WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 22, 2008

"บรรหาร"เชื่อบ้านเมืองสงบยาก เพราะหลายคดีรอศาลตัดสิน

หัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นห่วงบ้านเมือง เพราะไม่มีทีท่าจะสงบ เนื่องจากมีหลายคดีที่ขึ้นสู่ศาล ขณะที่พันธมิตรฯ ยังไม่ยอมหยุด แม้พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ลี้ภัยแล้วก็ยังไม่หยุด

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงการใช้ยุทธวิธีดาวกระจายของกลุ่มพันธมิตรว่า ไม่อยากแสดงความเห็นในเรื่องนี้ เพราะไม่อยากถูกโจมตี พอพูดอะไรไม่ตรงกับความเห็นก็จะโจมตีเป็นระลอกๆ ตนพูดมากไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะถูกว่าเป็นเต่าล้านปี และแก่จะลงโลงอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามขอให้ชาติสามัคคีกันเหมือนพระราชดำรัสในหลวงที่ตรัสกับธปท.ว่าชาติใกล้จะล่มจมแล้ว ดังนั้นหากเราไม่ร่วมมือกันบ้านเมืองก็จะแย่ ขอให้ฟังพระราชดำรัส

เมื่อถามว่าขณะนี้บ้านเมืองดีขึ้นแล้วหรือยัง นายบรรหาร กล่าวว่า ก็ยากเพราะว่ามีหลายคดี และยังมีการต่อต้านไม่หยุด แม้พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯแล้วก็ยังไม่หยุด จึงอยากฝากให้ทุกคนลดละกันบ้าง ถอยบ้าง ลืมบางสิ่งบางอย่างบ้านเมืองก็จะดีขึ้น เหมือนกับตนลืมทุกอย่าง แม้จะโดนอะไรมาหลายอย่าง แล้วหันหน้ามาคุยกัน



นายกฯ สมัคร น้อมรับพระราชดำรัส "ในหลวง"

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ระบุว่า รัฐบาลจะน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการบริหารงานด้านการเงินของประเทศชาติมาปฏิบัติ

"เรื่องนี้ต้องรับใส่เกล้าฯ อยู่แล้ว ฟังแล้วต้องรับใส่เกล้าฯ ทุกคนพร้อมระมัดระวังอยู่แล้ว" นายสมัคร กล่าว

เมื่อวานนี้(20 ส.ค.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสแก่คณะผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ให้บริหารงานด้านการเงินของประเทศด้วยความระมัดระวังและถูกต้องต่อไป เพื่อให้ชาติบ้านเมืองมีเงินใช้ตลอดไป

อย่างไรก็ตาม นายสมัคร ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดหมายให้ไปชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดรายการชิมไปบ่นไป และยกโขยงหกโมงเช้ากรณีที่มีผู้ร้องว่าขัดต่อคูณสมบัติการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 8 ก.ย.นี้ รวมทั้งกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์ข้ามประเทศมาเคลียร์ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชน(พปช.)

ส.ส.เชียงใหม่ พปช.ส่งเอกสารสถานทูตอังกฤษชี้ขบวนการโค่นทักษิณ

ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน เตรียมส่งเอกสารข้อกฎหมายและความคิดเห็น ต่ออัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เพื่อชี้ให้เห็นขบวนการโค่นล้มอดีตนายกรัฐมนตรี

นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน นำซองเอกสารปิดผนึกแถลงกับสื่อมวลชน ระบุเป็นข้อเท็จจริงประกอบกับข้อกฎหมายและความคิดเห็น ซึ่งจะเข้าพบเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เพื่อมอบเอกสารดังกล่าวผ่านไปยังรัฐบาลอังกฤษ และเชื่อว่าหากรัฐบาลอังกฤษได้เห็นจะทำให้ทราบว่าที่ผ่านมามีขบวนการที่ต้องการโค่นล้มพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไม่เป็นธรรม

