WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 19, 2008

ตัวหนังสือไม่มีวันชนะ...การกระทำ

ใครได้อ่านแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ตอบโต้จดหมายของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ทำให้หลงเคลิบเคลิ้มไปว่า ในประเทศไทยของเรานี้ กระบวนการยุติธรรม “ดีไม่มีที่ติ”
อันที่จริงปัญหาของกระบวนการยุติธรรมประเทศไทย มีการถูกกล่าวขานมาตลอดเวลา เช่น กรณี “2 พ่อลูกตระกูลศรีธนะขันธ์” กรณี “เชอรี่แอน ดันแคน” กรณี “หมอวิสุทธิ์ฆ่าภรรยาด้วยไม้กอล์ฟ” กรณีเหล่านี้ล้วนเป็น...เหยื่อ!!! ของ กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ใช่หรือไม่?
นี่ยังไม่นับรวมคดีความทางการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ามีการดำเนินการใน ลักษณะ 2 มาตรฐาน เช่น กรณีรถและเรือดับเพลิง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตกันนั้น คนที่เซ็นเปิดแอลซี ซึ่งเป็นกุญแจเปิดนำไปสู่การทำให้สัญญามีผลบังคับใช้ กลับได้รับการยกเว้นในการกล่าวโทษหน้าตาเฉย!!!
ย้อนไปดูกรณีการขายหนี้เน่า ของ ปรส. หรือ “คณะกรรมการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน” ที่มีการ นำทรัพย์สินของชาติ 8 แสนล้านบาท ออกมาขายใน ราคาถูกแสนถูก เพียงกว่า 1.9 แสนล้านบาท และบริษัทที่มารับซื้อเป็นที่ปรึกษาของผู้มีอำนาจในกระทรวงการคลัง แถมยังเล่นแร่แปรธาตุบริษัทเป็นกองทุนรวม เพื่อ หลีกเลี่ยงภาษีอากร โดยคนภาครัฐเป็นใจทำให้ผลประโยชน์นี้ไปตกกับใคร
บริษัทที่ รับซื้อสินทรัพย์ของคนไทย ซื้อไปก้อนใหญ่ ในราคาถูก แล้ว เอามาขายกลับให้คนไทยในราคาแพงหูฉี่ กินส่วนต่างกันเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนล้านบาท
แน่ใจหรือว่า...ไม่มีใครบนผืนแผ่นดินไทย ไม่มีบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ไม่มีสถาบันการเงินใดสถาบันการเงินหนึ่ง จะได้เปรียบเสียเปรียบในนโยบายมาตรการที่ออกมาบังคับใช้ในช่วงนั้น
เหล่านี้มีความกังขาสงสัยในพฤติกรรมของการใช้นโยบายเพื่อหาประโยชน์หรือไม่?
เหล่านี้ เราไม่ได้รับคำตอบจากกระบวนการยุติธรรม แม้เวลาผ่านล่วงเลยมาหลายปีแล้วก็ตาม จนทำให้อดสงสัยในมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย
แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ อาจจะขัดต่อความรู้สึกของนานาชาติ หากเขามองเข้ามาในประเทศไทย ในกรณีต่างๆ ในอดีตมาจนถึงปัจจุบันที่เกิดขึ้นมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คดีการเมือง” ที่กระบวนการยุติธรรมชั้นต้นได้ทำให้เห็นว่า บ้านเมืองไทยมี 2 มาตรฐานอย่างชัดเจน
คดี ปรส. ทำให้มูลค่าของทรัพย์สมบัติชาติโดยรวมสูญเสียไป 2-3 แสนล้าน ไม่มีการแตะต้องกับบุคคลที่มีส่วนร่วม บุคคลที่ออกนโยบาย บุคคลที่ออกกฎหมาย
ขณะที่อีกฝ่ายกลับถูก “ยำใหญ่” ซึ่งหากจะประเมินราคาความเสียหายตามที่ได้โจมตีกล่าวอ้างกันนั้น เทียบกันแล้วมีเพียงน้อยนิด
คดี “รถและเรือดับเพลิง” ที่คนลงนามเปิดแอลซี ซึ่งเป็นเงื่อนไขทำให้สัญญาสมบูรณ์ กลับไม่โดนทำโทษ
เทียบกับคดี “หวยบนดิน” ที่โดนทั้งคณะรัฐมนตรี เพียงเพราะไม่ได้คัดค้านในที่ประชุม การออกแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เกิดความเชื่อมั่นเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมไทย ทั้งกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น กระบวนการยุติธรรมชั้นกลาง และกระบวนการยุติธรรมชั้นสุดท้ายนั้น จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้จริงหรือไม่
“ยุติธรรม” หรือ “อยุติธรรม” ไม่ได้อยู่เพียงแค่ตัวหนังสือตามเอกสารที่กระทรวงการต่างประเทศนำมาประกาศต่อชาวโลก แล้วเรียกความเชื่อมั่นศรัทธาต่อชาวโลกตามตัวหนังสือ หากแต่การกระทำต่างหากเป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันและตัดสิน

