WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 25, 2008

จับกระแส ‘ยุบ’

แม้จะคาดเดาตัดสินกันไปต่างๆ นานา แต่สุดท้ายก็ไม่วายอยากลุ้นผลการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะส่งเรื่องยุบพรรคพลังประชาชนหรือไม่ในวันที่ 2 ก.ย. อยู่ดี เพราะนี่คืออีกหนึ่งวันที่ต้องบันทึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์

การเมือง ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง หากต้องมีพรรคใดพรรคหนึ่งถูกยุบ! โดยเฉพาะพรรคใหญ่สายตรงอำนาจเก่าที่กลายร่างจาก “ไทยรักไทย” มาเป็น “พลังประชาชน” ซึ่งล่าสุด พลังประชาชนแทบไม่ขอรอลุ้นจะถูกยุบหรือไม่ เพราะมั่นใจชะตาไม่รอดจึงเตรียมย้ายรังใหม่กันอย่างเอิกเกริก ประหนึ่งมั่นใจว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยุบพรรคภาค 2 แน่หากย้อนกลับไปดูสถานการณ์การเมืองครั้งยุบพรรคการเมืองภาค 1 ซึ่งมีพรรคถึง 5 พรรคการเมืองที่ถูกเสนอให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค ประกอบด้วย พรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรค

พัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย2 พรรคการเมืองใหญ่ กับ 3 พรรคการเมืองเล็กวันที่ 30 พ.ค.2550 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตาวินิจฉัยยุบเรียบ 4 พรรคการเมือง ยกเว้น พรรคประชาธิปัตย์ รอดเพียงลำพังณ วันนั้นต้องถือว่าพรรคที่เป็นตัวแปรสำคัญมีเพียง 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ ไทยรักไทยกับประชาธิปัตย์ ซึ่งงานนี้รอด 1 ตาย 1 แต่พรรคใหญ่แค่พรรคเดียว ยังทำการเมืองไทยเปลี่ยน ขณะที่การยุบพรรครอบ 2 ดูยังไงเงื่อนไขความวุ่นวายที่ต้องแก้โจทย์นั้นยากกว่าอดีตแน่นอน ทั้งจำนวนพรรคที่มีมากถึง 4 พรรค ประกอบด้วย พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคเพื่อแผ่นดิน

(พรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอัยการสูงสุดจะเสนอสำนวนยุบพรรคให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหรือไม่ หลังก่อนหน้านี้ได้นำสำนวนกลับมารวบรวมใหม่โดยคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และอัยการสูงสุด ขณะที่พรรคพลังประชาชนรอลงมติโดย กกต. ในวันที่ 2 ก.ย. ว่า ส่งเรื่องยุบพรรคให้อัยการสูงสุดหรือไม่ ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่ระหว่างดำเนินการทำสำนวนส่งให้ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ชี้ขาดการให้ใบแดงเช่นเดียวกับกรณีใบแดงของนายยงยุทธ)

แม้จำนวนพรรคน้อยกว่าภาคแรกไป 1 แต่อย่าลืมว่าแต่ละพรรคที่เข้าชิงครั้งนี้ ล้วนอยู่ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลทั้งสิ้น! แถมยังมีพรรคที่ถือเป็นสถาบันการเมืองอย่างพรรคชาติไทยของ “ผู้เฒ่าการเมือง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย รวมอยู่ด้วยคดียุบพรรคครั้งนี้จึงเล็กไม่ได้แล้ว ยิ่งเมื่อพิจารณาการทำหน้าที่ของ กกต.ชุดปัจจุบัน ภายใต้กฎหมายใหม่ที่ทั้งเข้มทั้งงวดกว่าอดีต โดยเฉพาะมาตราสังหารอย่าง 237 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 103 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. เมื่อนำมาประกอบกับกรณีพลังประชาชนที่ศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง พิพากษาว่าการกระทำของ นายยงยุทธ

ติยะไพรัช อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน มีความสัมพันธ์กับพรรคและให้ประโยชน์กับพรรคชัดเจน ดังนั้น การกระทำดังกล่าวพรรคต้องร่วมรับผิดชอบ
น่าจับตาสุดอีกประเด็น คือ ทีท่า กกต. ตั้งแต่ต้นกระทั่งปัจจุบัน มีทิศทางเดียวกันตลอดว่าไม่มีสองมาตรฐาน ดูตัวอย่างการตัดสินจากพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยได้ จับกระแสยุบพรรคภาค 2 บรรดานักฟันธงทั้งหลายจึงเห็นว่า น่าจะโดนกันถ้วนหน้า ขณะที่สถานการณ์ของนักการเมืองเดาว่าอาจไม่เดือดร้อนมากมายอย่างที่คิด โดยเฉพาะพรรคใหญ่อย่างพรรคพลังประชาชน ซึ่งแสดงตนไม่สนมติ กกต. เพราะได้วางแผนเตรียมการล่วงหน้าเกินผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปแล้วด้วยซ้ำ

คิดการรอบคอบ ข้ามช็อตไปกันขนาดนี้ เพื่อเหตุผลเดียว คือ ป้องกันการเมืองสะดุด อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีเพียงพรรคพลังประชาชนที่ออกตัวเคลื่อนทัพหน้าไปก่อน ขณะที่พรรคขนาดย่อมลงมายังนิ่ง แต่คงเห็นอาการขยับอย่างชัดเจนมากขึ้นเมื่อสถานการณ์จวนตัวกว่านี้สังเกตจากคำเปิดใจของนายบรรหารเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 76 ปี วันที่ 19 ส.ค. เมื่อมีคำถามถึงการเตรียมรับมือยุบพรรคเช่นเดียวกับพลังประชาชนไว้หรือไม่“ยัง แต่ตรงนี้ถือเป็นวิถีทางที่ถูกต้องเขาต้องเตรียมการไว้ก่อน ซึ่งพรรคชาติไทยคงต้องเริ่มคิดว่าต้องทำอย่างไร มันหนีไม่พ้นหากมีการถูกยุบ ในรัฐธรรมนูญเขาก็ให้ย้ายก็คงต้องหาที่ไป”

และเมื่อถามว่า ได้เตรียมพรรคสำรองไว้หรือให้ย้ายไปสังกัดพรรคอื่น
“ยังไม่เริ่มคิด ผมก็ยังไม่รู้ แต่อะไรที่ดีกว่าก็คงจะเอาอย่างนั้น”ถือว่าเริ่มตื่นตัวมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ส่วนเมื่อถึงสถานการณ์จริงแล้วจะลุกขึ้นสู้หรือไม่ หรือเลือกสู้แบบไหน ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเมื่ออย่างน้อยการที่พรรคพลังประชาชนซึ่งเป็นพรรคใหญ่นำร่องเตรียมการไปก่อน ก็ทำให้พรรคขนาดย่อมลงไปนอนใจได้บ้างว่า สุดท้ายหากไม่มีตัวเลือกจริง การย้ายสังกัดพรรคไปอยู่ร่วมกันก็เป็นโอกาสที่รัฐธรรมนูญเปิดทางรอดไว้ให้ สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็น 1 ในกรรมการบริหารพรรค ไม่ถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี สามารถไปเริ่มชีวิตใหม่โดยย้ายสังกัดภายใน 60 วัน หลังต้องคำพรรคถูกยุบพรรค



ล่มจม

“ขอบใจที่เหน็ดเหนื่อยเรื่องการเงินซึ่งเป็นงานหนัก และสามารถปฏิบัติเรื่องการเงินเป็นที่เรียบร้อยไม่ให้บ้านเมืองล่มจม แม้ตอนนี้ใกล้ล่มจมแล้ว ซึ่งอาจใช้เงินไม่ระวัง เพราะใช้เงินไม่ระวัง”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ธนาคารชาติ
ใกล้ล่มจมแล้ว..ที่พระองค์ตรัสนั้น..คงไม่มีใครในประเทศนี้ แผ่นดินนี้ จะไม่รู้สึกดังที่พระองค์ตรัสพสกนิกรแห่งพระองค์ท่านประชาชนแห่งแผ่นดินไทย..มองเห็นความล่มจมที่เด่นชัดอยู่ข้างหน้า แต่ทว่าไร้หนทางที่จะหลีกลี้เงินของแผ่นดินถูกยื้อยุดฉุดหายไปกับอภิมหาโปรเจกต์ของผู้รับเหมา ที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล..หมื่นล้านแสนล้านของหนี้สินที่คณะรัฐมนตรีช่วยกันก่อช่วยกันสร้างอะไรจะสำคัญกว่ากัน..รถบัสแก๊ส 6,000 คันของคนกรุงเทพฯ ราคาแสนล้าน..กับการหาน้ำหาดินให้ประชาชนไปปลูกพืชน้ำมันพืชพลังงาน เอาไว้ใช้และขายให้กับประเทศอื่นๆ

อะไรจะสำคัญกว่ากัน 30,000 ล้าน เพื่อสร้างรัฐสภาใหม่..ทั้งๆ ที่ของเก่าก็ยังใช้ได้..อีกหลายหมื่นล้านสำหรับเครื่องบินขับไล่และรถเกราะล้อยาง..ที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำสงครามกับใคร..และรบไม่ชนะสักทีกับโจรใต้ที่มีแต่มอเตอร์ไซค์กับระเบิด
พระวิหารกับเขาพระวิหารอยู่กับไทยมาแต่โบร่ำโบราณ..แทนที่จะใช้ปืนต้าน มันกลับเอาปืนนั้นย้อนกลับมาจี้หัวคนไทยจะเช่าก็เช่า จะซื้อก็ซื้อ..แต่มันกลับทำเป็นเช่าซื้อให้บริษัทการบินไทยขาดทุนอื้อ ได้ดีแค่ผู้ซื้อคนลงนามจ่ายบ้านเมืองจะไม่ล่มจมอย่างไรไหว..ซีอีโอใหญ่..ประกาศว่า..ขาดทุนไป 5,000 ล้าน กับอัตราแลกเปลี่ยน..

บ้านเมืองจะไม่ล่มจมอย่างไรไหว..เขาซื้อหารถ-เรือดับเพลิงราคาเป็นหมื่นล้าน จ่ายเงินครบไม่ขาดงวดแต่เอามาจอดไว้ไม่กล้าใช้..มีคดีติดกายแต่ยังมาใหญ่ได้ถึงอภิมหาเสนาบดีบ้านเมืองจะไม่ล่มจมอย่างไรไหว..แค่ 8 เดือนของปี..ม็อบกาลี..ทำบ้านเมืองป่นปี้ มันหอบเงินแสนล้านหนี จากนี้อีกไม่นาน เงิน 40 บาทจะแลกได้ไม่ถึงดอลลาร์ พาตลาดหุ้นล่มจมที่ไหนเอ่ย..เอาประเทศเป็นหนูตะเภา..เผาเงิน 800,000 ล้านเป็นเถ้า..ขอโทษแผ่นดินสักคำยังไม่มีขอพระบารมีปกเกล้า..เหล่าข้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พ้นทุกข์พ้นยากจากภาวะบ้านเมืองล่มจม..ขอเดชะพระสยามเทวาธิราช..บ้านจะล่มเมืองจะจม..เพราะสงครามของคนชั่วกับคนชั่ว..ที่อ้างตัวว่าแสนซื่อและแสนดี

พญาไม้


พันธมิตรฯ ยันพรุ่งนี้ไปให้กำลังใจนักเรียนโยธินบูรณะ

กรุงเทพฯ 24 ส.ค. - แกนนำพันธมิตรฯ ยืนยันพรุ่งนี้จะไปให้กำลังใจนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะตามกำหนดการเดิม แต่จะไปไม่มาก และจะวางกำลังไว้ชุมนุมใหญ่วันอังคารนี้

บรรยากาศการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์คืนนี้ (24 ส.ค.) คึกคักเป็นพิเศษ มีประชาชนมาร่วมการชุมนุมจำนวนมาก แกนนำอย่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ขึ้นเวทีประกาศกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่าวันพรุ่งนี้เวลา 10.00 น. พันธมิตรฯ จะไปรวมตัวกันที่แยกเกียกกายเพื่อเดินทางไปให้กำลังใจเด็กนักเรียนโรงเรียนโยธินบูรณะเวลา 10.00 น. ตามกำหนดการเดิมที่วางไว้ตั้งแต่วันศุกร์ ซึ่งวันพรุ่งนี้ (25 ส.ค.) กลุ่มผู้ชุมนุมจะเดินทางไปเพียงเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่จะเตรียมกำลังพลไว้ชุมนุมใหญ่วันอังคาร (26 ส.ค.)

อย่างไรก็ตาม พล.ต.จำลอง เรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางถนนราชดำเนินตลอดทั้งเส้น ถนนอู่ทองใน ราชวิถี ศรีอยุธยา พิษณุโลก และถนนสามเสน เนื่องจากพันธมิตรฯ จะใช้เป็นสถานที่ชุมนุม ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ของวันอังคาร ถึง 12.00 น. ซึ่งจะส่งผลต่อสภาพจราจรในช่วงเวลาดังกล่าว. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-08-24 22:15:28

ลุยสนาม ตามหาผู้ว่า : กกต.ท้องถิ่นจัดเลือกผู้ว่าฯ กทม.