โดยขบวนการดังกล่าว ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้ต่อว่าศาลแต่เป็นขบวนการที่เกิดขึ้นก่อนนำเรื่องขึ้นสู่ศาล ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นแม่แบบของประชาธิปไตย หากได้เห็นเอกสารของตนเองจะเชื่อในความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และการที่ไม่มอบเอกสารให้กับสื่อมวลชนไทย เพราะเห็นว่ามีรายละเอียดที่ซับซ้อนและเนื้อหาค่อนข้างมาก หากมีการนำเสนอไม่ครบถ้วนก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดได้

นายสุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า การมอบเอกสารให้รัฐบาลอังกฤษเป็นการให้ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง เนื่องจากขณะนี้มีบางขบวนการที่ยกพวกไปกดดันทางการอังกฤษ อย่างไรก็ตามไม่ทราบข้อเท็จจริงกับข่าวพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ได้ยื่นเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองแล้ว


นัดไต่สวน "สมัคร" จัดชิมไปบ่นไป 8 กย.

ศาลรัฐธรรมนูญ นัดไต่สวนคุณสมบัตินายกฯสมัครจัดรายการชิมไปบ่นไป 8 กันยายนนี้ รวมทั้งศาลเห็นควรให้ไต่สวนพยานเพิ่มเติม คือ นายวิสิทธิ์ ลิ้มปะณะ ในวันที่ 4 กันยายน

ศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์ตรวจพยานในสำนวนคำร้อง ที่สมาชิกวุฒิสภา และคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ผู้ร้องขอศาลตรวจสอบคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรี ของนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ถูกร้อง กรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป และรายการยกโขยงหกโมงเช้า ขัดรัฐรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 267 หรือไม่

โดยศาลเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่าย ตรวจสอบพยานในคดีทั้งหมด ได้ข้อสรุปดังนี้ ศาลกำหนดให้ฝ่ายผู้ถูกร้อง นำนายสมัคร สุนทรเวช ขึ้นเบิกความเป็นพยาน พร้อมนายศักดิ์ชัย แก้วมณีสกุล ตัวแทนจากบริษัทเฟซ มีเดีย ในวันที่ 8 กันยายนนี้ และศาลเห็นควรให้ไต่สวนพยานเพิ่มเติม คือ นายวิสิทธิ์ ลิ้มปะณะ ในวันที่ 4 กันยายน

ส่วนพลเอกยอดชาย เทพยสุวรรณ ประธานอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนคดีชิมไปบ่นไป และผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 และช่อง 5 ที่กำหนดมาเบิกระหว่างวันที่ 26-27 สิงหาคม ปรากฏว่า ขอส่งเป็นเอกสารบันทึกถ้อยคำมาแทน

สำหรับพยานเอกสาร ประกอบด้วย คำชี้แจงจากอธิบดีกรมสรรพากร ผู้แทนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และนางดาริกา รุ่งโรจน์ ฝ่ายบัญชีจากบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด เจ้าของรายการ อย่างไรก็ตาม หากทั้งสองฝ่ายยังติดใจในพยาน สามารถร้องคัดค้านต่อศาลได้ภายในวันพรุ่งนี้

'เชาวรินทร์' เผย 'ทักษิณ' ขอลี้ภัยอังกฤษแล้ว

ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ยืนยันว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองกับทางการประเทศอังกฤษแล้ว

โดยส่วนตัวรู้สึกมั่นใจว่า ประเทศอังกฤษจะพิจารณาให้อดีตนายกรัฐมนตรีลี้ภัยได้อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นประเทศที่ให้เสรีภาพกับคนทั่วโลก อีกทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมของไทยจริงอย่างไรก็ตาม เชื่อว่า อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางกลับประเทศไทย ในวันที่ฟ้าเปลี่ยนสี

ขณะที่ นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน พร้อมคณะ จะเดินทางไปยื่นหนังสือ เพื่อขอให้ประเทศอังกฤษ พิจารณาให้ อดีตนายกรัฐมนตรีลี้ภัยได้ต่อสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ในบ่ายวันนี้ด้วย



