WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 27, 2008

อำนวยพรวันเกิด “ป๊ะ...ป๋า”

“พันธมารธิปไตย” ประกาศเป่านกหวีด ปิ๊ด ปี้ ปิ๊ด...เพื่อเรียกระดมพลกลางเมืองหลวงในวันนี้ ซึ่งเป็นวันแฮปปี้เบิร์ธเดย์ 88 ปี ของ “ป๊ะ...ป๋า” จึงถูกนำมาผูกโยงอย่างช่วยไม่ได้ การเคลื่อนพลป่วนเมืองในครั้งนี้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า หวังจะเป็นผลงานนำไปเป็นของขวัญวันเกิดของบุคคลที่หลายคนเชื่อว่า มีอะไรอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่?
วันเกิด-วันตาย ในทางพระพุทธศาสนา สอนว่าเป็นธรรมดาของสัตว์โลก ย่อมมี เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกคนย่อมหนีไม่พ้น 4 สิ่งเหล่านี้ หากจะเอาภาษาพระที่เป็นการกล่าวขบขันคือ เตาะแตะ ต้วมเตี้ยม เต่งตึง โตงเตง แล้วก็...ตาย ไม่มีใคร หลีกหนีพ้น ในสิ่งนี้ หรือที่เราเคยอ่านเจอใน ตาลปัตรพระ ตอนสวดบังสุกุลว่า “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น”
ดังนั้น พันธมารธิปไตย อย่าไปก่อเหตุอะไรให้เป็นที่เดือดร้อนรำคาญใจต่อประชาชน เพียงเพื่อต้องการจะประจบประแจงในวันคล้ายวันเกิดของ “ป๊ะ...ป๋า” เพราะ สาธุชน ย่อมทราบถึงความสำคัญทางพระพุทธศาสนา ดังที่ได้หยิบยกขึ้นมากล่าวนี้ได้เป็นอย่างดี การเคลื่อนไหวของพันธมารธิปไตย จึงไม่ใช่ ยาอายุวัฒนะ ที่จะทำให้ คนสูงอายุมีอายุยืนยาว ได้มากขึ้นหรอก
การเคลื่อนไหว เป่านกหวีด ปิ๊ด...ปี้...ปิ๊ด ครั้งนี้ ได้หยิบยกพระพุทธศาสนาขึ้นมาเพราะเห็นมีการกล่าวอ้างจากแกนนำ “พันธมารธิปไตย” ที่นำ “ธรรมาธรรมะสงคราม” บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มากล่าวอ้างหน้าตาเฉย
การต่อสู้ของฝ่าย ธรรมะ กับ อธรรม
การต่อสู้ของ ธรรมเทวบุตร กับ อธรรมเทวบุตร
