WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 25, 2008

ปัญหาความชอบด้วย รธน.ของผู้ว่าการ สตง.

คอลัมน์ : บทความพิเศษ

รัฐธรรมนูญมาตรา 252 ได้บัญญัติไว้ว่า การสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน 7 คน ให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการสรรหาจำนวน 7 คน ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกหนึ่งคน และบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกอีกหนึ่งคน

ซึ่งต้องดำเนินการสรรหาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุทำให้ต้องมีการเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าว และเมื่อสรรหาเสร็จแล้ว ให้เสนอรายชื่อพร้อมความยินยอมของผู้ถูกเสนอชื่อต่อประธานวุฒิสภา โดยต้องมีคะแนนที่ให้เสนอชื่อไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด

ต่อจากนั้น ประธานวุฒิสภาจะต้องเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อลงมติให้ความเห็นชอบผู้ได้รับคัดเลือกภายในสามสิบวัน โดยวิธีลงคะแนนลับ และให้ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาประชุมเลือกกันเอง ให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เสร็จแล้วประธานวุฒิสภานำรายชื่อประธานกรรมการ และกรรมการตรวจเงินแผ่นดินขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงแต่งตั้ง โดยมีประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งจะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี นับตั้งแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว

ส่วนการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และขึ้นตรงต่อประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนั้น ก็ให้ดำเนินการสรรหาในลักษณะเดียวกัน แต่คณะกรรมการสรรหาสามารถเสนอชื่อต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบได้เพียงคนเดียว และเมื่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ประธานวุฒิสภานำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงแต่งตั้ง โดยมีประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่ดำรงตำแหน่ง และใช้อำนาจเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน มิใช่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญมาตรา 252 ที่กล่าวข้างต้น หากแต่เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนเดียว ซึ่งใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 และยังได้ทำหน้าที่ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดคณะกรรมการสรรหา ส.ว. จำนวน 74 คนด้วย ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 301 ซึ่งบทเฉพาะกาลดังกล่าวเท่ากับเป็นการระงับใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 252 ที่กล่าวข้างต้นไปโดยปริยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการสรรหา การโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง และวาระการดำรงตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน บทเฉพาะกาลมาตรา 301 ดังกล่าว ก็มิได้บัญญัติให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินดำรงตำแหน่งและใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งทำหน้าที่ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไปจนกว่าจะครบวาระนับตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ เหมือนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากแต่ได้กำหนดบังคับไว้ว่า “ให้ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 252 ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่มีการแต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปครั้งแรกตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”

โดยข้อเท็จจริง ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2551 และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 เพราะฉะนั้น การสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 252 จึงต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2551 เป็นอย่างช้า (นับจากวันที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้รับแต่งตั้ง)

ตกมาถึงวันนี้ ซึ่งเท่ากับระยะเวลาล่วงเลยเกินกว่ากำหนดมาแล้วกว่า 50 วัน แต่ก็ยังไม่ปรากฏสัญญาณหรือความเคลื่อนไหวในทางใดทางหนึ่งว่า ได้มีการเริ่มกระบวนการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเลย ไม่ว่าจะเป็นในขั้นตอนใด

ขณะที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 12 ก็ยังคงใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามประกาศ คปค. ฉบับดังกล่าว และทำหน้าที่ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 301 อยู่ต่อไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดคำถามซึ่งกระทบต่อกระบวนการตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด และต่อความเป็นไปของบ้านเมือง 2 ข้อ ดังต่อไปนี้

ข้อแรก ในเมื่อกำหนดระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดบังคับไว้ให้ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ภายใน 120 วัน ได้ล่วงพ้นไป ซึ่งเท่ากับว่าได้มีการกระทำความผิดต่อรัฐธรรมนูญขึ้นแล้ว ถามว่าผู้ใดหรือองค์กรใดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำดังกล่าว?

ข้อสอง (ซึ่งอาจจะสำคัญกว่าข้อแรก) นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ครบ 120 วัน อันเป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลมาตรา 301 เป็นต้นมา ในทางนิตินัยแล้ว จะถือว่าประเทศไทยไม่มีทั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่จะใช้อำนาจและทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 252 มาตรา 253 และมาตรา 254 ได้หรือไม่? ขณะเดียวกัน การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

ซึ่งใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมาตลอด และต่อเนื่องจนถึงหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ต้องสิ้นสุดลงโดยปริยายหรือไม่? และถ้าต้องสิ้นสุดลง ก็ย่อมหมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้ดำเนินการไป ทั้งในฐานะผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ต้องตกเป็นโมฆะไปทั้งหมดหรือไม่? และถ้าต้องตกเป็นโมฆะไป ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น?

คำถามสำคัญทั้ง 2 ข้อนี้ แน่นอนที่สุด ผู้ที่มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดเห็นจะมีแต่ศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ผู้ใดหรือองค์กรใดจะเป็นผู้เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

เห็นทีจะต้องใช้บริการของ ส.ว. สรรหา 74 คน แล้วกระมัง ที่จะเข้าชื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของผู้ว่าการ สตง. ในฐานะที่ใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และทำหน้าที่ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดคณะกรรมการสรรหาที่ทำคลอด ส.ว. ทั้ง 74 คน ออกมานั่นแหละ

จะให้คณะกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชาชน เข้าชื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เดี๋ยวก็จะหาว่าเขามีอคติ เนื่องจากเป็นคู่ปรปักษ์กันมาก่อน

ให้ ส.ว. สรรหาเข้าชื่อกันเสนอนั่นแหละ เป็นดีที่สุด

คณิน บุญสุวรรณ



“ฮี่โธ่! ไม่ซื่อ...อย่ามาสอน!!!”

คอลัมน์: บทความพิเศษ

...ท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนของ “วาทตะวัน สุพรรณเภษัช” สามารถจองซื้อหนังสือ “เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย” และหนังสือเล่มอื่นๆ ของ “นักเขียน-มิลเลี่ยนคลิก” ผู้นี้ ได้ที่ vattavan.com...

