WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 25, 2008

วัดพลัง “คมช.”โผทหาร...ในมือ “สมัคร”

คอลัมน์ : แวดวงจักรดาว

ต้องยอมรับว่า ทันทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องหนีคดีลี้ภัยไปยังประเทศอังกฤษนั้น เมฆหมอกมืดดำที่ปกคลุมการโยกย้ายทหารครั้งใหญ่ประจำปี ก็ดูจะถอยจางลงไป

แรงกดดัน แทรกแซง ล้วงลูกการโยกย้ายทหาร จากฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะใบสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีน้ำหนักน้อยลง

ยิ่งเมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่เคยถูกมองว่าเป็นนอมินี ก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงมากขึ้น ทำให้ภาพเงาแห่งอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เคยโผล่ทะมึนอยู่เบื้องหลังถอยห่างออกไป

โดยเขาประกาศกับ ผบ.เหล่าทัพ และขุนทหารในกองทัพว่า จะไม่เข้ามาแทรกแซงล้วงลูกการโยกย้ายทหาร เพราะให้อำนาจแก่ ผบ.เหล่าทัพ ในการพิจารณาอย่างเต็มที่

ยกเว้นกรณีที่เกิดปัญหาตกลงกันไม่ได้ ก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายพล ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปี 2550 ใหม่ ที่มี รมว.กลาโหม เป็นประธาน ร่วมด้วย รมช.กลาโหม ปลัดกลาโหม ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. และ ผบ.ทอ.

อีกทั้งในยกนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูเสมือนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แก่บรรดาบิ๊กทหารคณะปฏิวัติ จนต้องหนีออกนอกประเทศ และลี้ภัยต่างแดน

จึงดูประหนึ่งว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กำลังกลับมามีพลังอำนาจอีกครั้ง แฝงไปพร้อมๆ กับรัฐบาลของนายสมัคร ยิ่งนายสมัครปล่อยให้การโยกย้ายทหารอยู่ในมือ ผบ.เหล่าทัพ ซึ่งก็ล้วนเป็นอดีต คมช. ทั้งสิ้นอีกด้วย

อีกทั้งยังเป็นการจัดโผครั้งสุดท้ายของ ผบ.เหล่าทัพ ที่เป็นอดีต คมช. ที่กำลังจะเกษียณราชการในเดือนกันยายนนี้

สิ่งที่กำลังวัดกันว่า คมช. จะยังมีพลังอยู่หรือไม่ ก็คืออนาคตของ บิ๊กแดง พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ รอง ผบ.สส. ที่รู้กันดีว่าเป็นสายตรงของ บิ๊กบัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. โดยเฉพาะกับทางหลังบ้าน เพราะอย่าลืมว่า พล.อ.สนธิ เคยเสนอชื่อ พล.อ.มนตรี เมื่อครั้งเป็น เสธ.ทบ. ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แข่งกับ บิ๊กป็อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มาแล้ว แต่พ่ายแพ้พลังแนวร่วมหนุน พล.อ.อนุพงษ์ จนเป็นเหตุให้ พล.อ.สนธิ และ พล.อ.อนุพงษ์ บาดหมางกันจนบัดนี้ เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ ระลึกเสมอว่า พล.อ.สนธิ ไม่ได้สนับสนุนตนเองเป็น ผบ.ทบ.

พล.อ.มนตรี เป็น ตท.9 ที่จะเกษียณในปี 2553 อีกทั้งเมื่อครั้งที่ผิดหวังจาก ผบ.ทบ. แล้ว พล.อ.สนธิ ส่งให้ข้ามมาเป็น รอง ผบ.สส. นั้น ก็ได้มีสัญญาใจกับ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. เพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 และสมาชิก คมช. ด้วยในขณะนั้น ที่จะให้ พล.อ.มนตรี มาจ่อขึ้นเป็น ผบ.สส.

แต่ด้วยรอยร้าวของ พล.อ.สนธิ กับ พล.อ.อนุพงษ์ ยิ่งในยามที่ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นที่รักโปรดปรานของนายสมัคร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และเป็น ผบ.เหล่าทัพ หนึ่งเดียว คนเดียว ที่นายสมัครไว้วางใจและเอาเป็นพวก เพราะรู้ว่าคุมกำลังปฏิวัติทั้งหมด ก็ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ มีน้ำหนักในการที่จะพูดหรือต่อรองหรือแนะนำตำแหน่งต่างๆ ต่อนายสมัคร

มีรายงานว่า พล.อ.อนุพงษ์ คัดค้านไม่ให้ พล.อ.มนตรี ขึ้นเป็น ผบ.สส. ที่นอกจากเพราะอยู่กันคนละขั้วแล้ว ยังเป็นเพราะ พล.อ.อนุพงษ์ หวั่นใจว่า หาก พล.อ.มนตรี เป็น ผบ.สส. แล้วเกษียณราชการในปี 2552 จะต้องมีการหาตัว ผบ.สส. คนใหม่ เมื่อนั้น พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งเป็น ผบ.เหล่าทัพ ที่อาวุโสที่สุด เป็นปีที่สอง จะถูกมองว่าควรจะขยับจากเก้าอี้ ผบ.ทบ. ขึ้นเป็น ผบ.สส. ในปีสุดท้ายก่อนเกษียณปี 2553

หลังจากที่ในการโยกย้ายปีนี้เคยมีความพยายามที่จะดัน พล.อ.อนุพงษ์ ให้เด้งจาก ผบ.ทบ. ไปเป็น ผบ.สส. มาแล้ว ด้วยการอ้างคุณสมบัติของ ผบ.สส. ตามโครงสร้างกองบัญชาการกองทัพไทยใหม่ ที่จะต้องเป็น ผบ.เหล่าทัพ ที่อาวุโส จนถูกต่อต้านและเปิดรูหายใจให้เป็น มาจากนายทหารอัตราจอมพลที่อาวุโส

แน่นอนเมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ ไม่อยากขึ้นเป็น ผบ.สส. ที่ไร้อำนาจ อยากเป็น ผบ.ทบ. ต่อเป็นปีที่ 2 เขาก็อยากที่จะนั่งเป็นปีที่สาม จนเกษียณคาเก้าอี้ ผบ.ทบ. แต่หาก พล.อ.มนตรี เกษียณ เขาก็เสี่ยงที่จะต้องข้ามห้วยไปนั่งแทน อันจะกระทบต่อแผนการวางทายาทอำนาจใน ทบ. ที่ พล.อ.อนุพงษ์ ได้วางเอาไว้

จึงมีแรงดันให้ยึดหลักจอมพลอาวุโส จึงก่อกระแสการดัน พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ รองปลัดกลาโหม ตท.8 ที่มีอายุราชการถึงปี 2553 ซึ่งจ่อที่จะเป็นปลัดกลาโหมคนใหม่อยู่แล้ว ให้ข้ามห้วยมาเป็น ผบ.สส. เพราะอย่างน้อยก็มีอายุราชการ 2 ปี เกษียณพร้อม พล.อ.อนุพงษ์ จึงย่อมไม่กระทบ พล.อ.อนุพงษ์ แน่

แล้วให้ พล.อ.มนตรี ไปเป็นปลัดกลาโหมในปีสุดท้ายก่อนเกษียณ อีกทั้ง พล.อ.สนธิ ก็ฝากฝัง พล.อ.มนตรี มากับ บิ๊กตุ่น พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกลาโหม เพื่อน ตท.6 ที่กำลังจะเกษียณอีกแรงหนึ่งด้วย

พล.อ.วินัย นั้นได้ชื่อว่าเป็นนายทหารที่เอาพวกเอาพ้องและเอาญาติอย่างยิ่ง เพราะในการโยกย้ายทุกครั้ง เขามักจะถูกโจมตีเรื่องการนำญาติมาลงตำแหน่งสำคัญเสมอๆ เช่นครั้งนี้ พล.อ.วินัย ไม่ยอมให้โควตาเก้าอี้รองปลัดกลาโหมให้กับ ทบ. เลย ทั้งๆ ที่ตำแหน่งรองปลัดกลาโหม เครื่องแบบ ทบ. ว่าง 2 เก้าอี้ โดยให้ พล.อ.พิศณุ อุไรเลิศ เจ้ากรมเสมียนตรา ตท.8 และ บิ๊กจง พล.อ.จงศักดิ์ พานิชกุล ตท.9 ซึ่งเป็นพ่อตาของลูกชาย ขึ้นเป็นรองปลัดกลาโหม และวางตัว พล.อ.จงศักดิ์ ให้เป็นปลัดกลาโหมในปีหน้า เมื่อ พล.อ.มนตรี เกษียณ โดยมีแผนที่จะดัน พล.ท.สราวุธ ชลออยู่ น้องภริยา ขึ้นมาเป็นเจ้ากรมเสมียนตราแทน

สูตรนี้จึงลงตัว โดยที่ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ เสนาธิการทหาร แกนนำ ตท.10 ที่เกษียณ 2554 จะขยับขึ้นเป็นรอง ผบ.สส. จ่อคิวรอเป็น ผบ.สส. อย่างแห้งเหี่ยว เพราะหาก พล.อ.อภิชาต ที่เกษียณ 2553 ข้ามมาเป็น ผบ.สส. ก็เท่ากับว่าเขาจะเหลือโอกาสแค่ปีเดียวในการขึ้นเป็น ผบ.สส. แน่นอนว่า พล.อ.ทรงกิตติ ย่อมไม่ยอมอยู่นิ่ง

