางคนไม่รู้เรื่อง พอรัฐบาลพูดเรื่องนี้ก็มีคนมาดูถูกว่า คนอย่างชาวบ้านจะไปจัดการได้อย่างไร เพราะมีประสบการณ์จากโครงการมิยาซาวา ซึ่งมันคนละเรื่องกัน โครงการมิยาซาวาเป็นการผลาญเงิน แต่กองทุนหมู่บ้านเป็นการเอาเงินให้ชาวบ้านสร้างตัว
"อย่าไปนึกว่าเงินนี้เหมือนใบปลิวที่เอามาโปรย ถ้าถามว่าวันนี้เงินกว่าหมื่นล้านพร้อมหรือไม่ ขอตอบว่าพร้อมแล้ว จะให้ลงพรุ่งนี้ก็ได้ แต่ไม่ต้องการให้ชาวบ้านคิดว่าเงินนี้แจกฟรี แล้วใช้ตามสบาย แต่จะเป็นเงินหมุนเวียนในหมู่บ้าน" อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวและว่า ต้องการกรรมการและผู้นำชุมชนที่มีความเสียสละ เป็นคนที่ชาวบ้านเลือกขึ้นมา และตนเห็นด้วยที่จะให้หน่วยราชการมาเป็นพี่เลี้ยง หากหมู่บ้านไหนบริหารเงินมีประสิทธิภาพ และต้องการเงินหมุนเวียนสูงขึ้น รัฐบาลคงพิจารณาเป็นรายกรณีไป
ในรัฐบาลนี้ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ทำพิธีจัดสรรและโอนเงิน “กองทุนเงินล้าน” ให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ และหมู่บ้านและชุมชนเดิมที่ยังไม่ได้จัดตั้งกองทุน 885 แห่ง หรือประมาณ 50% จากที่มีทั้งหมด 1,540 แห่ง ตัวแทนกองทุนใหม่ที่เข้ารับการโอนเงิน แบ่งเป็น โครงการของธนาคารออมสิน 658 กองทุน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 227 กองทุน
แบ่งเป็น ภาคกลาง 14 กองทุน ภาคตะวันออก 39 กองทุน ภาคตะวันตก 48 กองทุน ภาคเหนือ 284 กองทุน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 453 กองทุน และภาคใต้ 47 กองทุน
จนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีหมู่บ้านที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 38,573 หมู่บ้าน ผ่านการรับรองสถานภาพแล้ว 24,953 หมู่บ้าน และผ่านขั้นตอนการอนุมัติระดับอำเภอ 15,162 หมู่บ้าน ผ่านขั้นตอนการอนุมัติระดับจังหวัด 11,866 หมู่บ้าน และมีกองทุนหมู่บ้านที่ได้รับการขึ้นทะเบียนความพร้อมจำนวน 11,665 หมู่บ้าน
ส่วนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนที่เหลือ คาดว่าเมื่อมีการเตรียมความพร้อมในทุกด้านแล้ว จะโอนเงินได้ทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้หมู่บ้านและชุมชนทั้งหมดมีเงินทุนที่จะนำไปพัฒนาหมู่บ้านของตนเองให้เกิดความเข้มแข็งต่อไป
ในงานนี้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ที่ไบเทค บางนา รวมทั้งจะชี้แจงทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาลขึ้นเป็นครั้งแรกด้วย
มีการยืนยันจาก ดร.ประภากร สมิติ ผวจ.ชัยนาท ว่า ตั้งแต่ปี 2544 ปัจจุบันมีกองทุนใน จ.ชัยนาท ทั้งสิ้น 514 กองทุน เป็นเงิน 514,000,000 บาท กองทุนหมู่บ้านอนุมัติให้สมาชิกกู้ยืมเงินไปลงทุนประกอบอาชีพ ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ด้านอื่นๆ ได้แก่ การอบรม การประชุม ทัศนศึกษาดูงาน สร้างสาธารณประโยชน์ชุมชน ฯลฯ การให้การช่วยเหลือสงเคราะห์ชุมชนของกองทุนหมู่บ้านในช่วงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2551 รวม 5 เดือน จำนวน 2,658 คน เป็นเงิน 2,789,360 บาท กองทุนหมู่บ้านทั้ง 514 กองทุน ได้อนุมัติให้สมาชิกกู้ไปลงทุนประกอบอาชีพในด้านการเกษตร 26,537 ราย เป็นเงิน 105,370,210 บาท ด้านการค้าขาย 9,498 ราย เป็นเงิน 94,980,000 บาท ด้านช่าง 6,125 ราย เป็นเงิน 29,420,000 บาท ด้านอุตสาหกรรมในครัวเรือน 2,796 ราย เป็นเงิน 27,920,000 บาท รวมทั้งสิ้น 44,956 ราย เป็นเงิน 257,910,210 บาท ผลจากการบริหารกองทุนหมู่บ้าน ทำให้มีผลกำไร ซึ่งกองทุนได้จัดสรรเงินดอกเบี้ยจากบัญชีที่ 1 ไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ชุมชนครั้งนี้
เรื่องดีๆ ที่มีคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ประโยชน์อย่างนี้ ไม่ค่อยมีใครยกมาพูดถึง แต่พยายามหาสิ่งที่มันผิดพลาดไม่สมบูรณ์ ซึ่งมีอยู่บ้าง มาป่าวประกาศ หวังทำลายความรักศรัทธาที่มีต่อรัฐบาลและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ในบ้านเรา ยังมีคนประเภทปากกล้าขาสั่นอีกมากมาย โดยเฉพาะที่สะพานมัฆวานฯ

