WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 22, 2008

สัญลักษณ์ของประชาธิปไตย!

คนรุ่นใหม่หลายคนไม่รู้ความเป็นมาเป็นไปของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่มีเรื่องราวการต่อสู้อย่างยาวนาน และผมเป็นคนหนึ่งที่เกิดไม่ทันในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ได้เรียนรู้และค้นคว้าเอาว่า บุคคลท่านนั้นท่านนี้ได้สร้างคุณงามความดีไว้กับประเทศชาติบ้านเมืองของเราไว้เช่นไร
หลายครั้งที่อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ รู้สึก “หงุดหงิด” ว่าทำไมบุคคลสำคัญของไทยในอดีตจึงถูกยกย่องหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว หรือแม้กระทั่งใน “บั้นปลายชีวิต” ของคนเหล่านั้น จึงมีอันเป็นไปกันทุกคน!
บางท่านต้อง “ลี้ภัย” ไปตายยังต่างประเทศ กระนั้นพอตายแล้วคนไทยก็สรรเสริญเยินยอกันว่า เป็นคนที่ทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า
บางคนก็ทำ “อนุสาวรีย์” ไว้เป็นที่ระลึกอีกต่างหาก
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เมืองไทยจะต้องยกย่อง “คนดี” คนที่ทำงานสร้างคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินไทย ในขณะที่เขาคนนั้นกำลังมีชีวิตอยู่ เพื่อให้เขารู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่ได้ทุ่มเทอย่างเหน็ดเหนื่อยในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น มีประชาชนหลายล้านคนรับรู้ และพร้อมจะยืนเคียงข้างไปจนวันตาย
หนึ่งในนั้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย!
วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังอยู่ในช่วงลี้ภัยทางการเมือง เผชิญกับวิบากกรรมหนักหนาสาหัส เหมือนกับบุคคลสำคัญในอดีตที่พวกเราอ่านหนังสือประวัติศาสตร์แล้วรู้สึก “หงุดหงิด” แต่ผิดกันตรงที่วันนี้เรายังมีโอกาสในการแสดงความรักต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยการใช้ช่องทางต่างๆ ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปพบปะพูดคุยกับกลุ่มคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ บางคนเสียอกเสียใจ คับแค้นใจ โมโห ซึ่งก็ได้แต่ปลอบใจไปว่า ให้ “ระงับสติอารมณ์” ปล่อยวางไว้จะดีที่สุด
เพราะถ้าเรา “สู้” ด้วยความคับแค้นใจ ก็จะยิ่งทำให้เราเสียสุขภาพจิต สุดท้ายก็อาจต้องเข้าโรงพยาบาลบ้า
รวมทั้งเก็บอาการต่างๆ เหล่านี้ไว้ พอถึงเวลาเลือกตั้ง พรรคไหนที่มียี่ห้อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ไปเลือกพรรคนั้น
เป็นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พวกเราไม่ต้องไปโวยวายข้างถนน เป็นอันธพาล ไร้การศึกษา เหมือนกับผู้ชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ไม่ต้องไปสร้างเรื่องสร้างราว “ปั้นน้ำเป็นตัว” กุข่าว ใส่ร้ายป้ายสีให้คนอื่นกลายเป็นคนชั่ว ไม่ต้องไปสร้างความเท็จ กล่าวหาว่าคนอื่นไม่จงรักภักดี ล่าสุดผมมีอีกหนึ่งแนวทางที่จะนำเสนอสำหรับคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ
ใครอยากจะแสดงออกว่าคุณรักอดีตนายกรัฐมนตรี ที่สร้างคุณงามความดีให้กับแผ่นดินไทยคนนี้แค่ไหน
บังเอิญเข้าไปเจอข้อความในเว็บไซต์ www.savethaksin.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของใครก็ไม่ทราบ แต่แนวคิดน่าสนใจ จึงนำมาบอกต่อ
ภายในเว็บไซต์ได้เชิญชวนคนที่รัก พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ช่วยกันส่งไปรษณียบัตรไปที่สถานทูตอังกฤษ เขียนว่า “Please save Thaksin” หรือ “โปรดช่วยทักษิณ”แล้วส่งไปที่ สถานทูตอังกฤษ 14 ถนนวิทยุ ลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
ไม่ว่าทางรัฐบาลอังกฤษจะฟังหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าเราไม่ทำอะไร เป็นสิ่งหนึ่งที่เราทำได้ง่ายๆ เพื่ออดีตนายกฯ ของพวกเรา วิธีการนี้ถือว่าได้ระบายความในใจ ที่นายกรัฐมนตรีที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด ต้องโดนกำจัดและทำลายภาพลักษณ์อย่างไร้ศักดิ์ศรี
ที่สำคัญ วิธีการนี้ทำได้ง่ายๆ เพื่อแสดงออกถึงจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตย และประกาศให้ประเทศที่เจริญแล้วได้รู้ว่า
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยที่แท้จริง!

ถอดเสื้อมาสู้กันดีกว่า!

คอลัมน์ : ละครชีวิต

หนึ่งในข้อหาที่กลุ่มคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รู้สึกเจ็บปวดมากที่สุดคือ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

เป็นข้อหาที่ดูจะรุนแรง และบั่นทอนกำลังใจในการสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างมาก แม้จะรู้ความจริงว่า คนอย่างอดีตนายกฯ ผู้นี้ มีความจงรักภักดีต่อสถาบันอย่างหาที่สุดไม่ได้ก็ตาม

แม้กระทั่งวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ เขายังเขียนข้อความแสดงความจงรักภักดีกลับมายังประเทศไทย

พ.ต.ท.ทักษิณ เขียนข้อความว่า “ผมและครอบครัวมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ทุกพระองค์อย่างหาที่สุดไม่ได้ แม้ว่ามีผู้จงใจใส่ร้ายมาโดยตลอด”

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า การทำลายล้างกันทางการเมือง ไม่มีเรื่องไหนที่ทำลายกันแล้วได้ผลดีที่สุด เท่ากับวิธีการนี้

เพราะเป็นการกล่าวหาที่ง่ายมาก เพียงแค่ใส่ร้ายป้ายสีศัตรูว่าไม่จงรักภักดี โดยใช้การกระทำที่อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือไม่ได้เจตนาจะลบหลู่สถาบันมาขยายผลให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต

ใส่สีตีข่าวให้น่าเชื่อว่าอาจจะคิดแบบนั้น แบบนี้ ประชาชนที่ไม่ได้รู้เรื่อง นั่งฟังแต่ข่าวสารทางเดียว ก็อาจเข้าใจผิดกันไปด้วย

ข้อกล่าวหานี้ โดนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโจมตีทุกวัน โจมตีตัวต่อตัวไม่ได้ ก็จัดการกุข่าวเชื่อมโยงให้เสร็จสรรพ

พวกนี้เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น เพราะรู้ดีว่า การโจมตีเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นปมที่เป็นจุดอ่อนไหวที่สุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ขบวนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนแรกในการใช้สัญลักษณ์ "เสื้อเหลือง-เสื้อฟ้า" ที่อาจจะบอกได้ว่า ระดมคนให้มาชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์มากที่สุด

แม้ข้อเท็จจริง พ.ต.ท.ทักษิณ จะออกมาแก้ข้อกล่าวหาและชี้แจงเป็นร้อยเป็นพันครั้ง รวมทั้งทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี

แต่ข้อสงสัย และข้อกังขาในความจงรักภักดี ย่อมอ่อนไหวกับความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ

แม้กระทั่งเรื่องราวในอดีตที่แสนจะเก่าและยาวนาน ชี้แจงข้อกังขาจนทะลุปรุโปร่งไปแล้ว แต่ตราบใดที่นายสนธิรื้อฟื้นปมข้อสงสัยเกี่ยวกับ "ความเหมาะสม" ในพิธีทำบุญประเทศวัดพระแก้ว เมื่อ 10 เมษายน 2548

รวมถึงกรณีบทความจากคอลัมนิสต์บางคน ที่อาจโดนเชื่อมโยงไปพาดพิงเบื้องสูงแบบไม่ได้ตั้งใจ ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ก็จะกลายเป็น “ข้อด้อย” และ “บั่นทอนกำลังใจ” ของกลุ่มคนรักทักษิณอย่างมากที่สุด

ดังนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือ “ข้อกังวล” และความเป็นห่วงจากเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกัน

ขณะที่การต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรฯ ในประเด็นอื่นๆ นั้น แทบจะไม่มีสิ่งใดที่คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีทางสู้ได้เลย
เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังศรัทธาในความดี ความเก่ง เพราะสังคมไทยวันนี้ยังต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง เพราะสังคมไทยเป็นผู้ตามอยู่เยอะ