อย่าลืมอีกว่า พล.อ.ทรงกิตติ นอกจากเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว เขายังเป็นทหารม้าที่ตบเท้าเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ด้วย เขาจึงมีพลังนี้มาหนุนอีกแรง ยิ่งมีรายงานว่า พล.อ.บุญสร้าง ยังคงแอบเข้าบ้านสี่เสาฯ อย่างต่อเนื่อง

ด้วยเพราะ พล.อ.บุญสร้าง เองก็ไม่ได้ยึดถือกับการฝากฝังของ พล.อ.สนธิ ในการผลักดัน พล.อ.มนตรี เพราะส่วนตัวแล้วเขาพึงใจ พล.อ.ทรงกิตติ มากกว่า เพราะเรียกได้ว่าเป็นทหารในระดับอินเตอร์ด้วยกัน ในฐานะเคยไปเป็น ผบ.กองกำลังรักษาสันติภาพ ในติมอร์ตะวันออกเช่นกัน และมองว่า พล.อ.ทรงกิตติ มีบุคลิกที่เหมาะสมที่จะเป็น ผบ.สส. มากกว่า ส่วน พล.อ.อภิชาต ก็ควรโตเป็นปลัดกลาโหม

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ตท.6 หรืออดีต คมช. ก็ยังขัดแย้งแย่งชิงเก้าอี้กันเอง จนมีข่าวสะพัดว่าให้ระวังหมัดเด็ดของนายสมัคร ในการอ้างความขัดแย้งไม่ลงตัว เสนอชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ ผบ.ทบ. ให้ควบเป็น ผบ.สส. ด้วย เพื่อแก้ปัญหา อีกทั้งหวังจะให้ พล.อ.อนุพงษ์ คุมอำนาจเบ็ดเสร็จ และเป็นฐานอำนาจค้ำให้ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีไปให้นานที่สุด

แม้ว่าการควบ 2 เก้าอี้จะหมดสมัยไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีกฎระเบียบห้ามเอาไว้ แต่หากนายสมัครเสนอ เชื่อว่าจะถูก ผบ.เหล่าทัพ ทั้งหมดคัดค้าน แม้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ จะเป็นอดีต คมช. ที่นำการปฏิวัติมาก็ตาม แต่เนื่องจาก พล.อ.อนุพงษ์ เปลี่ยนจุดยืนแล้ว จึงทำให้ ผบ.เหล่าทัพ รุ่นพี่ ตท.6 และอดีต คมช. ไม่ค่อยแฮปปี้กับบทบาทของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่ไปหนุนนายสมัครแบบเต็มตัว

ยิ่ง พล.อ.อนุพงษ์ ตระหนักว่า ตนเองเป็นรุ่นน้องที่พี่ๆ ตท.6 พยายามคุมกำเนิด เพราะพยายามที่จะให้เขาเด้งไปเป็น ผบ.สส. มาแล้ว ดังนั้น พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งมีนายสมัครหนุนหลัง ก็จึงใช้ช่องทางอำนาจผ่านทางนายสมัครในการจัดโผทหารได้ตามที่ต้องการ

แต่อย่างไรก็ตาม แม้นายสมัครจะถือข้าง พล.อ.อนุพงษ์ แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่หักหาญน้ำใจ ผบ.เหล่าทัพ คนอื่นๆ เพราะนายสมัครต้องการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพ ที่เขารู้ดีว่ามันจะช่วยทำให้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของเขาแข็งแรงและมั่นคงขึ้นนั่นเอง จึงย่อมต้องมีการรอมชอม มีได้มีเสีย มีการต่อรองกัน เพราะถึงอย่างไรก็พี่น้องและเป็นอดีต คมช. มาด้วยกันทั้งสิ้น

แต่ถ้านายสมัครไม่ยอมล้มเลิกความคิดหรือแผนเดิม จะเสนอให้ พล.อ.อนุพงษ์ ควบทั้ง ผบ.ทบ. และ ผบ.สส. ต่อไป ก็ย่อมเกิดความขัดแย้งขึ้นแน่นอน ยิ่งเมื่อต้องมีการโหวตลงคะแนนกันใน 6 คณะกรรมการโยกย้าย

ที่สำคัญ นายสมัครได้รู้ซึ้งถึงพลังของ คมช. และแนวร่วมลับๆ ที่อยู่เบื้องหลัง ที่ยังมีอย่างสูงลิ่ว จนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องพ่ายแพ้ หนีออกนอกประเทศไปอยู่ต่างแดนในที่สุด นายสมัครย่อมไม่อยากจะเป็นศัตรู ที่จะทำให้เขาตกเป็นเป้าหมายทางการเมืองไปด้วย เพราะนอกจากนายสมัครจะแสดงตนเป็นผู้จงรักภักดีแล้ว เขาก็ยังเกาะกองทัพแน่นด้วยการทำดี และเอาใจทั้งผู้นำทหารไปจนถึงทหารตัวเล็กๆ เลยทีเดียว

ที่ส่อเค้าว่า โผทหารจะตบท้ายแบบ “หยวน หยวน” มากกว่าการหักหาญ...

ตีนตะขาบ



เสียดายคนเป็นไม่ค่อยคิด

คอลัมน์ : ขอบฟ้า-หน้ากระจก

ไปทางไหน ใครก็บ่นเบื่อความวุ่นวายทาง การเมือง ทางเศรษฐกิจ ที่กระทบสังคมโดยรวมอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งก็บ่นกันไปตามเรื่อง ฟังมากเข้าเกิดคำถามขึ้นในใจว่า รากเหง้าแห่งความวุ่นวาย นั้นมาจากอะไร เราเป็นชาวพุทธที่ถูกสอนให้หาต้นเหตุของความทุกข์ให้เจอเสียก่อน แล้วจะพบหนทางดับทุกข์ได้เอง

สัปดาห์ที่แล้วมีเรื่องดีกับเรื่องร้ายเข้ามากระทบโดยตรง กระทบจนรู้สึกได้ถึงประโยชน์ของคำสอนในพระพุทธศาสนา หากไม่เกิดสองเรื่องนี้ขึ้นพร้อมกัน ก็น่าจะยังคิดอะไรไม่ได้

เรื่องดีและเรื่องร้ายมาในวันเดียวกัน ในสถานที่ใกล้เคียงกัน ใกล้จนเปรียบเทียบเห็นความสว่างที่ไม่อาจจะเรียกขานว่า ได้ดวงตาเห็นธรรม แต่ก็ใกล้เคียง

เรื่องดี น้องสาวคลอดหลานชายคนแรกให้ตายาย และลุงที่ยังโสดสนิท เด็กออกมาน่ารัก อ้วนจ้ำม่ำ ใครมองเด็ก ไม่น่ารักเห็นจะต้องเช็กอารมณ์ ทัสนคติตัวเองเสียใหม่ ผมมองแกดิ้นบิดตัวไปมาเหมือนหนอนตัวเล็กเพิ่งจากใยไหม ออกมาดูโลกภายนอก สองตายังหลับพริ้ม อดมองไปถึงอนาคตของคนรุ่นเขาว่าจะต้องพบเจออะไรบ้าง บ้านเมืองที่เขาอุตส่าห์ตั้งใจมาเกิด จะเป็นเช่นไรในอีกสิบ-ยี่สิบปีข้างหน้า จะยังคงเป็นฝักฝ่ายต่อสู้ทางความคิด ยึดความเห็นตัวเองเป็นใหญ่ หรือกลับไปสมัครสมานสามัคคีร่วมกันพัฒนาชาติเมืองให้เจริญรุดหน้าเทียบนานาอารยประเทศ

หลานชายตัวน้อยกำสองมือแน่น เหมือนกับจะบอกว่า พร้อมที่จะกำโลกใบนี้ไว้ในกำมือ หรือมนุษย์ทุกผู้คนบนโลกนี้ เกิดมาเพื่อเอา เพื่อไขว่คว้าทุกสิ่งอย่างไว้ในกำมือตนเองเท่านั้น กำลังคิดเพลิดไปน้องสาวตื่นขึ้นมาบอกว่า “พี่ช่วยตั้งชื่อเพราะๆ มีความหมายให้หลานด้วยนะ เอาที่เป็นสิริมงคล เรียนเก่งสติปัญญาดี โตขึ้นร่ำรายมีหลักทรัพย์นะ”

ผมได้แต่อมยิ้ม พยักหน้ารับปากน้องสาว มองทั้งน้องสาวทั้งหลานด้วยความอิ่มเอมเอ็นดู ชีวิตแรกเกิดล้วนน่าชื่นใจ ปลาบปลื้มเช่นนี้เอง มิน่าพ่อแม่ พี่น้องต่างรอคอยด้วยความตื้นเต้นยินดี หวังว่าเขาจะมาเป็นเพื่อนร่วมสุข ไม่มีใครมองเห็นทุกข์ที่แอบซ่อนอยู่ทุกก้าวย่างของแต่ละชีวิต

ผมเอ่ยปากลาน้องสาว น้องเขย บอกเขาว่าจะไปเยี่ยมป้าที่อาการเพียบหนัก ในอีกตึกหนึ่งของโรงพยาบาล น้องสาวหน้าสลด เพราะได้ข่าวจากญาติที่วนเวียนเยี่ยมทั้งคนเกิดและคนเจ็บ เราสองคนเคยกินนมป้ามา เพราะแม่ไม่มีน้ำนม ป้ากับแม่มีลูกปีเดียวกัน เหมือนคนบ้านนอกสมัยนั้นทั่วไป ที่ยินดีต้อนรับทุกชีวิตที่จะมาอาศัยท้องเกิด โดยไม่กีดกันด้วยกลวิธีเยี่ยงคนสมัยนี้

