WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 22, 2008

หยุดสร้างความชอบธรรมให้เผด็จการ

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว
เมื่อวันก่อนนี้ "เก่งกาจ จงใจพระ” หมอดูชื่อดัง ออกมาบอก หรือจะว่ามาเตือนก็คงไม่ต่างกันนัก ถึงการเกิด "จันทรคราสสีส้มแดง" ขึ้นในเดือนเดียวกับเกิด "สุริยคราส" ว่าให้ระวังภัยทางการเมือง ระวังเหตุพลิกผันทางการเมือง-ภัยธรรมชาติ อาจวุ่นวายยาวทั้งเดือน

เรื่องนี้ใครจะคิดอย่างไร...ไม่ว่ากันครับ

ผมว่าเรื่องธรรมชาตินั้นก็เห็นกันอยู่ ตอนนี้พี่น้องประชาชนในภาคเหนือและภาคอีสาน ต่างได้รับความเดือดร้อนไปตามๆ กัน ทางพังงาก็มีภูเขาถล่ม ก็ต้องช่วยเหลือกันครับ ไม่มีใครรักและเป็นห่วงคนไทยเท่าคนไทยหรอกครับ ยกเว้นคนบางกลุ่มบางพวกที่ต้องการทำลายชื่อเสียงของประเทศชาติ ต้องการสร้างปัญหาให้กับบ้านเมือง

ส่วนเรื่องการเมืองนั้น โดยเฉพาะเรื่องของ “ภัยทางการเมือง” ผมว่าได้มีการจับตามองกันอยู่แล้วเหมือนกัน

มีหลายเรื่องที่ต้องติดตาม นอกจากการที่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พูดไว้ชัดว่า ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เพราะเชื่อว่ามีการแทรกแซงองค์กรที่ทำการสืบสวนสอบสวน พูดให้ชัดคือ หมายถึง คตส. และ ป.ป.ช. นี่เอง แต่มีคนที่ไม่หวังดีพยายามโยงไปถึงศาลให้ได้

และไม่มั่นใจในความปลอดภัย จึงต้องออกไปอยู่ต่างประเทศ

โดยหวังว่าความขัดแย้ง ความแตกแยกทางการเมือง จะลดลง ความสมานฉันท์ที่รัฐบาลและคนส่วนใหญ่ในประเทศต้องการให้เกิดขึ้น น่าจะมีผลดีตามมา โดยเฉพาะในช่วงสำคัญของพสกนิกรชาวไทย จาก “วันแม่ถึงวันพ่อ” ที่จะมีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเกิดขึ้นมากมาย

ความจริงแล้วได้มีความพยายามที่จะยุติความขัดแย้งในบ้านเมือง หยุดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของคนในประเทศ แต่ยังทำไม่สำเร็จให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างได้เสียที

มีแฟนหนังสือประชาทรรศน์ส่งเอกสารมาให้ฉบับหนึ่ง เป็นเอกสารที่ต้องการจะให้ยุติความขัดแย้งที่กล่าวถึงนี่แหละครับ แต่เอกสารนี้ไม่ได้รับการเผยแพร่จากสื่ออย่างที่หวังไว้ แทบไม่มีสื่อไหนให้ความสนใจว่างั้นเถอะ และยิ่งเป็นสื่อในเครือข่ายของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วยแล้ว ไม่ต้องพูดถึง...

เพราะนี่เป็นสิ่งที่ไปตอกย้ำ ไปเปิดแผลของคนกลุ่มนี้ว่าสิ่งที่ได้กระทำลงไปนั้น มีคนกลุ่มหนึ่งออกมาคัดค้านต่อต้าน...ไม่เห็นด้วย

เอกสารที่ว่านี้คือ จดหมายเปิดผนึก เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2551 จาก นายปกป้อง เลาวัณย์ศิริ ผู้ประสานชมรมกิจกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลง ที่ลงชื่อนักกิจกรรม นักวิชาการ นักศึกษา นักสหภาพแรงงาน ประณามกลุ่มพันธมิตรฯ

พลิกดูรายชื่อข้างล่างของจดหมายฉบับนี้ มีทั้งนักศึกษาปริญญาเอก ปริญญาโท ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ประธานสหภาพแรงงาน ฝ่ายจัดตั้งสหภาพแรงงานย่านรังสิต นักกิจกรรมด้านสังคม นักกิจกรรมด้านมนุษยชน พยาบาลในโรงพยาบาลประเทศเบลเยียม เป็นต้น

เอกสารระบุว่า แม้การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สามารถกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่พันธมิตรฯ มีการปลุกปั่น สร้างกระแสความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม มีการใช้วาทกรรมพิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชนช่วง 6 ตุลาคม 2519

และยังมีข้อเสนอที่ถอยหลังเข้าคลองของ นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ที่เสนอให้ ส.ส. มาจากการแต่งตั้งร้อยละ 70 และการเลือกตั้งร้อยละ 30

ในจดหมายยังระบุอีกว่า ผู้มีรายชื่อท้ายจดหมายนี้ เรียกร้องให้พันธมิตรฯ ยุติการใช้กระแสชาตินิยม (วันนี้เอาเรื่องเชื้อชาติ สัญชาติ เรื่องลูกจีน มาใช้แล้วด้วย) และวาทกรรมพิทักษ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” มาเป็นเครื่องมือทำลายผู้เห็นต่างจากฝ่ายพันธมิตรฯ ยุติการให้ข้อมูลผิดพลาด และให้ยุติการเสนอแนวคิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการแต่งตั้ง

และข้ออ้างทุกรูปแบบ เพื่อความชอบธรรมให้เกิดรัฐประหาร

ขอประณามกลุ่มพันธมิตรฯ ในการสร้างความขัดแย้งแตกแยกให้เพิ่มขึ้นในสังคมไทย และไม่ดำเนินการไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย

หนังสือระบุอีกว่า ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา กลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการจัดชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และได้ไปปักหลักชุมนุมหน้าที่หน้าทำเนียบรัฐบาล (ปัจจุบันถูกนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยม ไล่กลับมาที่สะพานมัฆวานฯ แล้วครับ) เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี

แม้ว่าผู้ร่วมลงชื่อข้างล่างจดหมายนี้จะสนับสนุนสิทธิในการชุมนุม ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ว่าสามารถกระทำได้ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน แต่...

- กลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการปลุกปั่นสร้างกระแสความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะต่อกรณี เขาพระวิหาร และการใช้วาทกรรมพิทักษ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ซึ่งเป็นวาทกรรมแบบชาตินิยม ที่ได้มีการใช้เป็นเครื่องมือในช่วงของการเข่นฆ่าปราบปรามผู้นำกรรมกร ชาวนา นักศึกษา และประชาชน ในช่วงปลายทศวรรษ 2510 โดยตำรวจ ทหาร และกลุ่มอันธพาลฝ่ายขวา ที่กระทำไปโดยอ้างว่าเพื่อพิทักษ์ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทางการเมือง

- การเสนอให้มีการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยให้มาจากการแต่งตั้งร้อยละ 70 และเลือกตั้งร้อยละ 30 ของ นายสุริยะใส กตะศิลา ถือเป็นข้อเสนอที่ “ถอยหลังเข้าคลอง” ขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตยแบบตัวแทน

และเป็นการเปิดทางให้คณะรัฐประหารนิยมมาแทรกแซงการเมือง และฉีกรัฐธรรมนูญอีกครั้ง
ผู้เสนอจดหมายเปิดผนึกได้ขอแสดงจุดยืน ดังนี้

1.ขอประณามพันธมิตรฯ โดยเฉพาะ นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ที่อ้างเป็นตัวแทนของภาคประชาชน ขอแสดงทรรศนะว่า การกระทำที่ผ่านมาของบุคคล 4 คนนี้ ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเหล่านี้จะไม่มีจุดยืนเพื่อคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนอีกแล้ว

2.ขอเรียกร้องให้มีการยุติการปลุกปั่น การสร้างกระแสลัทธิชาตินิยม การใช้วาทกรรมพิทักษ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” มาเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้าม หรือผู้ที่มีความเห็นต่างกับกลุ่มพันธมิตรฯ

