WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 19, 2008

โต้แถลงการณ์ ‘เตช’ หลงลืมองค์กรเถื่อน

แกนนำ คปพร. โต้แถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศ ที่ชี้แจงชาวโลกว่ากระบวนการยุติธรรมไทยมีความน่าเชื่อถือ และทำงานในนามพระปรมาภิไธย ระบุอาจลืมไปว่าว่าทั้งกระบวนการไม่ได้มีแค่ศาลอย่างเดียว แต่หลายองค์กรเกิดขึ้นภายใต้อำนาจเผด็จการ มีพฤติกรรมชัดว่าจงใจจองเวรอดีตนายกฯ แถมไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ ด้วยซ้ำไป ขณะที่ตั้งคำถามถึง “ชวน หลีกภัย” 2 มาตรฐานหรือเปล่า หากเทียบกรณีน้องชายที่เคยต้องคดี
จากกรณีที่ นายเตช บุญนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงไปยังนานาชาติ โดยมีเนื้อหาตอบโต้ แถลงการณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่พูดถึงการขอลี้ภัยต่างประเทศ อันเนื่องจากกระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง ไม่มีความโปร่งใส โดยระบุอาจทำให้กระทบถึงกระบวนการยุติธรรมของประเทศ และออกมายืนยันถึงความเที่ยงธรรม ความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทย อีกทั้งยังเป็นการทำงานในนามพระปรมาภิไธยนั้น
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำกลุ่มประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า การที่กระทรวงการต่างประเทศทำการชี้แจงกับต่างชาติว่า ศาลหรือกระบวนการยุติธรรม ได้ทำงานในนามพระปรมาภิไธย และมีความน่าเชื่อถือ อาจจะเป็นการหลงลืม เนื่องจากกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้หมายถึงศาลแต่เพียงอย่างเดียว ยังหมายความรวมถึงพนักงานสอบสวน หรือคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และศาล
กระบวนการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ยังมีองค์กรอิสระที่มาโดยการแต่งตั้งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) แต่งตั้งมาโดยการยึดอำนาจ ไม่ได้รับการลงพระปรมาภิไธยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ดังนั้นการที่กระทรวงการต่างประเทศทำการออกแถลงการณ์ต่อสากลเช่นนี้ อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อประชาชน และต่อต่างประเทศ ทั้งนี้ตนได้ตั้งข้อสังเกตว่า กระทรวงการต่างประเทศอาจจะถูกกดดันจากบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือไม่ ซึ่งหากไม่เป็นเช่นนั้นก็คงจะมีการหลงลืมประเด็นในข้อเท็จจริง
“ผมนอนไม่หลับทั้งคืน เพราะเมื่อฟังแถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศแล้วก็เกรงว่า จะเกิดความเข้าใจผิด ก่อนหน้านี้เราก็จะเห็นได้จากคดียุบพรรคไทยรักไทย ศาลที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ ทำการพิพากษาตัดสิน ไม่ได้สวมชุดครุย สวมสูทตัดสิน เพราะว่าไม่ได้ผ่านการลงพระปรมาภิไธย คตส. ป.ป.ช. ก็ไม่ได้ผ่านจุดนี้ แล้วจะถูกต้องตามคำชี้แจงของกระทรวงต่างประเทศได้อย่างไร นี่อาจจะเป็นการหลงลืม หรืออาจถูกกดดันจากแรงอะไรบางอย่างหรือไม่”
นอกจากนี้นายวิภูแถลงยังตอบโต้ นายชวน หลีกภัย ที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ จากการที่นายชวนออกมาวิจารณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ และเรียกร้องให้เดินทางมาสู้คดีในประเทศไทยโดยเร็ว ในประเด็นนี้ ตนอยากย้อนถามกลับไปว่า เมื่อครั้งที่ นายระลึก หลีกภัย อดีตผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย สาขาสงขลา น้องชายของนายชวน ตกเป็นผู้ต้องหาของธนาคารในคดีฉ้อโกง และได้หนีคดีโดยการหลบไปอยู่ต่างประเทศ จนคดีหมดอายุความ จึงได้เดินทางกลับมายังประเทศไทย
นายชวนซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี และในฐานะพี่ชายได้เคยทำการตักเตือน หรือเรียกร้องให้น้องชายของตนกลับมาสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม เหมือนที่ตอบโต้ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ ทั้งนี้เห็นได้ว่า การกระทำของนายชวน ส่อเป็นการกระทำ 2 มาตรฐาน ไม่มีความละอาย และไม่มีหิริโอตตัปปะ

ป.ป.ช. ยิ่งกว่าลิงแก้แห

รายการ “ความจริงวันนี้” คืนวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551 นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้เริ่มรายการด้วยเรื่องการคว้าชัยชนะของ มนัส บุญจำนงค์ นักชกทีมชาติไทย ที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้ในที่สุด

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงประเด็นข้อถกเถียงอมตะของการได้มาซึ่งตำแหน่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. และประเด็นร้อนเรื่องการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบรายการ “ความจริงวันนี้” รวมทั้งเอกสารข้อมูลเพื่อเปิดโปงข้อเท็จจริง โดยมี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างถึงใจ

วีระ – สวัสดีครับ ความจริงวันนี้ประจำวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2551 มีคนพูดถึงรายการ “ความจริงวันนี้” กันมากพอสมควร เราไม่สามารถรวมมาอยู่ในที่นี้ได้ ขออนุญาตที่จะคัดเอาบุคคลสำคัญ ที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ชม และเราผู้จัดรายการบ้าง มี 2 รายที่เราต้องพูดถึง รายแรกขอให้เป็นมงคลหน่อย และเป็นกำลังใจ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช รายการในเช้าวันนี้ (สนทนาประสาสมัคร) ได้กรุณากล่าวพาดพิงรายการ “ความจริงวันนี้” ซึ่งมันเป็นกำลังใจสำหรับผู้จัดเป็นอย่างดี เพราะท่านได้กล่าว ขออ่านซ้ำสักหน่อย เอาละครับ “ต้องขอประทานโทษ ที่ต้องทำให้อธิบดี และผู้อำนวยการกรมประชาสัมพันธ์เดือดร้อน เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่ามีเรื่องต้องแจ้งให้ท่านฟังอยู่ 2 เรื่อง 1.คือการตั้งอนุกรรมการไต่สวน กรณีมีผู้ร้องเรียนอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สำนักงานป.ป.ช. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผู้หนึ่ง ร้องเรียนว่า ปล่อยให้คนพวกนี้จัดรายการออกอากาศ ชื่อรายการ “ความจริงวันนี้” ออกอากาศพูดได้พูดเอา พูดอยู่ข้างเดียว ผิดวิสัยสื่อมวลชนชั้นดี อันเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าคำร้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ มาตรา 84 มาตรา 85 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามและทุจริต ปี 2542 จึงรับไว้พิจารณา”
กล่าวถึงเราพร้อมอธิบายว่า เราทำรายการมีมารยาท สุภาพ แค่นี้ก็เป็นเกียรติสูงสุดแล้วครับ กับการที่ผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ได้มองรายการ “ความจริงวันนี้” อย่างที่ท่านได้กล่าวมา นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีก็มีพูดต่อไปอีกหน่อยนะครับ ความจริงพวกผมก็คิดอยู่เหมือนกัน พวกผมวางแผนกันว่า วันจันทร์นี้จะพูดถึงคนกลุ่มนี้ ก็คือ “กลุ่มสันติอโศก” กลุ่มนี้เป็นกำลังหลักของกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ที่สะพานมัฆวานฯ เรื่องของสันติอโศกเป็นเรื่องที่ผ่านมานานพอสมควร ผมเชื่อว่าปัจจุบัน คนชุมนุมที่อยู่นั้นยังไม่รู้จักพวกนี้ดีพอ ยังไม่รู้จักเบื้องหน้าเบื้องหลัง เราเห็นว่าถ้าปล่อยให้คนพวกนี้ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ แล้วก็เป็นเครื่องมือในการชุมนุมที่ยืดเยื้อและยาวนานต่อไปเช่นนี้ เป็นพิษเป็นภัยต่อบ้านเมือง ต่อศาสนา ฉะนั้นเราจะเอาข้อมูลซึ่งเป็นความจริงวันวาน แต่จะเอามาในวันพรุ่งนี้ ตอนนี้ คุณวิชา มหาคุณ ซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของ ป.ป.ช. ได้พูดถึงพวกเราพอสมควร ผมต้องขอแรงผู้ร่วมรายการของผมทั้ง 2 ท่าน รบกวนขอเสียงท่านหน่อยว่า มีประเด็นที่ คุณวิชา มหาคุณ พูดถึงเราว่าอย่างไรนะครับ