เดินข้ามตึกไปอีกฟาก ยังไม่ทันถึงห้องคนไข้พิเศษ ลูกสาวป้าบอกหมอย้ายแม่ไปห้องไอซียู ตั้งแต่เช้า ยังสาวเท้าไม่ถึงหน้าห้องเสียงร้องไห้ระงมดังสวนออกมานอกห้อง เห็นญาติพี่น้องหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตา เดินเข้าไปกราบตรงกลางอกป้า อกนี้เคยสงเคราะห์น้ำนมหล่อเลี้ยงชีวิตเรามาเหมือนกัน กล่าวขอขมาอภัยในสิ่งที่อาจจะทำให้คนตายขัดข้องหมองใจเป็นครั้งสุดท้าย

ผมเดินเลี่ยงออกมานอกห้องไอซียู มองไปยังญาติคนไข้อื่นทั้งที่รู้จัก และไม่รู้จัก หาคนสดชื่นไม่เจอ หน้าเศร้า สายตาไร้ความแช่มชื่น มีแต่ความวิตกกังวล บางคนลุกลี้ลุกลนทุกครั้งที่หมอและพยาบาลผ่านมา ที่กล้าหน่อยเดินเข้าไปถามอาการคนไข้ หมอเองคงอึดอัด หรือรำคาญที่จะบอกส่งเสียงอู้อี้ผ่านผ้าคาดปากแล้วจากไป

ไม่น่าเชื่อว่าเพียงข้ามตึกมาอีกฟาก บรรยากาศจะต่างกันราวสวรรค์กับนรก ตึกที่ต้อนรับการเกิดทุกสีหน้าเปื้อนยิ้ม อิ่มด้วยความหวัง พูดจาสนทนาถึงอนาคตอันสดสวย มีแต่เสียงยินดีปรีดาต้อนรับชีวิตอย่างวาดหวัง บันเทิงใจ

ผมนั่งไปกับรถโรงพยาบาล มองหน้าร่างที่ไร้วิญญาณของป้าผู้มีพระคุณ เหมือนจะตราตรึงซึมซับไว้เป็นครั้งสุดท้าย เจ้าของร่างนี้มีน้ำใจกับทุกคน ชอบช่วยเหลือเฟือฟายคนตกทุกข์ได้ยาก ใครเอ่ยปากไม่เคยขัดมากน้อยอนุเคราะห์ด้วยเมตตา

ถึงวัดจัดแจงตระเตรียมรดน้ำศพ ญาติผู้ใหญ่ช่วยลุงสัปเหร่อ จับมือป้าออกมาที่พานรอรดน้ำ สองมือเจ้าของที่นากว่า 80 ไร่ ห้องแถวให้เช่าในตลาดอีก 40 ห้อง ที่นับเงินมาไม่น้อยกว่าใครในย่านนี้ แบออกอย่างยอมจำนน ไม่ขัดขืน ประหนึ่งจะบอกเป็นปริศนาธรรมแก่ผู้มารดน้ำว่า ฉันยอมแล้ว ฉันไม่สามารถนำอะไรติดตัวไปได้สักอย่างเดียว ดูมือฉันซิว่างเปล่า แม้แต่น้ำที่รดลงมาก จะเอามาลูบหน้าตัวเองเหมือนเมื่อสงกรานต์ยังไม่ได้

ลุงสัปเหร่อหยิบมีดหมอออกมาฟันที่ของโลงเบาๆ ถามชื่อออกมาดังๆว่า นี่ โลงใคร ลูกหลานรวมทั้งผมด้วยที่พอรู้พอเห็นพิธีพื้นบ้านนี้มาบ้าง ร้องตอบออกไปดังๆ พอกันด้วย ชื่อ นามสกุลคุณป้า สามครั้ง เป็นอันจบ ช่วยกันยกร่างไร้วิญญาณท่านใส่โลง รอพระมาสวด และทำพิธีฌาปนกิจ ในอีกห้าวันข้างหน้า

ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง มีความตายเป็นที่สุด ไม่มีใครหลีกหนีพ้น เมื่อเกิดขึ้นมามีอะไรมาด้วยเจ้า มีแต่คิดจะเอากันเท่านั้น ที่ขัดแย้งชิงดีชิงเด่น เอาเป็นเอาตายกันทุกวันนี้ บางคนอายุจะ 90 อยู่ร่อมร่อ หากนึกถึงความตายบ้าง เหตุการณ์บ้านเมืองคงไม่รุนแรงขมึงเกรียวเช่นนี้

ขณะที่ลุงสัปเหร่อ ร้องถามชื่อว่า นี่โลงใคร ผมอดคิดถึงคำพูดน้องสาวที่ขอให้ตั้งชื่อหลานไม่ได้ ผมจะตั้งชื่ออย่างที่น้องสาวขอ เพื่อให้วันหนึ่งสัปเหร่อ เอามีดฟันโลง แล้วร้องถามทั้งที่รู้ว่า นี่โลงใคร ไปอีกนานเท่าไร.

ปิดตำนานงู

คอลัมน์ : คัดท้าย

คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้จำคุก นายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นเวลา 10 ปี และหากยังหนีหมายจับก็ให้มีอายุความ 15 ปี ซึ่งคำพิพากษาที่ออกมาเป็นไปตามความคาดหมายล่วงหน้า ตั้งแต่ นายวัฒนา อัศวเหม หลบหนีออกนอกประเทศ ไม่ไปฟังคำพิพากษา เมื่อศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาเมื่อเดือนที่แล้ว

คำพิพากษาที่ออกมา ถือว่าปิดฉากชีวิตทางการเมืองของ นายวัฒนา อัศวเหม และปิดตำนานงูเห่าไปพร้อมๆ กัน

วันนี้ผมขอย้อนตำนานงูเห่ามาเล่าใหม่ เพราะผู้ตั้งฉายาเรียกขานให้ นายวัฒนา อัศวเหม เป็นงูเห่า คือ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบันนั่นเอง

เรื่องของเรื่องเกิดมาจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ได้แสดงสปิริตที่หาได้ยากจากคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย นั่นคือ การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง โดยมีกระบวนการม็อบสีลมที่มีปีศาจคาบไปป์บงการจัดชุมนุมขับไล่

เพราะปีศาจคาบไปป์นั้นรู้เต็มอกว่า พล.อ.ชวลิต นั้นเป็นคนอย่างไร โดยเฉพาะสปิริตนั้นมีอยู่เต็มเปี่ยมในหัวใจ ดูได้จากการลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เพื่อมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกแทน

ต่อมาถูก ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย กระแนะกระแหนกล่าวหาว่า คุณหญิงหลุยส์ หรือ คุณหญิงพันธ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยาของ พล.อ.ชวลิต ทำตัวเป็นตู้ทองตู้เพชรเคลื่อนที่

ทำให้ พล.อ.ชวลิต โกรธเลือดขึ้นหน้า ตามภาษาท้ายรถสิบล้อที่ว่า “ด่าพ่อด่าแม่พอคบ แต่ด่าเมียที่เคารพคบไม่ได้” จึงได้ลาออกทันทีในขณะที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ กำลังจะออกจากบ้านซอยราชครูไปขึ้นเครื่องบินที่ บน.6 เดินทางไปเยือนประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

นี่แหละที่ทำให้ปีศาจคาบไปป์เดินเกมประท้วงกดดันให้ พล.อ.ชวลิต ลาออก ซึ่งได้ผลตามแผนที่วางไว้ทุกประการ ส่งผลให้พรรคร่วมรัฐบาลเดิมในขณะนั้น กับพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเกมชิงจัดตั้งรัฐบาล โดย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้นเป็นแม่ทัพใหญ่ มีปีศาจคาบไปป์คอยเป็นที่ปรึกษาอยู่กับคนที่บ้านในซอยหมอเหล็ง

พล.ต.สนั่น ได้ใช้ความเป็นลูกผู้ชายไม่ได้ดูกันที่นุ่งกางเกง สามารถไปดึงพรรคกิจสังคมที่มี นายมนตรี พงษ์พานิช เป็นหัวหน้าพรรคในขณะนั้น มาจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ พล.อ.ชวลิต เพิ่งลาออกไป แต่เสียงยังไม่มากพอที่จะตั้งรัฐบาลให้มั่นคงได้

พรรคประชากรไทย ที่มี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค และเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พล.อ.ชวลิต จึงเป็นเป้าหมายที่ เสธ.หนั่น หมายตาไว้ แต่นายสมัครไม่ยอมร่วมสังฆกรรมกับพรรคประชาธิปัตย์

แม้นายสมัครจะปฏิเสธร่วมสังฆกรรมกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ ส.ส. ในกลุ่มของ นายวัฒนา อัศวเหม หรือกลุ่มปากน้ำ ซึ่งเพิ่งมาสังกัดพรรคประชากรไทย หลังจากระเหเร่ร่อนออกมาจากพรรคชาติไทย กลับแสดงอาการอยากจะร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องได้คุมกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านนั่นเอง โดยให้ นายยิ่งพันธ์ มนะสิการ ที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นรัฐมนตรีต่อไป

เมื่อ เสธ.หนั่น จัดให้ตามคำขอที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ นายวัฒนาจึงพา ส.ส. กลุ่มปากน้ำ แหกมติพรรคประชากรไทย ไปร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนให้ นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ทำให้นายสมัครเปรียบตัวเองเป็นชาวนาที่รับ ส.ส. กลุ่มปากน้ำมาเข้าพรรคเป็นพวกงูเห่า เหมือนในนิทานอีสปเรื่อง ชาวนากับงูเห่า

ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ นายสมัคร สุนทรเวช ก็แทบจะพบกับประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เมื่อ นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มี นายวัฒนา อัศวเหม เป็นประธานที่ปรึกษาฝ่ายสนันสนุนเงิน ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และประกาศจะถอนตัวจากรัฐบาล โดยแถลงข่าวว่าเป็นมติพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างจากที่กลุ่มงูเห่าเคยแว้งกัดชาวนาที่ชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช และยืนยันว่า พฤติกรรมที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นขบวนการงูเห่า แต่เป็นงูจงอาง ซึ่งร้ายกาจกว่างูเห่าหลายเท่า

ด้วยเหตุนี้แหละที่ทำให้ ดร.มั่น พัธโนทัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ซึ่งเป็นคนสนิทของนายวัฒนาและเป็นหนึ่งในขบวนการงูเห่า อยากจะลองพลังกับงูจงอางอย่าง นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นงูเห่ากลับใจที่เคยแว้งกัดชาวนามาก่อน จึงขอร่วมกับรัฐบาลต่อไป

ทำให้งูจงอาจต้องเลื้อยเข้ารกเข้าพงไปอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ไร้ญาติขาดมิตร เกร็ดถลอกปอกเปิด ไร้ความน่ากลัว รอวันเวลาที่ชาวนาจะจับไปถลกหนังทำลาบก้อย เพื่อปิดตำนานงูการเมืองไปพร้อมกัน อาจจะส่งผลให้งูหมดไปในแวดวงการเมือง จะได้ไม่ต้องพะวงว่างูจะขึ้นไปเลื้อยอยู่บนหัวนักการเมืองอีกต่อไป

พิธาน คลี่ขจาย



มวยล้มต้ม...ดู

คอลัมน์ : คุยเฟื่องเรื่องเศรษฐกิจไทย

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ฉบับนี้ขอบรรยายเกี่ยวกับปัจจัยข้างเดียวที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางเศรษฐกิจเสียหน่อยครับ เพราะมีอยู่หลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้นแบบว่าจงใจกระทำ แต่อ้างว่าอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องของความคิดบ้าง บางครั้งก็เกิดขึ้นแบบไม่ได้ตั้งใจบ้าง เพราะคิดไม่ถึง หรือไม่ก็ไม่มีสัญญาณใดๆ บอกเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์นั้นๆ หรือบางครั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังจะทำอะไร สิ่งที่ได้กระทำไปนั้นไม่ว่าจะด้วยจงใจหรือไม่จงใจก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่มีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนไทยทั้งนั้น ผู้เขียนก็ขอเริ่มจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

1.ปัจจัยทางด้านการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา มีผลต่อตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก อาทิ การประกาศลี้ภัยทางการเมืองของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยเหตุผลมากมายหลายร้อยเหตุผลเพื่อสยบกำลังต้านของฝ่ายตรงข้าม เป็นเหตุให้ตัวเลขดัชนีตลาดหลักทรัพย์ดีดตัวขึ้นกว่า 700 จุด ซ้ำยังได้สร้างความประหลาดใจให้แก่นักลงทุนทั้งไทยและทั้งเทศเลย หลายๆ คนก็รับทรัพย์กันถ้วนหน้า แต่ที่แน่ๆ ไอ้คำว่า มวยล้มต้มคนดู ก็ปรากฏขึ้นให้เห็นในกรณี Gang of 4 ที่ประกอบไปด้วย คุณสมัคร สุนทรเวช คุณธีรพล นพรัมภา คุณเนวิน ชิดชอบ คุณสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ทั้ง 4 คนตั้งป้อมจัดการบริหารการจัดโผรัฐมนตรีอยู่ที่ตึก King Power

โดยที่มีกระแสข่าวออกมาว่าทั้ง 4 คนนั้นทำท่าว่าจะเป็นกบฏต่อนายใหญ่ และกระแสข่าวก็หนาหูไปเรื่อยๆ ในเวลาเดียวกันก็มีกลุ่ม ส.ส. พรรคพลังประชาชน กลุ่มอีสานพัฒนา ก็ออกมาแถลงข่าวถล่มกลุ่มคนเนรคุณกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจะแฉเรื่องสกปรกต่างๆ ที่เกี่ยวกับการโกงกิน จนแย่งพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่งได้ทุกฉบับ ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับพรรคพลังประชาชน (ผู้เขียนหมายถึงประชาชนที่เป็นแนวร่วม) ก็โห่ร้องดีใจ และฝ่ายที่เป็นแฟนคลับของพรรคพลังประชาชนก็มีสีหน้าห่อเหี่ยวไปตามกัน แต่ก่อนหน้านี้ แฟนคลับของทั้ง 2 กลุ่มตีกันเกือบตาย

ทั้งที่อุดรธานี และบุรีรัมย์ จนเป็นเหตุให้หลายๆ คนต้องไปนอนโรงพยาบาล บางคนถูกจับไปนอนเล่นที่โรงพัก สื่อทุกชนิดตีแผ่เรื่องราวการทะเลาะกันของคนไทยไปทั่วโลก งานนี้เสียหน้าเป็นอย่างมากสำหรับเรื่องความสามัคคี ท้ายที่สุดสื่อก็จับได้ว่าหนังสือแถลงการณ์ดังกล่าวมีเบอร์โทรศัพท์มาจากกรุงเทพฯ นี่เอง ไม่ได้มาจากอังกฤษโดยตรงอย่างที่ทุกคนรอคอย หมายความว่า เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการวางแผน ที่วางไว้ก่อนล่วงหน้าทั้งสิ้น และการที่ตลาดหุ้นกระเตื้องขึ้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเกินความคาดหมายครับ ผู้เขียนประเมินว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์นี้รับทรัพย์อันเนื่องมาจากราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น และมากพอที่จะเก็บไว้เผื่อเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างน้อยก็ค่าใช้จ่ายสำหรับ ส.ส. 30-50 คน ก็แล้วกัน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการแถลงข่าวลาออกจากการร่วมรัฐบาลของหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นี่ก็เป็นเรื่องของมวยล้มต้มคนดูเหมือนกันครับ ที่ว่าอย่างนั้นก็เพราะว่า วันที่ นายสุวิทย์ คุณกิตติ แถลงข่าวประมาณ 17.00 น. ว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ไม่กี่ชั่วโมงถัดมามีการรวมกลุ่มของแกนนำที่ไม่เห็นด้วยกับคำแถลง ก็ออกมาตอบโต้บอกว่าไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่หัวหน้าพรรคพูด พอถึงเที่ยงคืนสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ พรรคเพื่อแผ่นดินยังร่วมเหมือนเดิม

สุดท้ายหัวหน้าพรรคก็ยังเป็นหัวหน้าพรรคเหมือนเดิม ณ ปัจจุบัน เพียงแต่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีเท่านั้นเอง ท่านผู้อ่านครับ ผลจากการกระทำครั้งนี้จะด้วยความตั้งใจหรือความหวังดีก็แล้วแต่ครับ ดัชนีในตลาดหลักทรัพย์ตกครับ ความเชื่อมั่นของประชาชนในชั่วขณะนั้นหดหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะคำแถลงครั้งนี้อาจจะนำไปสู่ชนวนของความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น เพราะมีแนวร่วมคัดค้านการเป็นรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนเพิ่มขึ้น

2.ปัจจัยการบริหารเรื่องพลังงาน วันนี้ดูเหมือนสับสนมากๆ เลยครับ ฟากกระทรวงพลังงานซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลเรื่องพลังงานโดยตรง ส่งผ่านมายัง ปตท. ที่รัฐบาลถือหุ้นมากที่สุด วันนี้เรามีพลังงานทางเลือกทั้ง LPG CNG ก๊าซโซฮอล์ E10 E20 E85 และไบโอดีเซล B5 แต่นโยบายก็ยังไม่ชัดเจนสักอย่างเลยครับ เหมือนกับเปิดหัวแล้วเรื่องที่เหลือประชาชนไปทำเอาเอง เหมือนๆ กับลอยแพนั่นแหละครับ

เริ่มจากเรื่องของมวยล้มต้มคนดูเรื่อง LPG และ CNG ก่อนครับ รัฐบาลต้องการส่งเสริมการใช้ CNG มากกว่า LPG สำหรับภาคขนส่ง แต่ในเวลาเดียวกันกลับไม่ได้สร้างความสะดวกในการใช้งานให้แก่ประชาชนเลย วันนี้ใครก็ตามที่เลือกใช้ CNG ในการเติมรถยนต์แทนน้ำมัน ทุกคนช้ำใจหมดครับ เพราะเวลาก๊าซหมดต้องไปรอต่อคิวกันเป็นชั่วโมงๆ ครับ ด้วยเนื่องจาก CNG เวลาเติมแล้วจะทำให้รถวิ่งได้เพียงครึ่งเดียวของการเลือกใช้ระบบ LPG