3.กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องไม่ให้ข้อมูลที่ผิดพลาด โดยมิได้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการพาดพิงบุคคลต่างๆ บนเวทีการประชุม รวมทั้งการใช้คำหยาบ รุนแรง และอารมณ์โกรธแค้น เพื่อสร้างความเคียดแค้นชิงชัง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพื่อปลุกระดมผู้ชุมนุมบนเวที

4.กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องยุติการเสนอแนวคิดให้มีการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และข้ออ้างทุกรูปแบบที่จะสร้างความชอบธรรมนำไปสู่การรัฐประหาร

หนังสือฉบับนี้ลงท้ายว่า เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

จะเห็นว่า นอกจากคนที่เดือดร้อนจากการจัดชุมนุมประท้วงของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งดูยังไงก็เสมือนเป็นเครื่องมือของเผด็จการแล้ว ยังมีคนอีกหลากหลายสาขาอาชีพ และความเป็นอยู่ ที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ

ก็หวังว่าเอกสารฉบับนี้คงไปถึงแกนนำพันธมิตรฯ เพราะได้ข่าวมาว่ามีการเช็กข่าวจาก หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ จาก เว็บไซต์ประชาทรรศน์ กันทุกวันอยู่แล้ว

ที่ผมนำจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้มาลง ก็เพื่อให้กลุ่มพันธมิตรฯ ได้เกิดความสำเหนียกว่า การคัดค้านไม่เห็นด้วยนั้น เป็นสิทธิครับ สามารถทำได้อย่างผู้ที่มีวุฒิภาวะ มีการศึกษา ที่เขาพึงกระทำกัน โดยไม่ต้องใช้ความก้าวร้าว กักขฬะ หยาบคาย ให้คนเขารู้ถึง “สันดานดิบ” และ “กำพืด” ที่แท้จริงก็ได้

คงไม่ต้องสรุป เพราะทุกอย่างชัดเจน ทำให้อดคิดถึงคำโบราณไม่ได้ เช่น “หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” ...วันนี้พันธมิตรฯ ต้องยืมมือเด็กนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะมาช่วยแล้ว และ “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” ที่พบเห็นได้บนเวทีของพันธมิตรฯ มาจนถึงวันนี้

ว่าจะไม่สรุปแล้วเชียว แต่ก็เอาเสียหน่อย...ความก้าวร้าว หยาบคาย ถ่อย สถุล จะไม่พบในคนดีหรอกครับ

อัฐศิริ

ไสหัวไป...!

บิดเบี้ยวไปได้เรื่อยๆ สำหรับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ทั้ง 9 คน ที่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร ก็ยังคงยืนยันว่าที่มาของตัวเองและพวกพ้องมีความถูกต้องชอบธรรมทุกประการทำได้แม้กระทั่งปฏิเสธถ้อยคำตามรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุดในการบริหารบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุข และเป็นระเบียบเรียบร้อยและยังส่อว่าจะเป็นการปฏิเสธพระราชอำนาจ ที่ไม่ยอมรับถ้อยคำที่ระบุไว้ชัดว่า ป.ป.ช. จะมีความสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ และเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ
โดยยังคงอ้าง “องค์รัฐาธิปัตย์” เสมือนว่าเป็นสิ่งที่อยู่สูงเหนือสิ่งอื่นใด ทั้งที่องค์รัฐาธิปัตย์ที่ถูกอ้างถึงเองก็ยังตระหนักดีถึงกาลเทศะ รู้จักที่ต่ำที่สูง
ที่สำคัญก็ยังผ่านการรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รับตำแหน่ง
ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงจารีตของไทยที่ดำเนินมายาวนาน แม้ว่าในส่วนของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ จะไม่ได้ถูกกำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญก็ตาม
เฉพาะประเด็นนี้ไม่ต้องเป็นถึง ป.ป.ช. ที่มากด้วยคุณวุฒิ แต่เป็นตาสีตาสา ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ก็ย่อมรู้ดี เรื่องที่ว่าด้วยสถาบันเบื้องสูงนั้น สำคัญที่สุดคือไม่มีสิ่งใดมาเสมอเหมือน ไม่มีอะไรจะสามารถมากกว่า หรือว่าทดแทนได้และเมื่อเวลาผ่านไป พฤติกรรมของ ป.ป.ช. ก็ส่อว่าจะสะท้อนความคิดอ่านได้ชัดมากขึ้น เมื่อมีเอกสารปรากฏ พอให้สันนิษฐานได้ว่าเหตุใดจึงไม่มีการโปรดเกล้าฯ ป.ป.ช. ทั้งคณะ
ในขณะที่ ปปง. ถูกตั้งขึ้นโดย คปค. แบบเดียวกัน และใน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน 2542 ก็กำหนดไว้แบบเดียวกันว่า เริ่มนับวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
ดังนั้นความน่าสนใจของ ปปง. และ ป.ป.ช. จึงน่าจะอยู่ที่ความแตกต่าง มากกว่าประเด็นอื่นใด
จะเป็นไปได้ไหมว่า เมื่อทั้ง ป.ป.ช. และ ปปง. ได้รับการแต่งตั้งจาก คปค. เหมือนๆ กัน เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2549 ซึ่งเป็นเวลาเพียง 2 วัน หลังจากการยึดอำนาจการปกครองของคณะรัฐประหาร ที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
ในส่วนของ ป.ป.ช. ที่มี นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธาน พร้อมกรรมการรวมเบ็ดเสร็จ 9 คน ได้พร้อมใจกันทำงานโดยทันที เหมือนที่กรรมการ ป.ป.ช. บางคนย้ำในเวลาต่อมาว่า เริ่มต้นการทำงานตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2549
ซึ่งแน่นอนว่า เพียงวันเดียวหลังจากคณะรัฐประหารมีคำสั่งแต่งตั้ง ย่อมไม่สามารถดำเนินการทูลเกล้าฯ รายชื่อกรรมการทั้งหมด และไม่สามารถรับการโปรดเกล้าฯ และนำไปสู่การเข้าถวายสัตย์ฯ ได้ทันการณ์แน่
และคณะกรรมการทั้ง 9 คน ก็ยังคงเริ่มต้นทำงานไปอย่างต่อเนื่อง เสมือนว่าต้องเร่งรีบทำบางเรื่องบางราวให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว แบบเดียวกับ คตส. โดยเฉพาะ นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. และ นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการ คตส. ที่ขยันออกโทรทัศน์ กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งที่ในเวลานั้นยังไม่ได้เริ่มต้นทำงาน ยังไม่ได้อ่านเอกสารสักตัว
ซึ่งวิธีการที่ว่า ยังทำให้เกิดเป็นข้อกังวลสงสัยต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้ว่า คดีความที่ผ่านมือ คตส. ไปสู่กระบวนการศาลนั้น มีความถูกต้อง แม่นยำ และเที่ยงธรรมแค่ไหน
พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่มั่นใจว่าคนทำสำนวนจะมีทั้งฝีมือ และมีความเป็นกลาง ในเมื่อท่าทีต่างๆ มันถูกแสดงออกมาอย่างชัดเจน
ขณะที่ย้อนกลับมาดูเส้นทางของ ปปง. ที่บอกแล้วว่าอยู่บนเงื่อนไขเดียวกันทุกประการ แต่ทำไมจึงได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2549 ให้ พ.ต.อ.ยุทธบูล ดิสสะมาน เป็นเลขาธิการ ปปง. โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม ปีเดียวกัน
แน่นอนว่าในเมื่อทั้ง 2 องค์กรถูกตั้งขึ้นบนเงื่อนไขเดียวกัน แต่กลับปรากฏสิ่งที่ต่างกันเช่นนี้ เชื่อว่า ป.ป.ช. เองคงรู้ดีว่ามีข้อบกพร่องผิดพลาดในประการใด และเมื่อรู้แก่ใจแล้ว ก็น่าจะละอายที่ยังคงอ้างถึงองค์รัฐาธิปัตย์ไม่เลิกรา
และนั่นยังหมายถึงว่า สิ่งที่เกิดต่อเนื่องจากคำสั่ง คปค. ได้ปรากฏทั้งสิ่งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง เทียบเคียงกันให้เห็นชัดเจนอยู่แล้ว
หาก ป.ป.ช. ยังมั่นใจในความถูกต้องของตัวเอง ก็น่าจะลองชี้แจงสังคมด้วยคำถามง่ายๆ ว่า แล้วทำไม ปปง. ที่มาจากพื้นฐานอันเดียวกัน จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ รวมทั้งยังต้องตอบสังคมด้วยว่า ทำไมจึงหวงแหนเก้าอี้ ป.ป.ช. ยิ่งไปกว่าศักดิ์ศรี ยังยอมนั่งอยู่ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยของสังคม ท่ามกลางเสียงด่าทอ สาปแช่ง
ผมว่า...ไสหัวออกไปเถอะ...!!