ระยะนี้มีข่าวแพร่หลายออกสู่สาธารณะ เกี่ยวกับเรื่องความพิกล น่าสงสัย เกี่ยวข้องกับ “ความซื่อสัตย์สุจริต” ของบุคคลที่อยู่ในภาครัฐ บ้างก็มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการเงินของชาติ มีพฤติกรรมที่ทำให้ผู้คนไม่ไว้วางใจ เช่น ให้ลูกชายแบกเงินสดหลายล้านไปซื้อที่ดิน ปลูกบ้านยังกับวัง ชาวบ้านพากันนินทากันให้หึ่งไปว่า

คนอย่างนี้ จะเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ตามภาพลักษณ์ ที่ได้แสดงออกกับสาธารณชน แต่เบื้องหลังกลับส่งกลิ่นแรง

ยิ่งกว่า “เป็ดเน่า” เสียอีก!

บางคนหน้าฉากดี เพราะเคยมีฐานะอาชีพสูง เพราะมีหน้าที่ในการตัดสินคดีความ ให้ความเที่ยงธรรมกับชาวบ้าน ปากก็พูดจาแสดงออกให้ชาวบ้านเห็นว่า เป็นผู้มีความตงฉิน แต่แล้วก็มีหลักฐานโผล่ออกมาว่า เมียที่นอนร่วมเตียงอยู่ด้วยกันแท้ๆ ดันไปคดโกงคนสูงอายุผู้ที่เขาสู้อุตส่าห์ไว้วางใจ จนมีเรื่องราวเป็นคดีฟ้องร้อง แล้วศาลก็ตัดสินให้แพ้ความไป

ทั้งสองรายถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อโทรทัศน์ น่าอับอายขายหน้าเป็นที่ยิ่ง ไม่รู้ยังเดินเชิดหน้ากันได้อย่างไรกัน!?

บ้านเมืองของเรามีจุดอ่อนอยู่ตรงที่ คนไทยเป็นคนมีจิตใจดี เชื่อคนง่าย เมื่อรักหรือศรัทธาแล้ว ต่อไปคนที่น่านับถือนั้น ไม่ทำเรื่องเลวทราม หรือมีเหตุระยำตำบอน โผล่ออกมาให้เห็น ก็เปลี่ยนใจว่าคนนั้นไม่ดี หรือเป็นคนเลวกันได้ง่ายๆ

เรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งที่ตัวเองมีฐานะใหญ่โต เมื่อเมียไปทำความผิด ผัวก็แอ่นอกรับอย่างสง่าผ่าเผย แบบไม่ต้องเสแสร้ง อยากจะขอยกตัวอย่าง ซึ่งผู้เขียนใช้เป็นเรื่องสอนใจเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นลูกศิษย์รุ่นเยาว์ และเป็นเรื่องจริงที่เล่าขานกันมานมนาน

เรื่องมีอย่างนี้ครับ

ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 เซอร์โรเบิร์ต นอลลีส์ (Sir Robert Knollys) เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่แห่งอังกฤษ ท่านผู้นี้เป็นแม่ทัพที่เกรียงไกร มีฝีมือกล้าแข็งในการรบทัพจับศึก เก่งกาจเหลือกำลัง

ท่านเซอร์แม่ทัพเข้าสู่สนามรบ กรำศึกกับฝรั่งเศสอย่างถึงแก่น ว่ากันว่าทหารเมืองน้ำหอมหวาดกลัวท่านนักหนา ตั้งฉายาว่าเป็น

“ยมบาล!” ขนาดนั้นเลย

สำหรับเส้นสายกับทางราชสำนักนั้น ก็ย่อยเสียเมื่อไรกัน เพราะท่านเป็นพระสหายสนิทยิ่ง ของพระราชโอรสในพระเจ้าแผ่นดินแห่งอังกฤษและเกรต บริเทนทีเดียว

ครั้งหนึ่ง ระหว่างที่ท่านเซอร์ของเราไปราชการสงคราม เลดี้นอลลีส์ ศรีภริยาของท่าน ได้ซื้อที่ดินฝั่งตรงข้ามคฤหาสน์ของท่าน เพื่อขยายเนื้อที่ให้ใหญ่ขึ้น แต่ว่าที่ดินซึ่งท่านซื้อใหม่แม้จะกว้างใหญ่ แต่ดันมีถนนสาธารณะคั่นอยู่ระหว่างที่ทั้งสองแปลง

แม้ถนนหลวงที่คั่นกลางจะเป็นถนนเล็กๆ แต่คุณหญิงท่านก็รำคาญ ที่จะต้องข้ามถนนไปและกลับ ระหว่างบ้านกับที่ดินส่วนขยายในฝั่งตรงข้าม

เลดี้นอลลีส์เลยตัดความรำคาญ ด้วยการสร้างสะพานลอยโค้งคร่อมถนน เพื่อท่านจะได้เดินไปมาระหว่างที่ดินสองแห่งนี้ได้สะดวก โดยไม่ต้องผ่านถนนหลวงเพื่อให้รถม้ามันชน

แค่นี้แหละครับ งานเข้าเลย...

ทั้งนี้ เพราะคุณหญิงท่านสร้างสะพานโดยพลการ ไม่ได้ขออนุญาตจากเทศบาลแห่งมหานครลอนดอนเสียก่อน!

ท่านเองคงไม่เจตนาฝ่าฝืนเทศบัญญัติ เหมือนคุณหญิงคุณนายเมืองที่เรารู้จัก ที่สักแต่ใช้บารมีผัวเบ่ง แต่เลดี้นอลลีส์ทำไปก็เพราะไม่รู้กฎหมายมากกว่า

ร้อนถึงฝ่ายผู้ที่อยู่ในตำแหน่งท่านนายกเทศมนตรี และคณะเทศมนตรี ของนครลอนดอนตอนนั้น ซึ่งรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง ที่ภริยาของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ขนาดนี้ จะมาถือสิทธิพิเศษ เหมือนเมียพวกขี้เบ่งเมืองไทยเรา
ได้อย่างไรกันนะ!?

ดังนั้นคณะเทศมนตรีจึงประชุมกัน ดำเนินเรื่องเพื่อเตรียมฟ้องร้อง ท่านแม่ทัพผู้สามี ทันทีที่ท่านกลับจากราชการสงคราม เรียกว่า

จะฉีกหน้ากันเลย!

