WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 27, 2008

ดาหน้าฉะกบฏ พธม.ป่วนชาติ ฝ่าฝืนกม.ไร้ความชอบธรรม

เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ระบุหากสถานการณ์ชุมนุมยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ฉุดบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทย ด้าน “สุคนธ์ ชัยอารีย์” สื่อมวลชนอาวุโส ซัดม็อบโจรเข้าข่ายกบฏปล้นชาติ ขณะที่สื่อต่างชาติตีข่าวทั่วโลก ด้านชาวเว็บรุมด่าพันธมิตรฯ ไม่เคยทำตามกฏหมายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี

หลังจากม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที พร้อมกับปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงต่างๆ เพื่อเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ลาออก จนสร้างความวุ่นวายไปทั่วบ้านทั่วเมืองนั้น

ตลาดหุ้นร่วง 15 จุด

เมื่อวันที่ 26 ส.ค.นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า หากมีการชุมนุมยืดเยื้อต่อไปก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ

นายอำพน กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ลดลงไปถึง 15 จุด หรือประมาณ 2% พร้อมกับชี้นำตำรวจให้เร่งเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตุว่า ตลาดหุ้นในภูมิภาคก็ปรับลดลงประมาณ 2% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย เนื่องจากนักลงทุนยังวิตกกังวลปัญหาซับไพรม์ของสหรัฐ

ส่วนปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากเงินเฟ้อ 2 หลัก ความขัดแย้งระหว่างแบงก์ชาติและกระทรวงการคลังในการขึ้นดอกเบี้ย และการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาล กลับไม่มีการนำมาประเมิน สะท้อนมันสมองของหน่วยงานที่เชื่อกันว่า เป็นเสาหลักของประเทศ

กระทบศก.รุนแรง
ขณะที่นายมานพ พงศทัต นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์นานาชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้จะส่งผลลบอย่างมากต่อเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทย อาจต้องหยุดชะงักไปเลย แม้กระทั่งรายที่มีการเซ็นสัญญาไปแล้ว ก็อาจต้องพักรอดูท่าทีหากเป็นการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ในกรุงเทพฯ

"เหตุการณ์ความวุ่นวายครั้งนี้ ให้ภาพที่ค่อนข้างรุนแรง เหมือนการเกิดจราจล หากไม่สามารถยุติลงได้ จะกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติอย่างแน่นอน ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ยังมองไม่เห็นทางออก คงต้องปล่อยให้เกิดความรุนแรงต่อเนื่องไป เพราะในฝั่งของรัฐบาลเชื่อว่าจะทำอะไรไม่ได้ ขณะที่ทหาร - ตำรวจ ก็คงไม่สามารถเข้ามายุติเหตุการณ์ได้ เพราะต้องระมัดระวังสูงในการจะทำอะไร เนื่องจากเป็นเรื่องอ่อนไหวมาก หากเกิดการปะทะและทำให้มีการเสียชีวิตเกิดขึ้นแม้เพียงคนเดียว ก็อาจทำให้บานปลายเป็นเรื่องใหญ่ตามมาได้" นายมานพ กล่าว
สื่อนอกตีข่าวยึดNBT

ขณะที่ สื่อต่างประเทศหลายสำนัก เช่น สำนักข่าว BBC เสนอข่าวว่า กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนหลายพันคนได้เคลื่อนขบวนไปตามท้องถนนในกรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของไทยลาออกจากตำแหน่ง และเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ของรัฐ หรือ NBT รวมถึงอาคารที่ทำการของรัฐบาลอีกหลายแห่ง และบีบบังคับให้ข้าราชการยุติการปฏิบัติหน้าที่

อย่างไรก็ตาม BBC ระบุว่าตำรวจไทยได้ยุติการยึดครองสถานีโทรทัศน์ NBT ได้แล้ว ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ PAD ระบุว่า นายสมัคร เป็นตัวแทนของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งขณะนี้กำลังลี้ภัย

ส่วน สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า เกิดเหตุกลุ่มผู้ประท้วงติดอาวุธ 80 ราย ได้บุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งเป็นของรัฐบาล และได้ระงับการแพร่ภาพออกอากาศของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ขณะที่ตำรวจได้จับกุมสมาชิกกลุ่ม 80 รายที่ก่อเหตุบุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที

ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์และเอเฟพีรายงานตรงกันว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหวังจะดึงคนจำนวนหลายแสนคนออกมาชุมนุมกันในวันที่ 26 สิงหาคม เพื่อโค่นล้มรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช โดยทางตำรวจประเมินว่า มีประชาชนออกมาแล้วเพียง 35,000 คนเท่านั้น
ฉะกบฏปล้นชาติ

ด้าน นายสุคนธ์ ชัยอารีย์ ผู้ดำเนินรายการ “คุยข่าว 97 “คลื่น 97.0 เมกะเฮิตร์ กรมประชาสัมพันธ์ และหนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์ กล่าวว่า ตอนนี้บ้านเมืองกำลังเข้าสู่กลียุค การกระทำของคนพวกนี้เข้าข่ายเป็นกบฏปล้นชาติ ถ้ารัฐบาลยังนิ่งเฉย ก็เท่ากับว่ารัฐบาลอ่อนแอ และเท่าที่ตนได้ถูกเอามีดจี้นั้น ในฐานะที่ตนเป็นคนใต้ก็พอจะเดาได้ว่าสำเนียงที่ใช้พูดนั้นน่าจะเป็นคนจังหวัดสุราษธานี หรือไม่ก็จังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างแน่นอน และมีอาการเหมือนคนเมาใบกระทอมด้วย หน้าตายังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่เลย

นายสุคนธ์ กล่าวด้วยว่า จากที่ได้มีการควบคุมตัวกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT ทางแกนนำกลุ่มก็ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่คนของพันธมิตรฯ แต่ในเมื่อแกนนำออกมาปฏิเสธแล้วทำไมต้องเรียกร้องให้เจ้าหน้าตำรวจปล่อยตัวกลุ่มคนดังกล่าวด้วย อย่ามาโกหกจะดีกว่า โดยตนเชื่อมาเป็นกลุ่มที่ได้มีการจัดจ้างจากกลุ่มของ ส.ส.สอบตกของบางพรรค หรือว่าจากส.ส.บางคนหนุนหลังอยู่ 100 %
ชาวเว็บรุมด่า “ป่าเถื่อน”

ขณะเดียวกัน หลังจากที่ได้มีการบุกยึดสถาน ก็ได้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก ทางเว็บไซด์สนุกดอทคอมได้มีการตั้งกระทู้เพื่อถามความคิดเห็นของประชาชน ในหัวข้อ เห็นด้วยกับพันธมิตรหรือไม่ ปรากฏว่าได้มีประชาชนเป็นจำนวนที่ได้เข้ามาตอบในกระทู้ ดังกล่าว

โดยความคิดเห็นทั้งหมดล้วนประณามการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเป็นพวกป่าเถื่อน มีความเห็นหนึ่งบอกว่าการเข้าปิดล้อมไม่ให้สถานี NBT ถ่ายทอดสด เพราะว่าไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความชั่วของกลุ่มอันธพาลหรือกล่าวว่าการบอกว่าตัวเองเป็นพันธมิตร แต่การกระทำที่ปรากฏเป็นการโจรที่ทำให้ประเทศมีแต่ความเสียหาย
บางข้อความยังระบุถึงกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ไปบุกยึดว่า “ใส่ผ้าปิดหน้าเหมือนพวกก่อการร้ายเลย”

“เลวมาก ไม่เคยทำตามกฏหมาย เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีของ ประชาธิปไตย สมควรประหารพวกนี้ให้หมด ถ้าทำผมคงดีใจมากๆ เลยประเทศจะได้ก้าวหน้า”