คอลัมน์: โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

เรื่องราวของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. ที่ว่าด้วย ม.301 ซึ่งระบุถึงการสรรหาผู้ว่าการคนใหม่ ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่มีประธานสภาผู้แทนราษฎร และมีผู้นำฝ่ายค้านในสภา หลังจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550 นั้น

เป็นประเด็นที่ชวนให้เชื่อได้ว่า จนถึงวันนี้ที่เกินเวลามานับร้อยวัน สถานภาพของคุณหญิงจารุวรรณ ในฐานะผู้ว่าการ สตง. ได้หมดลงแล้วตั้งแต่วันที่ครบกำหนดตามเงื่อนไข

หรือหากจะตะแบงว่าทำหน้าที่ผู้ว่าการ รักษาการ ตามที่รัฐธรรมนูญ ม.301 เขียนเอาไว้ในวรรคสอง ในการลงนามก็จะต้องระบุให้ชัดว่าทำหน้าที่รักษาการ ไม่ใช่ตัวจริง

นอกจากนี้หากพิจารณาตามเจตนารมณ์ของบทเฉพาะกาล ที่กำหนดให้มีการรักษาราชการแทนในช่วงเวลา ที่ยังไม่มีผู้ว่าการ สตง. คนใหม่ ตามนัยดังกล่าว ก็เจตนาที่จะหมายถึงการรักษาราชการในระหว่างกระบวนการสรรหา เพราะสาระสำคัญก่อนหน้านั้นในวรรคแรก ก็ล้วนเป็นการพูดถึงการได้มาซึ่งผู้ว่าการ สตง. คนใหม่ ทั้งกระบวนการ ขั้นตอนต่างๆ

ทั้งหลายทั้งปวงนี้ ไม่น่าเชื่อว่าคุณหญิงจารุวรรณจะไม่รู้เงื่อนไข และข้อบ่งชี้ถึงสถานภาพของตัวเองตามรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รธน.50 ที่คนกลุ่มหนึ่งยกย่องเชิดชูกันเหลือเกินว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุด ดียิ่งกว่า รธน.40 ที่เคยได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็น รธน. ฉบับประชาชน เป็น รธน. ที่คนไทย มีสิทธิมีเสียง มีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองชัดเจนยิ่งกว่ายุคใด

และในกลุ่มผู้ที่ชื่นชมรัฐธรรมนูญฉบับดังว่า ยังอาจหมายถึงคุณหญิงจารุวรรณ ด้วยอีกคนก็เป็นไปได้

ขณะเดียวกันนอกจากไม่เชื่อว่าคุณหญิงจารุวรรณจะไม่รู้เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ ก็ยังไม่เชื่อว่าการเป็นผู้บริหารสูงสุดในองค์กรใหญ่โต ที่มีนักกฎหมายมากมายรายรอบ จะไม่มีใครออกมาตักเตือนหรือให้คำแนะนำ

จนชวนให้คล้อยตามประเด็นที่มีคนตั้งข้อสงสัยว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่มี “ใคร” ยังไม่อยากให้มีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าการ สตง. เพราะยังไม่เสร็จสิ้นภารกิจเช็กบิล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยครอบครัวและคนใกล้ชิด

หรือจะเพราะว่าในช่วงเกือบ 2 ปี ที่คุณหญิงจารุวรรณมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งใน สตง. และในบอร์ด ที่มีตัวเองเพียง 1 เดียว ชนิดที่เรียกว่าตั้งเอง ชงเอง ตรวจสอบเองเสร็จสรรพ จะมีงานที่คั่งค้าง และดำเนินการให้เรียบร้อย มิดชิดเสียก่อนอย่างนั้นหรือไม่

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ความพิลึกพิลั่นขององค์กรอิสระที่เกิดขึ้นในยุคเผด็จการยึดอำนาจไม่ว่าจะเป็น ที่มาของ ป.ป.ช. กกต. ย้อนไป คตส. รวมถึงล่าสุดที่ สตง. จึงอดที่จะถูกมองเป็นเรื่องราวหนึ่งเดียวกัน และมองลึกไปถึงความเชื่อมโยงเป็นขบวนการไม่ได้

นอกจากนี้วิธีคิดที่เอาแต่ “ตัวกูและพวกพ้อง” เป็นที่ตั้งก็ยังมีให้เห็น

เรื่องราวของวิธีคิด 2 มาตรฐาน ยังคงมีอยู่ ไม่เว้นแม้แต่กับคน หรือกลุ่มคนที่พยายามแสดงภาพความเป็นเจ้าหลักการ หรือพยายามบอกเล่าว่าตัวเองเป็นคนดี มีคุณธรรมสูงส่ง

เหมือนอย่างกรณีของ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่าตัวคุณหญิงเอง ที่เคยเที่ยวไล่คนโน้นคนนี้ที่มีข้อกังขาในการปฏิบัติหน้าที่ ให้หยุดการทำงานเอาไว้ชั่วคราว เมื่อถึงทีตัวเองกลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อน

ทั้งที่ตัวเองอยู่ในกระบวนการตรวจสอบชาวบ้าน การทำให้ผู้คนกังขาอาจส่งผลให้เกิดข้อโต้แย้งในการทำหน้าที่ได้ในวันข้างหน้า

ที่สำคัญยังอยู่ในฐานะที่จะต้องทำตัวเป็นบรรทัดฐาน ให้ข้าราชการได้เอาเป็นตัวอย่าง

หรือแม้แต่กลุ่มคนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไม่เว้นแต่ละวัน แต่เมื่อถึงคราวพรรคพวกก็กลับทำปิดปากเงียบ

ในขณะที่เรื่องเล็กเรื่องน้อยทุกเรื่องที่รัฐบาลคิดอ่าน ล้วนถูกจับผิดทั้งหมด แต่ถ้าเป็นเรื่องของคนคุ้นเคย แม้จะมีลายลักษณ์อักษรเขียนไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

เหมือนอย่างประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ที่มีหน้าที่ในการดำเนินการสรรหา ผู้ว่าการ สตง. ก็ออกมาพูดเหมือนเรื่องการปล่อยปละละเลยให้เรื่องดังกล่าวเลยเวลามาเนิ่นนานเป็นเรื่องเล็กน้อย

ทำเหมือนการละเลยไม่กระทำตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ เหมือนกับการลืมแปรงฟันก่อนนอน

และยังมีหน้าพูดได้หน้าตาเฉยว่าไม่ใช่เรื่องที่มีความผิด อย่างมากก็แค่โดนตำหนินิดหน่อย เรียกว่าไม่ได้รู้สึกสะดุ้งสะเทือนเลยกับความบกพร่องผิดพลาดของตัวเอง

แถมข้ออ้างที่ว่าติดขัดเพราะยังไม่มีกฎหมายลูก นักกฎหมายหลายคนก็ออกมาตอกกลับไปเป็นที่เรียบร้อยว่าไม่จำเป็น และยังสามารถใช้กฎหมายฉบับลูกเดิมไปก่อนได้

เพราะฉะนั้นเหตุผลในเรื่องนี้เป็นอย่างไร นายประสพสุข รู้ดีอยู่แก่ใจ

รวมไปถึงเรื่องราวที่ส่อเค้าว่าจะกลายเป็นเรื่อง 2 มาตรฐาน ที่พรรคประชาธิปัตย์ โดย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เคยซักฟอก สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรม บกพร่องต่อหน้าที่ ที่สรรหากรรมการ ปปท. ล่าช้าไป 5 วัน ก่อนหน้านี้

เพราะถึงวันนี้ที่การสรรหาผู้ว่าการ สตง. ล่วงเลยเวลามานับเดือน พีระพันธุ์ปฏิเสธไม่ขอพูด เช่นเดียวกับคนพูดเก่งในพรรคประชาธิปัตย์คนอื่นๆ ที่ต่างปฏิเสธ เป็นเสียงเดียวกัน อย่างเช่นสาทิตย์ วงศ์หนองเตย

หรือเมื่อถาม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็โบ้ยให้ไปถาม อลงกรณ์ พลบุตร ที่สุดท้ายก็ได้คำตอบแค่ว่าไม่มีข้อมูล

อย่างนี้ไม่รู้จะให้สรุปว่าคนพรรคการเมืองนี้เก่งเฉพาะในเรื่องเล่นงานฝ่ายตรงข้ามแต่เพียงอย่างเดียว ส่วนเรื่องอื่นไม่ได้เรื่องอย่างนั้นหรือเปล่า

ท่านผู้อ่านตัดสินเอานะครับ...ขบวนการจ้องทำลาย พวกเอาดีใสตัวเอาชั่วให้คนอื่น และพวก 2 มาตรฐาน คิดเอาตัวเองและพวกพ้องเป็นใหญ่ มีอยู่จริงและเป็นภัยกับบ้านเมือง...!?