พอ เซอร์โรเบิร์ต นอลลีส์ มาถึงประเทศอังกฤษ ท่ามกลางความนิยมชมชื่นของประชาชน แต่คณะเทศมนตรีก็มิได้รั้งรอ ยื่นคำกล่าวหาให้ท่านเซอร์ทราบทันที

ท่านแม่ทัพมิได้โกรธหรือพาลวิวาท กลับยอมรับผิดโดยดี ยอมรื้อสะพาน และยอมให้ปรับ สุดแล้วแต่ทางเทศบาลจะกำหนดมา ท่านตระหนักดีว่า

“การเป็นวีรบุรุษ หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก็ต้องเคารพกฎหมายเช่นเดียวกับสามัญชนคนธรรมดา”

คณะเทศมนตรีรู้สึกประทับใจ และตื้นตันในความมีน้ำใจงาม และความเป็นสุภาพบุรุษของท่านนักรบผู้นี้ จึงปรึกษากันว่าจะปรับโทษพอเป็นพิธี กล่าวคือ

ทุกๆ ปี เซอร์โรเบิร์ต นอลลีส์ จะต้องนำกุหลาบสีแดงสดหนึ่งดอก ต้องเด็ดสดๆ ใหม่ๆ จากสวนที่บ้านของท่านเอง มามอบให้กับนายกเทศมนตรีเป็นค่าปรับที่ภริยาของท่านกระทำความผิดกฎหมายบ้านเมือง แต่การนำกุหลาบมามอบให้กับทางเทศบาลนั้น

จะทำกันเฉยๆ ไม่ได้!

ต้องทำให้ผู้คนในลอนดอนได้เห็นกัน และจะต้องทำกันให้เป็นที่ครึกครื้นด้วย โดยทางคณะเทศมนตรีกำหนดเงื่อนไขในการลงโทษ ดังนี้

ตัวท่านเซอร์แม่ทัพ จะต้องสวมเกราะ และขี่ม้าตัวที่ท่านเคยใช้ขี่ออกศึก และจะต้องเป็นผู้ถือหมอนแพรรองดอกกุหลาบ ที่จะนำไปเพื่อชำระเป็นค่าปรับด้วยตนเอง

ส่วนผู้เข้าขบวนแห่ก็ให้เป็นมิตรสหายสนิทของท่าน และบรรดานายทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชา รวมทั้งผู้คนที่เข้าขบวนแห่ทุกคน ต้องติดกุหลาบแดง 1 ดอกที่อกเสื้อ

ทุกๆ ปีต่อมา ชาวลอนดอนก็ได้ชมพิธีแห่ดอกกุหลาบ ซึ่งเป็นขบวนแห่ที่สวยงามอย่างยิ่งขบวนหนึ่งในรอบปี ชาวเมืองเรียกขานพิธีนี้ว่า เป็น Knollys Rose Ceremony เป็นเครื่องเตือนใจประชาชนให้ทราบทั่วกันว่า

ใครก็ตามที่เป็นพลเมืองอังกฤษ ไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์ มีตำแหน่งใหญ่โต เป็นผู้ที่จะทำประโยชน์ให้ประชาชนคนในชาติเป็นล้นพ้น หรือจะเป็นสามัญชนคนเดินดิน ก็ต้องมีหน้าที่เคารพกฎหมาย และเทศบัญญัติ เท่ากันหมดทั้งสิ้น

เมื่อท่านเซอร์ถึงแก่กรรมแล้ว บุตรหลานของท่านก็รับหน้าที่ทำพิธีแห่นี้ต่อมาหลายร้อยปี จนบุตรหลานภายหลังไม่อยู่ในภาวะที่จะทำได้ บ้านเมืองจึงเข้าจัดทำเพื่อสงวนประเพณีอันดีงามนี้ไว้

แค่อ่านประวัติของแม่ทัพใหญ่ท่านนี้ ผมเชื่อว่า ผู้อ่านทุกท่านจะต้องรู้สึกประทับใจในความเป็นสุภาพบุรุษของท่านกันถ้วนทั่ว

เรื่องดีๆ อย่างนี้ เมืองไทยของเราหากันได้ไม่ง่ายนัก ท่านเซอร์ยอมรับผิด ขอรับโทษทัณฑ์อย่างชายชาติทหาร จนเป็นที่ประทับใจ และเป็นแบบอย่างของคนอังกฤษมาจนกระทั่ง

อยากจะเรียนกับท่านผู้อ่านว่า

เวลาผมเล่าเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์รุ่นเล็กฟัง ก็ได้รับคำถามว่า เมืองไทยของเรา มีนายทหารที่กล้ารับโทษทัณฑ์อย่างนี้บ้างไหม?

ผมบอกว่า “มี” และเล่าให้เด็กๆ ฟังอย่างนี้ครับ...

หลังเหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” ซึ่งกองทัพโคราชเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ นายทหารผู้ร่วมก่อการทั้งหลาย ตกเป็นผู้ต้องหาฝ่ายกบฏ นายทหารคนหนึ่งหลบหนีจากที่ตั้งหน่วย การหลบหนีเป็นไปอย่างเร่งรีบ จ.บุรีรัมย์ ข้ามชายแดนเข้าเขตแดนเขมร นับได้ว่าปลอดภัยจากการจับกุมของทหารฝ่ายรัฐบาล

จะเป็นเวรกรรมหรืออย่างไรไม่ทราบได้ เมื่อนายทหารผู้นั้นสำรวจตรวจดูม้าที่ตนใช้เป็นพาหนะพาตนมาสู่อิสรภาพ ที่อานม้าที่มีถุงเงินเดือนที่จะนำจ่ายให้ทหารโคราช ติดมากับอานด้วย โดยที่ทหารนายนั้นไม่ทราบมาก่อนว่าม้านั้นเป็นของนายทหารฝ่ายการเงิน ทำให้เจ้าตัวต้องคิดว่า จะนำเงินไปคืนดีหรือไม่?

ถ้าเอาไปคืน...แน่ละ จะต้องถูกจับกุมทันที!

นายทหารผู้นั้นใคร่ครวญอยู่เพียงเล็กน้อย ก็ตัดสินใจขึ้นหลังม้า ควบตะบึงเข้าชายแดนไทย มุ่งหน้าสู่โคราชบ้านเอง นำเงินหลวงมาคืน พร้อมกับก้มหน้ารับโทษทัณฑ์ ดีกว่าให้ผู้คนเขากล่าวหาว่า

ยักยอกเงินหลวง!

เป็นที่เล่าขานกัน ถึงเรื่องความซื่อสัตย์ของนายทหารท่านนี้ มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

หากเป็นปัจจุบัน ซึ่งยุคพันธมิตรฯ ยึดมัฆวานฯ ผู้คนอาจคิดว่า ทำไมนายทหารผู้นี้ถึงได้โง่ดักดานปานฉะนี้!