สังเกตได้จากผู้นำไทยในอดีต ที่มักเป็นผู้นำที่ไม่เอาไหน ไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ ดังนั้นสังคมไทยยังต้องการ “ฮีโร่” ขณะเดียวกัน “ฮีโร่” ก็ต้องทำตัวดี แต่อย่าเด่น พอเด่นก็จะเป็นภัย

วันนี้ยังไม่มีใครมาเทียบเท่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เลย

เพราะข้อแตกต่างระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคใหญ่อันดับที่สองนั้น ประชาชนชั่งน้ำหนักได้ไม่ยาก

ไล่เรียงเฉพาะข้อดีของแต่ละคนนั้น นายอภิสิทธิ์เป็นนักวิชาการ เป็นคนพูดเก่ง มีบุคลิกดีและโน้มน้าวได้ดี

แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความรู้ดี มีประสบการณ์สูง มีความเป็นผู้นำสูง กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าเปลี่ยนแปลง มีความตื่นตัว ศึกษาเรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา มีนโยบายอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เพียงแค่นี้ก็รู้แล้วว่า ประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร

ดังนั้น เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเผชิญข้อกล่าวหาที่เป็น "จุดอ่อน" ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

สิ่งที่ต้องกระทำคือ “อย่าปล่อยผ่าน” ให้เรื่องเงียบไปเองเหมือนกับที่คิดว่าเดี๋ยวคนก็ลืม
และขอร้องให้พันธมิตรฯ ที่คิดว่าตัวเองเก่ง หรือเหนือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ "ถอดเสื้อเหลือง–ฟ้า มาสู้กัน" ดีกว่า

เพราะแม้เราจะใส่เสื้อเหลือง–ฟ้า สู้กันแล้ว ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น แต่กลับยิ่งแย่ลงกว่าเดิม
ถ้าสู้กันตัวต่อตัวแล้วจะได้รู้ว่าใครคือของจริง ใครคือของปลอม ระหว่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร!

ลวดหนาม

ปรส. อัปยศ? เมื่อไร ปชป. จะตอบเสียที! (จบ)

*ขอสรุปสั้นๆ ด้วยภาษาชาวบ้านดังนี้
1.รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตั้ง ปรส. ขึ้นมา ให้ทำหน้าที่ปฏิรูปสถาบันการเงินให้มีความแข็งแรง และฟื้นฟูกิจการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเป็นกำลังทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป จึงให้หยุดกิจการ 58 สถาบันการเงินเป็นการชั่วคราว แต่ครั้นเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ นโยบายก็เปลี่ยนแปลงไปหมด มีการสั่งปิดตาย 58 สถาบันการเงินทันที และกลับมาเปิดใหม่เพียง 2 แห่ง เสมือนเป็นการเริ่มต้นของแผนร้าย โดยไม่ดำเนินการตามวัตถุประสงค์เดิม
2.เมื่อปิดสถาบันการเงินแล้วโอนทรัพย์สินและลูกหนี้กว่า 6 แสนล้านบาทไปให้ ปรส. บริหารจัดการ โดยรัฐบาลรับใช้หนี้เงินฝากแก่ประชาชนที่ฝากไว้กับสถาบันการเงินที่ถูกปิดไป ทั้งหมดเท่ากับว่า การบริหารจัดการหนี้เสียของสถาบันเหล่านี้ จักต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับ คือจะต้องจัดการให้ได้รับผลตอบแทนที่ทัดเทียมกัน มิฉะนั้น รัฐบาลก็จะเสียหาย ซึ่งก็คือประชาชนเสียหาย
3.ผู้บริหาร ปรส. และ ธปท. จ้างฝรั่งมาเป็นที่ปรึกษา และกำหนดให้ขายทรัพย์สินกว่า 6 แสนล้านบาทโดยเร็ว โดยวิธีการจัดรวมหนี้เน่ามารวมกองกับหนี้ดี ซึ่งก็คือ ทำให้ราคาหนี้ดีต้องถูกกดตามหนี้เน่าในกองเดียวกันไปด้วย (แทนที่จะจัดหนี้ดีกองรวมกัน แยกต่างหากจากกองหนี้เน่า) และจะขายเป็นกองๆ ละประมาณหมื่นล้านบาท แต่ไม่ให้ลูกหนี้เดิมมีส่วนร่วมประมูล เท่ากับเป็นการเปิดทางให้เฉพาะต่างชาติซึ่งเป็นพวกพ้องเท่านั้น
4.ที่ปรึกษาฝรั่งแห่งหนึ่ง ได้เข้ามาตรวจสอบรายการทรัพย์สินที่เป็นลูกหนี้ทั้งหมด รวบรวมเก็บข้อมูลทั้งหมด แล้วจัดกองลูกหนี้เอง จากนั้นก็กำหนดเงื่อนไขการขายคือ ไม่ให้ลูกหนี้เข้าประมูล และเมื่อขายกองละหมื่นล้านบาทขึ้นไป ก็เท่ากับกีดกันผู้ประมูลทั่วไปให้เหลือน้อยลง
5.เมื่อประกาศประมูล ได้มีผู้แสดงความสนใจหลายราย จึงต้องเปิดให้ผู้แจ้งความจำนงจะเข้าร่วมประมูล มีโอกาสตรวจกองลูกหนี้ เพื่อจะได้รู้สถานะที่แท้จริง เพื่อเสนอราคาได้ถูกต้องหลังจากเปิดให้ตรวจแล้ว ผู้ดำเนินการประมูลได้ใช้เล่ห์กลเพื่อสร้างความสับสนให้กับผู้จะเข้าร่วมประมูล โดยการสลับกองลูกหนี้ ย้ายลูกหนี้กองนั้นไปไว้กองโน้น ทำให้ผู้สนใจที่มาตรวจดูกองลูกหนี้แล้วเกิดความไม่แน่ใจว่า กองหนี้ที่ตั้งใจจะประมูลเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จึงทำให้มีผู้สละสิทธิ์ ไม่เข้าประมูลหลายราย เหลือแต่พรรคพวกในขบวนการเดียวกันเท่านั้น
6.ในจำนวนผู้สนใจซื้อหนี้ มีบริษัทที่ที่ปรึกษาฝรั่งถือหุ้น 99.99% ที่เพิ่งจดทะเบียนเพื่อทำธุรกรรมเฉพาะกิจในครั้งนี้รวมอยู่ด้วย และสุดท้ายก็คือผู้ชนะการประมูล เพราะชงเอง ชู้ตเอง จึงรู้ตื้นลึกหนาบางทุกรายละเอียดนั่นเอง
ทรัพย์สินกว่า 6 แสนล้านบาท จึงขายได้ต่ำกว่า 200,000 แสนล้านบาท เท่ากับชาติถูกปล้นไปกว่า 4 แสนล้านบาท! เป็นมหาวีรกรรมโกงชาติระดับโลก ที่ต้องจารึกไว้ชั่วลูกชั่วหลาน
7.พอชนะประมูลแล้วยังคิดโกงภาษีต่อไปอีก โดยวิธีตั้งเป็นบริษัทกองทุนเข้ามารับช่วงต่อ เพื่อให้เข้าข่ายได้รับการยกเว้นภาษีบริษัทกองทุน จึงต้องถูกจดทะเบียนอย่างเร่งด่วน ดังนั้น เมื่อถึงวันเซ็นสัญญา ผู้ชนะประมูลไม่ได้มาร่วมลงนามเซ็นสัญญา คงมีแต่ ปรส. เซ็นชื่อข้างเดียว ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นการทำสัญญาแบบไหน แต่ก็มีการโอนเงินเข้ามาชำระเงินงวดแรกหลังจากนั้นอีกหลายเดือน เมื่อมีการตั้งกองทุนเสร็จ ก็เอากองทุนเข้ามาทำสัญญา เท่ากับเป็นการโกงภาษีอีกต่อหนึ่ง ความเสียหายกว่า 4 แสนล้านบาท คนไทยทั้งประเทศต้องรับภาระต่อไปอีกนาน
ความจริงยังมีวีรกรรมของ ปรส. ในยุคของรัฐบาลเวลานั้นอีกหลายเรื่อง เช่น เรื่องการขายสัญญาลีสซิ่งของสถาบันการเงินให้กับ จีอี แคปปิตอล ในราคาถูกๆ แต่หัวใจของเรื่องก็คือ จีอี แคปปิตอล ผู้ประมูลได้นั้น มีประธานบริษัทที่ว่ากันว่า เป็นนายกฯ ผู้ดีในช่วงวิกฤติพฤษภา 2535
ท่านทั้งหลายที่อ่านมาถึงบทนี้ คงคุ้นๆ กับชื่อตัวแสดงเหล่านี้ ที่ส่วนใหญ่จะละม้ายกับกลุ่มตัวละครในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก
โอ้! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!
นี่คือข้อมูลที่ชำแหละนโยบายและพฤติกรรมของพรรครัฐบาลในช่วงเวลานั้นได้อย่างถึงลูก ถึงคน ถึงแก่น
ข้อมูลเช่นนี้ ยากที่จะหาคนไม่เชื่อ
ยากที่จะหาข้อมาคัดง้าง
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ “กรณีอัปยศนี้” ล่วงเลยผ่านไปแล้ว 11 ปี
เป็น 11 ปีที่ไร้คำตอบ และคำชี้แจงของ ปชป. ผู้เป็นรัฐบาลในเวลานั้น
สุดท้าย! ขอเลียนแบบพฤติกรรมของเหล่าพันธมิตรฯ ที่ชอบตะโกนด่าทอบนเวทีดังๆ สักหน่อยว่า “ปชป. ตอบได้แล้วโว้ย”