โต้แถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับอำนาจตุลาการ

เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับอำนาจตุลาการ นัยว่าเพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แล้วก็คงเป็นเพราะถูกเรียกร้องจากพรรคประชาธิปัตย์ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้ชี้แจงต่อนานาชาติ แถลงการณ์ดังกล่าวมี 6 ข้อ ทุกข้อเป็นความรู้ทั่วไป และหลักการทางทฤษฎีการเมือง การปกครอง และกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ตอบปัญหาหรือข้อกล่าวหาของอดีตนายกรัฐมนตรี และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและรักความยุติธรรมเลย ผมขอชี้ชัดดังนี้
ข้อที่ 1 กระทรวงการต่างประเทศแถลงว่า อำนาจตุลาการเป็น 1 ใน 3 ของอำนาจอธิปไตย นี่เป็นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระบอบการปกครองโดยเฉพาะประชาธิปไตย นักเรียนรัฐศาสตร์และผู้สนใจการเมืองทุกคนล้วนรู้กัน ไม่มีความหมาย ไม่มีนัย หรือไม่ได้แก้ความสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมใดๆ เลย แน่นอน อำนาจตุลาการเป็น 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย แต่อำนาจนี้ในประเทศไทยมิได้ยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนเลย
ข้อที่ 2 เป็นความรู้ทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่ถูกต้องนัก เพราะอำนาจตุลาการมีความเป็นมาและความต่อเนื่องนับร้อยปี มิใช่จากระบบกฎหมายประเพณี มาสู่ระบบกฎหมายแบบประมวล ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของระบบกฎหมายไทย หากมาจากระบบที่ศาลที่สังกัดฝ่ายบริหาร แยกมาเป็นฝ่ายยุติธรรมหรือธรรมการ ตั้งแต่สมัยการปฏิรูประบบบริหารของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก่อนหน้านี้ ศาลทั้งหลายทั้งปวงสังกัดกรมกองของฝ่ายบริหาร เช่น ศาลกรมพระคลังข้างที่
ข้อที่ 3 กระทรวงการต่างประเทศแถลงว่า อำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติและด้านบริหาร มีการเปลี่ยนแปลงหรือการชะงักงันในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย แต่ระบบตุลาการมีความมั่นคง ต่อเนื่อง เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในสังคมไทยเสมอมา ข้อนี้ก็ผิด ในประวัติศาสตร์การปกครองสมัยใหม่ตั้งแต่การปฏิวัติประชาธิปไตย 2475 อำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติและด้านบริหารเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งจริง แล้วทุกครั้งมาจากรัฐประหารของคณะทหาร ซึ่งมายึดอำนาจจากรัฐบาล เปลี่ยนอำนาจนิติบัญญัติและบริหารที่เป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชน มาเป็นของคณะรัฐประหาร โดยคณะรัฐประหารจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่ออกกฎหมาย ในแง่นี้ อำนาจอธิปไตยทั้ง 2 ด้านจึงไม่เคยหยุดชะงัก และแทบทุกครั้ง คณะรัฐประหารไม่เพียงแต่จะใช้อำนาจตุลาการระดับสูง เช่น หัวหน้าคณะรัฐประหารบ้าง คณะปฏิวัติบ้าง คณะปฏิรูปบ้าง มีอำนาจตัดสินลงโทษผู้กระทำความผิด เช่น ในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทยชั่วคราว มาตรา 17 ให้นายกรัฐมนตรีสั่งลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตได้ แต่ยังแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหลายต่อหลายคดี ดังรู้กันในแต่ละสมัย
ข้อที่ 3 และ 4 เกี่ยวกับการคัดสรรบุคลากร หรือผู้พิพากษา ผมไม่โต้แย้ง แต่มีข้อท้วงติงว่า เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีแต่ผู้พิพากษา หากยังมีอัยการ ตำรวจ และทนายความ ลำพังแต่ผู้พิพากษา แม้จะมีความเป็นวิชาชีพสูง มีความแตกฉานทางกฎหมาย มีจิตใจยุติธรรม และจรรยาบรรณ ก็ไม่มีหลักประกันว่าระบบตุลาการจะประสาทความยุติธรรมทุกคดี ผมเห็นด้วยว่า สังคมไทยยังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์และความยุติธรรมของอำนาจตุลาการ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนไม่น้อยวิจารณ์ระบบตุลาการ ศาล และการตัดสินคดีความต่างๆ มากขึ้นเป็นลำดับ
ข้อที่ 5 กระทรวงการต่างประเทศชี้ว่า ระบบตุลาการไทยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและทันสมัย เช่น การจัดตั้งองค์การทางตุลาการเพิ่มขึ้น เช่น ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และฉบับปี 2550 โครงสร้างใหม่เหล่านี้อยู่คู่กับฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี โดยไม่มีความกังขาใดๆ แต่สำหรับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและความยุติธรรมส่วนใหญ่เห็นว่า ศาลเหล่านี้สร้างปัญหาต่อ 2 ฝ่ายดังกล่าวมากขึ้นทุกวัน
ข้อสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศแถลงว่า ศาลทั้งหลายต้องพิพากษาอรรถคดี และทำหน้าที่ของตนด้วยความยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ นี่ก็เป็นหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187
สรุป แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศดังกล่าว เป็นแค่คำตอบของวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ของนักศึกษานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ปี 1 มิอาจแก้ความสงสัยของใครทั้งนอกและในประเทศได้

ยี่ห้อ “ทักษิณ ชินวัตร”