“ทำให้คนอื่นเดือดร้อนแล้วบอกไม่ได้ทำขอให้พวกมันล่มจมให้หมด มันยิ่งไม่ทำตามกฏหมายบ้านเมืองแบบนี้ สังคมยิ่งแตกแยก ไม่เคยเห็นอำนาจนิติบัญญัติในสายตา”



พันธมิตรฯ ถอนกำลังจาก NBT เคลื่อนสมทบ ทำเนียบฯ

พันธมิตรฯ ถอนกำลังจากเอ็นบีทีแล้ว เพื่อนำมวลชนมาสมทบที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากไม่สามารถตัดสัญญาณการออกอากาศของเอ็นบีทีได้

หลังจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนำมวลชนไปปิดล้อมและยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ล่าสุด เมื่อเวลา 16.30 น. วันนี้(26ส.ค.) นายอมร อมรรัตนานนท์ ผู้ควบคุมการชุมนุมที่สถานีเอ็นบีทีได้ประกาศย้ายการชุมนุมกลับไปที่ทำเนียบรัฐบาลตามมติของแกนนำแล้ว โดยจะใช้วิธีการเดินขบวนไป

ทั้งนี้ จุดประสงค์ของการบุกยึดเอ็นบีทีก็เพื่อให้สถานีแห่งนี้หยุดนำเสนอข่าวสารที่บิดเบือนเพื่อกลบเกลื่อการกระทำผิดของรัฐบาลและโจมตีฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม เมื่อยึดได้แล้ว มีปัญหาทางเทคนิคที่ไม่สามารถตัดสัญญาณการออกอากาศของเอ็นบีทีได้ จึงเปล่าประโยชน์ที่จะชุมนุมปิดล้อมเอ็นบีทีต่อไป ดังนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมที่เอ็นบีทีจึงได้เริ่มเคลื่อนขบวนออกมาเมื่อเวลาประมาณ 16.40 น.ที่ผ่านมา

นายกฯ ลั่น ให้โอกาส พธม.ครั้งสุดท้ายพร้อมตั้ง พล.ต.อ.โกวิท ปราบม็อบ

นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวที่กองบัญชาการกองทัพไทย ประกาศตั้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ควบคุมการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ คืนความสงบให้บ้านเมือง พร้อมเตือนผู้ไม่เกี่ยวข้องออกจากการชุมนุม ก่อนตกเป็นผู้ต้องหา

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกล่าวเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมที่ไม่กี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดินทางกลับบ้าน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตามขั้นตอน เนื่องจากที่ผ่านมา รัฐบาลใช้ความอดทน อดกลั้น อย่างเต็มที่ จนถึงขณะนี้ ถือว่ากลุ่มผู้ชุมนุมทำเกินกว่าเหตุไปมาก จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อให้สถาณการณ์บ้านเมืองกลับคืนสู่ภาวะปกติ

รวมทั้งมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับมอบอำนาจเต็มจากคณะรัฐมนตรี เพื่อกำกับดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการแก้ไขสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวอีกด้วยว่า รัฐบาลยังมีเครื่องมือในการดำเนินการอีกหลายขั้นตอน แต่ทุกอย่างจะเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งได้เรียกร้องให้สื่อมวลชน พิจารณาการนำเสนอข่าวสารเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองด้วย


กบฏ'พันธมิตรฯ'ถ่อย พังประตูทำเนียบ ประกาศชัยชนะ!

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ส่วนหนึ่งบุกเข้าทำเนียบรัฐบาลประกาศชัยชนะ ขณะที่อีกเกือบ 1 หมื่นคนยังคงปักหลักปิดล้อมนาน 7 ช.ม.แล้ว

กว่า 7 ชั่วโมงแล้วที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเกือบ 1 หมื่นคนยังคงปักหลักชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวโดยเมื่อเวลาประมาณ 13.15 น. ทางกลุ่มพันธมิตร ได้พังแผงกั้นเหล็กที่กั้นอยู่บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ผ่านเข้ามายังบริเวณประตู 1 ทำเนียบรัฐบาลจำนวน 6 คน แล้วมานั่งขัดสมาธิพร้อมจับมือชูขึ้นเพื่อแสดงแสนยานุภาพว่าได้รับชัยชนะแล้วโดยกระทำการเพียง 10 นาทีเท่านั้นก่อนกลับออกไปเช่นเดียวกันกับประตูเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ และประตูสะพานอรทัยที่ทางกลุ่มพันธมิตรได้บุกเข้ามาแล้วก็กลับออกไปโดยใช้เวลาไม่นานนัก

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรในครั้งนี้ไม่ได้รับการขัดขวางจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใดทั้งยังไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการบริเวณป้อมตำรวจประตู 1 เหมือนปกติ

นักรบกู้ชาติบุกยึดNBT








ผบ.สส. ยัน ทหารไม่ปฏิวัติ-ไม่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ทหารยืนยันไม่ปฏิวัติแน่นอน ลั่นตำรวจ 2 แสนนายสามารถรับมือและดูแลได้ ระบุไม่อยากเห็นคน ไทยปะทะกัน และไม่อยากให้เกิดความรุนแรง

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึงสถานการณ์การชุมนุมว่า เชื่อว่าแต่ละส่วนและแต่ละเหล่าทัพจะมีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่แล้ว ซึ่ง ผบ.เหล่าไม่ได้มีการประชุมหารือกัน เพราะขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ดูแลอยู่แล้ว ทั้งนี้ได้พูดคุยกับ ผบ.ทบ.เพียงเล็กน้อย ยังไม่ได้คุยในรายละเอียด แต่วันนี้ มีการประชุมครม. คงจะมีรายละเอียดในการดูแลรักษาความปลอดภัย ตนยังไม่ได้มีการต่อสายพูดคุยกับนายกฯ และท่านไม่ได้มีการสั่งอะไรเป็นพิเศษ

พล.อ. บุญสร้าง กล่าวว่า การประกาศภาวะฉุกเฉิน เป็นเรื่องฝ่ายการเมือง ไม่ใช่ตนเป็นผู้ประกาศ อย่างไรก็ตาม หากนายกฯ ถามทาง ผบ.เหล่าทัพ ก็คงจะต้องช่วยกันคิด ว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร แต่ปกติแล้ว คิดว่าท่านคงไม่ประกาศ เพราะถ้าประกาศแล้วจะยุ่ง เขาจึงเรียกว่าฉุกเฉิน ถ้าไม่ประกาศเดี๋ยวไม่ฉุกเฉิน ถ้าประกาศไปแล้วเดี๋ยวจะฉุกเฉินเลย ทั้งนี้ยังไม่เห็นจำเป็นว่าจะต้องมีการประกาศ เพราะการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สถานการณ์จะต้องฉุกเฉินจริงๆ ถ้าสถานการณ์ ไม่ฉุกเฉินแล้วไปประกาศ จะทำให้ฉุกเฉิน

ส่วนการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ไปปิดล้อมสถานที่ราชการต่างๆ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการ เพราะตำรวจมีคนตั้ง 2 แสนกว่าคน ซึ่งเชื่อว่า ตำรวจ ยังสามารถรับมือและดูแลได้ ทั้งนี้ตนไม่อยากเห็นคน ไทยปะทะกัน และไม่อยากให้เกิดความรุนแรง ทั้งนี้ทหารได้มีการเตรียมการในการดำเนินการตามหน้าที่ แต่ตอนนี้ยังไม่มีอะไร เราได้เพียงแต่มอนิเตอร์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ย้ายสถานที่ไปอยู่ที่กองบัญชาการทหารกองทัพไทย นอกจาก พลเอกบุญสร้าง ยังมี พลโทประยุทธ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ยืนยันตรงกันว่า ทหารจะไม่ปฏิวัติ เพราะมีบทเรียนมาแล้วจากเหตุการณ์ 19 กันยายน