นครบาล 1 กระจายกำลัง หลังพันธมิตรฯ ป่วน “บัวแก้ว”

บรรยากาศที่กระทรวงการต่างประเทศในเช้าวันนี้ (21 ส.ค.) มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 จำนวน 1 กองร้อย กระจายกำลังอยู่บริเวณหน้ากระทรวงการต่างประเทศเพื่อดูแลความปลอดภัยรวมถึงป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯ

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการชุมนุมของพันธมิตรฯ มีประชาชนที่สัญจรไปมาด่าทอด้วยคำหยาบคาย เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ไม่รู้เรื่องสัญจรผ่านไปมาทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก

ขณะที่กองทัพธรรมมูลนิธิ เตรียมการนำรถบรรทุก จำนวน 4 คัน จอดรอไว้ภายในสถานที่ชุมนุม เพื่อรับกลุ่มผู้ชุมนุม เดินทางไปที่กระทรวงการต่างประเทศ ในเวลาประมาณ 09.00 น. วันนี้ เพื่อเรียกร้องให้ กระทรวงการต่างประเทศ เร่งขบวนการถอดถอนหนังสือเดินทาง หรือ พาสปอร์ตทุกประเภท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และต้องการเร่งชี้แจงสร้างความเป็นธรรมและความน่าเชื่อถือ ให้แก่กระบวนการยุติธรรมของไทย รวมถึงอ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร มิได้ลี้ภัยทางการเมือง แต่เป็นการหนีคดีความในประเทศ