ถ้าชีวิตนี้คือ “ละคร” ซีรี่ส์ชีวิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย ก็เป็นยิ่งกว่าละครบทไหนๆ ในโลก
แม้วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว ไม่ได้อยู่ในเมืองไทย ท่ามกลางความเสียใจของพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักและชื่นชมผลงานของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ยิ่งใหญ่คนนี้
ต้องยอมรับว่า แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลบ้านไกลเมืองแค่ไหน ยี่ห้อหรือแบรนด์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็ยิ่งเข้มแข็ง และคงอยู่ในใจของคนไทยส่วนใหญ่อย่างไม่เสื่อมคลาย
แม้จะถูกบิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสี ใช้คำหยาบคายกล่าวหาสารพัด ว่าโกงชาติ ขายชาติ พูดกรอกหูผ่านทางโทรทัศน์ถ่ายทอดสดทั้งวันทั้งคืน
สื่อมวลชนกระแสหลัก ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ ก็ชี้นำให้จงเกลียดจงชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชนิดที่เรียกว่า รุมเร้าให้คนรักทักษิณไม่มีที่ยืนในสังคมเลย
อย่างไรก็ตาม วิธีการต่างๆ เหล่านี้มันใช้ไม่ได้แล้ว เพราะความศรัทธามันเกิดขึ้นมาแล้ว
ที่ผ่านมา กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการทำลายความศรัทธาในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ คิดผิดไปว่า ถ้าทำลายความน่าเชื่อถือด้วยการโยนความผิดต่างๆ โดยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิด ประชาชนก็จะเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิดจริงๆ
ซึ่งวิธีการต่างๆ เหล่านี้ มันไม่เป็นไปตามธรรมชาติ หรือครรลองที่ควรจะเป็น
ดังนั้นวันนี้ มันจึง “ช้า” เกินไป ความศรัทธานั้น ไม่สามารถตัดให้เยื่อใยขาดได้ภายในปีสองปี หรือสามปี เหมือนที่กำลังพยายามทำกันอยู่
การที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กำหนดให้การเมืองไทยต้องไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
รวมทั้งกำหนดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หายไปจากการเมืองไทยและถูกดำเนินคดี และสุดท้ายกำหนดให้พรรคพลังประชาชนถูกยุบ
จากนั้นกำหนดให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาล โดยให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี
ทุกอย่างที่ผมกล่าวมานั้น เป็นเพียงแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ ของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้อยู่เบื้องหลัง
เพราะการจะไปบังคับ หรือกำหนดให้คนส่วนใหญ่คิดเหมือนตัวเองนั้นเป็นเรื่องยาก พิสูจน์ได้จากการใช้กำลังทหารหรือใช้ปืน ใช้รถถังมาบังคับฝืนใจประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ก็ยังมีคนศรัทธาพรรคไทยรักไทย ศรัทธาพรรคพลังประชาชน หรือในอนาคตอาจจะศรัทธาพรรคอื่นๆ ที่มียี่ห้อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามมาก็ได้
ฉะนั้นวันนี้จึงพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า แบรนด์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังอยู่ในใจคนไทยตลอดเวลา
ถึงเวลาแล้วครับ ที่คนรักทักษิณทั้งหมดทั้งมวลจะลุกขึ้นมา “สู้” อย่างคนมีสติ สู้ด้วยความคิดสร้างสรรค์ และสู้ด้วยจิตใจเบิกบาน
รำลึกถึงคุณงามความดี ผลงานต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
โครงการต่างๆ ที่เกิดจากมันสมองอันแหลมคมของ พ.ต.ท.ทักษิณ เช่น โครงการแท็กซี่เอื้ออาทร ที่มอบให้ธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อแท็กซี่เอื้ออาทร
หรือโครงการเอสเอ็มแอล ที่ให้กับชุมชนต่างๆ เพื่อนำไปพัฒนาสร้างคุณภาพให้กับชุมชน และจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชาวชุมชนโดยเฉพาะคนชรา และผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัย พร้อมให้ธนาคารออมสินปล่อยเงินกู้เพื่อการค้าขาย อัตราดอกเบี้ยราคาถูก
กองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) อันเป็นโครงการให้ยืมเงินเรียนในระดับอุดมศึกษา โดยให้กู้ยืมได้สูงสุดถึง 1.5 แสนบาท ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ไม่มีอัตราดอกเบี้ย และกำหนดให้ใช้คืนเมื่อมีรายได้เดือนละ 1.6 หมื่นบาทขึ้นไป หากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่ต้องชำระ
โครงการเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเวลากว่า 5 ปี ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถืออำนาจบริหารสูงสุดของประเทศ
ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 23
ณ วันนี้ แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ตัดสินใจออกไปใช้ชีวิตตามทางที่ตนเองได้เลือกแล้ว
แต่ “คนไทย” ยังรอคอยการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ แม้จะเนิ่นนานเพียงใดก็ตาม!