ด้าน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การย้ายที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ เป็นเรี่อง ไม่เสียหน้า ส่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกลุ่มชายฉกรรจ์บุกเข้าไปในกระทรวง และขอให้ข้าราชการออกจากกระทรวงทั้งหมด ส่วนที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในวันนี้ ปิดการเรียนการสอนทุกระดับชั้น



ตร.เล็งดำเนินคดี 5 แกนนำพันธมิตรฯ ล้มล้างรัฐบาล

ตำรวจเตรียมขยายผลรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับ 5 แกนนำ โดยเฉพาะนายสนธิ ลิ้มทองกุล พลตรีจำลอง ศรีเมือง ในข้อหาล้มล้างรัฐบาล หลังพบพฤติการณ์มีการสั่งการและเชื่อมโยงกัน

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้นำตัวกลุ่มผู้บุกรุกจำนวน 80 คน ซึ่งเป็นชาย 78 คน หญิง 2 คน ไปควบคุมตัวไว้ที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อสอบสวนขยายผล หลังเข้าไปบุกรุกสถานีโทรทัศน์ NBT ในข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการยามวิกาล พกพาอาวุธปืน มียาเสพติดไว้ครอบครอง และทำให้เสียทรัพย์ พร้อมยืนยันว่า ทั้งหมดเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ แม้ว่าแกนนำจะปฏิเสธ แต่พบว่าพฤติการณ์มีการสั่งการและเชื่อมโยงกัน ซึ่งตรงกับการสืบสวนหาข่าวของตำรวจ พร้อมจะขยายผลรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับ 5 แกนนำ ในข้อหาล้มล้างรัฐบาล

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังยืนยันด้วยว่า ผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้มีการรายงานสถานการณ์ให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพื่อประเมินเป็นระยะๆ พร้อมกับมีการจัดกำลังไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนไป ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงคมนาคม สถานทูตอังกฤษ หรือสถานีโทรทัศน์ NBT พร้อมได้ประสานกำลังจากกองพันสารวัตรทหารที่อยู่ในที่ตั้ง เพื่อที่จะสามารถส่งกำลังมาสมทบหากกำลังตำรวจไม่เพียงพอ



พันธมารอันตราย!

ฮอตสกู๊ปได้รับรายงานข่าวลึกถึงอันตรายที่อยู่ในม็อบพันธมาร ที่ว่ากันว่าเกิดความขัดแย้งแตกแยกภายในของเหล่าการ์ด ที่ทำตัวระรานประชาชน ไม่เว้นแม้กระทั่งนักข่าวที่เข้าไปทำข่าวในที่ชุมนุม
จากข้อมูลของ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” รองโฆษกรัฐบาล แถลงที่ห้องแถลงข่าวตึกนารีสโมสร เมื่อบ่าย 22 สิงหาคม 2551 ว่า “มีความแตกแยกขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในกลุ่มคนที่เป็นการ์ดรักษาความปลอดภัย ในกลุ่มพันธมิตรฯ ระหว่างกลุ่มนักรบศรีวิชัย กับ รปภ.อาสา ซึ่งอยู่ในความดูแลของชายแก่ห้าขัน ทั้ง 2 กลุ่มนั้น ไม่สามารถระงับเหตุได้จนมีการชักอาวุธปืนเพื่อกดดันกัน ซึ่งขณะนี้ได้รับรายงานว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีกลุ่มนักรบศรีวิชัยอยู่แล้ว เนื่องจากมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ มีเพียงการแต่งตัวให้คล้ายคลึงเท่านั้น ขณะนี้ในม็อบมีเพียงนักรบชากังราว นักรบพระเจ้าตาก กลุ่มนักรบกรมหลวงชุมพร ผมจึงเรียนมาเพื่อให้ประชาชนรับทราบ และที่ออกมาพูดไม่อยากให้กลุ่มพันธมิตรฯ สร้างอาณาจักรส่วนตัว สะท้อนถึงการจัดการของพันธมิตรฯ ที่มีสถานการณ์ล่อแหลม ไม่มีใครควบคุมได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม และสื่อมวลชนด้วย รัฐบาลได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดูแลอย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้แกนนำพันธมิตรฯ รับผิดชอบตรงนี้ด้วย ซึ่งแนวคิดการจัดการของรัฐบาลยังคงใช้แนวทางสันติวิธี แต่หากพบว่ากลุ่มพันธมิตรฯ มีการซ่องสุมอาวุธปืนที่ไม่ถูกกฎหมายอีก จะให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลจัดการอย่างเด็ดขาดกับบุคคลนั้นๆ”
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่หลายคน รู้กันเป็นอย่างดีว่า “นักรบศรีวิชัย” ที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยให้กับที่ชุมนุมของเหล่าพันธมาร มาตั้งแต่ 25 พฤษภาคม 2551 จนบัดนี้ ทั้งที่เวทีสะพานมัฆวานฯ และสะพานชมัยมรุเชฐ จนกลับมาสะพานมัฆวานฯ อีกครั้งในเวลานี้ คนพวกนี้มีความเป็นอันธพาลมากแค่ไหน อย่างไร