บิ๊กโบ้ท


Save…Samak Save…Thaksin Save…Democracy

ระยะนี้เราจะเห็นว่าความแตกแยกของผู้คนในสังคมมีลดน้อยลง อันเนื่องจากพันธมารธิปไตยเริ่มจะสิ้นฤทธิ์ เพราะผู้คนไม่ชอบการกระทำในลักษณะที่เป็นการแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง การทำให้ผู้คนเดือดร้อนด้วยการปิดถนนหลายเส้นทาง การใช้วาจาหยาบคาย และการพูดจาโกหกบนเวที
เห็นจะมีก็แต่ ส.ส. และ ส.ต. ของพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสี้ยวหนึ่ง ที่ว่ากันว่าเป็นสายของ “กลุ่มป่วน และ กลุ่มอกหัก” ทางการเมือง ที่ออกมา สร้างความร้าวฉานรายวัน ด้วยการ ใช้เครื่องมือปล่อยข่าวต่างๆ นานา จนเกือบจะทำให้พรรคแกนนำรัฐบาลที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา เกือบมีอันพังพาบลงคามือ
แน่ใจแล้วหรือว่า พร้อมจะแตกหัก
แน่ใจแล้วหรือว่า พร้อมจะเลือกตั้ง
แน่ใจแล้วหรือว่า พร้อมจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
และที่สำคัญ แน่ใจแล้วหรือว่า พร้อมจะเป็นฝ่ายค้าน
เป็นคำถามที่ต้องตั้งถามกับแกนนำ “ฝ่ายป่วน” อย่างตรงไปตรงมาว่า คิดการใหญ่ มีความสุขุมรอบคอบเพียงใด
หรือจะหวังเอาเพียงแค่ความสะใจเพียงฝ่ายเดียว
หรือจะหวังเอาเพียงแค่การช่วงชิงเป็นแกนนำ
หรือจะหวังเอาเพียงแค่การชนะคะคานกัน
วันนี้หากพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพ่ายแพ้ จะเพราะการแตกความสมัครสมานสามัคคีภายในพรรค
ไม่ใช่พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแพ้เพียงพรรคเดียว!!!
กระบวนการทั้งหลายทั้งปวง ที่เข้ามามีส่วนสำคัญในการกอบกู้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ให้กลับคืนมาสู่ประเทศชาติ มีหวังต้องพังทลายลงไปด้วยอย่างหลีกหนีไม่พ้น
วันนี้ไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะใช้กลเกมทางการเมืองมาทำร้าย การเปิด เบี้ย ให้มีการโจมตี ขุนเบี้ย โคน ม้า และเรือ ซึ่งเป็นการกระทำของ ฝ่ายเดียวกัน!!! เป็น “ทัพใหญ่” กุมกำลังส่วนมากในกระดาน เท่ากับเป็น ความพยายามล้มกระดาน โดยไม่มีเหตุผล
ความหวังจะให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่สภาพที่เป็นปกติ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในการสร้างบรรยากาศความเข้าใจของคนในชาติ ให้เข้าใจถึงข้อเท็จจริงในสถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา เรื่องนี้ต้องอาศัยกระบวนการพอสมควร ซึ่งขณะนี้มีความก้าวหน้าไประดับหนึ่ง สาธารณชนเริ่มจะเห็นความจริงมากขึ้น
การใช้ ความสะใจ ทำร้าย ทำลายล้างกันเอง โดยไม่คำนึงถึงว่าจะเกิดผลกระทบต่ออะไรบ้างในอนาคต เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง เพราะนั่นเท่ากับจะ ยิ่งทำให้สถานการณ์เพลี่ยงพล้ำ และ ยากจะพัฒนากลับคืนไปสู่ความปกติได้
วันนี้ควรจะตั้งคำถามสำหรับนักการเมืองภายในพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ฝ่ายหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจว่าจะต้องใช้ยุทธศาสตร์ใดในการต่อสู้บนเกมอันดุเดือดนี้ วันนี้จะต้องใช้...ยุทธศาสตร์ 3 Save…นั่นคือ Save Samak …Save Thaksin …Save Democracy …หากทำให้ยุทธศาสตร์นี้บรรลุได้ นั่นแหละที่จะทำให้ความแข็งแกร่งทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างแท้จริง…เมื่อมีเอกภาพ เมื่อมีความปรองดองกัน จะทำอะไรก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
ละ ลด เลิก ผลประโยชน์ส่วนตัว เพื่อรักษาส่วนรวมกันเสียทีได้ไหม?

มหากาพย์ ปรส.ขุมทรัพย์ 8 แสนล้าน

กองบรรณาธิการประชาทรรศน์ ได้รับเอกสารเกี่ยวกับคดีความของ คณะกรรมการเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. มาหลายชุด หนาเป็นปึ๊งๆ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่อยู่ในความสนใจของประชาชนคนไทยทั่วประเทศในขณะนี้ เนื่องเพราะว่า หนี้กว่า 8 แสนล้านบาท ในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นทรัพย์สินของชาติไทย อยู่ๆ มีอันต้องมลายหายไป เหลือเพียง 1.9 แสนล้านบาท รวมความเสียหายไม่ต่ำกว่า 6.1 แสนล้านบาท
หากจะไล่ถึงที่มาที่ไปกันแล้ว เรื่องนี้เป็นความสลับซับซ้อน เพราะเป็นความรู้ไม่เท่าทันของนักการเงินการธนาคารไทยไม่กี่คน สมคบกันออกนโยบาย ปริวรรตเงินตรา หรือ BIBF เพื่อเอาเงินสกุลต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย นักลงทุนจึงไปกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามากินส่วนต่างดอกเบี้ย กู้จากต่างประเทศดอกเบี้ยราคาถูก มาปล่อยกู้ในประเทศอัตราดอกเบี้ยราคาแพง
เงินไหลทะลักท่วมประเทศ เอามาใช้กันอย่างฟุ่มเฟือย โดยไม่ได้ผลิตผลใดๆ งอกเงยขึ้นมา เพื่อผลิตและขายออก ในการนำเงินตราต่างประเทศกลับคืนมา
ส่งผลให้เป็นช่องว่าง เกิดการ เก็งกำไรค่าเงินบาท และมีการ ทำสงครามต่อสู้กับนักเก็งกำไร เหล่านี้ จน ประเทศไทยต้องประสบความหายนะทางการเงิน ครั้งสำคัญ
นโยบาย BIBF ที่ออกมาโดยไม่รอบคอบ ไม่มีมาตรการที่รัดกุม ทำให้เป็นพิษภัย เกิดหายนะทางการเงินครั้งสำคัญของชาติ ซึ่งไม่มีใครรับผิดชอบ
ต่อมาประเทศไทยประสบวิกฤตการณ์ทางการเงิน ส่งผลให้มีหนี้เน่ากองมหึมา จึงมีแนวคิด “ช่วยคนรวย” โดยอ้างกับสาธารณชนให้หลงคล้อยตามไปว่า สถาบันการเงินเปรียบเสมือน “เส้นเลือด” หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ ทำให้มีการ ขายหนี้เน่ามูลค่ามหึมา 8 แสนล้านบาท
นี่คือที่มาของการขายทรัพย์สินของประเทศก้อนมหึมา!!!
มหากาพย์ยังคงดำเนินเรื่องต่อไป การขาย หนี้ 8 แสนล้าน ถูกดำเนินการโดย ปรส. ตาม เงื่อนไขพันธสัญญา ที่ทำไว้กับ “คุณพ่อ IMF” ในรัฐบาลบิ๊กจิ๋ว “พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” และรัฐบาลลูกแม่ถ้วน “ชวน หลีกภัย”
การจัดตั้ง ปรส. เป็นการจัดตั้งที่พิลึกพิลั่น เพราะ มีคณะกรรมการ ประธาน และเลขาธิการ ในการตัดสินใจขายทรัพย์สิน 8 แสนล้าน เพียงไม่กี่คนเท่านั้น!!! โดยมีการออก กฎหมาย มารองรับให้เป็นองค์กรอิสระที่ ยากแก่การตรวจสอบ ทุกอย่างกลายเป็นความลับ ด้วยเงื่อนไขต่อสังคมว่าจะต้องทำงานชิ้นนี้แบบ “ด่วนที่สุด” ห้ามใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าแทรกแซงการทำงานขาย ชิ้นปลามัน...ชิ้นนี้
กฎหมาย ปรส. ออกโดยรัฐบาล “บิ๊กจิ๋ว” หวานเจี๊ยบ
ใช้โดย “รัฐบาลลูกแม่ถ้วน” ขายพุงปลา
เงื่อนไขในกฎหมายเป็น เกราะป้องกันชั้นดี ขนาด รัฐบาล ยังอ้างกับสื่อสารมวลชนในสมัยนั้นบ่อยๆ ว่า กฎหมายกำหนด ไม่สามารถเข้าแทรกแซงการทำงานของ ปรส. ได้!!!
ทั้งที่หลายคนหลายฝ่ายบอกให้ แก้ไขกฎหมาย หากเป็นเงื่อนไข แห่งการไม่โปร่งใส หากเป็นเงื่อนไข ที่ยากจะตรวจสอบ
แต่...รัฐบาลสมัยนั้นทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ฝืนใช้กฎหมายที่ยากแก่การเข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจขายทรัพย์สิน 8 แสนล้าน ทั้งที่เป็นรัฐบาลย่อมมีเสียงข้างมากในสภา…ต้องขออภัยท่านผู้อ่าน...ด้วยความพิลึกพิลั่นในการขายหนี้เน่า ปรส. 8 แสนล้าน เป็นมหากาพย์ที่เขียนไม่จบในวันเดียว พรุ่งนี้มาติดตามกันต่อ...