ดังนั้นจึงทำให้ผู้ใช้ CNG ต้องวิ่งเข้าเติมรถบ่อยกว่ารถยนต์ที่ใช้ LPG และแถมเวลาเติม LPG ไม่ต้องรอ ไม่ใช้เวลานาน ปั๊มที่จะให้บริการมีมาก กระจายไปทั่ว ไม่ต้องเป็นของ ปตท. อย่างเดียว มันเป็นเรื่องแปลกแต่จริงครับ ในเมื่อ ปตท. บอกว่าจะเป็นผู้ให้บริการ CNG แต่เพียงผู้เดียวด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผู้เขียนในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็พอรับได้ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านก็ต้องเร่งบริการ CNG ให้ทั่วถึงให้ได้ คนเขาจะได้กลับมาเติม CNG ตามนโยบาย แต่ที่ไหนได้การขยายปั๊มก็ล่าช้า แถมขยายน้อยเสียอีก คำถามก็คือในเมื่อทำไม่ทันแล้วทำไมไม่กระจายให้เอกชนเขาช่วยทำด้วย หรือเห็นแก่ผลประโยชน์ของบริษัท ปตท. เป็นตัวตั้ง แล้วผลประโยชน์ของประชาชนมาทีหลัง นโยบายและปากของผู้บริหารก็พูดว่า ปตท. เป็นของประชาชน แต่ทำไมวิธีปฏิบัติออกมาเป็นแบบนี้ หรือมีผลประโยชน์อะไรปิดบังซ่อนเร้นอยู่ จึงทำให้ประสิทธิภาพของการสนับสนุนการใช้ CNG มันไม่มีประสิทธิภาพเลย ปล่อยให้ชาวบ้านเขามีความหวังแล้วก็เป็นความหวังที่มากพอที่จะรอให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ

ในส่วนของก๊าซโซฮอล์ ตกลงว่าจะเป็น E85 จริงหรือเปล่า เพราะคนกว่า 40 ล้านคน ที่เป็นเกษตรกร กำลังรอความหวังจากการส่งเสริมการใช้อยู่ในขณะนี้ ผู้เขียนหมายถึงชาวไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย เขาก็รอความหวังของนโยบายนี้อยู่ ท่านผู้อ่านครับ ตั้งแต่น้ำมันแพงมานี่ผู้เขียนเห็นว่ามีหลายชีวิตมีคุณภาพชีวิตลดลง แต่อีกกว่า 40 ล้านคนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นครับ เพราะราคาพืชผลการเกษตรได้ราคางามกันถ้วนหน้า พอได้ใช้หนี้ใช้สินกัน ดังนั้นพวกเราคนไทยต้องมีส่วนเลือก ตัดสินใจเลือกว่าจะทำอย่างไร เลือกตั้งครั้งหน้าเกษตรกรและประชาชนคนไทยครับ ถ้าพรรคการเมืองใดเสนอ E85 เป็นวาระแห่งชาติขอให้ช่วยกันเลือกเลยครับ เพราะแนวโน้มน่าจะช่วยส่งเสริมให้คนจนของไทยลดลง อย่างน้อยก็ขายพืชผลได้ราคาครับ

ส่วนเรื่องการลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ จะมีผลต่อโรงกลั่นน้ำมันช่างหัวมัน ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของธุรกิจเถอะครับ เพราะมีคนอยู่ไม่กี่คนได้รับผลประโยชน์ แต่ที่รู้ๆ นโยบายสนับสนุน CNG และ E85 ยังเป็นนโยบายประแป้งให้หน้าขาว เพื่อต้มคนดูให้ดีใจ

ดร.ญาณกร แสงวรรณกูล



ไม่รู้แล้วชี้อัปปรีย์บ้าน รู้แล้วแกล้งชี้กาลีเมือง

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

คนโบราณสอนนักสอนหนาว่า “ไม่รู้อย่าชี้” นานไป คำกร่อนเหลือแค่ ไม่รู้ไม่ชี้ หมายความว่า ถ้าไม่รู้ ไม่ชัดเจนในเรื่องอะไร ก็อย่าไปชี้ อย่าไปออกความเห็นเป็นคุ้งเป็นแคว ในที่สุดทั้งคนชี้ ทั้งคนมองไม่ได้ประโยชน์อะไรเสียเวลาเปล่า

นานมาแล้วไปเจอหนังสือเก่าเล่มหนึ่งในห้องคุณพ่อ หน้าปกเขียนว่า “ใครฆ่าสุรพล” รูปประกอบหน้าปก ใครเห็นก็รู้ว่าเป็น ราชาเพลงลูกทุ่งสุรพล สมบัติเจริญ ความที่ชอบเพลงเก่า และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ หยิบมาอ่านรวดเดียวจบ อ่านเสร็จก็รู้ตัวว่าถูกหลอกเป็นรุ่นที่สอง พ่อเองก็น่าจะถูกหลอกเหมือนกัน เพราะเนื้อหาในหนังสือนอกจากไม่ได้บอกว่าใครฆ่าแล้ว ยังมีหน้ามาถามคนอ่านตามชื่อเรื่องว่า ใครฆ่าสุรพล

ไม่ได้โกรธคนเขียนสักนิด ออกจะขำๆ ด้วยซ้ำว่าเข้าใจตั้งชื่อเรียกความสนใจ ทันเหตุการณ์ในยุคนั้น

นั่น...เป็นกลยุทธ์เรียกเงินจากกระเป๋าคนรุ่นพ่อ ชื่อเรื่องเนื้อหาไม่ได้ชี้อย่างผู้รู้ แต่ถามหาคำตอบจากผู้อ่าน แม้จะค่อนข้างเป็นการตลาด ก็ว่ากันไม่ได้

กรณีเขาพระวิหาร ที่พูดกันจนบ้านเมืองจะบรรลัยวายวอด เพราะชักศึกเข้าบ้านนั้น มีทั้งไม่รู้แล้วชี้ กับรู้แล้วแกล้งชี้ให้เป็นอื่น พวกที่ชี้ทั้งในสภาและนอกสภา พี่น้องประชาชนที่พอมีสติปัญญา จะสังเกตได้เองว่า พวกเขาชี้เพราะต้องการอะไร มีเหตุอะไรอยู่เบื้องหลัง ใครจริงใจกับประเทศชาติและประชาชน ใครหวังประโยชน์จากสถานการณ์ทางการเมืองเพื่อตนเอง และพรรคที่ตนสังกัด

ความจริง ชัดเจนจากปาก เสธ.แดง - พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล คนที่ลงพื้นที่มานานต่อเนื่อง จะว่าเอาหลักเขตแทนหมอนก็ไม่เกินเลยแต่อย่างใด จะช่วยให้ความกระจ่างเรื่องเขาพระวิหาร ชนิดที่อ่านจบ ท่านจะชี้พวกอัปปรีย์บ้าน-กาลีเมืองได้ไม่ผิดตัวทีเดียว



ปัญหาความชอบด้วย รธน.ของผู้ว่าการ สตง.

คอลัมน์ : บทความพิเศษ

รัฐธรรมนูญมาตรา 252 ได้บัญญัติไว้ว่า การสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน 7 คน ให้ดำเนินการโดยคณะกรรมการสรรหาจำนวน 7 คน ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกหนึ่งคน และบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญ่ในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกอีกหนึ่งคน

ซึ่งต้องดำเนินการสรรหาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุทำให้ต้องมีการเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าว และเมื่อสรรหาเสร็จแล้ว ให้เสนอรายชื่อพร้อมความยินยอมของผู้ถูกเสนอชื่อต่อประธานวุฒิสภา โดยต้องมีคะแนนที่ให้เสนอชื่อไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด

ต่อจากนั้น ประธานวุฒิสภาจะต้องเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อลงมติให้ความเห็นชอบผู้ได้รับคัดเลือกภายในสามสิบวัน โดยวิธีลงคะแนนลับ และให้ผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาประชุมเลือกกันเอง ให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เสร็จแล้วประธานวุฒิสภานำรายชื่อประธานกรรมการ และกรรมการตรวจเงินแผ่นดินขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงแต่งตั้ง โดยมีประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งจะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี นับตั้งแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว

ส่วนการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และขึ้นตรงต่อประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนั้น ก็ให้ดำเนินการสรรหาในลักษณะเดียวกัน แต่คณะกรรมการสรรหาสามารถเสนอชื่อต่อวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบได้เพียงคนเดียว และเมื่อวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ประธานวุฒิสภานำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงแต่งตั้ง โดยมีประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่ดำรงตำแหน่ง และใช้อำนาจเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน มิใช่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญมาตรา 252 ที่กล่าวข้างต้น หากแต่เป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนเดียว ซึ่งใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 และยังได้ทำหน้าที่ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดคณะกรรมการสรรหา ส.ว. จำนวน 74 คนด้วย ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 301 ซึ่งบทเฉพาะกาลดังกล่าวเท่ากับเป็นการระงับใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 252 ที่กล่าวข้างต้นไปโดยปริยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องการสรรหา การโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง และวาระการดำรงตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน บทเฉพาะกาลมาตรา 301 ดังกล่าว ก็มิได้บัญญัติให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินดำรงตำแหน่งและใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งทำหน้าที่ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินไปจนกว่าจะครบวาระนับตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ เหมือนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากแต่ได้กำหนดบังคับไว้ว่า “ให้ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 252 ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่มีการแต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ภายหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปครั้งแรกตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”

โดยข้อเท็จจริง ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2551 และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 เพราะฉะนั้น การสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 252 จึงต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2551 เป็นอย่างช้า (นับจากวันที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้รับแต่งตั้ง)

ตกมาถึงวันนี้ ซึ่งเท่ากับระยะเวลาล่วงเลยเกินกว่ากำหนดมาแล้วกว่า 50 วัน แต่ก็ยังไม่ปรากฏสัญญาณหรือความเคลื่อนไหวในทางใดทางหนึ่งว่า ได้มีการเริ่มกระบวนการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเลย ไม่ว่าจะเป็นในขั้นตอนใด

ขณะที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 12 ก็ยังคงใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามประกาศ คปค. ฉบับดังกล่าว และทำหน้าที่ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 301 อยู่ต่อไป

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเกิดคำถามซึ่งกระทบต่อกระบวนการตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด และต่อความเป็นไปของบ้านเมือง 2 ข้อ ดังต่อไปนี้

ข้อแรก ในเมื่อกำหนดระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดบังคับไว้ให้ดำเนินการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ภายใน 120 วัน ได้ล่วงพ้นไป ซึ่งเท่ากับว่าได้มีการกระทำความผิดต่อรัฐธรรมนูญขึ้นแล้ว ถามว่าผู้ใดหรือองค์กรใดจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำดังกล่าว?