เรื่องดีๆ ของคนดีที่ประชาชนรัก

ช่วงนี้มีโทรศัพท์เข้ามาที่กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์มากมาย ล้วนแล้วแต่แสดงความเห็นอกเห็นใจอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทุ่มเททำงานเพื่อบ้านเมืองและประชาชนคนไทยมาเกือบ 6 ปี ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลูกหลานได้รับการศึกษาอย่างดี เกิด เจ็บไข้ได้ป่วย ก็มีหมอตามโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จึงเป็นที่รักของคนในระดับรากหญ้า คนที่ด้อยโอกาส คนที่รอคอยโอกาส
แม้แต่ในสังคมโลก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นที่ยอมรับในความรู้ความสามารถของอดีตนายกรัฐมนตรีคนเก่งคนนี้ จึงเป็นที่อิจฉาตาร้อน เกิดความริษยาจากคนที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง เพราะมองว่าจะเป็น “ก้างขวางคอ” ชิ้นใหญ่ ในการที่พวกเขาจะมามีอำนาจ มาหาผลประโยชน์ต่างๆ
โดยพยายามทำลาย ต้องการให้ออกไปจากการเมืองมาโดยตลอด หาเรื่องประท้วงขับไล่มาจนถึงวันนี้
ในบ้านเรา การให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม เพื่อให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้อยู่อย่างมีศักดิ์มีศรีในสังคมนั้น เป็นเรื่องที่เห็นกันได้ยาก แม้จะมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก
ยิ่งตอนนี้ ปัญหาสังคมกำลังทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ทั้งคนยากไร้ คนชรา คนพิการ เด็กด้อยโอกาส มีปัญหาเพิ่มมากขึ้น การแก้ไขปัญหาต้องกระจายความรับผิดชอบ ชุมชนต้องช่วยชุมชน
ดังนั้น “กองทุนหมู่บ้าน” ที่มีการบริหารจัดการจนมีผลกำไร จะได้กันเงินส่วนนี้จัดเป็น “สวัสดิการชุมชน” เข้าไปช่วยเหลือดูแลชุมชนต่อไป
ในส่วนที่เกินความสามารถของกองทุนนั้น ทางอำเภอ และส่วนราชการ รวมทั้ง อบต. จะเข้าไปช่วยเหลือ หากปัญหาเกินกว่านั้น ทางจังหวัด ส่วนราชการ กาชาดจังหวัด ตลอดจนภาคเอกชน จะเข้าไปให้การช่วยเหลือ ที่ผ่านมาสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ดีตามลำดับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล
ที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาความยากจนตามโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
ที่พูดถึงกันมากคือ “เงินผัน” เป็นการผันเงินไปให้ประชาชนในสมัยรัฐบาล ม.รว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อปี 2518 นั้น รัฐบาลต้องการช่วยผ่อนเบาปัญหาเศรษฐกิจอันหนักหน่วงให้ประชาชนในชนบท โดยการผันเงินไปให้สภาตำบลจ้างแรงงานชาวบ้านที่ไม่มีงานทำ ให้ช่วยกันพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ถนนหนทาง แหล่งน้ำ สะพาน ฯลฯ เพื่อคนยากจนเหล่านั้นจะได้มีรายได้
ขณะเดียวกันก็เป็นการเอื้ออำนวยประโยชน์แก่การผลิตและการดำเนินชีวิตของผู้คนในชุมชน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน
ส่วนการกระจายเงินงบประมาณไปให้การสนับสนุนโครงการ “กองทุนหมู่บ้าน” ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลนั้น มีจุดมุ่งหมายจะช่วยให้ “กลุ่มออมทรัพย์” ของชาวบ้าน ที่เกิดขึ้นตามหมู่บ้านต่างๆ ได้มีเงินทุนเพิ่มขึ้น และสามารถผ่อนเบาความยากลำบากในการดำเนินชีวิตของชาวบ้านที่เป็นสมาชิกได้มากขึ้น
โดยกำหนดวัตถุประสงค์กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองไว้ว่า
1.เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในหมู่บ้านและชุมชนเมือง สำหรับการลงทุน เพื่อการพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ หรือเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย การบรรเทาเหตุฉุกเฉินและความจำเป็นเร่งด่วน
2.ส่งเสริมการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้มีขีดความสามารถในการบริหารจัดการเงินทุนของตนเอง ซึ่งการใช้จ่ายเงินของกลุ่มออมทรัพย์ที่ยกระดับขึ้นเป็นกองทุนหมู่บ้าน ก็เป็นไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ของกองทุน
ในวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้เป็นประธานกดคอมพิวเตอร์ออนไลน์ โอนเงินกองทุนหมู่บ้านไหลสู่หมู่บ้านทั่วประเทศ ในงวดแรก 7,125 หมู่บ้าน จำนวน 7,125 ล้านบาท ผ่านระบบของ ธนาคารออมสิน 5,001 หมู่บ้าน และระบบของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 2,124 ล้านบาท กระจายในจังหวัดต่างๆ 64 จังหวัด
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวหลังทำพิธีโอนเงินให้กับคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจังหวัดต่างๆ ซึ่งมีการถ่ายทอดผ่านดาวเทียมด้วยว่า การเตรียมความพร้อมของหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังล่าช้า ทำให้การโอนเงินล่าช้า ขณะที่รัฐบาลใจร้อนกว่าประชาชนเสียอีก จึงอยากให้หมู่บ้านที่รับเงินไปแล้วช่วยแนะนำหมู่บ้านที่ยังไม่มีความพร้อม เพื่อเร่งสร้างความพร้อมมากขึ้น
และขอให้ประชาชนนึกเสมอว่า เงินกองทุนดังกล่าวเป็นเงินทุนหมุนเวียนที่นำไปใช้สร้างอาชีพ สร้างรายได้ เมื่อใครมีรายได้ก็ควรคืนเงินเพื่อให้คนอื่นได้ใช้ต่อ