ยาหมดอายุ

ขำไม่ออกจริงๆ กับกรณีที่ อ.คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ปี 2540 เปิดเผยว่า คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา หรือ คุณหญิงเป็ด ต้องพ้นจากตำแหน่งที่เชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคม และสามารถปลูกบ้านเนื้อที่พันตารางเมตร ในราคา 4.5 ล้านบาทได้ ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 301 ของรัฐธรรมนูญปี 2550
บทเฉพาะกาล มาตรา 301 ระบุว่า ให้ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับตั้งแต่วันที่มีการแต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปครั้งแรก ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ และหากยังไม่มีประธานศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่
ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่แทนประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ต้องยอมรับความจริงกันก่อนว่า อ.คณิน บุญสุวรรณ คือคนที่ใครต่อใครต่างยอมรับว่า มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
ผมจำได้ว่า ในอดีตนั้น ส.ส. ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครจะให้ความสนใจกับรัฐธรรมนูญสักเท่าไร จะไปเน้นในเรื่องของข้อบังคับการประชุมมากกว่า เพื่อจะได้นำมาเป็นประโยชน์ในการประชุมและประท้วง แต่ อ.คณิน กลับให้ความสนใจกับรัฐธรรมนูญมาตลอดตั้งแต่เป็น ส.ส.ชลบุรี จนถึงปัจจุบันแม้ไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ก็ยังสนใจกับรัฐธรรมนูญ
และ...ดูเหมือนว่าเพิ่มดีกรีความสนใจมากกว่าในอดีตเสียอีก เพราะบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ หลายมาตราเขียนขึ้นมาอย่างพิลึกพิลั่น เพียงหวังจะฆ่ากวางสักตัวแต่ต้องเผาป่าทั้งป่า
เมื่อ อ.คณิน หยิบยกบทเฉพาะกาล มาตรา 301 ขึ้นมา โดยหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์นำเสนอเป็นข่าวใหญ่วันวาน ผมจึงบอกว่า ขำไม่ออกจริงๆ
องค์กรอิสระที่เราเชื่อมั่นว่าจะมีความเป็นอิสระ เป็นตัวอย่างที่ดีแก่องค์กรอื่นๆ ของรัฐ กลับเป็นองค์กรที่มีปัญหา เป็นองค์กรเถื่อนที่ไม่ผ่านการโปรดเกล้าฯ ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะกำเนิดขึ้นมาจากคณะรัฐประหาร ที่ยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตย เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.
โดยเฉพาะ ป.ป.ช. นั้นมีดีเอ็นเอของคณะรัฐประหารร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงนำคำว่า “รัฐาธิปัตย์” ซึ่งไม่มีบัญญัติไว้ในพจนานุกรมของไทย มาเป็นข้ออ้างข้างๆ คูๆ ในการดำรงตำแหน่ง ทั้งๆ ที่ข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่า จะดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนจากภาษีของประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ
ในขณะที่ กกต. นั้น คณะรัฐประหารเป็นแค่เป็นผู้ทำคลอด เพราะได้ผ่านการเลือกมาจากสมาชิกวุฒิสภา แต่ยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก ก็ทำการรัฐประหารเสียก่อน แต่ยังได้รับการแต่งตั้งจากคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ ต้องถือว่าเป็นองค์กรเถื่อนเช่นเดียวกับ ป.ป.ช. ถ้าเป็นอาหารและยารักษาโรค ถือว่ายังไม่ผ่านการตรวจของคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.
เมื่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจน แต่ยังไม่มี ป.ป.ช. และ กกต. คนไหน กล้าตัดสินใจเพื่อชาติ ยอมเดินออกจากตำแหน่งโดยไม่มีเยื่อใย เพราะจะให้ลาออกก็ไม่รู้จะลาออกได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งอย่างสมบูรณ์ตามข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งผลให้ตัวเหี้ยไม่ต้องเดินทางมาเยี่ยมหน้าสำนักงาน ป.ป.ช.
ในทางกลับกัน หาก ป.ป.ช. ยังมีความกังขาในการดำรงตำแหน่ง จะส่งผลให้ข้าราชการที่ถูก ป.ป.ช. สอบสวน ก็จะไม่สนใจที่จะมาให้ปากคำกับ ป.ป.ช. อย่างที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้แสดงไว้เป็นตัวอย่างแล้วขณะนี้
นึกภาพดูเถอะครับว่า อะไรจะเกิดขึ้นหากข้าราชการปฏิบัติตามนายกรัฐมนตรี เพราะกังขาการดำรงตำแหน่งของ ป.ป.ช. ที่เรียกกันว่า ป.ป.ช.เถื่อน
ขณะที่นึกภาพของเรื่อง ป.ป.ช. ยังไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็เกิดปัญหาที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ขึ้นมาให้ขำไม่ออกอีกเรื่อง เมื่อ อ.คณิน เปิดประเด็นคุณหญิงเป็ดหมดวาระแล้วในทุกตำแหน่งที่นั่งทับซ้อนอยู่คนเดียวตั้งแต่มีการยึดอำนาจ จนกระทั่งวันนี้ผ่านการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว อีก 3 วันจะครบ 8 เดือน เลย 120 วัน ไปนานแล้ว
วันนี้ต้องถือว่าคุณหญิงเป็ดเป็นอาหารและยาที่หมดอายุ จึงเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงที่คนไทยต้องบริโภคอาหารและยาที่ไม่ผ่าน อย. และหมดอายุ



Monday, August 18, 2008

ข้าวแลกน้ำมัน

นับแต่ข้าว สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ขึ้นราคาไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว จากผู้นำประเทศบ่อน้ำมันจากตะวันออกกลาง

ความจริง ต้นเหตุจริงๆเกิดจากราคาน้ำมันแพง เมื่อข้าวแพงและมีเค้าว่าจะหายาก เจ้าของบ่อน้ำมันก็คิดได้ ในยามยาก คงกินน้ำมันแทนข้าวไม่ได้

เจ้าชายนครดูไบ นายกฯสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เคยมีข่าวจะเข้ามาดูแลโครงการแลนด์บริดจ์ที่ภาคใต้ ผู้นำซาอุดีอาระเบีย ก็ตั้งใจมาดูการทำนาที่สุพรรณฯ ในขณะที่มีข่าวต่างชาติเหมาซื้อที่ทำนา...ที่โน่นที่นี่

หลังมีรัฐมนตรีโยนก้อนหินถามทาง จะมีใคร (กล้า) ขัดคอหรือไม่ ถ้าจะยกที่ดินให้ต่างชาติเช่าระยะยาว 90 ปี ก็ให้บังเอิญ อาคันตุกะล่าสุด เจ้าชายจากคูเวต เดินทางมาพอดี

ตัวเลขเช่าที่ดิน 90 ปีนี้ สำหรับนักลงทุนไทย ที่ไปปักหลักในเขมร ดูจะเป็นตัวเลขธรรมดา แต่ถ้านึกไปถึงจำนวนปี ที่ฝรั่งบีบคอเช่า ฮ่องกง มาเก๊า จากจีน ตัวเลข 90 ปี ก็บาดใจ

ไม่สู้เป็นมงคล

ตลอดเวลายาวนานที่ผ่านมา แม้ประเทศบ่อน้ำมัน จะเป็นประเทศที่สั่งซื้ออาหารจากเอเชียรวมถึงไทยอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการสั่งซื้อตามกลไกตลาดปกติ

เพิ่งเห็นเคลื่อนไหวกันคึกคัก ก็คราวนี้แหละ

ผมเคยสงสัย...ทำไม...ชาวนาผู้ผลิตข้าวของไทย... จึงไม่มีอำนาจต่อรอง ตั้งราคาข้าวได้เอง

ข้าวนั้น แม้ในช่วงนี้ จะมีเสียงบอกว่า ชาวนาเพิ่งลืมตาอ้าปาก...แต่คำว่า ลืมตาอ้าปาก ก็อธิบายว่า...ของกระดูกสันหลังของชาติ...ยากแค้นขัดสนมานานเหลือเกิน

ชาวนา เป็นเป้าสำคัญของนักการเมือง ทุกครั้งที่มีการหาเสียง แต่เมื่อเลือกตั้งกันไปแล้ว ไม่ว่ายุคไหน นักการเมืองนั่นแหละ มักไปสุมหัวหากินอยู่กับพ่อค้า

เปรียบกับเกษตรกรเจ้าของไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง ข้าวของชาวนา มีพลังต่อรองน้อยกว่ามาก