ณัฐวุฒิ – คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ หนังสือพิมพ์มติชนลงว่า “วิชาปลื้ม...ปกขาว เรตติ้งดี ประชาชนเข้าใจ ปัดแก้แค้นแก๊ง 3 เกลอ” 3 เกลอ หมายถึงพวกเรานะครับ “ยันร้องจริง” ความโดยสรุป คุณวิชา มหาคุณ หนึ่งในคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ออกมาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์มติชน เพราะมีการตั้งประเด็นถามคุณวิชา เหมือนที่เราตั้งประเด็นไว้ในรายการ ต้องขอบคุณสื่อมวลชน ที่อย่างน้อยก็ได้เก็บเกี่ยวประเด็นจากในรายการ ขยายผลต่อเพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏต่อสังคม คุณวิชาก็ให้สัมภาษณ์ว่า ดีใจที่สมุดปกขาวได้รับการตอบรับอย่างเข้มข้น มีคนสอบถามมาที่สำนักงาน ป.ป.ช. จำนวนมาก ทีนี้คุณวิชาก็บอกว่า รู้สึกว่าประชาชนทั่วไปก็เข้าใจ ส่วนคนที่ตั้งธงว่าไม่เข้าใจ ชี้แจงอย่างไรก็ไม่ยอมรับอยู่ดี คือผมเรียนว่า ผมไม่ได้ตั้งธงว่าไม่เข้าใจนะครับ แต่ว่าถ้าท่านไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อย่างไรก็จะไม่เข้าใจ คุณวิชาจะพูดถึงกรณีรายการเราระบุว่า ป.ป.ช. ยื่นขอให้มีการโปรดเกล้าฯ การทำหน้าที่ของ 9 ท่านให้มีผลย้อนหลัง เพื่อรองรับการทำหน้าที่ก่อนมีกำหนดว่า ยืนยันว่าไม่เคยให้ย้อนหลัง เป็นเรื่องของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเอง ที่ส่งเรื่องขึ้นไป ไม่ใช่เป็นเรื่องของ ป.ป.ช. เลย คือ...จะเป็นความผิดของสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ แต่ผมแน่ใจว่าเป็นความเท็จของ คุณวิชา มหาคุณ ด้วยความเคารพครับ ที่ผมต้องพูดตรงๆ แบบนี้ คุณวิชาเป็นผู้พิพากษาใหญ่ เป็นผู้อาวุโส ผมให้ความเคารพครับ แต่ที่ผมให้ความเคารพมากกว่าคือ ความจริง ที่บอกว่าคุณวิชาพูดความเท็จ เพราะอะไร เพราะว่าคุณวิชาจำหนังสือที่ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน ฉบับนั้นได้ไหมครับ ที่ คุณศราวุธ เมนะเศวต เลขาธิการ ป.ป.ช. นำเสนอต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีไปนั้น ในวรรคสุดท้าย คุณศราวุธบอกไว้ว่า “จึงขอให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง” พร้อมกับแนบรายชื่อทั้ง 9 คน และในบรรทัดสุดท้ายเขียนไว้ว่า “ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม เป็นต้นไป จักขอบคุณยิ่ง” นี่ก็ชัดเลยครับว่า เป้าประสงค์ที่จะให้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งมาจาก ป.ป.ช. ไม่ใช่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อย่างที่คุณวิชากล่าวอ้างในบทสัมภาษณ์เมื่อเช้านี้แต่อย่างใด ผมยืนยัน ประเด็นต่อมา การที่รายการเรายกกรณีโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเลขาธิการ ปปง. พ.ต.อ.ยุทธบูล ดิสสะมาน เทียบเคียงว่า ป.ป.ช. ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ โดยอ้างว่า แต่งตั้งยุครัฐประหารเหมือนกัน การแต่งตั้ง ปปง. กับ ป.ป.ช. ต่างกันนะครับ คุณวิชาบอกว่าต่างกัน โดย ป.ป.ช. แต่งตั้งจาก คปค. สอบถามไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็สอบถามไปยังสำนักราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการก็บอกว่า การแต่งตั้งจาก คปค. ถือเป็นกฎหมายแล้ว คือพอตั้งปุ๊บก็สมบูรณ์ด้วยตัวเอง หากยังสงสัยต้องไปถามที่ต้นเรื่องว่างั้น ประเด็นนี้ผมก็เรียนว่า คุณวิชา มหาคุณ พูดไม่ตรง และผมก็มีข้อสังเกต หากคุณวิชากล่าวอ้างว่าการแต่งตั้งใดๆ โดยประกาศ คปค. และก็มีความสมบูรณ์ทันที
ผมก็จะถามคุณวิชาว่า เคยเห็นประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 11 ไหมครับ ฉบับลงวันที่ 20 กันยายน เรื่อง การแต่งตั้งบุคคลสำคัญดำรงตำแหน่งในคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีรายชื่อคนใน คปค. ทั้งหมด 6 คน หนึ่งในนั้นคือ หัวหน้า คปค. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หลังจากนั้น ในวันเดียวกันก็มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง พล.อ.สนธิ เป็นหัวหน้าคณะ คปค. นี่ก็ชัดเจนนะครับคุณวิชา ที่ว่าหากใครแต่งตั้งโดยประกาศ คปค. แล้วก็เป็นทันทีไม่ต้องโปรดเกล้าฯ เนี่ย ก็ไม่เป็นความจริง ขนาด พล.อ.สนธิ ที่คุณวิชากล่าวอ้างว่ามีอำนาจเต็มบ้านเต็มเมือง และกล่าวอ้างว่าลายเซ็นคนนี้แหละที่จะคุ้มครองให้คุณวิชาอยู่ในตำแหน่งได้ครบ 9 ปี ยังต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง แล้วของคุณวิชาคืออะไร

จตุพร – ผมว่าในวันนี้สิ่งที่เราพูดมา ผมว่าสิ่งที่ ป.ป.ช. ขาดนอกเหนือจากการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว ก็คือเรื่อง “หิริโอตตัปปะ” หมายถึงความไม่เกรงกลัวต่อบาป

วีระ - ตอบเราด้วยนะ ว่ากินเงินเดือนจริงๆ น่ะวันไหน กินเงินเดือนตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน หรือว่ามากินตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม ตอบมาให้ชัดหน่อยนะครับ

ณัฐวุฒิ – ผมเคยบอกไว้แล้วครับว่า ป.ป.ช. ยิ่งกว่าลิงแก้แห ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง ประเด็นต่อมา ผู้สื่อข่าวอ้างชื่อเลยครับว่า ประเด็นที่คุณณัฐวุฒิตั้งข้อสังเกตในรายการว่า การตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนเป็นเรื่องแก้เผ็ดหรือไม่ ที่เราไปวิจารณ์ ป.ป.ช. แล้วต่อมาก็ การที่ ป.ป.ช. ตั้งคณะอนุกรรมการโดยมีการอ้างว่า ประชาชนผู้หนึ่ง มันมีตัวตนหรือมีน้ำหนักอย่างไร คุณวิชาตอบว่ามันไม่ใช่การแก้เผ็ด ทำตรงไปตรงมาตามกฎหมาย และคนผู้หนึ่งที่ลงชื่อให้ตรวจสอบก็คือมีอยู่จริง แต่เป็นความลับ เปิดเผยไม่ได้ ป.ป.ช. ให้ความสำคัญกับประชาชนมากจริงๆ

ณัฐวุฒิ - อันที่ผมจะอ่านต่อ คุณวีระต้องตอบด้วย เพราะมีการพาดพิงถึงคุณวิชาระบุถึงกรณีที่คุณวีระบอกว่า ป.ป.ช. เลือกปฏิบัติงาน เพราะในผลงานสมุดปกขาว ระบุผลงานชิ้นโบแดงของ ป.ป.ช. หลายชิ้น ทั้งๆ ที่เรื่องใหญ่ๆ หลายเรื่องไม่มีการระบุ แสดงว่า ป.ป.ช. ไม่ให้ความสำคัญ คดี ปรส. ที่เสียหาย 59 แสนล้านก็ไม่ได้ระบุไป คุณวิชาบอกว่า ความจริงเรื่อง ปรส. อยู่ในกระบวนการไต่สวนแล้ว และประธาน ป.ป.ช. เองก็ได้มีการแจ้งหนังสือไปยังคุณวีระแล้วนะครับ เอ้า คุณวีระ เขาแจ้งมาแล้วทำไมยังตั้งข้อสังเกตอยู่อีกล่ะครับ

วีระ – อ้าว!! แจ้งมาแล้วถึงได้ตั้งข้อสังเกตได้ถนัดๆ เพราะในมือผมคือหนังสือที่แจ้งมา เรื่องผลการพิจารณาผมจะอ่านให้ฟังย่อๆ ก็แล้วกันนะครับ หนังสือที่แจ้งมาลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2551 เรื่องการขอทราบผลการดำเนินการ ตามหนังสือที่ท่านขอทราบผลการดำเนินการกล่าวหาคณะกรรมการเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการขายทรัพย์สินที่ปิดกิจการให้บริษัท โกลด์แมนแซคส์ เอเชีย ไฟแนนซ์ โดยมิชอบ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น สำนักงาน ป.ป.ช. ขอเรียนว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหาดังกล่าว เรื่องอยู่ระหว่างการไต่สวนตามนัยประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จึงเรียนมาเพื่อทราบ ขอแสดงความนับถือ ลงชื่อ นายสมชิต สตภูมินทร์ รองเลขาธิการปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ช. นี่ชัดเจน ซึ่งก็ชัดเจนว่า ผมขอทราบความคืบหน้าในการดำเนินการ และก็มีความชัดเจนว่า ยังไม่คืบหน้า นี่หมายความว่ายังอยู่ในระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ไปอยู่ที่ ป.ป.ช. กี่ปีแล้ว ที่ทวงเพราะมันนานจนเกินเหตุ และที่ต้องเอาเรื่องนี้มากล่าวซ้ำคือว่า มีคนร้องเมื่อวานซืน และก็มีการตั้งคณะอนุกรรมการสอบอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กับผู้อำนวยการสถานีเอ็นบีที ตั้งอนุกรรมการสอบทันทีนะครับ แต่อันนี้มันเป็นความเสียหาย 4 แสน 5 หมื่นล้าน ไปอยู่กับท่านหนึ่งปีแล้ว แหม! แล้วก็ไม่บอกด้วยนะว่าตั้งคณะอนุกรรมการสอบเมื่อไร อยากให้ผมพูดไหมครับว่า ตอนที่ตั้งคณะอนุกรรมการกันน่ะ มีกรรมการคัดค้านว่าไม่ควรตั้งอนุกรรมการสอบสวน สรุปแล้วเป็นไง สอบกันมาจนถึงบัดนี้ จนกระทั่งจะหมดอายุความไม่กี่เดือนข้างหน้าแล้ว แปลว่ายังไง ผมสรุปสั้นๆ นะครับ ผมถามความคืบหน้า ความคืบหน้าก็คือยังไม่คืบหน้า...