ปรส.อัปยศ? เมื่อไร ปชป. จะตอบเสียที! (2)

*ความผิดพลาดครั้งนี้ต่อให้เชิญเทวดามาบริหารก็ยังพังอยู่ดี...
การล้มลงของเศรษฐกิจ เกิดขึ้นในช่วงของรัฐบาลก่อนหน้าปี 2540 จริง แต่สาเหตุมันได้ก่อตัวมาจากหลายๆ รัฐบาลก่อนหน้านั้นแล้ว แต่มาสุกงอมเอาในช่วงของรัฐบาล พล.อ.ชวลิต การกู้เงินไอเอ็มเอฟ ดูได้จากการไปลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (LOI) ฉบับที่ 1 เซ็นในช่วงของรัฐบาล พล.อ.ชวลิต แต่ส่วนที่เหลือ ตั้งแต่ฉบับที่ 2-8 เป็นของรัฐบาลต่อมา ที่รัฐบาลชุดนั้นไม่ได้พยายามทัดทานมาตรการต่างๆ ที่ไอเอ็มเอฟแนะนำให้รัฐบาลนำมาปฏิบัติ ทั้งที่มาตรการเหล่านั้นล้วนเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายได้อย่างมากที่สุด แต่รัฐบาลกลับยอมไอเอ็มเอฟ ทำให้ประเทศไทยไร้ซึ่งศักดิ์ศรีและเกียรติศักดิ์ เปรียบเหมือนการตกเป็นทาสของไอเอ็มเอฟโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของสื่อมวลชนและประชาชน
ความเสียหายจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไปต่อสู้ค่าเงินที่เสียหายไป นับหมื่นล้านยูเอสดี แต่ความผิดพลาดในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยรัฐบาลในช่วงนั้น กลับสร้างความเสียหายมากกว่า เป็นหลายเท่าทวีคูณ
กรณี ปรส. อัปยศ
ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า การสูญเสียจากวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงนั้น นอกจากการสูญเสียในการต่อสู้กับค่าเงินแล้ว การเสียหายจากการดำเนินนโยบายแก้ปัญหาต่างๆ นั้น กลับรุนแรงมหาศาลมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น
1.การปิดสถาบันการเงิน 56 แห่งเป็นการถาวร โดยไม่มีมาตรการช่วยเหลือใดๆ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายทางการเงินอย่างใหญ่หลวง และกระทบไปถึงภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง เนื่องจากไม่สามารถทำธุรกรรมใดๆ กับสถาบันการเงินที่มีพันธะทางการเงินกันอยู่ นักธุรกิจชาวไทยจึงต้องล้มระเนระนาด และล้มหายตายจากไปบนถนนสายธุรกิจ อย่างไม่มีวันจะหวนกลับคืนมาได้ เพราะไม่สามารถเดินบัญชีหมุนเวียนทางการเงินได้
2.มาตรการ 14 สิงหาคม ที่รัฐบาลชุดชวน หลีกภัย ใช้เงินภาษีของประชาชนไปดำเนินมาตรการอุดหนุนพยุงสถานภาพของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เงินที่ใช้ในมาตรการดังกล่าวนี้ ถูกกล่าวหาว่าเป็นการ “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” โดยไม่เกิดผลใดๆ ต่อประชาชน อีกทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลชุดนั้น ในอดีตเคยเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรหรือเปล่า? ช่วยตอบอย่างเสียงดังฟังชัดให้ประชาชนทั้งประเทศได้ยินด้วย
3.รัฐบาลชุดที่แล้วได้ใช้มาตรการไม่ให้เงินไหลออกไปนอกประเทศ ด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์อย่างสูงลิบลิ่ว เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในธนาคารพาณิชย์บางแห่งสูงกว่าร้อยละ 20 โดยคาดหวังให้เป็นปัจจัยล่อให้เงินทุนที่ไหลออกไปยังต่างประเทศไหลกลับเข้าประเทศ แต่ในสภาวการณ์เช่นนั้น มันคือการประหารธุรกิจในประเทศอย่างกว้างขวาง เป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับธุรกิจจนสุดจะแบกรับได้ ประกอบกับปัญหาที่วิกฤติยิ่งสำหรับนักธุรกิจในขณะนั้น คือการไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ ภาคผู้ประกอบการจึงต้องประสบกับการล้มละลายไปโดยไม่ได้รับความเหลียวแล ช่วยเหลือใดๆ
ยิ่งกว่านั้น เป้าหมายที่จะเรียกเงินทุนให้ไหลกลับเข้าประเทศก็ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ เนื่องจากไทยในขณะนั้น ยังขาดปัจจัยสำคัญที่จะให้เงินทุนไหลเข้า นั่นคือความมั่นใจจากตลาดเงิน ตลาดทุน นั่นเอง

*ในที่นี้ขอยกเพียง 3 ประการนี้มากล่าวถึง
ขอลงลึกในรายละเอียดในเรื่องการปิดสถาบันการเงิน 56 แห่ง เพราะส่วนนี้ทำให้เราเสียหายไปกว่า 400,000 ล้านบาท จากการปิดสถาบันการเงิน และนำสินทรัพย์ของสถาบันเหล่านี้ออกขายในราคาถูกๆ
เรื่องก็คือ ในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต มีการสั่งปิดสถาบันการเงิน 58 แห่งเป็นการชั่วคราว เมื่อเดือนตุลาคม 2540 เพื่อตรวจสอบและวิเคราะห์สำหรับการปฏิรูปและฟื้นฟูสถาบันการเงินเหล่านั้น เพื่อให้ธุรกรรมต่างๆ ของธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ หลังการฟื้นฟูโดยได้ตั้ง ปรส. ขึ้นมาเพื่อดำเนินการในครั้งนั้น...เหมือนแพทย์ทำการวินิจฉัยโรคก่อนลงมือรักษา
ครั้นมีรัฐบาลต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2540 ก็ได้สั่งปิดถาวร 56 ใน 58 สถาบันการเงิน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2540 ในช่วงก่อนการประกาศปิดสถาบันการเงินแบบถาวรนั้น ในช่วงแรกสื่อต่างๆ ก็คาดเดาว่า อย่างเก่งก็คงปิดสักสิบกว่าราย แล้วก็ลดลงมาเป็นคาดว่า จะมีสถาบันการเงินรอดได้ 16 แห่งในช่วงอาทิตย์สุดท้ายก่อนการประกาศ
เอาเข้าจริง สถาบันการเงินของไทยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย 56 ใน 58 แห่ง นั่นคือการวิเคราะห์ในสายตาของรัฐบาลขณะนั้น แต่ในสายตาบุคคลทั่วไปต่างงง รวมถึงตัวผู้เขียนด้วย หาเหตุผลไม่ได้ว่าที่ทำกันเช่นนี้ มันเป็นการฟื้นฟูหรือทำลายกันแน่ จนเมื่อเห็นวิธีการประมูลทรัพย์สินให้ต่างชาติในราคาถูกๆ แล้ว จึงได้ถึงบางอ้อว่า กลุ่มนี้เขาวางแผนไว้อย่างแยบยลจริงๆ
ล่าสุด ผลสอบ “ศปร.3” ออกมาแล้ว และได้ชี้ให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากล และความผิดพลาดของ ปรส. ตั้งแต่ต้นจนปลาย (ลองหาอ่านในหนังสือ “เปลือยธารินทร์” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ผู้จัดการ ที่เดี๋ยวนี้กลายเป็น "หนังสือหายาก" ไปแล้ว)