เงินดังกล่าวถือเป็นศูนย์กลางที่จะสร้างความสามัคคี ขอให้ใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเงินดังกล่าวสามารถใช้เชื่อมโยงกับโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ได้
พ.ต.ท.ทักษิณ พูดถึงนโยบายกองทุนหมู่บ้านว่า มั่นใจว่าจะแก้ปัญหาความยากจนได้ตรงจุด ในการช่วยเหลือประชาชนระดับล่างได้ และจะเป็นนโยบายที่หลายประเทศและหลายคนในประเทศไทยติดตามว่า จะประสบความสำเร็จหรือไม่ หลังจากเคยโจมตีนโยบายดังกล่าวมาก่อน
สำหรับโครงการกองทุนหมู่บ้านนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกตัวไว้แล้วว่า โอกาสที่เงินจะรั่วไหลคงไม่มี แต่หนี้เสียอาจจะมีบ้างแต่ไม่มากนัก
โครงการนี้ต้องการให้แหล่งทุนเข้าไปถึงชาวบ้าน และอยากให้นำเงินดังกล่าวมาสร้างงาน ให้สามารถยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้อย่างยั่งยืน
แต่บางคนไม่รู้เรื่อง พอรัฐบาลพูดเรื่องนี้ก็มีคนมาดูถูกว่า คนอย่างชาวบ้านจะไปจัดการได้อย่างไร เพราะมีประสบการณ์จากโครงการมิยาซาวา ซึ่งมันคนละเรื่องกัน โครงการมิยาซาวาเป็นการผลาญเงิน แต่กองทุนหมู่บ้านเป็นการเอาเงินให้ชาวบ้านสร้างตัว
"อย่าไปนึกว่าเงินนี้เหมือนใบปลิวที่เอามาโปรย ถ้าถามว่าวันนี้เงินกว่าหมื่นล้านพร้อมหรือไม่ ขอตอบว่าพร้อมแล้ว จะให้ลงพรุ่งนี้ก็ได้ แต่ไม่ต้องการให้ชาวบ้านคิดว่าเงินนี้แจกฟรี แล้วใช้ตามสบาย แต่จะเป็นเงินหมุนเวียนในหมู่บ้าน" อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวและว่า ต้องการกรรมการและผู้นำชุมชนที่มีความเสียสละ เป็นคนที่ชาวบ้านเลือกขึ้นมา และตนเห็นด้วยที่จะให้หน่วยราชการมาเป็นพี่เลี้ยง หากหมู่บ้านไหนบริหารเงินมีประสิทธิภาพ และต้องการเงินหมุนเวียนสูงขึ้น รัฐบาลคงพิจารณาเป็นรายกรณีไป
ในรัฐบาลนี้ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ทำพิธีจัดสรรและโอนเงิน “กองทุนเงินล้าน” ให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ และหมู่บ้านและชุมชนเดิมที่ยังไม่ได้จัดตั้งกองทุน 885 แห่ง หรือประมาณ 50% จากที่มีทั้งหมด 1,540 แห่ง ตัวแทนกองทุนใหม่ที่เข้ารับการโอนเงิน แบ่งเป็น โครงการของธนาคารออมสิน 658 กองทุน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 227 กองทุน
แบ่งเป็น ภาคกลาง 14 กองทุน ภาคตะวันออก 39 กองทุน ภาคตะวันตก 48 กองทุน ภาคเหนือ 284 กองทุน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 453 กองทุน และภาคใต้ 47 กองทุน
จนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีหมู่บ้านที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 38,573 หมู่บ้าน ผ่านการรับรองสถานภาพแล้ว 24,953 หมู่บ้าน และผ่านขั้นตอนการอนุมัติระดับอำเภอ 15,162 หมู่บ้าน ผ่านขั้นตอนการอนุมัติระดับจังหวัด 11,866 หมู่บ้าน และมีกองทุนหมู่บ้านที่ได้รับการขึ้นทะเบียนความพร้อมจำนวน 11,665 หมู่บ้าน
ส่วนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนที่เหลือ คาดว่าเมื่อมีการเตรียมความพร้อมในทุกด้านแล้ว จะโอนเงินได้ทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้หมู่บ้านและชุมชนทั้งหมดมีเงินทุนที่จะนำไปพัฒนาหมู่บ้านของตนเองให้เกิดความเข้มแข็งต่อไป
ในงานนี้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ที่ไบเทค บางนา รวมทั้งจะชี้แจงทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาลขึ้นเป็นครั้งแรกด้วย
มีการยืนยันจาก ดร.ประภากร สมิติ ผวจ.ชัยนาท ว่า ตั้งแต่ปี 2544 ปัจจุบันมีกองทุนใน จ.ชัยนาท ทั้งสิ้น 514 กองทุน เป็นเงิน 514,000,000 บาท กองทุนหมู่บ้านอนุมัติให้สมาชิกกู้ยืมเงินไปลงทุนประกอบอาชีพ ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ด้านอื่นๆ ได้แก่ การอบรม การประชุม ทัศนศึกษาดูงาน สร้างสาธารณประโยชน์ชุมชน ฯลฯ การให้การช่วยเหลือสงเคราะห์ชุมชนของกองทุนหมู่บ้านในช่วงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2551 รวม 5 เดือน จำนวน 2,658 คน เป็นเงิน 2,789,360 บาท กองทุนหมู่บ้านทั้ง 514 กองทุน ได้อนุมัติให้สมาชิกกู้ไปลงทุนประกอบอาชีพในด้านการเกษตร 26,537 ราย เป็นเงิน 105,370,210 บาท ด้านการค้าขาย 9,498 ราย เป็นเงิน 94,980,000 บาท ด้านช่าง 6,125 ราย เป็นเงิน 29,420,000 บาท ด้านอุตสาหกรรมในครัวเรือน 2,796 ราย เป็นเงิน 27,920,000 บาท รวมทั้งสิ้น 44,956 ราย เป็นเงิน 257,910,210 บาท ผลจากการบริหารกองทุนหมู่บ้าน ทำให้มีผลกำไร ซึ่งกองทุนได้จัดสรรเงินดอกเบี้ยจากบัญชีที่ 1 ไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ชุมชนครั้งนี้
เรื่องดีๆ ที่มีคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ประโยชน์อย่างนี้ ไม่ค่อยมีใครยกมาพูดถึง แต่พยายามหาสิ่งที่มันผิดพลาดไม่สมบูรณ์ ซึ่งมีอยู่บ้าง มาป่าวประกาศ หวังทำลายความรักศรัทธาที่มีต่อรัฐบาลและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ในบ้านเรา ยังมีคนประเภทปากกล้าขาสั่นอีกมากมาย โดยเฉพาะที่สะพานมัฆวานฯ