น่าจะเอาเงินหลวง ซึ่งเป็นเงินที่จะต้องจ่ายเป็นเงินเดือนเพื่อนทหาร แล้วอยู่เขมรใช้ชีวิตสบายต่อไป เพราะมีเงินที่บังเอิญติดมา เป็นทุนรองรังอยู่แล้ว

คนในยุคนี้คงคิดกันอย่างนั้น เพราะเรื่องราวฉาวโฉ่ของคนในกองทัพ ในเรื่องการคอร์รัปชั่น ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเห็นตัวอย่างชัดๆ จากสภาโลซกที่เผด็จการตั้งขึ้นมา หลังการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 นั่นไงล่ะ

ได้มีการเปิดโปงในสภาที่ชาวบ้านเขาเกลียดชัง ถึงเรื่องราวของการทุจริต จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในกองทัพ โดยทหารพวกเดียวกันเองนั่นแหละ ที่ขุดขึ้นมาด่ากัน (นัยว่าผลประโยชน์ไม่ลงตัว) จนประชาชนคนไทยที่ได้ดู เห็นคนมีสีในเครื่องแบบต่างเหล่าทัพ เขาโต้เถียงกันเรื่องแย่งกันกินบ้านกินเมือง อย่างเอาเป็นเอาตาย ก็ได้แต่ส่ายหน้า นึกปลงอนิจจัง

ทุกคนรู้สึกสงสารประเทศไทยไปตามๆ กัน!

ดังนั้น เรื่องการจะยอมติดคุกติดตะราง เพราะรักเกียรติแห่งตน โดยไม่ยอมให้คนประณามว่า ยักยอกเงินของแผ่นดินอย่างนายทหารหาญ ที่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน นายทหารปัจจุบันที่ดันมาทำเป็นซื่ออย่างนี้ อาจถูกมองกันว่า
โง่สมบูรณ์แบบไปเลย ก็เป็นได้!

ยุคนี้ คนไทยที่ซื่อสัตย์ และรักเกียรติแห่งตนนั้น เริ่มหายากขึ้นทุกวัน แม้ดูอย่างไอ้คนที่ปล่อยให้เมียไปคดโกงได้ แม้กระทั่งคนแก่ที่ไม่มีทางสู้ คนเป็นผัวซึ่งมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรม มันก็ไม่รู้จักอับจักอาย ยังดันวางท่าลวงผู้คนว่า ตนนั้นเป็นคนซื่อสัตย์ น่านับถือ

ใช่แต่แค่นั้นนะ ยังดันทะลึ่ง ทำมาพูดจาสั่งสอนผู้คนในเรื่องความดีงาม ความซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงธรรม
ชาวบ้านที่ได้ยินเลยหัวเราะกันกิ๊กกั๊ก วิพากษ์วิจารณ์กันให้อื้ออึง คนที่ออกนักเลงหน่อยๆ เขาก็โพล่งออกมาว่า
“ฮี่โธ่!...ไม่ซื่อแล้วยังเสือก...มาสอนกู!!”

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ

บ้านนี้เมืองนี้นั้น ดูเหมือนจะมีแต่ไอ้พวกจะไรจังรัน เต็มแผ่นดินแล้ว!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช



“ประชา” ประกาศรวมตัวสนามหลวง 29 ส.ค.ต้านพันธมิตรฯ

ประชา ประสพดี ประกาศชุมนุมใหญ่สนามหลวง 29 ส.ค ตอกพันธมิตรฯ ไล่ “สมัคร” ไปจะให้ใครเป็นนายกฯ “สนธิ-จำลอง” หรือ “อภิสิทธิ์” ท้าหัวหน้า ปชป.ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ประกาศตัวเป็นนายกฯ

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมมิตรประชาชนเพื่อประชาธปิไตย ประกาศชุมนมและเคลื่อนขบวนครั้งใหญ่ในวันที่ 26 ส.ค.เพื่อขับไล่รัฐบาลว่า ต้องถามกลับไปยังกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า จะเคลื่อนไหวใหญ่โดยใช้เงื่อนไขใด หากบอกว่าต้องการขับไล่รัฐบาลก็ขอเรียกร้องให้ประกาศตัวมาเลยว่าต้องการสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี ใช่นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯใช่หรือไม่ หรือต้องการสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปตย์ เป็นนายกฯ หากเป็นเช่นนั้นก็ขอให้นำตัวนายอภิสิทธิ์ไปขึ้นเวทีพันธมิตรด้วย

นายประชา กล่าวต่อว่า ทางกลุ่มมหาประชาชนฯ กลุ่มพิราบขาว กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มแท็กซี่ฯ ก็จะจัดชุมนุมที่ท้องสนามหลวงในสัปดาห์หน้าเช่นกัน โดยใช้รูปแบบเวทีรวม ซึ่งจะมีทั้งการจัดซุ้มนิทรรศการและเวทีแสดงความคิดเห็นที่ท้องสนามหลวง เพื่อให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯได้ออกมาเคลื่อนไหว โดยในวันอังคารที่ 26 ส.ค.ตนและแกนนำกลุ่มแนวร่วมต่างๆ จะมีการหารือเป็นการภายในและจะแถลงข่าวอีกครั้ง ก่อนวันชุมนุม คือ วันที่ 29 ส.ค.นี้



Saturday, August 23, 2008

วิชา ระบุ อภิรักษ์ รู้ตัวถูกตั้ง กก.ไต่สวนกรณีรถดับเพลิง

กรุงเทพฯ 23 ส.ค.- “วิชา มหาคุณ” ระบุ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” รู้ว่าถูก ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการไต่สวน กรณีทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิงของ กทม. แต่ไม่ขาดคุณสมบัติ ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ได้ เหตุยังไม่ถูกชี้มูล

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน กรณีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ให้สัมภาษณ์ กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ทราบว่า ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีดังกล่าว

“ผมไม่ทราบว่า ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทราบ เพราะ ป.ป.ช.ได้แจ้งให้นายอภิรักษ์ทราบเรื่องตั้งอนุกรรมการไต่สวนแล้ว และนายอภิรักษ์ได้ทำหนังสือตอบกลับมาว่า ไม่คัดค้านรายชื่อคณะอนุกรรมการไต่สวน” นายวิชา กล่าว

ทั้งนี้ นายวิชา กล่าวว่า ป.ป.ช.ไม่ได้เป็นผู้เพิ่มชื่อนายอภิรักษ์ แต่ชื่อของนายอภิรักษ์ เป็นรายชื่อที่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อยู่แล้ว ป.ป.ช.จึงต้องเรียกมาสอบข้อมูลเพิ่มเติม เพียงแต่ไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาเท่านั้น