ข้าราชการกลไกของรัฐ ก็ดูจะยอมจำนนกับคำว่ากลไกตลาด กลายเป็นทาสพ่อค้าจนโงหัวไม่ขึ้น

จะหาข้าราชการ หรือนักการเมือง ที่ปักธงตัวแทนชาวนา ช่วยชาวนาอย่างจริงจัง จริงใจ ยังไม่เคยมี

หรือใครจะเถียงว่ามี

ในโอกาส...ที่ข้าวมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น จนประเทศบ่อน้ำมันต้องขยันมาแวะเวียน เรารู้กันดีว่า พวกเขามาเพื่อหาหลักประกันในการได้ข้าว เผื่อไว้ในยามขัดสน

นอกจากการขายข้าว ตามกลไกตลาดแล้ว ผมยังไม่ได้ยิน ความคิดริเริ่มใหม่ ใหม่กว่ากลไกตลาด เช่น นโยบายข้าว แลกกับน้ำมัน

แนวคิดนี้ จะเพิ่มอำนาจต่อให้ข้าว ลดอำนาจต่อรองของน้ำมัน ทำได้แบบรัฐต่อรัฐ โดยไม่ผ่านคนกลาง ไม่ต้องให้เจ๊กหรือฝรั่ง ชักค่าหัวคิว

รัฐบาลนี้...แม้ไม่เป็นที่รักของผมนัก แต่ก็ตัดใจฝากเรื่องข้าว...ซึ่งเป็นอนาคตของชาวนาเอาไว้

เรื่องที่มีคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองมากๆ ว่ากันโดยระดับสติปัญญา ผมเชื่อว่านักการเมืองไทยมากมายคิดเป็น

เพียงแต่เมื่อคิดแล้ว มันหาเศษหาเลยเข้าพกเข้าห่อไม่ได้ ก็เลยแกล้งคิดไม่เป็น.

กิเลน ประลองเชิง


เลือกตั้งซ่อมเขต 3 เชียงรายไม่คึกคัก

ผู้สื่อขาวรายงานวานนี้ (17 ส.ค.) ถึงความคืบหน้า น.ส.ละออง ติยะไพรัช ผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 จ.เชียงราย ถูก กกต.ให้ใบเหลืองต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยมีผู้สมัครใหม่ทั้งหมด 3 คน คือ น.ส.ละอองจากพรรคพลังประชาชน นายกิติพงษ์ นามวงค์ พรรคประชาธิปัตย์ และนายสมพร จาวันนะ พรรครักเมืองไทย หลังจากเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง มีผู้มาใช้สิทธิ์บางตาไม่ คึกคัก ชาวบ้านที่มาใช้สิทธิ์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มีการเลือกตั้งบ่อยจนทำให้เบื่อ บางหน่วยเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยนั่งรอผู้มาใช้สิทธิ์อย่างเงียบเหงา เพราะแทบจะไม่มีผู้มาใช้สิทธิ์เลยก็ว่าได้ สถานการณ์ทั่วไปไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า น.ส.ละอองได้ที่หนึ่ง 70,191 คะแนน นายกิติพงษ์ได้ที่สอง 19,860 คะแนน และนายสมพรได้ที่สาม 2,741 คะแนน ผู้มาใช้สิทธิ์ 104,696 คน คิดเป็นร้อยละ 59.05 ของผู้มีสิทธิ์


ผบ.ทบ. ระบุการปรับลดกำลังทหารชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่มีปัญหา



ขส.ทบ. 18 ส.ค.- พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากการตรวพื้นที่ตามแนวชายแดนบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ และปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ว่า หลังจากการตรวจพื้นที่พบว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ส่วนการปรับกำลังทหารไทยและกัมพูชาลง ได้ทำแล้วระดับหนึ่ง ส่วนจะปรับลดลงอีกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับที่ประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในวันพรุ่งนี้ (19ส.ค.).-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-18 16:13:52


ศาลปกครองเริ่มไต่สวนฉุกเฉิน 3 รัฐมนตรีคดีหวยบนดิน

ศาลปกครองสูงสุด 18 ส.ค. – ศาลปกครองสูงสุดเริ่มกระบวนการไต่สวนฉุกเฉิน คำร้องกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ 3 รัฐมนตรีคดีหวยบนดินยุติการปฏิบัติหน้าที่พร้อมยกเลิกมติ ครม. 29 ก.ค.และ 5 ส.ค.51

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.30 น. วันนี้ (18 ส.ค.) ศาลปกครองสูงสุด ได้นัดไต่สวนฉุกเฉิน กรณีที่ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมพวก รวม 9 คน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้ 3 รัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยุติการใช้อำนาจหน้าที่ความเป็นรัฐมนตรี จนกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะพิพากษา หลังจากก่อนหน้านี้ศาลฎีกาได้ประทับรับฟ้องคดีหวยบนดิน โดยมีรัฐมนตรีทั้ง 3 คนเข้าไปเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2551 เกี่ยวกับการแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2551 เกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่มี นายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธานที่ปรึกษาที่ นพ.สุรพงษ์ เป็นผู้เสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การไต่สวนฉุกเฉินในครั้งนี้มีตัวแทนในส่วนของผู้ร้อง ประกอบด้วย นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ และนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา มาเป็นพยาน รวมทั้งหมด 6 ปาก แต่ในส่วนของผู้ถูกร้อง คือ 3 รัฐมนตรีไม่มีใครเดินทางมา มีเพียงตัวแทนของรัฐมนตรีมาร่วมสังเกตการณ์เท่านั้น ทั้งนี้ศาลยังไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

ด้านนายสุวัตร ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าห้องไต่สวน ว่า ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้เรียกนายถาวร เสนเนียม และนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีที่พบว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาบอร์ดธนาคารแห่งประเทศไทยมีผลประโยชน์ทับซ้อนมาร่วมเป็นพยานในฐานะผู้ร้องด้วย แต่ต้องขึ้นอยู่กับศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาว่าจะให้ทั้ง 2 คนเข้าให้ปากคำหรือไม่ เพราะศาลปกครองใช้วิธีพิจารณาโดยกระบวนการไต่สวน

นายสุวัตร กล่าวอีกว่า หากศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กลุ่มพันธมิตรฯ จะดำเนินการยื่นฟ้องร้องต่อศาลอาญาตามมาตรา 157 ในฐานะรัฐมนตรีทั้ง 3 คน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-18 16:11:51