วันที่การเมืองครั่นเนื้อครั่นตัว

“การเมือง” ถ้านิ่ง…แฟนพันธุ์แท้ก็คงเหงา
ระยะนี้เลยมีคิว “ร้อนฉ่า” หลายเรื่องเรียงกันมาให้ได้ตื่นเต้น
ในแง่สีสันก็ “มัน(ส์)” ดี แต่อย่าถามหาเสถียรภาพ หรือความเอาแน่เอานอน…เพราะเซียนบางคนก็ยังตอบไม่ได้
ได้แต่ประเมินกันไปวันต่อวันก็เท่านั้น…
คิวเช็กบิลแบบน้ำลดตอผุด ทยอยกันไปบ้างแล้ว
ยังเหลือคิวน็อกนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช ด้วยข้อหาที่อาจกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก “เป็นลูกจ้างรายการทำอาหาร”
ต่อมาก็เป็นคิวสั่งเก็บพรรคการเมืองระดับหน้าแถว เก็บแต้มรวดทีเดียวกะให้กลายเป็นการเมืองฟันหลอ…(แปลว่าหายไปทั้งแถบ)
น่าจะเหลือไว้เฉพาะ “พรรคฟันกราม” ที่ดูกี่ทีก็เหมือนฟันคุด คืออยู่ไปก็เท่านั้น แค่ผู้มีบารมีเขาเปิดทางให้อยู่…แต่บดเคี้ยวอะไรไม่ได้
ไม่รู้ถ้าชนะการเลือกตั้งได้จริง จะยังกล้าภูมิใจกับชัยชนะของตัวเองอยู่หรือเปล่า
เพราะขนาดคราวที่แล้ว องค์รัฐาธิปัตย์ที่มีชื่อเล่นว่า คมช. ทั้งผลักทั้งดัน ภาษาวัยรุ่นก็ว่าสุดเท้า…
ก็ยัง “ว่าว” มาจนได้
หักกลบลบแต้มใบเหลืองใบแดงที่ “โคตรเป็นกลาง” ก็ยังไม่เฉียดใกล้ความฝัน
กลายเป็นค้างเติ่งกลางอากาศกันไปเท่านั้น
คราวนี้…เลยลุ้นกันตัวโก่งอีกครั้งว่า รายการ “ฝันที่เป็นจริง” จะแจ็กพอตแตกได้แจกรถเข็นสักทีหรือเปล่า
หรืออีกกรณีคือ ได้ใบแดงถ้วนหน้าไม่เว้นแม้แต่เด็กเส้น เธอก็ได้ ฉันก็ได้…ตายหมู่
ซึ่งน่าจะดูดีกว่า ถ้าจะโดนยุบก็ต้องยุบกันให้หมด ถ้าจะรอดก็ต้องรอดกันทุกพรรค
มหกรรมล้างไพ่ใหม่ จะได้กลับมาอีกหน คืนอำนาจให้ประชาชนอีกสักที
นาทีนี้…ก่อนมีคำสั่งสายฟ้าฟาด จึงมีการพูดถึง “ยุบสภา” ถี่หน่อย…
แม้ช่วยอะไรไม่ได้กับคดียุบพรรคที่เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม แต่จะทำให้พรรคใหญ่ที่ได้เปรียบมีโอกาสถ่ายเทคนไปอยู่ในที่ทางที่เป็นมงคลแก่ตัวมากกว่า…
โดยยังมีผลงานที่ผ่านมา บวกบารมีที่ติดตัวแต่ละคน เป็นปัจจัยหนุนให้ประชาชนตัดสินใจเลือก-ไม่เลือก
แต่ที่แน่ๆ นโยบายหาเสียงเรื่องแก้รัฐธรรมนูญจากแต่ละพรรค คงจะหนักแน่นและแข็งขันกว่าเดิมไม่มีพลาด
เพราะทุกวันนี้ที่เล่นเอาพรรคการเมืองคอพาดเขียงกันทุกพรรค ก็คงไม่มีลูกแทงกั๊กเก็บไข่งูไว้กับตักอีกแล้ว…
ร้อนยิ่งกว่าเผือกเผา…ใครยังจะเก็บเอาไว้ก่อน ก็ท่าจะบ้า
ที่นักวิชาการหรือใครต่อใครคาดการณ์กันมาก่อนหน้า ถึงความเสียหายร้ายกาจของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยังไม่มีพลาดข้อไหน มีแต่จะร่ายเรียงเก็บแต้ม “ถูกต้องนะคร้าบบบ” กันมาทีละข้อ ทีละข้อ
จะรอให้ “ข้อเสีย” ประจักษ์แก่สายตากันทุกข้อ ก็พอดีเจ๊งกันทั้งประเทศ
ไม่ใช่พวก พาล-ทะ-มิด นะงานนี้ จะได้ยอมเจ๊งเป็นเจ๊ง ตายเป็นตาย
อยากเจ๊ง อยากตาย ก็ปล่อยเขาไป คนไทยอีกทั้งประเทศยังอยากจะอยู่ดูโลก
หรือต่อให้ไม่มียุบพรรค ไม่ยุบสภา ประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยิ่งต้องเอาจริงเอาจังเข้มข้น…
ถามใจฝ่ายค้าน ให้พูดกันตามตรงจากก้นบึ้งหัวใจ แน่ใจหรือว่าจะยอมรับได้กับรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร
วันหนึ่งการรัฐประหารที่อาจเคยเป็นคุณแก่ตัว แต่ระยะยาวก็เห็นอยู่ว่าใครมาทางไหนก็ต้องกลับไปทางนั้น
เหลือไว้แต่นักการเมืองด้วยกันที่ต้องอยู่ทำงาน และเผชิญสิ่งแวดล้อมคล้ายๆ กันต่อไป
กระทบกระทั่งกันไม่เท่าไร แต่เรื่องจะทำอย่างไรให้การเมืองไทยพัฒนาและสร้างสรรค์น่าจะสำคัญกว่า
สร้างสรรค์แล้วต้องรอไปอีกสิบปีกว่าจะได้เป็นรัฐบาล ก็อาจจะคุ้มหากเป็นการวางรากฐานประชาธิปไตยให้เป็นแบบประเทศเจริญแล้ว…
แต่เลือกเอาความได้เปรียบเฉพาะหน้า เพื่อสุดท้ายการเมืองก็วนกลับมาจุดเดิม เหมือนพายเรือวนอ่างแบบนี้…อะไรจะคุ้มกว่า
เรื่องแบบนี้พูดง่ายทำยาก และไม่อยากจะคาดหวังกับนักการเมืองสักเท่าไร
เพราะอะไรที่มันขึ้นอยู่กับ “จิตสำนึก” มันเป็นเรื่องที่มักห่างไกลความเป็นไปได้เหลือเกิน


ปรส.อัปยศ? เมื่อไร ปชป.จะตอบเสียที! (1)

คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

เว็บไซต์
http://www.prachachonthai.com ได้เผยแพร่บทความชิ้นสำคัญของนายจันทร์มาแล้ว แฉสาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และข้อมูลสำคัญกรณี ปรส. อัปยศที่เกิดขึ้นในอดีต ที่มาจากการกำหนดนโยบายและมาตรการทางการเงินของรัฐบาลในช่วงเวลานั้น
มีเนื้อหาและข้อมูลดังนี้

“วิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 ถือได้ว่าเป็นวิกฤติทางการเงินการคลังครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติชาติไทย สร้างความเสียหายนับล้านล้านบาท ส่งผลกระทบถึงแวดวงธุรกิจเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนอย่างถ้วนทั่ว ความเสียหายเหล่านี้ไม่ได้มีสาเหตุจากการบริหารการเงินการคลังในอดีตที่ผิดพลาดเท่านั้น แต่การบริหารและแก้ไขปัญหาหลังวิกฤติกลับเป็นตัวซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายยิ่งขึ้น

เพื่อให้การติดตามอ่านบทความนี้ให้สามารถเข้าใจได้อย่างกระจ่างชัด บทความนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ภาคส่วน คือ 1.สาเหตุแห่งวิกฤติ และ 2.กรณี ปรส. อัปยศ