จตุพร - โครงการนี้ความเสียหาย 4 แสน 5 หมื่นล้าน บวกกับภาษีอีก 2 แสนล้าน ปรากฏว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ยอมบรรจุอยู่ในสมุดปกขาว ไม่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ รวมกระทั่งการฮั้วประมูล 16 โครงการของ กทม. 2 หมื่นล้าน ก็ไม่อยู่เหมือนกัน

วีระ – เพราะว่าอย่างนี้ครับ ท่านเขียนว่า ผลงานที่กำลังดำเนินการสอบสวนคดีสำคัญ ท่านยกมา 13 หัวข้อ ในนั้นไม่มีเรื่องนี้ แสดงว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ ผมจะเรียนถามต่อไปว่า เรื่องที่ผมถามไป มันไม่มีแค่นี้ มันมีหลายเรื่อง คือคดีที่ไปสู่ ป.ป.ช. โดยเฉพาะคดี ปรส. มัน 5-6 คดี และไม่ปรากฏอะไรสักเรื่อง เพราะมันไม่สำคัญ? เอาละครับ นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ผมทวงถามไปอีกว่า เรื่อง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ได้ไปปาฐกถาในที่สาธารณะ 3 ที่ ว่ามีคนมาวิ่งเต้นเป็นอธิบดี ยินดีจ่ายเงิน 40 ล้าน ในฐานะที่เป็นหัวหน้า คปค. ก็ไม่จับ นี่ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แล้วเป็นไงครับ เรื่องนี้ทิ้งลงตะกร้าหรือยัง

จตุพร - คือถ้าเรื่องอีกฝ่ายหนึ่งจะรีบเร่งดำเนินการ เรื่องของ พล.อ.สนธิ กลายเป็นเหมือนเรื่องของคุณหญิงจารุวรรณ เรื่องสินบนร้อยล้าน ที่กลุ่มปฏิรูปการเมืองไปร้อง พร้อมเรื่องบ้าน เรื่องที่ดิน ก็ไม่ได้อยู่ในโครงการของ ป.ป.ช. เหมือนกัน แต่รายการ “ความจริงวันนี้” หันหลังให้กับ ป.ป.ช. ปัญหาคือ จะไปสอบองค์รัฐาธิปัตย์ได้อย่างไร

วีระ – มันเกิดความอยุติธรรม นี่ที่บอกว่า กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นไปตามหลักสากล ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม เรื่องการตอบรับของสมุดปกขาวนั้น คนเขาเข้าใจดีแล้วว่าท่านไม่ได้มาจากการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง แต่ท่านยังไม่สำนึก ในสมุดเล่มนั้นบอกความจริงทั้งหมด คือคำรับสารภาพของท่านทั้ง 9 แต่ที่ทั้ง 9 คนสำนึกได้แค่นี้ ต้องบอกว่าน่าเสียใจ ที่คนที่อ้างเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แปลความเรื่องกฎหมายพระราชอำนาจว่า คนธรรมดาสามารถใช้แทนได้ โดยที่ท่านไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ ถามทีว่า เวลามีงานพระราชพิธีต่างๆ ท่านไปนั่งกลุ่มไหน ปนกับคนที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ท่านรู้สึกบ้างไหม และก็คงไม่เคยรู้สึกอาย ขอเรียนว่า คณะของพวกผมจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนตีความเรื่องกฎหมายว่า อำนาจที่เป็นของพระเจ้าอยู่หัวนั้น คนอื่นจะใช้แทนได้ แม้แต่พระราชเลขาธิการก็ไม่ยอม หากมีความนัยซ่อนอยู่ระหว่างหนังสือจากราชเลขาธิการ ท่านควรสำนึกได้ว่า ต้องถอยไป แล้วจึงจะอ้างได้ว่ามีความจงรักภักดี เทิดไท้องค์ราชัน เรื่องนี้อย่างไรก็จบไม่ได้

จตุพร – เรื่องวุฒิภาวะเป็นเรื่องที่สำคัญ การที่เราวิจารณ์ ป.ป.ช. และมีการตั้งอนุกรรมการตรวจสอบ มันสะท้อนได้ว่า การที่จะเป็นองค์กรอิสระ จะต้องใช้หลักสติ หากใช้หลักอคติก็จะมีการสำแดงอย่างไม่มีเหตุผล วันนี้คุณเข้ามาไม่ถูกต้อง แต่ควรออกไปอย่างถูกต้อง

ณัฐวุฒิ – มีเสริมครับ ที่ประกาศ คปค. ฉบับที่ 33 น่าสนใจมาก พูดเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันเป็นที่เชิดชู ยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ.2536 แต่ที่น่าสนใจคือ ในบัญชีการขอเครื่องราชฯ ในบัญชีที่ 26 มีการขอให้กับกรรมการ ป.ป.ช. บัญชีที่ 34 มีการขอให้กับคู่สมรสกับกรรมการ ป.ป.ช. หมายความว่าไง ตอนมาไม่ต้องมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งก็ได้ แต่พอขอเครื่องราชฯ กลับมีการขอให้กับตัวเองและคู่สมรส

วีระ – คืออยากได้...แต่พระบรมราชโองการซึ่งบัญญัติไว้ด้วยกฎหมาย ซึ่งไม่มีใครจะล้มได้ ไม่มีใครมาล้ม หรือประกาศ พ.ร.บ.ปปช. 2542 เมื่อ “ไม่ล้ม...ก็ข้ามไม่ได้” ท่านทั้ง 9 คนนั้นลืมอะไรไปรึเปล่า ลองกลับไปสำรวจตัวเอง ก่อนที่ประชาชนเขาจะทวงถาม...



การลี้ภัยทางการเมือง การส่งผู้ร้ายข้ามแดน และความผิดทางการเมือง

การปฏิเสธที่จะมารายงานตัวต่อศาลของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยอดีตนายกรัฐมนตรีเลือกที่จะขอลี้ภัยทางการเมืองเเทนนั้น ได้ก่อให้เกิดความสนใจในหมู่ประชาชนและสื่อแขนงต่างๆ มากว่า เรื่องลี้ภัยทางการเมืองเป็นอย่างไร รัฐบาลไทยจะใช้ช่องทางการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้หรือไม่ ข้อเขียนนี้จะอธิบายหลักการสำคัญเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้

การลี้ภัยทางการเมือง (Political Asylum)
การลี้ภัยทางการเมืองของบุคคลนั้น เป็นที่รับรองทั้งในตราสารระหว่างประเทศอย่างปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนสากล (Universal Declaration of Human Rights) มาตรา 14 (1) ที่รับรองว่า บุคคลมีสิทธิที่จะแสวงหาที่ลี้ภัยจากการประหัตประหาร (หรือการคุกคาม) รวมถึงกฎหมายภายในของรัฐ เช่น รัฐธรรมนูญ (หรือกฎหมายพื้นฐาน) ของประเทศเยอรมนี มาตรา 16 (2) รัฐธรรมนูญของอิตาลี (มาตรา 10) รัฐธรรมนูญสาธารณรัฐเช็ก (มาตรา 43) เป็นต้น ในขณะที่บางประเทศได้รับรองสิทธิการลี้ภัยไว้ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ เช่น ใน Refugee Act ของสหรัฐอเมริกา
การลี้ภัยทางการเมืองนั้นเป็นนิติสัมพันธ์สองฝ่าย ระหว่างบุคคลที่ขอสิทธิลี้ภัย กับประเทศที่รับคำร้องการขอลี้ภัย ในทางกฎหมาย ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิด้วยกันทั้งคู่ กล่าวคือ บุคคลทั่วไปมีสิทธิที่จะร้องขอการลี้ภัย (right to Seek Asylum) ในขณะเดียวกันก็เป็นสิทธิของรัฐที่จะให้หรือไม่ให้การลี้ภัยแก่บุคคลนั้น (The Right of State to Grant Asylum) การให้การลี้ภัยหรือไม่เป็นดุลพินิจของรัฐ ไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในใดที่กำหนดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะให้ที่ลี้ภัยทางการเมือง การที่บุคคลใดจะได้รับสิทธิลี้ภัยทางการเมืองหรือไม่ ย่อมเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบรวมถึงดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นๆ เช่น ในประเทศฝรั่งเศส หน่วยงานที่ชื่อว่า French Office for the Protection of Refugees and Stateless Persons มีหน้าที่พิจารณาเรื่องการลี้ภัย
ส่วนเงื่อนไขที่บุคคลจะอยู่ในข่ายที่จะได้รับสิทธิลี้ภัยนั้น ส่วนใหญ่กฎหมายของแต่ละประเทศจะอิงหรืออาศัยคำนิยามของอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย ค.ศ.1951 รวมทั้งพิธีสาร ค.ศ.1967 เป็นแนวทางในการพิจารณา ส่วนเรื่องขั้นตอนวิธีการขอและการอุทธรณ์เป็นไปตามกฎหมายภายในของแต่ละประเทศ เงื่อนไขประการสำคัญที่ผู้ร้องจะได้รับสิทธิการลี้ภัยก็คือ ความเกรงกลัวว่าจะถูกประหัตประหาร (Persecute) โดยมีการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลทางชาติพันธุ์ (race) ศาสนา (religion) สัญชาติ (Nationality) การเป็นสมาชิกของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และความคิดเห็นทางการเมือง (Political opinion) ซึ่งคำว่า “ความคิดเห็นทางการเมือง” นั้นมีความหมายกว้าง
สำหรับตัวอย่างของการให้สิทธิลี้ภัยทางการเมืองนั้น เช่น กรณีที่ประเทศฝรั่งเศสให้สิทธิแก่ Mr.Irakli Okruashvili อดีตรัฐมนตรีของจอร์เจีย เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งกรณีของ Mr.Irakli Okruashvili ก็มีประเด็นเกี่ยวกับขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมเหมือนกัน

การส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Extradition)
การส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นช่องทางหนึ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศใช้ในการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด หรือผู้ถูกกล่าวหา ที่หนีไปประเทศอื่น โดยปกติแล้ว อำนาจอธิปไตยของรัฐย่อมจำกัดเฉพาะภายในดินแดนหรืออาณาเขตของตนเท่านั้น ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐหนึ่งจะใช้อำนาจอธิปไตยเหนือกว่าอีกรัฐหนึ่งโดยที่รัฐนั้นไม่ยินยอมไม่ได้ ดังนั้น เมื่อผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยได้ไปอยู่ต่างประเทศ รัฐเจ้าของสัญชาติของผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลย จะส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐไปจับกุมในต่างประเทศไม่ได้ เพราะเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่น ดังนั้น รัฐเจ้าของสัญชาติจึงต้องร้องขอให้มีการช่วยเหลือที่จะติดตามจับกุมผู้ต้องหาหรือจำเลยมาให้ โดยปกติแล้ว ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะกระทำในรูปของสนธิสัญญาทวิภาคีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งเป็นฐานของความร่วมมือระหว่างรัฐที่ร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Requesting state) กับรัฐที่ถูกร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Requested state) อย่างไรก็ดี หากไม่มีสนธิสัญญาระหว่างกัน รัฐก็สามารถใช้ “หลักต่างตอบแทน” (Reciprocity) ได้ (ซึ่งผิดกับกรณี “การโอนตัวนักโทษ” ที่ต้องมีสนธิสัญญาระหว่างรัฐที่ร้องขอกับรัฐที่ได้รับการร้องขอเสมอ)
อย่างไรก็ดี แม้จะมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าเมื่อมีการร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว รัฐที่ได้รับการร้องขอจะต้องส่งให้ตามคำร้องเสมอ โดยปกติแล้ว ตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือกฎหมายภายในเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะระบุเงื่อนไขหรือเกณฑ์ที่ใช้พิจารณารวมถึงข้อยกเว้นบางประการด้วย เกณฑ์หรือเงื่อนไขของการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่สำคัญคือ
ประการเเรก ความผิดที่จะส่งให้แก่กันได้นั้นต้องเป็นความผิดของทั้งสองประเทศ คือทั้งของประเทศที่ร้องขอ และประเทศที่ได้รับการร้องขอ ไม่ว่าจะเรียกฐานความผิดในชื่อใดก็ตาม เกณฑ์นี้นักกฎหมายเรียกว่า Double-criminality หรือ Double-jeopardy
ประการที่สอง โทษขั้นต่ำของฐานความผิด (เช่น ต้องไม่ต่ำกว่า 1 ปี)
ประการที่สาม ความผิดที่จะถูกดำเนินคดีได้เมื่อมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามคำขอนั้น รัฐที่ร้องขอจะพิจารณาคดีเเละลงโทษได้เฉพาะความผิดที่ร้องขอเท่านั้น จะไปดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไม่ได้ เกณฑ์ข้อนี้มีไว้เพื่อป้องกันมิให้มีการดำเนินคดีในความผิดที่ไม่อาจส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้เเก่กันได้ แต่รัฐได้อาศัยช่องทางของการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในความผิดฐานหนึ่ง เพื่อไปดำเนินคดีหรือลงโทษในอีกความผิดฐานหนึ่ง เกณฑ์นี้เรียกว่า “Speciality”

ความผิดทางการเมือง (Political Offences)
เป็นที่ยอมรับกันในหมู่ประเทศตะวันตกหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสว่า การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันเป็นสิ่งปกติในสังคมระบอบประชาธิปไตย และเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญยิ่ง ดังนั้น หากบุคคลได้กระทำความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองแล้ว ความผิดทางการเมืองย่อมไม่อยู่ในข่ายที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ปัญหาก็คือ สนธิสัญญาทวิภาคีส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ดี กฎหมายภายในของรัฐเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ดี ไม่ได้มีการให้คำนิยามว่า ความผิดทางการเมืองคืออะไร โดยปกติแล้ว การพิจารณาว่าความผิดใดเป็นความผิดอาญาธรรมดาหรือความผิดทางการเมืองนั้น เป็นดุลพินิจหรือเป็นปัญหาการตีความขององค์กรตุลาการของรัฐ ที่ได้รับการร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ไม่เกี่ยวกับรัฐที่ร้องขอแต่อย่างใด ปัญหาขอบเขตของความหมายความผิดทางการเมืองนั้นเป็นปัญหาที่มีความยุ่งยากอยู่มิใช่น้อย เนื่องจากเกณฑ์ที่ใช้พิจารณานั้นมีอยู่หลายเกณฑ์ และในหลายกรณีศาลก็มิได้อาศัยเกณฑ์หนึ่งเกณฑ์ใดเป็นปัจจัยชี้ขาด แต่ศาลอาจพิจารณาเกณฑ์อื่นๆ ควบคู่กันไป อีกทั้งทางปฏิบัติของแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันไปด้วย การกระทำบางอย่างอาจมองว่าเป็นความผิดทางการเมืองอย่างแจ้งชัด เช่น การประท้วงทางการเมือง การก่อกบฏ การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองหรือต่อสู้เรียกร้องเอกราช การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง เป็นต้น การกระทำเหล่านี้นักกฎหมายใช้เกณฑ์ที่เรียกว่า “Incident test”
อย่างไรก็ดี ความผิดทางการเมืองในปัจจุบันมิได้จำกัดแค่ “ความผิดทางการเมือง” (political offence) แต่เพียงอย่างเดียว แต่อาจรวมถึง “ความผิดที่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับความผิดทางการเมือง” (an offence connected with a political offence) ด้วยอย่างเช่น กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศอังกฤษกับไอร์แลนด์ ฉะนั้น ปัจจุบันนักกฎหมายบางท่านจึงใช้คำว่า ความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง (Political character) แทน
นอกจากนี้ ความผิดทางการเมืองมิได้จำกัดเพียงแค่ “การกระทำ” (act) ของผู้กระทำแต่เพียงอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจกัน แต่รวมถึงปัจจัยอย่างอื่นด้วย เช่น แรงจูงใจของรัฐบาลที่ร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝงหรือไม่ ที่เรียกว่า “Political Motive of the Requesting State” หรือ การปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (Fair Trail) หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า สิทธิมนุษยชนต่างๆ ของจำเลย หรือผู้ถูกกล่าวหาจะถูกละเมิด ศาลก็อาจปฏิเสธที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยจะต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า สิทธิการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมหรือสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ของตนจะถูกละเมิดได้
ยิ่งไปกว่านั้น ศาลของหลายประเทศยังได้ให้ความสำคัญกับระบอบการปกครองของประเทศที่ร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนด้วยว่ามีระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน มีการรับรองหลักนิติรัฐหรือไม่ เกณฑ์นี้เรียกว่า “The Political Structure of the Requesting State” เกณฑ์นี้ศาลอังกฤษเคยใช้ในคดี Kolczynski โดยศาลอังกฤษปฏิเสธที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปให้ประเทศโปแลนด์ ซึ่งพิจารณาตามมาตรฐานของประเทศอังกฤษ (หรือประเทศตะวันตก) แล้ว โปแลนด์ในเวลานั้นยังไม่เป็นประชาธิปไตยตามมาตรฐานของประเทศตะวันตก

ข้อสังเกตจดหมาย (ที่ไม่ธรรมดา) ของอดีตนายกรัฐมนตรี
จดหมายที่อดีตนายกรัฐมนตรีส่งตรงมาจากกรุงลอนดอนนั้น หากคนธรรมดาทั่วไปอ่านคงคิดว่าเป็นการระบายความในใจต่อพี่น้องประชาชน แต่หากพิจารณาเนื้อความอย่างละเอียดแล้ว จดหมายนี้ยังแฝงประเด็นข้อกฎหมายต่างๆ ไว้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องต้อง “ถอดรหัส” ต่อไป

บทส่งท้าย
การใช้สิทธิลี้ภัยทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นสิทธิที่พึงกระทำได้ตามที่รับรองไว้ในปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ส่วนจะได้สิทธิลี้ภัยหรือไม่นั้น เป็นดุลพินิจของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและขั้นตอนของประเทศอังกฤษ หากประเทศอังกฤษให้สิทธิลี้ภัยเเก่อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว จะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์กระบวนการยุติธรรมของไทยหรือไม่นั้น น่าคิดไม่น้อย แต่หากรัฐบาลไทยใช้ช่องทางของการส่งผู้ร้ายข้ามแดนโดยที่ศาลอังกฤษปฏิเสธที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดน โดยเห็นว่าเป็นความผิดทางการเมือง หรือเป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ อาจมี “เครื่องหมายคำถาม” มากมายเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย กระบวนการยุติธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และหลักนิติรัฐของประเทศไทยว่าได้มาตรฐานอย่างประเทศตะวันตกหรือไม่ อย่างหลีกเลี่ยงมิได้