เช่น มีข่าวว่า นักข่าวหญิงทุกสำนัก ทั้งสำนักที่เกลียด “ทักษิณ ชินวัตร” และสำนักที่เป็นกลาง ที่ถูกสั่งให้เข้าไปทำข่าวการชุมนุมที่เวที จะถูกนักรบศรีวิชัย ตรวจบัตร ค้นกระเป๋า อย่างไม่ให้เกียรติกันเลย และบางคนของหาย
และนักข่าวชาย คนหนึ่งเข้าเวรเฝ้าม็อบตอนตี 3 โดนนักรบศรีวิชัย 2 คนเข้ามานั่งประกบซ้ายขวา และถามแบบคุกคาม บ้านอยู่ไหน กลับรถเมล์สายอะไร ขึ้นป้ายไหน ทั้งที่รู้ว่าเป็นนักข่าวแต่ก็ถูกคุกคาม
สรุปได้ว่าในม็อบมีการ์ดที่ประกอบด้วยคน 2 พวก คือ
1.นักรบศรีวิชัย ที่ว่ากันว่าเป็นวัยรุ่นปักษ์ใต้ที่มั่วสุมกันอยู่ย่านหน้ารามคำแหง เข้ามาได้เพราะ ส.ส.ใต้ที่สนิทกับพันธมิตรฯ ส่งเข้ามา
2.รปภ.อาสา ประกาศรับสมัครเอาจากผู้ชุมนุม
ว่ากันว่า คนทั้งสองพวกมีค่าแรงตอบแทนเล็กน้อย
อาจจะเป็นเพราะความที่ม็อบพันธมิตรฯ แสดงความใหญ่โต ปิดถนนตรงไหนก็ได้ เมื่อไรก็ได้ ดาวกระจายไปปิดถนนสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับคนกรุงเทพ ตรงไหนก็ได้ และบนเวทีก็ด่าทอเจ้าหน้าที่รัฐทุกคน จึงทำให้เกิดอาการกร่าง ตามข่าวที่เคยปรากฏให้เห็นว่า การ์ด บางคนไปไถเงินเจ้าหน้าที่วัดมกุฏ 20 บาท บุหรี่ 1 มวน ไม่ได้ก็ชก จนขึ้นโรงพักมาแล้ว
หรือแม้แต่ที่ จ.ศรีสะเกษ ตำรวจเข้าค้นการ์ดพันธมิตรฯ ขณะเปิดเวทีที่หน้าสถานีรถไฟ พบการ์ดเสพยาบ้า มียาบ้าในครอบครอง จับไปโรงพักดำเนินคดี
การชกต่อยกันเองระหว่างนักรบศรีวิชัยกับ รปภ.อาสา นั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ล่าสุดที่เป็นเรื่องเป็นราวเกิดขึ้นเมื่อตอนค่ำวันที่ 10 สิงหาคม 2551 มีรายงานข่าวแจ้งว่า การ์ดนักรบศรีวิชัยที่รับผิดชอบหน้าและหลังเวที ได้เกิดการปะทะคารมกับ รปภ.อาสา ทางด้านหลังเวที ถึงขนาดมีการชักอาวุธปืนข่มขู่กัน
มีแกนนำ คนหนึ่งรู้เรื่องเข้าไปห้ามปราม และนัดจะประชุมเคลียร์ แต่นักรบศรีวิชัยไม่ฟังชักปืนออกมาขู่ จึงมีการลั่นคำเลิกจ้าง และห้ามไม่ให้นักรบศรีวิชัยเข้ามาในพื้นที่ชุมนุมอีก โดยจะจ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างอยู่ให้หมดในภายหลัง แต่นักรบศรีวิชัยไม่รับเคลียร์ และถอนกำลังจากการคุ้มกันม็อบพันธมิตรฯ ออกไปทั้งหมด
แต่มีการปกปิดเรื่องนี้ไว้ ไม่มีการประกาศให้ผู้ชุมนุมรับรู้
จากนั้นได้มีการจ้างกำลังคนใหม่เข้ามาเป็นการ์ด ส่วนหนึ่งเอามาจาก จ.ชุมพร เรียกว่า “นักรบกรมหลวงชุมพร” อีกส่วนหนึ่งมาจากกำแพงเพชร เรียกว่า “นักรบชากังราว” อีกส่วนหนึ่งรวมมาจากทั่วไป เรียกว่า “นักรบพระเจ้าตาก”
และสั่งให้ทุกกลุ่มแต่งกายให้คล้ายๆ นักรบศรีวิชัย เพื่อให้สาวกพันธมิตรฯ ที่มาชุมนุมเข้าใจว่า นักรบศรีวิชัยยังอยู่
แถมยัง มีหน่วยการ์ดของพันธมิตรฯ แย่งยื้อกล่องเงินรับบริจาคและเมื่อช่างภาพเข้าไปถ่ายรูป การ์ดคนนั้นได้เอามือไปปิดเลนส์กล้องของนักข่าวเพื่อไม่ให้ได้ภาพอีกด้วย
จริงหรือไม่อย่างไร คงต้องเป็นหน้าที่ของบรรดาหัวหน้าแก๊ง 5+1 ต้องตอบคำถามนี้ แต่พฤติกรรม ที่กร่างและคุกคามคนอื่นไปทั่วแบบนี้ของบรรดา “หน่วยที่ต้องทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน” นั้น เป็นคำถามตัวโตว่า คนเหล่านี้จะรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนที่มาชุมนุมได้จริงหรือ
แล้วการเคลื่อนไหวที่มักอ้างว่า เป็นไปโดยสงบเพราะยึดหลักสันติวิธีนั้น เป็นเพียงการสร้างภาพ ตบตาประชาชนใช่หรือไม่
น่าเห็นใจบรรดาเหล่าสาวกของพันธมารเสียจริงๆ ที่นอกจากจะถูกหลอกและปั่นหัวด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จให้เชื่อตาม ยังอาจจะถูกลูกหลงของบรรดาเหล่าการ์ดที่มีพฤติกรรมไม่ต่างจากอันธพาล อย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปอีกด้วย
ที่สำคัญ เมื่อมีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น คนที่ไปร่วมชุมนุม แบบพวกอาม่า อาเจ้นี่แหละที่จะเจ็บตัว เพราะบรรดาเหล่าหัวหน้าแก๊งมักจะหลบหนีไปก่อนเสมอๆ ด้วยข้ออ้างที่ว่าต้องเซฟแกนนำไว้ ใช่ไม่ใช่ ...ใช่ไหมพี่น้อง ....