ส่วนที่นายอภิรักษ์ ตัดสินใจลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. อีกครั้ง นายวิชา กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิของนายอภิรักษ์ การที่ คตส. และ ป.ป.ช.ยังไม่ได้ชี้มูลความผิด จึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และไม่ขาดคุณสมบัติ อย่างไรก็ตาม นายวิชา ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่า เหมาะสมหรือไม่ ที่นายอภิรักษ์จะลงสมัครรับเลือกตั้ง

“ถ้านายอภิรักษ์เชื่อในความบริสุทธิ์ ก็คงไม่มีปัญหา ผมคงไม่สามารถให้ความเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะจะถูกนำไปเชื่อมโยงเป็นประเด็นการเมือง” นายวิชา กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-23 16:03:56

เร่งเคลียร์ตึกชินวัตรฯ ตั้งพรรคเพื่อไทย

สำหรับความคืบหน้าการหาสถานที่ตั้งพรรคเพื่อไทย เพื่อรองรับ ส.ส.พรรคพลังประชาชนหลังจากถูกยุบพรรคนั้น วันที่ 22 ส.ค.ทางแกนนำของพรรคได้เตรียมติดต่อขอเช่าอาคารชินวัตรไหมไทย ย่านถนนพระราม 4 โดยกิจการผ้าไหมชินวัตรที่เปิดจำหน่ายอยู่บริเวณชั้น 1 ได้ขึ้นป้ายลดราคาแบบล้างสต๊อกให้หมดภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ เพื่อเตรียมพร้อมเปิดเป็นที่ทำการพรรคเพื่อไทย ขณะที่นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.สมุทรปราการ และเหรัญญิกพรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำจด ทะเบียนจัดตั้งพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานที่ ทำการพรรคเพื่อไทย โดยใช้อาคารไหมไทยชินวัตรว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาค่าเช่ารายเดือนกับเจ้าของอาคาร เดิมทีค่าเช่าแพงมาก แต่สามารถเจรจาลดลงมาได้ระดับหนึ่ง เพราะพรรคไม่มีนายทุน ความคืบหน้าอยู่ ระหว่างการปรับปรุงอาคารภายใน แต่จะไม่ใช้ทั้งอาคาร จะเช่าเฉพาะบางส่วน ทั้งนี้การตั้งพรรคเพื่อไทยเป็นการเตรียมความพร้อมหากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ โดยจะยึดสโลแกนพรรคเหมือนที่เคยประสบความสำเร็จมาในสมัยพรรคไทยรักไทย สิ่งไหนขาดจะปรับปรุง เสริมนโยบายที่ดี

สเปกหัวหน้าต้องมือประสานสิบทิศ

นายสงครามกล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายสุจริต ปัจฉิมนันท์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย จะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้น มีความเป็นไปได้ แต่เป็นหนึ่งในหลายตัวเลือก โดยคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นหัวหน้าพรรคต้องเข้าได้กับทุกฝ่าย ทั้งข้าราชการ สื่อมวลชน ทหาร เรื่องนี้สำคัญ เพราะเราไม่ต้องการให้บ้านเมืองมีปัญหา อยากกลับมาสู่ความสงบ สมานฉันท์ ผู้สื่อข่าวถามว่า นายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวเลือกขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสงครามตอบว่า นายพายัพไม่เอาแน่นอน เพราะเจ็บและพอกับการเมืองแล้ว ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณคงไม่มาเช่นกัน เนื่องจากทุกคนต่างมีงานยุ่ง อย่างไงก็ตาม พรรคเพื่อไทยจะประชุมใหญ่ภายใน 1-2 เดือนนี้ เพื่อเลือกตำแหน่งคณะผู้บริหาร ตอนนี้มีผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชาชนที่สอบตก รวมถึงอดีต ส.ส. ทยอยสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยบ้างแล้ว เรื่องการรับสมาชิกนั้นคงไม่มีเงื่อนไขอะไรมาก ต่างจากการรับผู้สมัคร ส.ส. ต้องคัดเลือกเป็นพิเศษ อย่างน้อยต้องเป็นผู้ที่มีฐานทางการเมือง มีความรู้ ความสามารถ ส่วนนักวิชาการ เทคโนเครตนั้น อาจให้ลงสมัครอยู่บัญชีสองและสาม เหมือนแนวทางที่พรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนเคยทำ

ส.ส.เดินสายแจงชาวบ้านย้ายพรรค

ขณะที่ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชาชน กลุ่มอีสานพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเตรียมใช้อาคารชินวัตรไหมไทยตั้งเป็นที่ทำการพรรคเพื่อไทยว่า หลังจากได้เข้าพบนายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถือว่าอาคารชินวัตรเป็นตัวเลือกหนึ่ง เป็นสถานที่เราชอบและอยากจะได้อาคารนี้อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ส.ส.พรรคพลังประชาชนหลายคนลงพื้นที่ และได้แจ้งให้ชาวบ้านในพื้นที่ทราบว่าถ้ามีการยุบพรรคพลังประชาชน ไม่ต้องห่วงหรอก มีพรรคเพื่อไทย และชาวบ้านพร้อมที่จะสนับสนุนไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทย


อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

Friday, August 22, 2008

Save Thaksin, save democracy


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

ผมเห็นแบนเนอร์ Save Thaksin แล้วผมสะดุดใจขึ้นมาทันทีว่า ทำไมต้อง Save Thaksin ด้วยเล่า ทักษิณเป็นใครประชาชนจำนวนมากถึงดิ้นรน เจ็บร้อนแทนทักษิณได้ขนาดนี้ ทำไมประชาชนต้องห่วงหาอาทรได้ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ต้องโทษทางการเมืองประกาศจับประจานไปทั่วราชอาณาจักรที่ทรงจริยธรรมสูงส่งเช่นนี้ ทำไมเราถึงต้อง Save Thaksin