Tuesday, August 19, 2008

ยิ่งกว่า 2 มาตรฐาน

ย้อนกลับไปไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ฝ่ายค้านได้ยื่นซักฟอก สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะ รมว.ยุติธรรม ที่สรรหากรรมการ ปปท. ล่าช้ากว่ารัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 5 วันมี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แห่งพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนลงมืออภิปราย
ด้วยข้อหาว่า นายสมพงษ์บกพร่องต่อหน้าที่ และทำท่าว่าจะเอากันให้ถึงขั้นถอดถอนพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีกันเลยทีเดียวซึ่งการกระทำของฝ่ายค้านดังที่ว่า ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดแปลกอะไร และอย่างไรเสียก็ต้องนับว่าเป็นบทบาทที่น่าชื่นชม เพราะเป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในสภา
เป็นการแสดงบทบาทตามครรลองของรัฐธรรมนูญ ที่สง่างามกว่าการออกไปแสดงความคิดความเห็นข้างถนน โดยเฉพาะบนเวทีที่อาจล่อแหลมว่ามีการปฏิบัติส่อไปในทางที่ผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนรำคาญ การพกพาอาวุธ การซ่องสุมผู้คน ตลอดจนการก้าวล่วงเบื้องสูง หมิ่นประมาทผู้คนไปทั่วบ้านทั่วเมือง ซึ่งยังไม่นับถึงกิริยาเถื่อนถ่อยอื่นๆ
และบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ดังว่านั้น จะไม่หยิบยกมากล่าวถึงในเชิงตำหนิเลย หากพฤติกรรมในเรื่องอื่นๆ จะช่วยให้เชื่อได้ล้านเปอร์เซ็นต์ว่า พรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการไปด้วยใจบริสุทธิ์เพราะในกรณีของ สตง. ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 301 ระบุไว้ว่า จะต้องมีการสรรหาผู้ว่าการ สตง. คนใหม่ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้าน ภายหลังการเลือกตั้งครั้งแรกตาม รธน.50 เพื่อให้ทั้ง 2 คนมาร่วมเป็น 2 ใน 7 คณะกรรมการสรรหา
แต่จนถึงขณะนี้ เลยเวลาดังว่ามาแล้วนับร้อยวัน บอกเล่าความละเลยชัดเจนยิ่งกว่ากรณีของนายสมพงษ์ แต่กลับไม่มีสัญญาณใดๆ ออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์
แม้กระทั่งมีผู้สื่อข่าวไปทวงถามถึงเรื่องดังกล่าว ผู้คนของ ปชป. ก็ยังเรียงหน้าปฏิเสธกันได้หน้าตาเฉย ด้วยข้ออ้างง่ายๆ ไม่ขอพูดบ้าง หรือไม่มีข้อมูลบ้าง
ไม่ว่าจะเป็น พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่เคยอภิปรายนายสมพงษ์มาแล้ว แต่งานนี้กลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเดียวกันอย่างกับแกะ จะต่างกันก็แค่คนที่ตกเป็นจำเลย เป็นใคร อยู่ซีกข้างไหน เท่านั้นเช่นเดียวกับ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานวิปฝ่ายค้าน ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบมากมายหลายเรื่อง ก็ไม่พูดจาอะไร
จนมาถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. ที่โบ้ยให้ไปถาม อลงกรณ์ พลบุตร ซึ่งในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรค ก็คงพอทำให้อนุมานได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีเจตนาที่จะแตะต้องเรื่องนี้จริงๆ
และยิ่งเมื่อไปสอบถาม อลงกรณ์ พลบุตร จอมแฉของ ปชป. แล้วได้รับคำปฏิเสธอีกคน ยิ่งดูเหมือนว่าอภิสิทธิ์แค่พยายามผลักเรื่องให้พ้นตัว
จนมาถึงสุดท้าย เทพไท เสนพงศ์ ที่รู้ไปทุกเรื่อง ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไร นายกรัฐมนตรีจะทำอะไร ถึงขนาดยึดพื้นที่สื่อทุกบ่ายวันอาทิตย์ คอยปล่อยคำพูดเด็ดๆ โต้แย้งรายการ “สนทนาประสาสมัคร” เพื่อขอเกาะกระแสดังด้วยคน ก็ยังอ้างไม่รู้ข้อมูล
ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วบอกตรงๆ ว่า พรรคประชาธิปัตย์สุ่มเสี่ยงมากที่จะถูกประชาชนมองว่า 2 มาตรฐาน หรือมองว่าจะเลือกค้านเฉพาะประเด็นที่ตัวเองและพวกพ้องได้ประโยชน์เท่านั้น
ซึ่งหากประชาชนเกิดความเชื่อเช่นนั้นขึ้นมาวันใด ก็สุ่มเสี่ยงต่อการที่จะถูกมองต่อไปอีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่จริงใจต่อประเทศชาติและประชาชน เป็นพรรคการเมืองที่แสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัว
เมื่อถึงวันที่มีการเลือกตั้ง ก็อาจจะกลายเป็นประเด็นที่คู่แข่งทางการเมืองนำไปบอกชาวบ้านว่า พรรคการเมืองที่ดีแต่ภาพภายนอกเช่นนี้ ไม่ควรเลือกเข้ามาทำงานบริหารบ้านเมือง ซึ่งก็อาจจะเป็นผลร้ายกับพรรคประชาธิปัตย์เอง
และเมื่อพูดถึงเรื่องที่ทำท่าว่าจะมี 2 มาตรฐาน ก็ยังมีกรณีของ ชวน หลีกภัย ที่เมื่อไม่กี่วันออกมาเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทยมาสู้คดี และให้มีการนำตัวมาดำเนินคดี จึงมีการตั้งคำถามว่า เมื่อคราวกรณีของ ระลึก หลีกภัย มีคดีในตำแหน่งผู้จัดการธนาคารใหญ่ และไปอยู่ในต่างประเทศ นายชวนได้เคยเรียกร้องแบบเดียวกันหรือไม่
ซึ่งแน่นอนว่า นายชวนอาจจะพร่ำบอกน้องชายทุกวี่ทุกวันก็เป็นได้ เพราะเป็นเรื่องในครอบครัว ที่คนภายนอกไม่อาจล่วงรู้ เพียงแต่มีความจริงในเรื่องนี้อีกอย่างน้อย 2 ประการก็คือ ในระหว่างนั้น นายชวนเป็นนายกรัฐมนตรี และนายระลึกอยู่ในต่างประเทศจนหมดอายุคดีความ ไม่มีการตัดสินหรือลงโทษตามข้อกล่าวหาแต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน เมื่อกลับไปมองกรณีของการสรรหาผู้ว่าการ สตง. ก็ปรากฏการปฏิบัติที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญชัดเจน ปรากฏตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือ ประธานวุฒิสภา นายประสพสุข บุญเดช ส.ว. จากการสรรหา ที่เคยมีเสียงครหาว่าอาจจะเป็นคนที่มีความคิดอ่านทางการเมือง แบบเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ และองค์กรอิสระบางแห่ง หรืออาจรวมถึงคนบางกลุ่ม
ในกรณีของ สตง. อาจพอทำใจให้เชื่อได้ว่า คนของประชาธิปัตย์พร้อมใจกันตกข่าว ตกประเด็นจริง แต่เมื่อมีข่าวออกมาชัดเจนเช่นนี้ ปชป. คิดจะทำอย่างไรต่อไป คงต้องรอดูกัน ผมฝากทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยวิธีคิดแบบกลางๆ ว่า คนเราจะรักพวกรักพ้องไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ความซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากยิ่งกว่า
และเชื่อแน่ว่า ประชาชนไม่อยากได้คนแบบนี้เข้ามาบริหารบ้านเมือง...!!