สาเหตุแห่งวิกฤติ
การเกิดขึ้นของวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นการเกิดขึ้นของหลายสาเหตุที่ได้ก่อตัวมาก่อนหน้านั้นนานหลายปี จนสถานการณ์ถึงขั้นสุกงอม ตกอยู่ในสถานะที่อ่อนไหวเสมือนต้นไม้ที่พร้อมจะล้มได้ทุกขณะ เมื่อมีลมกระโชกเพียงเบาๆ ก็ล้มครืนลงทันที

การก่อตัวของวิกฤตินี้เริ่มจาก
1.การขาดดุลการค้ามานับสิบปี ในรัฐบาลต่างๆ หลายรัฐบาล ทั้งที่การส่งออกในหลายๆ ช่วงมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่แท้จริงแล้วตัวเลขการนำเข้ากลับสูงกว่า เมื่อขาดดุลการค้า ค่าเงินบาทที่น่าจะมีค่าที่ลดลง แต่เนื่องจากเราเอาเงินบาทไปผูกติดกับยูเอสดอลลาร์ ก็เลยคงที่อยู่ที่ประมาณ 25 บาทตลอดมา ซึ่งก็เป็นค่าที่ผิดจากค่าที่แท้จริงของเงินบาทควรจะเป็น

2.การเปิดเสรีทางการเงินแบบไม่มีมาตรการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้มีการกู้เงินนอกเข้ามาเกิดขึ้นมากมาย ส่วนใหญ่เพื่อเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์และตลาดทุน แต่ไม่ใช่การลงทุนในภาคการผลิต...ที่สำคัญต้องเข้าใจก่อนว่าการไหลของเงินทุนนั้น มีธุรกรรมได้ 3 แบบ คือ IN-OUT, OUT-IN และ OUT-OUT แต่หลังจากการเปิดเสรีทางการเงิน ธุรกรรมแทบจะทั้งหมดกลับเป็นแบบ OUT-IN อย่างเดียวเท่านั้น นั่นหมายความว่า มีแต่การกู้เข้ามาลูกเดียว มันก็เลยเกิดความไม่สมดุล ที่เลวร้ายยิ่งกว่าก็คือ หนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินกู้ระยะสั้น ซึ่งเมื่อครบกำหนดจะต้องชำระคืนทันที

3.การล้มลงของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จากการดำเนินการอย่างไม่โปร่งใส ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่เจ้าหนี้ต่างชาติ และเริ่มระแวงสงสัยในเรื่องความมั่นคงของสถาบันการเงินต่างๆ ของไทย

4.เมื่อค่าเงินผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงมากๆ ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้นักเก็งกำไรค่าเงินสามารถเข้ามาโจมตีเพื่อหากำไรจากค่าเงินได้ และเผอิญธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงนั้นได้เอาเงินสำรองของประเทศเข้าทำการต่อสู้ค่าเงินอย่างไร้สติจนหมดหน้าตัก

5.และเมื่อเจ้าหนี้ทราบข่าวนี้ ก็ทำการทวงหนี้คืนในทันที ในจำนวนหนี้ทั้งหมดในระยะนั้นเป็นหนี้ระยะสั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ไม่สามารถชำระคืนให้เจ้าหนี้ได้ทัน

รวมๆ แล้วนี่คือสาเหตุของวิกฤติในครั้งนั้น
* เปิดคำวินิจฉัยของ ศปร. "วิกฤติครั้งนี้เริ่มมาจากเอกชน แต่รัฐมีส่วนทำให้ปัญหาบานปลายอย่างไม่มีขีดจำกัด"

บทสรุปจากรายงานที่จัดทำโดยคณะกรรมการการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูล ซึ่งก็มีรายละเอียดดังนี้

ข้อบกพร่องของโครงสร้างระบบการบริหารการเงินอันนำไปสู่วิกฤตการณ์ และความไม่มีประสิทธิภาพในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจไทยครั้งนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากการก่อหนี้ของภาคเอกชน แต่การดำเนินนโยบายการเงินของรัฐก็มีส่วนทำให้ปัญหาการก่อหนี้บานปลายอย่างแทบไม่มีขีดจำกัด

ขั้นตอนของความเพลี่ยงพล้ำในการดำเนินนโยบายการเงิน ลำดับได้ดังนี้

1.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจเลือกที่จะไม่ให้เปิดตลาดทุนเสรีตั้งแต่ พ.ศ.2533 แต่ ธปท. ก็เลือกที่จะให้เปิด การตัดสินใจให้เปิดครั้งนั้นนับว่าเป็นผลพวงของแนวนโยบายที่เป็นมาโดยต่อเนื่องเป็นระยะยาวนาน และสะท้อนความต้องการของฝ่ายการเมืองในขณะนั้นอย่างเต็มที่ เมื่อนายวิจิตรเข้ามารับตำแหน่งเป็นผู้ว่าการ ก็สานต่อนโยบายนั้นอย่างขะมักเขม้น ถึงขั้นเปิดวิเทศธนกิจซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่าย

2.เมื่อ ธปท. เลือกที่จะเปิดตลาดเงินตลาดทุนให้เสรีแล้ว ธปท. ก็ควรเลือกที่จะให้อัตราแลกเปลี่ยนยืดหยุ่นมากกว่านี้ แต่ ธปท. ก็เลือกที่จะรักษาช่วง (band) อัตราแลกเปลี่ยนที่แคบมากไว้ จะมาเริ่มพิจารณาก็ในเดือนเมษายน 2539 ซึ่งสายไปเสียแล้ว เพราะหลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือน ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นก็รุนแรง จนทำให้ ธปท. กลัวที่จะดำเนินการใดๆ อีกต่อไป เพราะเกรงว่าจะส่งสัญญาณผิดให้กับตลาด

3.เมื่อ ธปท. เลือกที่จะรักษาอัตราแลกเปลี่ยนที่แคบไว้เช่นนั้น ก็หมายความว่า แนวนโยบายทางด้านอุปสงค์รวม จะต้องมีความระมัดระวัง (CONSERVATIVE) เป็นพิเศษ โดยเฉพาะในระยะตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นต้นมา นโยบายการคลังเป็นเรื่องของรัฐบาลและรัฐสภาก็จริงอยู่ แต่ ธปท. ก็มิได้ผลักดันอย่างจริงจังให้รัฐบาลดำเนินนโยบายเกินดุล ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในช่วงนั้น ส่วนนโยบายการเงินที่ดึงปริมาณเงินในประเทศก็ไร้ผล เพราะถูกลบล้างด้วยเงินกู้จากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

4.เมื่อ ธปท. ไม่สามารถใช้นโยบายการคลังหรือการเงินได้ ก็ควรจะใช้มาตรการไม่ให้เงินกู้ไหลเข้าประเทศอย่างมากมายเสียตั้งแต่ต้น แต่มาตรการที่ประกาศเป็นมาตรการที่อ่อน และนำมาใช้เมื่อสายไปแล้ว คือ หลังจากที่ไทยมีหนี้สินระยะสั้นในระดับสูงมากเกินไปเสียแล้ว

ที่กล่าวมาแล้วเป็นบทสรุปของ ศปร. เกี่ยวกับสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งจะเห็นว่าเป็นปัญหาที่ก่อเกิดจากการเปิดเสรีทางการเงินแบบผิดๆ ต่อไปนี้คือเหตุผล

* ทฤษฎี (Incompatibility of Trinity)
การเงินระหว่างประเทศมีหลักการพื้นฐานที่เรียกว่า “หลักการที่เข้ากันไม่ได้ของ 3 สิ่ง” (Incompatibility of Trinity) คือ
1.การใช้นโยบายการเงินที่เป็นของตัวเอง (Independence Monetary Policy)
2.การคงอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว (Fixed Exchange Rate)
3.การเคลื่อนย้ายเงินทุนโดยเสรี (Freedom of Capital Movement)

ความหมายคือประเทศหนึ่งประเทศใดไม่สามารถจะทำทั้ง 3 สิ่งนี้ได้พร้อมๆ กัน เช่น ถ้าเราเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว (Fixed Exchange Rate) และใช้นโยบายการเงินที่เป็นของตัวเอง (Independent Monetary policy) เราก็จะไม่สามารถปล่อยให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนโดยเสรี (Freedom of Capital Movement) ได้

เหมือนครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยใช้ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และที่ประเทศจีน มาเลเซีย กำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน

เหตุผลง่ายๆ คือ การใช้เงินสกุลของตนเอง แต่ไปผูกติดกับเงินสกุลอื่น ย่อมก่อให้เกิดค่าเงินที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริงเมื่อค่าเงินเพี้ยนจากความเป็นจริงมากๆ ก็จะเปิดโอกาสให้สามารถทำกำไรจากค่าเงินได้ และยิ่งเมื่อมีองค์ประกอบที่สามเข้ามาอยู่ในที่เดียวกันคือ เปิดเสรีให้เงินทุนสามารถไหลเข้าออกได้โดยไม่มีการควบคุมการโจมตีค่าเงิน ก็สามารถกระทำได้อย่างง่ายดาย