ตัวหนังสือไม่มีวันชนะ...การกระทำ

ใครได้อ่านแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ตอบโต้จดหมายของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ทำให้หลงเคลิบเคลิ้มไปว่า ในประเทศไทยของเรานี้ กระบวนการยุติธรรม “ดีไม่มีที่ติ”
อันที่จริงปัญหาของกระบวนการยุติธรรมประเทศไทย มีการถูกกล่าวขานมาตลอดเวลา เช่น กรณี “2 พ่อลูกตระกูลศรีธนะขันธ์” กรณี “เชอรี่แอน ดันแคน” กรณี “หมอวิสุทธิ์ฆ่าภรรยาด้วยไม้กอล์ฟ” กรณีเหล่านี้ล้วนเป็น...เหยื่อ!!! ของ กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ใช่หรือไม่?
นี่ยังไม่นับรวมคดีความทางการเมือง ซึ่งที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ามีการดำเนินการใน ลักษณะ 2 มาตรฐาน เช่น กรณีรถและเรือดับเพลิง ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีการทุจริตกันนั้น คนที่เซ็นเปิดแอลซี ซึ่งเป็นกุญแจเปิดนำไปสู่การทำให้สัญญามีผลบังคับใช้ กลับได้รับการยกเว้นในการกล่าวโทษหน้าตาเฉย!!!
ย้อนไปดูกรณีการขายหนี้เน่า ของ ปรส. หรือ “คณะกรรมการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน” ที่มีการ นำทรัพย์สินของชาติ 8 แสนล้านบาท ออกมาขายใน ราคาถูกแสนถูก เพียงกว่า 1.9 แสนล้านบาท และบริษัทที่มารับซื้อเป็นที่ปรึกษาของผู้มีอำนาจในกระทรวงการคลัง แถมยังเล่นแร่แปรธาตุบริษัทเป็นกองทุนรวม เพื่อ หลีกเลี่ยงภาษีอากร โดยคนภาครัฐเป็นใจทำให้ผลประโยชน์นี้ไปตกกับใคร
บริษัทที่ รับซื้อสินทรัพย์ของคนไทย ซื้อไปก้อนใหญ่ ในราคาถูก แล้ว เอามาขายกลับให้คนไทยในราคาแพงหูฉี่ กินส่วนต่างกันเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 2-3 แสนล้านบาท
แน่ใจหรือว่า...ไม่มีใครบนผืนแผ่นดินไทย ไม่มีบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ไม่มีสถาบันการเงินใดสถาบันการเงินหนึ่ง จะได้เปรียบเสียเปรียบในนโยบายมาตรการที่ออกมาบังคับใช้ในช่วงนั้น
เหล่านี้มีความกังขาสงสัยในพฤติกรรมของการใช้นโยบายเพื่อหาประโยชน์หรือไม่?
เหล่านี้ เราไม่ได้รับคำตอบจากกระบวนการยุติธรรม แม้เวลาผ่านล่วงเลยมาหลายปีแล้วก็ตาม จนทำให้อดสงสัยในมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย
แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ อาจจะขัดต่อความรู้สึกของนานาชาติ หากเขามองเข้ามาในประเทศไทย ในกรณีต่างๆ ในอดีตมาจนถึงปัจจุบันที่เกิดขึ้นมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คดีการเมือง” ที่กระบวนการยุติธรรมชั้นต้นได้ทำให้เห็นว่า บ้านเมืองไทยมี 2 มาตรฐานอย่างชัดเจน
คดี ปรส. ทำให้มูลค่าของทรัพย์สมบัติชาติโดยรวมสูญเสียไป 2-3 แสนล้าน ไม่มีการแตะต้องกับบุคคลที่มีส่วนร่วม บุคคลที่ออกนโยบาย บุคคลที่ออกกฎหมาย
ขณะที่อีกฝ่ายกลับถูก “ยำใหญ่” ซึ่งหากจะประเมินราคาความเสียหายตามที่ได้โจมตีกล่าวอ้างกันนั้น เทียบกันแล้วมีเพียงน้อยนิด
คดี “รถและเรือดับเพลิง” ที่คนลงนามเปิดแอลซี ซึ่งเป็นเงื่อนไขทำให้สัญญาสมบูรณ์ กลับไม่โดนทำโทษ
เทียบกับคดี “หวยบนดิน” ที่โดนทั้งคณะรัฐมนตรี เพียงเพราะไม่ได้คัดค้านในที่ประชุม การออกแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เกิดความเชื่อมั่นเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมไทย ทั้งกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น กระบวนการยุติธรรมชั้นกลาง และกระบวนการยุติธรรมชั้นสุดท้ายนั้น จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้จริงหรือไม่
“ยุติธรรม” หรือ “อยุติธรรม” ไม่ได้อยู่เพียงแค่ตัวหนังสือตามเอกสารที่กระทรวงการต่างประเทศนำมาประกาศต่อชาวโลก แล้วเรียกความเชื่อมั่นศรัทธาต่อชาวโลกตามตัวหนังสือ หากแต่การกระทำต่างหากเป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันและตัดสิน

โต้แถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวกับอำนาจตุลาการ

เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับอำนาจตุลาการ นัยว่าเพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ว่ามีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม แล้วก็คงเป็นเพราะถูกเรียกร้องจากพรรคประชาธิปัตย์ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้ชี้แจงต่อนานาชาติ แถลงการณ์ดังกล่าวมี 6 ข้อ ทุกข้อเป็นความรู้ทั่วไป และหลักการทางทฤษฎีการเมือง การปกครอง และกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ตอบปัญหาหรือข้อกล่าวหาของอดีตนายกรัฐมนตรี และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและรักความยุติธรรมเลย ผมขอชี้ชัดดังนี้
ข้อที่ 1 กระทรวงการต่างประเทศแถลงว่า อำนาจตุลาการเป็น 1 ใน 3 ของอำนาจอธิปไตย นี่เป็นความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับระบอบการปกครองโดยเฉพาะประชาธิปไตย นักเรียนรัฐศาสตร์และผู้สนใจการเมืองทุกคนล้วนรู้กัน ไม่มีความหมาย ไม่มีนัย หรือไม่ได้แก้ความสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมใดๆ เลย แน่นอน อำนาจตุลาการเป็น 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย แต่อำนาจนี้ในประเทศไทยมิได้ยึดโยงกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนเลย
ข้อที่ 2 เป็นความรู้ทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่ถูกต้องนัก เพราะอำนาจตุลาการมีความเป็นมาและความต่อเนื่องนับร้อยปี มิใช่จากระบบกฎหมายประเพณี มาสู่ระบบกฎหมายแบบประมวล ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของระบบกฎหมายไทย หากมาจากระบบที่ศาลที่สังกัดฝ่ายบริหาร แยกมาเป็นฝ่ายยุติธรรมหรือธรรมการ ตั้งแต่สมัยการปฏิรูประบบบริหารของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก่อนหน้านี้ ศาลทั้งหลายทั้งปวงสังกัดกรมกองของฝ่ายบริหาร เช่น ศาลกรมพระคลังข้างที่
ข้อที่ 3 กระทรวงการต่างประเทศแถลงว่า อำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติและด้านบริหาร มีการเปลี่ยนแปลงหรือการชะงักงันในประวัติศาสตร์การเมืองของไทย แต่ระบบตุลาการมีความมั่นคง ต่อเนื่อง เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในสังคมไทยเสมอมา ข้อนี้ก็ผิด ในประวัติศาสตร์การปกครองสมัยใหม่ตั้งแต่การปฏิวัติประชาธิปไตย 2475 อำนาจอธิปไตยด้านนิติบัญญัติและด้านบริหารเปลี่ยนแปลงมาหลายครั้งจริง แล้วทุกครั้งมาจากรัฐประหารของคณะทหาร ซึ่งมายึดอำนาจจากรัฐบาล เปลี่ยนอำนาจนิติบัญญัติและบริหารที่เป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชน มาเป็นของคณะรัฐประหาร โดยคณะรัฐประหารจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่ออกกฎหมาย ในแง่นี้ อำนาจอธิปไตยทั้ง 2 ด้านจึงไม่เคยหยุดชะงัก และแทบทุกครั้ง คณะรัฐประหารไม่เพียงแต่จะใช้อำนาจตุลาการระดับสูง เช่น หัวหน้าคณะรัฐประหารบ้าง คณะปฏิวัติบ้าง คณะปฏิรูปบ้าง มีอำนาจตัดสินลงโทษผู้กระทำความผิด เช่น ในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทยชั่วคราว มาตรา 17 ให้นายกรัฐมนตรีสั่งลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตได้ แต่ยังแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหลายต่อหลายคดี ดังรู้กันในแต่ละสมัย
ข้อที่ 3 และ 4 เกี่ยวกับการคัดสรรบุคลากร หรือผู้พิพากษา ผมไม่โต้แย้ง แต่มีข้อท้วงติงว่า เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีแต่ผู้พิพากษา หากยังมีอัยการ ตำรวจ และทนายความ ลำพังแต่ผู้พิพากษา แม้จะมีความเป็นวิชาชีพสูง มีความแตกฉานทางกฎหมาย มีจิตใจยุติธรรม และจรรยาบรรณ ก็ไม่มีหลักประกันว่าระบบตุลาการจะประสาทความยุติธรรมทุกคดี ผมเห็นด้วยว่า สังคมไทยยังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์และความยุติธรรมของอำนาจตุลาการ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้คนจำนวนไม่น้อยวิจารณ์ระบบตุลาการ ศาล และการตัดสินคดีความต่างๆ มากขึ้นเป็นลำดับ
ข้อที่ 5 กระทรวงการต่างประเทศชี้ว่า ระบบตุลาการไทยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องและทันสมัย เช่น การจัดตั้งองค์การทางตุลาการเพิ่มขึ้น เช่น ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และฉบับปี 2550 โครงสร้างใหม่เหล่านี้อยู่คู่กับฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี โดยไม่มีความกังขาใดๆ แต่สำหรับประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและความยุติธรรมส่วนใหญ่เห็นว่า ศาลเหล่านี้สร้างปัญหาต่อ 2 ฝ่ายดังกล่าวมากขึ้นทุกวัน
ข้อสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศแถลงว่า ศาลทั้งหลายต้องพิพากษาอรรถคดี และทำหน้าที่ของตนด้วยความยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ นี่ก็เป็นหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187
สรุป แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศดังกล่าว เป็นแค่คำตอบของวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ ของนักศึกษานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ปี 1 มิอาจแก้ความสงสัยของใครทั้งนอกและในประเทศได้

ยี่ห้อ “ทักษิณ ชินวัตร”