1 ปี รธน.50การเมืองไทยถอยหลังลงคลอง

งานเสวนาเรื่อง “1 ปี รัฐธรรมนูญ 50 : การเมืองอยู่กับที่หรือถอยหลัง” เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ถือเป็นวันครบรอบ 1 ปีของการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 โดยมีการแสดงทรรศนะในเชิงหลักการวิชาการของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างละเอียด และเข้มข้นด้วยแนวคิดทางวิชาการ ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย
เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 พวกเขาก็พาประเทศย้อนหลังกลับไปประมาณเมื่อปี 2400 กว่าๆ แล้วที่มันเกิดรัฐธรรมนูญ 2550 นั้น ก็เพราะว่าโลกนี้มันบังคับว่า ประเทศไทยจะปกครองโดยที่ขาดรัฐธรรมนูญนั้นมันไม่ได้ เขาก็เลยต้องมีรัฐธรรมนูญ ต้องมีเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นต้องถือว่า ก้าวหน้ากว่าเมื่อตอน 19 กันยายน แต่ว่ามันไม่ได้ก้าวหน้าขึ้นมาเป็นปี 2550 นะ แต่มันยังคงเป็นปี 2400 กว่าๆ อยู่ดี นับจาก 19 สิงหาคม วันที่มีรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ละวันๆ มันก็ถอยหลังไป ประเทศไทยเป็นอย่างนี้นะ คือประเทศอื่นนั้นพอพรุ่งนี้มันก็ก้าวหน้าไปอีกขั้น แต่ของเรานั้นพอวันนี้อยู่ตรงนี้ พรุ่งนี้ก็ถอยหลังกลับไปอีกแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญ 2550 เขาบัญญัติไว้อย่างนั้น คือต้องการให้บ้านเมืองมันถอยหลัง ความเป็นประชาธิปไตยมันจะต้องลดน้อยลง อันนี้คือสาระของรัฐธรรมนูญที่หลายๆ คนพยายามพูดกันตลอด ทำไมผมพูดอย่างนั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาเขียนไว้เพื่อให้อำนาจจะต้องไม่อยู่ในมือของคนที่มาจากการเลือกตั้ง อำนาจที่ได้รับรากมาจากประชาชน ก็จะต้องไม่มีอยู่จริง แต่อำนาจจะต้องไปอยู่กับผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งมาจากข้าราชการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น ฝ่ายตุลาการ ทั้งในรูปที่เป็นองค์กรที่สรรหากันมา ทั้งในรูปที่เป็น ส.ว. ที่สรรหากันมา ซึ่งก็เชื่อมโยงกันระหว่างข้าราชการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ฝ่ายตุลาการบางส่วนกับผู้ที่มาจากการสรรหา แล้วก็ให้ผลัดกัน สรรหากันไปสรรหากันมา คือ อำนาจอยู่ในมือของกลุ่มคนเหล่านี้ เสร็จแล้วก็มามีอำนาจในการกำหนดบทบาทในความเป็นมาเป็นไปของบ้านเมือง ผ่านกติกาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และผ่านกลไกที่ถูกรัฐธรรมนูญสร้างขึ้น
อย่างเรื่องการยุบพรรคกำลังจะเกิดขึ้น อันนี้มันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่เขาเขียนไว้แล้ว เขาต้องการให้เกิดอย่างนี้ อันนี้ไม่ได้พูดว่าอยากให้เป็นแบบนี้ แต่รัฐธรรมนูญมันเขียนแบบนี้ คนบอกว่าพรรคพลังประชาชนยุบไหม ถูกเพิกถอนสิทธิไหม ผมบอกเลยว่าถูกถอนสิทธิล้านเปอร์เซ็นต์ ส่วนพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาฯ ไม่ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะรัฐธรรมนูญมันเขียนไว้แบบนี้ ล่าสุดนี้เห็นข่าวว่า พรรคบางพรรคจะไม่ถูกยุบแล้ว ทำไมถึงไม่ถูกยุบ ทำไมถึงไม่ได้ใบแดง เหตุผลเดียวกับพรรคไทยรักไทย ตอนยุบไทยรักไทยบอกว่า ถ้าไม่ยุบไทยรักไทยแล้วจะปฏิวัติไปทำไม ยึดอำนาจมาเสียแรงเปล่า อันนี้ก็เหมือนกัน อันนี้ต้องไม่ยุบพรรคที่กำลังโดนตรวจสอบอยู่ เพราะถ้ายุบพรรคนี้เขาก็ยึดอำนาจมาเสียแรงเปล่าสิ
ทั้งหมดนี้มันไม่ใช่เป็นอุบัติเหตุอะไร แต่มันเป็นเรื่องที่เขาออกแบบมาโดยเฉพาะ ต้องการให้เกิดอย่างนี้ ต้องการให้มีรัฐบาลอ่อนแอ พรรคการเมืองอ่อนแอ ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ ผู้มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ ทำอะไรไม่ได้ อยู่ในอุ้งมือของผู้ที่มาจากการสรรหาแต่งตั้ง เป็นคนกำหนดได้หมด ใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะเป็นรัฐบาลต่อไปได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนพวกนี้หมด เมืองไทยถ้าจะพัฒนาต่อไปได้ ไม่ใช่ถอยหลังไปเรื่อยๆ ก็คือ จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าเราไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ข้อเสียที่เห็นชัดๆ ก็คือ 1.บ้านเมืองจะเสียหายไปเรื่อยๆ และในที่สุดวันข้างหน้าสังคมไทย ประชาชนจะเดือดร้อนมาก แล้ววันนั้นทุกคนก็จะเข้าใจว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงวันนั้นก็จะเกิดความขัดแย้งในสังคมยิ่งกว่าทุกวันนี้ อีกข้อหนึ่งก็คือ ถ้าเราไม่แก้ด้วยเหตุผลที่ว่า กลัวว่าพันธมิตรฯ จะมาชุมนุม แล้วจะเกิดความรุนแรง แล้วเราต้องยอมพันธมิตรฯ ก็เท่ากับว่าเราได้ยกประเทศให้กับพันธมิตรฯ ไปแล้ว ก็จะมากำหนดอะไรได้หมด ตกลงประเทศไทยจะปกครองโดยใครกันแน่ เพราะฉะนั้นถ้าเรายังยืนยันในหลักการว่า อำนาจจะต้องอยู่ที่ประชาชน บ้านเมืองต้องเป็นประชาธิปไตย ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ว่าจะแก้อย่างไรที่ไม่ไห้เกิดความรุนแรง อันนี้ต้องช่วยกันคิดนะครับ