ระวัง...หมดมุก

วันพุธที่ 20 สิงหาคมนี้ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข นัดหมายรวมตัวกันในเวลา 10 โมงเช้า ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ตั้งใจจะเดินไปถึงหน้าที่ทำการ ป.ป.ช. ให้ทันเวลา 11 โมง เพื่อทำพิธีขับไล่กรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน เป็นครั้งที่ 4
โดยได้ออกแถลงการณ์ย้ำกันชัดๆ อีกครั้งมีใจความสำคัญสรุปได้ว่า...
“การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ทำลายประชาธิปไตย ทำให้ประเทศไทยตกต่ำ เสียหาย...นำมาสู่ความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง เศรษฐกิจตกต่ำย่ำแย่ สร้างความทุกข์ยากเดือดร้อนมาสู่ประชาชนไทยแสนสาหัส
การกระทำของคณะรัฐประหาร เป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 มีโทษถึงประหารชีวิต แต่กลับใช้อำนาจเถื่อน ออกกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 นิรโทษกรรมให้กับตนเองและพวกพ้อง
และยังหมายรวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดปัจจุบัน ที่ถูกแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร ถือเป็นการใช้อำนาจเถื่อนในการแต่งตั้ง เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 12 ที่ได้บัญญัติไว้ว่า กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งเก้าปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และขัด พ.ร.บ.เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง พ.ศ.2541 ที่บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเช่นกัน
ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันนี้จึงไม่ใช่องค์กรอิสระอย่างแท้จริง แต่เป็นกลไกของระบอบเผด็จการทหาร เพื่อสืบทอดอำนาจของเผด็จการทหาร การปฏิบัติหน้าที่ในขณะนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรเถื่อนเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจการเมืองเผด็จการทหาร ที่ต้องการทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้น เพื่อระงับความแตกแยกของคนในชาติ สร้างจริยธรรม ความถูกต้อง สร้างสรรค์ความถูกต้องในระบอบประชาธิปไตย ไม่ควรปล่อยให้ ป.ป.ช. ทำหน้าที่ต่อไป”
ข้อความตามที่ปรากฏในแถลงการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันขาดความสง่างาม และขาดความชอบธรรมมาตั้งแต่เริ่มต้นรับตำแหน่ง
จึงเป็นที่มาของความพยายามจากหลายๆ ฝ่ายที่จะสร้างความถูกต้องให้เกิดขึ้น ด้วยการเรียกร้องให้ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คนออกจากตำแหน่งเสีย และกลับเข้ามาใหม่ด้วยกระบวนการสรรหาอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์กติกา
เพราะนอกจากว่าการเข้ามาโดยขัดต่อกฎหมายจะสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดข้อโต้แย้งทางกฎหมายจากการทำหน้าที่ในวันข้างหน้า หรือการส่อว่าจะละเมิดพระราชอำนาจดังที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปอย่างกว้างขวางแล้ว
ยังอาจหมายถึงการขาดความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ ขององค์กรอิสระที่ต้องมากไปด้วยความโปร่งใส และเป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธา
แต่การเรียกร้องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ดูท่าจะไม่เป็นผล และไม่สามารถปลุกสำนึกใดๆ ของ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คนได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นการเผาโลงศพประจานหน้าที่ทำการ ป.ป.ช.
จุดประทัดขับไล่
ตามมาด้วยการทุบบ้าง กระทืบบ้าง โดยใช้กระเบื้องอย่างหนา 9 แผ่น
รวมไปถึงล่าสุดที่มีการปล่อยเหี้ย 9 ตัว ไปหน้า ป.ป.ช. และมีการปล่อยลอดรั้วเข้าไป 2 ตัว จนเป็นเรื่องที่มีการแจ้งความดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้
โดยที่เหี้ยอีก 7 ตัว กลุ่มผู้ชุมนุมขับไล่ได้เอาไปขอความอนุเคราะห์จากเขาดินให้ช่วยเลี้ยงไว้อย่างดี ไม่ให้ออกเพ่นพ่านทำร้ายผู้คน โดยเฉพาะคนบริสุทธิ์
มาถึงสัปดาห์นี้มีการนัดหมายกันในวันพุธ เพื่อร่วมชุมนุมขับไล่ 9 ป.ป.ช. เป็นครั้งที่ 4 พร้อมกับนัดหมายร่วมกันทำพิธีสะกดวิญญาณลงหม้อแล้วนำไปถ่วงน้ำ โดยผู้ที่เชี่ยวชาญทางพิธีกรรมจากภาคเหนือและอีสาน
ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ผลแค่ไหน
และก็คงต้องปักหลักขับไล่กันต่อเนื่องไปอย่างนี้ หากใครมีความคิดความอ่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะไปร่วมแสดงพลังก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี...
งานนี้น่าเห็นใจกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรดาแนวร่วม เพราะหาก ป.ป.ช. ยังดื้อดึงทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ปกป้องผลประโยชน์ตัวเองเหนือสิ่งอื่นใด ไม่สนใจเสียงก่นด่าสาปแช่งอยู่อย่างนี้
มีหวังหมดมุกซะก่อนเป็นแน่...!!

ทักษิณ...ผู้นำที่เสียสละ!

ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงแบบนี้ ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้คนที่มีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งหลายคนบอกว่า การจะยืนหยัดต่อสู้ให้มีพลัง ควรจะกระทำในทิศทางที่สร้างสรรค์มากกว่า
หลายคนบอกว่า วันนี้มีประชาชนรักและศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวนมหาศาล ถ้าเราหยิบยกผลงานของท่านในอดีต และการทำงานเพื่อประชาชนแบบทุ่มเทจริงๆ ประชาชนก็จะไม่มีทางลืมอดีตนายกฯ ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้แน่นอน
ผมคิดว่าเป็นแนวทางที่ดี แม้วันนี้ฝ่ายคนสนับสนุนและรัก พ.ต.ท.ทักษิณ จะโดนด่าสารพัด แถมยังพยายามจะผลักไสไล่ส่งให้คนรักทักษิณถูกสังคมมองว่าเป็นคนไม่รักชาติ ไม่รักสถาบัน
เหมือนกับที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัครว่า ผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานฯ ขึ้นเวทีด่ารัฐบาลสัตว์นรก ลูกพระยาขายชาติ ด่าสาดเสียเทเสียออกอากาศ ถ่ายทอดสดตลอด 24 ชั่วโมง
แต่ผมมองว่า ถ้าเราไม่ไปสนใจ และหยิบยกสิ่งดีๆ ในอดีต ผลงานที่ทำให้ชาวบ้านกินดี อยู่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็จะทำให้ลบข้อกล่าวหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
ดังนั้นก็อยากแนะนำให้กลุ่มคนที่ยังศรัทธาในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ช่วยกันพูดถึงคุณงามความดี และต้องเตือนสติคนรอบข้างให้บ่อยๆ ว่า บ้านเมืองเราไม่ปกติ
ความผิดปกติเช่นนี้ อย่ามองว่าการดำเนินการใดๆ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นความชอบธรรม จงคิดให้ลึกและมองให้ออกว่า “ไม่ปกติ”
ตอนนี้สิ่งที่พันธมิตรฯ ต้องการทำให้บรรลุเป้าหมายอย่างเร็วที่สุดคือ การเร่งทำลายภาพลักษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้กลายเป็น “คนเลว” ในสายตาประชาชน
เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือ ถ้าประชาชนไม่ศรัทธาในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว พันธมิตรฯ ก็จะกลายเป็น “ผู้ชนะ”
แต่ถ้ายังไม่สามารถทำลายภาพลักษณ์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” โอกาสที่พันธมิตรฯ จะชนะก็ถือว่าริบหรี่
แม้วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะโดนย่ำยีแบบไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี จนแทบไม่เหลือความดีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงนายกรัฐมนตรี แถมยังโดนเหยียดหยามออกหมายจับประณามไปทั่วโลก
ผมขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านบางคนที่อาจหลงไปตามกระแส หรือเกิดความลังเลเพราะความผิดปกติของบ้านเมืองเราในเวลานี้
โปรดหยุดคิดสักนิด และรำลึกว่าหลังจากชัยชนะของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 6 มกราคม 2544 ด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 248 ที่นั่ง จาก 500 ที่นั่ง
รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ นำความแปลกใหม่มาสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารแนวใหม่ ที่ใช้ปัญหาเป็นตัวตั้ง แล้วระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำงานแบบบูรณาการ
รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ กำหนดตัวเจ้าภาพรับผิดชอบ และผลักดันนโยบายคิดใหม่ ทำใหม่ มาปฏิบัติทันที เช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการพักชำระหนี้สินเกษตรกร โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการธนาคารประชาชน โครงการโอทอป ฯลฯ
นโยบายแต่ละอย่างของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้คนในต่างจังหวัด หรือคนชั้นกลางลงมาระดับล่าง รู้สึกเป็นครั้งแรกว่าได้รับความเอาใจใส่ดูแลจากรัฐบาลอย่างแท้จริง และทำให้พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งสมัยที่สอง
การชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นอีกครั้งหนึ่ง สะท้อนความนิยมต่อพรรคและตัวผู้นำที่มีคะแนนสูงถึง 19 ล้านเสียง
หลักการบริหารบ้านเมืองของอดีตนายกฯ ทักษิณ มีความพิเศษตรงที่ เป็นผู้ใช้ความรู้ผสมกับความกล้า ความเชื่อมั่นในการดำเนินงานทางการเมืองอย่างได้ผล เรียกได้ว่าไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหนในประวัติศาสตร์ชาติไทยกล้าทุ่มเทขนาดนี้
พ.ต.ท.ทักษิณ ทำงานในแบบฉบับของผู้นำที่เสียสละและทำงานหนัก โดยยึดผลประโยชน์ของแผ่นดินเป็นที่ตั้ง
พ.ต.ท.ทักษิณ กล้าหาญ เด็ดขาดในการจัดการสิ่งที่จะกระทบต่อผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล หรือระเบียบการต่างๆ แม้กระทั่งกฎหมายที่ล้าหลัง อันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศชาติ
นี่คือภาพรวมในความดี ความทุ่มเท ความตั้งใจอย่างหนัก ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ
วันนี้ประเทศไทยมีตัวเลือก “ผู้นำ” ที่ใกล้เคียงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วหรือยัง
ถ้ายังไม่มีก็จงเชื่อมั่นได้เลยว่า วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอยู่ในใจของประชาชนคนไทยอีกนานเท่านาน!