ยาหมดอายุ

ขำไม่ออกจริงๆ กับกรณีที่ อ.คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ปี 2540 เปิดเผยว่า คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา หรือ คุณหญิงเป็ด ต้องพ้นจากตำแหน่งที่เชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคม และสามารถปลูกบ้านเนื้อที่พันตารางเมตร ในราคา 4.5 ล้านบาทได้ ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 301 ของรัฐธรรมนูญปี 2550
บทเฉพาะกาล มาตรา 301 ระบุว่า ให้ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับตั้งแต่วันที่มีการแต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปครั้งแรก ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ และหากยังไม่มีประธานศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่
ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่แทนประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ต้องยอมรับความจริงกันก่อนว่า อ.คณิน บุญสุวรรณ คือคนที่ใครต่อใครต่างยอมรับว่า มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
ผมจำได้ว่า ในอดีตนั้น ส.ส. ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครจะให้ความสนใจกับรัฐธรรมนูญสักเท่าไร จะไปเน้นในเรื่องของข้อบังคับการประชุมมากกว่า เพื่อจะได้นำมาเป็นประโยชน์ในการประชุมและประท้วง แต่ อ.คณิน กลับให้ความสนใจกับรัฐธรรมนูญมาตลอดตั้งแต่เป็น ส.ส.ชลบุรี จนถึงปัจจุบันแม้ไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ก็ยังสนใจกับรัฐธรรมนูญ
และ...ดูเหมือนว่าเพิ่มดีกรีความสนใจมากกว่าในอดีตเสียอีก เพราะบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ หลายมาตราเขียนขึ้นมาอย่างพิลึกพิลั่น เพียงหวังจะฆ่ากวางสักตัวแต่ต้องเผาป่าทั้งป่า
เมื่อ อ.คณิน หยิบยกบทเฉพาะกาล มาตรา 301 ขึ้นมา โดยหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์นำเสนอเป็นข่าวใหญ่วันวาน ผมจึงบอกว่า ขำไม่ออกจริงๆ
องค์กรอิสระที่เราเชื่อมั่นว่าจะมีความเป็นอิสระ เป็นตัวอย่างที่ดีแก่องค์กรอื่นๆ ของรัฐ กลับเป็นองค์กรที่มีปัญหา เป็นองค์กรเถื่อนที่ไม่ผ่านการโปรดเกล้าฯ ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะกำเนิดขึ้นมาจากคณะรัฐประหาร ที่ยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตย เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.
โดยเฉพาะ ป.ป.ช. นั้นมีดีเอ็นเอของคณะรัฐประหารร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงนำคำว่า “รัฐาธิปัตย์” ซึ่งไม่มีบัญญัติไว้ในพจนานุกรมของไทย มาเป็นข้ออ้างข้างๆ คูๆ ในการดำรงตำแหน่ง ทั้งๆ ที่ข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่า จะดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนจากภาษีของประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ
ในขณะที่ กกต. นั้น คณะรัฐประหารเป็นแค่เป็นผู้ทำคลอด เพราะได้ผ่านการเลือกมาจากสมาชิกวุฒิสภา แต่ยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก ก็ทำการรัฐประหารเสียก่อน แต่ยังได้รับการแต่งตั้งจากคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ ต้องถือว่าเป็นองค์กรเถื่อนเช่นเดียวกับ ป.ป.ช. ถ้าเป็นอาหารและยารักษาโรค ถือว่ายังไม่ผ่านการตรวจของคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.
เมื่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจน แต่ยังไม่มี ป.ป.ช. และ กกต. คนไหน กล้าตัดสินใจเพื่อชาติ ยอมเดินออกจากตำแหน่งโดยไม่มีเยื่อใย เพราะจะให้ลาออกก็ไม่รู้จะลาออกได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งอย่างสมบูรณ์ตามข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งผลให้ตัวเหี้ยไม่ต้องเดินทางมาเยี่ยมหน้าสำนักงาน ป.ป.ช.
ในทางกลับกัน หาก ป.ป.ช. ยังมีความกังขาในการดำรงตำแหน่ง จะส่งผลให้ข้าราชการที่ถูก ป.ป.ช. สอบสวน ก็จะไม่สนใจที่จะมาให้ปากคำกับ ป.ป.ช. อย่างที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้แสดงไว้เป็นตัวอย่างแล้วขณะนี้
นึกภาพดูเถอะครับว่า อะไรจะเกิดขึ้นหากข้าราชการปฏิบัติตามนายกรัฐมนตรี เพราะกังขาการดำรงตำแหน่งของ ป.ป.ช. ที่เรียกกันว่า ป.ป.ช.เถื่อน
ขณะที่นึกภาพของเรื่อง ป.ป.ช. ยังไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็เกิดปัญหาที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ขึ้นมาให้ขำไม่ออกอีกเรื่อง เมื่อ อ.คณิน เปิดประเด็นคุณหญิงเป็ดหมดวาระแล้วในทุกตำแหน่งที่นั่งทับซ้อนอยู่คนเดียวตั้งแต่มีการยึดอำนาจ จนกระทั่งวันนี้ผ่านการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว อีก 3 วันจะครบ 8 เดือน เลย 120 วัน ไปนานแล้ว
วันนี้ต้องถือว่าคุณหญิงเป็ดเป็นอาหารและยาที่หมดอายุ จึงเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงที่คนไทยต้องบริโภคอาหารและยาที่ไม่ผ่าน อย. และหมดอายุ



Monday, August 18, 2008

ข้าวแลกน้ำมัน

นับแต่ข้าว สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ขึ้นราคาไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว จากผู้นำประเทศบ่อน้ำมันจากตะวันออกกลาง

ความจริง ต้นเหตุจริงๆเกิดจากราคาน้ำมันแพง เมื่อข้าวแพงและมีเค้าว่าจะหายาก เจ้าของบ่อน้ำมันก็คิดได้ ในยามยาก คงกินน้ำมันแทนข้าวไม่ได้

เจ้าชายนครดูไบ นายกฯสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เคยมีข่าวจะเข้ามาดูแลโครงการแลนด์บริดจ์ที่ภาคใต้ ผู้นำซาอุดีอาระเบีย ก็ตั้งใจมาดูการทำนาที่สุพรรณฯ ในขณะที่มีข่าวต่างชาติเหมาซื้อที่ทำนา...ที่โน่นที่นี่

หลังมีรัฐมนตรีโยนก้อนหินถามทาง จะมีใคร (กล้า) ขัดคอหรือไม่ ถ้าจะยกที่ดินให้ต่างชาติเช่าระยะยาว 90 ปี ก็ให้บังเอิญ อาคันตุกะล่าสุด เจ้าชายจากคูเวต เดินทางมาพอดี

ตัวเลขเช่าที่ดิน 90 ปีนี้ สำหรับนักลงทุนไทย ที่ไปปักหลักในเขมร ดูจะเป็นตัวเลขธรรมดา แต่ถ้านึกไปถึงจำนวนปี ที่ฝรั่งบีบคอเช่า ฮ่องกง มาเก๊า จากจีน ตัวเลข 90 ปี ก็บาดใจ

ไม่สู้เป็นมงคล

ตลอดเวลายาวนานที่ผ่านมา แม้ประเทศบ่อน้ำมัน จะเป็นประเทศที่สั่งซื้ออาหารจากเอเชียรวมถึงไทยอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการสั่งซื้อตามกลไกตลาดปกติ

เพิ่งเห็นเคลื่อนไหวกันคึกคัก ก็คราวนี้แหละ

ผมเคยสงสัย...ทำไม...ชาวนาผู้ผลิตข้าวของไทย... จึงไม่มีอำนาจต่อรอง ตั้งราคาข้าวได้เอง

ข้าวนั้น แม้ในช่วงนี้ จะมีเสียงบอกว่า ชาวนาเพิ่งลืมตาอ้าปาก...แต่คำว่า ลืมตาอ้าปาก ก็อธิบายว่า...ของกระดูกสันหลังของชาติ...ยากแค้นขัดสนมานานเหลือเกิน

ชาวนา เป็นเป้าสำคัญของนักการเมือง ทุกครั้งที่มีการหาเสียง แต่เมื่อเลือกตั้งกันไปแล้ว ไม่ว่ายุคไหน นักการเมืองนั่นแหละ มักไปสุมหัวหากินอยู่กับพ่อค้า