องค์กรตรวจสอบศาล

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ฟัง ฯพณฯ องคมนตรี นายธานินทร์ กรัยวิเชียร กรุณากล่าวปาฐกถาเรื่อง “ความเป็นอิสระและความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้พิพากษา ทนายความ และอัยการ” ที่สำนักงานประธานศาลฎีกา เป็นผู้จัด ที่โรงแรมสยามซิตี้ เมื่อ 2 วันที่ผ่านมาแล้ว เห็นคล้อยตามอย่างยิ่ง ในการที่จะให้มีองค์กรตรวจสอบศาล ท่านว่าไว้ดังนี้

“ในอดีต กระบวนการยุติธรรมเคยทำงานผิดพลาด อย่างคดี เชอรี่แอน ดันแคน ทำให้คนบริสุทธิ์ต้องถูกขังและเสียชีวิต และไม่มีการลงโทษต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขอให้แง่คิดว่า ในส่วนของศาลยุติธรรม แม้รัฐธรรมนูญใหม่ให้ความเป็นอิสระแก่ผู้พิพากษา ไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ผู้พิพากษาระดับต้นๆ คิดว่าแตะต้องไม่ได้ ทำให้ผู้ที่อาวุโสกว่าไม่อาจตรวจดูคุณภาพการทำงาน ผู้พิพากษาก็พิจารณาไม่ดูซ้ายดูขวา

ทั้งที่คดีในศาลเดียวกัน ลักษณะคล้ายกัน ก็ตัดสินไปคนละอย่าง ทำให้ไม่มีเอกภาพ ต่อมาทางประธานศาลฎีกาได้แก้ไขใหม่ ให้อำนาจผู้บริหารศาลมีอำนาจตรวจดูสำนวนและลงนามในคำพิพากษา แต่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ การเลื่อนตำแหน่งยึดหลักบัญชีอาวุโสเป็นหลัก ไม่ยึดหลักคุณธรรมมาประกอบ ทำให้บางคนทำงานเช้าชามเย็นชาม ดังนั้น รัฐธรรมนูญปี 2550 ประกอบ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม คือการเลื่อนตำแหน่งให้ดูความรู้ความสามารถ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้พิพากษาเป็นสำคัญด้วย ไม่ควรยึดหลักอาวุโสในการเลื่อนชั้น ถึงเวลาที่คณะกรรมการตุลาการจะต้องเปลี่ยนและต้องเป็นกลาง

การตรวจสอบคุณภาพผู้พิพากษา ยังทำได้โดยองค์กรภายนอก และภาคประชาชน ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 87 (3) ให้รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการตรวจสอบทุกระดับ ฝ่ายตุลาการเองก็ถูกตรวจสอบได้ มาตรา 40 (3) ให้อำนาจตรวจสอบโดยรวดเร็ว โปร่งใส ตัวอย่างเช่น ข้าราชการพลเรือนมีการตรวจสอบโดยคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ต้องมีความอิสระ ควรมีระบบตรวจสอบศาลยุติธรรม คือน่าจะมีคณะกรรมการตรวจสอบระบบงานศาลยุติธรรม มีกรรมการมาจากบุคคลภายนอก รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับตัวผู้พิพากษา เช่น เรื่องรับสินบน การประพฤติดำรงตน แต่ถ้าเป็นเรื่องสำนวนคดี ต้องเป็นคดีที่เสร็จไปจากศาลแล้ว นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญให้อำนาจวุฒิสภาถอดถอนผู้พิพากษา โดยให้ประชาชน 2 หมื่นคน เข้าชื่อ หากพบว่าผู้พิพากษากระทำผิดต่อตำแหน่ง”

นี่คือสิ่งที่ ฯพณฯ องคมนตรี นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้จุดพลุขึ้นมาในบ้านเมือง เป็นช่วงจังหวะที่ดีที่สุด ท่ามกลางความกังขาของบุคคลหลายฝ่ายในขณะนี้ ในกระบวนการอำนวยความยุติธรรมในประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นความคิดเชิงปัญญา ที่จะสามารถทำให้บ้านเมืองของเราพัฒนาไปสู่ความยุติธรรมได้

เห็นด้วยเกิน 100% ที่สังคมควรจะเปิดกว้าง ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมจะเวียนว่ายตายเกิดอยู่เพียงคนที่เกี่ยวข้องไม่กี่ฝ่าย เช่น ตำรวจ องค์กรอิสระ ทนาย อัยการ ศาล เพียงเท่านั้น ดังจะเห็นว่า ขนาดชื่อหัวข้อในการสัมมนายังใช้คำที่พยายามตีกรอบยึดติดอยู่ในกลุ่มบุคคล คือ “สังคมของผู้พิพากษา” ทั้งที่ควรจะใช้คำที่กว้างกว่าการตีกรอบในกลุ่มบุคคลที่คับแคบเกินไปเช่นนี้

การใช้คำว่า “สังคมของผู้พิพากษา” สะท้อนอะไรได้มากพอสมควร... หากประชาชนธรรมดา เราๆ ท่านๆ ที่อาจจะมีความรู้สึกเหมือนการถูกกันออกจากวงของกระบวนการยุติธรรมออกไป ซึ่งเราคงไม่อยากให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นแดนสนธยา ที่ไม่มีใครเข้าไปก้าวล่วงถึง การเข้ามาซึ่งอำนาจ การใช้อำนาจ และภายหลังจากการใช้อำนาจ

อำนาจอธิปไตยทั้งสาม ทางประกอบไปด้วย อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ ล้วนมีที่มาจากประชาชน ดังนั้นประชาชนจึงควรที่จะได้สิทธิเสรีภาพในการเข้าไปตรวจสอบกระบวนการใช้อำนาจทั้ง 3 ทางนี้ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ มาขวางกั้น ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการปาฐกถาครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในอนาคต

ถ่วงดุลหรือถ่วงความเจริญ !