กรุงเทพฯ 24 ส.ค.-การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. มีข้อกำหนดเรื่องการหาเสียง ให้ผู้สมัครต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-08-24 19:26:20



รถส้วมปราบ “พันธมิตร”

คอลัมน์: Cover Story

“เสธ.แดง” ลุย “ลัทธิคลั่งชาติ”
มุ่งเป้าการเมืองจนขาดเหตุผล


พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก หรือ “เสธ.แดง” วิพากษ์เบื้องลึก “ปราสาทเขาพระวิหาร” เป็นการปลุกกระแสคลั่งชาติเพื่อเล่นงานทางการเมืองรัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช” ย้ำพวกต้านการขึ้นทะเบียนเป็นพวกปัญญาอ่อน อายต่างประเทศ เผยไทยเสียดินแดนเขมรตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ยุคสงครามล่าอาณานิคมแล้ว สงสัย ม.190 จะเกี่ยวพันกับทหารออกรบด้วยหรือไม่? เชื่อทหารปฏิวัติยึดอำนาจซี้ซั้วโดยไม่ดูข้างบนไม่ได้ ตั้งคำถามถึง ผบ.สส. ผบ.ทบ. ปล่อยพันธมิตรฯ ย่ำยีศักดิ์ศรีทหารบนเวที ทำไมไม่ล้อมปราบตามกฎหมาย กอ.รมน. จับ 9 แกนนำไปสอบสวนได้ 90 วัน

** อยากให้ เสธ.แดง ได้วิพากษ์เรื่องของกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ที่ว่าไทยเสียดินแดนในปี 2551 นี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
ปราสาทเขาพระวิหาร เหตุที่มันไม่เคลียร์เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคง นักการเมืองไม่แข็ง ไม่ว่าจะเป็น ท่านนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีต่างประเทศ ท่านนพดล หรือแม้แต่กระทรวงการต่างประเทศ กรมสนธิสัญญาและกฎหมายเนี่ย ไม่รู้พื้นที่ หลับตาไม่เห็นภาพความมั่นคง จริงๆ แล้วเขารู้แต่ทฤษฎี ไม่รู้วิธีการอธิบายให้ประชาชนได้เข้าใจ เหตุมันอยู่ที่ม็อบพันธมิตรฯ นั่นเอง ที่ออกมาทำให้รัฐบาลเขาปั่นป่วน แท้จริงแล้วมันมีอะไร เนื่องจากว่าตามสนธิสัญญามันแบ่งออกเป็น 3 ช่วง

ช่วงแรกเลย ช่วงโบราณเราเสียเขมรปี 2410 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ปกครองในปี 2408-2453 ประมาณร้อยกว่าปี 2410 เราเสียเขมรใหม่ คือเขมรที่อยู่ติดกับเวียดนาม พอ 2447 เราเสียเขมรด้านใต้เขาพระวิหารทั้งหมด ถึงอีสานใต้ลงมา เขาเรียกเขมรตัด พอ พ.ศ. 2449 อีก 3 ปีต่อมา เราเสียเขมร คือด้านติดชายแดนทั้งหมดเนี่ย ตรงพระตะบอง เสียมเรียบ ศรีโสภณ เพื่อแลกเมืองจันท์ (จ.จันทบุรี) ต่างๆ คือเราเสียเขมรด้านล่าง พร้อมกับหลวงพระบาง เมืองลาว เพื่อแลกกับเมืองจันท์ เพราะฝรั่งเศสยึดเมืองจันท์ไป 15 ปี พอ พ.ศ.2449 เราต้องเสียเขมรด้านล่าง จบ...หมดเลย สรุปแล้วเราเสียเขมร 3 ครั้ง หมดเลยเขมรทั้งประเทศ

แต่มันมีสนธิสัญญาในการปักเขตแดนว่า เราต้องใช้สันปันน้ำ สันปันน้ำคือสันเขา น้ำตกไหลมาทางซ้าย กับทางขวา ถ้าไปทางซ้ายเป็นของไทย ไปทางขวาเป็นของเขมร อะไรอย่างเนี้ยนะ แต่ปรากฏว่า ในแผนที่ฝรั่งเศสเมื่อทำเสร็จแล้ว ตามสนธิสัญญาปี 2447 และ 2450 หรือ ค.ศ.1904 กับ ค.ศ.1907 เขาไม่ทำตามสนธิสัญญา เขาทำสนธิสัญญาเสร็จปี 2450 คือ 101 ปีพอดี เขาเอาแผนที่มาส่งเมืองไทย 50 ฉบับ เท่านั้นไม่พอ เขามีหลักฐานว่าเราจะขอเพิ่มอีก 15 ฉบับ และคนขอเพิ่มคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คือ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งเป็นพระราชโอรสของรัชกาลที่ 5 จากนั้นเราไม่ได้สนใจอะไรทั้งสิ้น

การที่เรารับแผนที่ฝรั่งเศส ซึ่งมันเป็นอัตราส่วน 1:2 แสน คือ 1 มิลิเมตรแผนที่ เท่ากับ 200 เมตรในภูมิประเทศ แล้วไม่ยึดสันปันน้ำ ตรงเขาพระวิหารมันล้ำเข้ามาในเขตไทย ซึ่งเราเขียนว่า 4.6 ตารางกิโลเมตรเนี่ยแหละ เป็นอันว่าขั้นตอนที่ 1 จบไป...มันเป็นการละลายน้ำไป ประเทศไทยไม่ได้สนใจ นอกจากเขาให้มา 50 ฉบับ ยังขออีก 15 ฉบับ และไม่ได้ทำตามสนธิสัญญาปี พ.ศ.2447 และ พ.ศ.2449 แล้วเอาแผนที่มาให้ปี พ.ศ.2450 โดยที่ไม่คิดตรงสันปันน้ำ แต่กลับคิดข้างใน คือเข้าไป จบไป...นี่คือตอนที่ 1

ต่อไปตอนที่ 2 เวลาผ่านไป ปรากฏว่ามันมีลัทธิคอมมิวนิสต์เกิดขึ้นมา ปี พ.ศ.2460 ประเทศรัสเซียเป็นคอมมิวนิสต์ ที่ปฏิวัติราชวงศ์โรมานอฟ จากนั้น พ.ศ.2492 จีนแดงเป็นคอมมิวนิสต์ 2 ประเทศนี้จับมือกัน เริ่มแผ่อิทธิพลลัทธิคอมมิวนิสต์ ไอ้กัน สหรัฐอเมริกา เป็นหัวเรือใหญ่ เป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย จากนั้นกดดันเอเชีย คือดันไทย สมัยนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงเสด็จเยือนประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่วนสมเด็จสีหนุ ไปเมืองจีน ซึ่งระหว่างที่ไปเมืองจีน เริ่มทะเลาะกับไทย โดยการปิดชายแดนปี 2501 พอหลังจากเขาพระวิหารจบแล้ว สีหนุถูกปฏิวัติ โดย นายพลลอนนอล จากนั้น พอล พต ยึดอำนาจจากนายพลลอนนอลอีกทีหนึ่ง

กลายเป็นว่า สมเด็จฮุนเซน บุกยึดอำนาจพอล พต อีกทีหนึ่ง สมเด็จนโรดมสีหนุ ลอนนอลพอล พต จึงกลายเป็นเขมร 3 ฝ่ายที่หนีมาอยู่ชายแดนประเทศไทย พอรัสเซียล้มจึงกลับไปอยู่ประเทศของตัวเอง

ทีนี้ กลับมาปี พ.ศ.2501 ที่เขมรปิดชายแดนเพราะนิยมจีน พอปิดชายแดนปั๊บ ปี พ.ศ.2502 เขมรร้องศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ว่า เขาพระวิหารเป็นของเขา แต่ทีนี้ประเทศไทยนิ่งเฉยอีก เฉื่อยแฉะไปเรื่อย จนกระทั่งปี พ.ศ.2503 ไปด่าศาลโลกเขาว่า ไม่มีสิทธิ เพราะเป็นศาลที่เขายกเลิกไปตั้งแต่สงครามโลกแล้ว ศาลโลกบอกคุณภาคีเป็นสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ หรือ “ยูเอ็น” เลยเรียกมาขึ้นศาล ถ้าเราไม่ไป...จบ พอเราไป จึงได้มาเรี่ยไรกันคนละบาทสองบาท เลยต้องไป

เขมรกับไทยทะเลาะกันปี พ.ศ.2501 ปี พ.ศ.2502 เขมรยื่นคำขอ ปี พ.ศ.2503 เขมรได้ยื่นคำฟ้องแล้วเราด่าเขา พอปี พ.ศ.2504 เราไปแก้โดยเริ่มส่งสำนวนแก้ ทีนี้ในคำฟ้องมี 3 ข้อเลย 1.เขาพระวิหารเป็นอธิปไตยของกัมพูชา 2.ให้ประเทศไทยถอนกำลัง ทหาร ตำรวจ ออกจากเขาพระวิหาร ซึ่งไปขึ้นเป็นอธิปไตยของกัมพูชา 3.ให้เอาเทวรูปที่ไทยเอาไป เอามาคืน แล้วเอาเทวรูปของเรากลับไป จากนั้นยังมีคำเสริมอีกเยอะแยะ เช่น ตรงนี้เป็นเทวสถาน พระเขมรขึ้นมาจำวัด เรามีปราสาทนครวัด นครธม ต้องเป็นพวกเดียวกัน และตอนฝรั่งเศสไปเยี่ยมเขาพระวิหาร พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ไปเยี่ยมเขาพระวิหาร ปรากฏว่า เราชักธงฝรั่งเศส ซึ่งในรูปยังมีอยู่ อะไรต่างๆ

เราแก้ในส่วนของวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นของขอม เราแก้ละ เราบอกว่า ที่พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 เสด็จไปเขมร ไปชักธงชาติเอง ไม่ได้ทำพาสปอร์ตไปนะ ที่ไปวันนั้นเพราะคนไทยจัดงาน และคนที่เจอเขาพระวิหารคือ พระยาสรรพสิทธิประสงค์ พบปี พ.ศ.2442 ก่อนที่จะมีเรื่องในปี พ.ศ.2447 นอกจากนี้ยังมีเรื่องปิดอ่าวไทย เมืองจันท์ เมืองตราดอีกนะ ต่อมานี่เป็นเรื่องของศาสนาขอม เขมรบอกว่าจะเอาพระไปจำวัดได้ไง ศาสนาพุทธไม่เกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ เทวสถานนี้สร้างในสมัยพระชัยวรมันที่ 1 ประมาณศตวรรษที่ 16 ก่อนกรุงสุโขทัยตั้ง ฉะนั้นไม่เกี่ยวกัน จะมาบอกว่าเป็นของเขมรไม่ได้

พอต้นปี พ.ศ.2504 สู้กันต่อโดยการส่งเอกสารเพิ่มเติม จากนั้น 15 มิถุนายน ฟังคำพิพากษาและเก็บเงินคนละบาท ปลุกระดม จอมพลสฤษดิ์ (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) ถือโอกาสปลุกระดมเรื่องเขาพระวิหาร ทำเหมือน สนธิลิ้ม นะครับ คือใช้ประสาทเขาพระวิหารมาสร้างความชอบธรรมด้านการเมือง ซึ่งเขมรไม่เกี่ยวเลย เขาต้องการขึ้นเป็นมรดกโลกของเขา รัฐบาลพยายามแก้ เอาเป็นว่า เมื่อ 15 มิถุนายน ศาลพิพากษาเลยว่า 1.อธิปไตยเหนือเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ตรงเป๊ะกับข้อที่ขอ 2.ให้ทหารตำรวจออกไปให้หมด จากเขาพระวิหาร 3.ให้เอาเทวรูปมาคืนของเขาพระวิหาร ทั้งหมดคือคะแนน 9:3 แต่ข้อ 3 นั้น 8:4 จบ...มันมีกฎของศาลโลก 2 มาตรา คือ 60 กับ 61 ที่บอกว่า สิ้นสุด ก็คือไม่มีอุทธรณ์ ฎีกา การพิพากษาครั้งนี้ไม่มีอุทธรณ์ ฎีกา เหมือนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองศาลเดียว เหมือนศาลทหาร มาตรา 61 ถ้าสงวนสิทธิ์ต้องภายใน 10 ปี หลังคำพิพากษาของศาลโลก แต่ปรากฏว่าเมื่อมาต่อสู้ในเรื่องการเข้ามรดกโลก จนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง กลายเป็นจะฟ้องเรียกร้องกลับ จะโต้แย้งอะไร ซึ่งมัน “ปัญญาอ่อน” มันอายต่างประเทศเขา

10 กรกฎาคม หนึ่งเดือนหลังจากนั้น จอมพลสฤษดิ์ มีการตั้ง ครม. และ ครม. มีมติเอกฉันท์ว่า เหนือบันไดหน้าขึ้นไป 20 เมตร เลียบหน้าผาไปทางตะวันออกเป็นของเขมร แล้วเลียบตัวปราสาทไปทางทิศใต้ เป็นของเขมร 15 ไร่ จบ...ลูกพี่เขมรซึ่งเป็นฝรั่งเศส ไม่ได้ยึดเอาวัฒนธรรม ธรรมชาติ ประเพณี มาจับ ไม่เอาสันปันน้ำมาจับ แต่ยึดแผนที่ปี 2450 และในแผนที่นี้มันโกหก เขายึดตามสนธิสัญญาสันปันน้ำ แต่เราไม่โวย คือเป็นกฎหมายปิดปาก การยอมรับ แต่เขาโกงเราด้วยแบบนี้ ฝรั่งเศสช่วยเขมร แต่ช่วยเพียงครั้งเดียว ไม่ได้บอกว่าพื้นที่ทั้งผืนตามแผนที่ 1:2 แสน เป็นของเขมร แต่บอกว่า เฉพาะตัวปราสาท 15 ไร่ เฉพาะตัวปราสาท ซึ่งในคำพิพากษาจึงเขียนว่า เฉพาะตัวปราสาท แต่เอามาเป็นประเด็นทางการเมือง

เสธ.แดงถึงบอกว่า มันต้องกระทืบพันธมิตรฯ เพราะว่าเขมรไม่รู้เรื่อง 4.6 ตารางกิโลเมตร ไปบอกเขา จนกระทั่งเขามาขอคืน จากนั้น 15 กรกฎาคม ทหารไทยได้ลดธงลงล่ะ เสร็จเรียบร้อย และเอามาปักที่หน้า ตชด. เป็นอันว่าพอมาดูแผนที่ไทย โดยมีการทำแผนที่ประเทศไทย 1:5 หมื่น 1 มิลลิเมตรในแผนที่ เท่ากับ 50 เมตรในภูมิประเทศ 1 ช่อง กว้าง 1 กิโลเมตร ยาว 1 กิโลเมตร แต่ฝรั่งเศสกว้าง 2 พันเมตร ยาว 2 พันเมตร ช่องละ 4 ตารางกิโลเมตร ไม่เหมือนกัน เพราะว่าเขาใช้ 1:2 แสน เราใช้ 1:5 หมื่น เป็นอันว่าจบ เมื่อสักครู่ผมอธิบายให้ในช่วง 50 ปีผ่านไป วันนี้ 46 ปีผ่านไป เขมรจะเอาเขาพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลก ในทางท่องเที่ยว วัฒนธรรม เศรษฐกิจ เขาไม่ได้มีความคิดเรื่องการเมือง เขาก็มีการประชุมครั้งแรก ที่ไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ ครั้งที่ 31 ปีที่แล้ว เราโต้ว่ามีการล้ำแดน ให้ขึ้นเฉพาะตัวปราสาท ถัดมาประชุมกันใหม่ที่ควิเบก แคนาดา เมื่อ 22 พฤษภาคม มันจะลามไปถึงคอร์โซน (Core zone) อะไรอย่างนี้ ทีนี้มันล้ำแดนเรา เราไม่ให้ขึ้น เขมรน่ารัก เขมรไม่เคยมีปัญหา เพราะเขามีอยู่แค่นั้น เพราะคำตัดสินของศาลโลกมีแค่ตัวปราสาท

แต่มีคนที่ยกให้ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร คือกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ก็กลับมาโทษว่ารัฐบาลทำให้เสียดินแดน ปรากฏว่า เขมรลงเฉพาะตัวปราสาท ไทยรับรองไปวันที่ 18 กรกฎาคม เพราะว่าวันที่ 17 ครม. เห็นแผนที่แล้วจึงมีมติรับ แล้วการที่มติ ครม. โอเคได้ มันจะต้องมาจากเจ้ากรมแผนที่ทหาร และสภาความมั่นคงแห่งชาติ พวกนี้ต้องเซ็นก่อน เพราะนักการเมืองจะมารู้อะไร เพราะเพิ่งมาจากการเลือกตั้ง จะต้องอาศัยข้าราชการประจำ และกรมสนธิสัญญาตามกฎหมาย เขาอยู่มาเป็นร้อยปี ของกระทรวงการต่างประเทศ เขาคุมแผนที่อยู่ ทั้ง 3 อันนี้เซ็นแล้วถึงจะเข้า ครม. พอเข้า ครม. ครม. โอเค เพราะเขาเซ็นกันมาอย่างนี้ นายนพดลถึงได้เซ็นไปเมื่อวันที่ 18 ให้กับเขมร แล้วเขมรก็เอาไปเข้า