ตัวอย่างของการที่มีองค์ประกอบเพียง 2 สิ่ง (ไม่ครบสาม) ที่เห็นง่ายๆ คือ ของไทยช่วงก่อนเปิดเสรีที่เรามีเงินสกุลของตนเอง และผูกติดค่าเงินไว้กับดอลลาร์ แต่ไม่ได้เปิดเสรีทางการเงิน เราปลอดภัยและรอดพ้นจากการโจมตีมาได้

อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศมาเลเซีย มาเลเซียก็ตกเป็นเป้าการโจมตีค่าเงินเช่นเดียวกับไทย แต่มาเลเซียมีผู้นำที่ฉลาดและกล้าหาญ โดยกล้าออกกฎหมายควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ทำให้มาเลเซียสามารถฝ่ามรสุมทางการเงินในช่วงเวลานั้นมาได้โดยไม่เสียหาย

ด้วยทฤษฎีนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า เมื่อรัฐบาลสมัยนั้นจะเปิด BIBF (การเปิดเสรีทางการเงิน) แต่ไม่ได้คำนึงถึงหลักสากลว่าควรจะปล่อยค่าเงินลอยตัวในระดับหนึ่ง คือการเปิดช่องว่างให้มีการโจมตีค่าเงินได้



ชักชวนติดสติ๊กเกอร์ ‘เบื่อม็อบพันธมิตร’ให้รู้ชาวบ้านสุดทน

“ชุมชนคนแท็กซี่” พร้อมด้วย “มูลนิธิกระจกเงา” สะท้อนเสียงประชาชน ที่สุดเบื้อหน่ายกับพฤติกรรมของม็อบพันธมิตรฯ ป่วน ทำตัวเป็นนักเลงโต อยู่เหนือกติกาบ้านเมือง แถมทำรถราติดขัดสร้างความเดือดร้อนรำคาญไปทั่ว ชักชวนร่วมกันแปะสติ๊กเกอร์ “เบื่อม็อบพันธมิตร” ที่ทำออกมาแจกฟรี และมีคนขอไปติดแล้วนับหมื่น ยืนยันยังมีแจกอีกเยอะการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยืดเยื้อทำตัวเป็นนักเลงโตขวางถนน สร้างความเดือดร้อนรำคาญมายาวนาน ได้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนเป็นวงกว้างมากขึ้นทุกขณะ และเสียงต่อต้านก็เริ่มชัดเจนมากขึ้นทุกวัน
ล่าสุดมีกลุ่มบุคคลที่ต้องการจะสื่อให้พันธมิตรฯตระหนักถึงความเดือดร้อนที่ได้ก่อให้กับผู้คนในสังคม ได้จัดทำสติ๊กเกอร์มีข้อความ “เบื่อม็อบพันธมิตร” ซึ่งเริ่มมีให้เห็นตามท้ายรถหลายคัน และกำลังเป็นที่สนใจอยู่ในขณะนี้
นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ผู้ที่คิดริเริ่มในการจัดทำสติ๊กเกอร์ “เบื่อม็อบพันธมิตร” คือมูลนิธิกระจกเงา โดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นผู้จัดทำขึ้น เพื่อต้องการที่จะส่งสารให้พันธมิตรฯ รู้ถึงความเดือดร้อนของประชาชน และไม่ต้องการให้พันธมิตรฯ ชุมนุมอีกต่อไป
การจัดทำสติ๊กเกอร์ดังกล่าว มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก อาทิ ผู้ประกอบอาชีพขับรถโดยสาร แท็กซี่ สามล้อ หรือแม้แต่ประชาชนผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวติดต่อผ่านทางรายการวิทยุชุมชนคนแท็กซี่เพื่อขอรับสติ๊กเกอร์ไปเผยแพร่เป็นจำนวนมาก
ซึ่งขณะนี้ มีผู้ให้ความสนใจเข้ามาขอรับสติ๊กเกอร์ไปแล้วกว่าหมื่นแผ่น และยังมีผู้ที่ติดต่อเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งยืนยันว่ายังมีสติ๊กเกอร์พร้อมแจกจ่ายอีกเป็นจำนวนมาก หากผู้ใดสนใจสามารถไปรับได้ที่สถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ คลื่น 92.75 MHz หรือโทรศัพท์สอบถามที่หมายเลข 0-2617-7118-9 ได้ตลอดเวลา
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะนี้เริ่มมีรถที่ติดสติ๊กเกอร์ดังกล่าวแล้วหลายคัน โดยเฉพาะรถสามล้อรับจ้าง และรถแท็กซี่ ซึ่งสอบถามบางคันบอกว่ารู้สึกเบื่อม็อบพันธมิตรฯ จริงๆ เพราะทำให้การจราจรติดขัด ทำมาหากินลำบาก และเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา รับผู้โดยสารย่านถนนวิทยุ การจราจรติดขัดมาก เพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ไปชุมนุมปิดถนนหน้าสถานทูตอังกฤษ