ในฐานะประชาชนคนหนึ่งเห็นประเทศชาติบ้านเมืองเป็นแบบนี้แล้วรู้สึกไม่สบายใจ ทั้งๆ ที่ คนไทย “โชคดี” กว่าประเทศไหนๆ ที่มีผู้นำประเทศที่เก่ง วิสัยทัศน์กว้างไกล อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23
แม้จะโชคดีอยู่เพียงแค่ 5 ปี แต่แล้วคนไทยก็ต้อง “ฝันสลาย” เพราะความอิจฉาริษยาของกลุ่มคนบางกลุ่มที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำงานแล้วมีประชาชนรักเป็นจำนวนมาก
คนกลุ่มนี้ทนไม่ได้กับคะแนนนิยมจากมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคะแนนนิยมสูงถึง 19 ล้านเสียง
นี่คือต้นเหตุของการทำลายล้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ออกจากการเมืองไทยแบบชนิดที่เรียกว่า “โหดเหี้ยมเกินมนุษย์”
เมื่อประเทศไทยเป็นแบบนี้แล้วก็ต้อง “ทำใจ” และ “อดทน” รวมทั้งต้องมีความหวังว่าวันหนึ่งถ้าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยกว่านี้
เราคงจะได้เห็น คนจน-คนรากหญ้า มีสิทธิมีเสียงเต็มที่กว่านี้ ไม่โดนเอารัดเอาเปรียบจากคนบางกลุ่ม
พอดีได้อ่านบทความของ นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสินแล้วรู้สึกว่าน่าสงสารคนไทยจึงนำมาให้อ่านกันบ้าง
นายกรพจน์บอกว่าเมื่อ 15 ปี ก่อนไปเจรจาการค้าที่ประเทศมาเลเซียได้ประเมินด้วยสายตา มาเลเซียล้าหลังกว่าเรา 20 ปี เป็นอย่างน้อย ปัจจุบันนี้ไปมาเลเซียอีกครั้ง ตกใจ เขาทำท่าจะแซงหน้าเราซะแล้ว
ดร.มหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย ใช้เวลา15 ปี ทำให้มาเลเซียที่ล้าหลังกว่าเราประมาณ 20 ปีกลับมาตีคู่กับเราได้ ต้องยอมรับว่าเก่งมาก
ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้มาเลเซียพัฒนาได้เร็วมากก็คือ การเมืองของมาเลเซียนิ่ง !
รัฐบาลมีเสถียรภาพมาก มีคะแนนเสียงในสภาสูง มีฝ่ายค้านน้อย ทำให้มีเวลาทำงานเต็มที่ สามารถแก้กฎหมายสำคัญๆ ได้อย่างรวดเร็ว สามารถวางแผนระยะยาวได้
ที่สำคัญคือ มีโอกาสทำงานต่อเนื่องถึง 20 ปี ทำให้ทุกโครงการถูกสานต่อจนเสร็จและเกิดโครงการใหม่ที่ต่อเนื่องสอดรับกับโครงการเก่า เสร็จไปแล้วหลายรุ่น
นายกรพจน์ บอกว่าได้พูดคุยกับนักธุรกิจชาวมาเลย์ ก็พูดจาชมเชยเขาว่า คนมาเลย์เป็นคนฉลาด คิดเก่ง ถึงสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญได้อย่างรวดเร็ว
นักธุรกิจชาวมาเลย์ บอกว่า ไม่จริง คนไทยฉลาด และคิดเก่งกว่าคนมาเลย์เยอะ นายกรพจน์ บอกว่า งง ไม่เข้าใจ คนไทยฉลาดกว่า คิดเก่งกว่าคนมาเลย์ แล้วทำไมประเทศไทยถึงทำท่าจะเจริญช้ากว่ามาเลย์
เขาหัวเราะแล้วอธิบายว่า เขายอมรับว่า คนไทยเป็นคนฉลาด มีความคิดดี ประเทศไทยมีคนคิดโครงการดีๆ เยอะแยะมากมาย
แต่ค่อนข้างโชคร้ายที่มีฝ่ายค้านและสื่อมวลชนที่เก่งเกินไป และขยันเกินไป เวลามีโครงการดีๆ เป็นประโยชน์ต่อประเทศมหาศาลถูกเสนอเข้ามา ฝ่ายค้าน นักวิชาการ NGO ประชาชนนักประท้วง สื่อมวลชน จะร่วมกันคัดค้าน ถกเถียงกันไปมา ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีใครยอมใคร เก่งหมดทุกคน กว่าจะหาข้อสรุปได้ก็ใช้เวลา 20 ปี
คนมาเลย์ เป็นคนโง่ คิดอะไรไม่ค่อยเป็น แต่รู้ตัวว่าโง่จึงร่วมมือกันทำงาน ร่วมมือกันวางแผน มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่ประชุมสรุปอย่างไร ก็ทำยังงั้น ที่ประชุมสรุปว่า
เมื่อเราโง่ เราไม่ต้องคิด เสียเวลา ให้ใช้วิธีคอยชะเง้อมองประเทศไทย ดูว่าไทยกำลังคิดอะไร ใครเสนอความคิดอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เป็นโครงการที่ดี มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ
คนมาเลย์จะเอาโครงการนั้นมาทำทันที มาเลย์ทำจนเสร็จ ใช้งานได้แล้ว ประเทศไทยยังทะเลาะกัน ยังถกเถียงกันไม่เสร็จเลย
นี่คือเหตุผลว่า ทำไมมาเลเซียถึงเจริญเร็วกว่า
ผมได้อ่านบทความนี้แล้วก็รู้สึกเสียดายวันเวลาที่ผ่านมา เสียดาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เสียดายบุคลากรของพรรคไทยรักไทย
เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ท่านผู้อ่านคงจะทราบได้ว่า ใครคือ “ตัวถ่วงความเจริญ” ของเมืองไทย
ถ้ารู้แล้วช่วยกันไล่พวกนั้นให้ออกไปจากแผ่นดินไทย รวมทั้งช่วยกันทวงคืน พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของเรากลับมาดีไหมครับ !

สัญลักษณ์ของประชาธิปไตย!