หลังจากนั้นเกิดการคร่อมเลนขึ้นมา เพราะเขมรต้องการจะขึ้นเป็นมรดกโลก แต่ไทยต้องการเล่นเป็นประเด็นการเมือง มันบ้าอะไรกันไปแล้ว...พอเขาต้องการจะดูเรื่องเศรษฐกิจ ถึงได้เอาขึ้นเป็นมรดกโลก เพราะทางฝั่งเขมรใครจะมาเขาพระวิหารต้องเหาะขึ้นมาเท่านั้น คือต้องมาทางสนามบินอุบลฯ และ ร้านค้าตรงนั้นคนไทยทั้งนั้นกว่า 200 ร้าน ลูกจ้างเป็นเขมร ขอทานเป็นของคนไทย คนที่ขายของเป็นคนไทย ฉะนั้นคนที่ อ.กันทรลักษ์ ถึงเอาธงชาติไล่ตีพันธมิตรฯ เราว่าทำไมธรรมยาตรา 3 คนถึงหลุดเข้าไป ส่วนรั้วเนี่ยเราไม่เคยไล่มาเลย 46 ปี จริงๆ มันอาจจะเกิน 20 เมตรขึ้นมา แต่เราไม่เคยไล่เขา แต่พอเราไล่ให้ออกไปๆ ปรากฏว่าพวกนั้นอยู่หลังรั้วทั้งนั้น ไม่ได้อยู่นอกรั้วเลย ในเขตนอกรั้วจะเห็นได้ในรูปภาพว่าไม่มีเลย แล้ววัดเขมรมีพระอยู่รูปหนึ่ง และหมาอีกตัวหนึ่ง

ผลของการเกิดพันธมิตรฯ ขึ้นมา และโวยวายขึ้นมา เป็นประเด็นทางการเมือง ตอนนี้พระขึ้นไปจำวัดที่นั่น 60 รูป สังฆราชขึ้นมา เมียนายกฯ ฮุนเซนขึ้นมา คนขึ้นมาเป็นหมื่น ปีนเขากันขึ้นมา โดยไม่กล้าขึ้นมาทางไทย กลัวเสียฟอร์ม และจะขอเปิดช่องทางเข้า เรายังไม่ให้เปิด เพราะช่องตรงนั้นติดกับเขมร ทีนี้พอเกิดการคร่อมเลนขึ้น เพราะว่าด้านพันธมิตรฯ ไปร้องเรียนศาลปกครอง ซึ่งการพิจารณาคดีของศาลปกครองต้องเป็นกรณีรัฐกับประชาชน แต่เรื่องนี้เป็นมติ ครม. เป็นเรื่องของคำรับรอง แต่ไม่ใช่สนธิสัญญา ต้องรัฐกับรัฐ ฉะนั้นพอคร่อมเลนขึ้นมาปั๊บ สั่งยุติมติ ครม. ห้ามนำไปใช้ แต่เขมรไม่สนใจ เพราะกฎของสภาโบราณสถานของโลก หากเข้ากฎเพียง 1 ข้อใน 5 ข้อ เช่น ธรรมชาติสวย โบราณสถานดี เป็นวัฒนธรรมประเพณีอะไรต่างๆ แต่ทั้งนี้เขาพระวิหาร เข้ากฎทุกข้อเลย ซึ่งถ้าเข้าข้อเดียวมันได้แล้ว

กลุ่มพันธมิตรฯ มาตีอีก จะต้องเอา 7 ประเทศมาดูเขาพระวิหาร และต้องดูการใช้เงินใช้ทองในการพิจารณา จึงเป็นความอีกว่า อาจทำให้เสียดินแดน คำว่า 'อาจจะ' ใช้กับเรื่องระหว่างชาติไม่ได้ ใช้เป็นเรื่องของศาลไม่ได้ ฉะนั้นนักวิชาการถึงออกมาว่า ศาลปกครองคร่อมเลน เพราะมันเป็นเรื่องรัฐกับรัฐ ไม่ใช่รัฐกับประชาชน ศาลปกครองต้องรัฐกับประชาชนเท่านั้น ต่อมา ส.ส. กับ ส.ว. บางกลุ่มก็ไปเข้าชื่อร้องเรียนกับศาลรัฐธรรมนูญอีก และศาลรัฐธรรมนูญก็คร่อมเลนเข้ามาฝ่ายปกครองอีก อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ ฝ่ายตุลาการคร่อมเลนเข้ามาสู่ฝ่ายบริหารอีก โดยเข้ามาบอกว่า ให้มติ ครม. อาจจะทำให้เสียดินแดนอีก เพราะว่าต้องผ่านสภา หากเป็นสนธิสัญญา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องลงพระปรมาภิไธย จึงต้องผ่านสภา แต่นี่ดูแล้วไม่ใช่สนธิสัญญา มันแค่หนังสือรับรอง เหมือนแค่ทะเบียนสมรส

พอถามว่า ทำไมถึงไม่ขอจดร่วมสำหรับประเทศไทย ผมจึงบอกว่า ตั้งแต่เขาจดทะเบียนสมรสมา เมียคนเดียว ผัวสองคน ขอจดทะเบียนร่วม ไม่มีใครเคยเห็น จะบ้าหรือเปล่า...ไปขอจดทะเบียนร่วม ต่อมาบอกว่า เราจะขอร่วมเอาสระตราว กับสถูปคู่ เข้าร่วมด้วย เราบอกว่าถ้าจะเอาทั้ง 2 อันนี้เข้ามรดกโลก จะพาเข้าไปในโรงพยาบาลบ้า คุณไม่อายเขาเหรอที่เขมรบอกว่าจะเอาปราสาทเข้า ถ้าจะเอาทั้ง 2 อันนี้เข้าควรเข้าต่างหาก ซึ่งมันไม่เข้าท่าเลย...

นี่เป็นประเด็นการเมือง จากนั้นพันธมิตรฯ มาสร้างประเด็นทางการเมืองต่ออีก 3 ปราสาท ที่ อ.พนมดงรัก คือปราสาทตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด ให้มันมีเรื่องมีราวเล่น เพราะฉะนั้นอยู่ที่พี่น้องประชาชนจะต้องทำความเข้าใจ ศึกษาหาความรู้ ต้องใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ ต้องมีวิชาการ และเข้าใจว่าเรื่องจริงคืออะไร

กรณีเขาพระวิหารสรุปได้ว่า เราเคารพการตัดสินของศาลโลก และตกลงกันได้แล้วว่าเขามี 15 ไร่ แต่การพิจารณาคดีแทนที่จะเอาสนธิสัญญาปี พ.ศ.2447 มาจับ กลับกลายเป็นเอาแผนที่มาจับ ซึ่งเราไม่ได้ตรวจสอบ เป็นกฎหมายปิดปาก ที่จ่ายเรามา 50 ฉบับ และเพิ่มอีก 15 ฉบับ พร้อมกับอ้างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้เป็นคนรับผิดชอบ เราจึงเสียเปรียบ แต่เขมรเองไม่เคยมายุ่งกับ 4.6 ตารางกิโลเมตร เพราะเวลาตัดสินมันพบคนละครึ่งทาง แม้จะยึดแผนที่จริง แต่การตัดสินมันแค่ 15 ไร่ ตามคำพิพากษา แต่เขมรมองแต่เศรษฐศาสตร์ และเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะเวลาเที่ยวมาฝั่งไทย เรื่องทั้งหมดมันเกิดมาจากประเด็นการเมือง

** มองหรือไม่ว่าทำไม นายนพดล ปัทมะ จึงไม่ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจได้
นพดล ปัทมะ สนิทกับผมมาก่อน ร่วมลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมัยพี่นูญ (พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร) สู้กับปวีณา (นางปวีณา หงสกุล) ในนามพรรคประชาธิปัตย์ และแพ้ เลยรู้จักกัน ต่อมาเขาเป็นทนายความอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ซื่อสัตย์ต่อพรรค และเคยทะเลาะกับผมตอนผมทะเลาะกับนายกฯ ชวน (นายชวน หลีกภัย) เขามาบอกว่า พี่แดง ทำไมเล่นนายแรง ผมบอก “นายมึงกับกู...กูมีบุญคุณมากกว่านะ” กูเคยช่วยมึงตอนเลือกตั้งที่ออเงิน-สายไหม ทีนี้บอก แหมทำเป็นซื่อสัตย์กับนาย เขาเลยเงียบไป ต่อมาเขามาลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เขามาซื่อสัตย์กับพี่ทักษิณ (พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร) อีกคน ที่เขาเก่งกฎหมายและรู้กฎหมายน้อย เขาเป็นคนเรียนเก่ง แน่นด้านกฎหมาย มีหลักการโต้ตอบเรื่องกฎหมาย เหมือนพี่แดง ที่ศึกษากฎหมายจนเก่งแน่นปั๊บ เราเลยสู้กับ ผบ.ตร. ทั้ง 2 ได้ ทั้ง พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

อย่างนพดลเนี่ย มาอยู่กับพี่ทักษิณ หลักการปกครองไม่มีเลย คือไม่เคยเป็นข้าราชการประจำ ไม่เคยเป็นนายจ้าง เป็นแค่นักการเมือง ที่คอยสวนสื่อมวลชน ทำงานจนมีชื่อเสียงขึ้นมาเท่านั้นเอง แต่พอพี่ทักษิณให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศขึ้นมา เวลาเขาเจอวิกฤติที พี่เขาถึงได้บอกว่า มืออ่อนกระดูกอ่อน เหมือนกับจักรภพ (นายจักรภพ เพ็ญแข) นั่นแหละ ที่มาจากพิธีกร มาจากผู้อ่านข่าว ไม่มีประสบการณ์การเป็นข้าราชการประจำ ปกครองคน ไม่เคยเป็นอะไรทั้งสิ้นเลย เหมือนกับอภิสิทธิ์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เป็นนักการเมือง ไม่เคยปกครองคน ไม่เคยรู้ร้อนรู้หนาว เพียงแต่พูดเก่ง พูดเหมือนนายกฯ ชวน ฉะนั้นอภิสิทธิ์มาเจอกับสมัครถึงได้ร่วงเลย เพราะสมัครเคยเป็นลูกจ้างร้ายขายอะไหล่รถมาก่อน การเมือง...เล่นมาก่อน เป็นรัฐมนตรีไม่รู้กี่กระทรวงแล้ว ก่อนที่จะมาเป็นนายกฯ เขาคนละมือกัน

พอนพดลเจอหนักจึงถอดใจ เรื่องหนักๆ ของชาติ ผมบอกว่า “นภดล...เวลาเอ็งจะลาออก มาบอกได้ไงว่าเหตุที่ลาออกเพราะถูกม็อบบุกบ้านพี่สาว พี่สาวเกี่ยวอะไรกับชาติ ทำเสียชื่อพี่ทักษิณหมด พี่ทักษิณเสียใจตาย...อุตส่าห์เป็นมวยสร้าง ต้องยืนขาแข็ง ทำแบบหมอเลี้ยบ ป๋าเหนาะ แกกอดเก้าอี้แน่นเลย เพราะไม่มีกฎหมายไหนให้แกออก อย่างจักรภพเหมือนกัน ต้องยื่นซด...ดันน้ำตาไหล มาร้องไห้น้ำตาไหลได้ยังไง เป็นถึงเสนาบดี

ทีนี้รัฐมนตรีที่พระราชทานลงมา ทั้งเตช (นายเตช บุนนาค) ทั้งโกวิท (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) เป็นข้าราชการปกครองคนมา มันต้องมีความแข็งแกร่งในการโดนร้อนหนาว เราถึงบอกว่า กระดูกอ่อนมือยังไม่ถึง ประสบการณ์ไม่มี ไม่เคยเป็นข้าราชการประจำ ไม่เคยทำธุรกิจค้าขาย เป็นเพียงนักกฎหมายประจำตัว แล้วพี่ทักษิณตอบแทนเท่านั้นเอง ฉะนั้นนี่คือบทเรียนการตอบแทนของคนที่เป็นใหญ่ในแผ่นดิน อย่าใช้การตอบแทน เพราะฉะนั้นรัฐมนตรีตามโควตามันถึงไม่มีเก่งกันเลยอย่างนี้

** มุมมองของเสธ.แดง มองว่า นายนพดล ทำถูกหรือทำผิดที่ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วม
ทำถูกตามระบบของกฎหมาย เขาถูกต้องหมด ทีนี้เมื่อเขาผ่านราชการประจำมา เขาต้องเซ็นผ่านไป เพราะมติ ครม. มันออกแล้วต้องเซ็นไป แล้วนี่...มันไม่ใช่สนธิสัญญา มันเป็นหนังสือรับรอง อันนั้นเขาไม่ผิดเลย นพดล...แต่มีการเอามาตีเป็นประเด็นการเมือง ทำให้เสียดินแดน แล้วไปลาก 2 ศาล นั่นแน่!! คือลากศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญลงมา ทำให้เกิดเรื่อง

** การลากศาลลงมาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ทำให้คนวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่คือ “ตุลาการภิวัตน์” หรือไม่
ใช่...คือ ตุลาการภิวัตน์ ต่อไปนี้ผมร้องว่า ถ้าเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด สั่งระดมพลรบกับเขมร ถ้าฟ้องศาลปกครอง ยุ่งแน่! ร้องว่าลูกกูยังไม่พร้อม ขอหยุดก่อน...ฉิบหายกันล่ะสิ...แบบนี้ นี่พูดแบบประชดประชันนะ...เกิดกำลังจะทำศึก ยอมแพ้สงครามเพื่อจะจดสนธิสัญญาบนเรือมิสซูรี่ ระหว่างญี่ปุ่น ศาลรัฐธรรมนูญบอก...หยุด!! อย่าเพิ่งทำสนธิสัญญา อาจจะทำให้เสียดินแดนเพิ่มอีก อ้าวตายกันละที่นี้...นักวิชาการเขาถึงได้ออกมาถล่มศาลอุตลุดหมดเลย เขาเลยตั้งคำถามถกเถียงกันว่า ศาลรัฐธรรมนูญเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ คือ มาตรา 190 (3) “อาจจะทำให้เสียดินแดน” ซึ่งในระบบศาลจะใช้ “อาจจะ” ไม่ได้ แต่ผมไม่ได้โทษศาลนะ เพราะการที่มันจะมีเรื่องได้ มันต้องเกิดจากการร้อง ศาลจะเหมือนกับศาลพระภูมิ คือต้องมีคนมาจุดธูปบูชา แล้วถึงจะตัดสินได้ ฉะนั้นความผิดคือ ส.ส. กับ ส.ว. โง่ๆ ที่เซ็นชื่อขึ้นมา แล้ว 9 พันธมิตรฯ ที่อยู่ตรงลานพระบรมรูปฯ เซ็นชื่อมาที่ศาลปกครอง

ฉะนั้น “ศาล” ไม่เกี่ยว แต่ “ตุลาการภิวัตน์” ในยุคนี้ ที่เป็นยุคแบบที่มองศาลว่า ศาลต้องไม่คบค้าสมาคมกับใคร ต้องอยู่ในระบบของศาล แต่ทีนี้การเมืองไปลากศาลลงมา รัฐธรรมนูญไปลากเขามาเป็น คตส. ปปง. ป.ป.ช. กกต. เพราะว่าพวกนี้รู้เรื่องกฎหมายไง พอลากมา เขาเอาจริง เขาไม่ได้เอาเรื่องรัฐศาสตร์มาจับ แต่เรื่องของการเมืองเป็นเรื่องของรัฐศาสตร์การปกครอง แต่ศาลไม่รู้เรื่องนี้ เขาเอาเรื่องกฎหมายมาจับ ถามว่าผิดไหม?