ข้อสอง (ซึ่งอาจจะสำคัญกว่าข้อแรก) นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ครบ 120 วัน อันเป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลมาตรา 301 เป็นต้นมา ในทางนิตินัยแล้ว จะถือว่าประเทศไทยไม่มีทั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ที่จะใช้อำนาจและทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 252 มาตรา 253 และมาตรา 254 ได้หรือไม่? ขณะเดียวกัน การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

ซึ่งใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมาตลอด และต่อเนื่องจนถึงหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ต้องสิ้นสุดลงโดยปริยายหรือไม่? และถ้าต้องสิ้นสุดลง ก็ย่อมหมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้ดำเนินการไป ทั้งในฐานะผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ต้องตกเป็นโมฆะไปทั้งหมดหรือไม่? และถ้าต้องตกเป็นโมฆะไป ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น?

คำถามสำคัญทั้ง 2 ข้อนี้ แน่นอนที่สุด ผู้ที่มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดเห็นจะมีแต่ศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ผู้ใดหรือองค์กรใดจะเป็นผู้เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา

เห็นทีจะต้องใช้บริการของ ส.ว. สรรหา 74 คน แล้วกระมัง ที่จะเข้าชื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของผู้ว่าการ สตง. ในฐานะที่ใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และทำหน้าที่ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดคณะกรรมการสรรหาที่ทำคลอด ส.ว. ทั้ง 74 คน ออกมานั่นแหละ

จะให้คณะกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชาชน เข้าชื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เดี๋ยวก็จะหาว่าเขามีอคติ เนื่องจากเป็นคู่ปรปักษ์กันมาก่อน

ให้ ส.ว. สรรหาเข้าชื่อกันเสนอนั่นแหละ เป็นดีที่สุด

คณิน บุญสุวรรณ



“ฮี่โธ่! ไม่ซื่อ...อย่ามาสอน!!!”

คอลัมน์: บทความพิเศษ

...ท่านผู้อ่านที่เป็นแฟนของ “วาทตะวัน สุพรรณเภษัช” สามารถจองซื้อหนังสือ “เหี้ยส่องกระจก ถึงจุดจบรัดทำมะนวย” และหนังสือเล่มอื่นๆ ของ “นักเขียน-มิลเลี่ยนคลิก” ผู้นี้ ได้ที่ vattavan.com...

ระยะนี้มีข่าวแพร่หลายออกสู่สาธารณะ เกี่ยวกับเรื่องความพิกล น่าสงสัย เกี่ยวข้องกับ “ความซื่อสัตย์สุจริต” ของบุคคลที่อยู่ในภาครัฐ บ้างก็มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการเงินของชาติ มีพฤติกรรมที่ทำให้ผู้คนไม่ไว้วางใจ เช่น ให้ลูกชายแบกเงินสดหลายล้านไปซื้อที่ดิน ปลูกบ้านยังกับวัง ชาวบ้านพากันนินทากันให้หึ่งไปว่า

คนอย่างนี้ จะเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ตามภาพลักษณ์ ที่ได้แสดงออกกับสาธารณชน แต่เบื้องหลังกลับส่งกลิ่นแรง

ยิ่งกว่า “เป็ดเน่า” เสียอีก!

บางคนหน้าฉากดี เพราะเคยมีฐานะอาชีพสูง เพราะมีหน้าที่ในการตัดสินคดีความ ให้ความเที่ยงธรรมกับชาวบ้าน ปากก็พูดจาแสดงออกให้ชาวบ้านเห็นว่า เป็นผู้มีความตงฉิน แต่แล้วก็มีหลักฐานโผล่ออกมาว่า เมียที่นอนร่วมเตียงอยู่ด้วยกันแท้ๆ ดันไปคดโกงคนสูงอายุผู้ที่เขาสู้อุตส่าห์ไว้วางใจ จนมีเรื่องราวเป็นคดีฟ้องร้อง แล้วศาลก็ตัดสินให้แพ้ความไป

ทั้งสองรายถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อโทรทัศน์ น่าอับอายขายหน้าเป็นที่ยิ่ง ไม่รู้ยังเดินเชิดหน้ากันได้อย่างไรกัน!?

บ้านเมืองของเรามีจุดอ่อนอยู่ตรงที่ คนไทยเป็นคนมีจิตใจดี เชื่อคนง่าย เมื่อรักหรือศรัทธาแล้ว ต่อไปคนที่น่านับถือนั้น ไม่ทำเรื่องเลวทราม หรือมีเหตุระยำตำบอน โผล่ออกมาให้เห็น ก็เปลี่ยนใจว่าคนนั้นไม่ดี หรือเป็นคนเลวกันได้ง่ายๆ

เรื่องของความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งที่ตัวเองมีฐานะใหญ่โต เมื่อเมียไปทำความผิด ผัวก็แอ่นอกรับอย่างสง่าผ่าเผย แบบไม่ต้องเสแสร้ง อยากจะขอยกตัวอย่าง ซึ่งผู้เขียนใช้เป็นเรื่องสอนใจเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นลูกศิษย์รุ่นเยาว์ และเป็นเรื่องจริงที่เล่าขานกันมานมนาน

เรื่องมีอย่างนี้ครับ

ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 เซอร์โรเบิร์ต นอลลีส์ (Sir Robert Knollys) เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่แห่งอังกฤษ ท่านผู้นี้เป็นแม่ทัพที่เกรียงไกร มีฝีมือกล้าแข็งในการรบทัพจับศึก เก่งกาจเหลือกำลัง

ท่านเซอร์แม่ทัพเข้าสู่สนามรบ กรำศึกกับฝรั่งเศสอย่างถึงแก่น ว่ากันว่าทหารเมืองน้ำหอมหวาดกลัวท่านนักหนา ตั้งฉายาว่าเป็น

“ยมบาล!” ขนาดนั้นเลย

สำหรับเส้นสายกับทางราชสำนักนั้น ก็ย่อยเสียเมื่อไรกัน เพราะท่านเป็นพระสหายสนิทยิ่ง ของพระราชโอรสในพระเจ้าแผ่นดินแห่งอังกฤษและเกรต บริเทนทีเดียว

ครั้งหนึ่ง ระหว่างที่ท่านเซอร์ของเราไปราชการสงคราม เลดี้นอลลีส์ ศรีภริยาของท่าน ได้ซื้อที่ดินฝั่งตรงข้ามคฤหาสน์ของท่าน เพื่อขยายเนื้อที่ให้ใหญ่ขึ้น แต่ว่าที่ดินซึ่งท่านซื้อใหม่แม้จะกว้างใหญ่ แต่ดันมีถนนสาธารณะคั่นอยู่ระหว่างที่ทั้งสองแปลง

แม้ถนนหลวงที่คั่นกลางจะเป็นถนนเล็กๆ แต่คุณหญิงท่านก็รำคาญ ที่จะต้องข้ามถนนไปและกลับ ระหว่างบ้านกับที่ดินส่วนขยายในฝั่งตรงข้าม

เลดี้นอลลีส์เลยตัดความรำคาญ ด้วยการสร้างสะพานลอยโค้งคร่อมถนน เพื่อท่านจะได้เดินไปมาระหว่างที่ดินสองแห่งนี้ได้สะดวก โดยไม่ต้องผ่านถนนหลวงเพื่อให้รถม้ามันชน

แค่นี้แหละครับ งานเข้าเลย...

ทั้งนี้ เพราะคุณหญิงท่านสร้างสะพานโดยพลการ ไม่ได้ขออนุญาตจากเทศบาลแห่งมหานครลอนดอนเสียก่อน!

ท่านเองคงไม่เจตนาฝ่าฝืนเทศบัญญัติ เหมือนคุณหญิงคุณนายเมืองที่เรารู้จัก ที่สักแต่ใช้บารมีผัวเบ่ง แต่เลดี้นอลลีส์ทำไปก็เพราะไม่รู้กฎหมายมากกว่า

ร้อนถึงฝ่ายผู้ที่อยู่ในตำแหน่งท่านนายกเทศมนตรี และคณะเทศมนตรี ของนครลอนดอนตอนนั้น ซึ่งรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง ที่ภริยาของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ขนาดนี้ จะมาถือสิทธิพิเศษ เหมือนเมียพวกขี้เบ่งเมืองไทยเรา
ได้อย่างไรกันนะ!?

ดังนั้นคณะเทศมนตรีจึงประชุมกัน ดำเนินเรื่องเพื่อเตรียมฟ้องร้อง ท่านแม่ทัพผู้สามี ทันทีที่ท่านกลับจากราชการสงคราม เรียกว่า

จะฉีกหน้ากันเลย!