รัฐบาลสมัคร 4 ประชุม ครม.นัดแรก

ทำเนียบฯ 19 ส.ค. - วันนี้ มีการประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติซึ่งถือเป็นการประชุมนัดแรกของรัฐบาลสมัคร 4 ขณะที่ สมศักดิ์ เชื่อ พปช. จะหาข้อยุติเรื่องการล่ารายชื่อ ส.ส.พรรค เพื่อให้นายกฯ ชี้แจงกรณี สตช.ออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เพราะไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

เช้าวันนี้ ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ ที่มีทุกวันอังคาร โดยมี นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดย นายสมัคร เดินทางมาร่วมประชุมล่าช้าเพียงเล็กน้อย เพราะเพิ่งกลับจากภารกิจตรวจเยี่ยมทหารตามแนวชายแดนพื้นที่จังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ และมีท่าทางอารมณ์ดี

ทางด้าน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และ ส.ส.พรรคพลังประชาชน กล่าวถึงข่าวการล่ารายชื่อ ส.ส.พปช. เพื่อให้นายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของการกดดันนายกฯ เชื่อว่าพรรคจะหาข้อยุติในเรื่องนี้ได้เพราะไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ตัวเองไม่ได้ร่วมลงนามในคำร้องดังกล่าวเพราะถือว่าเป็นเอกสิทธิของ ส.ส.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-19 11:59:25