การทำสงครามระหว่าง 2 ฝ่าย โดยฝ่ายหนึ่ง ผ้าสีขาว และอีกฝ่ายใช้สัญลักษณ์ ผ้าสีดำ สอนให้ละเว้นอกุศลกรรม 10 ประการ คือ กายทุจริต 3 ข้อ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดลูกเมียผู้อื่น วจีทุจริต 4 ข้อ พูดปด พูดส่อเสียด พูดหยาบคาย พูดเพ้อเจ้อ มโนทุจริต 3 ข้อ โลภมาก พยาบาท เห็นผิดเป็นชอบ
หากจะเปรียบเปรยดังนี้ คงจะต้องแปลความกันให้ชัดแจ้ง ฝ่ายอธรรม หรือ ผ้าสีดำ นั้นจะ ผิดแปลกไปไหนไม่ได้นอกจากกลุ่ม “พันธมารธิปไตย” เพราะประกอบไปด้วย สิ่งปฏิกูลทางสังคม ซึ่งเปรียบเสมือนน้ำเน่าเหม็น เป็นองค์ประกอบสำคัญ
แกนนำลัทธิอุบาทว์ สั่งสอนผู้คน ไม่ต้องกราบไหว้บิดา มารดา ครู อาจารย์ บิดเบือนคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธะ ตัณหา โดยแปลว่า ตัน คือ ไม่มีที่ไป โกหกตอแหล บอกว่า เง็กเซียนฮ่องเต้สั่งให้ตั้งพรรคการเมือง เป็นต้น
พฤติกรรมทั้งหมดถูก ปกาสนียกรรมสงฆ์ โดยคณะสงฆ์ไทย ที่ไม่ยอมรับและเฉดหัวออกจากวงการพระพุทธศาสนา เพื่อไม่ให้แปดเปื้อนมัวหมอง มาบัดนี้ยัง ทำตัวเลียนแบบพระสงฆ์ นุ่งห่มจีวรสีกลัก เลียนแบบ บิณฑบาต เทศนา สวดมนต์
แกนนำเป็นเผด็จการ ชื่นชม คณะปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อย่างออกนอกหน้า ไปร่วมวงพบปะสังสรรค์กันอย่างไม่อายฟ้าดิน ส่งคนของตัวเองไปร่วมกับองค์กรที่เป็นผลผลิตของคณะปฏิวัติรัฐประหาร เท่านั้นยังไม่พอ มีการนำเสนอแนวคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดย การเสนอสูตรการเมือง 70 : 30 โดยให้สัดส่วนตัวแทนประชาชนมาจากการแต่งตั้งถึง 70% ส่วนการเลือกตั้งมีเพียงแค่ 30%
เป็นความขี้เท่อ น่าละอายอย่างยิ่ง ที่คนเป็นแกนนำพันธมารธิปไตยหยิบยกเรื่องธรรมาธรรมะสงคราม นำมากล่าวอ้างหน้าตาเฉยแบบนี้
ที่จริงการทำสงครามดังว่าได้ดำเนินการไปแล้ว นั่นคือผ่าน สนามเลือกตั้งที่ผ่านมา 23 ธันวาคม 2550 เป็นคำตอบของสนามประลองยุทธ์ว่า ฝ่ายใดคือฝ่ายแพ้ ฝ่ายใดคือฝ่ายชนะ และฝ่ายที่แพ้เป็นพวก “อธรรม” ส่วนฝ่ายที่ชนะเป็นพวก “ธรรมะ”
ฝ่ายที่แพ้แล้วไม่ยอมแพ้ ยิ่งจะเป็นการประกาศตน ตอกย้ำถึงจิตใจของการเป็นพวก “อธรรม” มากยิ่งขึ้น