พอ เซอร์โรเบิร์ต นอลลีส์ มาถึงประเทศอังกฤษ ท่ามกลางความนิยมชมชื่นของประชาชน แต่คณะเทศมนตรีก็มิได้รั้งรอ ยื่นคำกล่าวหาให้ท่านเซอร์ทราบทันที

ท่านแม่ทัพมิได้โกรธหรือพาลวิวาท กลับยอมรับผิดโดยดี ยอมรื้อสะพาน และยอมให้ปรับ สุดแล้วแต่ทางเทศบาลจะกำหนดมา ท่านตระหนักดีว่า

“การเป็นวีรบุรุษ หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก็ต้องเคารพกฎหมายเช่นเดียวกับสามัญชนคนธรรมดา”

คณะเทศมนตรีรู้สึกประทับใจ และตื้นตันในความมีน้ำใจงาม และความเป็นสุภาพบุรุษของท่านนักรบผู้นี้ จึงปรึกษากันว่าจะปรับโทษพอเป็นพิธี กล่าวคือ

ทุกๆ ปี เซอร์โรเบิร์ต นอลลีส์ จะต้องนำกุหลาบสีแดงสดหนึ่งดอก ต้องเด็ดสดๆ ใหม่ๆ จากสวนที่บ้านของท่านเอง มามอบให้กับนายกเทศมนตรีเป็นค่าปรับที่ภริยาของท่านกระทำความผิดกฎหมายบ้านเมือง แต่การนำกุหลาบมามอบให้กับทางเทศบาลนั้น

จะทำกันเฉยๆ ไม่ได้!

ต้องทำให้ผู้คนในลอนดอนได้เห็นกัน และจะต้องทำกันให้เป็นที่ครึกครื้นด้วย โดยทางคณะเทศมนตรีกำหนดเงื่อนไขในการลงโทษ ดังนี้

ตัวท่านเซอร์แม่ทัพ จะต้องสวมเกราะ และขี่ม้าตัวที่ท่านเคยใช้ขี่ออกศึก และจะต้องเป็นผู้ถือหมอนแพรรองดอกกุหลาบ ที่จะนำไปเพื่อชำระเป็นค่าปรับด้วยตนเอง

ส่วนผู้เข้าขบวนแห่ก็ให้เป็นมิตรสหายสนิทของท่าน และบรรดานายทหารที่อยู่ใต้บังคับบัญชา รวมทั้งผู้คนที่เข้าขบวนแห่ทุกคน ต้องติดกุหลาบแดง 1 ดอกที่อกเสื้อ

ทุกๆ ปีต่อมา ชาวลอนดอนก็ได้ชมพิธีแห่ดอกกุหลาบ ซึ่งเป็นขบวนแห่ที่สวยงามอย่างยิ่งขบวนหนึ่งในรอบปี ชาวเมืองเรียกขานพิธีนี้ว่า เป็น Knollys Rose Ceremony เป็นเครื่องเตือนใจประชาชนให้ทราบทั่วกันว่า

ใครก็ตามที่เป็นพลเมืองอังกฤษ ไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์ มีตำแหน่งใหญ่โต เป็นผู้ที่จะทำประโยชน์ให้ประชาชนคนในชาติเป็นล้นพ้น หรือจะเป็นสามัญชนคนเดินดิน ก็ต้องมีหน้าที่เคารพกฎหมาย และเทศบัญญัติ เท่ากันหมดทั้งสิ้น

เมื่อท่านเซอร์ถึงแก่กรรมแล้ว บุตรหลานของท่านก็รับหน้าที่ทำพิธีแห่นี้ต่อมาหลายร้อยปี จนบุตรหลานภายหลังไม่อยู่ในภาวะที่จะทำได้ บ้านเมืองจึงเข้าจัดทำเพื่อสงวนประเพณีอันดีงามนี้ไว้

แค่อ่านประวัติของแม่ทัพใหญ่ท่านนี้ ผมเชื่อว่า ผู้อ่านทุกท่านจะต้องรู้สึกประทับใจในความเป็นสุภาพบุรุษของท่านกันถ้วนทั่ว

เรื่องดีๆ อย่างนี้ เมืองไทยของเราหากันได้ไม่ง่ายนัก ท่านเซอร์ยอมรับผิด ขอรับโทษทัณฑ์อย่างชายชาติทหาร จนเป็นที่ประทับใจ และเป็นแบบอย่างของคนอังกฤษมาจนกระทั่ง

อยากจะเรียนกับท่านผู้อ่านว่า

เวลาผมเล่าเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์รุ่นเล็กฟัง ก็ได้รับคำถามว่า เมืองไทยของเรา มีนายทหารที่กล้ารับโทษทัณฑ์อย่างนี้บ้างไหม?

ผมบอกว่า “มี” และเล่าให้เด็กๆ ฟังอย่างนี้ครับ...

หลังเหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” ซึ่งกองทัพโคราชเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ นายทหารผู้ร่วมก่อการทั้งหลาย ตกเป็นผู้ต้องหาฝ่ายกบฏ นายทหารคนหนึ่งหลบหนีจากที่ตั้งหน่วย การหลบหนีเป็นไปอย่างเร่งรีบ จ.บุรีรัมย์ ข้ามชายแดนเข้าเขตแดนเขมร นับได้ว่าปลอดภัยจากการจับกุมของทหารฝ่ายรัฐบาล

จะเป็นเวรกรรมหรืออย่างไรไม่ทราบได้ เมื่อนายทหารผู้นั้นสำรวจตรวจดูม้าที่ตนใช้เป็นพาหนะพาตนมาสู่อิสรภาพ ที่อานม้าที่มีถุงเงินเดือนที่จะนำจ่ายให้ทหารโคราช ติดมากับอานด้วย โดยที่ทหารนายนั้นไม่ทราบมาก่อนว่าม้านั้นเป็นของนายทหารฝ่ายการเงิน ทำให้เจ้าตัวต้องคิดว่า จะนำเงินไปคืนดีหรือไม่?

ถ้าเอาไปคืน...แน่ละ จะต้องถูกจับกุมทันที!

นายทหารผู้นั้นใคร่ครวญอยู่เพียงเล็กน้อย ก็ตัดสินใจขึ้นหลังม้า ควบตะบึงเข้าชายแดนไทย มุ่งหน้าสู่โคราชบ้านเอง นำเงินหลวงมาคืน พร้อมกับก้มหน้ารับโทษทัณฑ์ ดีกว่าให้ผู้คนเขากล่าวหาว่า

ยักยอกเงินหลวง!

เป็นที่เล่าขานกัน ถึงเรื่องความซื่อสัตย์ของนายทหารท่านนี้ มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

หากเป็นปัจจุบัน ซึ่งยุคพันธมิตรฯ ยึดมัฆวานฯ ผู้คนอาจคิดว่า ทำไมนายทหารผู้นี้ถึงได้โง่ดักดานปานฉะนี้!

น่าจะเอาเงินหลวง ซึ่งเป็นเงินที่จะต้องจ่ายเป็นเงินเดือนเพื่อนทหาร แล้วอยู่เขมรใช้ชีวิตสบายต่อไป เพราะมีเงินที่บังเอิญติดมา เป็นทุนรองรังอยู่แล้ว

คนในยุคนี้คงคิดกันอย่างนั้น เพราะเรื่องราวฉาวโฉ่ของคนในกองทัพ ในเรื่องการคอร์รัปชั่น ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเห็นตัวอย่างชัดๆ จากสภาโลซกที่เผด็จการตั้งขึ้นมา หลังการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 นั่นไงล่ะ

ได้มีการเปิดโปงในสภาที่ชาวบ้านเขาเกลียดชัง ถึงเรื่องราวของการทุจริต จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในกองทัพ โดยทหารพวกเดียวกันเองนั่นแหละ ที่ขุดขึ้นมาด่ากัน (นัยว่าผลประโยชน์ไม่ลงตัว) จนประชาชนคนไทยที่ได้ดู เห็นคนมีสีในเครื่องแบบต่างเหล่าทัพ เขาโต้เถียงกันเรื่องแย่งกันกินบ้านกินเมือง อย่างเอาเป็นเอาตาย ก็ได้แต่ส่ายหน้า นึกปลงอนิจจัง

ทุกคนรู้สึกสงสารประเทศไทยไปตามๆ กัน!

ดังนั้น เรื่องการจะยอมติดคุกติดตะราง เพราะรักเกียรติแห่งตน โดยไม่ยอมให้คนประณามว่า ยักยอกเงินของแผ่นดินอย่างนายทหารหาญ ที่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน นายทหารปัจจุบันที่ดันมาทำเป็นซื่ออย่างนี้ อาจถูกมองกันว่า
โง่สมบูรณ์แบบไปเลย ก็เป็นได้!

ยุคนี้ คนไทยที่ซื่อสัตย์ และรักเกียรติแห่งตนนั้น เริ่มหายากขึ้นทุกวัน แม้ดูอย่างไอ้คนที่ปล่อยให้เมียไปคดโกงได้ แม้กระทั่งคนแก่ที่ไม่มีทางสู้ คนเป็นผัวซึ่งมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรม มันก็ไม่รู้จักอับจักอาย ยังดันวางท่าลวงผู้คนว่า ตนนั้นเป็นคนซื่อสัตย์ น่านับถือ

ใช่แต่แค่นั้นนะ ยังดันทะลึ่ง ทำมาพูดจาสั่งสอนผู้คนในเรื่องความดีงาม ความซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงธรรม
ชาวบ้านที่ได้ยินเลยหัวเราะกันกิ๊กกั๊ก วิพากษ์วิจารณ์กันให้อื้ออึง คนที่ออกนักเลงหน่อยๆ เขาก็โพล่งออกมาว่า
“ฮี่โธ่!...ไม่ซื่อแล้วยังเสือก...มาสอนกู!!”