ตลกร้ายการเมืองไทย

ถ้ามองในแง่ดี ตอนนี้บ้านเมืองมีแต่เรื่องตลก…
เพราะพื้นฐานของเรื่องตลก คือเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็กลับเป็นได้ เรื่องที่ปกติแล้วสังคมมนุษย์ธรรมดาไม่มีทางปล่อยให้เป็นไป แต่ก็ดันปล่อยให้เกิดขึ้น
เรื่องที่ “ฮา” ที่สุดสำหรับวันนี้คือ เรื่องของการกระทำที่เคยมี “โทษสูงสุด” ในรัฐธรรมนูญ กลับกลายมาเป็นสิ่งที่มี “อำนาจเด็ดขาดที่สุด” เหนือรัฐธรรมนูญ
กำลังหมายถึง การรัฐประหาร
ผู้ก่อการซึ่งทำลายระบอบประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายปกครองสูงสุดของประเทศ มีโทษสถานเดียวคือ ประหารชีวิต…
แต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นอกจากผู้ก่อการรัฐประหารจะไม่ได้รับโทษผิด ยังกลายมาเป็นองค์อำนาจชอบธรรมสูงสุดที่เรียกกันว่า “องค์รัฐาธิปัตย์” ซึ่งนึกจะแต่งตั้งใครมาทำงานตอบสนองเป้าหมายตัวเองอย่างไรก็ได้ และไข่ที่ฟักออกมาจากรังโจรนั้น ก็ได้รับการรับรองความชอบธรรมเสียด้วย
นอกจากจะไม่มีการพูดถึงความผิดของคนทำรัฐประหาร ยังกลายเป็นว่า คนที่จ้องจับผิดกระบวนการหลังจากนั้น กลายเป็นคนจัญไรไปแทนเสียแล้ว…
กลับตาลปัตรกันไปหมดอย่างนี้ หลักนิติรัฐไม่ใช่สิ่งที่มีความหมายอีกต่อไป เพราะต่อนี้ไป ขอแค่ใครมีอาวุธในมือมากพอ ก็เขียนกฎหมายสถาปนาหลักนิติของรัฐตัวเองได้ทุกเมื่อ
เรื่องแบบนี้ หากไม่มองให้เป็นเรื่องตลก ก็คงได้แต่ขุ่นแค้นกระอักเลือดอยู่ในอกตัวเองไปเปล่าๆ
แค้นที่ว่าคนชักพาประเทศถอยหลัง เหตุใดยังนั่งเสวยสุข
แต่คนที่เข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ก้าวหน้า กลับต้องเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางไปทุกเมื่อ
ต่อไป ถ้ายังหาคนมีความสามารถมาทำงานรับใช้บ้านเมืองได้มากพอ ก็ถือว่าเป็นบุญ
เพราะขึ้นชื่อว่าประเทศไทย อาศัยเดินหน้าได้ด้วยบุญด้วยกรรม มากกว่าด้วยหลักเกณฑ์สากลอันใดอยู่แล้ว
จึงอย่าแปลกใจ หากวันใดเหลียวมองรอบข้างแล้วจะไม่พบประเทศใดเลยที่อยู่ระนาบเดียวกัน
เพราะเขาจะชิงก้าวแซงไปข้างหน้ากันหมดแล้ว…
เว้นเสียแต่ว่า ประเทศพม่าจะยังปกครองด้วยระบบการเมืองเช่นทุกวันนี้
เรื่องตลก (ขื่นๆ) อีกเรื่อง ที่ต้องนำมาเล่าสู่กันฟัง
เป็นข่าวโด่งดังเมื่อบ้านเปา บุ้น จิ้นหญิงคนหนึ่งถูกวางเพลิง
เจ๊แกอาจเรียกว่าบ้าน แต่คนทั่วไปเขาพร้อมใจเรียกว่า คฤหาสน์
ก็มีอย่างที่ไหน ขนาดแค่เสาปูนเปลือยกับโครงสร้างบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ ยังเห็นหน้าตาความใหญ่โตมโหระทึกกันได้ถึงเพียงนั้น
สมควรแล้วที่สื่อแทบทุกฉบับวิเคราะห์ตรงกันว่า เกมเผาบ้านครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งหวังข่มขู่เกี่ยวกับการทำงานใดๆ ตามที่เจ้าของบ้านพยายามสร้างราคา
แต่เป็นเกมลากจูงสื่อมวลชนให้มาเห็นกับตาว่า “บ้าน” หลังนี้ มันมีเค้าความโอ่อ่าขนาดไหน
ใหญ่…ขนาดที่ว่าจ่าย 50 ล้านก็ยังว่าคุ้ม
ดูท่าแล้วไม่น่าจะราคาถูกแค่ไม่กี่ล้านอย่างที่ป่าวประกาศ
ดูเถิด ขนาดหลักฐานทิ่มตา สื่อมวลชนก็ยังแทบไม่ให้น้ำหนักความสงสัย
เลยต้องให้มือมืดใจร้อน หาเรื่องเผาไฟประจานหลักฐานให้เห็นกันทั่ว
ถ้าจะดี น่าจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยการประเมินค่าความเสียหายจากเพลิงไหม้มาให้ดูด้วย
ว่าจะแค่ไม่กี่ล้านอย่างที่โฆษณาไว้หรือไม่
ถ้าถูกขนาดนั้นจริง จะรีบตั้งกองผ้าป่า รวบรวมเงินทองไปขอซื้อต่อมันซะเดี๋ยวนี้
อ้อนวอนว่าให้ขายต่อเสียเถอะ มีไว้ต่อไปก็ดูท่าจะไม่ดีกับตัว…
ไหนจะเรื่องสินบนนำจับที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญในทางเสียๆ หายๆ นั่นอีก
แม้สรุปอาจออกมาว่า ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการไต่สวน ไม่มีสิทธิ์ได้รับรางวี่รางวัล
แต่เชื่อเถอะว่า ความน่าเชื่อถือหรือความสง่างามนั้น มันไม่เหลืออยู่แล้ว