ถ้าเราบอกผิดปั๊...ผู้บังคับกองพันต้องสั่งยึดพื้น 30 ที จบ ถามระบบศาลผิดไหม? ผิด...ขัง 4 ปีไม่รอลงอาญา คนละเรื่องกัน เพราะว่ามันเป็นเรื่องของรัฐศาสตร์การปกครอง เช่น ศาลทะเลาะกับ เสธ.แดง พี่เสรีทะเลาะกับ เสธ.แดง กูด่ามึง...มึงด่ากู แต่ เสธ.แดง ไม่ฟ้อง เวลาด่ากลับ เสรีกลับศาลฟ้อง ศาลตัดสินขัง เสธ.แดง นี่เป็นเรื่องรัฐศาสตร์ ที่ศาลอาจจะไม่เข้าใจตรงจุดนี้ แต่เป็นความผิดอีก สันต์กับเสรีไม่ควรไปฟ้องศาล 9 พันธมิตรฯ ไม่ควรไปฟ้องศาล ส.ว. ส.ส. ไม่ควรไปฟ้องศาล “พวกมึ...งทำให้ยุ่งเอง” แต่ศาลต้องไปคุยกันกับระดับอาวุโสว่า ถ้าเรื่องของรัฐศาสตร์เมื่อชนมนุษย์ขึ้นมาชนกับชั้นเทวดา ต้องคุยกันให้ดีๆ ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อย่าง พล.อ.วาสนา เพิ่มลาภ ถูกขังเนี่ย ผมไม่เห็นด้วย เพราะมันคนละงานกัน ต้องเล่าไปอีกยาว

** บทบาทของกลุ่มพันธมิตรฯ ในการกลับมารอบที่สอง ในมุมมองของ เสธ.แดง มองว่าหนักขึ้นไหม
มันเป็นเรื่องส่วนตัวเลย “แต่ไอ้ควาย...ผมใช้คำว่าควาย” คือถ้า ควายเขาใช้ไม้ตี เหมือนคนต้องเจอตีน เหมือนที่อุดรฯ (จ.อุดรธานี) น่ะสมควรโดน!! ผมไปบรรยายที่ไหนก็บอกว่า ถ้าควายต้องใช้ไม้ตี ถึงจะรู้เรื่อง ถ้าเป็นคนต้องเจอตีนถึงจะถูกแล้ว มีความหลังกันหมด พี่ลอง (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง) เนี่ย ต้องการที่จะสร้างแฮตทริก เขาบุกสุจินดา (พล.อ.สุจินดา คราประยูร) เนี่ย ไม่ใช่ว่าเขาเก่งนะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ป๋าเปรม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์) ไปเรียกสุจินดากับพี่จำลองมา แล้วหยุด เพราะว่าเขาปราบที่รัตนโกสินทร์เรียบร้อยแล้ว พฤษภาทมิฬ แล้วเขากำลังจะไปตีที่รามคำแหง ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ห้ามเนี่ย!!! ป่านนี้รามคำแหงไม่มีที่เรียนแล้ว

ต่อมาพี่จำลองมาร่วมกับสนธิ เพื่อมาขับไล่พี่ทักษิณ ไม่ใช่ว่าพี่ลองชนะนะ ทหารเขาปฏิวัติเอง ไม่เกี่ยวกับพี่ลองเลย มาปฏิวัติเอง เพราะว่าเกิดจากการแตกแยกหมู่คนในชาติ เกิดจากการคอร์รัปชั่น เกิดจากองค์กรอิสระควบคุมไม่ได้ เกิดจากการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เอาในหลวงมาหมิ่นและไม่ห้ามปราม ไม่เกี่ยวกับพี่ลอง

พอครั้งที่ 3 เนี่ย พี่ลองมาอีกละ เอ๊ะ! อย่างนี้ คนเขามอง มึงอยากดังนี่หว่า?? จะทำแฮตทริกชนะบอล 3 ครั้งแบบบราซิลอ่ะ...มันไม่มีเหตุผลเลย รัฐบาลยังไม่ทันทำงานเลย ไปเตะขัดขาเขาแล้ว งบประมาณเขายังไม่มี โชว์ถีบก่อน แล้วมาโชว์ขนเพชรใส่ถุง อายเขาไปทั่วโลก แล้วมาโชว์จู๋แก้ผ้า แล้วเอาขี้ปา ทำเสร็จมาอัดจักรภพ ต่อจากนั้นก็นพดล เขาพระวิหาร แก้รัฐธรรมนูญอีกละ มาตรา 237, 309, 63, 190 เล่นกันอยู่ตรงนี้

ฉะนั้นเราจึงเห็นได้ว่า คนที่สำคัญที่สุดที่จะต้องเรียกพี่จำลองกลับ คือ “ป๋าเปรม” ฟันธงเลย ป๋าเปรม ฉะนั้นพอพี่ปฐมพงษ์ (พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์) ขึ้นมา มาบอกว่าป๋าเปรมสั่งให้มา...เสียเลย แสดงว่าป๋าเปรมอยู่เบื้องหลังอย่างนั้นหรือ ฉะนั้นป๋าต้องเอาพี่จำลองกับพี่ปฐมพงษ์กลับไป ตรงนี้ไฮไลต์เลย

ต่อมา “สนธิลิ้ม” ตอนที่ผมทะเลาะกับ พล.ต.อ.สันต์ ผมเคยขอร้อง...สนธิลิ้ม เขากำลังชมพี่ทักษิณ ชมซะแหม...แทบจะเลียทั้งตัว ชมแบบ “เทวดาเลียตีน” เลย อย่างที่เขาด่าบนเวทีเนี่ย ของเขาทั้งนั้น แล้วถึงเวลาไปถล่มเขาเพราะผลประโยชน์ขัดกัน เรื่องไม่ช่วย 6 พันล้าน เรื่องการทีวี เรื่องการบินไทย ไปเอาคนของตัวออก แล้วขอไม่ได้ คือพวกนี้ เศรษฐีทะเลาะกัน แล้วเขารู้มือมาเขาช่วยเหลือกัน แล้วไม่มีใครรู้ไส้รู้พุงเท่ากับ 2 คนนี้ สนธิลิ้มเขาอยู่ในชนชั้นปกครอง เขารู้ความลับเยอะ และเขาเป็นสื่อ ความรู้ความสามารถเขาเหนือกว่าเรา แต่สนธิลิ้ม พิภพ สมศักดิ์ สุริยะใส

จะยังไงก็แล้วแต่ จะออกมาไม่ได้ ถ้าไม่มีประชาชนโง่ๆ ถูกจูงจมูก ไม่ได้รู้เหตุผลเลย เอาแต่อารมณ์เป็นหลัก แล้วเกลียดทักษิณ ลาก...รัฐบาลทักษิณมาปนกับรัฐบาลสมัคร เขารวยเท่าไรไม่รู้เรื่องเลย เขาเหมารถไปต่างจังหวัดมาไม่รู้เท่าไร ตอนนี้เขารวยไป 80 ล้านแล้ว ทัวร์เนี่ยเขาคืนมาตั้ง 3 แสน ที่อยู่บนลานพระบรมรูปฯ เนี่ย ไม่รู้เรื่องเลย บนถนนราชดำเนิน ราชตฤณมัย โรงเรียนราชวินิต เป็นของพระมหากษัตริย์ทั้งหมด ถ้าจะประชาธิปไตย ไปถนนประชาธิปไตย ตรงนั้นสิ อย่ามาขวาง เราด่าจนไม่รู้จะด่าอย่างไรแล้ว

ในสายตาของผม จำลองทำแฮตทริก สนธิลิ้มเป็นพวกแบบที่ต้องคิดบัญชีส่วนตัว ส่วนพวกสมศักดิ์ ดูแลสภาพไป มาดูอะไรเรื่องไม่เป็นเรื่อง สุริยะใส โปรโมต “เปลวสีเงิน” ของไทยโพสต์ด้วย เพราะมีพี่น้องอยู่ในกองบรรณาธิการ แล้วทำตัวเป็นพวกฝ่ายซ้าย สุริยะใสเนี่ย ตอนเขารบกันยังไม่เกิด เหมือนกับอภิสิทธิ์นั่นแหละ ตอนเสียเขาพระวิหารยังไม่เกิดเลย ทีอย่างนี้จะมาพูดกันเป็นต่อยหอย ฉะนั้นมันอยู่ที่อิมเมจ สร้างความสัมพันธ์และชักจูง ผมเลยบอกว่า เนี่ยควายอ่ะ ให้เขาชักจูง ถ้าถูกจูงจมูก แล้วตบมือไปแผละ ตบมือเป็นตัวประกอบให้ม็อบขยาย

ถามว่า ทำไมนายกฯ สมัคร (นายสมัคร สุนทรเวช) ถึงไม่ตัด เพราะมันเป็นกุศโลบายของเขา ซึ่งเขาอาจจะปล่อยให้ตายไปอีก 3 ปีครึ่ง อยู่ได้อยู่ไป คนนอนห้องแอร์ คนนอนกลางถนน และส่วน “นักรบศรีวิชัย” มันต้องอยู่เขมร นี่...ห่างจากเขมรตั้งกว่า 7 ร้อยกิโลเมตร เขาไม่กลัวกันแล้ว แต่งตัวเหมือนคนบ้า ใส่ผ้าแดง

** หากเป็น เสธ.แดง จะปราบม็อบไหม
ปราบสิ...หากมีคำสั่งมาใช้เวลา 3 วัน แต่ปราบจริงๆ ใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว เปิดฉากเลย ผมจะบอกคนที่ได้รับมอบหมายนะ วันนี้ปิดถนน ด้านหลัง ด้านหน้า ด้านลานพระบรมรูปฯ ส่วนที่กั้นถนนของ กทม. ที่กั้นเป็นซีแพค 3-4 ชั้น เอาลวดหนามออกมากันเลย เอาให้ยาวเหยียด ให้ออกไม่ได้อีกหนึ่งทาง นอกจากนี้ด้านกรมแผนที่ทหารด้วย เมื่อปิดประตู 2 ข้างจะเหลือรูเล็กอีก 4 รู เลือกเอาว่าจะตีพร้อมกัน 4 รู หรือเอารูไหน และรูวัดโสมนัส กับรูวัดวิสุทธิกษัตริย์ ต้องอุดไว้ ที่เหลือลงน้ำ รอเก็บขึ้นน้ำอย่างเดียว เอานักประดาน้ำมา ไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯ ตาย

เราต้องใช้ทหารอีก 1 กองพล กันนักข่าวออกจากพื้นที่ แบบ เติ้ง เสี่ยวผิง ทำที่เทียนอันเหมิน กันออกทีละคน พอกันออกหมดแล้วจะโดดเดี่ยว จากนั้นมาที่แม่ทัพ ถ้าเป็น พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ คนไม่กลับ แต่ถ้าเป็น เสธ.แดง คนจะกลับไปครึ่ง เพราะเราเอาแน่ โดยใช้กฎหมายแรง กอ.รมน. ซึ่งเป็นกฎหมายแรง จากนั้นเอารถดับเพลิง รถฉีดส้วมเข้าเลย อย่าเอาของ กทม. เพราะอภิรักษ์ (นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน) ต้องช่วยอยู่แล้ว เพราะอยู่พรรคประชาธิปัตย์ แต่วันนี้ไม่ต้องง้อ เพราะเอกชนมี ของทหารมี เราต้องใช้ให้เป็น เราต้องเอารถดูดน้ำฉีดส้วม ไม่ใช่น้ำดีหรอก เท่านั้นไม่พอ แก๊สน้ำตาเข้ามายิงเป็นระลอก จับ 5 คนขึ้นฮอ จับขัง 60 วัน เงื่อนไขที่ปราบคือ รักษาความสงบ จึงต้องมีการแก้มาตรา 63 ซึ่งหากใช้อำนาจรัฐมันดิ้นได้หมดละ แต่ไม่ต้องกลัวหรอก มันอยู่ที่แม่ทัพ กล้าไม่กล้า จะออกรบใครจะรับผิดชอบ ถามว่างานนี้ใครจะรับผิดชอบ “กูนี่ไง...รับผิดชอบ” เราต้องไม่ให้เห็นภาพคนไทยฆ่ากันตายสักภาพ

** คิดว่าจะมีวันนั้นไหมในเมืองไทย
อยู่ที่ว่านายกฯ กล้าไหม มันอยู่ที่สมัครกล้าไหม ทหารวันนี้เป็นทหารใจดีกันหมด เขาด่า ผบ.ทบ. เขาด่า ผบ.สส. “ไอ้ทหารเสือพระราชา”…“ไอ้ทหารเสือพระราชินี”...“ฟังทางนี้ ใครไม่ฟังจะตบกะโหลกให้หมด” ปล่อยให้เขาพูดได้ไง? เขาด่าหมด แล้วลามไปทหารเสือพระราชา พระราชินี เขาอาจมีทีเด็ด อาจมีคนช่วย จึงกล้าพูดเรื่องผ้าพันคอสีฟ้า เรื่องอะไรต่างๆ แต่มันอยู่ที่แม่ทัพไง ถ้ากูแพ้ ยอมให้ประหารชีวิต ถ้ากูชนะมึงไม่มีแผ่นดินอยู่ มันอยู่ที่ผู้นำประเทศจะกล้าหรือไม่ ข้างบ้านเขาไปไหนแล้ว เขาเสริมสร้างยุทโธปกรณ์ เรายังเตะขัดขากัน อ้างประชาธิปไตย ประเทศเดินไปไหนไม่ได้ วนอยู่ในอ่างอย่างนี้แหละ รัฐธรรมนูญฆ่ารัฐมนตรีทีละราย นายกฯ ท่านพูดถูกว่า จะเอากันให้ตาย

** การปฏิวัติที่มีกระแสมากในสัปดาห์นี้ จะมีทหารออกมาปฏิวัติเพื่อคุณทักษิณ และล้มล้างคุณสมัครบ้าง ตรงนี้มีความจริงประการใด
การพูดเรื่องทหารปฏิวัติมาจากสื่อ มาจากปากประชาชน คนที่จะร่วมปฏิวัติ ต้องย้อนหลังว่า ตอนที่ เสธ.แดง ปฏิวัติ ปฏิวัติโดยใช้ 42 กองพัน เมื่อ 30 เมษายน 2524 ยึดอำนาจป๋าเปรม เพราะป๋าเปรมต่ออายุ 2 ครั้ง เราไม่พอใจ เราแพ้เพราะป๋าเปรมไปกับขบวนเสด็จที่โคราช ต้องไปรายงานตัว ครั้งที่ 2 วันที่ 9 กันยายน 2528 ครั้งที่ 2 เราปฏิวัติกองพันเดียว กองพัน 4 ยิงกันจนวายวอดไปหมด มีคนตาย นักข่าว ทหารเจ็บ ปรากฏว่าไม่มาตามนัด หนีหมด เราต้องติดคุกคนละ 2 ปี ส่วนผู้การมนูญ (พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร) หนีไปอยู่เยอรมนี ครั้งที่ 3 รสช.