ปัญหาที่ทำกินปะทุ ราษฎรกกตูมค้านโครงการปลูกป่า

ความต้องการที่สวนทางกันระหว่างคนยากจนที่ต้องการที่ทำกิน กับหน่วยงานรัฐที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ป่า มีมาโดยตลอด คนจนดูจะไม่พอเพียงในที่ดินทำกิน ขณะที่โครงการปลูกป่าก็ดูจะไม่รู้จักเพียงพอ ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐจึงปะทุลุกลาม ยากหาข้อยุติ
12 สิงหาคม 2551 ราษฎร ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ประมาณ 100 คน รวมตัวกันเดินทางไปขอเข้าพบหัวหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยบางทรายฯ ที่ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ ห้วยไผ่ ต.กกตูม เพื่อขอให้ยกเลิกการปลูกกล้าไม้ในที่ทำกินของราษฎร จำนวน 300 ไร่
หลังจากเดินทางถึงศูนย์เพาะชำกล้าไม้ ห้วยไผ่ ในเวลาประมาณ 10.40 น. ด้วยรถกระบะและมอเตอร์ไซค์จำนวนหนึ่ง ราษฎรที่รวมตัวกันมาจาก 4 หมู่บ้าน จึงได้แจ้งความจำนงให้ นายปรีชา สิงคเสลิต หัวหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยบางทรายตอนบนฯ ออกมาพบราษฎรที่รอคอยอยู่ด้านหน้าสำนักงานศูนย์ เพื่อรับฟังข้อเรียกร้องของราษฎร แต่นายปรีชาต้องการให้จัดตัวแทนเข้าพบ ทำให้ราษฎรเกิดความไม่พอใจ แต่ในที่สุดก็ได้จัดตัวแทนราษฎรรวมทั้งสิ้น 14 คน เข้าพบนายปรีชา บนสำนักงานศูนย์ ในเวลาประมาณ 12.30 น.
จากนั้นตัวแทนจึงได้แจ้งนายปรีชาว่า ราษฎรทั้งหมดที่รวมตัวกันมานั้น เพื่อมาคัดค้านการปลูกกล้าไม้ในที่ทำกินของราษฎรบริเวณดงด่านฮัก รวมทั้งบริเวณอื่นๆ ตั้งแต่บ้านนาหินกอง-สุขสวัสดิ์ จนถึงบ้านคำผักกูด ต.กกตูม เนื่องจากมีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ทำการผลิต ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ของโครงการได้เข้าไปถางต้นไม้ในบริเวณดงด่านฮักเพื่อทำการปลูกกล้าไม้ โดยไม่ได้แจ้งให้ราษฎรที่ทำกินอยู่ในบริเวณนั้นทราบ ทำให้ราษฎรวิตกกังวล กลัวว่าทางราชการจะยึดพื้นที่ซึ่งเคยทำกินมาแต่เก่าก่อน โดยขยายเขตพื้นที่ป่าออกมา
ทางด้านนายปรีชาได้ชี้แจงว่า พื้นที่ที่จะทำการปลูกป่าดังกล่าวซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงภูพาน อุทยานแห่งชาติภูผายล ได้ตรวจยึดโดยทำการฝังหลักไว้ตั้งแต่ปี 2540 แล้ว จึงคิดว่าเป็นพื้นที่ของทางราชการ ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่เมื่อมีปัญหาเช่นนี้ ก็ขอให้ร่วมกันแก้ปัญหา โดยในวันนี้ได้ทำบันทึกชี้แจงวัตถุประสงค์การฟื้นฟูพัฒนาป่าเสื่อมโทรม ซึ่งโดยสรุปคือ เพื่อปลูกไม้ไผ่และหวายเป็นพืชอาหารให้ราษฎรได้บริโภคและใช้ประโยชน์ร่วมกัน และปลูกต้นขี้เหล็กบ้านและพันธุ์ไม้ป่าอื่นๆ ซึ่งพื้นที่เป้าหมาย 300 ไร่นี้หลังจาก 3 ปี จะส่งมอบให้หมู่บ้านและราษฎรรับผิดชอบดูแลต่อไป ส่วนพื้นที่ข้างเคียงอื่นๆ จะร่วมกับราษฎรแก้ไขปัญหาข้อกฎหมาย ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ตามระเบียบและข้อกฎหมายที่สามารถดำเนินการได้ ทั้งนี้ ขอให้ราษฎรที่มาในวันนี้นำบันทึกนี้ไปศึกษาให้เข้าใจ แล้วค่อยกลับมาคุยกันใหม่ในวันหน้า
นายถนัด ชาวเขา สมาชิก อบต.กกตูม ตัวแทนราษฎรผู้เดือดร้อนกล่าวว่า ทางราชการบอกว่าจะร่วมกันแก้ปัญหา แต่ไปถางป่าโดยไม่แจ้งให้ชาวบ้านทราบเลย อย่างนี้จะถือว่ามีความจริงใจได้อย่างไร
ส่วน นายธนากร มงคลเกตุ กำนันตำบลกกตูม กล่าวว่า นายปรีชาทำงานโดยไม่คุยกับชาวบ้านก่อน การตรวจยึดพื้นที่ในปี 2540 ไม่มีชาวบ้านรู้สักคน การทำโครงการปลูกป่าในวันนี้ก็เช่นกัน ไม่ได้ปรึกษาหารือและแจ้งให้ชาวบ้านทราบก่อน ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ และออกมาคัดค้าน ต้องถือเป็นข้อบกพร่องของนายปรีชา
ตัวแทนราษฎรผู้หนึ่งกล่าวว่า เมื่อก่อนชาวบ้านก็อยากจะให้ความร่วมมือกับโครงการ แต่ที่ผ่านมา นายปรีชาและลูกน้องทำให้ชาวบ้านหวาดระแวง และไม่มีความเชื่อถือ เช่น คอยตรวจจับชาวบ้านที่เข้าไปทำกินในที่ดิน ซึ่งแม้จะเป็นเขตป่า แต่ก็เป็นที่ดินที่ทำกินมาแต่เก่าก่อน ทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าไปทำประโยชน์ และต้องปล่อยให้ที่ดินกลายเป็นที่รกร้าง หรือบางครั้งก็มีการรีดไถ ถ้ามีความจริงใจจะร่วมกันแก้ปัญหาจริงก็ต้องไม่ทำแบบนี้
นอกจากนี้ ได้มีตัวแทนราษฎรเสนอให้ปลูกป่าในบริเวณป่าชุมชนที่ชาวบ้านได้กันพื้นที่ไว้แล้ว หรือไม่ก็ให้ราษฎรดำเนินการปลูกป่าเอง ไม่ต้องเปลืองงบประมาณ แต่นายปรีชาได้ปฏิเสธข้อเสนอของราษฎร และยืนยันให้นำบันทึกที่ตนเขียนกลับไปศึกษาให้ดี แล้วค่อยมาพูดคุยกันอีกครั้ง
ที่ประชุมจึงสรุปว่า จะนำบันทึกดังกล่าวกลับไปให้ชาวบ้านผู้เดือดร้อนพิจารณาตัดสินใจ และนัดหมายให้นายปรีชาไปประชุมร่วมกับราษฎร เพื่อรับฟังการตัดสินใจในวันที่ 19 สิงหาคมที่จะถึงนี้
นายถนัด ชาวเขา ส.อบต.กกตูม ตั้งข้อสังเกตหลังการเข้าพบนายปรีชาว่า บันทึกที่นายปรีชาทำมานี้ ไม่ได้มีผลในทางปฏิบัติเลย นายปรีชาบอกว่าจะทำในสิ่งที่ตนเองไม่มีอำนาจหน้าที่ เช่น เรื่องการแก้ไขกฎหมาย ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ การบอกว่าจะไม่ขยายพื้นที่ปลูกป่าออกไปอีก ก็ไม่สามารถรับประกันได้ในอนาคต นอกจากนี้ การดำเนินโครงการนี้ก็มีลักษณะไม่โปร่งใส ประชาชนไม่ได้รับรู้ข้อมูลของโครงการทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้จะได้เรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลของโครงการในการประชุมในครั้งหน้า
อนึ่งในพื้นที่ที่เกิดกรณีปัญหาดังกล่าว เป็นพื้นที่ทำกินของราษฎรที่ถูกประกาศเขตป่าสงวนดงภูพานและเขตอุทยานแห่งชาติซ้อนทับ โดยปัญหาดังกล่าวได้ดำเนินยืดเยื้อมากว่า 20 ปี โดยยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้