มหากาพย์ ปรส.ขุมทรัพย์ 8 แสนล้าน (ตอนจบ)

วันนี้มาต่อเรื่อง คณะกรรมการเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน หรือ ปรส. ซึ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว เราได้พูดถึงเรื่องการส่อว่าจะมีการทุจริตเชิงนโยบาย ในการดำเนินนโยบายการเปิดเสรีทางการเงิน BIBF ซึ่งมีเรื่องการปริวรรตเงินตรา และนโยบายการขายทรัพย์สินจำนวน 8 แสนล้านนี้อย่างไม่ชอบมาพากล หรือไม่อย่างไร
วันนี้เราจึงขอเข้าสู่เนื้อหาที่เป็นข้อสงสัยว่าจะมี การทุจริตเชิงนโยบาย กันอีกประเด็นคือ การ ไม่ยอมให้ลูกหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น คนไทย เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินกลับในราคาถูกแสนถูก แบบที่ให้บริษัทฝรั่งต่างชาติเข้ามาซื้อบ้าง
แม้จะมีข้ออ้างกับสังคมว่าเป็นความไม่เหมาะสม เพราะคนพวกนี้จะต้อง ถูกลงโทษ เนื่องจาก บริหารธุรกิจผิดพลาด ทำให้รัฐต้องเข้ามาแบกภาระส่วนต่างของหนี้เหล่านี้แทนบ้าง หรือ การจะต้องการเงินตราต่างประเทศเข้ามาในเมืองไทย ในขณะนั้นอย่างรีบด่วน ซึ่งนโยบายที่มีข้ออ้างลักษณะนี้ ให้ความเป็นธรรมกับคนไทยได้มากน้อยเพียงใด เพราะที่สุดผลประโยชน์ไปตกอยู่กับนายทุนข้ามชาติหลายแสนล้านบาท
ดังจะเห็นได้จากกรณีที่กำลังเป็นคดีความกันอยู่ในขณะนี้คือ การขายสินทรัพย์จากสถาบันการเงิน แบบคละทั้งสินทรัพย์ดีและไม่ดี เอามากองรวมกันเป็นกลุ่มๆ แล้วแยกจำหน่าย
ทรัพย์สินกองที่พบว่าเป็นปัญหา ซึ่งที่จริงน่าจะมีมากกว่านี้คือ ทรัพย์สินกองที่ บริษัท เลแมน บราเดอร์ส ได้ประมูลไป 2.46 หมื่นล้านบาท โดยถูกตั้งข้อสงสัย 3-4 ประการ
1.ที่มาของเลขานุการ นายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นคณะกรรมการของธนาคารกรุงไทย ในขณะเดียวกันนั้น เป็นได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นกรรมการสถาบันการเงินที่ อาจจะมีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน (Conflict of Interest) ได้
2.ราคาใน การประมูลทรัพย์สินก้อนนี้ได้มาเพียง 2.46 หมื่นล้านบาท นั้นเป็นราคาที่เหมาะสมหรือไม่
3.มีการ จ่ายเงินงวดแรกเพียง 2.4 พันล้านบาท แล้วไปตั้ง กองทุนรวม จากนั้น มีการโอนทรัพย์สินก้อน นี้ไปอยู่ใน กองทุนรวม ดังกล่าว เพื่ออำพราง และ ส่อเจตนาหลบเลี่ยงภาษี
ถามตามตรงว่า คนที่กำกับดูแลนั่นคือ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยนั้น ได้กำกับดูแลกรมสรรพากร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่รู้ ไม่เห็น เป็นไปได้หรือไม่ หรือ คอยให้ท้ายแบ่งปันอะไรกันอยู่
มีความพยายามบอกกล่าวไปถึงรัฐบาลหลายครั้งหลายหน ให้มีการตรวจสอบเรื่อง การประมูลขายสินทรัพย์ของ ปรส. ให้ดี เพราะมันมีเงื่อนไขที่อาจจะก่อให้เกิดข้อคลางแคลงสงสัย เพราะมี รูโหว่ ช่องว่างกฎหมาย อย่างที่เรียกว่ามากมายก่ายกอง ทำกันเอาไว้
เบ็ดเสร็จในการประมูลทรัพย์สินของ ปรส. 8 แสนล้านบาท มีการแจ้งตัวเลขได้เงินกลับคืนมาเพียงแค่ 1.9 แสนล้านบาท หายไป 6.1 หมื่นล้านบาท
ฝรั่งหิ้วเงินกลับประเทศไป ไม่ต่ำกว่า 3-4 แสนล้านบาท ในการนำทรัพย์สินที่ได้จากการประมูลราคาถูกมาขายคืนให้คนไทยในราคาแพง แบบจับเสือมือเปล่า
Asset ของประเทศไทยจาก 8 แสนล้านบาท เหลือเพียง 1.9 แสนล้านบาท มันน่าตกใจไหม!!!

นายกฯ อธิบายสื่อเทศ แก๊งข้างถนนเกลียดชัง “ทักษิณ”

นายกฯ อธิบายสื่อต่างประเทศ แก๊งข้างถนนปลุกระดมมวลชน โค่นล้มรัฐบาล เผยรัฐบาลใช้ความอดทนอดกลั้นจนถึงที่สุด

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อสื่อมวลชนต่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กลุ่มคนที่ก่อความวุ่นวาย ก่อความไม่สงบขึ้นมาในวันนี้ มีแกนนำ 5-6 คน ซึ่งเป็นแก๊งข้างถนน และพยายามปลุกระดมมวลชนขึ้นมาเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ทำความผิดอะไรเลย คนกลุ่มนี้เพียงแต่มีความเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงพาลมาเกลียดชังตนเองด้วย

นายสมัคร กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บุกยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และยังบุกยึดที่ทำการรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลัง รวมทั้งทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นจุดใหญ่ที่มีผู้ชุมนุมนับหมื่นคน ถือว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลยอมรับไม่ได้

โดยตลอดเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมา ที่กลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนไหวสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้กับบ้านเมืองนั้น รัฐบาลใช้ความอดทนอดกลั้นจนถึงที่สุด แม้กระทั่งวันนี้ รัฐบาลได้ให้นโยบายกับ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าให้ใช้ความอดทนอดกลั้น

ด่วน ! แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

เรื่อง ขอประณามการเคลื่อนไหวที่นำสังคมไทยไปสู่หายนะ

แม้การเคลื่อนไหวเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมืองจะเป็นสิทธิพื้นฐานที่ไม่อาจปฏิเสธได้ในสังคมประชาธิปไตยซึ่งกลุ่มคนต่างๆ สามารถกระทำได้ แต่ก็ต้องเป็นการกระทำที่ดำเนินไปภายใต้หลักการพื้นฐานซึ่งต้องเคารพสิทธิของบุคคลอื่น ไม่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งต้องไม่เป็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่การทำลายระบอบประชาธิปไตยโดยรวม

ณ บัดนี้ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ก้าวข้ามพ้นจากสิ่งที่เรียกว่า “อารยะขัดขืน” ไปสู่การกระทำที่เป็น “อนารยะขัดขืน” อย่างชัดเจน หรือเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยปราศจากความชอบธรรมและไม่เคารพสิทธิของสังคมโดยรวม ด้วยการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์อันเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารและทางเลือกการรับรู้ของสังคมไทยด้วยการใช้กำลังและความรุนแรง

รวมถึงการเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่กำลังเกิดขึ้นด้วยการใช้กำลังและจำนวนของมวลชน เช่น การบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ การใช้กำลังคุกคามเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อปกป้องผู้กระทำความผิด ทั้งหมดเป็นการกระทำที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมีความเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้
ข้อแรก ขอประณามการกระทำของพันธมิตรฯ ที่ใช้ความรุนแรงในการบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์อันเป็นการทำลายหลักการเสรีภาพในการสื่อสารมวลชน และทำลายสิทธิในการสื่อสารของฝ่ายต่างๆ ในสังคม

ข้อสอง ขอเรียกร้องกับสังคมไทยให้ไตร่ตรองและใช้สติกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นการกระทำที่มุ่งนำไปสู่การสร้างความรุนแรงและอาจนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะมากขึ้น

ข้อสาม ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของประชาชน เพื่อมิให้บ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะไร้ขื่อแปและอาจนำไปสู่การจราจลในหมู่ประชาชน

ข้อสี่ การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ไม่อาจแก้ได้ด้วยการใช้กำลัง การรัฐประหารหรือการใช้วิธีการอื่นใดที่ไม่ใช่วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย ดังที่สังคมไทยได้เคยประสบมาจากเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 แล้ว

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
26 สิงหาคม 2551

ที่มา : ประชาไทย



นักรบกบฎบุกNBT เรียงหน้าเข้าคุก


เวลา 17.45 น.ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.ต.อธิคม อภิชยกูลกิจ พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร พร้อมกำลังควบคุมตัวผู้ต้องหา นำโดย นายธเนศ คำชุม อายุ 43 ปี กับพวกรวม 82 คน เป็นชาย 78 คน หญิง 4 คน กลุ่มนักรบศรีวิชัย ผู้ต้องหาในความผิดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างอื่นอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง, ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่นโดยมีอาวุธ กับข้อหาอื่นรวม 6 ข้อหา พร้อมของกลาง อาทิ อาวุธปืนพก 3 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน มีดดาบและมีดปลายแหลม วิทยุสื่อสาร หนังสติ๊กพร้อมกระสุนลูกหิน และของกลางอื่นๆ 25 รายการ กรณีร่วมกันบุกรุกเข้าไปทำลายทรัพย์สินภายในอาคารสำนักงานสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) เมื่อเวลา 05.30 น.ของวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา และบังคับเจ้าหน้าที่ขณะปฏิบัติงานให้หยุดทำงาน หยุดการออกอากาศ และให้ออกไปจากสำนักงานจนเจ้าหน้าที่ต้องกระทำตามด้วยความกลัว

พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนและควบคุมตัวผู้ต้องหามาจะครอบ 48 ชั่วโมง ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ แต่การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากต้องสอบปากคำพยานอีก 15 ปาก และรอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รวมทั้งผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติผู้ต้องหาจึงขอฝากขังผู้ต้องหาไว้มีกำหนด 12 วันจนถึงวันที่ 6 ก.ย ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนยังขอคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนี

ต่อมาทนายความจากสภาทนายความฯได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพยเป็นเงินสด คนละ 2 แสนบาท ขอประกันตัว นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ แกนนำสมัชชาคนจน กับ นายนัสเซอร์ ยีหมะ ผู้ต้องหา 13 และ 14 ซึ่งศาลอยู่ระหว่างพิจารณาคำร้อง ส่วนผู้ต้องหารายอื่น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมไปไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป

สำหรับผู้ต้องหาที่เป็นเยาวชน 3 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งตัวไปดำเนินคดีที่สถานแรกรับเด็กและเยาวชนบ้านเมตตา

รายชื่อผู้ต้องหาทั้งหมดมีดังนี้ นายธเนศร์ คำชุม นายชนินทร์ อินทร์พรหม นายสุธรรม จันทวงศ์ นายสัญญา สุขเกื้อ นายจำแลง คุ้มสังข์ นายปัญญาเดช เอกภาณุพัตร์ นายมนตรี แซ่ลิ้ม นายสมถวิล แซ่เอี้ย นายวุฒิชัย ช่วยบุญชู นายมนัส สีสายหูด นายยุทธนา โอชาพงค์ นายธนพัฒน์ วิไลภรณ์ นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ นายนัสเซอร์ ยีหมะ นายสุรชัย สุทธิวรานนท์ นายชัชวาล จันชนะพล นายกฤษดา มณีพรหม นายอัมรินทร์ ยี่เฮง นายสุรเดช วราภรณ์ นายสาโรจน์ ดุลยคง นายภิชัย ทองนวล นายปราโมทย์ พุทธขาว นายประจิตร์ นุ่นหอม น.ส.สายใจ มณีอุปถัมภ์ นายอดิลักษณ์ อนุชาติ นายคำรณย์ อู้สกุลวัฒนา นายธัชชัย ทองจิตร นายนพดล ขาวเรือง นายวีระศักดิ์ บรรจงช่วย นายรอย บุญนิล นายสุนทร รักษายศ นายประสิทธิ์ มากแก้ว นายพรชัย บรรจงช่วย นายคมชิต พุฒคำ นายสมพงศ์ สารมาศ นายณรงค์ บัวใหญ่ นายเดโช มะลิลา นายกะวี ยิ้มละไม น.ส.วรรณวิมล แพสุวรรณ์ นายประดิษฐ์ คงช่วย นายวุฒธิไกร สังข์แก้ว นายวิเชษฐ์ คงจันทร์ นายอำไพ สิริชยานนท์ นายสุริยา สกุณา นายสุนทร สุวรรณ นายสุเทพ สุวรรณ นายวิชัย อินทร์พรหม นายวันชัย รักษายศ นายไพศาล สุขแก้ว นายธนพล แก้วเชิด นายสุธี จันทวงศ์ นายสมเกียรติ หนูใหญ่ น.ส.อนัญชญา เพ็ญพลกรัง นายสุรสิทธิ์ แย้มประชา นายแก้วกาญ แพสุวรรณ์ นายศตวรรษ จอนทอง


ดาหน้าฉะกบฏ พธม.ป่วนชาติ ฝ่าฝืนกม.ไร้ความชอบธรรม

เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ระบุหากสถานการณ์ชุมนุมยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ฉุดบรรยากาศการลงทุนของตลาดหุ้นไทย ด้าน “สุคนธ์ ชัยอารีย์” สื่อมวลชนอาวุโส ซัดม็อบโจรเข้าข่ายกบฏปล้นชาติ ขณะที่สื่อต่างชาติตีข่าวทั่วโลก ด้านชาวเว็บรุมด่าพันธมิตรฯ ไม่เคยทำตามกฏหมายเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี

หลังจากม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที พร้อมกับปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลและกระทรวงต่างๆ เพื่อเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ลาออก จนสร้างความวุ่นวายไปทั่วบ้านทั่วเมืองนั้น

ตลาดหุ้นร่วง 15 จุด

เมื่อวันที่ 26 ส.ค.นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า หากมีการชุมนุมยืดเยื้อต่อไปก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ

นายอำพน กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ลดลงไปถึง 15 จุด หรือประมาณ 2% พร้อมกับชี้นำตำรวจให้เร่งเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล

ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตุว่า ตลาดหุ้นในภูมิภาคก็ปรับลดลงประมาณ 2% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นไทย เนื่องจากนักลงทุนยังวิตกกังวลปัญหาซับไพรม์ของสหรัฐ

ส่วนปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดจากเงินเฟ้อ 2 หลัก ความขัดแย้งระหว่างแบงก์ชาติและกระทรวงการคลังในการขึ้นดอกเบี้ย และการใช้จ่ายเกินตัวของรัฐบาล กลับไม่มีการนำมาประเมิน สะท้อนมันสมองของหน่วยงานที่เชื่อกันว่า เป็นเสาหลักของประเทศ

กระทบศก.รุนแรง
ขณะที่นายมานพ พงศทัต นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์นานาชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้จะส่งผลลบอย่างมากต่อเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทย อาจต้องหยุดชะงักไปเลย แม้กระทั่งรายที่มีการเซ็นสัญญาไปแล้ว ก็อาจต้องพักรอดูท่าทีหากเป็นการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ในกรุงเทพฯ

"เหตุการณ์ความวุ่นวายครั้งนี้ ให้ภาพที่ค่อนข้างรุนแรง เหมือนการเกิดจราจล หากไม่สามารถยุติลงได้ จะกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติอย่างแน่นอน ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ยังมองไม่เห็นทางออก คงต้องปล่อยให้เกิดความรุนแรงต่อเนื่องไป เพราะในฝั่งของรัฐบาลเชื่อว่าจะทำอะไรไม่ได้ ขณะที่ทหาร - ตำรวจ ก็คงไม่สามารถเข้ามายุติเหตุการณ์ได้ เพราะต้องระมัดระวังสูงในการจะทำอะไร เนื่องจากเป็นเรื่องอ่อนไหวมาก หากเกิดการปะทะและทำให้มีการเสียชีวิตเกิดขึ้นแม้เพียงคนเดียว ก็อาจทำให้บานปลายเป็นเรื่องใหญ่ตามมาได้" นายมานพ กล่าว
สื่อนอกตีข่าวยึดNBT

ขณะที่ สื่อต่างประเทศหลายสำนัก เช่น สำนักข่าว BBC เสนอข่าวว่า กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนหลายพันคนได้เคลื่อนขบวนไปตามท้องถนนในกรุงเทพมหานคร เพื่อเรียกร้องให้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของไทยลาออกจากตำแหน่ง และเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ของรัฐ หรือ NBT รวมถึงอาคารที่ทำการของรัฐบาลอีกหลายแห่ง และบีบบังคับให้ข้าราชการยุติการปฏิบัติหน้าที่

อย่างไรก็ตาม BBC ระบุว่าตำรวจไทยได้ยุติการยึดครองสถานีโทรทัศน์ NBT ได้แล้ว ทั้งนี้ กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ PAD ระบุว่า นายสมัคร เป็นตัวแทนของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งขณะนี้กำลังลี้ภัย

ส่วน สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า เกิดเหตุกลุ่มผู้ประท้วงติดอาวุธ 80 ราย ได้บุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ซึ่งเป็นของรัฐบาล และได้ระงับการแพร่ภาพออกอากาศของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ ขณะที่ตำรวจได้จับกุมสมาชิกกลุ่ม 80 รายที่ก่อเหตุบุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที

ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์และเอเฟพีรายงานตรงกันว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหวังจะดึงคนจำนวนหลายแสนคนออกมาชุมนุมกันในวันที่ 26 สิงหาคม เพื่อโค่นล้มรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช โดยทางตำรวจประเมินว่า มีประชาชนออกมาแล้วเพียง 35,000 คนเท่านั้น
ฉะกบฏปล้นชาติ