ปรากฏว่า รัฐบาล พวกทีมที่ปรึกษาซอยราชครู พวก ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อย่างเนี่ย พวกนี้เหิมเกริม มาถึงจะปลดผู้นำเหล่าทัพ บิ๊กสุ (พล.อ.สุจินดา คราประยูร) บิ๊กจ๊อด (พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์) บิ๊กเต้ (พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล) แล้วเอา พล.อ.อาทิตย์ (พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก) ไปหลอกเขามาว่าจะให้เป็นรัฐมนตรีกลาโหม แต่จริงๆ เอาเขามาเป็นรัฐมนตรีช่วย เขาต้องปฏิวัติให้กลัว เขากำลังจะไปเข้าเฝ้าฯ ในหลวง ต้องกลัวเพราะในหลวงท่านเอาจริง บ้านเราเป็นประเทศของกษัตริย์ และทหารใกล้ชิดกับกษัตริย์ เขาต้องปฏิวัติก่อนไปพบในหลวงฯ น่ะสิ ถ้ามาปลดแล้วทำไง หลังปฏิวัติเสร็จโดนประชาชนขับไล่เพราะเอาพี่ลองไม่อยู่ ในหลวงทรงห้าม จากนั้นขัดใจกัน “พี่ลอง” กับ “พี่จิ๋ว” รวมหัวกัน ฉะนั้นไม่มีใครล้ม จปร. ได้ นอกจาก จปร. ล้ม จปร. เอง กลายเป็น “บิ๊กจิ๋ว” กับ “มหาจำลอง” ล้ม “บิ๊กสุ”

มีการปฏิวัติกันเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 และมาพฤษภาทมิฬปี 2535 จบ จากนั้นมาปฏิวัติกันอีกทีวันที่ 19 กันยายน 2549 เงื่อนไขตรงนี้เป็นเรื่องของทหารทำเอง ไม่มีอะไร ถ้าจะให้ฟันธงคือ ไปด่าป๋าเปรม แล้วป๋าเปรมจะอ้างอะไรก็แล้วแต่ สั่งทหาร โดยให้อนุพงษ์ (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) นำ แล้วบิ๊กบัง (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน) รับแทน แต่บิ๊กบังไม่เชียร์อนุพงษ์ ไปเชียร์ มนตรี สังขทรัพย์ (พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์) ไปขัดใจกัน วันนี้บิ๊กบังเลยเข้ากองทัพบกไม่ได้ เพราะอนุพงษ์ไม่ให้เข้า และอนุพงษ์เป็น ผบ.ทบ. เพราะป๋าเปรม

เงื่อนไขวันนี้เพราะพี่ทักษิณไม่ไว้วางใจเพื่อนแล้ว เพราะมีเพื่อนเป็นทหาร แต่ 3 ขุนพลไม่สู้เลย คือใครจะปฏิวัติไม่ได้หรอก 1.พล.ต. ... เป็นนอ 1 2.พล.ต.เรืองศักดิ์ ทองดี เป็น...ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน 3.พล.ต.ศานิต พรหมาศ เป็น...ทหารม้า ซึ่งคุมกำลัง 3 กองพลนี้ มีปฏิวัติไม่ได้ พี่ทักษิณจึงวางใจไปนิวยอร์ก ไปประชุมยูเอ็น เพราะหวัง 3 กองพลนี้ แต่ปรากฏว่า ถูกจับ ถูกขโมยกำลัง และไม่ได้ออกจากกองพัน มีรถทหารราบมาปิดหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอับอายมาก ปรากฏว่าไม่ได้กระดิกตัว แต่ถ้าเป็นแม่ทัพอย่าง เสธ.แดง นี่เสร็จเลย เรามีฮอไม่รู้กี่ลำ หิ้วชิดชัย (พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์) เนวิน (นายเนวิน ชิดชอบ) ไปกรมทหารม้าที่ 4 ที่ 5 ตั้งพรรคใหม่มา “พี่ทักษิณ” ขึ้น “แอร์ฟอร์ซวัน” กลับมา นี่ไม่เกี่ยวข้องกับเบื้องบน นี่สู้กันนะ...จบ

ต่อมาทหารไม่ต้องมาผิดใจกัน จากที่สงสัยกัน หายสงสัย และเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือเป็นคณะปฏิวัติจบไป มันมีเงื่อนไขอยู่ดังจะเห็นได้ว่า เงื่อนไขแต่ละครั้งเนี่ย ครั้งที่ 1 ไปกับขบวนเสด็จ ครั้งที่ 2 ข้ามาคนเดียว...อันนี้...ปาหี่ ครั้งที่ 3 พล.อ.ชาติชาย นำคณะไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขาครองอำนาจมาแต่มาล้มเองด้วย จปร. แต่ครั้งที่ 4 คณะ คปค. (คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) มันมีเงื่อนไขอยู่ ซึ่งนอกกฎเกณฑ์

ฉะนั้นวันนี้ถ้าจะมาวิจารณ์เรื่องปฏิวัติ มันมีเงื่อนไข ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มองไม่เห็น เราจึงใช้คำศัพท์ “มือที่มองไม่เห็น” ฉะนั้น ถ้าทหารออกมายึดอำนาจดื้อๆ และนายกฯ สมัคร ไปขบวนเสด็จล่ะ ทหารทำซี้ซั้วได้ยังไง? วันนี้ทหารมีเงื่อนไขอยู่ ใครจะพูดก็พูดได้ ปฏิวัติ...ปฏิวัติ...ปล่อยข่าวปั่นป่วนประเทศชาติ แต่ในมุมมอง “เสธ.แดง” ไม่ใช่!!! ทหารถ้าจะมายึดปฏิวัติ ต้องเป็นไปตาม...หมายความว่า จะซี้ซั้วไม่ได้ เพราะประเทศนี้กษัตริย์สร้างมา และมีกำลังทหารเป็นกำลังรบหลักที่หนุนราชบัลลังก์ เงื่อนไขของทหารจะทำอะไรต้องหันไปมองข้างบน ไม่ใช่ “ป๋าเปรม”

คราวที่แล้วผมไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลพี่ทักษิณ เรื่องฆ่าตัดตอน ผมโวย พวกที่อุ้มฆ่า ซึ่งพันธมิตรฯ ด่าเมื่อวานนี้เรื่องการอุ้มฆ่า 17 คนที่ ดีเอสไอ (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) กำลังสอบ และเรื่องคาร์บอมบ์ คาร์บ๊อง ผมเล่นในเรื่องเกณฑ์ความมั่นคง แต่รัฐบาลนี้ ผมกลับเข้าข้างรัฐบาลสมัคร โดยเฉพาะกรณีเขาพระวิหาร รัฐบาลเขาทำถูกต้องที่สุดแล้ว

** เรื่องการโยกย้ายทหารที่ พล.อ.อนุพงษ์ จะนั่งควบเป็น ผบ.สส. ด้วย มองอย่างไร มองว่าหมดยุคหรือยัง
น่าจะหมดยุคนั่งควบแล้วในยุคนี้ มีการปล่อยข่าวให้ขวัญเสีย และน่าจะมีการปล่อยข่าวหลายอย่างคือ สมัครกลัวทหารยึดอำนาจ ทหารไม่กล้ายึดอำนาจเหมือนกัน เพราะไม่มีไฟเขียว จะเห็นว่า ผบ.ทบ. มีเสียงวิจารณ์ว่าติดตามนายกฯ ไปต่างประเทศ ซึ่งมีปลัดกลาโหมไปด้วย นี่...ไม่สง่าเท่ากับเดินเดี่ยว กลายเป็นเหมือนแหย แต่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเขาสั่งได้ ว่าให้ใครไปด้วย นักข่าวแซวว่า...แหย ความจริงแล้วถ้านายกฯ กระดิก พล.อ.อนุพงษ์ ยึดอำนาจได้แล้ว ถามว่ายึดอำนาจได้หรือเปล่า...ได้...แต่จะเห็นด้วยหรือไม่ มันจะสมบูรณ์หรือไม่ การยึดอำนาจจะใช้ซี้ซั้วไม่ได้

** การนั่งควบจะคุมกองทัพให้มีเอกภาพได้หรือไม่
มันไม่เป็น เพราะมันถ่างขาอยู่ ทั้ง ผบ.ทบ. กับ ผบ.สส. สักวันขาต้องแหก ต้องทำงานเสียหมด เหมือนเราทำงาน 2 ที่ มันไม่สมบูรณ์แบบ แต่ทั้งหมดผมว่าเป็นการบ่อนทำลายในการปล่อยข่าวว่า มีการจับขั้ว ผบ.ทบ. แต่จริงๆ แล้วท่านน่าจะอยากอยู่ในตำแหน่งนี้จนเกษียณอายุ เพราะ ผบ.ทบ. ได้คุมกำลังทั้งหมด ผบ.สส. ไม่ได้คุมกำลัง ขอเป็น 3 ปีพอแล้ว ถามว่าเขาเสียวไหม ก็เป็นแน่นอน เพราะเป็นสิทธิอันชอบธรรมของ รมว.กลาโหม เพราะเมื่อปรับคนอื่นเสร็จแล้ว การเมืองมาล้วงลูกไม่ได้ เขาไม่สนหรอก ก็ปรับไปสิ ในกองทัพบอก 7 คน และปรับออกคนหนึ่ง เอาคนพูดรู้เรื่องมาคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น นายสมัครมีสิทธิที่จะปรับโผได้ อันชอบธรรม แต่ถ้าทำงานเข้าขากันก็น่าจะคงอยู่ได้ นอกจากจะมีเงื่อนไขอะไร เอาอย่างนี้ กองทัพบกแข็งแรง รัฐบาลจะไปรอดหรือเปล่า?

** การลี้ภัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เดินทางไปประเทศอังกฤษ
ผมมองว่า ถ้า ทักษิณ ประกาศลี้ภัย หนังจบทันที!! แต่เขายังไม่ประกาศ แต่ที่เขาประกาศบอกว่า เมื่อมีโอกาสแล้วจะกลับมาใหม่ ผมคิดว่า คนที่มีเงินเป็นแสนล้านเนี่ย กับคนอย่างเราที่ไม่เคยเห็นเงินสักล้าน คุยกันไม่รู้เรื่อง ขั้นที่ 1 คดีของคุณหญิงพจมาน ไม่ได้เลวร้ายอะไร ติดคุก 3 ปี ศาลอุทธรณ์ กับศาลฎีกา อีกประมาณ 7 ปี อีก 7 ปีถึงจะติดคุก เดี๋ยว! มีประกันตัว ประเทศชาติไปถึงไหนแล้ว ถึงเวลานั้นติดคุก 3 ปี อยู่สัก 2 เดือน อาจมีการร้องขออภัยโทษได้ ไม่เป็นไร ต่อมาพี่ทักษิณกำลังจะขึ้นศาลฎีกา ซึ่งเขากำลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 ให้เน่า

ถ้ามันเน่าเมื่อไร ตรงนี้เน่าหมด ฉะนั้นตราบใดที่พี่ทักษิณยังไม่ประกาศลี้ภัยนะ ถ้าลี้ภัยมันจะเกิดการคุ้มครองทางกฎหมาย และมีกฎหมายเรื่องเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนอีก นี่...มวยเพิ่งเริ่ม สงครามเพิ่งเริ่ม แล้วพี่ทักษิณลงเลือกตั้งคุมเกมอีก แกชนะอีก ตอนนี้ต้องให้เขาแก้รัฐธรรมนูญให้ได้ ถ้าอยู่จะหาว่าชักจูงอีก พันธมิตรฯ พูดอีก ต้องดูแบบวันต่อวัน ถ้าประชาชนให้ความสนใจ และขี้สงสาร วันนี้ได้เป็นแสน เดี๋ยวลืม ไอ้ฆ่าตัดตอนอะไรนั้นอีก เรื่องโอนหุ้น โอนที่ดิน เขาไม่รู้หรอกประชาชน นี่...มันเรื่องของชนชั้นปกครอง มันสวนกัน พวกรากหญ้าไม่มีอะไร ขึ้นรถฟรี กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ มีเลือกตั้งอีก พี่ทักษิณกลับมาอีก เพราะหัวใจเขาอยู่ตรงนี้ มันอยู่ที่คนพวกนี้จะคุมเกมได้หรือเปล่า ถ้าวันหนึ่งแพแตก ไม่ใช้ชื่อทักษิณ ไม่ได้ผล จะมีคนสมน้ำหน้า สอบตก ถ้าใช้ชื่อพี่ทักษิณ ต้องสอบได้

** มองว่าอดีตนายกฯ ทักษิณ จะต้องไปอยู่ต่างประเทศกี่ปี
แก้เสร็จกลับได้เลย คุณพจมาน ลูก ไม่ผิดนะ ไม่เกี่ยวนะ เพียงแต่ไม่มาตามหมายนัด มีแต่ออกหมายจับและแกมามอบตัว รับทราบข้อกล่าวหา และเคลียร์ให้ประกันตัว ถ้า 309 เรียบร้อยจะเหลือคดีเดียวคือ ที่ดินรัชดาฯ ซึ่งชนะได้อยู่แล้ว เพราะมันมีสิทธิชอบธรรม เนื้อที่ที่ดินนี่นะเมียประมูลได้ ซึ่งความจริงแล้วมันไม่ควร แต่เมื่อสู้ด้วยพยานหลักฐานแล้วเขาไม่น่าจะผิด วันนี้ยังตอบไม่ได้ว่าพี่ทักษิณไปจริงหรือเปล่า เขายังไม่ได้บอกว่าเป็นการลี้ภัย เพียงแต่บอกว่าวันนี้ไม่ใช่วันของผม

** เมืองไทยจะมีวันสงบไหม
เมืองไทยไม่มีวันสงบนับจากนี้ไป...เพราะว่าเอาสถาบันกษัตริย์มาคุยเล่นกัน และไม่มีใครกล้าในแผ่นดิน คนเก่งไม่ปกครองประเทศ วิธีตรวจสอบ เช่น จักรภพ (นายจักรภพ เพ็ญแข) นพดล (นายนพดล ปัทมะ) ผมขอย้อนไปที่รัฐมนตรีต่างประเทศ 2 คนนะ เมื่อคณะปฏิวัติ อยู่ดีๆ ไปด่ามาเลเซียว่าสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน แสดงว่าตัวไม่รู้อะไรเลย ขบวนการแบ่งแยกดินแดนมันเป็นของพรรคปาส เป็นขบวนการ KMM ของรัฐกลันตัน ตรังกานู ซึ่งจะรวมกับรัฐปัตตานี ซึ่งคือ จ.ปัตตานี นราธิวาส เป็นสาธารณรัฐปัตตานี เป็นรัฐอิสลาม และใช้กฎหมายอิสลามปกครองประเทศ และมีกบฏ KMM ไม่รู้เรื่องเลย แต่บอกว่ารัฐบาลสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน รัฐบาลบอกจะแบ่งแยกดินแดนได้ไง ไม่รู้เรื่องเลย

คนเก่งมันหมด คือ 111 คนเก่งหมด และทีนี้จะหมดอีก 39 คนของพรรคพลังประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ที่เขียนไว้ให้ยุบพรรคเนี่ย มันหมดล็อต เหลือพี่เหลิม (ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง) กับมิ่งขวัญ (นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์) 2 คน คือไม่มีคนเก่งปกครองประเทศแล้ว

ส่วนคนที่เก่งจริงๆ ไม่มีราคาค่าป้าย ไม่มีค่าป้ายให้บริหารการเมือง แต่เป็นคนเก่ง เป็นข้าราชการประจำ และไม่เคยเข้าตาใครแบบ เตช (นายเตช บุนนาค) แบบโกวิท (พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) บ้านเมืองมีคนไม่เก่ง ขนาด “ป๋าเปรม” เลือก แกยังหาคนเก่งไม่เป็นเลย แกหมดอายุขัยแล้ว แกแก่ เอา “ขิงแก่” มาเลย อายุรวมกันได้ 2 พันปี เดินยังเดินไม่ไหว แล้วจะไปรบกับใคร ตอนนี้กองทัพหน่อมแน้ม วิธีที่ดูว่าหน่อมแน้มคือ ปล่อยให้พันธมิตรฯ ด่าทุกวัน ไม่มีความรู้สึกอะไรเลยเหรอ ไม่อายหรือไง พวกผู้นำเหล่าทัพต้องใช้กฎหมาย กอ.รมน. นำตัวมาสอบสวนว่าพูดอย่างนี้ได้อย่างไร ไม่สั่ง “เสธ.แดง” จะทำโดยทันที...