ผู้ลี้ภัยทางการเมืองไปอังกฤษ

ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และภรรยา จะเสนอเรื่องเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษหรือไม่อย่างไร แต่สาเหตุสำคัญที่นานาอารยประเทศทั่วโลกรับรู้ทั่วกันก็คือ การตัดสินใจพำนักอยู่ที่อังกฤษของครอบครัวชินวัตร เป็นผลพวงมาจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ของคณะเผด็จการทหาร คมช. ที่ออกลูกออกหลานว่านเครือกลายเป็น “ผลไม้เป็นพิษ” เล่นงานฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้ความเป็นธรรม
ผลมาจากเหตุ การวิเคราะห์ปัญหาจึงต้องมองที่เหตุ อย่าตัดตอนเชื่อตามฝั่งฝาเผด็จการที่ร้องแรกแหกกระเชอไม่หยุดไม่หย่อน พากันตีความว่า อดีตนายกรัฐมนตรีและภรรยาเป็นผู้ร้าย
ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม ลองมาสำรวจตรวจตราดูกันสักหน่อยว่า มีบุคคลสำคัญของโลกในอดีต ใครบ้างที่ขอลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษ ซึ่งเรียงตามเวลามีดังนี้
*นโปเลียน โบนาปาร์ต (20 เม.ย. 1808 - 9 ม.ค. 1873) ช่วงเวลาที่ลี้ภัยในอังกฤษ 1808-1846 เหตุที่ลี้ภัย ราชวงศ์โบนาปาร์ตถูกโค่น
นโปเลียน โบนาปาร์ต ใช้ชีวิตในฐานะผู้ลี้ภัยการเมืองอยู่ในอังกฤษ ตราบกระทั่งปี 1848 จึงเดินทางกลับมาตุภูมิ และได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐฝรั่งเศส
ชีวิตของ หลุยส์ โบนาปาร์ต ต้องลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศตั้งแต่เกิด เนื่องจากการเมืองในรุ่นพ่อ ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 1 เมื่อราชวงศ์ถูกโค่นลงจากราชบัลลังก์ ทั้งสมาชิกของราชวงศ์ได้ลี้ภัยไปยังประเทศสหราชอาณาจักร จนกระทั่งเกิดการปฏิวัติในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2391 ที่ประเทศฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ ถูกโค่นราชบัลลังก์ มีการสถาปนาสาธารณรัฐฝรั่งเศสขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และ หลุยส์ นโปเลียน ตัดสินใจลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐ และได้รับชัยชนะ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจาก หลุยส์ นโปเลียน ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีเพียง 4 ปีให้หลัง ได้พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญยืดวาระประธานาธิบดี ทำรัฐประหาร ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำเผด็จการ รื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ในที่สุด
*คาร์ล มาร์กซ์ (5 พ.ค. 1818 - 14 มี.ค. 1883) ช่วงเวลาที่ลี้ภัย 1849-1883 เหตุที่ลี้ภัย ถูกคุกคามจากทางการ มาร์กซเป็นนักทฤษฎีสังคมการเมืองผู้ประกาศว่า “ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมา ล้วนแต่ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น” และเป็นผู้สร้างรากฐานของแนวคิดมาร์กซิสม์และสังคมนิยม
เขาต้องลี้ภัยเนื่องจากความคิดทฤษฎีของเขาเอง นำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยของตัวเขา ประเทศแรกที่เขาลี้ภัยไปคือ ฝรั่งเศส และเบลเยียม ตามลำดับ แล้วกลับมาเยอรมนีในปี 1849 เมื่อกลับมาสู่มาตุภูมิเขาได้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ "New Rhenish Newspaper" ในปีเดียวกันนั้นเขาถูกดำเนินคดีถึง 2 ครั้ง เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีความผิดฐานปลุกปั่นให้ก่อกบฏ แม้ว่าผลการพิจารณาคดีทั้ง 2 ครั้งนั้น เขาจะไม่มีความผิดก็ตาม อย่างไรก็ดี หนังสือพิมพ์ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นก็ถูกปิด และเขาต้องลี้ภัยไปฝรั่งเศสอีกครั้ง แต่ก็ต้องเผชิญกับการคุกคาม กระทั่งตัดสินใจหลบหนีเข้าอังกฤษ
มาร์กซลี้ภัยไปอังกฤษในเดือนพฤษภาคม ปี 1849 และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 1883 ในระหว่างนั้นมาร์กซยังคงผลิตงานความคิดอย่างต่อเนื่อง
*ซุน ยัตเซ็น (12 พ.ย. 1866 - 12 มี.ค. 1925) ช่วงเวลา 1896-1897 สาเหตุที่ลี้ภัย ถูกทางการของราชวงศ์ชิงไล่ล่าด้วยค่าหัว 1,000 หยวน เนื่องจากเป็นผู้นำก่อการปฏิวัติที่กวางโจว ซุน ยัตเซ็น เป็นผู้ก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง และประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีน เป็นแกนนำคนสำคัญในการโค่นล้มราชวงศ์ชิง ก่อนการปฏิวัติใหญ่โค่นราชวงศ์ชิงในจีนจะเริ่มขึ้นนั้น ซุน ยัตเซ็น ในฐานะแกนนำซึ่งถูกทางการหมายหัว หลังจากประสบความล้มเหลวในการปฏิวัติที่กวางโจว ทางการตั้งค่าหัวของเขาไว้ที่ 1,000 หยวน ด้วยพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดี ที่ได้รับการศึกษาจากฮาวายและฮ่องกง ซุน ยัตเซ็น ลี้ภัยอยู่ในแถบยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น โดยอาศัยช่วงเวลาที่ลี้ภัยไปตามประเทศต่างๆ ระดมผู้สนับสนุนแนวทางการปฏิวัติไปพร้อมๆ กัน
ซุน ยัตเซ็น ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศในระหว่างปี 1895 จนถึงเหตุการณ์อันลือลั่น เรื่องการลักพาตัวเขาเกิดขึ้นขณะที่เขาลี้ภัยอยู่ในประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 1896 เขาถูกลักพามากักตัวไว้ที่สถานกงสุลรัฐบาลราชวงศ์ชิงในกรุงลอนดอน ดร.ซุน ถูกกักตัวอยู่เป็นเวลา 12 วัน และในท้ายที่สุดข่าวการลักพาตัวผู้นำฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจีนที่เกิดขึ้นในกรุงลอนดอน ก็ล่วงรู้ถึงหูนักหนังสือพิมพ์ กลายเป็นข่าวใหญ่ กดดันให้รัฐบาลจีนขณะนั้นต้องยอมปล่อยตัวเขาออกมา หลังจากนั้น ซุน ยัตเซ็น ยังคงพำนักที่อังกฤษเป็นเวลาอีกปีกว่า โดยศึกษาทฤษฎีการเมืองไปด้วย และเดินทางกลับไปสู่ขบวนการปฏิวัติอีกครั้งในปี 1897 โดยอาศัยญี่ปุ่นเป็นที่พำนักและเป็นฐานก่อการปฏิวัติ ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องยาวนาน ก่อให้เกิดการปฏิวัติและลุกฮือจากชนชั้นชาวนาและชนชั้นล่าง การประท้วงการขูดรีดภาษีในมณฑลต่างๆ และการปฏิวัติซินไฮ่โดยชนชั้นนายทุน ในเดือนตุลาคม 1911 จนกระทั่งวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1912 จักรพรรดิปูยีก็ประกาศสละราชสมบัติพร้อมๆ กับการสิ้นสุดของรัฐบาลราชวงศ์ชิง ที่ดำเนินมากว่า 260 ปี ซุน ยัตเซ็นเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของจีน ในวันปีใหม่ ปี 1912