ถ้าชีวิตนี้คือ “ละคร” ซีรี่ส์ชีวิตของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย ก็เป็นยิ่งกว่าละครบทไหนๆ ในโลก
แม้วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว ไม่ได้อยู่ในเมืองไทย ท่ามกลางความเสียใจของพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักและชื่นชมผลงานของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ยิ่งใหญ่คนนี้
ต้องยอมรับว่า แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลบ้านไกลเมืองแค่ไหน ยี่ห้อหรือแบรนด์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็ยิ่งเข้มแข็ง และคงอยู่ในใจของคนไทยส่วนใหญ่อย่างไม่เสื่อมคลาย
แม้จะถูกบิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสี ใช้คำหยาบคายกล่าวหาสารพัด ว่าโกงชาติ ขายชาติ พูดกรอกหูผ่านทางโทรทัศน์ถ่ายทอดสดทั้งวันทั้งคืน
สื่อมวลชนกระแสหลัก ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ ก็ชี้นำให้จงเกลียดจงชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชนิดที่เรียกว่า รุมเร้าให้คนรักทักษิณไม่มีที่ยืนในสังคมเลย
อย่างไรก็ตาม วิธีการต่างๆ เหล่านี้มันใช้ไม่ได้แล้ว เพราะความศรัทธามันเกิดขึ้นมาแล้ว
ที่ผ่านมา กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการทำลายความศรัทธาในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ คิดผิดไปว่า ถ้าทำลายความน่าเชื่อถือด้วยการโยนความผิดต่างๆ โดยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิด ประชาชนก็จะเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิดจริงๆ
ซึ่งวิธีการต่างๆ เหล่านี้ มันไม่เป็นไปตามธรรมชาติ หรือครรลองที่ควรจะเป็น
ดังนั้นวันนี้ มันจึง “ช้า” เกินไป ความศรัทธานั้น ไม่สามารถตัดให้เยื่อใยขาดได้ภายในปีสองปี หรือสามปี เหมือนที่กำลังพยายามทำกันอยู่
การที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กำหนดให้การเมืองไทยต้องไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
รวมทั้งกำหนดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หายไปจากการเมืองไทยและถูกดำเนินคดี และสุดท้ายกำหนดให้พรรคพลังประชาชนถูกยุบ
จากนั้นกำหนดให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาล โดยให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี
ทุกอย่างที่ผมกล่าวมานั้น เป็นเพียงแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ ของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้อยู่เบื้องหลัง
เพราะการจะไปบังคับ หรือกำหนดให้คนส่วนใหญ่คิดเหมือนตัวเองนั้นเป็นเรื่องยาก พิสูจน์ได้จากการใช้กำลังทหารหรือใช้ปืน ใช้รถถังมาบังคับฝืนใจประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ก็ยังมีคนศรัทธาพรรคไทยรักไทย ศรัทธาพรรคพลังประชาชน หรือในอนาคตอาจจะศรัทธาพรรคอื่นๆ ที่มียี่ห้อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามมาก็ได้
ฉะนั้นวันนี้จึงพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า แบรนด์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังอยู่ในใจคนไทยตลอดเวลา
ถึงเวลาแล้วครับ ที่คนรักทักษิณทั้งหมดทั้งมวลจะลุกขึ้นมา “สู้” อย่างคนมีสติ สู้ด้วยความคิดสร้างสรรค์ และสู้ด้วยจิตใจเบิกบาน
รำลึกถึงคุณงามความดี ผลงานต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
โครงการต่างๆ ที่เกิดจากมันสมองอันแหลมคมของ พ.ต.ท.ทักษิณ เช่น โครงการแท็กซี่เอื้ออาทร ที่มอบให้ธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อแท็กซี่เอื้ออาทร
หรือโครงการเอสเอ็มแอล ที่ให้กับชุมชนต่างๆ เพื่อนำไปพัฒนาสร้างคุณภาพให้กับชุมชน และจัดทำโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อชาวชุมชนโดยเฉพาะคนชรา และผู้ที่ไม่มีที่อยู่อาศัย พร้อมให้ธนาคารออมสินปล่อยเงินกู้เพื่อการค้าขาย อัตราดอกเบี้ยราคาถูก
กองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) อันเป็นโครงการให้ยืมเงินเรียนในระดับอุดมศึกษา โดยให้กู้ยืมได้สูงสุดถึง 1.5 แสนบาท ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน ไม่มีอัตราดอกเบี้ย และกำหนดให้ใช้คืนเมื่อมีรายได้เดือนละ 1.6 หมื่นบาทขึ้นไป หากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่ต้องชำระ
โครงการเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเวลากว่า 5 ปี ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ถืออำนาจบริหารสูงสุดของประเทศ
ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 23
ณ วันนี้ แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ตัดสินใจออกไปใช้ชีวิตตามทางที่ตนเองได้เลือกแล้ว
แต่ “คนไทย” ยังรอคอยการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ แม้จะเนิ่นนานเพียงใดก็ตาม!