คนรุ่นใหม่หลายคนไม่รู้ความเป็นมาเป็นไปของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่มีเรื่องราวการต่อสู้อย่างยาวนาน และผมเป็นคนหนึ่งที่เกิดไม่ทันในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ได้เรียนรู้และค้นคว้าเอาว่า บุคคลท่านนั้นท่านนี้ได้สร้างคุณงามความดีไว้กับประเทศชาติบ้านเมืองของเราไว้เช่นไร
หลายครั้งที่อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ รู้สึก “หงุดหงิด” ว่าทำไมบุคคลสำคัญของไทยในอดีตจึงถูกยกย่องหลังจากเสียชีวิตไปแล้ว หรือแม้กระทั่งใน “บั้นปลายชีวิต” ของคนเหล่านั้น จึงมีอันเป็นไปกันทุกคน!
บางท่านต้อง “ลี้ภัย” ไปตายยังต่างประเทศ กระนั้นพอตายแล้วคนไทยก็สรรเสริญเยินยอกันว่า เป็นคนที่ทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า
บางคนก็ทำ “อนุสาวรีย์” ไว้เป็นที่ระลึกอีกต่างหาก
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่เมืองไทยจะต้องยกย่อง “คนดี” คนที่ทำงานสร้างคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินไทย ในขณะที่เขาคนนั้นกำลังมีชีวิตอยู่ เพื่อให้เขารู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่ได้ทุ่มเทอย่างเหน็ดเหนื่อยในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น มีประชาชนหลายล้านคนรับรู้ และพร้อมจะยืนเคียงข้างไปจนวันตาย
หนึ่งในนั้นคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย!
วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังอยู่ในช่วงลี้ภัยทางการเมือง เผชิญกับวิบากกรรมหนักหนาสาหัส เหมือนกับบุคคลสำคัญในอดีตที่พวกเราอ่านหนังสือประวัติศาสตร์แล้วรู้สึก “หงุดหงิด” แต่ผิดกันตรงที่วันนี้เรายังมีโอกาสในการแสดงความรักต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยการใช้ช่องทางต่างๆ ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปพบปะพูดคุยกับกลุ่มคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ บางคนเสียอกเสียใจ คับแค้นใจ โมโห ซึ่งก็ได้แต่ปลอบใจไปว่า ให้ “ระงับสติอารมณ์” ปล่อยวางไว้จะดีที่สุด
เพราะถ้าเรา “สู้” ด้วยความคับแค้นใจ ก็จะยิ่งทำให้เราเสียสุขภาพจิต สุดท้ายก็อาจต้องเข้าโรงพยาบาลบ้า
รวมทั้งเก็บอาการต่างๆ เหล่านี้ไว้ พอถึงเวลาเลือกตั้ง พรรคไหนที่มียี่ห้อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ไปเลือกพรรคนั้น
เป็นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พวกเราไม่ต้องไปโวยวายข้างถนน เป็นอันธพาล ไร้การศึกษา เหมือนกับผู้ชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ไม่ต้องไปสร้างเรื่องสร้างราว “ปั้นน้ำเป็นตัว” กุข่าว ใส่ร้ายป้ายสีให้คนอื่นกลายเป็นคนชั่ว ไม่ต้องไปสร้างความเท็จ กล่าวหาว่าคนอื่นไม่จงรักภักดี ล่าสุดผมมีอีกหนึ่งแนวทางที่จะนำเสนอสำหรับคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ
ใครอยากจะแสดงออกว่าคุณรักอดีตนายกรัฐมนตรี ที่สร้างคุณงามความดีให้กับแผ่นดินไทยคนนี้แค่ไหน
บังเอิญเข้าไปเจอข้อความในเว็บไซต์ www.savethaksin.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของใครก็ไม่ทราบ แต่แนวคิดน่าสนใจ จึงนำมาบอกต่อ
ภายในเว็บไซต์ได้เชิญชวนคนที่รัก พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ช่วยกันส่งไปรษณียบัตรไปที่สถานทูตอังกฤษ เขียนว่า “Please save Thaksin” หรือ “โปรดช่วยทักษิณ”แล้วส่งไปที่ สถานทูตอังกฤษ 14 ถนนวิทยุ ลุมพินี ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
ไม่ว่าทางรัฐบาลอังกฤษจะฟังหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าเราไม่ทำอะไร เป็นสิ่งหนึ่งที่เราทำได้ง่ายๆ เพื่ออดีตนายกฯ ของพวกเรา วิธีการนี้ถือว่าได้ระบายความในใจ ที่นายกรัฐมนตรีที่ประชาชนชื่นชอบมากที่สุด ต้องโดนกำจัดและทำลายภาพลักษณ์อย่างไร้ศักดิ์ศรี
ที่สำคัญ วิธีการนี้ทำได้ง่ายๆ เพื่อแสดงออกถึงจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตย และประกาศให้ประเทศที่เจริญแล้วได้รู้ว่า
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยที่แท้จริง!

ถอดเสื้อมาสู้กันดีกว่า!

คอลัมน์ : ละครชีวิต

หนึ่งในข้อหาที่กลุ่มคนรัก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รู้สึกเจ็บปวดมากที่สุดคือ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

เป็นข้อหาที่ดูจะรุนแรง และบั่นทอนกำลังใจในการสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างมาก แม้จะรู้ความจริงว่า คนอย่างอดีตนายกฯ ผู้นี้ มีความจงรักภักดีต่อสถาบันอย่างหาที่สุดไม่ได้ก็ตาม

แม้กระทั่งวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ เขายังเขียนข้อความแสดงความจงรักภักดีกลับมายังประเทศไทย

พ.ต.ท.ทักษิณ เขียนข้อความว่า “ผมและครอบครัวมีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์ทุกพระองค์อย่างหาที่สุดไม่ได้ แม้ว่ามีผู้จงใจใส่ร้ายมาโดยตลอด”

ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า การทำลายล้างกันทางการเมือง ไม่มีเรื่องไหนที่ทำลายกันแล้วได้ผลดีที่สุด เท่ากับวิธีการนี้

เพราะเป็นการกล่าวหาที่ง่ายมาก เพียงแค่ใส่ร้ายป้ายสีศัตรูว่าไม่จงรักภักดี โดยใช้การกระทำที่อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือไม่ได้เจตนาจะลบหลู่สถาบันมาขยายผลให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต

ใส่สีตีข่าวให้น่าเชื่อว่าอาจจะคิดแบบนั้น แบบนี้ ประชาชนที่ไม่ได้รู้เรื่อง นั่งฟังแต่ข่าวสารทางเดียว ก็อาจเข้าใจผิดกันไปด้วย

ข้อกล่าวหานี้ โดนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโจมตีทุกวัน โจมตีตัวต่อตัวไม่ได้ ก็จัดการกุข่าวเชื่อมโยงให้เสร็จสรรพ

พวกนี้เอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น เพราะรู้ดีว่า การโจมตีเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นปมที่เป็นจุดอ่อนไหวที่สุดของ พ.ต.ท.ทักษิณ

ขบวนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นคนแรกในการใช้สัญลักษณ์ "เสื้อเหลือง-เสื้อฟ้า" ที่อาจจะบอกได้ว่า ระดมคนให้มาชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์มากที่สุด

แม้ข้อเท็จจริง พ.ต.ท.ทักษิณ จะออกมาแก้ข้อกล่าวหาและชี้แจงเป็นร้อยเป็นพันครั้ง รวมทั้งทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี

แต่ข้อสงสัย และข้อกังขาในความจงรักภักดี ย่อมอ่อนไหวกับความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ

แม้กระทั่งเรื่องราวในอดีตที่แสนจะเก่าและยาวนาน ชี้แจงข้อกังขาจนทะลุปรุโปร่งไปแล้ว แต่ตราบใดที่นายสนธิรื้อฟื้นปมข้อสงสัยเกี่ยวกับ "ความเหมาะสม" ในพิธีทำบุญประเทศวัดพระแก้ว เมื่อ 10 เมษายน 2548

รวมถึงกรณีบทความจากคอลัมนิสต์บางคน ที่อาจโดนเชื่อมโยงไปพาดพิงเบื้องสูงแบบไม่ได้ตั้งใจ ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ก็จะกลายเป็น “ข้อด้อย” และ “บั่นทอนกำลังใจ” ของกลุ่มคนรักทักษิณอย่างมากที่สุด

ดังนั้นสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือ “ข้อกังวล” และความเป็นห่วงจากเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกัน

ขณะที่การต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรฯ ในประเด็นอื่นๆ นั้น แทบจะไม่มีสิ่งใดที่คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีทางสู้ได้เลย
เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังศรัทธาในความดี ความเก่ง เพราะสังคมไทยวันนี้ยังต้องการผู้นำที่เข้มแข็ง เพราะสังคมไทยเป็นผู้ตามอยู่เยอะ

สังเกตได้จากผู้นำไทยในอดีต ที่มักเป็นผู้นำที่ไม่เอาไหน ไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ ดังนั้นสังคมไทยยังต้องการ “ฮีโร่” ขณะเดียวกัน “ฮีโร่” ก็ต้องทำตัวดี แต่อย่าเด่น พอเด่นก็จะเป็นภัย

วันนี้ยังไม่มีใครมาเทียบเท่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เลย

เพราะข้อแตกต่างระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคใหญ่อันดับที่สองนั้น ประชาชนชั่งน้ำหนักได้ไม่ยาก

ไล่เรียงเฉพาะข้อดีของแต่ละคนนั้น นายอภิสิทธิ์เป็นนักวิชาการ เป็นคนพูดเก่ง มีบุคลิกดีและโน้มน้าวได้ดี

แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความรู้ดี มีประสบการณ์สูง มีความเป็นผู้นำสูง กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าเปลี่ยนแปลง มีความตื่นตัว ศึกษาเรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา มีนโยบายอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เพียงแค่นี้ก็รู้แล้วว่า ประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร

ดังนั้น เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเผชิญข้อกล่าวหาที่เป็น "จุดอ่อน" ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

สิ่งที่ต้องกระทำคือ “อย่าปล่อยผ่าน” ให้เรื่องเงียบไปเองเหมือนกับที่คิดว่าเดี๋ยวคนก็ลืม
และขอร้องให้พันธมิตรฯ ที่คิดว่าตัวเองเก่ง หรือเหนือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ "ถอดเสื้อเหลือง–ฟ้า มาสู้กัน" ดีกว่า

เพราะแม้เราจะใส่เสื้อเหลือง–ฟ้า สู้กันแล้ว ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองดีขึ้น แต่กลับยิ่งแย่ลงกว่าเดิม
ถ้าสู้กันตัวต่อตัวแล้วจะได้รู้ว่าใครคือของจริง ใครคือของปลอม ระหว่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร!