วัดพลัง “คมช.”โผทหาร...ในมือ “สมัคร”

คอลัมน์ : แวดวงจักรดาว

ต้องยอมรับว่า ทันทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องหนีคดีลี้ภัยไปยังประเทศอังกฤษนั้น เมฆหมอกมืดดำที่ปกคลุมการโยกย้ายทหารครั้งใหญ่ประจำปี ก็ดูจะถอยจางลงไป

แรงกดดัน แทรกแซง ล้วงลูกการโยกย้ายทหาร จากฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะใบสั่งจาก พ.ต.ท.ทักษิณ มีน้ำหนักน้อยลง

ยิ่งเมื่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่เคยถูกมองว่าเป็นนอมินี ก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงมากขึ้น ทำให้ภาพเงาแห่งอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เคยโผล่ทะมึนอยู่เบื้องหลังถอยห่างออกไป

โดยเขาประกาศกับ ผบ.เหล่าทัพ และขุนทหารในกองทัพว่า จะไม่เข้ามาแทรกแซงล้วงลูกการโยกย้ายทหาร เพราะให้อำนาจแก่ ผบ.เหล่าทัพ ในการพิจารณาอย่างเต็มที่

ยกเว้นกรณีที่เกิดปัญหาตกลงกันไม่ได้ ก็จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายพล ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ปี 2550 ใหม่ ที่มี รมว.กลาโหม เป็นประธาน ร่วมด้วย รมช.กลาโหม ปลัดกลาโหม ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. และ ผบ.ทอ.

อีกทั้งในยกนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูเสมือนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แก่บรรดาบิ๊กทหารคณะปฏิวัติ จนต้องหนีออกนอกประเทศ และลี้ภัยต่างแดน

จึงดูประหนึ่งว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กำลังกลับมามีพลังอำนาจอีกครั้ง แฝงไปพร้อมๆ กับรัฐบาลของนายสมัคร ยิ่งนายสมัครปล่อยให้การโยกย้ายทหารอยู่ในมือ ผบ.เหล่าทัพ ซึ่งก็ล้วนเป็นอดีต คมช. ทั้งสิ้นอีกด้วย

อีกทั้งยังเป็นการจัดโผครั้งสุดท้ายของ ผบ.เหล่าทัพ ที่เป็นอดีต คมช. ที่กำลังจะเกษียณราชการในเดือนกันยายนนี้

สิ่งที่กำลังวัดกันว่า คมช. จะยังมีพลังอยู่หรือไม่ ก็คืออนาคตของ บิ๊กแดง พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ รอง ผบ.สส. ที่รู้กันดีว่าเป็นสายตรงของ บิ๊กบัง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. โดยเฉพาะกับทางหลังบ้าน เพราะอย่าลืมว่า พล.อ.สนธิ เคยเสนอชื่อ พล.อ.มนตรี เมื่อครั้งเป็น เสธ.ทบ. ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. แข่งกับ บิ๊กป็อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มาแล้ว แต่พ่ายแพ้พลังแนวร่วมหนุน พล.อ.อนุพงษ์ จนเป็นเหตุให้ พล.อ.สนธิ และ พล.อ.อนุพงษ์ บาดหมางกันจนบัดนี้ เพราะ พล.อ.อนุพงษ์ ระลึกเสมอว่า พล.อ.สนธิ ไม่ได้สนับสนุนตนเองเป็น ผบ.ทบ.

พล.อ.มนตรี เป็น ตท.9 ที่จะเกษียณในปี 2553 อีกทั้งเมื่อครั้งที่ผิดหวังจาก ผบ.ทบ. แล้ว พล.อ.สนธิ ส่งให้ข้ามมาเป็น รอง ผบ.สส. นั้น ก็ได้มีสัญญาใจกับ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผบ.สส. เพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 และสมาชิก คมช. ด้วยในขณะนั้น ที่จะให้ พล.อ.มนตรี มาจ่อขึ้นเป็น ผบ.สส.

แต่ด้วยรอยร้าวของ พล.อ.สนธิ กับ พล.อ.อนุพงษ์ ยิ่งในยามที่ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นที่รักโปรดปรานของนายสมัคร นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และเป็น ผบ.เหล่าทัพ หนึ่งเดียว คนเดียว ที่นายสมัครไว้วางใจและเอาเป็นพวก เพราะรู้ว่าคุมกำลังปฏิวัติทั้งหมด ก็ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ มีน้ำหนักในการที่จะพูดหรือต่อรองหรือแนะนำตำแหน่งต่างๆ ต่อนายสมัคร

มีรายงานว่า พล.อ.อนุพงษ์ คัดค้านไม่ให้ พล.อ.มนตรี ขึ้นเป็น ผบ.สส. ที่นอกจากเพราะอยู่กันคนละขั้วแล้ว ยังเป็นเพราะ พล.อ.อนุพงษ์ หวั่นใจว่า หาก พล.อ.มนตรี เป็น ผบ.สส. แล้วเกษียณราชการในปี 2552 จะต้องมีการหาตัว ผบ.สส. คนใหม่ เมื่อนั้น พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งเป็น ผบ.เหล่าทัพ ที่อาวุโสที่สุด เป็นปีที่สอง จะถูกมองว่าควรจะขยับจากเก้าอี้ ผบ.ทบ. ขึ้นเป็น ผบ.สส. ในปีสุดท้ายก่อนเกษียณปี 2553

หลังจากที่ในการโยกย้ายปีนี้เคยมีความพยายามที่จะดัน พล.อ.อนุพงษ์ ให้เด้งจาก ผบ.ทบ. ไปเป็น ผบ.สส. มาแล้ว ด้วยการอ้างคุณสมบัติของ ผบ.สส. ตามโครงสร้างกองบัญชาการกองทัพไทยใหม่ ที่จะต้องเป็น ผบ.เหล่าทัพ ที่อาวุโส จนถูกต่อต้านและเปิดรูหายใจให้เป็น มาจากนายทหารอัตราจอมพลที่อาวุโส

แน่นอนเมื่อ พล.อ.อนุพงษ์ ไม่อยากขึ้นเป็น ผบ.สส. ที่ไร้อำนาจ อยากเป็น ผบ.ทบ. ต่อเป็นปีที่ 2 เขาก็อยากที่จะนั่งเป็นปีที่สาม จนเกษียณคาเก้าอี้ ผบ.ทบ. แต่หาก พล.อ.มนตรี เกษียณ เขาก็เสี่ยงที่จะต้องข้ามห้วยไปนั่งแทน อันจะกระทบต่อแผนการวางทายาทอำนาจใน ทบ. ที่ พล.อ.อนุพงษ์ ได้วางเอาไว้

จึงมีแรงดันให้ยึดหลักจอมพลอาวุโส จึงก่อกระแสการดัน พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ รองปลัดกลาโหม ตท.8 ที่มีอายุราชการถึงปี 2553 ซึ่งจ่อที่จะเป็นปลัดกลาโหมคนใหม่อยู่แล้ว ให้ข้ามห้วยมาเป็น ผบ.สส. เพราะอย่างน้อยก็มีอายุราชการ 2 ปี เกษียณพร้อม พล.อ.อนุพงษ์ จึงย่อมไม่กระทบ พล.อ.อนุพงษ์ แน่

แล้วให้ พล.อ.มนตรี ไปเป็นปลัดกลาโหมในปีสุดท้ายก่อนเกษียณ อีกทั้ง พล.อ.สนธิ ก็ฝากฝัง พล.อ.มนตรี มากับ บิ๊กตุ่น พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกลาโหม เพื่อน ตท.6 ที่กำลังจะเกษียณอีกแรงหนึ่งด้วย

พล.อ.วินัย นั้นได้ชื่อว่าเป็นนายทหารที่เอาพวกเอาพ้องและเอาญาติอย่างยิ่ง เพราะในการโยกย้ายทุกครั้ง เขามักจะถูกโจมตีเรื่องการนำญาติมาลงตำแหน่งสำคัญเสมอๆ เช่นครั้งนี้ พล.อ.วินัย ไม่ยอมให้โควตาเก้าอี้รองปลัดกลาโหมให้กับ ทบ. เลย ทั้งๆ ที่ตำแหน่งรองปลัดกลาโหม เครื่องแบบ ทบ. ว่าง 2 เก้าอี้ โดยให้ พล.อ.พิศณุ อุไรเลิศ เจ้ากรมเสมียนตรา ตท.8 และ บิ๊กจง พล.อ.จงศักดิ์ พานิชกุล ตท.9 ซึ่งเป็นพ่อตาของลูกชาย ขึ้นเป็นรองปลัดกลาโหม และวางตัว พล.อ.จงศักดิ์ ให้เป็นปลัดกลาโหมในปีหน้า เมื่อ พล.อ.มนตรี เกษียณ โดยมีแผนที่จะดัน พล.ท.สราวุธ ชลออยู่ น้องภริยา ขึ้นมาเป็นเจ้ากรมเสมียนตราแทน

สูตรนี้จึงลงตัว โดยที่ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ เสนาธิการทหาร แกนนำ ตท.10 ที่เกษียณ 2554 จะขยับขึ้นเป็นรอง ผบ.สส. จ่อคิวรอเป็น ผบ.สส. อย่างแห้งเหี่ยว เพราะหาก พล.อ.อภิชาต ที่เกษียณ 2553 ข้ามมาเป็น ผบ.สส. ก็เท่ากับว่าเขาจะเหลือโอกาสแค่ปีเดียวในการขึ้นเป็น ผบ.สส. แน่นอนว่า พล.อ.ทรงกิตติ ย่อมไม่ยอมอยู่นิ่ง

อย่าลืมอีกว่า พล.อ.ทรงกิตติ นอกจากเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว เขายังเป็นทหารม้าที่ตบเท้าเข้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ด้วย เขาจึงมีพลังนี้มาหนุนอีกแรง ยิ่งมีรายงานว่า พล.อ.บุญสร้าง ยังคงแอบเข้าบ้านสี่เสาฯ อย่างต่อเนื่อง

ด้วยเพราะ พล.อ.บุญสร้าง เองก็ไม่ได้ยึดถือกับการฝากฝังของ พล.อ.สนธิ ในการผลักดัน พล.อ.มนตรี เพราะส่วนตัวแล้วเขาพึงใจ พล.อ.ทรงกิตติ มากกว่า เพราะเรียกได้ว่าเป็นทหารในระดับอินเตอร์ด้วยกัน ในฐานะเคยไปเป็น ผบ.กองกำลังรักษาสันติภาพ ในติมอร์ตะวันออกเช่นกัน และมองว่า พล.อ.ทรงกิตติ มีบุคลิกที่เหมาะสมที่จะเป็น ผบ.สส. มากกว่า ส่วน พล.อ.อภิชาต ก็ควรโตเป็นปลัดกลาโหม

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ตท.6 หรืออดีต คมช. ก็ยังขัดแย้งแย่งชิงเก้าอี้กันเอง จนมีข่าวสะพัดว่าให้ระวังหมัดเด็ดของนายสมัคร ในการอ้างความขัดแย้งไม่ลงตัว เสนอชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ ผบ.ทบ. ให้ควบเป็น ผบ.สส. ด้วย เพื่อแก้ปัญหา อีกทั้งหวังจะให้ พล.อ.อนุพงษ์ คุมอำนาจเบ็ดเสร็จ และเป็นฐานอำนาจค้ำให้ตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีไปให้นานที่สุด

แม้ว่าการควบ 2 เก้าอี้จะหมดสมัยไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีกฎระเบียบห้ามเอาไว้ แต่หากนายสมัครเสนอ เชื่อว่าจะถูก ผบ.เหล่าทัพ ทั้งหมดคัดค้าน แม้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ จะเป็นอดีต คมช. ที่นำการปฏิวัติมาก็ตาม แต่เนื่องจาก พล.อ.อนุพงษ์ เปลี่ยนจุดยืนแล้ว จึงทำให้ ผบ.เหล่าทัพ รุ่นพี่ ตท.6 และอดีต คมช. ไม่ค่อยแฮปปี้กับบทบาทของ พล.อ.อนุพงษ์ ที่ไปหนุนนายสมัครแบบเต็มตัว

ยิ่ง พล.อ.อนุพงษ์ ตระหนักว่า ตนเองเป็นรุ่นน้องที่พี่ๆ ตท.6 พยายามคุมกำเนิด เพราะพยายามที่จะให้เขาเด้งไปเป็น ผบ.สส. มาแล้ว ดังนั้น พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งมีนายสมัครหนุนหลัง ก็จึงใช้ช่องทางอำนาจผ่านทางนายสมัครในการจัดโผทหารได้ตามที่ต้องการ

แต่อย่างไรก็ตาม แม้นายสมัครจะถือข้าง พล.อ.อนุพงษ์ แต่เขาก็ฉลาดพอที่จะไม่หักหาญน้ำใจ ผบ.เหล่าทัพ คนอื่นๆ เพราะนายสมัครต้องการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับกองทัพ ที่เขารู้ดีว่ามันจะช่วยทำให้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของเขาแข็งแรงและมั่นคงขึ้นนั่นเอง จึงย่อมต้องมีการรอมชอม มีได้มีเสีย มีการต่อรองกัน เพราะถึงอย่างไรก็พี่น้องและเป็นอดีต คมช. มาด้วยกันทั้งสิ้น

แต่ถ้านายสมัครไม่ยอมล้มเลิกความคิดหรือแผนเดิม จะเสนอให้ พล.อ.อนุพงษ์ ควบทั้ง ผบ.ทบ. และ ผบ.สส. ต่อไป ก็ย่อมเกิดความขัดแย้งขึ้นแน่นอน ยิ่งเมื่อต้องมีการโหวตลงคะแนนกันใน 6 คณะกรรมการโยกย้าย

ที่สำคัญ นายสมัครได้รู้ซึ้งถึงพลังของ คมช. และแนวร่วมลับๆ ที่อยู่เบื้องหลัง ที่ยังมีอย่างสูงลิ่ว จนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องพ่ายแพ้ หนีออกนอกประเทศไปอยู่ต่างแดนในที่สุด นายสมัครย่อมไม่อยากจะเป็นศัตรู ที่จะทำให้เขาตกเป็นเป้าหมายทางการเมืองไปด้วย เพราะนอกจากนายสมัครจะแสดงตนเป็นผู้จงรักภักดีแล้ว เขาก็ยังเกาะกองทัพแน่นด้วยการทำดี และเอาใจทั้งผู้นำทหารไปจนถึงทหารตัวเล็กๆ เลยทีเดียว

ที่ส่อเค้าว่า โผทหารจะตบท้ายแบบ “หยวน หยวน” มากกว่าการหักหาญ...