ม็อบหน้าแหก‘โยธิน’ปิดร.ร.หนี

“พันธมิตร” หน้าแหกยับเยิน ยุทธการดาวกระจายถูกตอกหน้าหงาย กลายเป็นตัวน่ารังเกียจของสังคม เมื่อผอ.โรงเรียนโยธินบูรณะ สังปิดโรงเรียนหนีม็อบ หวั่นเด็กได้รับอันตราย แถมยังละอายที่ชาวบ้านจะต้องพลอยเดือดร้อนจากการปิดถนน ขณะที่ “ทูตอังกฤษ” ก็ เมินที่จะให้คำตอบตามที่ม็อบก่าวร้าวขีดเส้นตาย 7 วัน กดดันไม่ให้อดีตนายกรัฐมนตรีลี้ภัยในอังกฤษ ด้าน “สุพล” ยืนยันกวดขันเอเอสทีวี ถ้ายังดื้อด้านจะดำเนินการตามกฎหมาย
เมื่อเช้าวันที่ 21 สิงหาคม 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมด้วยอีก 4 แกนนำ เดินทางไปที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อกดดันนายเตช บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ยกเลิกหนังสือเดินทางทางการทูตหรือพาสปอร์ตแดง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้อยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นายสนธิได้อ่านคำประกาศของพันธมิตรฯเรื่องขอให้กระทรวงการต่างประเทศปกป้องอธิปไตยของชาติ และนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณมารับโทษด้วยกระบวนการยุติธรรม และตำหนิกรณีการประชุมร่วมของรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา โดยได้ยื่นข้อเรียกร้องผ่านนางสาวสุภาณี เลิศฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
สำหรับบรรยากาศบริเวณด้านหน้ากระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่ช่วงเช้า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 จำนวน 1 กองร้อยได้กระจายกำลังอยู่บริเวณหน้ากระทรวงการต่างประเทศ เพื่อดูแลความปลอดภัยรวมถึงป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น ส่วนข้าราชการและลูกจ้างของกระทรวงการต่างประเทศต่างทยอยเดินทางมาทำงานเช้ากว่าทุกวัน เนื่องจากเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้นัดประชุมข้าราชการระดับสูงและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เตรียมมาตรการรักษาความปลอดภัยที่จะรับมือกลุ่มพันธมิตรฯ โดยมีคำสั่งให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงเดินทางมาถึงกระทรวงก่อนเวลา 08.00 น. โดยกระทรวงจะปิดประตูด้านฝั่งถนนศรีอยุธยา และวางแผงเหล็กกั้นตลอดแนวรั้ว และเปิดให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน รวมทั้งผู้มาติดต่อกระทรวง เข้าออกประตูฝั่ง ถ.พระราม 6 เพียงประตูเดียว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่สงบ
ด้าน นายควินตัน เควลย์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเดินทางไปยื่นหนังสือที่สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เพื่อเรียกร้องไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลี้ภัยในประเทศอังกฤษ ว่า เป็นเรื่องธรรมดาของระบอบประชาธิปไตยที่จะแสดงออกว่ามีความเห็นอย่างไร แต่ขอให้ดำเนินการอย่างสันติ และที่กลุ่มพันธมิตรฯ กำหนดเวลา 7 วัน เพื่อให้สถานทูตอังกฤษฯ ให้คำตอบ นายเควนลย์ ปฏิเสธที่จะพูดเรื่องนี้ ระบุเพราะไม่มีสิทธิ์ที่จะตอบเกี่ยวกับเรื่องการเข้าเมืองของต่างชาติ
ทางด้านนายมานพ นพศิริกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนโยธินบูรณะ ได้ทำหนังสือแจ้งนักเรียนและผู้ปกครองว่า ในวันนี้ (22 ส.ค.) โรงเรียนจะปิดการเรียนการสอนเป็นเวลา 1 วัน เนื่องจากได้ปรึกษาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วเกรงว่าจะมีปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนักจากการเดินทางมาให้กำลังใจของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
นายพงศกร อรรณนพพร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเดินทางไปให้กำลังใจนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะเพื่อคัดค้านการสร้างอาคารรัฐสภาหลังใหม่ว่า โรงเรียนโยธินฯ จะไม่มีการปิดเรียน เพราะไม่รู้จะปิดเรียนไปเพื่ออะไร และขอร้องพันธมิตรฯ ว่า หากเดินทางไปที่โรงเรียนโยธินฯ อย่าส่งเสียงดังรบกวนการเรียนการสอนของนักเรียน หากจะให้กำลังใจนักเรียนก็ให้รอในช่วงเวลาพักเที่ยงที่เด็กพักเรียน และให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับนักเรียนด้วย หรือหากเดินทางไปแล้วจะช่วยสำรวจข้อมูลว่ามีใครได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างอาคารรัฐสภาหลังใหม่มายื่นให้กระทรวงศึกษาธิการ ก็ยินดียิ่ง จะได้ให้การช่วยเหลือได้ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม นายพงศกรยืนยันว่า การก่อสร้างอาคารรัฐสภาหลังใหม่เป็นเรื่องจำเป็น เพราะเป็นหน้าตาเป็นตาให้กับประเทศชาติ ยามที่ต้องต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ดังนั้นทุกคนควรให้การสนับสนุนและเอาข้อเท็จจริงมาพูดคุยกันว่า ใครได้รับความเดือดร้อน ใครได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์อย่างไร
“ผมฝากไปถึงพันธมิตรฯ ด้วยว่า ที่จะไปหานักเรียนโยธินฯ เพื่อให้กำลังใจ และปลูกฝังเรื่องประชาธิปไตยใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นอย่าทำให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อน เพราะประชาธิปไตยต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน และอย่าดึงเด็กนักเรียนซึ่งเป็นผ้าขาวเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองเด็ดขาด ผมไม่ตำหนิเด็กที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านในเรื่องนี้ แต่ขอร้องว่าให้ผู้ใหญ่ทำความเข้าใจกับเด็กทั้งครู อาจารย์ ผู้บริหาร สมาคมผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนโยธินฯ และคณะกรรมการสถานศึกษา ต้องให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องกับนักเรียน เด็กคนไหนได้รับความเดือดร้อนก็ต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างแน่นอน”
รมช.ศึกษาธิการ ยังกล่าวทีเล่นทีจริงด้วยว่า ขอให้แกนนำพันธมิตรฯ เดินทางไปที่โรงเรียนโยธินฯ เพื่อให้เด็กๆ ได้รู้ว่าบุคคลที่มีองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยราชดำเนิน ซึ่งแต่ละคนบอกว่าเป็นครู อาจารย์ของมหาวิทยาลัยแห่งนั้น เขาเป็นกันอย่างไร บางทีอาจจะเชิญให้อาจารย์ของมหาวิทยาลัยราชดำเนิน ไปบรรยายให้นักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกโรงเรียนฟังก็ได้
ที่รัฐสภา นายนิยม วรปัญญา ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชาชน ยื่นกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี เรื่องปัญหาที่เกิดจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พันธมิตรฯ อ้างว่าปัญหามาจากหัวหน้ารัฐบาลเก่า เป็นมูลเหตุให้มาชุมนุม แต่วันนี้ได้ลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศแล้ว มีการเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกและคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จัดการชุมนุมยืดเยื้อยาวนาน ปิดถนนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งยังมีสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ถ่ายทอดการชุมนุมไปทั่วประเทศ มีการใช้ถ้อยคำหยาบคาย อยากทราบว่ารัฐบาลมีแนวทางแก้ไขปัญหาหรือมีมาตรการเร่งด่วนและอำนาจทางกฎหมายใดที่จะแก้ปัญหานี้อย่างไร เพราะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมาก
นายสุพล ฟองงาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้รับมอบหมายให้มาชี้แจงแทนกล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้มีการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ติดตามปัญหานี้ ทั้งการดูแลกวดขันเรื่องการถ่ายทอดของเอเอสทีวี ให้เป็นไปตามกฎหมาย หากไม่เชื่อฟังให้ดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งมอบหมายให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่ ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ จะดูแลให้เกิดความเรียบร้อยและไม่ให้เกิดปัญหาบานปลายออกไป

เอาใจนายเก่า‘เสรีพิศุทธ์’ตร.พิมพ์ลายนิ้วมือถึงบ้าน

กังขา! ตำรวจไทย เอาใจนายเก่า “เสรีพิศุทธ์” จนออกนอกหน้า จนส่อว่าจะผิดระเบียบหรือผิดกฎหมายในการวิ่งไปบริการ แจ้งข้อกล่าวหา พิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติถึงบ้านพัก ห่วงจะเป็นการใช้อภิสิทธิ์เหนือประชาชนคนธรรมดา
จากกรณีที่มีการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. ในหลายข้อกล่าวหา รวมถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการไม่ไปรับเสด็จตามหน้าที่ ซึ่งอยู่ในความดูแลของพนักงานสอบสวนตำรวจนครบาล โดยมี พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้ดูแลคดีดังกล่าว นั้น
ล่าสุดในวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวว่าทางนครบาลได้มีการประสานงานมายัง สน.บางขุนนนท์ ซึ่งเป็นท้องที่ของบ้านพัก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านวัดเจ้าอาม เพื่อให้เตรียมการเกี่ยวกับการพิมพ์ลายนิ้วมือและทำประวัติ เนื่องจากจะมีการเข้าแจ้งข้อกล่าวหา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่บ้านพัก
โดยในเวลาประมาณ 14.00 น. ได้มี่รถตู้ ทะเบียนตราโล่ 4549 มีสติ๊กเกอร์ บก.น.1 แปะที่กระจกหน้ารถ ขับเข้าไปจอดในลานจอดรถข้างบ้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ โดยมีรายงานข่าวอ้างว่ามีนายตำรวจผู้ใหญ่ที่เคยเป็นลูกน้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เดินทางมาด้วยตัวเอง
ขณะเดียวกันตำรวจผู้ใหญ่ของ สน.บางขุนนนท์ ก็ร่วมต้อนรับนายตำรวจผู้นี้ด้วย ยกเว้นผู้กำกับการ สน.บางขุนนนท์ ที่ติดราชการ และปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องดังกล่าว
ด้าน ร.ต.ท.ภูมินทร์ คิสาลัง ร้อยเวรสน.บางขุนนนท์ เปิดเผยว่ากรณีดังกล่าวไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัด เพราะตนเป็นเพียงแค่ร้อยเวร ทราบเพียงแต่ว่ามีการแจ้งข้อกล่าวหาจริง แต่ตนไม่ได้เป็นคนทำประวัติ ซึ่งน่าจะเป็นรอง ผกก. คนใดคนหนึ่งเป็นผู้ไปรับรองกันเองมากกว่า
อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเรื่องแปลกที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ เดินทางไปแจ้งข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาถึงบ้าน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วจะต้องแจ้งด้วยวาจาหรือมีหนังสือเรียกตัวให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาที่สถานีตำรวจ
ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่ากรณีของ พล.อ.ตอ.เสรีพิศุทธ์ จะเป็นการใช้อภิสิทธิ์เหนือประชาชนธรรมดาหรือไม่ รวมทั้งยังมีการตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะเป็นเพราะมีนายตำรวจที่เคยเป็นลูกน้องเก่าของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่อยากจะเอาใจนายเก่าในยามที่หมดอำนาจวาสนา

ป.ป.ช.อายไหม?