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่ม คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.)
ปัญหาที่ตั้งไว้ว่า การเมืองเดินหน้าหรือถอยหลังในกรอบของรัฐธรรมนูญ 2550 คือมันมีคำตอบชัดมาตั้งแต่ต้นแล้วนะครับว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่สามารถทำให้การเมืองก้าวไปข้างหน้าได้ มีแต่ทำให้การเมืองถอยหลัง ก้าวหน้าไม่ได้เลยครับ คือการรัฐประหารครั้งที่แล้ว เราต้องทำความเข้าใจนะครับว่า เป้าหมายเราอย่าไปมองแคบๆ ว่านายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ออกไปเท่านั้น เป็นเป้าหมายเบื้องต้น แต่ที่แท้จริงเขาต้องการโค่นล้มระบอบประชาธิปไตยลงไป แล้วสร้างระบอบอำมาตยาธิปไตย คณาธิปไตย และเผด็จการอำนาจนิยมขึ้นมา ถ้าเราเข้าใจชัดๆ อย่างนี้แล้ว 1 ปีที่ผ่านมา เป็น 1 ปีที่สำแดงฤทธิ์เดชของอำมาตยาธิปไตย คณาธิปไตย และเผด็จการอำนาจนิยม แต่ว่าพวกนี้เขาฉลาด นอกจากจะสร้างองค์กรต่างๆ ก็ยังสร้างกฎกติกา ให้องค์กรของเขาดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไปได้ รัฐประหารได้มีประกาศฉบับที่ 19 บอกว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ยังคงใช้งานต่อไปได้ ยกเว้นกระบวนการสรรหา เมื่อเป็นเช่นนี้ ป.ป.ช. ต้องเคารพ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 6 มาตรา 12 พูดชัดเจนว่า ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เนื่องจากวันนั้นถึงวันนี้ไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ดังนั้นพวกคุณไม่ถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายของพวกรัฐประหารเอง ผมขอเตือนด้วยความเคารพนะครับว่า ป.ป.ช. ควรตระหนักในเรื่องนี้ และออกไปดีกว่า เหมือนอย่างที่ คุณวีระ มุสิกพงศ์ บอก ออกไปเลย เพราะว่าคุณไม่มีกฎหมายใดคุ้มครอง
แต่ท่านดูนะครับว่า ตัวอันตรายที่สุดและได้ผล บางเรื่องของเขามีปัญหา และบางเรื่องของเขาได้ผล บางเรื่องของเขาที่ได้ผลกำลังทิ่มแทงกระบวนการประชาธิปไตยของประเทศไทยให้สั่นคลอน ทำให้มีปัญหาเกิดขึ้น ทิ่มแทงอย่างไรครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ มาตรา 309 ครับ ท่านคิดดูนะครับว่า รัฐธรรมนูญทั่วโลกจะไม่มีปรากฏ ไอ้ 309 มันถอยหลังไปยิ่งกว่าสมัยกรีกเสียอีก ลำพังแค่มาตรา 309 อย่างเดียวเราก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว เอาเป็นว่าในโลกปัจจุบันมี 2 ทางเลือก คือ ประชาธิปไตย หรือไม่ใช่ประชาธิปไตย ไอ้พวกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย มีชื่อเล่นว่า คณาธิปไตย อำมาตยาธิปไตย เผด็จการอำนาจนิยม ไอ้เรื่อง 70:30 ที่เขาตั้ง พวกมัฆวานฯ เราต้องเรียกว่าพวก “ลัทธิมัฆวาน” เพราะฉะนั้นในวันนี้เราต้องจำกัดวงให้แคบ หัวโจกของ “ลัทธิมัฆวาน” แค่ 6 คนเขาจะบอกให้ประชาชน 63 ล้านคนได้รู้ว่า หัวโจก 6 คนกำลังสาธยาย “ลัทธิมัฆวาน” ที่ทำลายประชาธิปไตยอย่างไร ผมเชื่อว่าคน 63 ล้านคนไม่เอา “ลัทธิมัฆวาน” คอยดูแล้วกันวันที่ 26 นี้จะมีคนเข้าร่วมสักกี่คน
ผมอยากสรุปให้ฟังว่า 1 ปีที่ผ่านมา มันเป็นฤทธิ์เดชของพวกเผด็จการอำนาจนิยมของระบอบคณาธิปไตย แล้วยังส่งผลและกัดกร่อนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และตอนนี้ประชาชนยังทำอะไรไม่ได้ เพราะดูคณะกรรมการ กกต. ชุดนี้สิครับ จะมาแก้ปัญหาเรื่องใบแดง ใบเหลือง ก็เป็นเรื่องที่ยาก ผมไม่เข้าใจที่เพชรบูรณ์ 1,300,000 โดนใบเหลือง แต่โคราชกับบุรีรัมย์ เงินแค่ 200 บาท โดนใบแดง ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจ และท่านก็ไม่ออกมาแถลง เรื่องนี้มันชัดเจนอยู่แล้วว่า 1,300,000 ไปซื้อเสียงทำไมให้ใบเหลือง ผมไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องที่ผิด แต่ผมไม่เข้าใจ ประชาชนเราใช้สิทธิตามมาตรา 291 เพราะมาตรา 291 อนุญาตให้ประชาชนเข้าชื่อเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แล้วเราก็ได้มากว่า 200,000 รายชื่อ แล้วนำไปยื่นถูกต้องกว่า 70,000 รายชื่อ เพราะฉะนั้นเราทำถูกต้อง แล้วในวันจันทร์นี้พวกเราจะไปตรวจร่างฉบับสุดท้าย ตรงนี้ผมอยากให้พี่น้องประชาชนช่วยไปพูดกรอกหู ส.ส. ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยกันยกมือให้ผ่านวาระที่ 1 ได้ไหมครับ ไม่ต้องมีม็อบนะครับ เจอที่ไหนพูดที่นั่น อันนี้เป็นข่าวดีของเรา ถ้าร่างที่แก้ไขโดยประชาชนมากกว่า 50,000 รายชื่อ เข้าไปสู่รัฐสภาแล้ว ถ้าเราคิดในแง่ดีพวก ส.ส. ก็มีสำนึกประชาธิปไตย แล้วเขาก็จะยกมือให้ผ่านวาระที่ 1 และเป็นโอกาสที่เราจะไปชำระสะสางพวกโสโครกทั้งหลายที่เขาทำไว้
นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต สสร. 2540
หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผมได้เขียนหนังสือมาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า “ฉีกรัฐธรรมนูญ ประเทศได้อะไร” เป็นการสรุปถึงระบบกฎหมายไทย ซึ่งสูญเสียดุลยภาพไปหมดหลังจากการรัฐประหารเป็นต้นมา วันนี้คือวันที่ 24 สิงหาคม 2551 เป็นวันครบรอบ 1 ปี ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยประกาศใช้ แทนที่จะเป็น 1 ปีแห่งการปรับปรุงสู่ความเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพทางการเมือง และความสมานฉันท์ของคนแห่งชาติ ตามที่คณะปฏิรูปการปกครองฯ ได้สัญญาไว้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่กลับกลายเป็น 1 ปีที่สืบทอด ที่ผมเรียกว่า มรดกทางอำนาจและเจตนารมณ์การปฏิวัติของคณะปฏิรูปการปกครองฯ เอง รวมทั้งผู้อยู่เบื้องหลัง เสียมากกว่า
ข้อ 1.ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ตามวรรคสี่ มาตรา 237 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ไม่เคยมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะฉะนั้นอย่ามาอ้างว่าได้นำแบบอย่างมาจากรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะไม่เคยมีบัญญัติเอาไว้ในมาตรา 68 ตามวรรคสี่ มาตรา 237 วรรคสอง เป็นการสืบทอดเจตนารมณ์การปฏิวัติ ตามมาตรา 35 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว 2549 ที่ให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คณะ 1 ที่มี 9 คน ซึ่งไม่ใช่ศาล และให้มีอำนาจกระทำการแทนศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกยกเลิกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้มีอำนาจในการสั่งยุบพรรคการเมือง ข้อที่ 2.ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549 นี่เป็นการบัญญัติกฎหมายออกมาเพื่อรองรับบทบัญญัติในมาตรา 35 เพื่อที่จะให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นโทษประหารชีวิตทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แก่บรรดาบุคคล หัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคการเมือง ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และที่ร้ายก็คือ เป็นการสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งที่มีผลย้อนไปครับ ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อนในระบบหรือกระบวนการที่ถูกต้อง ถามว่าเป็นกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องหรือไม่ ตอบก็คือ เป็นกระบวนการยุติธรรมซึ่งสืบทอดมาจากระบบและกลไก ซึ่งสืบทอดมาจากอำนาจรัฐประหาร ฉะนั้นจะอ้างว่าเป็นสิ่งที่ชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้