ตีนตะขาบ



เสียดายคนเป็นไม่ค่อยคิด

คอลัมน์ : ขอบฟ้า-หน้ากระจก

ไปทางไหน ใครก็บ่นเบื่อความวุ่นวายทาง การเมือง ทางเศรษฐกิจ ที่กระทบสังคมโดยรวมอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งก็บ่นกันไปตามเรื่อง ฟังมากเข้าเกิดคำถามขึ้นในใจว่า รากเหง้าแห่งความวุ่นวาย นั้นมาจากอะไร เราเป็นชาวพุทธที่ถูกสอนให้หาต้นเหตุของความทุกข์ให้เจอเสียก่อน แล้วจะพบหนทางดับทุกข์ได้เอง

สัปดาห์ที่แล้วมีเรื่องดีกับเรื่องร้ายเข้ามากระทบโดยตรง กระทบจนรู้สึกได้ถึงประโยชน์ของคำสอนในพระพุทธศาสนา หากไม่เกิดสองเรื่องนี้ขึ้นพร้อมกัน ก็น่าจะยังคิดอะไรไม่ได้

เรื่องดีและเรื่องร้ายมาในวันเดียวกัน ในสถานที่ใกล้เคียงกัน ใกล้จนเปรียบเทียบเห็นความสว่างที่ไม่อาจจะเรียกขานว่า ได้ดวงตาเห็นธรรม แต่ก็ใกล้เคียง

เรื่องดี น้องสาวคลอดหลานชายคนแรกให้ตายาย และลุงที่ยังโสดสนิท เด็กออกมาน่ารัก อ้วนจ้ำม่ำ ใครมองเด็ก ไม่น่ารักเห็นจะต้องเช็กอารมณ์ ทัสนคติตัวเองเสียใหม่ ผมมองแกดิ้นบิดตัวไปมาเหมือนหนอนตัวเล็กเพิ่งจากใยไหม ออกมาดูโลกภายนอก สองตายังหลับพริ้ม อดมองไปถึงอนาคตของคนรุ่นเขาว่าจะต้องพบเจออะไรบ้าง บ้านเมืองที่เขาอุตส่าห์ตั้งใจมาเกิด จะเป็นเช่นไรในอีกสิบ-ยี่สิบปีข้างหน้า จะยังคงเป็นฝักฝ่ายต่อสู้ทางความคิด ยึดความเห็นตัวเองเป็นใหญ่ หรือกลับไปสมัครสมานสามัคคีร่วมกันพัฒนาชาติเมืองให้เจริญรุดหน้าเทียบนานาอารยประเทศ

หลานชายตัวน้อยกำสองมือแน่น เหมือนกับจะบอกว่า พร้อมที่จะกำโลกใบนี้ไว้ในกำมือ หรือมนุษย์ทุกผู้คนบนโลกนี้ เกิดมาเพื่อเอา เพื่อไขว่คว้าทุกสิ่งอย่างไว้ในกำมือตนเองเท่านั้น กำลังคิดเพลิดไปน้องสาวตื่นขึ้นมาบอกว่า “พี่ช่วยตั้งชื่อเพราะๆ มีความหมายให้หลานด้วยนะ เอาที่เป็นสิริมงคล เรียนเก่งสติปัญญาดี โตขึ้นร่ำรายมีหลักทรัพย์นะ”

ผมได้แต่อมยิ้ม พยักหน้ารับปากน้องสาว มองทั้งน้องสาวทั้งหลานด้วยความอิ่มเอมเอ็นดู ชีวิตแรกเกิดล้วนน่าชื่นใจ ปลาบปลื้มเช่นนี้เอง มิน่าพ่อแม่ พี่น้องต่างรอคอยด้วยความตื้นเต้นยินดี หวังว่าเขาจะมาเป็นเพื่อนร่วมสุข ไม่มีใครมองเห็นทุกข์ที่แอบซ่อนอยู่ทุกก้าวย่างของแต่ละชีวิต

ผมเอ่ยปากลาน้องสาว น้องเขย บอกเขาว่าจะไปเยี่ยมป้าที่อาการเพียบหนัก ในอีกตึกหนึ่งของโรงพยาบาล น้องสาวหน้าสลด เพราะได้ข่าวจากญาติที่วนเวียนเยี่ยมทั้งคนเกิดและคนเจ็บ เราสองคนเคยกินนมป้ามา เพราะแม่ไม่มีน้ำนม ป้ากับแม่มีลูกปีเดียวกัน เหมือนคนบ้านนอกสมัยนั้นทั่วไป ที่ยินดีต้อนรับทุกชีวิตที่จะมาอาศัยท้องเกิด โดยไม่กีดกันด้วยกลวิธีเยี่ยงคนสมัยนี้

เดินข้ามตึกไปอีกฟาก ยังไม่ทันถึงห้องคนไข้พิเศษ ลูกสาวป้าบอกหมอย้ายแม่ไปห้องไอซียู ตั้งแต่เช้า ยังสาวเท้าไม่ถึงหน้าห้องเสียงร้องไห้ระงมดังสวนออกมานอกห้อง เห็นญาติพี่น้องหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตา เดินเข้าไปกราบตรงกลางอกป้า อกนี้เคยสงเคราะห์น้ำนมหล่อเลี้ยงชีวิตเรามาเหมือนกัน กล่าวขอขมาอภัยในสิ่งที่อาจจะทำให้คนตายขัดข้องหมองใจเป็นครั้งสุดท้าย

ผมเดินเลี่ยงออกมานอกห้องไอซียู มองไปยังญาติคนไข้อื่นทั้งที่รู้จัก และไม่รู้จัก หาคนสดชื่นไม่เจอ หน้าเศร้า สายตาไร้ความแช่มชื่น มีแต่ความวิตกกังวล บางคนลุกลี้ลุกลนทุกครั้งที่หมอและพยาบาลผ่านมา ที่กล้าหน่อยเดินเข้าไปถามอาการคนไข้ หมอเองคงอึดอัด หรือรำคาญที่จะบอกส่งเสียงอู้อี้ผ่านผ้าคาดปากแล้วจากไป

ไม่น่าเชื่อว่าเพียงข้ามตึกมาอีกฟาก บรรยากาศจะต่างกันราวสวรรค์กับนรก ตึกที่ต้อนรับการเกิดทุกสีหน้าเปื้อนยิ้ม อิ่มด้วยความหวัง พูดจาสนทนาถึงอนาคตอันสดสวย มีแต่เสียงยินดีปรีดาต้อนรับชีวิตอย่างวาดหวัง บันเทิงใจ

ผมนั่งไปกับรถโรงพยาบาล มองหน้าร่างที่ไร้วิญญาณของป้าผู้มีพระคุณ เหมือนจะตราตรึงซึมซับไว้เป็นครั้งสุดท้าย เจ้าของร่างนี้มีน้ำใจกับทุกคน ชอบช่วยเหลือเฟือฟายคนตกทุกข์ได้ยาก ใครเอ่ยปากไม่เคยขัดมากน้อยอนุเคราะห์ด้วยเมตตา

ถึงวัดจัดแจงตระเตรียมรดน้ำศพ ญาติผู้ใหญ่ช่วยลุงสัปเหร่อ จับมือป้าออกมาที่พานรอรดน้ำ สองมือเจ้าของที่นากว่า 80 ไร่ ห้องแถวให้เช่าในตลาดอีก 40 ห้อง ที่นับเงินมาไม่น้อยกว่าใครในย่านนี้ แบออกอย่างยอมจำนน ไม่ขัดขืน ประหนึ่งจะบอกเป็นปริศนาธรรมแก่ผู้มารดน้ำว่า ฉันยอมแล้ว ฉันไม่สามารถนำอะไรติดตัวไปได้สักอย่างเดียว ดูมือฉันซิว่างเปล่า แม้แต่น้ำที่รดลงมาก จะเอามาลูบหน้าตัวเองเหมือนเมื่อสงกรานต์ยังไม่ได้

ลุงสัปเหร่อหยิบมีดหมอออกมาฟันที่ของโลงเบาๆ ถามชื่อออกมาดังๆว่า นี่ โลงใคร ลูกหลานรวมทั้งผมด้วยที่พอรู้พอเห็นพิธีพื้นบ้านนี้มาบ้าง ร้องตอบออกไปดังๆ พอกันด้วย ชื่อ นามสกุลคุณป้า สามครั้ง เป็นอันจบ ช่วยกันยกร่างไร้วิญญาณท่านใส่โลง รอพระมาสวด และทำพิธีฌาปนกิจ ในอีกห้าวันข้างหน้า

ชีวิตก็เป็นเช่นนี้เอง มีความตายเป็นที่สุด ไม่มีใครหลีกหนีพ้น เมื่อเกิดขึ้นมามีอะไรมาด้วยเจ้า มีแต่คิดจะเอากันเท่านั้น ที่ขัดแย้งชิงดีชิงเด่น เอาเป็นเอาตายกันทุกวันนี้ บางคนอายุจะ 90 อยู่ร่อมร่อ หากนึกถึงความตายบ้าง เหตุการณ์บ้านเมืองคงไม่รุนแรงขมึงเกรียวเช่นนี้

ขณะที่ลุงสัปเหร่อ ร้องถามชื่อว่า นี่โลงใคร ผมอดคิดถึงคำพูดน้องสาวที่ขอให้ตั้งชื่อหลานไม่ได้ ผมจะตั้งชื่ออย่างที่น้องสาวขอ เพื่อให้วันหนึ่งสัปเหร่อ เอามีดฟันโลง แล้วร้องถามทั้งที่รู้ว่า นี่โลงใคร ไปอีกนานเท่าไร.

ปิดตำนานงู

คอลัมน์ : คัดท้าย

คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้จำคุก นายวัฒนา อัศวเหม ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นเวลา 10 ปี และหากยังหนีหมายจับก็ให้มีอายุความ 15 ปี ซึ่งคำพิพากษาที่ออกมาเป็นไปตามความคาดหมายล่วงหน้า ตั้งแต่ นายวัฒนา อัศวเหม หลบหนีออกนอกประเทศ ไม่ไปฟังคำพิพากษา เมื่อศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาเมื่อเดือนที่แล้ว

คำพิพากษาที่ออกมา ถือว่าปิดฉากชีวิตทางการเมืองของ นายวัฒนา อัศวเหม และปิดตำนานงูเห่าไปพร้อมๆ กัน

วันนี้ผมขอย้อนตำนานงูเห่ามาเล่าใหม่ เพราะผู้ตั้งฉายาเรียกขานให้ นายวัฒนา อัศวเหม เป็นงูเห่า คือ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี คนปัจจุบันนั่นเอง

เรื่องของเรื่องเกิดมาจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ได้แสดงสปิริตที่หาได้ยากจากคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย นั่นคือ การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง โดยมีกระบวนการม็อบสีลมที่มีปีศาจคาบไปป์บงการจัดชุมนุมขับไล่

เพราะปีศาจคาบไปป์นั้นรู้เต็มอกว่า พล.อ.ชวลิต นั้นเป็นคนอย่างไร โดยเฉพาะสปิริตนั้นมีอยู่เต็มเปี่ยมในหัวใจ ดูได้จากการลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เพื่อมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกแทน

ต่อมาถูก ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย กระแนะกระแหนกล่าวหาว่า คุณหญิงหลุยส์ หรือ คุณหญิงพันธ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยาของ พล.อ.ชวลิต ทำตัวเป็นตู้ทองตู้เพชรเคลื่อนที่

ทำให้ พล.อ.ชวลิต โกรธเลือดขึ้นหน้า ตามภาษาท้ายรถสิบล้อที่ว่า “ด่าพ่อด่าแม่พอคบ แต่ด่าเมียที่เคารพคบไม่ได้” จึงได้ลาออกทันทีในขณะที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ กำลังจะออกจากบ้านซอยราชครูไปขึ้นเครื่องบินที่ บน.6 เดินทางไปเยือนประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

นี่แหละที่ทำให้ปีศาจคาบไปป์เดินเกมประท้วงกดดันให้ พล.อ.ชวลิต ลาออก ซึ่งได้ผลตามแผนที่วางไว้ทุกประการ ส่งผลให้พรรคร่วมรัฐบาลเดิมในขณะนั้น กับพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเกมชิงจัดตั้งรัฐบาล โดย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนั้นเป็นแม่ทัพใหญ่ มีปีศาจคาบไปป์คอยเป็นที่ปรึกษาอยู่กับคนที่บ้านในซอยหมอเหล็ง

พล.ต.สนั่น ได้ใช้ความเป็นลูกผู้ชายไม่ได้ดูกันที่นุ่งกางเกง สามารถไปดึงพรรคกิจสังคมที่มี นายมนตรี พงษ์พานิช เป็นหัวหน้าพรรคในขณะนั้น มาจากพรรคร่วมรัฐบาลที่ พล.อ.ชวลิต เพิ่งลาออกไป แต่เสียงยังไม่มากพอที่จะตั้งรัฐบาลให้มั่นคงได้

พรรคประชากรไทย ที่มี นายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค และเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พล.อ.ชวลิต จึงเป็นเป้าหมายที่ เสธ.หนั่น หมายตาไว้ แต่นายสมัครไม่ยอมร่วมสังฆกรรมกับพรรคประชาธิปัตย์

แม้นายสมัครจะปฏิเสธร่วมสังฆกรรมกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ ส.ส. ในกลุ่มของ นายวัฒนา อัศวเหม หรือกลุ่มปากน้ำ ซึ่งเพิ่งมาสังกัดพรรคประชากรไทย หลังจากระเหเร่ร่อนออกมาจากพรรคชาติไทย กลับแสดงอาการอยากจะร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องได้คุมกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านนั่นเอง โดยให้ นายยิ่งพันธ์ มนะสิการ ที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นรัฐมนตรีต่อไป

เมื่อ เสธ.หนั่น จัดให้ตามคำขอที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ นายวัฒนาจึงพา ส.ส. กลุ่มปากน้ำ แหกมติพรรคประชากรไทย ไปร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ สนับสนุนให้ นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ทำให้นายสมัครเปรียบตัวเองเป็นชาวนาที่รับ ส.ส. กลุ่มปากน้ำมาเข้าพรรคเป็นพวกงูเห่า เหมือนในนิทานอีสปเรื่อง ชาวนากับงูเห่า

ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ นายสมัคร สุนทรเวช ก็แทบจะพบกับประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เมื่อ นายสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มี นายวัฒนา อัศวเหม เป็นประธานที่ปรึกษาฝ่ายสนันสนุนเงิน ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และประกาศจะถอนตัวจากรัฐบาล โดยแถลงข่าวว่าเป็นมติพรรคเพื่อแผ่นดิน เป็นพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างจากที่กลุ่มงูเห่าเคยแว้งกัดชาวนาที่ชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช และยืนยันว่า พฤติกรรมที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นขบวนการงูเห่า แต่เป็นงูจงอาง ซึ่งร้ายกาจกว่างูเห่าหลายเท่า