หากผมเกิดมาชาติหนึ่ง แล้วมีมนุษยชาติจำนวนมาก ที่ไม่ใช่คนในครอบครัวของผม ไม่ใช่คนที่ผมรู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เขาเหล่านั้นจำนวนมากเป็นห่วงเป็นใยผม เจ็บร้อนแทนผม เจ็บปวดแทนผม รู้สึกเป็นทุกข์ใจเมื่อผมเดือดร้อน และรู้สึกโล่งอกเมื่อผมหลุดพ้นเพทภัยที่อาจถึงชีวิตได้ จากการปองร้ายของศัตรูทางการเมือง หากผมเกิดมาแล้วได้รับความรักความห่วงใยจากคนมากมายขนาดนี้ ผมก็ถือว่า "ชาตินี้ผมได้เกิดมาคุ้มค่าแล้ว" เกิดมาโดยไม่เสียชาติเกิดแล้ว ถึงแม้ว่าผมจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากต่างๆ นานาจากศัตรูทางการเมืองซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนต้องหลบหนีศัตรูไปอยู่ในต่างแดนก็ตาม ไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการได้รับความรักความศรัทธาจากคนหมู่มากขนาดนี้อีกแล้ว ทุกข์ของมหาบุรุษ คือทุกข์ของแผ่นดินโดยแท้

ตอนนี้ ในดวงใจของประชาชนหลายล้านคน ทักษิณได้กลายเป็น "สัญญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย" ของไทยไปแล้ว แม้ว่า ยุคที่ทักษิณเป็นนายกฯ ทักษิณจะมีสไตล์การบริหารที่เป็นตัวของตัวเอง เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง จนฝ่ายตรงข้าม และศัตรูทางการเมืองโจมตีว่า "เป็นเผด็จการ" ก็ตาม แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การโจมตี เพราะเป็นศัตรูืทางการเมืองกันเท่านั้น แต่มันหาได้มีความหมายอันใดต่อประชาชนที่เลือกทักษิณขึ้นมาสู่ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารไม่

ทักษิณ "มาจากการเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่" คนส่วนใหญ่เขาเลือกมากับมือ คนส่วนใหญ่เขาจะเอาคนที่บริหารประเทศ "แบบทักษิณ" นี่แหละ เขาเลือกเองมากลับมือ "ตรงนี้แหละที่แสดงความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง" เพราะผู้นำทางการเมือง ไม่ว่าจะมีสไตล์การบริหารงานอย่างไรก็ตาม แต่การเข้าสู่อำนาจนั้น "มาจากเลือกตั้งของประชาชน" และการลงจากอำนาจก็เป็นไปตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย ถือว่า"เป็นผู้ำนำในระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แล้ว" ส่วน สไตล์การบริหารนั้นเป็นท่วงทำนองของแต่ละคน ที่มีสไตล์ของตนแตกต่างกันไป ความเป็นผู้นำไม่อาจลอกเลียนแบบเอามาจากคนอื่นๆได้

ตอนนี้ทักษิณเลยกลายเป็น "สัญญลักษณ์แห่งประชาธิปไตย" อย่างเต็มที่ เพราะฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณตอนนี้ เป็นพวก "อำมาตยาธิปไตย" ที่ไม่ต้องการเข้าสู่อำนาจโดยการเลือกตั้งของประชาชน พวกเขาเหล่านั้นต้องการเข้าสู่อำนาจโดยการเลือกสรรจากกลุ่มของตนเอง โดยไม่เห็นประชาชนอยู่ในสายตา ไม่ว่าพวกเขาจะอ้างคุณธรรม จริยธรรมสูงส่งสักเพียงใด แต่เนื้อแท้มันก็คือ ตัวแทนของคนส่วนน้อย ที่ไม่เห็นประชาชนอยู่ในสายตาเท่านั้นเอง

ดังนั้น คำว่า Save Thaksin
, save democracy จึงหมายถึงการ "รักษาเจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ" เอาไว้ เจตจำนงที่ต้องการผู้นำที่เขาเลือกขึ้นมาเองกับมือ ไม่ใช่ผู้นำที่สวรรค์ที่ไหนประทานมาให้ ดีชั่วอย่างไรประชาชนต้องการเลือกของเขาเอง ไม่ต้ัองให้ใครมาบอกว่า ใครดีใครเลว ประชาชนย่อมสามารถตัดสินเองได้

ประชาชนไม่จำเป็นต้องมีใครสั่งสอนว่า ผู้นำที่ดีของเขานั้นเป็นอย่างไร เพราะ ดี นั้นมันหมายถึง ดีของใครด้วย เพราะคนดีเลิศประเสริฐศรีของคนๆ หนึ่ง อาจเป็นคนใช้ไม่ได้ สำหรับคนส่วนใหญ่ของปรเทศก็ได้




ผู้นำที่ดีในวงการสงฆ์ คือ ผู้นำที่สละแล้วซึ่งกิเลสทุกอย่าง กินน้อยใช้น้อย ไม่ทะเยอะทะยาน อยู่อย่างสมถะ นี่เป็นคุณธรรมที่ดีสำหรับคนในวงการศาสนา แต่หากเอา ผู้นำที่ดีในวงการศาสนา มาเป็นผู้นำทางโลก ก็ไม่อาจรักษาประเทศไว้ได้ เฉกเช่น องค์ดาไลลามะ ที่ไม่อาจรักษาเอกราชของทิเบตเอาไว้ได้ ผู้นำทางการเมืองนั้น จะต้องทำให้ประชาชนมีความสุข มีอยู่มีกิน มีงานทำ มีชีวิตที่สุขสบาย ตามสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และความต้องการของคนยากจนที่ยากไร้ไปเสียทุกอย่าง ย่อมไม่เหมือนกับความต้องการของคนชั้นกลาง ชั้นสูง นักวิชาการที่ชีวิตมีพร้อมเสียทุกอย่างแล้ว ดังนั้น ผู้นำที่ประชาชนเลือกมากับมือ และประชาชนรักใคร่ หวงแหนคนที่เขาเลือกมา ย่อมเป็นผู้นำยิ่งใหญ่ของประชาชน

ตอนนี้ระบอบประชาธิปไตยของไทย กำลังถูกคุกคามอย่างรุนแรงจาก ระบอบศักดินาอำมาตยาธิปไตย ที่มองว่าประชาชนโง่ ด้อยการศึกษา และพวกเขาเท่านั้นควรมีสิทธิปกครองประชาชนเหล่านี้ พวกเขาทำทุกอย่างเพื่อ กำจัดทักษิณออกไปให้พ้นทาง เพราะหากว่าทักษิณยังอยู่ ย่อมทำให้ประชาชนเข็มแข็งขึ้น ย่อมทำให้ประชาชนยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตนเอง ซึ่งเป็นภัยต่อระบอบศักดินาอำมาตยาธิปไตยอย่างยิ่ง

หากพวกเขาสามารถทำลายทักษิณออกไปจากใจของประชาชนได้เมื่อไหร่ นั่นหมายถึงพวกเขาสามารถทำลายความเข็มแข็ง การลุกขึ้นสู้ การขัดขืนของประชาชนได้เมื่อนั้น ประชาชนจะขาดผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งประชาธิปไตย และจมปลักยินยอมต่อ ศักดินาอำมาตยาธิปไตย ให้พวกเขาจูงจมูกต่อไป เหมือนหกสิบเจ็ดสิบปี หรือหลายร้อยปีที่ผ่านมา

ดังนั้นพวกเราชาวไทย ชาวรากหญ้า นักรบไซเบอร์ที่รักประชาธิปไตยทั้งหลายจึงต้องจำอย่างขึ้นใจในตอนนี้ว่า

Save Thaksin, save democracy and save Thailand!