ข้อต่อมา มาตรา 242 และ 243 ประกอบกับบทเฉพาะกาล มาตรา 299 วรรคหนึ่ง เป็นการสืบทอดเจตนารมณ์การปฏิวัติ ของประกาศคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 24 กันยายน 2549 ที่ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของสภา ซึ่งตั้งตามประกาศของคณะปฏิรูปฯ ฉบับดังกล่าว เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมกับใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญใหม่ ให้เลือกกันเอง 1 คน เป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็น 1 ใน 7 คณะกรรมการสรรหา ส.ว. จำนวน 74 คน ทั้งนี้ของบทเฉพาะกาลดังกล่าวเท่ากับเป็นการระงับใช้มาตรา 242 และ 243 ที่ว่าด้วยการสรรหา โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่ง และวาระการดำรงตำแหน่งของผู้ตรวจการแผ่นดินไปโดยปริยาย ถามว่า เมื่อตอนที่เอารัฐธรรมนูญปี 2550 ไปให้ประชาชนออกเสียงลงประชามตินั้น ไปบอกกับประชาชนหรือเปล่าว่า ถ้าประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว บทเฉพาะกาล มาตรา 299 วรรคหนึ่งนั้น จะระงับใช้มาตรา 242 และมาตรา 243 ที่ประชาชนไปออกเสียงลงประชามติ คำตอบก็คือ ไม่ได้บอก
เพราะฉะนั้น จากคำตอบนี้ก็คือว่า สามารถบอกได้ว่า การเขียนบทเฉพาะกาลและไปให้อำนาจกับบางกลุ่มบางองค์กร เพื่อให้สืบทอดอำนาจต่อไป โดยจุดประสงค์อะไรก็แล้วแต่ เท่ากับเป็นการระงับใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ ความจงใจที่จะให้ใช้รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดของการจัดสร้างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ในที่นี้ ฉบับแรกคือ การใช้ตามตัวบท 291 มาตรา ใช้บังคับกับประชาชนทุกคนทั่วประเทศ แบบลุ่มๆ ดอนๆ แต่ว่าบทเฉพาะกาล 18 มาตรา ที่บังคับใช้กับกลุ่มคนกลุ่มเดียว องค์กรต่างๆ เพียงไม่กี่องค์กร และให้อำนาจและผลประโยชน์ตกกับคนกลุ่มนี้เพียงแค่หยิบมือเดียว ฉะนั้น 1 ปีที่ผ่านมา เป็นการสืบทอดมรดกอำนาจที่เลวร้ายที่สุด
รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ตอนนี้เหมือนสังคมไทยไม่ค่อยยึดหลักกฎหมาย ไม่ค่อยมีเหตุผล ไม่ค่อยยึดหลักการ ดูจะมีอารมณ์และเอากระแสมาตัดสิน อย่างประเด็นการสรรหา และอำนาจของ ส.ว. คือในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ องค์คณะในการสรรหา ส.ว. ที่มาจากการสรรหา ซึ่งในองค์คณะ 7 คน เอามาจากศาลถึง 3 ท่าน คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองสูงสุด และก็ศาลฎีกา คือไม่มีความจำเป็นที่จะเอาตัวผู้พิพากษามาเป็นตัวสรรหา ส.ว. เพราะว่า ส.ว. เป็นองค์กรทางการเมือง ใช้อำนาจทางการเมือง ในขณะที่ผู้พิพากษาใช้อำนาจตุลาการ เป็นการดึงเอาผู้พิพากษามาเกี่ยวข้องทางการเมือง ถามว่า ตรงนี้ประชาชนทั่วไปสามารถร้องขัดขวางดุลพินิจของ ส.ว. ได้หรือเปล่า คำตอบคือว่า ไม่ได้...พูดง่ายๆ ว่าระบบการสรรหา ส.ว. มันตัดขาดจากอำนาจของประชาชนไปเลย และการสรรหาถือเป็นที่สุด คือจะไปตรวจสอบการสรรหามิได้ ส่วนอำนาจของ กกต. อำนาจ กกต. เป็นอำนาจค่อนข้างจะเบ็ดเสร็จ ก็คืออำนาจการออกระเบียบ หรือนิติบัญญัติ อำนาจในการบริหารในการจัดการการเลือกตั้ง ก็คือฝ่ายบริหาร และอำนาจในการจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ คือการให้ใบเหลือง และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง หรือการให้ใบแดง อันนี้เป็นอำนาจกึ่งตุลาการ และรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า คำวินิจฉัยของ กกต. ถือเป็นที่สุด ก็คือถูกทบทวนแก้ไขไม่ได้ ก็คือยุติตามนั้น ตรงนี้ผมคิดว่าต้องแก้ไขหรือเปล่า และทำไมถึงให้ กกต. มีอำนาจค่อนข้างมาก
ประเด็นต่อไป การวินิจฉัยการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในรัฐธรรมนูญมาตรา 82 เกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ มาตรา 82 เขาบอกว่า รัฐบาลต้องทำตามสนธิสัญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ที่ประเทศไทยเป็นภาคี ปรากฏว่า ประเทศไทยเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ผมเรียกย่อว่า ICCR ในมาตรา 14 อนุมาตรา 5 บอกว่า คนทุกคนที่ต้องพิพากษาลงโทษในความผิดคดีอาญา ย่อมมีสิทธิที่จะให้คณะตุลาการระดับเหนือขึ้นไป พิจารณาทบทวนการลงโทษ และคำพิพากษา โดยเป็นไปตามกฎหมาย
ที่ยกตัวอย่าง 3 มาตรามาประกอบกันคือ มาตรา 82 ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 14 ของ ICCR และมาตรา 237 ในรัฐธรรมนูญไทย ทีนี้รัฐธรรมนูญของไทยเกี่ยวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญา เช่น คดีที่ดินรัชดาฯ ประเด็นของผมคือว่า รัฐธรรมนูญของไทยเนี่ย ขัดหรือแย้งกับ ICCR หรือไม่ และสิทธิในการพิจารณาคดีใหม่ เมื่อค้นพบข้อเท็จจริงใหม่ เป็นคนละสิทธิกัน เป็นคนละอย่าง ที่ผมพูดหมายความว่า แม้ไม่มีข้อเท็จจริงใหม่ จำเลยก็มีสิทธิได้รับการอุทธรณ์ฎีกาจากศาลที่สูงกว่า เพราะชัดเจนว่า ถ้าพิจารณาคดีเกิน 3 เดือน อาจมีข้อผิดพลาดได้ อาจจะเกิดจากข้อเท็จจริง หรือข้อกฎหมาย ข้อ 14 ของ ICCR ก็เป็นหลักประกันได้ว่า จำเลยมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีจากศาลที่สูงกว่า เพื่อที่จะมาคุ้มครองในประเด็นข้อกฎหมาย หากนักการเมืองกระทำความผิดจริง ก็อาจมีการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง แต่ประเด็นของผมก็คือว่า ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งกำหนดว่า กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรคการเมือง นอกจากจะถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองแล้ว ยังต้องดำเนินคดีอาญาด้วยนะครับ หมายความว่า ให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้นี้ แต่พอตอนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก็ไม่มีคำว่าผู้นั้น นั่นคือเพิกถอนทั้งหมด ประเด็นนี้ผมว่าน่าจะมีการศึกษาพูดคุยกันในทางวิชาการว่า โทษอย่างนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ คือจะยุบพรรคก็ยุบไป จะเพิกถอนก็ทำไป แต่ต้องไม่เหมารวมกับคนที่ไม่มีส่วนในการกระทำความผิด
ส่วนการทำหนังสือสัญญา ในมาตรา 190 ที่เกิดปัญหาอยู่ ที่อยู่ในมือของผมคือหนังสือเกี่ยวกับมาตรา 190 เป็นหนังสือเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 19 ประเทศ เกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญา ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.2005 ผมเทียบมาตรา 190 กับรัฐธรรมนูญของ 19 ประเทศแล้วเนี่ย ไม่พบข้อความที่บัญญัติไว้เหมือน 190 ของเราเลย ไม่มี ฉะนั้นการที่ไปควบคุมมาตรา 190 อย่างมาก ถ้าไม่แก้ 190 การทำหนังสือระหว่างประเทศของฝ่ายบริหารจะเป็นอัมพาต ผมว่ารายละเอียดของมาตรา 190 ควรนำไปใส่ในบทพระราชบัญญัติ ส่วนมาตรา 309 ซึ่งเป็นบทกฎหมายนิรโทษกรรม หลักกฎหมายนิรโทษกรรมโดยส่วนใหญ่แล้วจะนิรโทษกรรมเหตุการณ์ในอดีตที่มันเกิดขึ้น และสิ้นสุดไปแล้ว แต่มาตรา 309 หมายความว่า บรรดาการกระทำทั้งหมด ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 19 กันยายน ที่มีการตระเตรียมดำเนินการ มีการนิรโทษกรรม วันที่มีการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 นิรโทษกรรมเรื่อยมาจนกระทั่งหลังจากวันทำรัฐประหาร ก็ได้รับการนิรโทษกรรม ทันทีที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวได้ประกาศใช้ หลังจากที่รัฐธรรมนูญอันนี้ประกาศใช้เนี่ย บรรดาการกระทำหลังจากนี้จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรม มันสิ้นสุดแค่ตรงนั้น แต่ศาลสูงก็บอกว่า ก่อนการทำรัฐประหาร เรื่อยมาจนถึงวันทำรัฐประหาร เรื่อยมาจนถึงหลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อเดือนสิงหาคม เรื่อยมาจนถึงวันนี้ และก็จะสืบทอดไปเรื่อยๆ จนถึงอนาคต ก็ยังไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ตรงนี้ผมมองว่ามันเป็นการบิดเบือนหลักกฎหมายนิรโทษกรรม แล้วขอบเขตของมันก็ไม่มีใครทราบว่าจะใช้กับอะไร สรุปมาตรา 309 นี่ใช้กับใคร และเรื่องอะไรแน่ หรือว่าใช้กับทุกเรื่อง ทุกองค์กรหรือเปล่า หรือองค์กรทั้งหลายที่ คมช. แต่งตั้ง ขอบเขตอยู่ตรงไหน และคุ้มครองใครบ้าง สืบเนื่องเวลาแค่ไหน ถึงจะยุติในการคุ้มครอง...



คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

“...ตามธรรมดา อำนาจอธิปไตยแบ่งเป็น 3 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ซึ่งอำนาจตุลาการถูกจัดเป็นไข่ในหินอยู่แล้ว ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา เพราะอำนาจตุลาการไม่ได้มีที่มาจากประชาชน และไม่เคยถูกตรวจสอบด้วยอำนาจของประชาชนตามหลักประชาธิปไตย ต่างกับอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร อย่างสิ้นเชิง...”
ฟังมาว่า มีกฎหมายฉบับหนึ่งกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ...
ตามข่าวปรากฏว่ามี ส.ส. พรรคพลังประชาชนไม่ค่อยยินดีที่จะให้ผ่านเป็นกฎหมายมาบังคับใช้ เหตุเพราะว่า ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญไว้ด้วย ดังปรากฏในมาตรา 16 และมาตรา 17
มาตรา 16 ความว่า “นอกจากที่บัญญัติไว้แล้วใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้นำบทบัญญัติที่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม และเมื่อมีการละเมิดอำนาจศาล ให้ศาลมีอำนาจลงโทษได้ดังนี้
(1) ตักเตือน โดยจะมีคำตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยหรือไม่ก็ได้
(2) ไล่ออกจากบริเวณศาล
(3) ลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
การสั่งลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล พึงใช้อย่างระมัดระวังและเท่าที่จำเป็นตามพฤติการณ์แห่งกรณี และศาลอาจสั่งให้ผู้กระทำละเมิดลงประกาศตาม (1) ทางหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่ง หรือหลายฉบับ เป็นระยะเวลาตามที่ศาลเห็นสมควร โดยให้ผู้กระทำละเมิดเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย”
มาตรา 17 ความว่า “ผู้ใดวิจารณ์การพิจารณาหรือการวินิจฉัยของศาลโดยสุจริต ด้วยวิธีการทางวิชาการ ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือดูหมิ่นศาลหรือตุลาการ”
บทบัญญัติ 2 มาตราเท่าที่ยกมานี้ ถ้าสามารถผ่านมาประกาศใช้ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิประชาชนอย่างเข้มข้นเพิ่มขึ้นอีกฉบับหนึ่ง
ตามธรรมดา อำนาจอธิปไตยซึ่งเราแบ่งเป็น 3 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และ อำนาจตุลาการ นั้น อำนาจตุลาการถูกจัดเป็นไข่ในหินอยู่แล้ว ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา เพราะอำนาจตุลาการไม่ได้มีที่มาจากประชาชน และไม่เคยถูกตรวจสอบด้วยอำนาจของประชาชนตามหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง ต่างกับอำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหาร อย่างสิ้นเชิง
อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารมาจากประชาชนเลือกตั้งแท้ๆ เป็นเรื่องของการเมืองแท้ๆ จึงถูกตรวจสอบได้ด้วยองค์กรต่างๆ และวิธีการต่างๆ นานานับไม่ถ้วน
อำนาจนิติบัญญัติของไทยนั้น ทุกวันนี้ (หรือแต่ไหนแต่ไรมา) ถูกประณามหยามเหยียด ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนจะไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่แล้ว คำว่า เสือ สิงห์ กระทิง แรด นั้นก็ถูกนำมาใช้เยาะเย้ยถากถางนักการเมืองที่นั่งอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติอยู่เสมอๆ จนเคยชินเสียแล้ว
ฝ่ายบริหารนั้นเล่าก็ถูกตรวจสอบด้วยองค์กรมากมาย โดยเฉพาะจากฝ่ายค้านและสื่อ เวลานี้กำลังถูกวิพากษ์จาก ม็อบ ว่าเป็นรัฐบาลหุ่นเชิด รัฐบาลขายชาติ และรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีก็ถูกเรียกว่า ตัวเงินตัวทอง ซึ่งเข้าใจว่าไม่มีที่ไหนในโลกเขาทำกัน
แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยไทย ซึ่งไม่มีการเอื้อเฟื้ออนุเคราะห์เสื้อเกราะหรือเครื่องป้องกันใดๆ ให้ 2 อำนาจนี้แม้แต่น้อย ต่างกับอำนาจที่ 3 คือศาลยุติธรรม
การละเมิดอำนาจศาล เป็นกฎหมายที่คุ้มครองศาลยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไหนแต่ไรมา การวิพากษ์วิจารณ์ศาลเป็นสิ่งต้องห้ามที่ทนายความ คู่ความ และประชาชนทั่วไปรู้เป็นอย่างดีว่า กระทำไม่ได้
(มีทนายความคุณภาพอย่าง นายฟัก ณ สงขลา อดีต ส.ส.อุตรดิตถ์ เท่านั้น ที่กล้าประท้วงความอยุติธรรมของศาลในศาล ด้วยการถอดเสื้อครุยทนายโยนทิ้งหน้าบัลลังก์ศาลแล้วรับโทษละเมิดอำนาจศาล และไม่ยอมขึ้นว่าความบนศาลอีกตลอดชีวิต คงเป็นแต่เพียงที่ปรึกษาของสำนักงานทนายความใหญ่อย่าง ชมพู อรรถจินดา และต่อมาก็ลาออกไปเป็นที่ปรึกษาสำนักงานทนายความเล็กๆ ชื่อ ธรรมรังสี ที่มี นายไขแสง สุกใส อดีต ส.ส.นครพนม เป็นผู้อำนวยการ)
ตามธรรมดา (อีกที) ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ใช่ ศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งเป็นอำนาจตุลาการอันเป็น 1 ใน 3 ของอำนาจอธิปไตย ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ หรือตีความถ้อยคำในรัฐธรรมนูญที่คนเห็นไม่ตรงกัน
ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญนั้นคืออะไรเล่า? ถ้าไม่ใช่ศาลเรื่องของการเมือง และเรื่องของการเมืองนั้นถ้าห้ามคิด ห้ามเถียง ห้ามวิจารณ์เสียแล้ว ความแตกฉานจะเกิดได้จากที่ไหน และความเจริญวัฒนาจะมีได้อย่างไร? หรือถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้นก็ต้องถามว่า แล้วเราจะปกครองกันด้วยระบอบประชาธิปไตยกันทำไม?
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลการเมืองแท้ๆ ข้าพเจ้าจึงไม่เข้าใจว่าเหตุไฉนจึงจะลากศาลรัฐธรรมนูญให้ขึ้นหิ้งไปเป็น ศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งแตะต้องไม่ได้เสียอีกแล้ว
อย่ามาเถียงเลยว่า มาตรา 17 ให้อำนาจอยู่แล้ว หากใครวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ โดยสุจริต และ ด้วยวิธีการทางวิชาการ เพราะเวลาเอาเข้าจริง การพิสูจน์ว่าสุจริตหรือไม่สุจริตไม่ใช่เรื่องง่าย และการตีความว่าอย่างไหนเป็นวิชาการ อย่างไหนไม่ใช่วิชาการ ก็เป็นเรื่องของพวกท่าน-คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั่นเอง ใช่ใครอื่น
ดังนั้นหนทางที่ตาสี ตาสา ยายมา ยายมี และคนอย่าง นายวีระ มุสิกพงศ์ นี้เอง จะต้องติดคุกและเสียค่าปรับเพราะละเมิดอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ จึงเปิดโล่งเป็นอย่างยิ่ง
ใคร-พรรคการเมืองไหน ที่ยังเห็นว่าการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและนักการเมืองยังมีไม่มากพอสำหรับสังคมไทย ก็เชิญสนับสนุนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญกันเถิด
ข้าพเจ้าไม่ได้สังกัดพรรคพลังประชาชน แต่ก็เห็นด้วยกับ ส.ส. พรรคนี้ที่จะตัดมาตรา 16 และ 17 ออกไปเสีย หรือมิฉะนั้นก็คว่ำกฎหมายนี้เสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว อย่าปล่อยให้ซากเดนเผด็จการอาศัยสภาของประชาชนทำร้ายประชาชนต่อไปเลย
ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมว่า แม้อำนาจเผด็จการ คมช. จะผ่านพ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2550 แต่เครื่องมือ เครื่องไม้ และลูกสมุนของเขายังอยู่ครบ
คนที่เป็นเผด็จการหรือแม้แต่สมุนเผด็จการย่อมไม่ต้องการให้ใครวิจารณ์ และคนพวกนี้มักกลัวการตรวจสอบ จึงชอบออกกฎหมายมาคุ้มครองตัวเองไว้เสมอ
การตัดทอนฤทธิ์เดชของเผด็จการหรือสมุนเผด็จการ จึงเป็นหน้าที่ของ ส.ส. ดีๆ ทั้งหลาย
การสร้างประชาธิปไตยไม่ต้องเกรงใจเผด็จการครับฌป็นฃ็เป็นเรอง