ด้วยเหตุนี้แหละที่ทำให้ ดร.มั่น พัธโนทัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ซึ่งเป็นคนสนิทของนายวัฒนาและเป็นหนึ่งในขบวนการงูเห่า อยากจะลองพลังกับงูจงอางอย่าง นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นงูเห่ากลับใจที่เคยแว้งกัดชาวนามาก่อน จึงขอร่วมกับรัฐบาลต่อไป

ทำให้งูจงอาจต้องเลื้อยเข้ารกเข้าพงไปอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ไร้ญาติขาดมิตร เกร็ดถลอกปอกเปิด ไร้ความน่ากลัว รอวันเวลาที่ชาวนาจะจับไปถลกหนังทำลาบก้อย เพื่อปิดตำนานงูการเมืองไปพร้อมกัน อาจจะส่งผลให้งูหมดไปในแวดวงการเมือง จะได้ไม่ต้องพะวงว่างูจะขึ้นไปเลื้อยอยู่บนหัวนักการเมืองอีกต่อไป

พิธาน คลี่ขจาย



มวยล้มต้ม...ดู

คอลัมน์ : คุยเฟื่องเรื่องเศรษฐกิจไทย

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ฉบับนี้ขอบรรยายเกี่ยวกับปัจจัยข้างเดียวที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบทางเศรษฐกิจเสียหน่อยครับ เพราะมีอยู่หลายๆ เรื่องที่เกิดขึ้นแบบว่าจงใจกระทำ แต่อ้างว่าอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องของความคิดบ้าง บางครั้งก็เกิดขึ้นแบบไม่ได้ตั้งใจบ้าง เพราะคิดไม่ถึง หรือไม่ก็ไม่มีสัญญาณใดๆ บอกเลยว่าจะเกิดเหตุการณ์นั้นๆ หรือบางครั้งยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังจะทำอะไร สิ่งที่ได้กระทำไปนั้นไม่ว่าจะด้วยจงใจหรือไม่จงใจก็ตาม ก็ล้วนแล้วแต่มีผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนไทยทั้งนั้น ผู้เขียนก็ขอเริ่มจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

1.ปัจจัยทางด้านการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา มีผลต่อตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก อาทิ การประกาศลี้ภัยทางการเมืองของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยเหตุผลมากมายหลายร้อยเหตุผลเพื่อสยบกำลังต้านของฝ่ายตรงข้าม เป็นเหตุให้ตัวเลขดัชนีตลาดหลักทรัพย์ดีดตัวขึ้นกว่า 700 จุด ซ้ำยังได้สร้างความประหลาดใจให้แก่นักลงทุนทั้งไทยและทั้งเทศเลย หลายๆ คนก็รับทรัพย์กันถ้วนหน้า แต่ที่แน่ๆ ไอ้คำว่า มวยล้มต้มคนดู ก็ปรากฏขึ้นให้เห็นในกรณี Gang of 4 ที่ประกอบไปด้วย คุณสมัคร สุนทรเวช คุณธีรพล นพรัมภา คุณเนวิน ชิดชอบ คุณสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ทั้ง 4 คนตั้งป้อมจัดการบริหารการจัดโผรัฐมนตรีอยู่ที่ตึก King Power

โดยที่มีกระแสข่าวออกมาว่าทั้ง 4 คนนั้นทำท่าว่าจะเป็นกบฏต่อนายใหญ่ และกระแสข่าวก็หนาหูไปเรื่อยๆ ในเวลาเดียวกันก็มีกลุ่ม ส.ส. พรรคพลังประชาชน กลุ่มอีสานพัฒนา ก็ออกมาแถลงข่าวถล่มกลุ่มคนเนรคุณกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจะแฉเรื่องสกปรกต่างๆ ที่เกี่ยวกับการโกงกิน จนแย่งพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่งได้ทุกฉบับ ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับพรรคพลังประชาชน (ผู้เขียนหมายถึงประชาชนที่เป็นแนวร่วม) ก็โห่ร้องดีใจ และฝ่ายที่เป็นแฟนคลับของพรรคพลังประชาชนก็มีสีหน้าห่อเหี่ยวไปตามกัน แต่ก่อนหน้านี้ แฟนคลับของทั้ง 2 กลุ่มตีกันเกือบตาย

ทั้งที่อุดรธานี และบุรีรัมย์ จนเป็นเหตุให้หลายๆ คนต้องไปนอนโรงพยาบาล บางคนถูกจับไปนอนเล่นที่โรงพัก สื่อทุกชนิดตีแผ่เรื่องราวการทะเลาะกันของคนไทยไปทั่วโลก งานนี้เสียหน้าเป็นอย่างมากสำหรับเรื่องความสามัคคี ท้ายที่สุดสื่อก็จับได้ว่าหนังสือแถลงการณ์ดังกล่าวมีเบอร์โทรศัพท์มาจากกรุงเทพฯ นี่เอง ไม่ได้มาจากอังกฤษโดยตรงอย่างที่ทุกคนรอคอย หมายความว่า เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการวางแผน ที่วางไว้ก่อนล่วงหน้าทั้งสิ้น และการที่ตลาดหุ้นกระเตื้องขึ้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะเกินความคาดหมายครับ ผู้เขียนประเมินว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์นี้รับทรัพย์อันเนื่องมาจากราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น และมากพอที่จะเก็บไว้เผื่อเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างน้อยก็ค่าใช้จ่ายสำหรับ ส.ส. 30-50 คน ก็แล้วกัน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการแถลงข่าวลาออกจากการร่วมรัฐบาลของหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นี่ก็เป็นเรื่องของมวยล้มต้มคนดูเหมือนกันครับ ที่ว่าอย่างนั้นก็เพราะว่า วันที่ นายสุวิทย์ คุณกิตติ แถลงข่าวประมาณ 17.00 น. ว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชาชน ไม่กี่ชั่วโมงถัดมามีการรวมกลุ่มของแกนนำที่ไม่เห็นด้วยกับคำแถลง ก็ออกมาตอบโต้บอกว่าไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่หัวหน้าพรรคพูด พอถึงเที่ยงคืนสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ พรรคเพื่อแผ่นดินยังร่วมเหมือนเดิม

สุดท้ายหัวหน้าพรรคก็ยังเป็นหัวหน้าพรรคเหมือนเดิม ณ ปัจจุบัน เพียงแต่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีเท่านั้นเอง ท่านผู้อ่านครับ ผลจากการกระทำครั้งนี้จะด้วยความตั้งใจหรือความหวังดีก็แล้วแต่ครับ ดัชนีในตลาดหลักทรัพย์ตกครับ ความเชื่อมั่นของประชาชนในชั่วขณะนั้นหดหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะคำแถลงครั้งนี้อาจจะนำไปสู่ชนวนของความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น เพราะมีแนวร่วมคัดค้านการเป็นรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนเพิ่มขึ้น

2.ปัจจัยการบริหารเรื่องพลังงาน วันนี้ดูเหมือนสับสนมากๆ เลยครับ ฟากกระทรวงพลังงานซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลเรื่องพลังงานโดยตรง ส่งผ่านมายัง ปตท. ที่รัฐบาลถือหุ้นมากที่สุด วันนี้เรามีพลังงานทางเลือกทั้ง LPG CNG ก๊าซโซฮอล์ E10 E20 E85 และไบโอดีเซล B5 แต่นโยบายก็ยังไม่ชัดเจนสักอย่างเลยครับ เหมือนกับเปิดหัวแล้วเรื่องที่เหลือประชาชนไปทำเอาเอง เหมือนๆ กับลอยแพนั่นแหละครับ

เริ่มจากเรื่องของมวยล้มต้มคนดูเรื่อง LPG และ CNG ก่อนครับ รัฐบาลต้องการส่งเสริมการใช้ CNG มากกว่า LPG สำหรับภาคขนส่ง แต่ในเวลาเดียวกันกลับไม่ได้สร้างความสะดวกในการใช้งานให้แก่ประชาชนเลย วันนี้ใครก็ตามที่เลือกใช้ CNG ในการเติมรถยนต์แทนน้ำมัน ทุกคนช้ำใจหมดครับ เพราะเวลาก๊าซหมดต้องไปรอต่อคิวกันเป็นชั่วโมงๆ ครับ ด้วยเนื่องจาก CNG เวลาเติมแล้วจะทำให้รถวิ่งได้เพียงครึ่งเดียวของการเลือกใช้ระบบ LPG

ดังนั้นจึงทำให้ผู้ใช้ CNG ต้องวิ่งเข้าเติมรถบ่อยกว่ารถยนต์ที่ใช้ LPG และแถมเวลาเติม LPG ไม่ต้องรอ ไม่ใช้เวลานาน ปั๊มที่จะให้บริการมีมาก กระจายไปทั่ว ไม่ต้องเป็นของ ปตท. อย่างเดียว มันเป็นเรื่องแปลกแต่จริงครับ ในเมื่อ ปตท. บอกว่าจะเป็นผู้ให้บริการ CNG แต่เพียงผู้เดียวด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ผู้เขียนในฐานะประชาชนคนหนึ่งก็พอรับได้ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านก็ต้องเร่งบริการ CNG ให้ทั่วถึงให้ได้ คนเขาจะได้กลับมาเติม CNG ตามนโยบาย แต่ที่ไหนได้การขยายปั๊มก็ล่าช้า แถมขยายน้อยเสียอีก คำถามก็คือในเมื่อทำไม่ทันแล้วทำไมไม่กระจายให้เอกชนเขาช่วยทำด้วย หรือเห็นแก่ผลประโยชน์ของบริษัท ปตท. เป็นตัวตั้ง แล้วผลประโยชน์ของประชาชนมาทีหลัง นโยบายและปากของผู้บริหารก็พูดว่า ปตท. เป็นของประชาชน แต่ทำไมวิธีปฏิบัติออกมาเป็นแบบนี้ หรือมีผลประโยชน์อะไรปิดบังซ่อนเร้นอยู่ จึงทำให้ประสิทธิภาพของการสนับสนุนการใช้ CNG มันไม่มีประสิทธิภาพเลย ปล่อยให้ชาวบ้านเขามีความหวังแล้วก็เป็นความหวังที่มากพอที่จะรอให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ

ในส่วนของก๊าซโซฮอล์ ตกลงว่าจะเป็น E85 จริงหรือเปล่า เพราะคนกว่า 40 ล้านคน ที่เป็นเกษตรกร กำลังรอความหวังจากการส่งเสริมการใช้อยู่ในขณะนี้ ผู้เขียนหมายถึงชาวไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย เขาก็รอความหวังของนโยบายนี้อยู่ ท่านผู้อ่านครับ ตั้งแต่น้ำมันแพงมานี่ผู้เขียนเห็นว่ามีหลายชีวิตมีคุณภาพชีวิตลดลง แต่อีกกว่า 40 ล้านคนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นครับ เพราะราคาพืชผลการเกษตรได้ราคางามกันถ้วนหน้า พอได้ใช้หนี้ใช้สินกัน ดังนั้นพวกเราคนไทยต้องมีส่วนเลือก ตัดสินใจเลือกว่าจะทำอย่างไร เลือกตั้งครั้งหน้าเกษตรกรและประชาชนคนไทยครับ ถ้าพรรคการเมืองใดเสนอ E85 เป็นวาระแห่งชาติขอให้ช่วยกันเลือกเลยครับ เพราะแนวโน้มน่าจะช่วยส่งเสริมให้คนจนของไทยลดลง อย่างน้อยก็ขายพืชผลได้ราคาครับ

ส่วนเรื่องการลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ จะมีผลต่อโรงกลั่นน้ำมันช่างหัวมัน ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของธุรกิจเถอะครับ เพราะมีคนอยู่ไม่กี่คนได้รับผลประโยชน์ แต่ที่รู้ๆ นโยบายสนับสนุน CNG และ E85 ยังเป็นนโยบายประแป้งให้หน้าขาว เพื่อต้มคนดูให้ดีใจ

ดร.ญาณกร แสงวรรณกูล



ไม่รู้แล้วชี้อัปปรีย์บ้าน รู้แล้วแกล้งชี้กาลีเมือง

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

คนโบราณสอนนักสอนหนาว่า “ไม่รู้อย่าชี้” นานไป คำกร่อนเหลือแค่ ไม่รู้ไม่ชี้ หมายความว่า ถ้าไม่รู้ ไม่ชัดเจนในเรื่องอะไร ก็อย่าไปชี้ อย่าไปออกความเห็นเป็นคุ้งเป็นแคว ในที่สุดทั้งคนชี้ ทั้งคนมองไม่ได้ประโยชน์อะไรเสียเวลาเปล่า

นานมาแล้วไปเจอหนังสือเก่าเล่มหนึ่งในห้องคุณพ่อ หน้าปกเขียนว่า “ใครฆ่าสุรพล” รูปประกอบหน้าปก ใครเห็นก็รู้ว่าเป็น ราชาเพลงลูกทุ่งสุรพล สมบัติเจริญ ความที่ชอบเพลงเก่า และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ หยิบมาอ่านรวดเดียวจบ อ่านเสร็จก็รู้ตัวว่าถูกหลอกเป็นรุ่นที่สอง พ่อเองก็น่าจะถูกหลอกเหมือนกัน เพราะเนื้อหาในหนังสือนอกจากไม่ได้บอกว่าใครฆ่าแล้ว ยังมีหน้ามาถามคนอ่านตามชื่อเรื่องว่า ใครฆ่าสุรพล

ไม่ได้โกรธคนเขียนสักนิด ออกจะขำๆ ด้วยซ้ำว่าเข้าใจตั้งชื่อเรียกความสนใจ ทันเหตุการณ์ในยุคนั้น

นั่น...เป็นกลยุทธ์เรียกเงินจากกระเป๋าคนรุ่นพ่อ ชื่อเรื่องเนื้อหาไม่ได้ชี้อย่างผู้รู้ แต่ถามหาคำตอบจากผู้อ่าน แม้จะค่อนข้างเป็นการตลาด ก็ว่ากันไม่ได้

กรณีเขาพระวิหาร ที่พูดกันจนบ้านเมืองจะบรรลัยวายวอด เพราะชักศึกเข้าบ้านนั้น มีทั้งไม่รู้แล้วชี้ กับรู้แล้วแกล้งชี้ให้เป็นอื่น พวกที่ชี้ทั้งในสภาและนอกสภา พี่น้องประชาชนที่พอมีสติปัญญา จะสังเกตได้เองว่า พวกเขาชี้เพราะต้องการอะไร มีเหตุอะไรอยู่เบื้องหลัง ใครจริงใจกับประเทศชาติและประชาชน ใครหวังประโยชน์จากสถานการณ์ทางการเมืองเพื่อตนเอง และพรรคที่ตนสังกัด

ความจริง ชัดเจนจากปาก เสธ.แดง - พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล คนที่ลงพื้นที่มานานต่อเนื่อง จะว่าเอาหลักเขตแทนหมอนก็ไม่เกินเลยแต่อย่างใด จะช่วยให้ความกระจ่างเรื่องเขาพระวิหาร ชนิดที่อ่านจบ ท่านจะชี้พวกอัปปรีย์บ้าน-กาลีเมืองได้ไม่ผิดตัวทีเดียว