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ

บ้านนี้เมืองนี้นั้น ดูเหมือนจะมีแต่ไอ้พวกจะไรจังรัน เต็มแผ่นดินแล้ว!!!

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช



“ประชา” ประกาศรวมตัวสนามหลวง 29 ส.ค.ต้านพันธมิตรฯ

ประชา ประสพดี ประกาศชุมนุมใหญ่สนามหลวง 29 ส.ค ตอกพันธมิตรฯ ไล่ “สมัคร” ไปจะให้ใครเป็นนายกฯ “สนธิ-จำลอง” หรือ “อภิสิทธิ์” ท้าหัวหน้า ปชป.ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ประกาศตัวเป็นนายกฯ

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทปราการ พรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำกลุ่มหาประชาชนร่วมพิทักษ์ประชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีกลุ่มพันธมมิตรประชาชนเพื่อประชาธปิไตย ประกาศชุมนมและเคลื่อนขบวนครั้งใหญ่ในวันที่ 26 ส.ค.เพื่อขับไล่รัฐบาลว่า ต้องถามกลับไปยังกลุ่มพันธมิตรฯ ว่า จะเคลื่อนไหวใหญ่โดยใช้เงื่อนไขใด หากบอกว่าต้องการขับไล่รัฐบาลก็ขอเรียกร้องให้ประกาศตัวมาเลยว่าต้องการสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี ใช่นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯใช่หรือไม่ หรือต้องการสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปตย์ เป็นนายกฯ หากเป็นเช่นนั้นก็ขอให้นำตัวนายอภิสิทธิ์ไปขึ้นเวทีพันธมิตรด้วย

นายประชา กล่าวต่อว่า ทางกลุ่มมหาประชาชนฯ กลุ่มพิราบขาว กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มแท็กซี่ฯ ก็จะจัดชุมนุมที่ท้องสนามหลวงในสัปดาห์หน้าเช่นกัน โดยใช้รูปแบบเวทีรวม ซึ่งจะมีทั้งการจัดซุ้มนิทรรศการและเวทีแสดงความคิดเห็นที่ท้องสนามหลวง เพื่อให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯได้ออกมาเคลื่อนไหว โดยในวันอังคารที่ 26 ส.ค.ตนและแกนนำกลุ่มแนวร่วมต่างๆ จะมีการหารือเป็นการภายในและจะแถลงข่าวอีกครั้ง ก่อนวันชุมนุม คือ วันที่ 29 ส.ค.นี้



Saturday, August 23, 2008

วิชา ระบุ อภิรักษ์ รู้ตัวถูกตั้ง กก.ไต่สวนกรณีรถดับเพลิง

กรุงเทพฯ 23 ส.ค.- “วิชา มหาคุณ” ระบุ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” รู้ว่าถูก ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการไต่สวน กรณีทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิงของ กทม. แต่ไม่ขาดคุณสมบัติ ลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ได้ เหตุยังไม่ถูกชี้มูล

นายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน กรณีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. ให้สัมภาษณ์ กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ทราบว่า ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการไต่สวนนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีดังกล่าว

“ผมไม่ทราบว่า ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ไม่ทราบ เพราะ ป.ป.ช.ได้แจ้งให้นายอภิรักษ์ทราบเรื่องตั้งอนุกรรมการไต่สวนแล้ว และนายอภิรักษ์ได้ทำหนังสือตอบกลับมาว่า ไม่คัดค้านรายชื่อคณะอนุกรรมการไต่สวน” นายวิชา กล่าว

ทั้งนี้ นายวิชา กล่าวว่า ป.ป.ช.ไม่ได้เป็นผู้เพิ่มชื่อนายอภิรักษ์ แต่ชื่อของนายอภิรักษ์ เป็นรายชื่อที่อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการไต่สวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) อยู่แล้ว ป.ป.ช.จึงต้องเรียกมาสอบข้อมูลเพิ่มเติม เพียงแต่ไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาเท่านั้น

ส่วนที่นายอภิรักษ์ ตัดสินใจลงสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. อีกครั้ง นายวิชา กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิของนายอภิรักษ์ การที่ คตส. และ ป.ป.ช.ยังไม่ได้ชี้มูลความผิด จึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และไม่ขาดคุณสมบัติ อย่างไรก็ตาม นายวิชา ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่า เหมาะสมหรือไม่ ที่นายอภิรักษ์จะลงสมัครรับเลือกตั้ง

“ถ้านายอภิรักษ์เชื่อในความบริสุทธิ์ ก็คงไม่มีปัญหา ผมคงไม่สามารถให้ความเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะจะถูกนำไปเชื่อมโยงเป็นประเด็นการเมือง” นายวิชา กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-23 16:03:56

เร่งเคลียร์ตึกชินวัตรฯ ตั้งพรรคเพื่อไทย

สำหรับความคืบหน้าการหาสถานที่ตั้งพรรคเพื่อไทย เพื่อรองรับ ส.ส.พรรคพลังประชาชนหลังจากถูกยุบพรรคนั้น วันที่ 22 ส.ค.ทางแกนนำของพรรคได้เตรียมติดต่อขอเช่าอาคารชินวัตรไหมไทย ย่านถนนพระราม 4 โดยกิจการผ้าไหมชินวัตรที่เปิดจำหน่ายอยู่บริเวณชั้น 1 ได้ขึ้นป้ายลดราคาแบบล้างสต๊อกให้หมดภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ เพื่อเตรียมพร้อมเปิดเป็นที่ทำการพรรคเพื่อไทย ขณะที่นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ส.ส.สมุทรปราการ และเหรัญญิกพรรคพลังประชาชน ในฐานะแกนนำจด ทะเบียนจัดตั้งพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานที่ ทำการพรรคเพื่อไทย โดยใช้อาคารไหมไทยชินวัตรว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาค่าเช่ารายเดือนกับเจ้าของอาคาร เดิมทีค่าเช่าแพงมาก แต่สามารถเจรจาลดลงมาได้ระดับหนึ่ง เพราะพรรคไม่มีนายทุน ความคืบหน้าอยู่ ระหว่างการปรับปรุงอาคารภายใน แต่จะไม่ใช้ทั้งอาคาร จะเช่าเฉพาะบางส่วน ทั้งนี้การตั้งพรรคเพื่อไทยเป็นการเตรียมความพร้อมหากพรรคพลังประชาชนถูกยุบ โดยจะยึดสโลแกนพรรคเหมือนที่เคยประสบความสำเร็จมาในสมัยพรรคไทยรักไทย สิ่งไหนขาดจะปรับปรุง เสริมนโยบายที่ดี

สเปกหัวหน้าต้องมือประสานสิบทิศ

นายสงครามกล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายสุจริต ปัจฉิมนันท์ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย จะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้น มีความเป็นไปได้ แต่เป็นหนึ่งในหลายตัวเลือก โดยคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นหัวหน้าพรรคต้องเข้าได้กับทุกฝ่าย ทั้งข้าราชการ สื่อมวลชน ทหาร เรื่องนี้สำคัญ เพราะเราไม่ต้องการให้บ้านเมืองมีปัญหา อยากกลับมาสู่ความสงบ สมานฉันท์ ผู้สื่อข่าวถามว่า นายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวเลือกขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสงครามตอบว่า นายพายัพไม่เอาแน่นอน เพราะเจ็บและพอกับการเมืองแล้ว ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณคงไม่มาเช่นกัน เนื่องจากทุกคนต่างมีงานยุ่ง อย่างไงก็ตาม พรรคเพื่อไทยจะประชุมใหญ่ภายใน 1-2 เดือนนี้ เพื่อเลือกตำแหน่งคณะผู้บริหาร ตอนนี้มีผู้สมัคร ส.ส. พรรคพลังประชาชนที่สอบตก รวมถึงอดีต ส.ส. ทยอยสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยบ้างแล้ว เรื่องการรับสมาชิกนั้นคงไม่มีเงื่อนไขอะไรมาก ต่างจากการรับผู้สมัคร ส.ส. ต้องคัดเลือกเป็นพิเศษ อย่างน้อยต้องเป็นผู้ที่มีฐานทางการเมือง มีความรู้ ความสามารถ ส่วนนักวิชาการ เทคโนเครตนั้น อาจให้ลงสมัครอยู่บัญชีสองและสาม เหมือนแนวทางที่พรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนเคยทำ

ส.ส.เดินสายแจงชาวบ้านย้ายพรรค

ขณะที่ นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชาชน กลุ่มอีสานพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเตรียมใช้อาคารชินวัตรไหมไทยตั้งเป็นที่ทำการพรรคเพื่อไทยว่า หลังจากได้เข้าพบนายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถือว่าอาคารชินวัตรเป็นตัวเลือกหนึ่ง เป็นสถานที่เราชอบและอยากจะได้อาคารนี้อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ส.ส.พรรคพลังประชาชนหลายคนลงพื้นที่ และได้แจ้งให้ชาวบ้านในพื้นที่ทราบว่าถ้ามีการยุบพรรคพลังประชาชน ไม่ต้องห่วงหรอก มีพรรคเพื่อไทย และชาวบ้านพร้อมที่จะสนับสนุนไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทย


อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