เรื่องดีๆ ของคนดีที่ประชาชนรัก

ช่วงนี้มีโทรศัพท์เข้ามาที่กองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์มากมาย ล้วนแล้วแต่แสดงความเห็นอกเห็นใจอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทุ่มเททำงานเพื่อบ้านเมืองและประชาชนคนไทยมาเกือบ 6 ปี ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลูกหลานได้รับการศึกษาอย่างดี เกิด เจ็บไข้ได้ป่วย ก็มีหมอตามโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จึงเป็นที่รักของคนในระดับรากหญ้า คนที่ด้อยโอกาส คนที่รอคอยโอกาส
แม้แต่ในสังคมโลก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นที่ยอมรับในความรู้ความสามารถของอดีตนายกรัฐมนตรีคนเก่งคนนี้ จึงเป็นที่อิจฉาตาร้อน เกิดความริษยาจากคนที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง เพราะมองว่าจะเป็น “ก้างขวางคอ” ชิ้นใหญ่ ในการที่พวกเขาจะมามีอำนาจ มาหาผลประโยชน์ต่างๆ
โดยพยายามทำลาย ต้องการให้ออกไปจากการเมืองมาโดยตลอด หาเรื่องประท้วงขับไล่มาจนถึงวันนี้
ในบ้านเรา การให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม เพื่อให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้อยู่อย่างมีศักดิ์มีศรีในสังคมนั้น เป็นเรื่องที่เห็นกันได้ยาก แม้จะมีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก
ยิ่งตอนนี้ ปัญหาสังคมกำลังทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบต่อครอบครัว ทั้งคนยากไร้ คนชรา คนพิการ เด็กด้อยโอกาส มีปัญหาเพิ่มมากขึ้น การแก้ไขปัญหาต้องกระจายความรับผิดชอบ ชุมชนต้องช่วยชุมชน
ดังนั้น “กองทุนหมู่บ้าน” ที่มีการบริหารจัดการจนมีผลกำไร จะได้กันเงินส่วนนี้จัดเป็น “สวัสดิการชุมชน” เข้าไปช่วยเหลือดูแลชุมชนต่อไป
ในส่วนที่เกินความสามารถของกองทุนนั้น ทางอำเภอ และส่วนราชการ รวมทั้ง อบต. จะเข้าไปช่วยเหลือ หากปัญหาเกินกว่านั้น ทางจังหวัด ส่วนราชการ กาชาดจังหวัด ตลอดจนภาคเอกชน จะเข้าไปให้การช่วยเหลือ ที่ผ่านมาสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ดีตามลำดับนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล
ที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาความยากจนตามโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง
ที่พูดถึงกันมากคือ “เงินผัน” เป็นการผันเงินไปให้ประชาชนในสมัยรัฐบาล ม.รว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อปี 2518 นั้น รัฐบาลต้องการช่วยผ่อนเบาปัญหาเศรษฐกิจอันหนักหน่วงให้ประชาชนในชนบท โดยการผันเงินไปให้สภาตำบลจ้างแรงงานชาวบ้านที่ไม่มีงานทำ ให้ช่วยกันพัฒนาสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ถนนหนทาง แหล่งน้ำ สะพาน ฯลฯ เพื่อคนยากจนเหล่านั้นจะได้มีรายได้
ขณะเดียวกันก็เป็นการเอื้ออำนวยประโยชน์แก่การผลิตและการดำเนินชีวิตของผู้คนในชุมชน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน
ส่วนการกระจายเงินงบประมาณไปให้การสนับสนุนโครงการ “กองทุนหมู่บ้าน” ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลนั้น มีจุดมุ่งหมายจะช่วยให้ “กลุ่มออมทรัพย์” ของชาวบ้าน ที่เกิดขึ้นตามหมู่บ้านต่างๆ ได้มีเงินทุนเพิ่มขึ้น และสามารถผ่อนเบาความยากลำบากในการดำเนินชีวิตของชาวบ้านที่เป็นสมาชิกได้มากขึ้น
โดยกำหนดวัตถุประสงค์กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองไว้ว่า
1.เป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในหมู่บ้านและชุมชนเมือง สำหรับการลงทุน เพื่อการพัฒนาอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ หรือเพิ่มรายได้ลดรายจ่าย การบรรเทาเหตุฉุกเฉินและความจำเป็นเร่งด่วน
2.ส่งเสริมการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนเมืองให้มีขีดความสามารถในการบริหารจัดการเงินทุนของตนเอง ซึ่งการใช้จ่ายเงินของกลุ่มออมทรัพย์ที่ยกระดับขึ้นเป็นกองทุนหมู่บ้าน ก็เป็นไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ของกองทุน
ในวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ได้เป็นประธานกดคอมพิวเตอร์ออนไลน์ โอนเงินกองทุนหมู่บ้านไหลสู่หมู่บ้านทั่วประเทศ ในงวดแรก 7,125 หมู่บ้าน จำนวน 7,125 ล้านบาท ผ่านระบบของ ธนาคารออมสิน 5,001 หมู่บ้าน และระบบของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 2,124 ล้านบาท กระจายในจังหวัดต่างๆ 64 จังหวัด
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวหลังทำพิธีโอนเงินให้กับคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านจังหวัดต่างๆ ซึ่งมีการถ่ายทอดผ่านดาวเทียมด้วยว่า การเตรียมความพร้อมของหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังล่าช้า ทำให้การโอนเงินล่าช้า ขณะที่รัฐบาลใจร้อนกว่าประชาชนเสียอีก จึงอยากให้หมู่บ้านที่รับเงินไปแล้วช่วยแนะนำหมู่บ้านที่ยังไม่มีความพร้อม เพื่อเร่งสร้างความพร้อมมากขึ้น
และขอให้ประชาชนนึกเสมอว่า เงินกองทุนดังกล่าวเป็นเงินทุนหมุนเวียนที่นำไปใช้สร้างอาชีพ สร้างรายได้ เมื่อใครมีรายได้ก็ควรคืนเงินเพื่อให้คนอื่นได้ใช้ต่อ
เงินดังกล่าวถือเป็นศูนย์กลางที่จะสร้างความสามัคคี ขอให้ใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยเงินดังกล่าวสามารถใช้เชื่อมโยงกับโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ได้
พ.ต.ท.ทักษิณ พูดถึงนโยบายกองทุนหมู่บ้านว่า มั่นใจว่าจะแก้ปัญหาความยากจนได้ตรงจุด ในการช่วยเหลือประชาชนระดับล่างได้ และจะเป็นนโยบายที่หลายประเทศและหลายคนในประเทศไทยติดตามว่า จะประสบความสำเร็จหรือไม่ หลังจากเคยโจมตีนโยบายดังกล่าวมาก่อน
สำหรับโครงการกองทุนหมู่บ้านนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกตัวไว้แล้วว่า โอกาสที่เงินจะรั่วไหลคงไม่มี แต่หนี้เสียอาจจะมีบ้างแต่ไม่มากนัก
โครงการนี้ต้องการให้แหล่งทุนเข้าไปถึงชาวบ้าน และอยากให้นำเงินดังกล่าวมาสร้างงาน ให้สามารถยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้อย่างยั่งยืน
แต่บางคนไม่รู้เรื่อง พอรัฐบาลพูดเรื่องนี้ก็มีคนมาดูถูกว่า คนอย่างชาวบ้านจะไปจัดการได้อย่างไร เพราะมีประสบการณ์จากโครงการมิยาซาวา ซึ่งมันคนละเรื่องกัน โครงการมิยาซาวาเป็นการผลาญเงิน แต่กองทุนหมู่บ้านเป็นการเอาเงินให้ชาวบ้านสร้างตัว
"อย่าไปนึกว่าเงินนี้เหมือนใบปลิวที่เอามาโปรย ถ้าถามว่าวันนี้เงินกว่าหมื่นล้านพร้อมหรือไม่ ขอตอบว่าพร้อมแล้ว จะให้ลงพรุ่งนี้ก็ได้ แต่ไม่ต้องการให้ชาวบ้านคิดว่าเงินนี้แจกฟรี แล้วใช้ตามสบาย แต่จะเป็นเงินหมุนเวียนในหมู่บ้าน" อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวและว่า ต้องการกรรมการและผู้นำชุมชนที่มีความเสียสละ เป็นคนที่ชาวบ้านเลือกขึ้นมา และตนเห็นด้วยที่จะให้หน่วยราชการมาเป็นพี่เลี้ยง หากหมู่บ้านไหนบริหารเงินมีประสิทธิภาพ และต้องการเงินหมุนเวียนสูงขึ้น รัฐบาลคงพิจารณาเป็นรายกรณีไป
ในรัฐบาลนี้ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ทำพิธีจัดสรรและโอนเงิน “กองทุนเงินล้าน” ให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่จัดตั้งขึ้นใหม่ และหมู่บ้านและชุมชนเดิมที่ยังไม่ได้จัดตั้งกองทุน 885 แห่ง หรือประมาณ 50% จากที่มีทั้งหมด 1,540 แห่ง ตัวแทนกองทุนใหม่ที่เข้ารับการโอนเงิน แบ่งเป็น โครงการของธนาคารออมสิน 658 กองทุน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 227 กองทุน
แบ่งเป็น ภาคกลาง 14 กองทุน ภาคตะวันออก 39 กองทุน ภาคตะวันตก 48 กองทุน ภาคเหนือ 284 กองทุน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 453 กองทุน และภาคใต้ 47 กองทุน
จนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีหมู่บ้านที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 38,573 หมู่บ้าน ผ่านการรับรองสถานภาพแล้ว 24,953 หมู่บ้าน และผ่านขั้นตอนการอนุมัติระดับอำเภอ 15,162 หมู่บ้าน ผ่านขั้นตอนการอนุมัติระดับจังหวัด 11,866 หมู่บ้าน และมีกองทุนหมู่บ้านที่ได้รับการขึ้นทะเบียนความพร้อมจำนวน 11,665 หมู่บ้าน
ส่วนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนที่เหลือ คาดว่าเมื่อมีการเตรียมความพร้อมในทุกด้านแล้ว จะโอนเงินได้ทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้หมู่บ้านและชุมชนทั้งหมดมีเงินทุนที่จะนำไปพัฒนาหมู่บ้านของตนเองให้เกิดความเข้มแข็งต่อไป
ในงานนี้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ที่ไบเทค บางนา รวมทั้งจะชี้แจงทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาลขึ้นเป็นครั้งแรกด้วย
มีการยืนยันจาก ดร.ประภากร สมิติ ผวจ.ชัยนาท ว่า ตั้งแต่ปี 2544 ปัจจุบันมีกองทุนใน จ.ชัยนาท ทั้งสิ้น 514 กองทุน เป็นเงิน 514,000,000 บาท กองทุนหมู่บ้านอนุมัติให้สมาชิกกู้ยืมเงินไปลงทุนประกอบอาชีพ ในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ด้านอื่นๆ ได้แก่ การอบรม การประชุม ทัศนศึกษาดูงาน สร้างสาธารณประโยชน์ชุมชน ฯลฯ การให้การช่วยเหลือสงเคราะห์ชุมชนของกองทุนหมู่บ้านในช่วงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2551 รวม 5 เดือน จำนวน 2,658 คน เป็นเงิน 2,789,360 บาท กองทุนหมู่บ้านทั้ง 514 กองทุน ได้อนุมัติให้สมาชิกกู้ไปลงทุนประกอบอาชีพในด้านการเกษตร 26,537 ราย เป็นเงิน 105,370,210 บาท ด้านการค้าขาย 9,498 ราย เป็นเงิน 94,980,000 บาท ด้านช่าง 6,125 ราย เป็นเงิน 29,420,000 บาท ด้านอุตสาหกรรมในครัวเรือน 2,796 ราย เป็นเงิน 27,920,000 บาท รวมทั้งสิ้น 44,956 ราย เป็นเงิน 257,910,210 บาท ผลจากการบริหารกองทุนหมู่บ้าน ทำให้มีผลกำไร ซึ่งกองทุนได้จัดสรรเงินดอกเบี้ยจากบัญชีที่ 1 ไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์ชุมชนครั้งนี้
เรื่องดีๆ ที่มีคนส่วนใหญ่ของประเทศได้ประโยชน์อย่างนี้ ไม่ค่อยมีใครยกมาพูดถึง แต่พยายามหาสิ่งที่มันผิดพลาดไม่สมบูรณ์ ซึ่งมีอยู่บ้าง มาป่าวประกาศ หวังทำลายความรักศรัทธาที่มีต่อรัฐบาลและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ในบ้านเรา ยังมีคนประเภทปากกล้าขาสั่นอีกมากมาย โดยเฉพาะที่สะพานมัฆวานฯ