เปรียบกับเกษตรกรเจ้าของไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง ข้าวของชาวนา มีพลังต่อรองน้อยกว่ามาก

ข้าราชการกลไกของรัฐ ก็ดูจะยอมจำนนกับคำว่ากลไกตลาด กลายเป็นทาสพ่อค้าจนโงหัวไม่ขึ้น

จะหาข้าราชการ หรือนักการเมือง ที่ปักธงตัวแทนชาวนา ช่วยชาวนาอย่างจริงจัง จริงใจ ยังไม่เคยมี

หรือใครจะเถียงว่ามี

ในโอกาส...ที่ข้าวมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น จนประเทศบ่อน้ำมันต้องขยันมาแวะเวียน เรารู้กันดีว่า พวกเขามาเพื่อหาหลักประกันในการได้ข้าว เผื่อไว้ในยามขัดสน

นอกจากการขายข้าว ตามกลไกตลาดแล้ว ผมยังไม่ได้ยิน ความคิดริเริ่มใหม่ ใหม่กว่ากลไกตลาด เช่น นโยบายข้าว แลกกับน้ำมัน

แนวคิดนี้ จะเพิ่มอำนาจต่อให้ข้าว ลดอำนาจต่อรองของน้ำมัน ทำได้แบบรัฐต่อรัฐ โดยไม่ผ่านคนกลาง ไม่ต้องให้เจ๊กหรือฝรั่ง ชักค่าหัวคิว

รัฐบาลนี้...แม้ไม่เป็นที่รักของผมนัก แต่ก็ตัดใจฝากเรื่องข้าว...ซึ่งเป็นอนาคตของชาวนาเอาไว้

เรื่องที่มีคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองมากๆ ว่ากันโดยระดับสติปัญญา ผมเชื่อว่านักการเมืองไทยมากมายคิดเป็น

เพียงแต่เมื่อคิดแล้ว มันหาเศษหาเลยเข้าพกเข้าห่อไม่ได้ ก็เลยแกล้งคิดไม่เป็น.

กิเลน ประลองเชิง


เลือกตั้งซ่อมเขต 3 เชียงรายไม่คึกคัก

ผู้สื่อขาวรายงานวานนี้ (17 ส.ค.) ถึงความคืบหน้า น.ส.ละออง ติยะไพรัช ผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 จ.เชียงราย ถูก กกต.ให้ใบเหลืองต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยมีผู้สมัครใหม่ทั้งหมด 3 คน คือ น.ส.ละอองจากพรรคพลังประชาชน นายกิติพงษ์ นามวงค์ พรรคประชาธิปัตย์ และนายสมพร จาวันนะ พรรครักเมืองไทย หลังจากเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง มีผู้มาใช้สิทธิ์บางตาไม่ คึกคัก ชาวบ้านที่มาใช้สิทธิ์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มีการเลือกตั้งบ่อยจนทำให้เบื่อ บางหน่วยเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยนั่งรอผู้มาใช้สิทธิ์อย่างเงียบเหงา เพราะแทบจะไม่มีผู้มาใช้สิทธิ์เลยก็ว่าได้ สถานการณ์ทั่วไปไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า น.ส.ละอองได้ที่หนึ่ง 70,191 คะแนน นายกิติพงษ์ได้ที่สอง 19,860 คะแนน และนายสมพรได้ที่สาม 2,741 คะแนน ผู้มาใช้สิทธิ์ 104,696 คน คิดเป็นร้อยละ 59.05 ของผู้มีสิทธิ์


ผบ.ทบ. ระบุการปรับลดกำลังทหารชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่มีปัญหา



ขส.ทบ. 18 ส.ค.- พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากการตรวพื้นที่ตามแนวชายแดนบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ และปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ว่า หลังจากการตรวจพื้นที่พบว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ส่วนการปรับกำลังทหารไทยและกัมพูชาลง ได้ทำแล้วระดับหนึ่ง ส่วนจะปรับลดลงอีกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับที่ประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ในวันพรุ่งนี้ (19ส.ค.).-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-18 16:13:52


ศาลปกครองเริ่มไต่สวนฉุกเฉิน 3 รัฐมนตรีคดีหวยบนดิน

ศาลปกครองสูงสุด 18 ส.ค. – ศาลปกครองสูงสุดเริ่มกระบวนการไต่สวนฉุกเฉิน คำร้องกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ 3 รัฐมนตรีคดีหวยบนดินยุติการปฏิบัติหน้าที่พร้อมยกเลิกมติ ครม. 29 ก.ค.และ 5 ส.ค.51

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.30 น. วันนี้ (18 ส.ค.) ศาลปกครองสูงสุด ได้นัดไต่สวนฉุกเฉิน กรณีที่ นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมพวก รวม 9 คน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้ 3 รัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ยุติการใช้อำนาจหน้าที่ความเป็นรัฐมนตรี จนกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะพิพากษา หลังจากก่อนหน้านี้ศาลฎีกาได้ประทับรับฟ้องคดีหวยบนดิน โดยมีรัฐมนตรีทั้ง 3 คนเข้าไปเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2551 เกี่ยวกับการแต่งตั้งประธานกรรมการในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2551 เกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่มี นายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธานที่ปรึกษาที่ นพ.สุรพงษ์ เป็นผู้เสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การไต่สวนฉุกเฉินในครั้งนี้มีตัวแทนในส่วนของผู้ร้อง ประกอบด้วย นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ และนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา มาเป็นพยาน รวมทั้งหมด 6 ปาก แต่ในส่วนของผู้ถูกร้อง คือ 3 รัฐมนตรีไม่มีใครเดินทางมา มีเพียงตัวแทนของรัฐมนตรีมาร่วมสังเกตการณ์เท่านั้น ทั้งนี้ศาลยังไม่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