ด้าน นายสุคนธ์ ชัยอารีย์ ผู้ดำเนินรายการ “คุยข่าว 97 “คลื่น 97.0 เมกะเฮิตร์ กรมประชาสัมพันธ์ และหนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์ กล่าวว่า ตอนนี้บ้านเมืองกำลังเข้าสู่กลียุค การกระทำของคนพวกนี้เข้าข่ายเป็นกบฏปล้นชาติ ถ้ารัฐบาลยังนิ่งเฉย ก็เท่ากับว่ารัฐบาลอ่อนแอ และเท่าที่ตนได้ถูกเอามีดจี้นั้น ในฐานะที่ตนเป็นคนใต้ก็พอจะเดาได้ว่าสำเนียงที่ใช้พูดนั้นน่าจะเป็นคนจังหวัดสุราษธานี หรือไม่ก็จังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างแน่นอน และมีอาการเหมือนคนเมาใบกระทอมด้วย หน้าตายังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่เลย

นายสุคนธ์ กล่าวด้วยว่า จากที่ได้มีการควบคุมตัวกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT ทางแกนนำกลุ่มก็ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่คนของพันธมิตรฯ แต่ในเมื่อแกนนำออกมาปฏิเสธแล้วทำไมต้องเรียกร้องให้เจ้าหน้าตำรวจปล่อยตัวกลุ่มคนดังกล่าวด้วย อย่ามาโกหกจะดีกว่า โดยตนเชื่อมาเป็นกลุ่มที่ได้มีการจัดจ้างจากกลุ่มของ ส.ส.สอบตกของบางพรรค หรือว่าจากส.ส.บางคนหนุนหลังอยู่ 100 %
ชาวเว็บรุมด่า “ป่าเถื่อน”

ขณะเดียวกัน หลังจากที่ได้มีการบุกยึดสถาน ก็ได้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก ทางเว็บไซด์สนุกดอทคอมได้มีการตั้งกระทู้เพื่อถามความคิดเห็นของประชาชน ในหัวข้อ เห็นด้วยกับพันธมิตรหรือไม่ ปรากฏว่าได้มีประชาชนเป็นจำนวนที่ได้เข้ามาตอบในกระทู้ ดังกล่าว

โดยความคิดเห็นทั้งหมดล้วนประณามการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าเป็นพวกป่าเถื่อน มีความเห็นหนึ่งบอกว่าการเข้าปิดล้อมไม่ให้สถานี NBT ถ่ายทอดสด เพราะว่าไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความชั่วของกลุ่มอันธพาลหรือกล่าวว่าการบอกว่าตัวเองเป็นพันธมิตร แต่การกระทำที่ปรากฏเป็นการโจรที่ทำให้ประเทศมีแต่ความเสียหาย
บางข้อความยังระบุถึงกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ไปบุกยึดว่า “ใส่ผ้าปิดหน้าเหมือนพวกก่อการร้ายเลย”

“เลวมาก ไม่เคยทำตามกฏหมาย เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีของ ประชาธิปไตย สมควรประหารพวกนี้ให้หมด ถ้าทำผมคงดีใจมากๆ เลยประเทศจะได้ก้าวหน้า”

“ทำให้คนอื่นเดือดร้อนแล้วบอกไม่ได้ทำขอให้พวกมันล่มจมให้หมด มันยิ่งไม่ทำตามกฏหมายบ้านเมืองแบบนี้ สังคมยิ่งแตกแยก ไม่เคยเห็นอำนาจนิติบัญญัติในสายตา”



พันธมิตรฯ ถอนกำลังจาก NBT เคลื่อนสมทบ ทำเนียบฯ

พันธมิตรฯ ถอนกำลังจากเอ็นบีทีแล้ว เพื่อนำมวลชนมาสมทบที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากไม่สามารถตัดสัญญาณการออกอากาศของเอ็นบีทีได้

หลังจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนำมวลชนไปปิดล้อมและยึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ล่าสุด เมื่อเวลา 16.30 น. วันนี้(26ส.ค.) นายอมร อมรรัตนานนท์ ผู้ควบคุมการชุมนุมที่สถานีเอ็นบีทีได้ประกาศย้ายการชุมนุมกลับไปที่ทำเนียบรัฐบาลตามมติของแกนนำแล้ว โดยจะใช้วิธีการเดินขบวนไป

ทั้งนี้ จุดประสงค์ของการบุกยึดเอ็นบีทีก็เพื่อให้สถานีแห่งนี้หยุดนำเสนอข่าวสารที่บิดเบือนเพื่อกลบเกลื่อการกระทำผิดของรัฐบาลและโจมตีฝ่ายตรงข้าม อย่างไรก็ตาม เมื่อยึดได้แล้ว มีปัญหาทางเทคนิคที่ไม่สามารถตัดสัญญาณการออกอากาศของเอ็นบีทีได้ จึงเปล่าประโยชน์ที่จะชุมนุมปิดล้อมเอ็นบีทีต่อไป ดังนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมที่เอ็นบีทีจึงได้เริ่มเคลื่อนขบวนออกมาเมื่อเวลาประมาณ 16.40 น.ที่ผ่านมา

นายกฯ ลั่น ให้โอกาส พธม.ครั้งสุดท้ายพร้อมตั้ง พล.ต.อ.โกวิท ปราบม็อบ

นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวที่กองบัญชาการกองทัพไทย ประกาศตั้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ควบคุมการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ตำรวจ คืนความสงบให้บ้านเมือง พร้อมเตือนผู้ไม่เกี่ยวข้องออกจากการชุมนุม ก่อนตกเป็นผู้ต้องหา

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่กองบัญชาการกองทัพไทย โดยกล่าวเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมที่ไม่กี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดินทางกลับบ้าน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตามขั้นตอน เนื่องจากที่ผ่านมา รัฐบาลใช้ความอดทน อดกลั้น อย่างเต็มที่ จนถึงขณะนี้ ถือว่ากลุ่มผู้ชุมนุมทำเกินกว่าเหตุไปมาก จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อให้สถาณการณ์บ้านเมืองกลับคืนสู่ภาวะปกติ

รวมทั้งมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับมอบอำนาจเต็มจากคณะรัฐมนตรี เพื่อกำกับดูแลการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการแก้ไขสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวอีกด้วยว่า รัฐบาลยังมีเครื่องมือในการดำเนินการอีกหลายขั้นตอน แต่ทุกอย่างจะเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งได้เรียกร้องให้สื่อมวลชน พิจารณาการนำเสนอข่าวสารเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองด้วย


กบฏ'พันธมิตรฯ'ถ่อย พังประตูทำเนียบ ประกาศชัยชนะ!

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ส่วนหนึ่งบุกเข้าทำเนียบรัฐบาลประกาศชัยชนะ ขณะที่อีกเกือบ 1 หมื่นคนยังคงปักหลักปิดล้อมนาน 7 ช.ม.แล้ว

กว่า 7 ชั่วโมงแล้วที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเกือบ 1 หมื่นคนยังคงปักหลักชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวโดยเมื่อเวลาประมาณ 13.15 น. ทางกลุ่มพันธมิตร ได้พังแผงกั้นเหล็กที่กั้นอยู่บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ผ่านเข้ามายังบริเวณประตู 1 ทำเนียบรัฐบาลจำนวน 6 คน แล้วมานั่งขัดสมาธิพร้อมจับมือชูขึ้นเพื่อแสดงแสนยานุภาพว่าได้รับชัยชนะแล้วโดยกระทำการเพียง 10 นาทีเท่านั้นก่อนกลับออกไปเช่นเดียวกันกับประตูเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ และประตูสะพานอรทัยที่ทางกลุ่มพันธมิตรได้บุกเข้ามาแล้วก็กลับออกไปโดยใช้เวลาไม่นานนัก

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าการกระทำของกลุ่มพันธมิตรในครั้งนี้ไม่ได้รับการขัดขวางจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใดทั้งยังไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการบริเวณป้อมตำรวจประตู 1 เหมือนปกติ

นักรบกู้ชาติบุกยึดNBT