ยาหมดอายุ

ขำไม่ออกจริงๆ กับกรณีที่ อ.คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ปี 2540 เปิดเผยว่า คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา หรือ คุณหญิงเป็ด ต้องพ้นจากตำแหน่งที่เชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคม และสามารถปลูกบ้านเนื้อที่พันตารางเมตร ในราคา 4.5 ล้านบาทได้ ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 301 ของรัฐธรรมนูญปี 2550
บทเฉพาะกาล มาตรา 301 ระบุว่า ให้ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับตั้งแต่วันที่มีการแต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปครั้งแรก ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ และหากยังไม่มีประธานศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้คณะกรรมการสรรหาประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่
ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่แทนประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ต้องยอมรับความจริงกันก่อนว่า อ.คณิน บุญสุวรรณ คือคนที่ใครต่อใครต่างยอมรับว่า มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน
ผมจำได้ว่า ในอดีตนั้น ส.ส. ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครจะให้ความสนใจกับรัฐธรรมนูญสักเท่าไร จะไปเน้นในเรื่องของข้อบังคับการประชุมมากกว่า เพื่อจะได้นำมาเป็นประโยชน์ในการประชุมและประท้วง แต่ อ.คณิน กลับให้ความสนใจกับรัฐธรรมนูญมาตลอดตั้งแต่เป็น ส.ส.ชลบุรี จนถึงปัจจุบันแม้ไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ก็ยังสนใจกับรัฐธรรมนูญ
และ...ดูเหมือนว่าเพิ่มดีกรีความสนใจมากกว่าในอดีตเสียอีก เพราะบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ฉบับหน้าแหลมฟันดำ หลายมาตราเขียนขึ้นมาอย่างพิลึกพิลั่น เพียงหวังจะฆ่ากวางสักตัวแต่ต้องเผาป่าทั้งป่า
เมื่อ อ.คณิน หยิบยกบทเฉพาะกาล มาตรา 301 ขึ้นมา โดยหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์นำเสนอเป็นข่าวใหญ่วันวาน ผมจึงบอกว่า ขำไม่ออกจริงๆ
องค์กรอิสระที่เราเชื่อมั่นว่าจะมีความเป็นอิสระ เป็นตัวอย่างที่ดีแก่องค์กรอื่นๆ ของรัฐ กลับเป็นองค์กรที่มีปัญหา เป็นองค์กรเถื่อนที่ไม่ผ่านการโปรดเกล้าฯ ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะกำเนิดขึ้นมาจากคณะรัฐประหาร ที่ยึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตามระบอบประชาธิปไตย เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.
โดยเฉพาะ ป.ป.ช. นั้นมีดีเอ็นเอของคณะรัฐประหารร้อยเปอร์เซ็นต์ จึงนำคำว่า “รัฐาธิปัตย์” ซึ่งไม่มีบัญญัติไว้ในพจนานุกรมของไทย มาเป็นข้ออ้างข้างๆ คูๆ ในการดำรงตำแหน่ง ทั้งๆ ที่ข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญระบุไว้ชัดเจนว่า จะดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนจากภาษีของประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ
ในขณะที่ กกต. นั้น คณะรัฐประหารเป็นแค่เป็นผู้ทำคลอด เพราะได้ผ่านการเลือกมาจากสมาชิกวุฒิสภา แต่ยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก ก็ทำการรัฐประหารเสียก่อน แต่ยังได้รับการแต่งตั้งจากคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ ต้องถือว่าเป็นองค์กรเถื่อนเช่นเดียวกับ ป.ป.ช. ถ้าเป็นอาหารและยารักษาโรค ถือว่ายังไม่ผ่านการตรวจของคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.
เมื่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจน แต่ยังไม่มี ป.ป.ช. และ กกต. คนไหน กล้าตัดสินใจเพื่อชาติ ยอมเดินออกจากตำแหน่งโดยไม่มีเยื่อใย เพราะจะให้ลาออกก็ไม่รู้จะลาออกได้อย่างไร ในเมื่อยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งอย่างสมบูรณ์ตามข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งผลให้ตัวเหี้ยไม่ต้องเดินทางมาเยี่ยมหน้าสำนักงาน ป.ป.ช.
ในทางกลับกัน หาก ป.ป.ช. ยังมีความกังขาในการดำรงตำแหน่ง จะส่งผลให้ข้าราชการที่ถูก ป.ป.ช. สอบสวน ก็จะไม่สนใจที่จะมาให้ปากคำกับ ป.ป.ช. อย่างที่ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้แสดงไว้เป็นตัวอย่างแล้วขณะนี้
นึกภาพดูเถอะครับว่า อะไรจะเกิดขึ้นหากข้าราชการปฏิบัติตามนายกรัฐมนตรี เพราะกังขาการดำรงตำแหน่งของ ป.ป.ช. ที่เรียกกันว่า ป.ป.ช.เถื่อน
ขณะที่นึกภาพของเรื่อง ป.ป.ช. ยังไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็เกิดปัญหาที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ขึ้นมาให้ขำไม่ออกอีกเรื่อง เมื่อ อ.คณิน เปิดประเด็นคุณหญิงเป็ดหมดวาระแล้วในทุกตำแหน่งที่นั่งทับซ้อนอยู่คนเดียวตั้งแต่มีการยึดอำนาจ จนกระทั่งวันนี้ผ่านการเลือกตั้งทั่วไปแล้ว อีก 3 วันจะครบ 8 เดือน เลย 120 วัน ไปนานแล้ว
วันนี้ต้องถือว่าคุณหญิงเป็ดเป็นอาหารและยาที่หมดอายุ จึงเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงที่คนไทยต้องบริโภคอาหารและยาที่ไม่ผ่าน อย. และหมดอายุ



Monday, August 18, 2008

ข้าวแลกน้ำมัน

นับแต่ข้าว สินค้าส่งออกสำคัญของไทย ขึ้นราคาไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหว จากผู้นำประเทศบ่อน้ำมันจากตะวันออกกลาง

ความจริง ต้นเหตุจริงๆเกิดจากราคาน้ำมันแพง เมื่อข้าวแพงและมีเค้าว่าจะหายาก เจ้าของบ่อน้ำมันก็คิดได้ ในยามยาก คงกินน้ำมันแทนข้าวไม่ได้

เจ้าชายนครดูไบ นายกฯสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เคยมีข่าวจะเข้ามาดูแลโครงการแลนด์บริดจ์ที่ภาคใต้ ผู้นำซาอุดีอาระเบีย ก็ตั้งใจมาดูการทำนาที่สุพรรณฯ ในขณะที่มีข่าวต่างชาติเหมาซื้อที่ทำนา...ที่โน่นที่นี่

หลังมีรัฐมนตรีโยนก้อนหินถามทาง จะมีใคร (กล้า) ขัดคอหรือไม่ ถ้าจะยกที่ดินให้ต่างชาติเช่าระยะยาว 90 ปี ก็ให้บังเอิญ อาคันตุกะล่าสุด เจ้าชายจากคูเวต เดินทางมาพอดี

ตัวเลขเช่าที่ดิน 90 ปีนี้ สำหรับนักลงทุนไทย ที่ไปปักหลักในเขมร ดูจะเป็นตัวเลขธรรมดา แต่ถ้านึกไปถึงจำนวนปี ที่ฝรั่งบีบคอเช่า ฮ่องกง มาเก๊า จากจีน ตัวเลข 90 ปี ก็บาดใจ

ไม่สู้เป็นมงคล

ตลอดเวลายาวนานที่ผ่านมา แม้ประเทศบ่อน้ำมัน จะเป็นประเทศที่สั่งซื้ออาหารจากเอเชียรวมถึงไทยอยู่บ้าง แต่ก็เป็นการสั่งซื้อตามกลไกตลาดปกติ

เพิ่งเห็นเคลื่อนไหวกันคึกคัก ก็คราวนี้แหละ

ผมเคยสงสัย...ทำไม...ชาวนาผู้ผลิตข้าวของไทย... จึงไม่มีอำนาจต่อรอง ตั้งราคาข้าวได้เอง

ข้าวนั้น แม้ในช่วงนี้ จะมีเสียงบอกว่า ชาวนาเพิ่งลืมตาอ้าปาก...แต่คำว่า ลืมตาอ้าปาก ก็อธิบายว่า...ของกระดูกสันหลังของชาติ...ยากแค้นขัดสนมานานเหลือเกิน

ชาวนา เป็นเป้าสำคัญของนักการเมือง ทุกครั้งที่มีการหาเสียง แต่เมื่อเลือกตั้งกันไปแล้ว ไม่ว่ายุคไหน นักการเมืองนั่นแหละ มักไปสุมหัวหากินอยู่กับพ่อค้า

เปรียบกับเกษตรกรเจ้าของไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง ข้าวของชาวนา มีพลังต่อรองน้อยกว่ามาก

ข้าราชการกลไกของรัฐ ก็ดูจะยอมจำนนกับคำว่ากลไกตลาด กลายเป็นทาสพ่อค้าจนโงหัวไม่ขึ้น

จะหาข้าราชการ หรือนักการเมือง ที่ปักธงตัวแทนชาวนา ช่วยชาวนาอย่างจริงจัง จริงใจ ยังไม่เคยมี

หรือใครจะเถียงว่ามี

ในโอกาส...ที่ข้าวมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น จนประเทศบ่อน้ำมันต้องขยันมาแวะเวียน เรารู้กันดีว่า พวกเขามาเพื่อหาหลักประกันในการได้ข้าว เผื่อไว้ในยามขัดสน

นอกจากการขายข้าว ตามกลไกตลาดแล้ว ผมยังไม่ได้ยิน ความคิดริเริ่มใหม่ ใหม่กว่ากลไกตลาด เช่น นโยบายข้าว แลกกับน้ำมัน

แนวคิดนี้ จะเพิ่มอำนาจต่อให้ข้าว ลดอำนาจต่อรองของน้ำมัน ทำได้แบบรัฐต่อรัฐ โดยไม่ผ่านคนกลาง ไม่ต้องให้เจ๊กหรือฝรั่ง ชักค่าหัวคิว

รัฐบาลนี้...แม้ไม่เป็นที่รักของผมนัก แต่ก็ตัดใจฝากเรื่องข้าว...ซึ่งเป็นอนาคตของชาวนาเอาไว้

เรื่องที่มีคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองมากๆ ว่ากันโดยระดับสติปัญญา ผมเชื่อว่านักการเมืองไทยมากมายคิดเป็น

เพียงแต่เมื่อคิดแล้ว มันหาเศษหาเลยเข้าพกเข้าห่อไม่ได้ ก็เลยแกล้งคิดไม่เป็น.

กิเลน ประลองเชิง


เลือกตั้งซ่อมเขต 3 เชียงรายไม่คึกคัก

ผู้สื่อขาวรายงานวานนี้ (17 ส.ค.) ถึงความคืบหน้า น.ส.ละออง ติยะไพรัช ผู้สมัคร ส.ส. เขต 3 จ.เชียงราย ถูก กกต.ให้ใบเหลืองต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยมีผู้สมัครใหม่ทั้งหมด 3 คน คือ น.ส.ละอองจากพรรคพลังประชาชน นายกิติพงษ์ นามวงค์ พรรคประชาธิปัตย์ และนายสมพร จาวันนะ พรรครักเมืองไทย หลังจากเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง มีผู้มาใช้สิทธิ์บางตาไม่ คึกคัก ชาวบ้านที่มาใช้สิทธิ์ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มีการเลือกตั้งบ่อยจนทำให้เบื่อ บางหน่วยเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยนั่งรอผู้มาใช้สิทธิ์อย่างเงียบเหงา เพราะแทบจะไม่มีผู้มาใช้สิทธิ์เลยก็ว่าได้ สถานการณ์ทั่วไปไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นแต่อย่างใด

ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า น.ส.ละอองได้ที่หนึ่ง 70,191 คะแนน นายกิติพงษ์ได้ที่สอง 19,860 คะแนน และนายสมพรได้ที่สาม 2,741 คะแนน ผู้มาใช้สิทธิ์ 104,696 คน คิดเป็นร้อยละ 59.05 ของผู้มีสิทธิ์