ด้านนายสุวัตร ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าห้องไต่สวน ว่า ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้เรียกนายถาวร เสนเนียม และนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีที่พบว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาบอร์ดธนาคารแห่งประเทศไทยมีผลประโยชน์ทับซ้อนมาร่วมเป็นพยานในฐานะผู้ร้องด้วย แต่ต้องขึ้นอยู่กับศาลปกครองสูงสุดจะพิจารณาว่าจะให้ทั้ง 2 คนเข้าให้ปากคำหรือไม่ เพราะศาลปกครองใช้วิธีพิจารณาโดยกระบวนการไต่สวน

นายสุวัตร กล่าวอีกว่า หากศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กลุ่มพันธมิตรฯ จะดำเนินการยื่นฟ้องร้องต่อศาลอาญาตามมาตรา 157 ในฐานะรัฐมนตรีทั้ง 3 คน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-18 16:11:51


ระวัง...หมดมุก

วันพุธที่ 20 สิงหาคมนี้ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย นำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข นัดหมายรวมตัวกันในเวลา 10 โมงเช้า ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ตั้งใจจะเดินไปถึงหน้าที่ทำการ ป.ป.ช. ให้ทันเวลา 11 โมง เพื่อทำพิธีขับไล่กรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน เป็นครั้งที่ 4
โดยได้ออกแถลงการณ์ย้ำกันชัดๆ อีกครั้งมีใจความสำคัญสรุปได้ว่า...
“การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ได้ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ทำลายประชาธิปไตย ทำให้ประเทศไทยตกต่ำ เสียหาย...นำมาสู่ความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง เศรษฐกิจตกต่ำย่ำแย่ สร้างความทุกข์ยากเดือดร้อนมาสู่ประชาชนไทยแสนสาหัส
การกระทำของคณะรัฐประหาร เป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 มีโทษถึงประหารชีวิต แต่กลับใช้อำนาจเถื่อน ออกกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 นิรโทษกรรมให้กับตนเองและพวกพ้อง
และยังหมายรวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดปัจจุบัน ที่ถูกแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร ถือเป็นการใช้อำนาจเถื่อนในการแต่งตั้ง เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 12 ที่ได้บัญญัติไว้ว่า กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งเก้าปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และขัด พ.ร.บ.เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง พ.ศ.2541 ที่บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตั้งแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเช่นกัน
ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันนี้จึงไม่ใช่องค์กรอิสระอย่างแท้จริง แต่เป็นกลไกของระบอบเผด็จการทหาร เพื่อสืบทอดอำนาจของเผด็จการทหาร การปฏิบัติหน้าที่ในขณะนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรเถื่อนเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจการเมืองเผด็จการทหาร ที่ต้องการทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้น เพื่อระงับความแตกแยกของคนในชาติ สร้างจริยธรรม ความถูกต้อง สร้างสรรค์ความถูกต้องในระบอบประชาธิปไตย ไม่ควรปล่อยให้ ป.ป.ช. ทำหน้าที่ต่อไป”
ข้อความตามที่ปรากฏในแถลงการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันขาดความสง่างาม และขาดความชอบธรรมมาตั้งแต่เริ่มต้นรับตำแหน่ง
จึงเป็นที่มาของความพยายามจากหลายๆ ฝ่ายที่จะสร้างความถูกต้องให้เกิดขึ้น ด้วยการเรียกร้องให้ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คนออกจากตำแหน่งเสีย และกลับเข้ามาใหม่ด้วยกระบวนการสรรหาอย่างถูกต้องตามกฎเกณฑ์กติกา
เพราะนอกจากว่าการเข้ามาโดยขัดต่อกฎหมายจะสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดข้อโต้แย้งทางกฎหมายจากการทำหน้าที่ในวันข้างหน้า หรือการส่อว่าจะละเมิดพระราชอำนาจดังที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปอย่างกว้างขวางแล้ว
ยังอาจหมายถึงการขาดความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติหน้าที่ ขององค์กรอิสระที่ต้องมากไปด้วยความโปร่งใส และเป็นที่น่าเชื่อถือศรัทธา
แต่การเรียกร้องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ดูท่าจะไม่เป็นผล และไม่สามารถปลุกสำนึกใดๆ ของ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คนได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นการเผาโลงศพประจานหน้าที่ทำการ ป.ป.ช.
จุดประทัดขับไล่
ตามมาด้วยการทุบบ้าง กระทืบบ้าง โดยใช้กระเบื้องอย่างหนา 9 แผ่น
รวมไปถึงล่าสุดที่มีการปล่อยเหี้ย 9 ตัว ไปหน้า ป.ป.ช. และมีการปล่อยลอดรั้วเข้าไป 2 ตัว จนเป็นเรื่องที่มีการแจ้งความดำเนินคดีอยู่ในขณะนี้
โดยที่เหี้ยอีก 7 ตัว กลุ่มผู้ชุมนุมขับไล่ได้เอาไปขอความอนุเคราะห์จากเขาดินให้ช่วยเลี้ยงไว้อย่างดี ไม่ให้ออกเพ่นพ่านทำร้ายผู้คน โดยเฉพาะคนบริสุทธิ์
มาถึงสัปดาห์นี้มีการนัดหมายกันในวันพุธ เพื่อร่วมชุมนุมขับไล่ 9 ป.ป.ช. เป็นครั้งที่ 4 พร้อมกับนัดหมายร่วมกันทำพิธีสะกดวิญญาณลงหม้อแล้วนำไปถ่วงน้ำ โดยผู้ที่เชี่ยวชาญทางพิธีกรรมจากภาคเหนือและอีสาน
ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ผลแค่ไหน
และก็คงต้องปักหลักขับไล่กันต่อเนื่องไปอย่างนี้ หากใครมีความคิดความอ่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จะไปร่วมแสดงพลังก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี...
งานนี้น่าเห็นใจกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และบรรดาแนวร่วม เพราะหาก ป.ป.ช. ยังดื้อดึงทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ปกป้องผลประโยชน์ตัวเองเหนือสิ่งอื่นใด ไม่สนใจเสียงก่นด่าสาปแช่งอยู่อย่างนี้
มีหวังหมดมุกซะก่อนเป็นแน่...!!