ลวดหนาม

ปรส. อัปยศ? เมื่อไร ปชป. จะตอบเสียที! (จบ)

*ขอสรุปสั้นๆ ด้วยภาษาชาวบ้านดังนี้
1.รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตั้ง ปรส. ขึ้นมา ให้ทำหน้าที่ปฏิรูปสถาบันการเงินให้มีความแข็งแรง และฟื้นฟูกิจการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อเป็นกำลังทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป จึงให้หยุดกิจการ 58 สถาบันการเงินเป็นการชั่วคราว แต่ครั้นเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ นโยบายก็เปลี่ยนแปลงไปหมด มีการสั่งปิดตาย 58 สถาบันการเงินทันที และกลับมาเปิดใหม่เพียง 2 แห่ง เสมือนเป็นการเริ่มต้นของแผนร้าย โดยไม่ดำเนินการตามวัตถุประสงค์เดิม
2.เมื่อปิดสถาบันการเงินแล้วโอนทรัพย์สินและลูกหนี้กว่า 6 แสนล้านบาทไปให้ ปรส. บริหารจัดการ โดยรัฐบาลรับใช้หนี้เงินฝากแก่ประชาชนที่ฝากไว้กับสถาบันการเงินที่ถูกปิดไป ทั้งหมดเท่ากับว่า การบริหารจัดการหนี้เสียของสถาบันเหล่านี้ จักต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้รับ คือจะต้องจัดการให้ได้รับผลตอบแทนที่ทัดเทียมกัน มิฉะนั้น รัฐบาลก็จะเสียหาย ซึ่งก็คือประชาชนเสียหาย
3.ผู้บริหาร ปรส. และ ธปท. จ้างฝรั่งมาเป็นที่ปรึกษา และกำหนดให้ขายทรัพย์สินกว่า 6 แสนล้านบาทโดยเร็ว โดยวิธีการจัดรวมหนี้เน่ามารวมกองกับหนี้ดี ซึ่งก็คือ ทำให้ราคาหนี้ดีต้องถูกกดตามหนี้เน่าในกองเดียวกันไปด้วย (แทนที่จะจัดหนี้ดีกองรวมกัน แยกต่างหากจากกองหนี้เน่า) และจะขายเป็นกองๆ ละประมาณหมื่นล้านบาท แต่ไม่ให้ลูกหนี้เดิมมีส่วนร่วมประมูล เท่ากับเป็นการเปิดทางให้เฉพาะต่างชาติซึ่งเป็นพวกพ้องเท่านั้น
4.ที่ปรึกษาฝรั่งแห่งหนึ่ง ได้เข้ามาตรวจสอบรายการทรัพย์สินที่เป็นลูกหนี้ทั้งหมด รวบรวมเก็บข้อมูลทั้งหมด แล้วจัดกองลูกหนี้เอง จากนั้นก็กำหนดเงื่อนไขการขายคือ ไม่ให้ลูกหนี้เข้าประมูล และเมื่อขายกองละหมื่นล้านบาทขึ้นไป ก็เท่ากับกีดกันผู้ประมูลทั่วไปให้เหลือน้อยลง
5.เมื่อประกาศประมูล ได้มีผู้แสดงความสนใจหลายราย จึงต้องเปิดให้ผู้แจ้งความจำนงจะเข้าร่วมประมูล มีโอกาสตรวจกองลูกหนี้ เพื่อจะได้รู้สถานะที่แท้จริง เพื่อเสนอราคาได้ถูกต้องหลังจากเปิดให้ตรวจแล้ว ผู้ดำเนินการประมูลได้ใช้เล่ห์กลเพื่อสร้างความสับสนให้กับผู้จะเข้าร่วมประมูล โดยการสลับกองลูกหนี้ ย้ายลูกหนี้กองนั้นไปไว้กองโน้น ทำให้ผู้สนใจที่มาตรวจดูกองลูกหนี้แล้วเกิดความไม่แน่ใจว่า กองหนี้ที่ตั้งใจจะประมูลเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จึงทำให้มีผู้สละสิทธิ์ ไม่เข้าประมูลหลายราย เหลือแต่พรรคพวกในขบวนการเดียวกันเท่านั้น
6.ในจำนวนผู้สนใจซื้อหนี้ มีบริษัทที่ที่ปรึกษาฝรั่งถือหุ้น 99.99% ที่เพิ่งจดทะเบียนเพื่อทำธุรกรรมเฉพาะกิจในครั้งนี้รวมอยู่ด้วย และสุดท้ายก็คือผู้ชนะการประมูล เพราะชงเอง ชู้ตเอง จึงรู้ตื้นลึกหนาบางทุกรายละเอียดนั่นเอง
ทรัพย์สินกว่า 6 แสนล้านบาท จึงขายได้ต่ำกว่า 200,000 แสนล้านบาท เท่ากับชาติถูกปล้นไปกว่า 4 แสนล้านบาท! เป็นมหาวีรกรรมโกงชาติระดับโลก ที่ต้องจารึกไว้ชั่วลูกชั่วหลาน
7.พอชนะประมูลแล้วยังคิดโกงภาษีต่อไปอีก โดยวิธีตั้งเป็นบริษัทกองทุนเข้ามารับช่วงต่อ เพื่อให้เข้าข่ายได้รับการยกเว้นภาษีบริษัทกองทุน จึงต้องถูกจดทะเบียนอย่างเร่งด่วน ดังนั้น เมื่อถึงวันเซ็นสัญญา ผู้ชนะประมูลไม่ได้มาร่วมลงนามเซ็นสัญญา คงมีแต่ ปรส. เซ็นชื่อข้างเดียว ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นการทำสัญญาแบบไหน แต่ก็มีการโอนเงินเข้ามาชำระเงินงวดแรกหลังจากนั้นอีกหลายเดือน เมื่อมีการตั้งกองทุนเสร็จ ก็เอากองทุนเข้ามาทำสัญญา เท่ากับเป็นการโกงภาษีอีกต่อหนึ่ง ความเสียหายกว่า 4 แสนล้านบาท คนไทยทั้งประเทศต้องรับภาระต่อไปอีกนาน
ความจริงยังมีวีรกรรมของ ปรส. ในยุคของรัฐบาลเวลานั้นอีกหลายเรื่อง เช่น เรื่องการขายสัญญาลีสซิ่งของสถาบันการเงินให้กับ จีอี แคปปิตอล ในราคาถูกๆ แต่หัวใจของเรื่องก็คือ จีอี แคปปิตอล ผู้ประมูลได้นั้น มีประธานบริษัทที่ว่ากันว่า เป็นนายกฯ ผู้ดีในช่วงวิกฤติพฤษภา 2535
ท่านทั้งหลายที่อ่านมาถึงบทนี้ คงคุ้นๆ กับชื่อตัวแสดงเหล่านี้ ที่ส่วนใหญ่จะละม้ายกับกลุ่มตัวละครในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก
โอ้! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!
นี่คือข้อมูลที่ชำแหละนโยบายและพฤติกรรมของพรรครัฐบาลในช่วงเวลานั้นได้อย่างถึงลูก ถึงคน ถึงแก่น
ข้อมูลเช่นนี้ ยากที่จะหาคนไม่เชื่อ
ยากที่จะหาข้อมาคัดง้าง
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ “กรณีอัปยศนี้” ล่วงเลยผ่านไปแล้ว 11 ปี
เป็น 11 ปีที่ไร้คำตอบ และคำชี้แจงของ ปชป. ผู้เป็นรัฐบาลในเวลานั้น
สุดท้าย! ขอเลียนแบบพฤติกรรมของเหล่าพันธมิตรฯ ที่ชอบตะโกนด่าทอบนเวทีดังๆ สักหน่อยว่า “ปชป. ตอบได้แล้วโว้ย”