*ซิกมันด์ ฟรอยด์ (6 พ.ค. 1856 - 23 ก.ย. 1939) ปีที่ลี้ภัย 1938–1939 สาเหตุที่ลี้ภัย ถูกคุกคามจากพรรคนาซี ซิกมันด์ ฟรอยด์ เกิดในสาธารณรัฐเช็ก และย้ายมาศึกษาและทำงานเป็นจิตแพทย์ที่ออสเตรีย เขาให้กำเนิดทฤษฎีจิตวิเคราะห์อันโด่งดัง เขาลี้ภัยไปลอนดอนในปี 1938 เนื่องจากช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่นาซีเข้ายึดครองประเทศออสเตรีย ฟรอยด์เสียชีวิตที่ลอนดอนด้วยโรคมะเร็งในลำคอ ในปี 1939
*Caetano Veloso (7 ส.ค. 1942 - ปัจจุบัน) ช่วงเวลา 1969–1972 เหตุที่ลี้ภัย ถูกคุกคามจากทางการ เวโลโซเป็นนักดนตรี นักเขียน นักแต่งเพลง และเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย เขาเกิดและเติบโตในบราซิล บทเพลงของเขาถูกทางการบราซิลมองว่าเป็นบทเพลงที่มีเป้าหมายทางการเมือง เขาถูกจับกุม 2 ครั้ง และลี้ภัยไปอังกฤษในปี 1969 ก่อนที่จะเดินทางกลับสู่บราซิลอีกครั้งในปี 1972
*ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (9 มี.ค. พ.ศ.2458 - 28 ก.ค. พ.ศ.2542) ช่วงเวลาลี้ภัย พ.ศ.2519–2542 เหตุที่ลี้ภัย ถูกไล่ล่าจากฝ่ายขวา เนื่องจากเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การล้อมปราบนักศึกษาเกิดขึ้นในเช้าวันนั้น ภายหลังจากที่กลุ่มนิสิตนักศึกษาได้รวมตัวกันต่อต้านการเดินทางเข้าประเทศของ จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นเวลาหลายวันก่อน ดร.ป๋วย ถูกกล่าวหาว่า เป็นฝ่ายซ้ายและอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของนักศึกษา ขณะเดียวกันก็ถูกนักศึกษาโจมตีว่าเป็นฝ่ายขวา เนื่องจากพยายามพูดจายับยั้งการเคลื่อนไหวของนักศึกษา เวลา 20.00 น. ของวันเดียวกัน ดร.ป๋วย เดินทางออกจากประเทศไทย มุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และพำนักอยู่ที่นั่นอย่างถาวรจนกระทั่งเสียชีวิตในวันที่ 24 กรกฎาคม 2542
*เบนาซีร์ บุตโต (21 มิ.ย. 1953 - 27 ธ.ค. 2007) ช่วงเวลาที่ลี้ภัย 1984 เหตุที่ลี้ภัย ความขัดแย้งทางการเมืองในปากีสถาน เบนาซีร์ บุตโต ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของปากีสถาน ซึ่งถูกลอบสังหารไปเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ปีที่แล้ว เธอต้องลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ 2 ช่วง ทั้งนี้ในระหว่างที่อยู่ในประเทศปากีสถานก็ต้องเผชิญกับการถูกกักบริเวณและถูก ‘ขังเดี่ยว' อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่พ่อของเธอถูกโค่นอำนาจลงโดย นายพลเซีย อุล ฮัก ผู้ที่ต่อมากลายเป็นเผด็จการทหารที่ปกครองประเทศปากีสถานอยู่เป็นเวลาถึง 10 ปี (1978-1988)
เมื่อ ซัลฟิการ์ อาลี บุตโต พ่อของเบนาซีร์ ถูกทำรัฐประหารในปี 1978 เบนาซีร์ซึ่งเป็นทายาททางการเมือง ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เริ่มจากถูกกักบริเวณ และจากนั้นก็ถูกขังเดี่ยวในคุกกลางทะเลทราย เบนาซีร์ลี้ภัยไปยังประเทศอังกฤษในปี 1984 โดยให้เหตุผลต่อทางการว่า เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการหูชั้นกลางอักเสบ ปี 1988 เบนาซีร์กลับเข้าสู่สนามการเมืองปากีสถาน โดยได้คะแนนเสียงท่วมท้นจากประชาชน ส่งผลให้เธอก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในวัยเพียง 35 ปี แต่หลังจากนั้นเพียง 2 ปี เธอก็ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชั่น ถูกสั่งถอดถอน แต่กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 อีกครั้งในปี 1993 ปี 1999 เบนาซีร์ บุตโต และ อาซิฟ อาลี ซาร์ดารี สามี ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 5 ปี และปรับเงินจำนวน 8 ล้าน 6 แสนดอลลาร์สหรัฐ ด้วยข้อหารับเงินจากบริษัทสัญชาติสวิส เพื่อติดสินบนในการหลบเลี่ยงภาษี ศาลสูงกลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในเวลาต่อมา และตัวเธอเองยืนยันว่า ข้อกล่าวหาต่างๆ ถูกสร้างขึ้นโดยฝ่ายตรงข้าม ก่อนที่บุตโตจะเดินทางกลับสู่ปากีสถาน เพอร์เวซ มูชาร์ราฟ ประธานาธิบดีได้ลงนามนิรโทษกรรมบรรดานักการเมือง เพื่อเปิดทางให้กับการเจรจาจัดสรรอำนาจกับ นางเบนาซีร์ บุตโต ลี้ภัยการเมืองอยู่ในดูไบตั้งแต่ปี 1998 และเดินทางกลับสู่ปากีสถานเพื่อรณรงค์หาเสียงเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2007 เพื่อลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า โดยหวังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 3 แต่ที่สุดก็ถูกลอบสังหารในวันที่ 27 ธันวาคม 2007
*มีร์ซา ตาฮีร์ อาหมัด (18 ธ.ค. 1928 - 19 เม.ย. 2003) มีร์ซา ตาฮีร์ อาหมัด กาหลิบที่ 4 เป็นผู้นำของมุสลิมอามาดียะห์ เกิด เติบโต และได้รับการศึกษาในกรุงละฮอร์ ปากีสถาน มีร์ซา ตาฮีร์ อาหมัด ก่อตั้งสถานีโทรทัศน์อามาดียะห์ ซึ่งถ่ายทอดผ่านดาวเทียม เพื่อนำเสนอข่าวสารข้อมูลของมุสลิมอามาดียะห์ ซึ่งผู้ศรัทธาในความเชื่อตามแนวทางของอามาดียะห์นั้นมีอยู่แพร่หลาย แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงในหลายประเทศ โดยปัจจุบันนี้ มีเพียงประเทศอินเดียเท่านั้นที่ยอมรับยอย่างเป็นทางการว่า อามาดียะห์คือมุสลิม ขณะที่ในประเทศอินโดนีเซียกลับถูกปฏิเสธ และต่อต้านด้วยความรุนแรง มีร์ซา ตาฮีร์ อาหมัด ลี้ภัยอยู่ในประเทศอังกฤษ ตั้งแต่ปี 1984 และเสียชีวิตที่นั่นในปี 2003
*นาวาซ ชารีฟ (25 ธ.ค. 1949 - ปัจจุบัน) ช่วงเวลาที่ลี้ภัย 2007 เหตุที่ลี้ภัย ความขัดแย้งทางการเมืองกับกลุ่มทหาร นาวาซ ชารีฟ เป็นนักการเมืองของพรรคมุสลิมแห่งปากีสถาน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของปากีสถาน 2 สมัย สมัยแรก 1 พฤศจิกายน 1990 - 18 เมษายน 1993 สมัยที่ 2 เมื่อ 17 กุมภาพันธ์ 1997 - 12 ตุลาคม 1999 และผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคมุสลิมแห่งปากีสถานซึ่งมีนาวาซเป็นผู้นำ กับพรรคประชาธิปไตยประชาชนแห่งปากีสถาน ซึ่งมีสามีของนางเบนาซีร์เป็นผู้นำพรรคชั่วคราว ได้คะแนน 2 ใน 3 ของที่นั่งในสภา และร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาล พร้อมทั้งร่วมกันยื่นญัตติถอดถอนประธานาธิบดี เพอร์เวซ มูชาร์ราฟ ออกจากตำแหน่ง และสอบสวนพิจารณาความผิด การเมืองในปากีสถานยังคงร้อนระอุอย่างไม่มีวี่แววว่าจะหาข้อยุติได้ในเร็ววัน
การพ้นจากตำแหน่งของนาวาซทั้ง 2 สมัย เกิดขึ้นเนื่องจากถูกถอดถอน และถูกกล่าวหาว่ามีความผิดฐานคอร์รัปชั่น เช่นเดียวกันกับที่นางเบนาซีร์ต้องเผชิญ
นาวาซ ชารีฟ ลี้ภัยออกนอกประเทศตั้งแต่ปี 1999 ถึงปี 2007 อังกฤษ เป็นประเทศสุดท้ายที่เขาพำนัก และประกาศเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2007 ว่าจะกลับมาสู้เกมการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย โดยไม่หวาดกลัวต่ออิทธิพลของผู้นำทหาร