* เผยพระบรมราชโองการแต่งตั้งเลขา ปปง.
พบเอกสารชี้ชัด ปปง. ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คปค.แบบเดียวกับ ป.ป.ช. ยังได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง พร้อมทั้งผ่านกระบวนการขั้นตอนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างครบถ้วน แต่ทำไม ป.ป.ช. ทั้ง 9 คนยังดื้อดึงไม่เลิกรา จนเกิดเป็นคำถามว่าไม่รู้สึกละอายบ้างหรืออย่างไร ชี้ทั้งข้อกฎหมายแ ละการใช้อำนาจรัฐาธิปัตย์ ผ่านประกาศ คปค. เหมือนกันทุกประการ แต่ต่างกันที่ขั้นตอนทำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นักกฎหมายตั้งข้อสงสัย จะเป็นเพราะ ป.ป.ช. ชิงทำงานไปก่อน การโปรดเกล้าฯ ย้อนหลังจึงเป็นเรื่องมิบังควรหรือเปล่า

* นัก ก.ม.แนะอย่ายอมรับคำตัดสินของป.ป.ช.
การดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังคงเป็นปัญหาค้างคาใจประชาชนจำนวนมาก ว่า ป.ป.ช. จะมีสถานะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ในเมื่อมีที่มาส่อขัดรัฐธรรมนูญ และส่อว่าจะละเมิดพระราชอำนาจดังที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต และมีการคัดค้านการทำงานของ ป.ป.ช. กันมาอย่างต่อเนื่อง จนมีคนนิยามว่าเป็น “ป.ป.ช.เถื่อน” นั้น
ล่าสุดยังได้พบหลักฐานที่ฟ้องความไม่ชอบธรรมของ ป.ป.ช. อีกประการหนึ่ง เมื่อพบว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะปฏิรูปการปกครอง (คปค.) แบบเดียวกัน และมีข้อกำหนดให้นับวาระการทำงานนับแต่วันที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แบบเดียวกัน แต่กลับได้รับการโปรดเกล้าฯ และผ่านกระบวนการขั้นตอนครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ
โดยที่ กฎหมาย ป.ป.ช.ปี 2542 ในมาตรา 6 กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกอบด้วยประธาน 1 คน และกรรมการอีก 8 คน “ซึ่งมีพระมหากษัตริย์แต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา” และในมาตรา 12 ท่อนหนึ่งระบุว่า “กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งเก้าปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง...”
ขณะที่ กฎหมาย ปปง. ปี 2542 มาตรา 42 ก็มีข้อความที่ระบุถึงที่มาของเลขาธิการ ปปง. ว่า “ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี โดยได้ความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามลำดับ” รวมทั้งในมาตรา 44 ก็ระบุเอาไว้ตอนหนึ่งว่า “มีวาระดำรงตำแหน่งสี่ปีนับตั้งแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง”
ส่วนที่ ป.ป.ช. กล่าวอ้างถึงรัฐาธิปัตย์นั้น ในความเป็นจริงแล้วในส่วนดังกล่าวที่มาของ ปปง. ก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด กล่าวคือ ป.ป.ช. นั้น พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ใช้อำนาจรัฐาธิปัตย์ ผ่านประกาศ คปค.ฉบับที่ 19 แต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อ 20 กันยายน 2549 ส่วน ปปง. พล.อ.สนธิ ใช้อำนาจรัฐาธิปัตย์ ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 4 และ 16 แต่ตั้งเมื่อ 30 กันยายน 2549
อย่างไรก็ตาม พบว่าทั้ง 2 องค์กรมีความแตกต่างกันในขั้นตอนการนำความกราบบังคมทูล คือ ป.ป.ช. เข้าปฏิบัติงานเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2549โดยที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยในวันที่ 26 กันยายน 2549 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ทำหนังสือถึงเลขาฯ คปค.สอบถามถึงประเด็นการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง
ต่อมาวันที่ 30 กันยายน 2549 เลขาฯ คปค. มีหนังสือตอบข้อซักถามว่า เมื่อมี ครม.ใหม่ ควรให้ สลค.เสนอรายชื่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อนำความกราบบังคม วันที่ 3 พ.ย.2549 คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงทำหนังสือถึง สลค.เพื่อขอให้นำความกราบบังคมทูล กระทั่งวันที่ 14 พฤศจิกายน 2549 สลค.ได้ทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการเพื่อขอให้นำความกราบบังคมทูล และ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2549สำนักราชเลขาธิการทำหนังสือถึง สลค.บอกว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่งตั้งชอบแล้ว โดยอำนาจรัฐาธิปัตย์ สุดท้ายวันที่ 20 ธันวาคม 2549 สลค. ได้ทำหนังสือถึง ป.ป.ช. แจ้งความเห็นของสำนักราชเลขาธิการ
ส่วนคณะกรรมการ ปปง. เข้าปฏิบัติงานวันที่ 29 กันยายน 2549 คณะกรรมการ ปปง. ได้ทำหนังสือถึง สลค. แจ้งมติ คปค.แต่งตั้ง เลขาธิการ ปปง. วันที่ 30 กันยายน 2549 สลค. ทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการ เพื่อขอให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
วันที่ 16 ตุลาคม 2549 ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เลขาธิการ ปปง. วันที่ 23 ตุลาคม ลงประกาศในพระราชกิจจานุเบกษามีพระบรมราชโองการฯแต่งตั้งเลขาธิการ ป.ป.ง.ให้ดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่
ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นในรายการ “ความจริงวันนี้” นายวีระ มุสิกพงศ์ พร้อมด้วยผู้ร่วมรายการก็เคยนำมาพูดจากันแล้วว่าน่าจะมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่เหมาะที่จะมีการกราบบังคมทูล เรื่องดังกล่าว
ทางด้านนายคารม พลทะกลาง แกนนำชมรมนักกฎหมายเพื่อประชาชน กล่าวว่า ในทางกฎหมาย มาตรา 12 พระราชบัญญัติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เขียนไว้ชัดเจนว่า ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นประธาน ข้าราชการระดับสูง ที่ระบุว่าเป็นเจ้าพนักงานโดยกฎหมายอาญา ต้องมีการโปรดเกล้าฯ
แต่หากไม่มีการโปรดเกล้าฯแล้ว จึงมีการตีความว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำหน้าที่โดยถูกต้องหรือไม่ ประเด็นอยู่ที่ว่า ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไปแล้ว ถึงมีหนังสือจาก นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการสำนักพระราชวัง ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ซึ่งป.ป.ช.เองก็ยึดตามหนังสือนี้มาโดยตลอด
นายคารม กล่าวต่อว่า อาจเป็นเพราะว่า ป.ป.ช.เข้าดำรงตำแหน่งก่อนที่จะได้รับการโปรดเกล้าฯ หากจะโปรดเกล้าฯย้อนหลังก็ไม่บังควร เพราะจะเป็นการล่วงละเมิดพระราชอำนาจ จึงกลายเป็นว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว จึงทำหน้าที่ตามราชเลขาธิการสำนักพระราชวัง ทั้งนี้ การเข้าดำรงตำแหน่งของ ป.ป.ช.จึงเป็นการเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่สมบูรณ์
ทั้งนี้การที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ไม่เข้าปฏิบัติหน้าที่โดยทันที สาเหตุเป็นเพราะว่า ปปง.ต้องรอโปรดเกล้าฯและมีการลงพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อน ถึงจะเข้าปฏิบัติหน้าที่โดยสมบูรณ์
ดังนั้น ป.ป.ช.ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะเข้ามาเป็น ป.ป.ช.โดยไม่สมบูรณ์ เพราะ ป.ป.ช.มีอำนาจในการตัดสินคดีของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูงเยอะ พร้อมทั้งมีอำนาจมากมาย รวมทั้งมีอำนาจในการปลดนักการเมืองออกจากตำแหน่งด้วย
นายคารม กล่าวอีกว่า ในความคิดของตนการเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่สมบูรณ์ เข้าทำหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ควรไปตัดสินคดี หรือว่าให้นักการเมืองหลุดพ้นจากตำแหน่ง ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับ ป.ป.ช.ตอนนี้คือหยุดปฏิบัติหน้าที่ เงินทุกอย่างที่ได้รับไปต้องคืนทั้งหมด เพราะไม่มีสิทธิ์จะได้รับ ทั้งนี้นักการเมืองคนใดที่ถูกตัดสินจาก ป.ป.ช.ควรมีการหยิบยกเรื่องดังกล่าวมาต่อสู้บ้าง
อีกทั้งปัญหาอยู่ที่ว่าพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. และ อดีตประธาน คมช.ซึ่งเป็นแกนนำคณะปฏิรูปการปกครอง (คปค.) ในช่วงเกิดการรัฐประหารยังได้รับการโปรดเกล้าฯให้เข้าดำรงตำแหน่ง ทั้งที่เป็นการยึดอำนาจ เหตุใดจึงไม่ให้ ป.ป.ช.ได้รับการโปรดเกล้าฯก่อน ถึงเข้าไปปฏิบัติหน้าที่