ลุ้นอังกฤษจะเชื่อใคร!

ฉวยจังหวะที่กลุ่มพันธมิตรฯบุกสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ยื่นคำขาดให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดี ตามด้วยคิวชุมนุมกดดันกระทรวงการต่างประเทศให้ยึดพาสปอร์ตทูตของอดีตนายกรัฐมนตรี

ไล่บี้กัดติด กะเอาให้ตายคาเขียง

ล่าสุด สำนักข่าวเอเอฟพีและรอยเตอร์รายงานว่า ทีมทนายความชาวต่างประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังทำเรื่องเพื่อขอลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษ

โดยอ้างเหตุผล หากอยู่ในประเทศไทย ตัวเองและครอบครัวจะไม่ปลอดภัย

มันก็เป็นอะไรที่โยงภาพกันได้ต่อเนื่อง ม็อบการเมืองของคู่อาฆาตที่ห้ำหั่นกันมาตั้งแต่ต้น จนลากเกมไปสู่การรัฐประหารยึดอำนาจ “ทักษิณ” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แล้วก็ยังมีความพยายามขุดรากถอนโคนกลุ่มอำนาจอดีตรัฐบาลไทยรักไทย

อ้างเพิ่มน้ำหนักในคำขอ “ลี้ภัย” ได้

และโดยกระบวนการสนับสนุนเงื่อนไข ทีม ส.ส.พรรคพลังประชาชน นำโดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ ได้เดินทางเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย

ชี้ให้เห็นถึงขบวนการที่ต้องการทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณให้สิ้นซาก ปราศจากเมตตาธรรม ไร้คุณธรรม

โดยยกข้อมูลทางกฎหมายที่เขียนขึ้นสมัยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข (คปค.) ฉบับที่ 30 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องการยืดอายุคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) พระราชบัญญัติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พ.ศ.2542 และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.ที่เสนอจ่อเข้ามาในสภาฯ รวมถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 309 ที่ให้นิรโทษกรรมผู้ที่ทำรัฐประหาร

แต่ไม่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ

เขียนกะจะให้ตายกันไปข้าง

โดยการเคลื่อนไหวของลูกทีมพรรคพลังประชาชน เชื่อว่า ทางการอังกฤษจะนำเรื่องไปประกอบการพิจารณาให้ความเป็นธรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ

ร่วมด้วยช่วยกันส่ง “นายใหญ่” ได้หลบภัยเมืองผู้ดี

แต่ก็โดดออกมาขวางลำเต็มที่ ร่วมด้วยช่วยล่า “ทักษิณ” สุดกำลังเหมือนกัน

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุพรรคจะรวบรวมข้อมูลเพื่อชี้แจงต่อสื่อต่างประเทศ อธิบายและทำความเข้าใจ

รวมถึงการทำหนังสือไปถึงสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กรณี พ.ต.ท.ทักษิณจะขอลี้ภัย โดยอ้างเรื่องความไม่ปลอดภัยและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมของไทยด้วย

เดินเกมหักล้างเงื่อนไข “ลี้ภัย” เต็มที่

พร้อมกับเปิดเกมบี้เค้นคอ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ให้ยืนยันถึงความปลอดภัยของอดีตนายกฯ เพราะทราบมาว่า ทีมทนายความและทีมประชาสัมพันธ์จะนำเรื่องความปลอดภัยมาเชื่อมโยงกับการลี้ภัย โดยยกคดีคาร์บอมบ์ หรือคดีลอบวางระเบิดเครื่องบินการบินไทยขึ้นมา

เพื่อชี้ให้เห็นว่า เป็นการประทุษร้ายต่อผู้นำประเทศ

โยงเป็นฉากๆกับกรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน จะไม่รับหลักการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ และร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

เพื่อนำมาต่อรองการพิจารณาคดีที่กำลังไต่สวนในชั้นศาล

แต่เร้าใจกว่าอะไร ข่าววงในที่โฆษกพรรคประชาธิปัตย์อ้างว่า มีความพยายามระดมมวลชนให้เกิดการปะทะ เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง เพื่อกดดันกระบวนการพิจารณาของศาลในคดีสำคัญ

โดยมีการต่อสายตรงถึงคนเดินโพยหวยออนไลน์ อดีตกลุ่ม แกนนำ นปก.

ปมหลังนี้ บังเอิญข้อมูลมันอัพเดทพอดีกับการที่กองสลากกำลัง เปิดรับสมัครผู้จำหน่ายหวยบนดินกันอึกทึกครึกโครม โดยเกมใช้เครือข่ายหวยออนไลน์ระดมมวลชนจุดชนวนปะทะล้มคดีสำคัญ

ประชาธิปัตย์เปิดประเด็นเล่นลูกตามน้ำได้เนียนมาก

คนฟังแล้วเชื่อเลย

มันก็เหมือนกับที่มีข่าวลือวงในก่อนหน้านี้ เครือข่ายเจ้ามือหวยใต้ดิน กลุ่มทุนพรรคการเมืองใหญ่อยู่เบื้องหลังขบวนการอัดเงินล้ม “ทักษิณ”

ชาวบ้านได้ยินแล้วคาใจมาถึงวันนี้.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


ศาล รธน.ตรวจหลักฐานชิมไปบ่นไป

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายชัช ชลวร ประธานคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อม องค์คณะ ออกนั่งบัลลังก์ตรวจพยานหลักฐานของคู่กรณีครั้งแรก ในคำร้องที่ ส.ว.และ กกต.ขอให้วินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช กรณีจัดรายการชิมไปบ่นไป โดยฝ่ายผู้ร้องมีนายเรืองไกร ลี-กิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา และผู้แทนรับมอบอำนาจจาก กกต. มาตรวจสอบเอกสาร ขณะที่นายสมัครมอบอำนาจให้นายธนา เบญจาธิกุล ทนายความ ภายหลังคู่กรณีตรวจสอบพยานเอกสารประมาณ 1 ชั่วโมง นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวสรุปรายงานการตรวจพยาน พร้อมระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานเพิ่มอีก 3 ปาก คือนายวิศิษฐ์ ลิ้มประนะ ผู้สนับสนุนรายการชิมไปบ่นไป เป็นพยานฝ่ายศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 4 ก.ย. ส่วนพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง คือนายศักดิ์ชัย แก้วมณี-สกุล กรรมการผู้จัดการบริษัทเฟซ มีเดีย จำกัด และนาย สมัครจะเดินทางมารับการไต่สวนในวันที่ 8 ก.ย. เวลา 09.30 น.