“ชูศักดิ์” ไม่วิตก กกต.ชี้ยุบพรรค เชื่อลูกพรรคไม่แตกแถว

รองเลขาธิการ พปช.ชี้ ลูกพรรคไม่หวั่น หาก กกต.ลงมติชี้ยุบพรรค มั่นใจไม่แตกแถวแต่จะรวมพลังสู้ต่อตามกระบวนการ

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงข่าวการตั้งพรรคเพื่อไทย เพื่อรองรับหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชนว่าไม่เป็นความจริง เพราะพรรคเพื่อไทยจดทะเบียนไว้นานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งตั้งขึ้น และสมาชิกพรรคไม่ได้วิตกกับคำตัดสินของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ส่วนที่มีรายงานข่าวจาก กกต.ระบุว่า กกต.มีความเห็นไม่ตรงกันในคดียุบพรรคพลังประชาชนนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบข่าวเรื่อง กกต.เสียงแตกในการวินิจฉัยคดีนี้ อย่างไรก็ตาม หากมีคำตัดสินให้ยุบพรรคจริง เชื่อว่าในพรรคจะไม่เกิดความระส่ำระสาย แต่จะทำให้ทุกคนมีความเป็นปึกแผ่นมากขึ้น และพรรคจะตั้งคณะทำงานเพื่อเตรียมชี้แจงข้อกฎหมายต่างๆ เพื่อสู้ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญต่อไป ไม่มีการถอดใจตามที่เป็นข่าว

“รัฐธรรมนูญเขียนไว้ให้ยุบพรรคง่าย สื่อก็คงเห็นเหมือนผม เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็อาจทำให้ ส.ส.คิดกันไปว่าคงโดนยุบแน่ แต่เรายังมั่นใจในคำชี้แจงต่างๆ แต่ที่สุดถ้าจะวินิจฉัยอย่างไรก็ยังมีขั้นตอนต้องส่งไปอัยการ ไปศาลรัฐธรรมนูญ ก็คงชี้แจงกันต่อไม่ถอดใจ ยังมีกำลังใจดี แต่ถ้า กกต.และศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินยุบทั้ง 3 พรรคก็ไม่ขัดข้อง แต่ก็ไม่รู้บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรกันต่อ” นายชูศักดิ์ กล่าว

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมีข้อบกพร่อง และทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างทั้งเรื่องการยุบพรรคที่ทำได้ง่าย ทั้งที่สามารถดำเนินการอย่างอื่นได้ เช่น เพิ่มโทษเฉพาะบุคคลที่ทำความผิดในการทุจริตเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ไม่ขัดข้องที่คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 สภาผู้แทนราษฎร ได้ขอขยายเวลาศึกษาออกไปอีก 1 เดือน เพราะเห็นว่าเมื่อได้ศึกษาแล้วก็ควรทำให้เสร็จสิ้นกระบวนความ