ส.ส.พปช.เล็งโหวตให้ “สมัคร” อีกรอบ

นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคพลังประชาชน หัวหน้ากลุ่มอีสานพัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า หากท้ายที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้นายสมัครต้องพ้นสภาพความเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องมีการสรรหานายกฯคนใหม่ในที่ประชุมสภาฯ ส่วนจะเป็นใครนั้นคงต้องเป็นไปตามมติพรรคพลังประชาชน หากมติพรรคให้นายสมัครกลับเข้ามาเป็นนายกฯอีกครั้ง เราก็พร้อมที่โหวตให้ ขณะที่นายอนุชา สะสมทรัพย์ ส.ส.นครปฐม พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ไม่มีใครเหมาะกับตำแหน่งนายกฯเท่ากับนายสมัคร ดังนั้น ยินดีที่จะโหวตเลือกนายกฯสมัครให้เป็นนายกฯอีกครั้ง

ด้านนายสถาพร มณีรัตน์ ส.ส.ลำพูน พรรคพลังประชาชน กลุ่มวังบัวบาน กล่าวว่า หากนายสมัครถูกตัดสินว่าขาดคุณสมบัติ แต่ไม่มีผลต้องเว้นวรรคการเมือง 5 ปี สามารถกลับมาเป็นนายกฯใหม่ได้ เหมือนกับกรณี นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.พาณิชย์ ที่เคยถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ตนพร้อมสนับสนุนนายสมัคร เพราะเหมาะสมกับสถานการณ์ขณะนี้

“สมัคร” รับใส่เกล้าฯใช้เงินระมัดระวัง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 ส.ค. ที่กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เดินทางไปเป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวง ครั้งที่ 6/2551 โดยก่อนเข้าประชุม นายสมัครแวะเดินตลาดบริเวณใกล้เคียงเพื่อซื้อบ๊ะจ่าง จากนั้นเดินชมนิทรรศการของกรมชลประทาน โดยเฉพาะโครงการเขื่อนต่างๆ ที่มีรูปนายสมัครสมัยเป็น รมว.มหาดไทย ติดตามพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยนายสมัครพูดด้วยความปลาบ-ปลื้มใจว่า “เกิดมามีวาสนา ได้ใกล้ชิดกับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน”

ต่อมาเวลา 12.45 น. ภายหลังการประชุม นายสมัครกล่าวถึงอุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศว่า ได้สั่งการรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้ไปดู รับผิดชอบจังหวัดไหนก็ดู จังหวัดนั้น ถ้ามีเวลาจะลงไปดูด้วยตัวเอง เบื้องต้นให้ รมว.มหาดไทยดูแลเป็นหลัก เมื่อถามว่า รัฐบาลจะสนองพระราชดำรัสที่ทรงให้ระมัดระวังการใช้จ่ายเงินอย่างไร นายสมัครตอบว่า เรื่องนี้ต้องรับใส่เกล้าฯอยู่แล้ว รู้อยู่แล้ว ฟังแล้วต้องน้อมนำใส่เกล้าฯ ทุกคนพร้อมระมัดระวัง อย่าง ไรก็ตาม นายสมัครปฏิเสธตอบคำถามประเด็นการเมือง ไม่ว่าจะเป็นข้อสงสัยเรื่องการต่อสายคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งการตัดสินใจจะไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีรายการชิมไปบ่นไป ในวันที่ 8 ก.ย. หรือไม่

ทูตอังกฤษปฏิเสธตอบเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ

กทม. 21 ส.ค. - ทูตอังกฤษระบุการเรียกร้องไม่ให้อดีตนายกรัฐมนตรีไทยลี้ภัยที่ประเทศอังกฤษ ถือเป็นเรื่องธรรมดาตามระบอบประชาธิปไตย

นายควินตัน เควนลย์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย กล่าวว่า การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเดินทางไปยื่นหนังสือที่สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เพื่อเรียกร้องไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลี้ภัยในประเทศอังกฤษ ว่า เป็นเรื่องธรรมดาของระบอบประชาธิปไตยที่จะแสดงออกว่ามีความเห็นอย่างไร แต่ขอให้ดำเนินการอย่างสันติ และที่กลุ่มพันธมิตรฯ กำหนดเวลา 7 วัน เพื่อให้สถานทูตอังกฤษฯ ให้คำตอบ นายเควนลย์ ปฏิเสธที่จะพูดเรื่องนี้ ระบุเพราะไม่มีสิทธิที่จะตอบเกี่ยวกับเรื่องการเข้าเมืองของต่างชาติ. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-21 16:14:31


สุรพงษ์ ยื่นหนังสือสถานทูตอังกฤษชี้ กม.ไทยไม่เป็นธรรม

กรุงเทพฯ 21 ส.ค. - เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (21 ส.ค.) นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคพลังประชาชน ได้เดินทางมายังสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เพื่อยื่นหนังสือถึงนายควินตัน มาร์ค เควลย์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ผ่านเลขานุการฝ่ายการเมือง ให้พิจารณากฎหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของไทย จำนวน 5 ฉบับ ที่ออกมาบังคับใช้อย่างไม่เป็นธรรม เพื่อดำเนินการเอาผิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และภริยา

ทั้งนี้ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า หลังจากรับเรื่องแล้ว เลขานุการฝ่ายการเมืองจะนำหนังสือส่งถึงเอกอัครราชทูตอังกฤษ และรับปากว่า หากมีการพิจารณาเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี ก็จะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าร่วมพิจารณาด้วย. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-21 16:49:47